ผีคนแก่

By admin

ผีคนแก่

ผมเดินก้มๆ เงยๆ เก็บกระป๋องใส่ถุงไปเรื่อยๆ ท่ามกลางบรรยากาศเย็นเยือกและมืดสลัว เงียบเชียวน่าวังเวงใจ มีแต่เสียงแมลงกรีดปีกเซ็งแซ่ แต่พอใกล้เข้าไปมันก็เงียบเสียง ก่อนจะบรรเลงบท เพลงของมันอีกครั้งเมื่อผมเดินผ่านไป

เดินมาไกลโข เกือบสองกิโลเมตรเห็นจะได้ กระป๋องใกล้จะเต็มถุงแล้ว…เดี๋ยวเก็บอีก 2-3 ใบก็จะกลับบ้านเพื่อล้างกระป๋อง ขัดสนิมบางใบให้เรียบร้อยก่อนจะหิ้วไปขายแล้วเลยไปโรงเรียน…

ฉับพลันนั้นเอง แสงไฟฉายก็สาดจ้าเข้าไปกระทบกับอะไรบางอย่างเข้าจังๆ

พ่อทำงานที่สถานี แม่ทำงานบ้าน ทั้งตักน้ำ ผ่าฟืน เลี้ยงลูกเต้าเป็นโขยง จำได้ว่าพ่อแม่ต้องเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ผมเองแม้จะยังเด็ก แต่ก็เป็นลูกคนโตต้องช่วยพ่อแม่ทำมาหากินแล้ว ไม่มีโอกาสได้นอนอุตุให้สบายจนตะวันโด่งเหมือนพวกลูกคนรวยเขาหรอกครับ

ตอนนั้นผมอายุเพิ่ง 11-12 ขวบ แต่ต้องตื่นพร้อมพ่อตั้งแต่ตี 4 เพื่อออกไปทำงานด้วยกันทั้งสองคน ส่วนแม่ก็เข้าครัวไปหุงข้าว ต้มแกงเอาไว้รอพวกเราเหมือนกัน ปล่อยให้พวกตัวเล็กๆ หลับสบายไปก่อน

งานหลักของพ่อคือรับจ้างขนกระ เป๋าใบโตๆ ของผู้โดยสารจากรถไฟไปขึ้นรถหลังสถานี ได้ค่าแรงใบละ 50 สตางค์ งานสำหรับเด็กๆ อย่างผมคือหากระป๋องนมไปขาย

หลายท่านอาจจะสงสัยว่าจะเอากระป๋องนมจากที่ไหนทุกวัน? หาได้แล้วจะเอาไปขายให้ใคร?

เรื่องเป็นยังงี้ครับ

สมัยนั้นกระป๋องนมตามต่างจังหวัด โดยเฉพาะตามสถานีรถไฟมีความสำคัญมาก เนื่องจากนำไปใส่กาแฟก็ได้ ใส่ข้าวต้มก็ได้ เอาเชือกกล้วยร้อยรูที่ฝากระป๋อง มีขายกันตามร้านกาแฟและร้านข้าวต้ม…แต่ที่ใช้มากที่สุดก็คือใส่ของที่ว่า สำหรับเร่ขายเวลารถไฟเทียบสถานี!

ส่วนที่จะไปเก็บกระป๋องเปล่าที่ไหนนั้น ถ้าท่านนึกภาพออกก็คงรู้ว่าเมื่อผู้ซื้อดื่มกาแฟหรือกินข้าวต้มหมดแล้ว ก็ต้องเหวี่ยงกระป๋องเปล่าจากหน้าต่างรถทิ้งไปตามสองข้างทาง

รัศมีการเดินหากระป๋องเปล่าของผมอยู่ในราว 2-3 กิโลเมตรจากสถานี

แล้วจะเก็บใส่อะไร? ฝากระป๋องคมๆ ไม่บาดเนื้อหนังแย่หรือ?

เรื่องนี้หายห่วงได้เลย แม่ผมจัดการหาผ้าหนาๆ มาเย็บเป็นถุงสำหรับสะพายบ่า แล้วมีเชือกร้อยสำหรับรูดปากถุงให้แน่นหนา ฝากระป๋องจะได้ไม่บาดลูก กับสิ่งของในถุงจะได้ไม่ร่วงหล่นลงไปง่ายๆ

แล้วจะเอากระป๋องสกปรกนั่นไปขายใคร?

อ๋อ…ผมจะต้องเอากระป๋องที่เก็บได้มาล้างทำความสะอาดเสียก่อน โดนคมที่ฝาบาดบ่อยๆ จนเคยชินแล้วครับ ก่อนจะนำไปขายที่หลังสถานีราคา 12 ใบ 1 บาท! เฮ้อ…คิดแล้วยังเหนื่อยไม่หายจริงๆ ครับ พับผ่าเถอะเอ้า!

จนกระทั่งเจอะเหตุการณ์น่าขนหัวลุกเข้าเต็มเปา!!

ใกล้ย่ำรุ่งวันนั้นอากาศค่อนข้างเยือกเย็นเพราะฝนตกหนักเมื่อคืน ผมแยกกับพ่อที่สถานีแล้วเดินย่ำต๊อก ฉายไฟวูบวาบหากระป๋องเปล่าไปเรื่อยๆ ด้วยความเคยชินโดยไม่ได้หวั่นหวาดอะไร

นรกเป็นพยาน! มันคือใบหน้าที่คล้ายมนุษย์ แต่แสนจะน่าเกลียดน่ากลัวจนไฟฉายแทบจะหลุดจากมือ!

“เฮ้ย! อะไรโว้ย…”

ผมหลุดปากร้องลั่น ผงะหน้าจนแทบจะหงายผลึ่งก้นจ้ำเบ้า เมื่อเห็นใบหน้าอันเหี่ยวย่น ผมขาวโพลน แก้มยุบเป็นหลุม นัยน์ตาลึกกลวง กำลังเบิกกว้างจ้องมองผมอย่างมุ่งร้ายหมายขวัญ สองขาผมสั่นเทา เกือบจะหันกลับเพื่อโกยอ้าวอยู่รอมร่อ…พอดีเสียงแหบๆ ดังขึ้น

“กูเอง! ไอ้นุ้ย…กูเอง! มึงจำยายชิตไม่ได้หรือวะ? ไอ้…” เสียงด่าตามประสาบ้านเราดังเป็นชุด “โอย…มึงทำเอากูแทบจะเป็นลมตาย!”

โธ่! ยายชิตก็มาเก็บกระป๋องไปขายแบบผมเหมือนกัน ผัวแกเป็นพนักงานขับรถไฟ เข้าๆ ออกๆ ประจำอยู่ที่สถานีนั่นเอง! ยายชิตนะยายชิต…เล่นเอาผมเกือบช็อกตายคาที่เช่นกัน…ขนหัวลุกครับ!