Entries from November, 2012

ผีหวงถิ่น

ผีไทยเรื่องที่ดิฉันพบนี่น่าประทับใจมาก ทุกวันนี้เรายังพูดถึงกันไม่รู้เบื่อ มันพิสูจน์ได้ว่าวิญญาณมีจริง และดิฉันมีอีกเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟัง ตามที่บอกว่าอ่านพบในหนังสือฝรั่งเขาน่ะค่ะ

“ฤทัย” เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกเมื่อวิญญาณมาเยือน* ดิฉันชอบอ่านหนังสือเรื่องจิตวิญญาณ และความเร้นลับต่างๆ ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะในชีวิตจริงดิฉันพบเจอเรื่องทำนองนี้เป็นประจำ

วันหนึ่ง ดิฉันได้หนังสือภาษาอังกฤษมาเล่มหนึ่ง อ่านยากสักหน่อย และต้องเปิดดิกชันนารีกันชุลมุน แต่ก็ไม่ท้อหรอกค่ะ เพราะมันเป็นเรื่องผีที่คนอเมริกันเขาเขียนเล่าสู่กันฟัง

เมื่ออ่านแล้วก็รู้สึกดีใจ เพราะได้พบว่าฝรั่งเขาก็เชื่อเรื่องผีวิญญาณกันมากทีเดียว…และประสบการณ์ ของเขาก็เหมือนกับของเราเปี๊ยบเลย อย่างนี้จะว่าผีไม่มีจริงได้อย่างไร?
บิลลี่เล่าว่า เมื่อเสร็จจากพิธีฝังศพแม่ แล้ว เธอก็กลับมาที่บ้านของแม่ด้วยความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ก็น่าอยู่หรอกค่ะ เพราะเธอเป็นแม่ลูกอ่อนนี่คะ ลูกเธอเพิ่งอายุเดือนเดียวเอง

พอมาถึงบ้านแม่ บิลลี่ก็วางลูกไว้ในเก้าอี้เด็กอ่อน มันเป็นเก้าอี้เล็กๆ ที่มีลักษณะเป็นเบาะซะมากกว่า แต่แข็งแรงมั่นคง สามารถวางเอนๆ ได้เหมือนเปล และมีสายนิรภัยรัดไว้ด้วย ส่วนตัวเธอเองก็เอนลงนอนบนโซฟา พอวางศีรษะลงกับหมอนอิงเท่านั้นแหละ บิลลี่ก็มองเห็นแสงเรืองๆ ที่ประตูห้อง เป็นแสงวงรีๆ สว่างสีขาว และแล้ว…แสงนั้นก่อตัวเป็นแม่ของเธอ!

ร่างผู้เป็นที่รักนั้นบางใสจนมองทะลุได้ และดูเจิดจ้าด้วยแสงเรืองรอง

แม่ของบิลลี่สวมเสื้อคลุมสีขาวเป็นประกาย และดูสวยมาก บิลลี่ไม่เคยเห็นแม่สวยขนาดนี้มาก่อนเลย…

ท่านเดินตรงเข้ามาที่เปลเด็ก เท้านั้นไม่ติดพื้น แต่ลอยอยู่เหนือพื้นราวหกนิ้วฟุต จากนั้นท่านก็ก้มลงมองหลาน พลางเอามือแตะที่คางเด็กน้อย และพูดว่า “หลานน่ารักเหลือเกิน”

เมื่อเชยชมหลานตัวน้อยแล้ว ท่านก็เงยหน้าขึ้นยิ้มให้ลูกสาวก่อนจะสลายหายไป

ขอเล่าเรื่องของดิฉันก่อนนะคะ

ดังที่บอกมาแล้วว่า ดิฉันมักจะได้ประสบเรื่องเหล่านี้บ่อยมาก จนเพื่อนๆ บอกว่ามีซิกธ์เซนส์ หรือสัมผัสที่หก ก็เกือบๆ จะเป็นคนเห็นผีละค่ะ แต่ไม่ถึงขนาดนั้น นับว่ายังโชคดี…ไม่งั้นป่านนี้หัวโกร๋นต้องซื้อวิกใส่แล้ว

เรื่องเจ๋งที่สุดเกิดขึ้น 30 กว่าปีก่อน ตอนดิฉันอายุ 12 ปีเท่านั้นเอง!

