Entries from October, 2012

ชาติหน้ามีจริง

Ghostผีมีอำนาจแม่เหล็กไฟฟ้าจึงถูกบันทึกภาพได้ อย่าว่าแต่ถ่ายรูปเลย การมีพลังเช่นนี้อาจจะทำได้ถึงขนาดออกแรงเปิด-ปิดประตูหน้าต่าง หรือทำให้วัตถุเคลื่อนที่ แม้แต่การส่งเสียง ส่งกลิ่น ก็ต้องใช้พลังในกรณีนี้เช่นกัน

ถามว่า ฟิสิกส์ของผี วิญญาณ หรือผู้ไร้ร่างกายคืออะไรกันแน่?

นัก วิทยาศาสตร์ได้ตั้งทฤษฎีไว้หลายอย่าง เช่น ข้อแรกเขาว่า เหตุการณ์บางอย่างที่เราคิดว่าเป็นผี แท้จริงคือพลังจากสิ่งของ หรือผู้คนที่กระจายผ่านทะลุมิติแห่งกาลเวลา ในระยะเวลาพิเศษเป็นช่วงสั้นๆ

ภาพที่เห็นอาจจะมาได้ทั้งจากอดีตและอนาคต!

ทฤษฎี ที่สอง เขาว่าสิ่งที่เราเห็นและคิดว่าผี คืออำนาจของพลังแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีอยู่เป็นปกติในสิ่งของและคนเรา บางครั้งพลังดังกล่าวก็ถูกบันทึกไว้ในบรรยากาศแล้วปรากฏเป็นภาพเมื่อสิ่งแวด ล้อมเหมาะสม เหมือนกับการบันทึกเทปเพลงหรือวิดีโอ

ร่างกายอาจจะดูเหมือนถูกทำลายโดยสิ้นเชิง แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย!
เมื่อ วิทยาศาสตร์และไสยศาสตร์กลับมารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ใครจะรู้…สิ่งนี้อาจเป็นก้าวแรกของวิทยา การชั้นสูง ที่จะนำมนุษย์ออกไปสู่จักรวาลอันยิ่งใหญ่ไพศาลเป็นผลสำเร็จก็ได้!
ใน ขณะที่กระแสแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งเคยทำให้คนเราคิดได้ พูดได้ สัมผัสได้เมื่อครั้งยังมีชีวิต ก็ยังคงอยู่ ไม่ว่าเราจะเรียกกระแสนั้นว่าอะไรก็ตามแต่…จะเป็นดวงจิต, ผี, เจตภูต หรือวิญญาณ

ทฤษฎีสุดท้ายนั้นน่าสนใจไม่ใช่น้อย

เมื่อใดก็ ตามที่วิทยาศาสตร์ยอมรับ หรือพิสูจน์ได้ว่า เรื่องผีที่จริงแล้วเป็นเรื่องอธิบายได้ และมีความเกี่ยวข้องเป็นปกติ อันเป็นวงจรของชีวิต เมื่อนั้นก็เท่ากับว่าวิทยาศาสตร์ได้ไขความลับที่อยู่คู่โลกมาตั้งแต่พื้น พิภพนี้มีมนุษย์

หากคนเรายอมรับเรื่องวิญญาณ การเวียนว่ายตายเกิด และผลแห่งพลังของความดี-ความชั่ว โลกเราและการดำเนินชีวิตจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างคาดไม่ถึง
เช่น เรายังฟังเสียงเพลงของสุนทราภรณ์ หรือบุษยา รังสี ได้ แม้เขาและเธอจะล่วงลับไปแล้วก็ตาม

เมื่อ เปิดเทป (หรือซีดีในปัจจุบัน) ดูพวกเขาในทีวี ก็ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังถูกผีหลอก แต่เรากำลังดูอำนาจแม่เหล็กไฟฟ้าของเขาที่ถูกบันทึกไว้นั่นเอง!

ทฤษฎี ที่สาม เขาเชื่อว่าวิญญาณมีจริง และล่องลอยอยู่ระหว่าง “ชีวิตในภพนี้กับชีวิตในภพหน้า” พวกเขากำลังรอการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งจะมีขึ้นอีกครั้ง…และอีกครั้งโดยไม่รู้จบสิ้น

การปรากฏของ ผี อาจมีสาเหตุจูงใจมาจากความเป็นห่วง หวงสมบัติ ความรัก อาลัยอาวรณ์ อาฆาตพยาบาท หรือแม้แต่พยายามกลับมาเพื่อแก้ปัญหา แก้ความข้องขัดใจที่ยังค้างคาอยู่ก็เป็นได้

แม้แต่การที่ไม่ยอมรับ และไม่รู้ว่าตัวเองได้ตายไปแล้ว ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผีปรากฏตัวได้

อย่าง ไรก็ตาม เขามีทฤษฎีที่สี่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับวิทยา ศาสตร์เป็นอย่างมาก คือวิทยาศาสตร์สอนว่า วัตถุต่างๆ ในโลกไม่มีวันสูญหาย หรือสาบสูญไปไหน ถ้าเช่นนั้นเมื่อคนเราตายไป ร่างกายและลมหายใจ เลือดเนื้อทั้งมวลก็กลับคืนสู่สภาวะ ดิน น้ำ ลม ไฟ

บ้านผีหลอก

ผีไทย

คืนนั้น ตอนสามทุ่มกว่าๆ หนูช่วยป้าแมวปิดร้านเรียบร้อย ลูกน้องป้าชื่อวจี เก็บของกลับบ้าน เธอทำงานแบบมาเช้ากลับค่ำ บ้านอยู่ซอยตรงข้าม เดินแป๊บเดียวก็ถึง…ก่อนออกไปพี่วจีแอบกระซิบว่า…คืนนี้มีอะไรละก็ตอน เช้าเล่าให้ฟังด้วยนะ!

ฟังเขาพูดซิคะ! แถมทำหน้าเจ้าเล่ห์ด้วย มิ้นลงมาพอดียังทำหน้าดุๆ แล้วพูดเบาๆ คล้ายกลัวป้าแมวได้ยินว่า…อย่าพูดยังงั้นซิ เดี๋ยวปูกลัว! หนูชื่อปูค่ะ และหนูรีบถามว่า…มีอะไร? ที่นี่มีผีเหรอ? พี่วจีหัวเราะ มิ้นบอกว่าไม่มีอะไรหรอก พี่วจีชอบอำเล่นน่ะ
บ้าน ป้าของหนูมีเรื่องน่ากลัวมากค่ะ เป็นตึกแถวอยู่ในซอยย่านสุทธิสาร ตึกนี้มีสามชั้น ป้าแมวขายของชำชั้นล่าง ส่วนชั้นสองและชั้นสามเป็นที่อยู่อาศัย

ป้ามีลูกสาวชื่อมิ้น อายุ 14 ปีไล่ๆ กับหนู และเราชอบเล่นด้วยกันมากค่ะ

เวลาแม่พาหนูมาที่นี่ เรามักจะมาตอนเย็นๆ หลังจากแม่มารับหนูที่โรงเรียนหนูจะขึ้นไปชั้นสามที่เป็นห้องนอนของมิ้น เราทำการบ้านแล้วดูทีวีกัน บางวันก็เล่นวิดีโอเกม…พอกินข้าวแล้ว แม่ก็จะพาหนูกลับบ้านราวๆ สองทุ่ม

ศุกร์ที่แล้วหนูเล่นเกมจนติดลม ไม่อยากกลับบ้าน แม่เลยให้หนูค้างกับมิ้นบอกว่าเย็นวันเสาร์จะมารับ เรื่องเสื้อผ้าไม่ต้องห่วง เราใส่ด้วยกันได้สบายอยู่แล้วค่ะ
หนูเพิ่งมารู้ว่า ถึงแม้มิ้นจะมีห้องนอนของตัวเองอยู่ชั้นสาม แต่เธอจะลงมานอนกับแม่ที่ชั้นสอง มาวันนี้ป้าแมวเลยถามว่าจะนอนด้วยหรือเปล่า? มิ้นบอกว่านอนชั้นสามดีกว่า จะได้เล่นกันได้ดึกๆ ตามสบาย ไม่ต้องห่วง

ป้าแมวยังกำชับว่า…ถ้ายังไงก็ลงมาเคาะห้องแม่ได้นะ!

