ผลไม้ต้องคำสาป

By admin

กิตติศัพท์โด่งดังไปถึงจังหวัด นายฤทธิ์ลูกชายเจ้าของโรงสีเห็นเอื้อยเข้าก็หลงรักจนให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอ ผู้ใหญ่อ่ำเรียกสินสอดทองหมั้นได้จุใจก็ตก ลงยกลูกสาวให้ แต่เอื้อยผูกใจรักแต่ทิดโพนคนเดียวเท่านั้น

วันแต่งงาน เอื้อยก็หลบไปผูกคอตายที่ต้นมะเดื่อหลังหมู่บ้านนั่นเอง!

กว่าผู้ใหญ่อ่ำกับนายฤทธิ์จะติดตามมาพบ เอื้อยก็กลายเป็นศพห้อยโตงเตงอยู่ในชุดวิวาห์ หน้าเขียวคล้ำลิ้นจุกปาก นัยน์ตาเหลือกลาน มีมดดำนับร้อยๆ กำลังไต่ตอมอยู่เต็มหน้า

ศพเอื้อยไปนอนที่วัดแล้ว แต่วิญญาณของเธอยังอยู่…

ต่อมาไม่นาน ก็มีคนเห็นผู้หญิงชุดขาวย่องไปที่กระท่อมทิดโพนบ่อยๆ แต่เมื่อมีใครไปซักถามพี่ทิดก็ไม่ยอมปริปาก เอาแต่ถอนใจเศร้าๆ ส่ายหน้าลูกเดียว…จนกระทั่งชาวบ้านดงหลวงถูกผีหลอกกลางวันแสกๆ หลายคน

ยายอุ่นไปเก็บใบมะเดื่ออ่อนๆ มาจิ้มน้ำพริก แถวนั้นมีทั้งป่ามะม่วงกับป่าไผ่ค่อนข้างเปล่าเปลี่ยวเพราะอยู่ห่างจากหมู่ บ้าน…ทันใดนั้น เมฆหนาทึบก็บดบังแสงแดดจนร่มครึ้ม สรรพสิ่งเงียบกริบลงกะทันหัน

ลมไม่พัดใบไม้ไม่กระดิก กอไผ่ที่เคยโอนเอนออดแอดกลับสงบนิ่งไปดื้อๆ เหมือนตกอยู่ในโลกร้าง บรรยากาศเยือกเย็นน่าขนหัวลุก!

ผมเป็นคนดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ตั้งแต่สมัยยังเป็นแค่ตำบล ขึ้นกับอำเภอนาแก นครพนม ต้นไม้ใหญ่น้อยแน่นหนา ป่าดงอุดมสมบูรณ์จึงได้ชื่อว่า “ดงหลวง” ดินแดนแห่งเทือกเขาภูเขาที่โด่งดังมาเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนนั่นไงครับ

วันนี้ผมมีเรื่องผีดุสุดขีดมาเล่าสู่กันฟัง!

สาเหตุเกิดจากความรักใคร่ของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง คือทิดโพนกับแม่เอื้อย ฝ่ายชายเป็นแค่ลูกจ้างทำนา ส่วนฝ่ายหญิงเป็นลูกผู้ใหญ่อ่ำ ฐานะมั่งคั่ง มีนาให้เช่านับร้อยไร่ เอื้อยเป็นสาวสวยประจำตำบล จึงมีหนุ่มๆ หมายปองอยู่มากหน้า

“เฮ้ย! อะไรกันโว้ย…ไป๊! ชู้ว์ๆ”

“แกนั่นแหละ ไป๊! ไสหัวไปให้พ้นบ้านข้าเดี๋ยวนี้”

แมวอุบาทว์แผดเสียงเป็นภาษาคนทันใด เล่นเอายายอุ่นร้องโหวกโหวย เผ่นอ้าวไม่คิดชีวิต ใบมะเดื่อหลุดจากมือ ผ้าผ่อนก็หลุดลุ่ย แมวผีสิง นั่นก็วิ่งตามมาติดๆ ยายอุ่นตะโพงหนีจนมาสลบอยู่บ้านของแกนั่นเอง!