ดิฉันนอนกับพี่สาวในห้องนอนของเรา โดยอยู่กันคนละเตียง มีโต๊ะคั่นกลาง พี่สาวนอนด้านในชิดผนังห้อง

คืนหนึ่งราวตีสอง ดิฉันตื่นขึ้นมาเฉยๆ ซึ่งน่าแปลกมาก เพราะเด็กขนาดนั้นมักจะนอนรวดเดียวถึงเช้า แต่คืนนั้นตื่นและรู้สึกว่ามีใครมา ปกติเวลานอนเราจะดับไฟมืดสนิท ดิฉันลืมตาในความมืด และประตูห้องก็เปิดออก…มันเปิดได้ยังไงทั้งๆ ที่เราล็อกไว้ดิบดี? เอ…หรือว่าจะลืมล็อก…

ใครคนหนึ่งเดินเข้ามา ดิฉันรีบเปิดไฟหัวเตียง ส่วนพี่สาวนอนหลับสนิทเลยค่ะ

ใครคนนั้นคือ “น้าแป้ง” ของดิฉันเอง เธอเป็นคนที่ดิฉันรักมาก ตอนนั้นเธออายุ 24 ปี เป็นน้องคนสุดท้องของแม่ และสวยมาก น้าแป้งเรียนจบปริญญาโท ทำงานบริษัทฝรั่งได้เงินเดือนสูง ขับรถคันหรู จำได้ว่าเป็นยี่ห้อจากัวร์ สีน้ำตาลเป็นมันปลาบ ขับไปทางไหนคนก็มองเหลียวหลัง

พอเห็นว่าเป็นน้าแป้งก็โล่งใจ แต่แปลกใจว่าน้าแป้งเข้ามาทำไมตอนดึกๆ อย่างนี้?

ปรากฏว่าเธอมาถึงเตียงดิฉันและนั่งลงริมเตียง ดิฉันยังรู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่ยวบลงมา เธอยิ้ม…ใบหน้านั้นสวยแต่ดูเหมือนหน้ากาก! คือมันแห้งผาก ไร้ชีวิตชีวายังไงพิกล…น้าแป้งยกนิ้วชี้แตะปากตัวเองเป็นเชิงให้ดิฉัน เงียบๆ แล้วเธอก็พูดเบาๆ ว่า “น้าจะไปแล้วนะ บอกแม่ด้วยว่าน้าไม่เป็นไรเลย ไม่เจ็บไม่ทรมาน สบายดีทุกอย่าง”

เธอพูดได้แค่นี้ก็ลุกขึ้นยืนและเดินออกไป ดิฉันชันตัวขึ้นมองตามหลัง สังเกตเห็นว่าเท้าเธอไม่ติดพื้นค่ะ…มันลอยขึ้นมาเหมือนเธอเดินอยู่กลาง อากาศ

เท่านั้นแหละ ดิฉันวิ่งอ้าวไปที่ห้องแม่ ร้องไห้ใหญ่ แม่บอกว่าดิฉันฝันไป…แต่พอตอนเช้าก็รู้ข่าวว่าน้าแป้งรถคว่ำ เสียชีวิตตอนตีหนึ่งกว่าๆ

คนที่เขียนมาเล่าเป็นผู้หญิงจากรัฐฟลอริดาชื่อบิลลี่ ชื่อเหมือนผู้ชายนะคะ แต่สะกดต่างกัน คือสะกดเป็น บี-ไอ-ดับเบิ้ลแอล-ไป-อี ไม่ได้สะกดด้วยตัว วาย

แม่เธอตายด้วยวัยเพียง 52 ปีจากโรคมะเร็งร้าย!

เรื่องมีอยู่แค่นี้ละค่ะ แต่ดิฉันอ่านแล้วชื่นใจ ที่สำคัญ ผีของฝรั่งก็เดินเท้าไม่ติดดินเหมือนของเราเลย เห็นไหมคะ?

