คืนหลอนศพ

By admin

คืนนั้นเอง ก็ได้ข่าวว่ามีการท้าทายกันว่าใครจะกล้าเข้าไปกุดังเก็บศพคนเดียว มีนมกระป๋องตราเรือใบกับบุหรี่เกล็ดทองเป็นเดิมพัน…แต่ของสองอย่างนั้นจะ วางไว้ในโลงศพ ใครกล้าหยิบนมกับบุหรี่มาได้ถือว่าชนะ และได้รับรางวัลไป

จำได้ว่ามีพระรูปหนึ่งชื่อหลวงพี่หนุ่ยรับคำท้าทันที!

หลวงพี่รูปนี้มีนิสัยแปลกๆ ชอบเล่นเครื่องรางของขลัง สวมประคำพวงใหญ่ วางตัวเหนือผู้อื่นทั้งๆ ที่เพิ่งบวชพรรษาแรก พอกลับจากพายเรือบิณฑบาต ฉันเช้าเสร็จก็เก็บตัวเงียบในกุฏิท่องบ่นคาถาอาคมงึมงำแทบทั้งวัน

พระรูปอื่นไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ จึงหาวิธีลองของเหมือนจะท้าพิสูจน์ หรือแกล้งกันในทีว่าจะมีคาถาอาคมแก่กล้าจริงหรือเปล่า?

เลยค่ำไปไม่นานก็ได้เวลาเปิดโกดังและเปิดโลง

คืนนั้นเดือนมืด ท้องฟ้ามีเมฆหนาทึบ ไม่เห็นดาวเลยแม้แต่ดวงเดียว

เด็กวัดก็ตามแห่ไปด้วย ท่ามกลางบรรยากาศเยือกเย็นน่าวังเวงใจ สายลมพัดโชยวู่หวิวเสียงแมลงกลางคืนระงมเซ็งแซ่ พอเราเดินผ่านก็เงียบกริบ ครั้นคล้อยหลังก็ดังขึ้นมาอีก

หลวงพี่หนุ่ยถือเทียนเดินนำหน้า ไม่ช้าก็เปิดประตูเหล็กดังบาดหู หายเงียบเข้าไปในนั้น พระรูปอื่นๆ กับเด็กวัดจับกลุ่มรอกันอยู่เงียบๆ สายลมคร่ำครวญ ไม่มีใครหัวเราะต่อกระซิกกันเลย

จู่ๆ เสียงเอะอะโวยวายก็ดังออกมาจากโกดังศพ เล่นเอาสะดุ้งเฮือกไปตามๆ กัน

หลวงพี่หนุ่ยเผ่นอ้าวจีวรปลิวออกมา หน้าตาตื่นตกใจสุดขีดปรากฏในแสงไฟฉาย…ในมือไม่มีทั้งเทียน บุหรี่ และนมกระป๋อง วิ่งเตลิดขึ้นกุฏิเงียบกริบ…พอออกพรรษาก็รีบหาฤกษ์สึกทันที!

แม้ว่าจะไม่ยอมปริปากบอกใครว่าพบเห็นอะไรในโกดังศพ แต่พวกเราก็พอเดาได้ว่าหลวงพี่หนุ่ยเจอประสบการณ์น่าขนหัวลุกขนาดไหน…จริง ไหมครับ?

ที่วัดใต้ค่อนข้างเปล่าเปลี่ยว ไม่มีบ้านผู้คนซักหลัง มีแต่ท้องนาอ้างว้างไปลิบๆ แถมยังติดป่าช้าอีกต่างหาก…มีเมรุเผาศพแบบโบราณที่เรียกว่า “เมรุปูน”

ใกล้ๆ กันนั้นมีตึกเก่าแก่ บานประตูเหล็กขึ้นสนิม มีต้นไทรใหญ่หลายต้นขึ้นร่มครึ้ม แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมตึกหลังนั้นให้ดูเยือกเย็น น่าวังเวงใจ แม้จะเป็นตอนกลางวันแสกๆ ก็เถอะเอ้า!

ยิ่งมีสายลมพัดซ่า…แหม! มันเกิดเสียงพิลึกพิลั่นบอกไม่ถูก บางทีฟังเหมือนเสียงคนหัวเราะเกรียวกราว แต่บางทีก็ฟังคล้ายใครกลุ่มหนึ่งกำลังสะอึกสะอื้น หรือไม่ก็ทอดถอนใจใหญ่ด้วยความทุกข์โศกเต็มประดา

ตึกอะไรล่ะ? อ๋อ…โกดังเก็บศพน่ะซีครับ!! บางคนเรียก “กุดัง” มั่ง “โรงทึม” มั่ง…แต่ของจริงๆ ก็คือสถานที่เก็บศพสารพัดชนิด ทุกเพศทุกวัย…ใครบอกว่าไม่กลัวผมว่าปากแข็งละมั้ง?

คนที่บอกว่ากลัวๆ น่ะจะฉุกคิดหรือเปล่าก็ไม่รู้ ว่าวันหนึ่งตัวเองก็ต้องมานอนแหงแก๋อยู่ในกุดัง ทำให้คนอื่นๆ เขากลัวเหมือนกัน หรือไม่ตัวเองก็กลับนอนกลัวผีตัวสั่นเทาอยู่ในโลงก็ไม่ทราบนะครับ!

วันดีคืนดี เจ้าอาวาสไม่อยู่ ก็มีพระหนุ่มๆ ดอดเอากุญแจไปเปิดโกดังเก็บศพ เปิดโลงศพดูกัน ไม่รู้ว่ามีอะไรน่าดูตรงไหนซีน่า พวกเด็กวัด 2-3 คนก็ตามหลังพระเข้าไปดูด้วย

ผมเองยอมรับว่าตั้งหลักอยู่ห่างๆ เพื่อนชวนเข้าไปก็ส่ายหน้าดิก อ้างว่าไม่สนุก…ความจริงก็กลัวผีนั่นแหละครับ

ผมว่าตัวเองคิดถูกแฮะ! ขนาดอยู่ห่างๆ ยังได้กลิ่นเหม็นหืนโชยมาตามสายลม แว่วเสียงฝาโลงเอี๊ยดอ๊าดตอนช่วยกันเปิดน่ะ กลิ่นเหม็นยิ่งรุนแรงมากขึ้น ขนาดอยู่ในที่โล่งๆ ยังต้องอุดจมูกเลยนี่นา…ไม่รู้ว่าภาพศพขึ้นอึ้ดทึ่ดในโลงจะน่าทัศนาที่ตรง ไหน?

ตอนนั้นตะวันขึ้นสูงใกล้จะเพล ผมเงยหน้าขึ้นมองต้นไทรเหนือกุดังโดยไม่ได้ตั้งใจ

คุณพระช่วย! ร่างดำๆ นับสิบเกาะอยู่ตามกิ่งไทร จ้องมองลงมาด้วยดวงตาลุกวาว บ่งบอกว่าขัดเคืองที่ถูกรบกวน ล่วงเกินในยามที่พวกเขากำลังนอนพักอย่างสงบสุขเป็นครั้งสุดท้าย

ม่านตาพร่าพราย ลิ้นแข็งคับปากจนพูดอะไรไม่ออก ก่อนที่สายลมจากทุ่งนาจะพัดซ่ามาเยือกเย็น ซาบซ่านตามแผ่นหลังชุ่มเหงื่อ…ภาพน่ากลัวเหล่านั้นหายไปหมดแล้ว!