เจ้าก้อนเพื่อนนายฤทธิ์ กำลังชักเกวียนจากนากลับบ้านตอนเย็น ครั้นถึงมะเดื่อต้นนั้น สรรพสิ่งก็เงียบกริบ นอกจากเสียงล้อเกวียนออด แอดกับกระดึงผูกคอวัวเท่านั้นที่ดังอยู่

จู่ๆ ยอดมะเดื่อก็เขย่าเกรียวกราวขึ้นมา! เจ้าก้อนเงยหน้ามองก็แทบหัวใจหยุดเต้น เมื่อเห็นร่างขาวโพลนของหญิงหนึ่งยืนอยู่บนกิ่ง มะเดื่อที่แม่เอื้อยผูกคอตาย!

“เฮ้ย!” ร้องได้คำเดียวร่างนั้นก็ทิ้งตัวลงมาห้อยโตงเตง เล่นเอาเจ้าก้อนห้อเกวียนป่าราบ กระเด้งกระดอนเกือบพลิกคว่ำ ถึงจับไข้จับหนาวอยู่เกือบเดือน… ชาวบ้าน

ยายอุ่นนึกถึงภาพเจ้าสาวผู้หนีมาผูกคอตายที่มะเดื่อต้นนั้น เล่นเอาปากคอแห้งผาก เสียวสันหลังวาบ ใจสั่นมือสั่น เด็ดใบมะเดื่ออ่อนๆ ได้ขยุ้มหนึ่งก็ทำท่าว่าจะกลับบ้าน

ทันใดนั้น เสียงขู่ฟ่อๆ ก็ดังอยู่เหนือหัว ยายอุ่นสะดุ้งเฮือก เงยหน้าขึ้นมองก็เห็นแมวดำตัวใหญ่ นัยน์ตาแดงจ้า แยกเขี้ยวดุร้าย ก่อนจะกระโจนใส่หญิงชราอย่างดุเดือด

อีกหลายคนก็โดนปีศาจแม่เอื้อยหลอกหลอนจนแทบจะเป็นบ้าเป็นหลังไปตามๆ กัน

ในที่สุดตาหมาสัปเหร่อก็ทนไม่ไหว ต้องนิมนต์หลวงตาฉ่ำมาทำพิธีไล่ผีแม่เอื้อยจะได้ไปผุดไปเกิดกับเขาเสียที

ชาวบ้านยกโขยงไปดูหลวงตาบริกรรมพระ พุทธมนต์ ไม่ช้าก็เกิดพายุพัดอู้ๆ ดวงอาทิตย์ลับหายไปในกลุ่มเมฆหนาทึบ ป่ามะม่วงคำรามลั่น มะเดื่อสะบัดใบเกรียวกราวกอไผ่โยกตัวไปมาอย่างดุเดือด…หลวงตาฉ่ำก็ให้ สัญญาณฟันมะเดื่อผีสิงทันใด!

“โอ๊ย! ตายแล้ว…”

เสียงแผดร้องโหยหวนบาดใจ เมื่อคมขวานฟันโครมเข้าที่โคนต้น หนุ่มสองคนหน้าซีดเผือดแข็งใจจามขวานต่อไปไม่หยุดยั้ง…ยางมะเดื่อไหล รินออกมาเป็นสีแดงฉานเหมือนเลือดสดๆ ไม่ผิดเลย

เสียงร้องโหยหวนดังเขย่าขวัญตลอดเวลา จนกระทั่งมะเดื่อผีสิงโค่นตึง ตามด้วยเสียงร้องกรี๊ด…บาดลึกลงไปถึงหัวใจเป็นครั้งสุด ท้าย วิญญาณอันทนทุกข์ทรมานของแม่เอื้อยก็หายสาบสูญไปตั้งแต่นั้นมา!