เจตนารมณ์แห่งภูตผี

ก่เขา ออกจากเผ่าของเขาที่จะทำงานกับ Lumbermen สีขาวเขาเปลี่ยนชื่อของเขากับวิลเลียมเมฆและ Lumberjacks เริ่มเรียกเขาว่า “เมฆ”. พวกเขาชอบที่จะได้ยินมีเมฆบอกเล่าเรื่องราวของภูตผีที่อาศัยอยู่ในลำห้ว ยที่ขับเคลื่อนท้องถิ่น เข้าสู่ระบบราง ภูตผีเป็นสิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้ายที่ต้องการอะไรมากไปกว่าการห่อแขนยาวของรอบมนุษย์หรือสัตว์และดึงพวกเขาลงไปในน้ำที่จะจมน้ำ

ฝนตกฤดูใบไม้ผลิที่หนักและยาวและลำห้วยถูกน้ำท่วมเกือบถึงความจุ คืนหนึ่งมีพายุคำสั่งให้ลดประตูของรางและส่งบันทึกล่องไปโรงงาน ความคิดของการออกไปข้างนอกในพายุไม่ได้อุทธรณ์ไปยังทุกคนและเพื่อให้คนเข้ามาหลอด มีเมฆมาด้วยระยะหนึ่ง
เจตภูตในลำห้วย

เขากอดเสื้อของเขาไว้แน่นรอบ ๆ ตัวเขาในขณะที่เขาทำทางของเขาอย่างเงียบ ๆ ตลอดทั้งคืนดำมืดไปน้ำตกล็อก ในขณะที่เขาได้รับการปล่อยตัวขาแรกที่เขาได้ยินเสียงขู่ฟ่อเหม็นจากข้างแพลอยของล็อก มีเมฆหันหัวของเขาและเห็นรูปแบบพิสดารเพิ่มขึ้นจากกระแสหมุนวน ใบหน้าของมันถูกล้อมกรอบโดยป่าผมวัชพืชเกลื่อนและเครื่องชั่งน้ำหนักปลิ้นปล้อนมืดคลุมร่างของดัดได้

มีเมฆดึงเมามันที่ขาสุดท้ายกระตือรือร้นที่จะเสร็จสิ้นภารกิจของเขาและได้รับไป แต่ขาติดอยู่ครึ่งหนึ่งออก ทันใดนั้นสิ่งมีชีวิตพุ่งออกมาจากน้ำ มีเมฆกระโจนกลับหนีขึ้นเส้นทางไปยังห้องโดยสาร ด้านหลังของเขาภูตผี howled มีเมฆเพิ่มความเร็วของเขาทำงานอยู่ในความมืดสุ่มสี่สุ่มห้า

แล้วภูตผีหล่นลงมาจากกิ่งไม้ของต้นไม้ที่เหมาะสมในด้านหน้าของเขา, การปิดกั้นทางของเขา ดวงตาสีเหลืองของ glowed และแสงจันทร์ glinted กับผิวลื่นไหลของ ยาวของแขนบางยืดออกไปทางเขาผ่านพายุที่พัดกระหน่ำกรงเล็บขยาย เขาให้ตะโกนดังหนึ่งของความสิ้นหวัง แต่การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของกรงเล็บที่คมกริบตัดเสียงร้องของเขาและป่าจู่ ๆ ก็ยังคงอีกครั้ง

ย้อนกลับไปในห้องโดยสาร, Lumbermen รอที่จะกลับมีเมฆ แล้วอีธานเป็นเพื่อนที่ดีของเมฆอาสาลงไปทางลาดเข้าสู่ระบบและมองหาเขา ตัดไม้อื่น ๆ อีกหลายตัดสินใจที่จะเข้าร่วมการค้นหา

ภายในเวลาสิบนาทีผู้ชายกำลังยืนอยู่ติดกับประตู พวกเขาลดลงไปโคมไฟระดับน้ำวิ่งและมองเข้าไปในส่วนลึก อีธานให้ความคมชัดร้องไห้ทันทีเมื่อเขาเห็นใบหน้าแหลกเหลวจากท้องฟ้า ตัดไม้ยกประตูและดึงเมฆกับหอกเสา ร่างกายของเขาได้รับการหั่นเป็นริบบิ้นและหัวของเขาถูกตัดออกเกือบทั้งหมด ข่าวฆาตกรรมภูตผีในลำห้วยแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านค่ายไม้