เอ…ฟังอย่างนี้หนูชักนึกถึงคำพูดของพี่วจี แต่ช่างเถอะค่ะ ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวสักหน่อย ถึงตึกแถวนี้จะดูเก่าๆ ก็เถอะ

หนูอาบน้ำแล้วเล่นกับมิ้นจนถึงตีสอง สนุกมาก แต่เราก็เริ่มง่วงเพราะเมื่อเช้าเราตื่นไปโรงเรียนแต่มืดนี่คะ เลยปิดคอมพ์แล้วเข้านอน…เตียงของมิ้นอยู่ริมฝาตรงข้ามกับหน้าต่าง แต่ในห้องนี้มีแอร์ค่ะ เราปิดหน้าต่างเปิดแอร์เย็นสบาย ห่มผ้าหนานุ่มเชียว

อาจจะเป็นเพราะแปลกที่ก็ได้ หนูนอนไม่ค่อยหลับ มิ้นน่ะหลับปุ๋ยไปก่อนแล้ว หนูรำคาญตัวเองจัง แต่สักพักก็เริ่มเคลิ้มๆ

เอ๊! มีอะไรมาเกาขาเรานะ? ตรงหน้าแข้งสองข้างน่ะค่ะ เหมือนมีเล็บแหลมยาวมาครูดลากลงช้าๆ เล่นเอาสะดุ้งตื่นเต็มตาเลย นึกว่ามิ้นนอนดิ้นเอาเท้ามาโดนหนู แต่ไม่ใช่ค่ะ เพราะปรากฏว่าขาของหนูเกยอยู่บนขาของมิ้นอีกที

หนูหลับตา แล้วรู้สึกถึงเล็บที่ลากบนหน้าแข้งอีก ชักจะยังไง…หนูเจ็บนะ!

พอ ลืมตาหนูตกใจแทบช็อกแน่ะ เพราะปลายเตียงนั้นถึงจะมืดๆ แต่หนูก็เห็นเงาของผู้หญิงผมยาวมาก แต่งชุดสีขาวๆ นั่งอยู่ ใบหน้าเธอแหลมยาว กำลังเอามือเกาหน้าแข้งหนูเล่น เมื่อเห็นหนูมองเธอก็อ้าปาก ทำหน้าตกใจ กรีดร้องปากกว้างแต่ไม่มีเสียง

มันเหมือนหนังเงียบแต่สยองสุดขีด หนูซะอีกปิดตาแล้วร้องกรี๊ดๆ ไฟสว่างพึ่บ…มิ้นจับตัวหนูเขย่าๆ พลางเรียกชื่อซ้ำๆ หนูร้องไห้โฮเลยค่ะ
แม่มารับตอนเย็นก็เลยได้รู้เรื่องที่หนูโดนผีหลอก แต่หนูกลับโดนดุซะอีกแน่ะ หาว่าก่อนนอนไม่ไหว้เจ้าที่เจ้าทาง!

หนูแอบถามมิ้นว่าไม่กลัวเหรอ? มิ้นตอบว่าชินแล้ว แต่ก็หวาดๆ ถึงลงมานอนกับแม่ทุกคืนไงล่ะ

อ้อ! ที่ไม่กลัวก็เพราะเขาไม่ได้มาบ่อยๆ หรอกนะ เคยเห็นแวบๆ ไม่ชัดเจ๋งเป้งอย่างหนู! มิ้นสรุปง่ายๆ ว่าคงไม่มีอะไรหรอก นอกจากผีจะมาทักเล่นๆ เท่านั้นเอง
มิ้นบอกว่าไม่มีอะไร…ไม่มีอะไร! แต่เธอกลับฉุดหนูลุกจากเตียง พากันวิ่งลงมาชั้นสอง เคาะประตูห้องป้าแมวใหญ่เลย ป้าแมวก็ตกใจ หลุดปากว่า…เอาอีกแล้วเรอะ?

คืนนั้นหนูจับไข้เลยค่ะ สาบานว่าไม่ได้ฝัน หนูโดนผีหลอกสดๆ

รุ่งขึ้น พี่วจีทำท่าจะล้อ แต่พอเห็นหนูเป็นเอามากเธอก็สงสาร แล้วบอกให้ป้าแมวเอาสายสิญจน์มาผูกข้อมือเรียกขวัญ

ป้าแมวคงบังคับไม่ให้พี่วจีพูดอะไร แต่พี่วจีแอบบอกว่า ห้องแถวนี้น่ะเมื่อก่อนนู้นเป็นคลินิกหมอเถื่อน มีการทำแท้งด้วย และเคยมีผู้หญิงมาตายหลายราย…ผีที่หนูเจออาจเป็นวิญญาณหนึ่งในนั้นก็ ได้…เรื่องมันนานมาแล้ว ทำไมไม่ไปผุดไปเกิดก็ไม่รู้นะ?

ผีไม่ลืมถิ่น

ผีดุ
ฟังแล้วนะคะ…แหม! ขอโทษเถอะ ป้าอยากตบปากมันจังเลยค่ะ!

ป้า เองอายุเลยหกสิบมาหลายปีแล้ว นึกถึงวันคืนเก่าๆ แล้วใจหายค่ะ ทำไมกาลเวลามันผ่านไปเร็วนักก็ไม่รู้? เมื่อสิบกว่าปีก่อน แม่ค้าที่ตลาดยอด บางลำพู เรียกว่าป้าๆ ช่วยซื้อผลไม้หน่อยซีคะ! เล่นเอาเกือบสะดุ้งแน่ ใจหายหมดเลย…ยกมือขึ้นลูบผมหงอกประปรายอย่างลืมตัว ต่อมาพวกหนุ่มสาวแถวบ้านที่บางขุนพรหมก็เรียกป้าๆ กันไปหมด

ผีดุ
“ผีมันเห็นว่าแก่ซะขนาดนี้ ไม่ช้าก็จะกลายเป็นผีด้วยกันอยู่แล้ว! เผลอๆ ผีเห็นมันยังตกกะใจ…นึกว่าเจอผีหลอกซะอีกแน่ะ!”

มาตอนนี้โดนเรียกยาย! แต่ฟังแล้วเฉยๆ ค่ะ ไม่ยินดียินร้ายอะไรหรอก…ฉันไม่อยากแก่ แต่ก็ยินดีที่จะแก่! พูดเอาเท่ ตามเทรนด์เค้าทันมั้ยเนี่ย?
“ตาเถร!” ป้าหลุดออกไปเต็มปากเต็มคำ เพราะใบหน้านั้นคือตาอ๋อชัดๆ แถมยืดคอเข้ามาหาจนป้าผงะหงาย ร้องแว้! จนป้าหวิดสลบ ตาเหลือก ยกมือขึ้นกุมอก ใจเต้นโครมคราม…ตาเบิ้มเดินผ่านป้าไปแล้ว

พุทโธธัมโม! จะหลอกก็หลอกดีๆ ซี่ ดันแปลงตัวมาหลอกแบบนี้น่ะมันไม่แฟร์ย่ะ! คนแก่ก็มีหัวใจนะยะ…ขอบอก! เอิ๊ก…ลมใส่ซีคะคุณ!
คนปูนป้าน่ะเลิกทำการงานกันแล้ว ป้าเองก็เหมือนกัน ยังดีที่มีลูกๆ หลานๆ คอยดูแล แต่ถึงไม่มีป้าก็มีบำนาญกินละค่ะ รับใช้หลวงท่านมาเกือบ 40 ปีแล้วนี่นา ป้าก็ช่วยดูแลบ้าน ทำงานเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่จะทำได้ ตอนเย็นๆ มานั่งหน้าบ้านคอยหลานที่มีผู้หญิงกับผู้ชาย ซนเป็นทโมนไพรทั้งคู่เชียว เฮ้อ…แต่ก็รักมันนะ

บางวันก็ไปวัด ไม่ว่าวัดอินทร์, วัดสามพระยา, วัดใหม่อมตรส, วัดเอี่ยม…วัดหลังนี่ไปบ่อย ไหว้ท่านท้าวมหาพรหมบ้าง หลวงปู่ทวดบ้าง เจ้าแม่กวนอิมบ้าง นึกครึ้มๆ ก็ซื้อมาลัยกับหมากพลูที่เขาขายหน้าวิหารไปถวายท่าน แล้วก็เสี่ยงเซียมซี

อ้าว? ก็เพื่อหาเลขเด็ดไปเล่นหวยน่ะซีคะ งวดละสองสามร้อยบาทพอให้ได้ลุ้นระทึกก็ยังดี ผู้หญิงคราวป้าแถมเป็นม่ายผัวตาย จะมีอะไรส่วนตัวให้ลุ้นล่ะคะคุณ?

