ที่มีของ

By admin

เรื่องราวของ “ผีตาฮก” เป็นคำตอบที่ชัดเจนอย่างยิ่งเลยละครับ ท่านที่เคารพ

ตาฮกเป็นคนหาปลาในย่านนั้น วันเกิดเหตุแกก็ไปทอดแหหาปลากับลูกชายตามปกติ โดยแกเหวี่ยงแหลากลงไปในแถวถิ่นปลาชุม ลูกชายเป็นคนถือท้าย

วันเกิดเหตุ สองพ่อลูกก็ไปหาปลาตามเคย!

พอ ตาฮกเหวี่ยงแหโครม ก่อนจะลากขึ้นเรือ…ปรากฏว่าพญากุมภีล์ตัวยาวหลายวาก็ทะลึ่งพรวดขึ้นมาอ้า ปากกว้าง งับผางเข้ากลางลำตัวคนชะตาขาดผู้ยังตะลึงงัน แล้วโดดผึงตึงตังลงน้ำเสียงโครมคราม สะท้านสะเทือนจนลูกชายตาฮกตกใจแทบจะตกน้ำตายไปอีกคน

ผีตาฮกดุร้ายสาหัสเพราะแกตายโหงน่าสยดสยองเหลือหลาย!

แม่ ผมเล่าว่าตอนดึกๆ ชาวบ้านใกล้เคียงแกไม่เป็นอันหลับอันนอน เพราะเสียงตึงตังโครมครามเหมือนแผ่นกระดานตีกันดังสนั่น คนที่ได้ยินก็พากันขนลุกขนพองด้วยความสยดสยองไปตามๆ กัน

วันนี้จะเล่าเรื่อง “ศาลเจ้าพระยา” ที่หน้าวัดท่าข้ามสู่กันฟังครับ

ที่นั่นอยู่ใน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ฯ บ้านเกิดเมืองนอนของผมเอง มีเรื่องราวน่าขนหัวลุกหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำตาปี ที่ขึ้นชื่อลือชาว่าจระเข้ชุกชุมนักหนาในอดีต แถมเรื่องของโจรผู้ร้ายฉกาจฉกรรจ์ รวมทั้งเรื่องฆ่าฟันกันชนิดไม่ปรานีปราศรัยของคนที่แตกต่างกันในลัทธิอีก ต่างหาก

นั่นคือตอนหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม อันน่าขนพองสยองเกล้า แถบถิ่นนั้นกลายเป็นพื้นที่สีแดงที่เจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองก็ทำอะไรมากไม่ ได้หรอกครับ

โดยเฉพาะเรื่องราวแถวย่านวัดท่าข้าม ที่พวกเรานิยมเรียกกันว่า “วัดหัวแหลม”

สาเหตุก็คือ วัดนั้นตั้งอยู่ตรงหัวมุมที่แม่น้ำตาปีมาบรรจบกับแม่น้ำพันดุง หรือเรียกตามภาษาทางการว่า “แม่น้ำคีรีรัฐ” ก่อนจะไหลลงสู่ทะเลระยะทางราว 20 กิโลเมตร

สมัยนั้นเป็นทั้งถิ่นนักเลงโตที่ทางการทำอะไรไม่ได้ ตอนหลังต้องใช้วิธีเกลือจิ้มเกลือ โดยแต่งตั้งหัวหน้าใหญ่ให้เป็นกำนันซะเลย เพราะไหน จะเป็นพื้นที่สีแดงอย่างที่ว่า จนมีการฆ่าแกงกัน ดุเดือดเลือดพล่าน…

ประจักษ์พยานคือมีศพลอยน้ำมาตามแม่น้ำทั้งสองสาย ผ่านวัดหัวแหลมแทบไม่เว้นตะละวัน!

ทุกศพล้วนแต่มีร่องรอยโดนยิงโดนฟัน หรือโดนแทงมาทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่ว่าตกน้ำตายธรรมดาๆ เสียที่ไหนเล่า

“ศาลเจ้าพระยาท่าข้าม” ที่ว่านั้น เชื่อถือกันมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายายว่าเป็นที่สิงสถิตของพญาชาละวัน หรือจระเข้ยักษ์ผู้เป็นใหญ่แห่งลุ่มน้ำตาปี มีถ้ำอยู่ใต้น้ำ อิทธิฤทธิ์สูงส่งน่าเกรงขามครั่นคร้ามเป็นยิ่งนัก เรียกขานกันอีกแบบหนึ่งว่า “ศาลเจ้าพญาท่าข้าม” ซึ่งหมายถึงพญาจระเข้นั่นเอง

จระเข้ชุกชุมขนาดขึ้นมานอนเกยตลิ่งอาบ แดด เป็นประจักษ์พยานอันดีว่าที่นั่นมีชาละวันชุกชุมปานใด!

เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า เรือที่ขึ้นล่องในยุคนั้นต้องทำลูกกรงล้อมประทุนไว้แม้แต่คนแจวเรือก็ต้อง เอาไม้ไผ่มาล้อมคอกไว้ เพื่อป้องกันจระเข้ไม่ให้พุ่งพรวดจากใต้น้ำ โดดโผงผางขึ้นมาขย้ำกลางตัว ลากลงไปเป็นเหยื่อได้ง่ายๆ

หลายๆ คนในภาคอื่นเคยกังขาว่าจระเข้ลุ่มตาปีดุร้ายฉกาจฉกรรจ์ถึงปานนั้นเชียวละหรือ?

เท่านั้นยังไม่พอ!!

ตอนกลางวันแสกๆ เสียงอุบาทว์นั่นก็ดังขึ้นอีกหลายครั้ง แม่เล่าว่าชาวบ้านพากันแห่ไปดูก็เห็นกระดานท้องเรือของตาฮกกระดกขึ้นมาทุก แผ่น แล้วฟาดปังๆ ลงไปเหมือนมีใครจับกระแทกกระทั้นให้เห็นคาตา…

รายการนี้เล่นเอาคนขวัญอ่อนเป็นลมเป็นแล้งไปหลายราย!

เมื่อราวๆ สามสิบกว่าปีมาแล้ว ชาวบ้าน สร้างศาลเจ้าพระยาท่าข้ามไว้ที่หน้าวัดหัวแหลม…เมื่อความเจริญแผ่กระจาย เข้ามาเรื่อยๆ ก็เหลือแต่เรื่องราวน่าขนหัวลุกไว้เล่าสู่กันฟังเท่านั้นครับ