สัปดาห์หลังจากการตายของเมฆของอีธานถูกปลุกให้ตื่นด้วยแสงสีฟ้าที่แปลกบนเตียงของเขา เขาเปิดตาของเขาและพบว่าตัวเองจ้องมองเข้าไปในใบหน้าของวิลเลียมมีเมฆ จิตวิญญาณเตือนอีธานที่ภูตผีได้ทำเครื่องหมายอีธานสำหรับเหยื่อต่อไปของมัน เช้าตรู่อีธานเก็บข้าวของเขาและออกจากค่าย ในทางของเขาออกมาเขาบอกเรื่องราวของเขาไปไม่กี่ของ Lumbermen และในไม่ช้าคำเตือนของเมฆแผ่กระจายไปทั่วค่าย โดยพระอาทิตย์ตกดินก็ถูกทิ้งร้างอย่างสิ้นเชิง

รางล็อกทรุดโทรมลงอย่างช้า ๆ และร่วงไปไม่เคยที่จะถูกแทนที่ ภูตผียังสิงสถิตอยู่ในกระแสการเฝ้าดูการเหยื่ออีกคนหนึ่ง แต่ก็รอเก้อสำหรับผีของเมฆจะปรากฏขึ้นเพื่อทุกคนโง่พอที่จะเดินใกล้กับลำธารเตือนพวกเขาออกไปด้วยเสียงกรีดร้องคร่ำครวญสาหัสและเจาะ

นักรบแห่งความตาย

ผีดุซักผ้า, ใหม่ย้ายไปชาร์ลสตันตามสงครามกลางเมือง, พบว่าตัวเองตื่นขึ้นมาที่จังหวะของสิบสองในแต่ละคืนโดยก้องของล้อหนักผ่านในถนน แต่เธออาศัยอยู่บนถนนท้ายตายและมีคำอธิบายสำหรับเสียงไม่มี สามีของเธอจะไม่ยอมให้เธอมองออกไปนอกหน้าต่างเมื่อเธอได้ยินเสียงบอกให้เธอออกดีพอเพียงอย่างเดียว ในที่สุดเธอก็ถามผู้หญิงคนหนึ่งที่ล้างในอ่างอาบน้ำที่อยู่ถัดจากเธอ ผู้หญิงกล่าวว่า.. “สิ่งที่คุณได้ยินคือกองทัพแห่งความตายพวกเขาจะทหารที่เสียชีวิตในโรงพยาบาลโดยไม่ทราบว่าสงครามจบแต่ละคืนพวกเขาลุกขึ้นมาจากหลุมฝังศพของพวกเขาและไปเพื่อเสริมสร้างลีในเวอร์จิเนียเพื่อเสริมสร้าง กองกำลังอ่อนแอใต้. ”

ในคืนถัดไปซักผ้าหลุดออกจากเตียงไปดูกองทัพของผ่านความตาย เธอลุกขึ้นยืนสะกดผูกพันตามหน้าต่างเป็นสีเทาหมอกกลิ้งผ่าน ภายในหมอกเธอมองเห็นรูปร่างของม้าและสามารถได้ยินเสียงห้าวของมนุษย์และ rumble ของศีลถูกลากผ่านถนนตามด้วยเสียงของเท้าเดิน พลทหารขี่ม้า, รถพยาบาลรถบรรทุกและศีลที่ผ่านมาก่อนดวงตาของเธอ, shrouded ทั้งหมดในสีเทา หลังจากสิ่งที่ดูเหมือนชั่วโมง, เธอได้ยินเสียงแตรระเบิดไกลแล้วเงียบ