มัวแต่เรื่อยเปื่อยถึงเรื่องอื่นเสียเวลา ขอเข้าเรื่องขนหัวลุกเลยนะคะ!

ตาอ๋อ-คนในซอยเมากลับบ้านตอนค่ำ โดนรถชนแถวปากซอยตายคาที่

ที่เรียกตาอ๋อน่ะไม่ใช่คนแก่นะคุณ เราชอบเรียกคนรุ่นลูกรุ่นหลานว่า พ่อนั่นแม่นี่, ตานั่นยายนี่จนติดปาก…ตาอ๋อน่ะอายุราวสี่สิบ อ่อนกว่าลูกชายคนโตของป้าเสียอีก แกชอบเหล้าค่ะ เมาแล้วซ่าเป็นประจำ

มาถึงเรื่องสำคัญคือเขาลือว่าผีตาอ๋อเฮี้ยนนัก ไม่ต้องพูดถึงกลางค่ำกลางคืนจะมาหลอกหลอนเลยค่ะ นั่นน่ะผีเบ็ดเตล็ด! ตาอ๋อนี่ผีมีปริญญาการันตีเชียวนะคุณ!

แกมาหลอกหลอนกลางวันแสกๆ ตอนบ่ายตอนเย็นไปยันโพล้เพล้ เดินปะปนกับคนในซอยน่ะแหละ ไม่ค่อยมีใครสนใจจนกระทั่งมองหน้าจังๆ จึงเห็นตาอ๋อยิ้มให้ พอจำได้ก็ร้องโวยวายเหมือนคนบ้าหรือเจ๊กตื่นไฟ โว้ยๆ จนแตกตื่นกันไปทั้งซอย

ตอนแรกก็ว่าตาฝาด แต่เอ๊ะ! นับวันยิ่งหนาหูขึ้นทุกที ป้านั่งเล่นหน้าบ้านคอยหลานเล็กๆ กลับจากโรงเรียน มองดูคนผ่านไปมา รู้จักกันก็ทักทายกัน…แต่ไม่เคยเจอตาอ๋อซักที ตอนแกยังไม่ตายก็ถูกชะตากันดีค่ะ

เย็นหนึ่งป้าก็เจอดีเข้าให้!

ขณะนั่งมองดูคนเดินผ่านไปมาแล้วนึกถึงตาอ๋อ…คนไหนนะ? แต่ก็ไม่เห็นจนห้าโมงกว่าๆ หน้าหนาวค่ำเร็ว ฟ้าครึ้ม แดดหายไปหมด ก็พอดีมองเห็น…

ตาอ๋อนี่นา! ยกมือป้องหน้า ขยับแว่นจ้องมองให้แน่ใจ เห็นนุ่งกางเกงยีนส์สวมเสื้อยืดขาวคุ้นตา ยอมรับว่ากลัวนิดๆ แต่พอเขาเดินใกล้เข้ามาก็ไม่ใช่ตาอ๋อหรอกค่ะแต่เป็นตาเบิ้ม เขาวัยเดียวกัน สูงต่ำดำขาวพอๆ กัน ตาเบิ้มยิ้มให้ป้าจนกำลังจะผ่านหน้าไปรอมร่อ…นึกยังไงไม่รู้ดันหันขวับมา

girl with fear

Ghost    the little girls in the village began to disappear, one by one. No one could find out where they had gone. Grief-stricken families searched the woods, the local buildings, and all the houses and barns, but there was no sign of the missing girls. A few brave souls even went to Bloody Mary’s home in the woods to see if the witch had taken the girls, but she denied any knowledge of the disappearances. Still, it was noted that her haggard appearance had changed. She looked younger, more attractive. The neighbors were suspicious, but they could find no proof that the witch had taken their young ones. Then came the night when the daughter of the miller rose from her bed and walked outside, following an enchanted sound no one else could hear. The miller’s wife had a toothache and was sitting up in the kitchen treating the tooth with an herbal remedy when her daughter left the house. She screamed for her husband and followed the girl out of the door. The miller came running in his nightshirt. Together, they tried to restrain the girl, but she kept breaking away from them and heading out of town. The desperate cries of the miller and his wife woke the neighbors. They came to assist the frantic couple. Suddenly, a sharp-eyed farmer gave a shout and pointed towards a strange light at the edge of the woods. A few townsmen followed him out into the field and saw Bloody Mary standing beside a large oak tree, holding a magic wand that was pointed towards the miller’s house. She was glowing with an unearthly light as she set her evil spell upon the miller’s daughter. The townsmen grabbed their guns and their pitchforks and ran toward the witch. When she heard the commotion, Bloody Mary broke off her spell and fled back into the woods. The far-sighted farmer had loaded his gun with silver bullets in case the witch ever came after his daughter. Now he took aim and shot at her. The bullet hit Bloody Mary in the hip and she fell to the ground. The angry townsmen leapt upon her and carried her back into the field, where they built a huge bonfire and burned her at the stake. As she burned, Bloody Mary screamed a curse at the villagers. If anyone mentioned her name aloud before a mirror, she would send her spirit to revenge herself upon them for her terrible death. When she was dead, the villagers went to the house in the wood and found the unmarked graves of the little girls the evil witch had murdered. She had used their blood to make her young again. From that day to this, anyone foolish enough to chant Bloody Mary’s name three times before a darkened mirror will summon the vengeful spirit of the witch. It is said that she will tear their bodies to pieces and rip their souls from their mutilated bodies. The souls of these unfortunate ones will burn in torment as Bloody Mary once was burned, and they will be trapped forever in the mirror.

black ghost

Ghost

A day passed in these terrible conditions. The two cowboys drank the last of their water and ate the last of their food, while the wind and sand whipped about in an impenetrable curtain and the heat dried out their bodies. One after the other their horses dropped dead and were gradually buried under the sand. Through his increasing misery, one of the men noticed that the sound of the storm was muted, though there was no decrease in the pounding of the wind and the sand. Through the sandstorm rode a man dressed all in white. He was followed by eleven riders, who were also dressed in white. Their spurs, bits, and stirrups gleamed like silver; their belt buckles were gold. They were leading a white horse behind them. He tried to call out to them, but his lips were swollen shut.

Something in their grim air made him turn to look at his friend, who lay dead at his side. His heart beat rapidly as he realized suddenly how narrow his own escape had been. And suddenly he understood something else. The riders he had seen had been the white riders of death. By leaving him behind, they had spared his life when they came through the storm to take his friend home.

The procession stopped in front of the half-buried cowboys and two men dismounted. They walked over to the man beside him. Tenderly, they helped the other cowboy over to the riderless horse and set him in the saddle. Then they mounted their horses and the men in white started riding away. The remaining cowboy pried his lips apart with shaking fingers and gave a hoarse cry of protest. But the white riders disappeared back into the storm, leaving him alone in the whipping sand. Just before the last rider vanished, he turned back towards the cowboy and said: “”It is not your time yet. We will come back for you presently.” Then he passed out of sight.

Stricken, the cowboy buried his face against his arm and gradually lost consciousness. He was awakened by someone shaking his shoulder. He looked up into the eyes of some of his fellow cowpokes who had come to find him and his friend as soon as the storm let up. They forced some water through his dry lips and helped him sit up and told him he was lucky to survive.

 

การเห็นผี

หลับตานึกถึงใบไม้ที่อยู่ในมือ กับต้นเจ้าของใบไม้ แล้วให้คิดว่าใบไม้ในมือ คือพลังงานอย่างหนึ่งที่จะเรียกวิญญาณมาได้ และนึกเอาว่าใบไม้นี้ได้ตายไปแล้วจึงได้หลุดมาจากต้นไม้ เพราะฉะนั้นเราติดต่อกับวิญญาณได้ เหมือนที่ติดต่อกับใบไม้ที่ตายแล้วใบนี้

6. ค่อย ๆ ก้มหน้าลง (ระหว่างนี้ห้ามลืมตาเด็ดขาด) เมื่อคุณก้มและพร้อมแล้ว “ให้ตั้งสติดี ๆ” แล้วลืมตา

7. แล้วผีจะมาให้เห็น

***หากเห็นอะไรห้ามวิ่ง ไม่ว่าสิ่งที่เห็นจะอยู่ไกล หรือมาประจันหน้าก็ตาม ต้องทำตามนี้ก่อน***

1. เงยหน้าขึ้น ทิ้งใบไม้ลงพื้นทันที
2. หมุนตัวทวนเข็มนาฬิกา (หมุนย้อนกลับไปทางขวานั่นเอง) 3 รอบ โดยไม่ต้องท่องอะไรเลย
3. เมื่อกลับถึงบ้านต้องล้างหน้า 3 ครั้ง ก่อนล้างให้ท่อง “พุทโธ” แล้วเป่าลมลงน้ำจึงค่อยล้างหน้าทำแบบนี้ 3 ครั้ง

