ผีจากเบื้องบน

By admin

เย็นนั้นผมไปนั่งดวดเหล้าแก้กลุ้มอยู่ที่ร้านข้าวต้มอ้วนผอมเพียงเดียว ดาย เพื่อนฝูงที่เคยมีเป็นกระตั้กก็ไม่รู้หายหัวไปไหนหมด ไม่อยากคิดถึงคำพังเพยเก่าๆ ให้ช้ำใจเปล่าๆ

“ยามมั่งมีผีผอมตอมกันแดก ยามถังแตกผีอ้วนชวนกันหนี”

ชีวิต คนเรามันก็แค่นี้แหละครับ ผมเองก็ไม่ได้คิดอะไรมากตามประสาคนวัยเลยสามสิบไม่เท่าไหร่ ยังไม่มีลูกเมียให้ห่วงใย เงินทองก็ยังพออุ่นกระเป๋า เอาไว้ให้หายเซ็งซักพักค่อยดิ้นรนหางานการทำกันใหม่

“ไอ้เอ๋โว้ย พ่อมึงมาหาแล้วว่ะ!”

เสียง คุ้นหูดังขึ้นใกล้ๆ โต๊ะ หันขวับไปเห็นไอ้โห้เพื่อนเกลอก็ดีใจแทบกระโดดกอด ชักชวนให้มันนั่ง ร่วมโต๊ะ สั่งแก้วมาเพิ่ม ตั้งปัญหาว่ามันอยู่บางกรวยแล้วถ่อมาทำอะไรถึงนี่? มันก็ตอบสั้นๆ ว่าได้ข่าวผมตกงานก็เลยรีบมาเยี่ยม ไปหาที่บ้านไม่เจอก็เดาว่าคงมาซัดเหล้าแก้กลุ้มแถวปากซอยน่ะซี

ผมเองก็เคยเจอะเจอเรื่องแบบนี้มาแล้ว อย่างแรก บริษัทที่ผมทำงานอยู่ใกล้ๆ บ้านในนนทบุรีเกิดเลิก กิจการดื้อๆ โดยมีสาเหตุมาจากการขาดทุนยุบยับ ไหนจะมีข่าวเรื่องการปรับค่าแรงขึ้นเป็นวันละ 300 บาท อีกล่ะ ถึงกับร้องไอ๊หยา อั๊วทู่ซี้ต่อไปไม่ไหวแล้วว่ะ! แต่ยังมีน้ำใจจ่ายเงินเดือนให้พนักงานคนละ 3 เดือน ก่อนจะโบกมือบ๊ายบายขายใครต่อก็ไม่รู้?

อ้าว? แฟนผมที่ขายของอยู่หน้าตลาด กำลังรักกัน จี๋จ๋าอยู่ดีๆ พอรู้ว่าผมตกงานออกมาเตะฝุ่นได้ไม่นาน คุณเธอก็มีไอ้หนุ่มคนใหม่ขับรถเก๋งมารับตอนเย็นๆ ให้เห็นตำตา…ตัดสวาทขาดสัมพันธ์กับผมไปดื้อๆ ซะยังงั้น แหละเอ้า!

นี่ไงครับ ที่ทำให้ผมเชื่อสนิทแล้วว่าเคราะห์ร้ายไม่ได้มาครั้งเดียว แถมถาโถมมาพร้อมๆ กัน…เท่านั้นยังไม่พอ หน็อย! ดันผ่าถูกผีหลอกเข้าจั๋งหนับอีกต่างหาก

เรื่องเป็นยังงี้ครับ

 

ฟังเพื่อนแล้วซึ้งครับ ไม่ใช่ว่าจะมีแต่เพื่อนกินเพื่อนกัน เพื่อนรู้ไม่ทัน เพื่อนกันก็เอาไปกินซะทั้งนั้น ไอ้ที่มีน้ำจิตน้ำใจลูกผู้ชายก็ยังมี ใช่ว่าจะเป็น “ตุ๊ดใจมด” ไปซะทั้งหมด

สรุปว่าคืนนั้นเราซัดเหล้ากันครึกครื้นแค่สองคน ไอ้โห้ชวนไปต่อที่บ้านมัน จะได้เปลี่ยนบรรยากาศใหม่ๆ ซะมั่ง ไม่ต้องจมอยู่กับที่เก่าเรื่องเก่าให้ให้ปวดกะโหลกเปล่าๆ คืนนี้ก็นอนค้างที่นั่นด้วยกัน พรุ่งนี้ค่อยกลับบ้าน…ขึ้นรถเมล์สายท่าน้ำนนท์-บางบัวทองไปได้เลย

อ๊ะ! เงินทองยังเต็มกระเป๋า ผมบอกไปแท็กซี่ดีกว่า คนมีเงินใจร้อนว่ะ!