เมื่อซักผ้าออกมาจากความงุนงงของเธอเธอพบว่าหนึ่งในอ้อมแขนของเธอเป็นอัมพาต เธอไม่เคยทำวันเต็มซักตั้งแต่

black crystal

Shadows lurked at the edge of the circus camp spread around the black mountain of the Big Top pitched beside Shady Creek in a field outside of Sarasota, Florida. The evening cooking and warming fires of the circus people mingled bacon smells with wood smoke and waves of warm air. The railroad tracks marched across a distant meadow with the circus train stretching out on them like a pencil line. One of the shadows materialized into a gypsy wagon with rickety wheels, chipped red and blue paint, faded orange letters, and a scattering of white stars circling a black crystal ball decorating its weather worn sides. Madam Cecelia sat in the oval doorway of the wagon holding the original black crystal ball in her hands. She turned the evening cool, smooth crystal ball over and over and she held it up to the light from the small fire burning in front of her wagon and admired the patterns of the flames as they danced across the crystal ball’s surface.

Then the texture and temperature of the ball changed. It began to warm up gradually like a frozen hand thawing out in a mitten. Soon the crystal ball became too warm for Madam Cecelia to hold and she dropped it on the seat beside her.

“Ouch, that was hot!” Madam Cecelia exclaimed. She leaned over so far that her yellow turban slipped over her eyes and the sleeve of her green and purple striped robe completely covered the crystal ball. She pushed her turban back on her head, pulled her sleeve off the crystal ball and stared into it. Then she asked the cool March air, “Why are you here, Bettina?”

Madam Cecelia stared into the crystal ball and she saw Bettina doing a back flip at the dinner table back at her home.

“I’m going to find Uncle Andy and join the circus!” Bettina proclaimed to those at the table.

Bettina knew exactly where to find Uncle Andy. She read in the Sarasota Spectator that circus owner Robert Ringling had done something different this war year of March 1944. Instead of following the usual custom of dress rehearsing his show in New York, Robert Ringling decided to try out his company right here in Sarasota, Florida. He called his production staff, performers, and musicians to the circus winter quarters and rehearsed and practiced them for weeks. Bettina had read about it in the Sarasota Spectator every day for the past three months. Today, March 26, 1944, the Sarasota Spectator reported that the Ringling Brothers Barnum and Bailey Circus had performed without a hitch and all of the proceeds were going to charity. This would be the last night in town for the circus. It was heading north to New York and then on to Hartford, Connecticut in July. Bettina had recently learned that her Uncle Andy had been an acrobat with the circus for six years.

Bettina couldn’t believe when she came up out of her flip and saw Uncle Andy sitting in the seat of honor next to Papa. Uncle Andy smiled at her. “So I finally get to meet my niece, Bettina. Wonderful flip, just wonderful. You can show me the rest of your act after dinner.”

Bettina’s eyes lit up like she had swallowed a firecracker. She choked on the tea that she had begun to sedately sip to please Papa.

“Papa, can Uncle Andy and I practice acrobatics after dinner?”

Papa set his tea cup into its saucer so hard that tea sloshed over the edges unto Mama’s white lace tablecloth.

Papa seemed to stare straight through Uncle Andy, which Bettina found odd. After all, Uncle Andy was at least twice Papa’s size with red hair that clashed with Papa’s brown hair, and bushy red eyebrows resembling a burning bush. Papa’s glare rested on Mama. “Helen, I forbid you to encourage that child in her absurd fantasies! Circus acrobat, indeed!”

“Dreams aren’t absurd, dear. It takes faith and imagination to dream,” Mama said.

Glaring at Bettina, Papa said, “I forbid you to wear anything but white dresses and pink hair ribbons, and I order you to keep both of your feet on the ground at all times!”

Mama hurried to the kitchen to get a tea towel as Bettina stared at her Papa, shocked at his sudden anger. She dabbed her lace tablecloth with it. “I’m sorry, Helen,” Papa said, grabbing the other end of the towel and dabbing at the tea stain that invaded the tablecloth like a fire licking the edges of a piece of paper. He dabbed at the stain with his end of the towel. “I’ll get you another lace tablecloth, Helen.” He continued to ignore Uncle Andy.

Mama patted his hand and gently worked the dish towel out of it. “Kenneth, why don’t you go into the study and relax while Bettina and I do the dishes?”

Bettina watched Papa walk to the study, Uncle Andy trailing behind, still unnoticed. Papa looked and acted like he was walking into freezing water.

