วิญญาณร้องไห้

By admin

วิญญาณทุกข์ – “แต่ท่านคะ อาหารของคนอื่นหรือจะอร่อยเท่ากับอาหารของลูกหลานเรา, บุญของคนอื่นหรือจะให้ความสุขเท่ากับบุญที่ลูกหลานทำให้, ลูกหลานของโยมเขาไม่ได้มาทำบุญให้โยมประมาณ 1 ปีแล้ว ทั้งๆ ที่บ้านเขาอยู่ใกล้วัดนี่เอง”

ได้ฟังดังนั้นก็อึ้งไปเหมือนกัน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบไปว่า

“อาตมา คงไปบอกเขาตรงๆ ไม่ได้หรอก เพราะถ้าญาติของโยมไม่มีศรัทธา หรือไม่มีความเชื่อในเรื่องนี้ เขาจะหาว่าพระมาหลอกเพราะไม่มีหลักฐานใดๆ จะไปยืนยันได้, เอาอย่างนี้ อาตมาจะเขียนบทความนี้ลงหนังสือไตรรัตน์ (และข่าวสด) ถ้ามีคนอ่านแล้วปฏิบัติตาม โยมก็จะได้บุญด้วยในฐานะที่เป็นต้นเหตุ, ตกลงนะ”

วิญญาณตอบว่า “แล้วแต่ท่านจะเห็นสมควรค่ะ”

หลังจากคุยกับวิญญาณเสร็จสิ้น ผู้เขียนก็เดินมาในศาลาการเปรียญวัด ซึ่งเป็นเวลาที่พระส่วนใหญ่สวดมนต์จบพอดี จึงได้ถามรองเจ้าอาวาสว่า

“หลวงพี่ คนชื่อนี้ๆ บ้านเขาอยู่ที่ไหน?”

ท่านรองตอบว่า “อยู่ใกล้ๆ วัดนี่เอง”

 

ในเวลา 18.00-19.30 น. ของทุกๆ วัน พระส่วนใหญ่ของที่นี่จะสวดมนต์เย็นที่ศาลาการเปรียญ (ไม่ได้สวดในโบสถ์เหมือนวัดทั่วๆ ไป) ผู้เขียน ขี้เกียจลงไปทำวัตรกับเขา แต่เลี่ยงมาเดินจงกรมที่รอบโบสถ์แทน

โบสถ์นี้อยู่ติดกับป่าช้าและเมรุ ห่างจากศาลาการเปรียญพอสมควร บริเวณรอบๆ โบสถ์ ทางวัดได้จัดทำเป็นกำแพงเก็บกระดูกคนตาย ปัจจุบันมีกระดูกเต็มเกือบทุกช่องแล้ว

เดินจงกรมไปมาสักพักความมืดก็เริ่มคืบคลานเข้ามา แต่ผู้เขียนไม่กลัวอะไร เพราะเป็นวัดที่เคยอยู่มาตั้งแต่เด็ก คิดอยู่ว่าวิญญาณที่อยู่ ณ วัดแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นญาติกับเรา

ขณะที่ตะวันตกดินไปนานแล้ว เดินไปมาสักพัก ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวน ผู้เขียนก็เลยหยุดเดิน ตั้งใจเงี่ยหูฟัง เพื่อต้องการแยกแยะว่าเป็นเสียงอะไร

ช่วงแรกก็ยังงงๆ ว่าเป็นเสียงอะไรแน่เพราะไม่เข้าใจ สักพักได้ยินอีกก็ตั้งใจฟัง พอครั้งที่ 3 ได้ยินอีก แต่คราวนี้รู้แล้วว่าไม่ใช่เสียงคน เพราะเสียงกรีดร้องแบบนี้คือเสียงผี… (วิญญาณ) ผู้หญิงสูงอายุที่อยู่ตรงกำแพงโบสถ์

สักพัก ผู้เขียนหายใจเข้ายาวๆ ตั้งสติให้มั่น เดินตรงไปที่กำแพงโบสถ์ ต้นเสียงที่เก็บกระดูกคนตาย แล้วก็ถามเขาว่า “โยมมีอะไรหรือจึงกรีดร้องเสียงดัง?”

วิญญาณตอบว่า “อยากให้ท่านช่วยไปบอกลูกหลานของโยมหน่อยค่ะ ว่าให้มาทำบุญที่วัดนี้บ้าง เพราะลูกหลานของโยมไม่ได้มาวัดนานแล้ว โยมคิดถึง…ไปบอกให้เขามาทำบุญแม่เขาบ้าง”

ผู้เขียน – “แล้วบ้านเขาอยู่ไหน?”

วิญญาณ – “อยู่ใกล้ๆ วัดนี่เองค่ะ”

ผู้เขียน – “แล้วโยมอยู่ที่นี่ไม่ได้อนุโมทนาบุญกับคนอื่นๆ หรือเพราะที่วัดนี้มีคนมาทำบุญเป็นประจำอยู่แล้ว ทำไมจะต้องรอให้ลูกหลานทำบุญให้อย่างเดียวเล่า? อนุโมทนาบุญกับคนอื่นก็ได้”

 

“ผู้เขียน – “แล้วพวกลูกหลานเขาไม่มาทำบุญที่วัดหรอกหรือ?”

ท่านรอง – “ไม่เลย นับตั้งแต่เอากระดูกแม่มาไว้ที่กำแพงโบสถ์ก็หายไปไม่ได้มาทำบุญที่วัดอีกเลย หายไปเป็นปีแล้ว แม้พระจะบิณฑบาตหน้าบ้านก็ไม่ยอมใส่บาตรด้วยซ้ำ”

ได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งประหลาดใจ เพราะข้อมูลที่ได้รับกับวิญญาณให้มาตรงกัน คิดอยู่ว่าสักวันหนึ่งจะเขียนบทความลงในหนังสือสักครั้ง เพิ่งจะมีโอกาสในฉบับนี้

ว่าแต่ว่า คุณผู้อ่านทำบุญให้คุณพ่อ – คุณแม่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่???

ข้อคิด….

“อย่ารอให้ลูกหลานทำบุญให้ ให้ทำบุญด้วยตนเองยามมีชีวิตเถิด ตายไปแล้ว ยากนักที่จะมีใครทำบุญให้” “เดี๋ยวนี้ท่านเปรียบเหมือนใบไม้เหลือง ยมทูตเล่าก็ปรากฏแก่ท่านแล้ว ทั้งท่านก็ยืนอยู่ที่ปากทางของความเสื่อม ทั้งเสบียงกรังของท่านก็ยังไม่มี”