ผีตายไม่ไปไหน

By admin

เพื่อนแม่ชื่อป้ารุ้ง ฉันเคยพบครั้งเดียวเอง ตอนที่พาแม่ไปส่งในงานเลี้ยงรุ่นของแม่ แต่บ้านป้ารุ้งหาไม่ยากหรอกค่ะเพราะซอยนี้ฉันถนัดมาก เพื่อนสนิทของฉันก็อยู่ในนี้นี่คะ… เดี๋ยวเอาน้ำพริกกุ้งให้ป้ารุ้งเสร็จก็จะไปหาเพื่อนเป็นรายการต่อไป

นั่นไง! บ้านป้ารุ้งเป็นกำแพงอิฐทาสีปูนแห้ง คือสีส้มอมชมพู ประตูเป็นไม้ระแนงสีน้ำตาลไหม้ สีสนามหญ้าเล็กๆ เขียวขจีอยู่หน้าบ้าน

ฉัน จอดรถริมกำแพงอย่างดิบดีแล้วลงไปกดออด เมฆครึ้มเต็มฟ้าบดบังแสงแดดดีนัก…เอ! บ้านเงียบจัง มีใครอยู่หรือเปล่าหนอ? นี่ก็สิบโมงเช้าพอดี หรือว่าคุณป้าจะนอนตื่นสาย? แต่ก็น่าจะมีเด็กรับใช้นะ ฉันยืนชะเง้อคอยาว รออีกอึดใจใหญ่ๆ ก็กดออดอีกครั้งหนึ่ง…

เกรงใจนะเนี่ย แต่ชักกระวนกระวายขึ้นมาแล้วสิ!

แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งเจ๋งสุดๆ ทุกคนที่ได้ฟังจะต้องทึ่ง อึ้ง เสียวไปกับฉันแน่ๆ

แม้ว่าจะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ฉันยังจำได้…วันนั้นเป็นวันเสาร์ต้นเดือนธันวาคม แม่วานให้ฉันเอาน้ำพริกกุ้งสดที่แม่ทำเองไปให้เพื่อนที่อยู่ในซอยศูนย์วิจัย ที่สำคัญฉันต้องให้น้ำพริกนี้ถึงมือผู้รับ และอธิบายวิธีกินกับวิธีเก็บอีกด้วย

น้ำพริกกุ้งสดที่ว่านี้ทำจากกุ้งแม่ น้ำตัวโตๆ เอามาเผาพอสุก คลุกกับน้ำพริกที่ทำมาจากหอมเผา กระเทียมเผาและพริกชี้ฟ้าเผา หอมมันกุ้งและเคี้ยวเนื้อกุ้งสดเผาได้เต็มคำ

ส่วนวิธีเก็บคือให้เก็บในตู้เย็น พอจะกินก็เอามาวางในอุณหภูมิห้อง โดยไม่ต้องเอาไปตั้งเตาอุ่นกับไฟ ไม่งั้นมันกุ้งจะจับตัวเป็นก้อน เสียรสเลยค่ะ!

 

ทันใดมีเสียงผู้ชายสูงอายุดังมาจากหน้าต่างชั้นบน…รอเดี๋ยวนะหนู!!

ฉันมองเห็นผ้าม่านไหวๆ จากหน้าต่างนั้น และไม่ถึงนาที เสียงประตูกระจกบานเลื่อนที่หน้าตัวบ้านก็เปิดออก ฉันมองเห็นชายชราท่าทางภูมิฐาน นุ่งกางเกงแพรสีเขียว เสื้อผ้าป่านคอกลมสีขาวยืนอยู่ด้านในประตูนั่น ท่านบอกด้วยเสียงดังฟังชัดว่า “เปิดเข้ามาเลยลูก ประตูไม่ได้ล็อก”

ฉันทำตามที่ท่านบอก คือเปิดเข้าไปง่ายๆ แล้วปิดประตูตามหลังให้เรียบร้อย ก่อนจะยกมือไหว้นอบน้อม ท่านรับไหว้และสั่งให้ฉันนั่งรอที่โต๊ะหินหน้าบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะเดินลับหายเข้าไปในบ้าน

ลมเย็นเยือกผสมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยวูบมาจากด้านใน อืม…กลิ่นน้ำอบไทยนี่นา ฉันหันไปมองประตูกระจกปิดสนิท ข้างในเปิดแอร์ รึเปล่า? คงไม่หรอก นี่มันฤดูหนาวนะ

ฉันนั่งคอยอยู่ราวห้านาที บ้านนี้เงียบดีจัง เอ…คุณลุงหายไปเลย ท่านคงเป็นสามีป้ารุ้งนะ ฉันมาปลุกท่านรึเปล่าเนี่ย?

เสียงไขกุญแจดังขึ้นที่ประตูรั้ว!

ฉันเอะใจวูบ ตะกี้ฉันก็ปิดธรรม ดานะ ไม่ได้ล็อกสักหน่อย…ยังไม่ทันนึกอะไรมากกว่านั้น ผู้ใหญ่สองคนก็หอบของพะรุงพะรังเข้ามา…หนึ่งในนั้นคือป้ารุ้ง ฉันจำได้ อีกคนคงเป็นสาวใช้แน่ๆ ทั้งคู่มองเห็นนั่งอยู่ก็ชะงัก และมีทีท่าตกใจเห็นได้ชัด

“สวัสดีค่ะ หนูลูกแม่จุ๋มค่ะ” ฉันรีบประกาศตัว

“อ๋อ! จ้ะ…จำได้ๆ แต่หนูเข้ามาในนี้ได้ยังไงล่ะนี่?” เสียงป้ารุ้งค่อนข้างร้อนรน “ตอนออกไปป้าล็อกกุญแจกับมือแท้ๆ แล้วหนูเข้ามาได้ยังไงกัน?”

“คุณลุงบอกให้หนูเปิดเข้ามาเลยค่ะ…”

แทบจะไม่สิ้นเสียง ป้ารุ้งก็สะดุ้งเฮือก ถุงกับข้าวหลายถุงพลันหลุดร่วงจากมือ คนรับใช้ทำท่าเนื้อตัวสั่นเทา หน้าซีดเผือด ปากสั่นริก ทำท่าว่าจะปล่อยโฮออกมาเดี๋ยวนั้น!

มันเป็นไปไม่ได้เลย! ป้ารุ้งยืนยัน บ้านหลังนี้มีท่านอยู่กับคนรับใช้คนนี้ และหลานอีกสองคนซึ่งขณะนี้ไปเที่ยวทะเลโน่น เมื่อกี้ออกไปจ่ายตลาดจึงไม่มีใครอยู่บ้านเลย!

คุณลุงที่ฉันเห็นน่ะ ฟังจากลักษณะและท่าทางแล้วคงจะเป็นคุณลุงตั้ว สามีป้ารุ้งนั่นแหละ แต่มันผิดปกติตรงที่คุณลุงตายแล้วค่ะ…

ขอย้ำ! ท่านตายไปสองปีกว่าๆ แล้ว เหลือแต่เศษกระดูกเล็กๆ ในโกศที่เก็บไว้ตามประเพณีเท่านั้น แล้วท่านจะมาเรียกให้ดิฉันเข้าบ้านได้อย่างไร?

เรื่องราวของฉัน คุณผู้อ่านคิดว่ามันน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าน้ำท่วม ไฟไหม้บ้านไหมล่ะค่ะ…แม้ว่าขณะนี้ฉันแสนสงสารและเห็นอกเห็นใจผู้ที่ถูกน้ำ ท่วมทุกคนอย่างที่สุดก็เถอะค่ะ!