*วิธีที่2* “ตัดเล็บตอนกลางคืน” (เห็นผี 12 คน)

***ขอย้ำเลยวิธีนี้ ต้องทำระหว่าง 4 ทุ่ม ถึง เที่ยงคืน เพราะต้องไม่ให้โพล้เพล้ หรือ เป็นวันใหม่”***

1. ตัดเล็บมือเท่านั้น โดยเริ่มจากนิ้วก้อย ,นิ้วโป้ง ,นิ้วนาง ,นิ้วชี้ และนิ้วกลาง (ตัดจากนอกเข้าในนั่นเอง) โดยเริ่มตัดจากมือขวาก่อน และทำแบบเดียวกันกับมือซ้าย  *เล็บที่ตัดห้ามหักหรือขากเด็ดขาดต้องเป็นโค้งตามรูปเล็บ มิเช่นนั้นจะไมได้ผล*

2. น้ำเศษเล็กที่ตัดห่อใส่ผ้าอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นสีดำ (ต้องใช้แล้ว ไม่ใช่ผ้าใหม่)

3. นำไปวางไว้ทางทิศตะตก (เช่นเคย) ของที่พัก

4. เมื่อคุณเข้านอนได้ไม่นาน จะมีคนมานั่งตัดเล็บอยู่ตรงปลายเท้าที่คุณนอน (เสียงดัง “แก๊กๆ” นั่นแหละ) เป็นการตัดเล็บของเค้ามาคืนคุณ

5. ถ้าอยากเห็นก็ลืมตาแต่ห้ามโวยวาย เพราะเขาจะไปแล้วคุณอาจจะซวยได้ (เพราะถือว่าเค้ามาดี โดยที่เขาคิดว่าเราเอาเล็บไปแลก หรือไปเล่นกับเขา แล้วเขาก็เลยเอาของเขามาคืน

6. เมื่อคุณตื่นในตอนเข้า ให้ไปยังจุดที่คุณเอาเล็บไปวางไว้ คลี่ห่อผ้าออก จะพบเล็บของคนอื่นไม่ใช่ของคุณ

7. ให้คุณพูดเบา ๆ ว่า “ขอบคุณ” แล้วเอาไปฝังไว้ที่ใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่พักอาศัยของคุณ (แต่ห้ามทิ้งหรือเผาโดยเด็ดขาด)

*วิธีที่3* “หันหลังให้กระจกแล้วกลืนน้ำลาย” (เห็นผี 16 คน)

วิธีนี้ต้องทำคนเดียวเท่านั้น วิธีนี้ต้องทำก่อนเที่ยงคืน 6 นาที

นาฬิกาที่คุณใช้เป็นเกณฑ์ในการวัด ให้ยึดเรือนใดเรือนหนึ่งในบ้านได้เลย

1. ยืนหันหลังให้กระจก (ครั้งนี้จะทิศใดก็ได้) ตอนเวลา 5 ทุ่ม 54 นาที

2. กลืนน้ำลาย 1 ครั้ง ทุก ๆ 1 นาที

3. พอครบ 6 นาที หมายความว่าคุณกลืนน้ำลายไปแล้ว 6 ครั้ง และถึงเวลาเที่ยงคืนพอดี

4. หลับตาแล้วหันไปทางกระจก (จะหันซ้ายหรือขวาก็ได้แต่ช้า ๆ) แล้วกลืนน้ำลายอีกครั้ง (เป็นครั้งที่7) แล้วลืมตา และผีจะมาให้เห็น

5. เมื่อคุณต้องการยุติพิธี ให้หลับตากลืนน้ำลายอีกครั้ง เป็นอันจบพิธี

*วิธีที่4* “ดีดลูกคิดตอนกลางคืน” (เห็นผี 32 คน)

ลูกคิดที่ใช้ดีด ให้ดีดอันที่มีรางยาวที่สุดเท่านั้น ต้องอยู่คนเดียว เพราะต้องใช้สมาธิอย่างมาก

1. ให้ลูกคิดทุกลูก ในทุกรางอยู่สุดรางที่หันมาหาตัวเรา

2. ดีดีลูกคิดขึ้นโดยให้ลูกคิดออกจากตัวทีละลูก(ต้องมีสมาธิมากๆ) ไล่ไปตั้งแต่รางแลก ไปจนรางสุดท้าย

3. ตั้งสมาธิให้ดีอย่างมาก แล้วจับรางลูกคิดตั้งขึ้น ให้ลูกคิดวิ่งกลับมาที่เดิมในตอนแรก

4. มองรอดช่องรางลูกคิด(รางใดก็ได้) แล้วผีก็จะมาให้เห็น

5. หลังจาการทำเรียบร้อยแล้ว ให้ทิ้งลูกคิดนั้นทันที *ห้าม* นำกลับมาใช้อีกเป็นเป็นอันขาด

*วิธีที่5* “เอามุ้งคลุมหัวตอนกลางคืน” (เห็นผี 6 คน)

1. เอามุ้งมาครอบหัวไว้ (หลับตาตั้งแต่ก่อนคลุมแล้ว)

2. ท่อง มะ-อะ-อุ 7 ครั้ง (อย่าลืมว่าต้องหลับตา)

3. ลืมตา แล้วผีจะมาให้เห็น

*วิธีที่6* “ใส่เสื้อกลับแล้วนอนห้อยหัว” (เห็นผี 31 คน) ต้องทำคนเดียว

1. ใส่เสื้อโดยการเอาข้างหลังมาอยู่ข้างหน้า (ถ้ามีกระดุม ก็เอากระดุมไว้ขางหลังนั่นเอง)

2. นอนลงบนที่นอนที่สูงกว่าพื้น แล้วห้อยหัวลงมอง (เหมือนแหงนหน้า)

3. แล้วผีจะมาให้เห็น

*วิธีที่7* “แหงนหน้ามองตรงบันได” (เห็นผี 42 คน) ต้องทำคนเดียว

1. นั่งบนบันไดชั้นบนสุด แล้วลงมาทีละขั้นทั้งที่ยังนั่งอยู่ (ใช้ก้อนลงบันได้นั่นเอง)

2.เมื่อถึงขั้นสุดท้าย ให้ยังคงนั่งอยู่ที่ขั้นสุดแล้ว แล้วจึงแหงนหน้ามองกลับขึ้นไปชั้นบนสุด

3. แล้วผีจะมาให้เห็น

*วิธีที่8* “สวมพระกลับหลัง” (เห็นผี 28 คน) ต้องทำคนเดียว

ตายท้องกลม

ผีไทย

แรงอาฆาตของผี
ตรีณา” เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกของคนไม่เชื่อเรื่องผี

เป็นอันรู้กันอยู่แล้ว ว่าคือผีผู้หญิงมีครรภ์ที่เสียชีวิตพร้อมกันทั้งแม่ทั้งลูกที่อยู่ในท้องซึ่งผีประเพศนี้พวกพ่อมดหมอผีที่หากินในทางทำเสน่ห์หรือน้ำมั นพรายชอบนักชอบหนา พวกที่เรียนทางด้านไสยศาสตร์หรือมนต์ดำ พอรู้ว่าที่ไหนมีผีตายทั้งกลมล่ะก็ จะต้องตระเตรียมข้าวของเครื่องใช้ในพิธี จัดการหาลูกศิ ษย์หรือสมัครพรรคพวก พากันไปที่ป่าช้าขุดศพขึ้นมาจากหลุมเพื่อใช้เทียนลนคางผีตายทั้งกลม เอาน้ำเหลืองมาปลุกเสกทำน้ำมันพราย

เมื่อมีงานทำก็พอดีลุงเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ ป้าก็เจ็บป่วยกระเสาะกระแสะจนต้องออกจากงาน คนทั้งสองไม่มีลูก ต้อมต้องทำงานหนักทั้งในบ้านและนอกบ้านยิ่งกว่าตอนเรียนหนังสือด้วยซ้ำไป!