In the kitchen, Mama handed Bettina the dish towel with one hand and a pair of patched brown knickers with the other. They once belonged to her older brother Frank, who had left for Army service months ago.

“You patched Frank’s knickers, Mama. Oh, thank you!”

“Now, if I can just calm your father down enough for you to practice,” Mama muttered as she and Bettina did the dinner dishes. By the time they were finished, Mama had an idea to calm Papa. She told Papa she had a “rose problem” and since Papa liked roses so much, he went to the rose garden with her right away.

Wondering why Mama and Papa were ignoring Uncle Andy, Bettina put on Frank’s patched knickers and one of Papa’s shirts and rushed back into Papa’s study. Uncle Andy showed Bettina the fine points of somersaulting, back flips, and hand stands. It seemed to Bettina that all Uncle Andy had to do was show her the acrobat moves and she was doing them. She flew through the air, she turned and twisted. Bettina was flying!

Bettina was so happy with her acrobatics and Uncle Andy was so happy with his teaching her that neither of them noticed Papa until he stomped through the door and grabbed Bettina in mid somersault. He sat Bettina down on the floor so hard that her teeth chattered. “Go upstairs and take off those knickers at once!” Papa shouted.

“But me and Uncle Andy…” Bettina protested.

“Don’t you mention his name in this house again!” Papa roared.

Uncle Andy turned and rushed out out the front door, slamming it behind him. Bettina then went into the hall closet and got out one of Frank’s old baseball caps that Mama had put there. Bettina put on the baseball cap, marched upstairs then carefully climbed down the rose trellis that Mama had put up outside her window. Using her newly practiced crab crawl, she climbed down two stories, careful to use the toeholds in the trellis. Then she hurried toward the circus grounds on Sherwood Avenue, looking for Uncle Andy.

 

Madam Cecelia stared into the crystal ball and she saw Bettina running toward the Big Top.

“Bettina, why are you here?” As Bettina ran closer, the crystal ball again changed temperature from warm to so hot that Madam Cecelia dropped it and waved her hands in the air to cool them off.

“How did you know my name?” Bettina asked the strange looking woman in the green and purple striped robe and yellow turban who looked more like a clown than a spooky gypsy fortune teller. “How did you recognize me when I’m wearing my knickers and my baseball cap?”

“I know all. I see around knickers. I see under baseball caps. I see into the future,” Madam Cecelia intoned.

“Your turban is on crooked,” Bettina told Madam Cecelia.

“My crystal ball is straight looking and talking,” Madam Cecelia said. “And it’s telling you to go home. Girls don’t run away to join the circus.”

“Most girls don’t join the circus but I’m not most girls. I wear knickers and turn somersaults and I’m going to find my Uncle Andy and I’m going to join the circus with him,” Bettina said.

“Come inside, then,” said Madam Cecelia, beckoning to Bettina. Your Uncle Andy is busy carrying water for the elephants, but we can wait for him here and maybe fix him some supper.” She patted the wagon seat beside her.

At first Bettina hesitated, but when Madam Cecelia looked at her like she was a timid girl, Bettina climbed up beside her on the wagon seat. Madam Cecelia handed her the crystal ball. “Hold this while I go inside and get some sausage to fry for supper,” she said to Bettina.

Madam Cecelia disappeared inside the wagon for what seemed like hours to Bettina. Darkness had tucked itself more firmly around the wagon during the time Madam Cecelia was inside, and the fire in front of the wagon nearly went out. When Madam Cecelia saw the embers, she said sharply to Bettina, “Quickly, quickly, go to the woods across the field there and collect more firewood.”

Bettina stumbled across the dark field, her feet tripping over roots and the uneven ground. Once she stumbled into a rabbit hole and had to struggle to get out. Her ankle ached, but she kept running. Finally, she reached the edge of the woods. The wall of trees, as solid as the black bulk of the Big Top, seemed to rush to meet her, their branches reaching out to grab her and pull her into their thick scratchy arms.

Although she was wearing her knickers, Bettina shivered like she had seen her girlfriends Sally and Janet shiver when they were afraid. She also had seen her cousin Frank whistle when he was afraid, so she shivered and whistled both, as she took three steps into the woods. She could see twigs and small branches on the ground and she quickly gathered up an armful and turned to run away.