แวะบรรเลงสุรากันอีกกลม ก่อนจะเดินข้ามสะพานคลองบางกรวยไปบ้านไอ้โห้ที่มันอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ห้องนอนชั้นบนดูปลอดโปร่ง แวดล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ยืนทะมึนอยู่ในราตรี ยังมีบรรยากาศของเรือกสวนอย่างในตัวจังหวัดสมัยผมเด็กๆ

ขณะนั้นดึกมากแล้ว ไอ้โห้หลับสนิทอยู่ในมุ้ง ส่วนผมกลับตาแข็ง อยากได้หงส์มาเป็นเพื่อนใจอีกซักแบน เพราะนอนตื่นใกล้เที่ยงมาหลายวันแล้วตั้งแต่ตกงานมาน่ะ

เสียงยอดไม้คร่ำครวญกับสายลม คืนนั้นไร้เมฆฝน เห็นพระจันทร์เต็มดวงลอยอ้างว้างอยู่กลางหาว แมลงกลางคืนขยับปีกเพื่อนราตรี ความคิดผมฟุ้งซ่านเพ้อเจ้อ… ว่าจะหักใจลืมจากอดีตสาวรักก็ลืมไม่ลง…ป่านนี้เธออาจจะหลับใหลอยู่เดียว ดาย หรือกกกอดอยู่กับชายคนใหม่ก็ไม่ทราบ? คงจริงอย่างที่เพลงเก่าๆ เขาร้อง

…ใจนางเหมือนดั่งทางรถ เคี้ยวคดเหมือนทางรถเมล์! เฮ้อ…

เอ๊ะ! เสียงแกรกกรากอะไรค่อนข้างดังอยู่ใกล้ๆ นี่เอง?

ตอนแรกนึกว่าหูแว่วไปเอง แต่เสียงนั้นยิ่งชัดเจนขึ้นทุกที จนทำให้ผมอดรนทนไม่ไหว ต้องเปิดมุ้งออกไปดูที่หน้าต่าง…แล้วก็ได้เห็นภาพแปลกประหลาดที่สุดใน ชีวิต!

แสงจันทร์ส่องสว่างให้เห็นร่างของเด็กชายอายุราว 7-8 ขวบ เปลือยเปล่าแทบไม่น่าเชื่อเพราะอากาศยามดึกในฤดูฝนค่อนข้างเยือกเย็นเอาการ กำลังเดินอยู่บนหลังบ้านที่อยู่ใกล้ๆ กัน…เด็กอะไรมาแก้ผ้าเดินบนหลังคายามดึกดื่นแบบนี้ล่ะ?

หรือว่าเด็กนั่นไม่ใช่คนอย่างเราๆ แต่…ความคิดผมสะดุดกึกเมื่อเด็กเจ้ากรรมก็หยุดชะงัก ค่อยๆ หันหน้ามามองผมอย่างเชื่องช้า ตาดำขลับจ้องเขม็ง ปากแดงระเรื่อยิ้มคล้ายแสยะ แต่ทำให้ผมรู้สึกขนหัวลุกกรูเกรียว ปากคอ แห้งผากไปหมด…

หัวใจเต้นโครมคราม รีบเผ่นกลับเข้ามุ้งทันทีทันใด!

สายวันรุ่งขึ้น ผมยังไม่ทันเล่าเรื่องเมื่อคืนให้ ไอ้โห้ฟัง ก็พอดีหันไปมองทางหน้าต่างนั้นอีกครั้ง คราวนี้ตกตะลึงอ้าปากค้างเมื่อเห็นตุ๊กตาดินเผาตัวโตเหมือนเด็กสองขวบนั่ง เอกเขนกพิงเสาไฟฟ้าโดดเด่นอยู่ในแสงแดดบนหลังคา…ขนหัวลุกซีครับ! บรื๋อออ…