“คิด ว่าใช้ชาติ ใช้เวรใช้กรรมกันค่ะพี่อ๋อย” เธอบอกดิฉันยิ้มๆ แต่แววตาแห้งผากน่าใจหาย “ชาตินี้ใช้กรรมให้หมด เกิดชาติหน้าเผื่อจะสบายกับเขามั่ง”

ถึงแม้ว่าจะไม่เชื่อเรื่องชาติ นี้ชาติหน้า แต่ดิฉันก็นิ่งฟังเงียบๆ เพราะรู้ดีว่านั่นเป็นการปรับทุกข์ ระบายความอัดอั้นกับใครสักคนที่ไว้วางใจ แม้ว่าจะไม่ได้ช่วยเหลืออะไรก็ตาม…แต่ต้อมทำงานหนักได้ราว 3-4 ปีก็ต้องตกงานเพราะปัญหาฟองสบู่แตก

ดิฉันไปเยี่ยมเธอที่บ้านในซอยอา รีย์ พร้อมด้วยอาหารทั้งสดและแห้งค่อนข้างมาก เราสบตากันเงียบๆ โดยไม่จำเป็นต้องพูดจาอะไรฟูมฟาย…ต้อมบอกว่าป้าเธอนอนหลับอยู่ชั้นบน ส่วนเธอกำลังคิดว่าจะฆ่าตัวตายด้วยวิธีไหนดี?

บอกตรงๆ ว่าดิฉันแทบจะช็อก เพราะรู้ว่าต้อมไม่ได้พูดเล่น แล้วเรื่องราวของเธอก็พรั่งพรูออกมา

ต้อ มคบเพื่อนชายชื่อโอม อยู่บริษัทเดียวกัน เมื่อเธอตกงาน แต่โอมรอดตัวได้ ความสัมพันธ์ขาดไปโดยสิ้นเชิง…ขณะที่ต้อมรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ได้ 2 เดือน!

ปัญหา หนักอึ้งแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หรือจะแก้ไขได้รวดเร็วเพียงลัดนิ้วมือเดียว ดิฉันพูดจาหว่านล้อมให้นึกถึงป้าที่เลี้ยงดูมา นึกถึงตัวเองที่ยังสาว…โดยเฉพาะนึกถึงลูกในครรภ์ที่ไม่ได้รู้เรื่องราว ด้วยเลย คนเราไม่มีสิทธิ์ทำลายชีวิตใครแม้แต่ลูกตัวเอง

ตลอดเวลา ต้อมนิ่งเงียบ ใบหน้าสงบราวรูปสลัก นัยน์ตาแดงช้ำแต่แห้งผาก บางครั้งมุมปากก็เผยอยิ้มนิดๆ คล้ายจะเยาะหยันโชคชะตาที่เล่นตลกไม่จบสิ้น

“มีอะไรให้ช่วยก็บอกมา” ดิฉันจับมือเธอไว้ “พี่เต็มใจช่วยทุกอย่าง”

น้ำตาใสๆ ไหลรินลงมาตามร่องแก้มเธอ ต้อมบีบมือดิฉันพลางพึมพำเสียงแหบแห้ง…มีอะไรต้อมจะบอกพี่อ๋อยเป็นคนแรกค่ะ!

หลังจากนั้นอีกไม่นาน ดิฉันก็ฝันถึงต้อมเป็นครั้งแรกในชีวิต…

ใน ฝันนั้น ดิฉันเห็นต้อมนอนหงายอยู่เตียงติดกับผนังขาวโพลน เธอกำลังเอียงหน้ามามองด้วยนัยน์ตาเปียกชุ่ม ฉายแววเจ็บปวดและทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส…ท้องที่แบนแฟบกลับพองอืด…สูง ขึ้นๆ ทุกทีเหมือนคนท้องแก่ใกล้คลอด!

แต่ท้องนั่นก็ยิ่งขยายใหญ่จน น่าสยอง ไม่มีวี่แววว่าจะจบสิ้น ก่อนจะระเบิดตูม เลือดสาดกระจาย ทารกตัวแดงๆ ผุดโผล่ขึ้นมายืนจังก้า ท่ามกลางม่านตาพร่าพราย จนดิฉันกรีดร้องสุดเสียง ลุกผวาขึ้นมากุมหน้าอก หัวใจเต้นกระหน่ำราวจะพังทลายไปบัดดล

รุ่งขึ้นรีบโทร.ไปหาต้อมแต่ เช้า…เธอไม่ได้ฆ่าตัวตายหรอกค่ะ แต่ไปทำแท้งกับหมอเถื่อน กลับมาตกเลือดตายที่บ้าน…ป้าของเธอก็ช็อกตายอยู่หน้าห้องต้อมนั่นเอง

ดิฉัน คิดว่าเป็นกระแสจิตตัวเองมากกว่าเรื่องผี จนกระทั่งเผาศพป้าหลานไปแล้ว เห็นข่าวและภาพโอมขับรถพุ่งชนเสาไฟฟ้าตายคาที่คืนเดียวกับเผาศพต้อม ดิฉันก็ยังคิดว่าเป็นความบังเอิญ…แต่ทำไมขนลุกก็ไม่ทราบจริงๆ ค่ะ!
เพราะคำว่า กม เป็นคำไทยโบราณเก่าแก่ มีหลักฐานในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่หนึ่ง และก็ มีใช้ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง คือ คำว่า “กม” แปลว่า “ทั้งหมด” ตายทั้งกมก็แปลว่า ตายทั้งหมด หรือตายหมดทั้งแม่ทั้งลูกที่อยู่ในท้องนั่นเอง

ดิฉันไม่เคยเชื่อว่าเรื่องภูตผีปีศาจมีจริง นอกจากเรื่องเหลวไหล ไร้สาระที่มีแต่เด็กๆ กับคนหัวโบราณ งมงายเรื่องอาถรรพณ์ ปาฏิหาริย์ จิตอ่อน อารมณ์อ่อนไหว เชื่อคนง่าย เห็นอะไรก็คิดว่าเป็นภูตผีไปหมด

คนประเภทนี้มักชอบสะกดจิตตัวเอง ขาดความเข้มแข็ง เชื่อมั่น อยากเห็นในสิ่งที่ตัวเชื่อ ก็เท่านั้นเอง!

แม้แต่จะได้พบกับเหตุการณ์สยดสยองด้วยตัวเองมาแล้ว ดิฉันก็ยังไม่อยากเชื่อเรื่องผี…ส่วนคำตอบแท้จริงจะเป็นอย่างไร ขอบอกว่าไม่ทราบจริงๆ ค่ะ

เพื่อไม่ให้เสียเวลาของท่าน ดิฉันขอเล่าประสบการณ์ขนหัวลุกที่ประสบมาให้ท่านฟังเลยนะคะ

เมื่อครั้งเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจรุนแรง ฟองสบู่แตกใหม่ๆ ดิฉันกับเพื่อนร่วมงานโชคดีที่บริษัทของเราเป็นปึกแผ่นมั่นคง ไม่ต้องปลดพนักงาน หรือให้พนักงานลาออกโดยมีเงินล่อใจ 6-8 เดือน ดิฉันต้องคอยปลอบใจเพื่อนๆ ที่ทำงานบริษัทอื่น…แม้แต่ทำงานแบงก์ก็ไม่วายมีผลกระทบค่ะ

ไม่ทราบจะให้กำลังใจอะไรดีไปกว่า ชีวิตก็อย่างนี้แหละ! ทุกข์กับสุข สมหวังกับผิดหวัง หัวเราะและน้ำตาเป็นของคู่กันเสมอมา

บางครั้งก็ปลอบว่า…ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ใช่มีไว้ให้กลุ้ม! จงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส! ถ้าคิดว่าตัวเองตกอยู่ในความมืดมนที่สุด นั่นแหละแปลว่ากำลังจะมองเห็นแสงเรืองรองรอคอยอยู่ข้างหน้าแล้ว

ก่อนอรุณจะรุ่งย่อมมืดสนิทเสมอ!

