ผีดูดเวลา

By admin

ข้าพเจ้าได้มีโอกาสรู้จักและพบท่านครั้งแรก ตอนที่ท่านได้มาประชุมสัมมนาในจังหวัดเชียงใหม่ โดยคุณน้าของข้าพเจ้าสมมุติชื่อ คุณน้าศรี ที่ทำงานอยู่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ข้าพเจ้าได้สัมผัสท่านในฐานะเจ้านายของคุณน้าศรี และได้เตือนให้ระวังสุขภาพ เพราะมี “เงาดำ” ทาบทับร่างของท่านอยู่ อันแสดงว่าจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งท่านรับฟังแต่ไม่พูดอะไร ดูออกว่าท่านไม่เชื่อ ท่านถามว่าระยะเวลาประมาณเท่าไรจึงจะเกิด ข้าพเจ้าตอบไปว่า “ภายใน 6 เดือนนี้ค่อนข้างชัดเจนมาก” รายละเอียดของเรื่องที่ท่านเล่ามีดังนี้คือ วันหนึ่งท่านได้เตรียมตัวจะไปเป็นเจ้าภาพงานสวดศพของคุณแม่ลูกน้อง ท่านอยู่บริเวณแถวอินทรารักษ์ ภายหลังเมื่อเสร็จพิธีแล้วประมาณ 3 ทุ่ม ท่านได้ขับรถและหลงทางวนเวียนอยู่บริเวณนั้น แต่เมื่อท่านถามทางผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งได้บอกทางให้ท่านเลี้ยวไปบริเวณซอยแยกข้างหน้า โดยระหว่างทางท่านเห็นภาพบริเวณที่ผ่านเป็นชุมชนกว้างใหญ่ มืดสลัวไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย ทั้งที่เป็นบริเวณชานเมือง ควรต้องมีคนอยู่บ้าง ท่านขับรถวนเวียนอยู่อย่างนั้นเกือบ 3-4 ชม. จนพบแสงสว่างและบ้านคน จึงรู้สึกโล่งใจเพราะเป็นเวลาดึกมากแล้ว เมื่อดูนาฬิกากลับพบว่าเป็นเวลาเกือบ “ตีหนึ่ง” แล้ว แต่เมื่อพ้นซอยขึ้นมาบนถนนได้เหลือบดูเวลาอีกครั้งหนึ่งกลับเป็นเวลาประมาณ 4 ทุ่ม ท่านอธิบายต่อไปว่าความรู้สึกของท่านขณะนั้นตกใจมาก แต่คิดว่าคงดูเวลาผิด แต่ เวลาที่หายไปในการขับรถหลงทางอยู่ 3-4 ชม. นั้น มันเป็นอะไรและ ภาพบริเวณที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย เป็นที่รกร้าง โล่งกว้าง จนรู้สึก “วังเวง” อย่างบอกไม่ถูก หลังจากนั้นท่านได้มาพบข้าพเจ้าได้แจ้งว่า ที่ข้าพเจ้าเกิด “ภาพนิมิต” นั้น “ตรงมาก” เพราะท่านมีอาการ “อัมพฤกษ์” เกิดขึ้นจริง และเมื่อเกิดอัมพฤกษ์ทำให้ท่านระมัดระวังตัวเองมากขึ้น พร้อมกับเล่าเรื่องแปลกประหลาดเกี่ยวกับ “เวลาที่หายไป” ของท่านให้ข้าพเจ้าฟังว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวท่านเป็น “สัญญาณบอกเหตุ” เกี่ยวกับอะไร ท่านสงสัยว่า ผู้ชายคนที่บอกทางนั้น เป็นคนที่มีตัวตนจริง หรือว่าวิญญาณ ที่มาช่วยบอกทางท่าน และ “เวลาที่หายไป” ในการขับรถวนเวียนใน “บริเวณที่ร้างว่างเปล่า” นั้นมันสื่อถึงอะไร เป็นสัญญาณเตือนอะไร เพราะหลังจากกลับบ้านนอนคืนนั้นตามปกติ เวลาประมาณตี 5 ท่านก็มีอาการไม่สบาย ขยับตัวไม่ได้จนต้องนำส่งสถาบันประสาทวิทยาและได้รักษาตัวจนสามารถเดินได้กลับมาปฏิบัติราชการตามปกติ ข้าพเจ้าสัมผัสท่านแล้วตอบไปว่า “ผู้ชายคนนั้น ไม่ใช่คน” แต่เป็น “ผู้ช่วยเหลือ” และ “เวลาที่หายไป” กับ ภาพที่เห็นในการหลงทางซึ่งเป็นภาพบริเวณที่ว่างรกร้างนั้น เสมือนเป็น “ลางบอกเหตุ” หรือ สัญญาณแห่งการสังหรณ์ เพื่อ เตือนภัย ท่านโชคดีมากที่ท่านสามารถผ่านภาวะความเป็นความตายมาได้ คงเป็นเพราะ ที่ท่านได้ สะสมบุญบารมีในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ทั้งทางตรงจาก วิชาชีพแพทย์ และทางอ้อมจาก ความเมตตาในนิสัยส่วนตัวของท่าน นับจากวันนั้นผ่านมาหลายปี ข้าพเจ้าจึงได้รับข่าวเศร้าของท่านจาก “คุณน้าศรี” ว่า ท่านได้เสียชีวิตแล้ว เหตุเกิดจากการประชุมที่สถาบันการแพทย์ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง แต่ข้าพเจ้าจำไม่ได้แล้ว เหตุการณ์กะทันหันมากไม่สามารถช่วยเหลือกอบกู้ชีวิตท่านกลับมาได้ซึ่งตรงตามคำทาย จาก “ภาพนิมิต” ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าแสนเสียดายบุคลากรทางการแพทย์ผู้นี้ยิ่งนัก นับได้ว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญ ที่ผลักดันให้วงการแพทย์เปิดกว้างในมิติวิชาการแพทย์ทางเลือก โดยเฉพาะการแพทย์แผนจีน ท่านเป็นผู้มีบทบาทในการรักษาผู้ป่วยด้วยการผสมผสานทางการแพทย์แผนปัจจุบัน กับการแพทย์แผนจีน มีการเปิดกว้างให้มีทางเลือกในการรักษาตามความพึงพอใจของผู้ป่วย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนกับไทยในการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการแพทย์แผนจีนได้รับการพัฒนามากขึ้น ที่เห็นเด่นชัดก็คือ การฝังเข็ม อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าเชื่อว่าบุญบารมีในการสะสมบุญของคุณหมอ ช. นั้นคงมีมากมายเหลือล้นจนช่วยให้ท่านมีความสุขสงบในภพภูมิที่ดีต่อท่าน และความดีของท่านคงได้ถ่ายทอดไปสู่ครอบครัวบุตรหลานของท่านให้ได้ประสบแต่สิ่งที่ดีในชีวิตตลอดไป ดังนั้นท่านต้องไม่ประมาท ท่านเป็นคนดี สะสมบุญไว้มากจึงได้รอดพ้นมาได้ หากผู้ชายคนนั้นไม่บอกทางก็ไม่แน่ว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตของท่าน ท่านถามว่าให้มองไปในอนาคตว่า ท่านจะต้องระวังภัยเกี่ยวกับอะไร ข้าพเจ้าจึงเรียนท่านไปว่าในอนาคตภาพที่เห็นเป็นเสมือนท่านอยู่ท่ามกลางการประชุมอะไรสักอย่าง มีผู้คนรายล้อมแล้วท่านจะฟุบลงหมดสติ จึงขอให้ท่านอย่าประมาทให้ดูแลสุขภาพให้ดี เพราะภาพที่เห็นครั้งนี้เป็น “นิมิตซ้อนนิมิต” ที่ผูกพันกับ “เวลาที่หายไป” ของท่าน ท่านให้กำลังใจข้าพเจ้าด้วยการรับปากและแจ้งว่าจะดูแลตัวเอง อย่าลืมว่าตัวท่านเป็นแพทย์ และจะไม่ประมาท อย่างไรก็ตามข้าพเจ้ารู้สึกเป็นห่วงท่าน และได้ฝากความระลึกถึงท่านผ่าน “คุณน้าศรี” ตลอดเวลา แต่เพราะด้วยระยะหลังข้าพเจ้ามีกิจธุระส่วนตัวมากมายจนไม่มีเวลาในการ “เข้าสมาธิ” และต้องใช้เวลาในการดูแลผู้มีพระคุณท่านหนึ่ง จนไม่มีเวลาทำนายแก่ผู้คนโดยทั่วไป จนกลายเป็นต้อง “ยุติการทำนายต่อบุคคลภายนอก” ไปโดยปริยาย บทส่งท้าย ข้าพเจ้าเชื่อในการทำ “กรรมดี” ย่อมส่งผลดีต่อผู้กระทำ “ในทุกมิติ ทุกรูปแบบ” เรื่องราวที่ข้าพเจ้าได้เล่ามาหลายเรื่องนั้นคงช่วยให้ท่านผู้อ่านได้ตระหนักรู้ “ในสิ่งบางสิ่ง” ที่เกิดขึ้น และ “เป็นจริง” ขออย่าได้ประมาทกับการใช้ชีวิต ให้ทำ ความดีอย่างต่อเนื่อง สะสมบุญเอาไว้ เพราะบุญเก่าย่อมมีวันหมดหรือลดน้อยลงไปได้ เราจึงต้องเพียรพยายาม “สร้างบุญใหม่” เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ ความกตัญญูต่อบิดามารดาที่เปรียบเสมือน “พระในบ้าน” และความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ รวมทั้งความกตัญญูต่อแผ่นดินและสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นจะทำให้ชีวิตของทุกคนและครอบครัวได้มีสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทุกชนิด ให้มีความเจริญสุข ปลอดภัยในทุกด้าน ผ่านพ้นภัยทุกอย่างตลอดไป.