หลายๆ ครั้งก็พลอยเหน็ดเหนื่อย ท้อแท้ไปกับพวกเขาด้วย…พูดน่ะง่ายนะคะ แต่ทำยาก เหมือนความเครียด ก็ชอบบอกกันง่ายๆ ว่า “อย่าเครียด” หรือ “เลิกเครียด” ราวกับความเครียดเหมือนไฟฟ้าที่จะกดสวิตช์เปิด-ปิด ได้ตามใจชอบ

ต้อม-คือเพื่อนรุ่นน้องที่โดนผลกระทบจากฟองสบู่แตกกลายเป็นคนตกงาน

ชีวิตบางคนก็อาภัพ โชคร้ายอย่างเหลือเชื่อมาตลอด เหมือนต้อมที่เป็นลูกกำพร้าเพราะพ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เล็กๆ มีป้ากับลุงเลี้ยงดูมาอย่างจำใจจนเรียนจบ ต้อมต้องทำงานบ้านเหมือนคนรับใช้ทั้งเช้าและเย็น เสาร์อาทิตย์อย่าหวังเลยว่าจะได้ไปเที่ยวเตร่ เปิดหูเปิดตาอย่างเพื่อนๆ

ตายแล้วไปไหน

ผีดุ

ด้าน ผศ.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการศึกษาพระพุทธศาสนา มนุษย์เวียนว่ายตายเกิด บางรายตายแล้วเกิดใหม่ทันที และกว่าจะเกิดเป็นมนุษย์มีขั้นมีตอน คือรับรู้ความรู้สึกต่างๆ ไม่ว่าสุข ทุกข์ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา พอคลอดการเลี้ยงดู ตลอดจนสภาพแวดล้อมต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้ทำกรรมดีกรรมชั่ว

ดังนั้น ทุกคนควรเตรียมตัวตายไว้ล่วงหน้า ก่อนร่างกายดับสนิท และก่อนลมหายใจสุดท้าย อยากให้ตั้งจิตอธิษฐานว่าเกิดชาติหน้าอยากเป็นอะไรไว้ด้วย “ตั้งจิต สมาธิ และอย่ายึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่รัก ไม่ว่าจะคน ทรัพย์สินเงินทอง เพราะยิ่งรักมากก็จะทุกข์มาก อยากให้ปล่อยวาง เราเกิดมาแต่ตัวเราก็ไปแต่ตัวเช่นเดียวกัน แล้วหมั่นกระทำความดีตลอดช่วงเวลาที่มีลมหายใจอยู่ เพื่อให้บุญกุศลนี้ช่วยให้ขึ้นสวรรค์” หลายคนปรารถนาความตาย…ขณะที่อีกหลายคนก็ไม่อยากให้เวลานั้นมาถึง…ต่างคนก็ต่างจิตต่างใจกันออกไป แต่ “ความตาย” ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนทุกชีวิตในโลกไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพียงแต่จะช้าหรือจะเร็วเท่าใดแค่นั้น

เรื่องราวของความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสนใจกันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิต “หลังความตาย”

ดร.สนอง วรอุไร อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า สมัยก่อนไม่เคยเชื่อเรื่องเทวดา นรก สวรรค์ เปรต ชาติภพ การเวียนว่ายตายเกิด เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ จนกระทั่งเรียนจบจากต่างประเทศ ระหว่างที่รอสอนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วงนั้นว่างไม่รู้อะไรดลใจให้อยากพิสูจน์สิ่งที่ไม่เคย

1 เดือนเต็มๆ กับการปฏิบัติกรรมฐานที่วัดมหาธาตุ ส่งผลทำให้ความเชื่อของ ดร.สนองเปลี่ยนไป จนถึงขนาดกล่าวว่า

“ความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ร่ำเรียนมาถอดทิ้งหมดเลย เพราะสามารถสัมผัสเทวดา ผีข้างถนนได้จริงๆ ซึ่งผมพยายามพิสูจน์มากว่า 30 ปียังหาข้อผิดพลาดไม่ได้ คุณจะสัมผัสได้ทั้งเทวดาและผี จิตวิญญาณทุกตน หากมีจิตสื่อถึงคนนั้น”

นอกจากจะได้สัมผัสเทวดา ผี แล้ว ดร.สนอง บอกว่ายังได้เห็นชาติภพที่ผ่านมา รู้ว่าเคยเกิดเป็นอะไรมาบ้าง ตรงนี้ทำให้รู้ว่าทุกคนมีการเวียนว่ายตายเกิด เกิดเป็นเทวดา เป็นเปรต เป็นสัตว์ ส่วนชาติภพไหนจะเกิดเป็นอะไรนั้นขึ้นอยู่ทำบุญ สร้างกรรมไว้มากน้อยเพียงใด ซึ่งหลังจากรับรู้แล้วก็ได้เริ่มสร้างสิ่งดีๆ มาตลอด เริ่มจากสิ่งใกล้ตัวไม่สร้างความเดือดร้อนหรือล่วงเกินใคร ทั้งทางกาย วาจา ใจ และทำบุญทำทาน อุทิศส่วนบุญให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ให้พวกเขารับผลบุญนี้ ดร.สนอง กล่าวถึงคนตายว่า ร่างกายตายแต่วิญญาณยังวนเวียนอยู่กับญาติ พี่น้อง คนรัก เนื่องจากความรักความผูกพันของผู้ตาย ซึ่งหลายคนมองไม่เห็น แต่คนตายเขาต้องการให้รับรู้ว่าเขามาหา จึงสัมผัสได้จากกลิ่น เสียง หรืออื่นๆ และที่ว่ากันว่าหมาหอนเพราะเห็นผีนั้น “เป็นเรื่องจริง” เนื่องเพราะหมามีสายตา จมูก ที่รับรู้ได้รวดเร็วกว่าคน

“จิตครั้งสุดท้ายก่อนจะออกจากร่าง อยากให้นึกถึงบุญ ความดี ที่เคยทำระหว่างที่มีชีวิตอยู่ หรือนึกถึงพระพุทธรูป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพสักการะ เพราะผลบุญเหล่านี้จะช่วยให้ดวงวิญญาณก่อนออกจากร่างไปสู่สวรรค์ ถ้านึกคิดแต่เรื่องทุกข์ สิ่งที่ไม่ดี มีอกุศลจิต ตายไปอาจตกนรก ทั้งที่ตลอดชีวิตทำดีมาตลอด อย่างไรก็ตาม ทุกคนจะได้สัมผัสทั้งนรกและสวรรค์เพียงแต่จะอยู่ที่ไหนยาวนานเท่านั้น หากทำความดีเยอะก็ได้รับความสุขสบายอยู่บนสวรรค์” ดร.สนองแนะนำวิธีการเตรียมตัวก่อนสิ้นใจ

ทำเลผี

ผีดุ

เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมบ้านบางหลังถึงมีคนเจอผีบางหลังไม่เคยเจอ เป็นไปได้มั้ยว่าลักษณะของบ้านที่แตกต่างกันเป็นตัวกำหนด เหมือนกับคนเราบางคนชอบบรรยากาศแบบภูเขา บางคนชอบทะเล ผีเองก็เคยเป็นคนมาก่อนรสนิยมที่ว่าก็เลยติดตัวไป ทำให้ผีเลือกบ้านที่ตัวเองชอบ และนี่คือสุดยอดเคล็ดลับ “จัดบ้านอย่างไรให้ผีชอบอยู่ หรือวิธีการสร้างบ้านผีสิง นั่นเอง” พร้อมแล้วไปดูกันเลย   1.เลือกทำเลอาถรรพ์เช่น บ้านตรงกันข้ามโบสถ์ วิหาร วัด ศาลเจ้า โรงพยาบาล สุสาน เสา เครื่องหมายจราจร มีปล่องไฟ เป่าลมพุ่งมาหาบ้าน หรือที่เปลี่ยวๆห่างจากชุมชน ถ้าบ้านใครอยู่ในที่ดังกล่าว เรียกได้ว่ามีชัยไปกว่าครึ่งในการเชิญผีมาอยู่เลยทีเดียวล่ะ   2.สร้างด้วยไม้เป็นหลัก สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเรื่องของความเป็นธรรมชาติ เพราะต้นไม้ก็เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งเหมือนกัน และในบ้านมีเสาเอกให้ด้วยก็แหล่มเลย   3.ทำบริเวณบ้านให้รกครึ้มไปด้วยแมกไม้พฤกษานานาพันธุ์ แถมด้วยต้นไม้ต้องห้ามประเภท ตะเคียน ไทร ซ่อนกลิ่น อะไรพวกนี้ยิ่งถูกใจสุดๆ   4. ฝืนหลักฮวงจุ้ยเท่าที่สามารถทำได้ ยิ่งเยอะยิ่งชอบอยู่ ในศาสตร์ทางวิชาฮวงจุ ้ยได้กล่าวถึงลักษณะของบ้านที่มักจะมีผีหรือคนในบ้านมักจะเห็นผี ดังนี้   – ประตูหน้าบ้านมีพลังอิมมาก หมายถึงมีความมืดมาก และทิศทางของหน้าบ้านหันไปทางทิศ ตะวันตกเฉียงใต้ ตรงช่วง 210 องศา-240 องศา หรือหันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตรงช่วง 30 องศา-60 องศา ซึ่งทางฮวงจุ้ยจะเรียก 2 ทิศทางนี้ว่า ประตูผี     – บ้านที่มีแสงสว่างไม่พอ ภายในบ้านมีบรรยากาศมืด ๆ สลัว ๆ โดยเฉพาะทิศ ตะวันตกเฉียงใต้และทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือมีความมืดมาก ก็จะกระตุ้นให้เกิดพลังอิมมากขึ้น โอกาสเจอผีก็มีสูงตามไปด้วย

ผีหวงของ

Ghostขุดสมบัติของกลุ่ม โจรในวันนั้นเล่าว่ามีการนำอาจารย์ทางไสยศาสตร์มาทำ พิธีด้วย มีการเสกไข่เสี่ยงทายและพบไข่เป็นสีต่าง ๆ เช่น สีเหลือง แดง เขียว ดำ ซึ่งบอกให้รู้ว่ามีขุมทรัพย์ประเภททองคำ เพชรนิลจินดา และเงินตราโบราณอยู่มากมาย ทำให้พวกโจรดีใจกันมาก แล้วก็ช่วยกันทำการขุด เมื่อขุดลงไปประมาณ 7 ฟุต ก็พบโครงกระดูก 4 โครง นอนหัวชนกันหันเท้าชี้ไป 4 ทิศ และพอขุดลงไปอีกจอบก็ไปกระทบกับพื้นคอนกรีตโบราณ ซึ่งเป็นหลังคาอุโมงค์เก็บสมบัติ จึงพยายามช่วยกันแซะปากอุโมงค์ให้กว้างขึ้น และน่าประหลาดที่ภายในอุโมงค์มีกระแสลมแรงมาก พัดออกมาตลอดเวลา คล้ายมีพัดลมขนาดใหญ่อยู่ข้างใน อาจารย์ทางไสยเวทย์ที่ร่วมทีมจึงทดลองเอาด้ามเสียมแหย่ลงไปดูปรากฏว่า เสียมถูกกระแสลมตีเศษเหล็กกระจาย ทำให้แน่ใจว่าภายในหลุมนี้มี “หุ่นพยนต์” หรือ “จักรพยนต์” ที่คนโบราณผูกไว้สำหรับป้องกันขุมทรัพย์

“หุ่นพยนต์” หรือ “จักรพยนต์” นี้ทำด้วยเหล็กกล้าเนื้อดี และคมกริบเคลื่อนไหวด้วยกลไกที่ผลักดันจากแสง และอากาศที่อัดลงไป นอกจากนี้ยังมีการปลุกเสกลงอาถรรพณ์ ด้วยเวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้มีวิญญาณสิงสถิตย์อยู่ หากจะทำลายก็ต้องแก้ด้วยเวทมนตร์ แต่สำหรับกลุ่มโจรเหล่านี้ แม้จะมีอาจารย์ทางไสยศาสตร์ มาคอยแก้อาถรรพณ์อยู่ด้วยก็ยังทำได้ยาก เพราะขณะกำลังทำพิธีล้างอาถรรพณ์หุ่นพยนต์นั้น อุโมงค์ขุมทรัพย์ก็ได้เลื่อนออกไป เสียงดังครืด ๆ เป็นที่น่าอัศจรรย์ หนำซ้ำยังมีดินถล่มลงมาถมปากอุโมงค์จนเต็ม เป็นการปิดไม่ให้คนเหล่านั้นได้ล่วงล้ำเข้าไปอีก แต่ถึงจะเจออภินิหารซึ่งหน้าเช่นนี้ กลุ่มโจรก็ยังไม่ย่อท้อ ตั้งใจว่าจะเริ่มขุดใหม่ในวันรุ่งขึ้น

ดึกดื่นคืนนั้นพวกโจรกลับกัน หมดแล้ว ได้ปรากฏร่างใหญ่โตของคน 4 คน ซึ่งไม่มีหัวมายืนอยู่หน้ากลดหลวงปู่สีโห ทั้งหมดคือภูตที่คอยเฝ้ามหาสมบัติให้สมเด็จพระนเรศวรฯ มาแจ้งให้หลวงปู่ทราบว่า กลุ่มโจรเหล่านี้มาขุดพระราชทรัพย์อันศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าฟ้าพระมหากษัตริย์ ที่ทรงสาปแช่งไว้ แล้วยังทำพิธีไสยศาสตร์ ทำลายข่ายอาถรรพณ์ที่พระครูปุโรหิตโบราณาจารย์ทำไว้ให้เสื่อมอีก เท่ากับเป็นการทำลายดวงชะตาของบ้านเมือง พวกตนจะมาเอาชีวิตไปให้หมดแต่ติดขัดว่ามีหลวงปู่อยู่ด้วย จึงมาแจ้งให้ทราบ แต่หลวงปู่สีโห ซึ่งท่านได้ชื่อว่าเป็นพระที่มีจิตเมตตา ท่านจึงได้ขอบิณฑบาตชีวิตคนเหล่านั้น ขอแค่ดัดนิสัยให้เข็ดหลาบก็พอ ทำให้วิญญาณทั้ง 4 นิ่งอึ้ง และบอกว่าต้องให้หลวงปู่ลองพูดกับพญายมบาลเอง พวกเขาไม่มีอำนาจอะไร เพียงแต่ทำตามหน้าที่เท่านั้นพูดเสร็จก็เดินหายเข้าไปในองค์พระเจดีย์

หลวง ปู่สีโหจึงเข้าฌานติดต่อกับพญายมบาล เมื่อพญายมบาลเปิดบัญชีดูจึงรู้ว่าพวกขุดลักพระราชทรัพย์เหล่านี้ ดวงยังไม่ถึงฆาตในตอนนี้ แต่กรรมหนักกำลังจะตามมาในไม่ช้า แต่ถึงอย่างไรพวกนี้ก็ควรจะได้รับผลจากคำสาปแช่งบ้างจะได้หลาบจำ เป็นอันว่าท่านพญายมตกลงจะไว้ชีวิตพวกโจร ครั้นรุ่งเช้าหลวงปู่สีโหตื่นขึ้นจะไปสรงน้ำ เพื่อออกบิณฑบาตก็ได้เห็นโจรกลุ่มนั้นกำลังนอนดิ้นทุรนทุราย เอามือกุมท้องบิดไปมาด้วยความเจ็บปวด ขอให้หลวงปู่ช่วย ขณะเดียวกันบนองค์พระเจดีย์ใหญ่ก็เกิดเสียงดังครืน ทำให้ทุกคนหันไปดู เพราะคิดว่าพระเจดีย์จะถล่ม แต่แล้วก็พากันตกตะลึง เมื่อเห็นชายผู้หนึ่งเดินลงมาจากพระเจดีย์พร้อมด้วยผีหัวขาดร่างใหญ่โต และพากันเดินหายไปทางกำแพงแก้วด้านทิศใต้ พวกโจรในที่นั้นร้องอุทานด้วยความตกใจสุดขีด หลวงปู่จึงบอกว่า “พวกเขาคือปู่โสมเฝ้าทรัพย์ที่จะมาเอาชีวิตพวกเจ้า” พอได้ยินหลวงปู่พูดเช่นนี้ พวกโจรทั้งหมดก็เกิดความกลัว ตาหูเหลือกลาน จนอาการปวดท้องกำเริบ ทำให้หมดสติไปตามๆกัน หลวงพ่อเห็นแล้วก็ยิ่งเกิดความสังเวชที่เห็นโจรเหล่านี้ถูกลงโทษ เช้าวันนั้นท่านจึงจาริกออกจากอยุธยาไป ปล่อยให้โจรเหล่านั้นนอนสลบไสลเฝ้าขุมทรัพย์ภายในวัดป่าแก้วไปตามยถากรรม

” ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” นั้นมีจริงหากใครไม่เชื่อคิดลบหลู่ลองของก็เชิญพิสูจน์ได้ที่ “วัดป่าแก้ว” หรือ “วัดใหญ่ชัยมงคล” จ.อยุธยา เพราะสมบัติมีค่ามหาศาล ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรฯ ณ ปัจจุบันก็ยังคงฝังอยู่ใต้ดินรอบองค์พระเจดีย์นั่นเอง ซึ่งคงต้องรอผู้มีบุญ ผู้มีวาสนาขุดขึ้นมาใช้เป็นพระราชทรัพย์บำรุงแผ่นดิน และพระพุทธศาสนาในยุคต่อ ๆ ไป เรื่องนี้มีหลักฐานและ ถูกเล่าขานกันนานแล้ว เป็นเรื่องจริงจากคำบอกเล่าของพระธุดงค์หลายรูป ที่เล่าตรงกันเกี่ยวกับขุมทรัพย์โบราณมูลค่ามหาศาลภายใน “วัดป่าแก้ว” หรือ วัดใหญ่ชัยมงคล จ.พระนครศรีอยุธยา วัดนี้ตามประวัติกล่าวไว้ว่า เดิมเป็นวัดราษฎร์เรียกกันว่าวัดป่า ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับวัดสำคัญประจำนครอโยธยาเดิมคือวัดพนัญเชิง วัดมเหยงค์ วัดกุฎีดาว และวัดอโยธยา ครั้งถึงแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ได้ทรงให้ขุดศพเจ้าแก้วเจ้งไท เชื้อพระวงศ์ที่เป็นอหิวาตกโรคตาย ขึ้นพระราชทานเพลิงที่วัดนี้แล้วทรงซ่อมแซมบูรณะเจดีย์วิหาร ก่อนจะทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง พระราชทานนามว่า “วัดเจ้าพญาไท” ให้เป็นที่พำนักของพระพนรัต

ซึ่งเป็นพระสังฆราชฝ่ายอรัญวาสี และด้วยอาณาเขตของวัดที่กว้างใหญ่ ชาวบ้านจึงนิยมเรียกชื่อ “วัดใหญ่” ตั้งแต่นั้นมาจนล่วงมาถึงปี พ.ศ. 1991 – 2031 ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระสงฆ์ไทยคณะหนึ่งนำกันออกไปอุปสมบทแปลงเป็นสิงหนีนิกาย และศึกษาพระพุทธศาสนา ณ สำนักพระพนรัต มหาเถระในลังกาทวีป สำเร็จแล้วกลับมาตั้ง “คณะป่าแก้ว” ที่ “วัดเจ้าพญาไท” จึงนิยมเรียกชื่อกันว่า “วัดเจ้าพญาไทคณะป่าแก้ว” ภายหลังเรียกเหลือสั้นลงแค่ “วัดป่าแก้ว” และเปลี่ยนเป็น “วัดใหญ่ชัยมงคล”

ในปัจจุบันวัดโบราณเก่าแก่ในเขต จ.พระนครศรีอยุธยา หลาย ๆ วัดเป็นที่รู้จักดีในหมู่เซียนพระ และนักเล่นของเก่าแก่ว่าจะต้องมีสมบัติมีค่ามหาศาลฝังไว้ใต้ดิน และแน่นอนว่าแต่ละที่จะต้องมี “ภูต” ที่เรียกว่า “ปู่โสม” เฝ้าอยู่ คนที่เชื่อและขยาดในอิทธิฤทธิ์มักไม่กล้าเข้าไปยุ่ง แต่กับกลุ่มคนที่ชอบลักลอบเข้าไปขุด พวกนี้จะมองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะกิเลสและความละโมบที่มีอยู่ ทำให้ตามืดบอด มองไม่เห็นหายนะและความตายจากคำสาปแช่งที่กำลังจะมาถึงวัดป่าแก้วหรือ วัดใหญ่ชัยมงคล ในอดีตมักจะมีพระธุดงค์แวะเวียนมาปักกลดแสวงหาความวิเวกอยู่เป็นประจำ สมัยนี้เล่ากันว่าบริเวณวัดมีแต่ต้นไม้ขึ้นหนาแน่นและเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย เช่น งูเหลือม งูจงอาง เป็นสถานที่อันตราย เปลี่ยว และยังลือกันว่า “ผีดุ” จนชาวบ้านได้กล้าย่างกรายเข้าไป แต่ก็ยังมีพระภิกษุรูปหนึ่ง ใช้สถานที่นี้เป็นที่ปักกลดท่านคือ “หลวงปู่สีโห” พระป่ากรรมฐาน ซึ่งเป็นศิษย์ใกล้ชิด หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระปรมาจารย์กรรมฐานแห่งภาคอีสาน

“หลวงปู่สีโห” ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่มั่นรุ่นเดียวกัน หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย และหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ท่านเป็นพระที่เคร่งในพระธรรมวินัย แต่ไม่ชอบอยู่วัดเพราะท่านรักที่จะอยู่ตามป่า ท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียงในทาง “วิปัสสนากรรมฐาน” มากจนได้รับการยกย่องว่า มีเมตตาและพลังจิตแก่กล้า มีอำนาจแห่งอิทธิฤทธิ์และอภิญญา

หลวงปู่สีโห ท่านเคยมาปักกลดอยู่ในวัดป่า แก้ว ใกล้กับพระเจดีย์องค์ใหญ่ที่สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงสร้างเฉลิมฉลองพระเกียรติ ภายหลังที่มีชัยแก่พม่าแล้ว ขณะที่ท่านพำนักอยู่ได้มีคนกลุ่มใหญ่พากันเข้ามาภายในวัดมองดูลักษณะคล้าย พวกโจร คนเหล่านี้มาขอร้องให้หลวงปู่ถอนกลดย้ายไปจากที่นั่น หลวงปู่ถามว่าเหตุใดจึงมาไล่ท่าน คนพวกนั้นตอบตามตรงว่าพวกเขาจะมาขุดทรัพย์ตามลายแทง แต่ไม่อยากให้หลวงปู่ร่วมรับรู้ด้วย และยังได้เล่าต่อไปว่าภายในเขตกรุงศรีอยุธยานี้มีลายแทงโบราณ บอกที่ซ่อนทรัพย์สมบัติไว้มากมายถึง 713 แห่ง พวกเขาขุดพบมาแล้ว 5 แห่ง และตามลายแทงยังบ่งบอกไว้ว่าในบริเวณรอบพระเจดีย์ใหญ่ที่สมเด็จพระนเรศวรฯ สร้างนี้มีขุมทรัพย์อยู่ถึง 27 ขุม มีข้าวของเงินทอง และเพชรนิลจินดาอยู่มากมาย จากนั้นกลุ่มชายฉกรรจ์ก็ได้เอาสมุดข่อย ซึ่งเขียนด้วยอักขรไทยโบราณมีรูปแสดงที่ตั้งขุมทรัพย์ใต้ดินในบริเวณรอบ ๆ พระเจดีย์ให้หลวงปู่ดู นอกจากนี้ในสมุดข่อยยังมีแผนที่แสดงขุมทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วกรุงศรีอยุธยาอีกมากมายนับไม่ถ้วน

และที่น่ากลัวก็คือ ภายในสมุดข่อยเล่มนั้นมีอยู่หน้าหนึ่งเป็นผ้าเยื่อไม้ซีด ๆ ปรากฏคำสาปแช่งเอาไว้ด้วยโดยที่ไม่รู้ว่า กลุ่มโจรพวกนี้ จะเห็นหรือไม่ เรื่อง ขุมทรัพย์รายรอบพระเจดีย์นี้เป็นเรื่องที่คนโบราณว่าไว้จริง ซึ่งหัวหน้าแม่ชีท่านหนึ่งที่วัดใหญ่ชัยมงคลเคยเล่าให้ผู้เขียนฟัง ในสมัยที่ท่านเข้ามาอยู่ที่วัดนี้ใหม่ ๆ นอกจากจะได้เห็น “ดวงพระวิญญาณ สมเด็จพระนเรศวรฯ” แล้วท่านยังเคยเห็น “ทองลุก” ซึ่งเป็นไฟพะเนียงพุ่งขึ้นไปบนฟ้าตรงบริเวณหน้าพระเจดีย์องค์นี้ ซึ่งคนโบราณบอกไว้ว่าถ้าเห็นลักษณะนี้แสดงว่า ใต้ดินบริเวณนั้นต้องมีสมบัติฝังอยู่แน่นอน สำหรับที่มาของขุมทรัพย์เหล่านี้ตามลายแทงโบราณได้บอกไว้ว่าเป็นมหาสมบัติ อันล้ำค่า ของอดีตพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาหลายพระองค์ ที่สมเด็จพระนเรศวรทรงขุดพบ และนำมาฝังไว้ตามคำแนะนำของสมเด็จพระพนรัตน์ป่าแก้ว ผู้เป็นอาจารย์ของพระองค์จุดประสงค์ก็เพื่อเป็นการบูชาพระรัตนตรัย แก้อาถรรพณ์ดวงเมืองที่ตกต่ำ ร่วงโรยมานานให้รุ่งเรืองขึ้นในยุคสมัยของพระองค์

การ