Then she saw it – a bright red glowing light coming toward her and growing larger and larger as it drew nearer. Bettina stopped whistling. The glowing red light was a red dragon with fire shooting from its nose and claws, flying faster than she could run.

Grasping her firewood closely to her chest, Bettina ran for the edge of the woods, with the fire breathing dragon chasing her. Bettina thought that the dragon wouldn’t follow her out of the woods, but she could feel the dragon’s breath on her neck as she raced across the meadow. The fiery breath of the dragon singed her hair and she did several somersaults to get further ahead. Bettina was so out of breath she couldn’t even shout for help as she ran past the cooking fires of the circus people camped for the night.

Still clutching the firewood, Bettina did one giant somersault and landed in front of Madam Cecelia’s campfire. She stood up from her somersault, dropped the wood in front of the fire, and panting and wheezing, she pointed to where she had last seen the fire breathing dragon.

“There!” she gasped. “There!”

“There’s no one there,” Madam Cecelia said. “Thank you for getting the wood. And Andy is here!” She pointed to her crystal ball.

Bettina stared into the crystal ball, but she didn’t see anything but her own reflection.

“I want to see Uncle Andy! Uncle Andy’s an acrobat! He flies through the air on three trapezes and does somersaults in the air between them. He’s the best acrobat in the world, and I want to be just like him.”

For a minute Bettina had forgotten about the fire eating dragon, but the blazing of Madam Cecelia’s fire as she threw on the firewood reminded her and she looked over both of her shoulders. She didn’t see the dragon, but before she could say anything about it, a man with shoulders like barrels came up to the fire. Staring at Bettina, he said, “The elephants need feeding, watering, and bedding down NOW!”

The man with the shoulders like barrels pulled Bettina along by the arm and then into a nearby barn where two elephants stood flinging hay into the air. He handed her two buckets. “Fill these with water from the creek near the Big Top while I feed them some carrots and toss some hay for their beds,” he said.

Bettina carried the water buckets past the campfires of the circus people and soon she saw Shady Creek, so small that she was tempted to somersault across it, running past the Big Top. Instead, she knelt on its banks, and filled the water buckets. As she stood up and picked up the water buckets, Bettina’s eyes rested on peak of the Big Top. She then saw a thin line of fire spread across the canvas like water soaking into a sponge.

Bettina hauled her buckets of water to the doorway of the Big Top and stood on tiptoe, trying to throw water on the fire.

“What do you think you’re doing?” The man with shoulders like barrels stood beside her and grabbed a bucket from her hand.

“I’m trying to put out the fire. Don’t you see it?” Bettina waved frantically at the top of the Big Top, but there was no fire, just a smooth expanse of canvas.

“You need to get that water back to the elephants and stop playing tricks,” the man said. “Now git along with you!”

Bettina refilled the water buckets and hurried back to the barn. She heard the elephants trumpeting as she got nearer to the barn, and she put the buckets of water in front of the elephants and watched them take long slow drinks. Suddenly, one of the elephants took a long drink of water in its trunk and squirted it at the other elephant. Bettina laughed as the other elephant retaliated and both of them squirted water at each other. She kept laughing as she traveled back and forth to the creek for five more buckets of water so the elephants would have enough water to drink and squirt.

After she had finished watering the elephants, Bettina went back to Madam Cecelia’s gypsy wagon. She had to find Uncle Andy and if the crystal ball could tell her where to find him, she would pester it until it told her.

The wagon door was closed, but Bettina talked to it anyway. “Madam Cecelia, I’ve seen the strangest things around here tonight. First, a fire eating dragon chased me across the meadow, but I hung on to the firewood. Then I saw a flame run across the top of the Big Top, and when I told the man with barrel shoulders, he said he didn’t see it and he told me to keep hauling water for the elephants. What’s going on?”

Madam Cecelia didn’t open the door. Bettina stared into the shadows. Suddenly, she felt afraid. What if the fire eating dragon came charging at her from the other side of the fire?

Bettina folded her hands and cracked her knuckles. She could somersault away from the dragon again if she had to do it! She tried not to be afraid. After all, Papa had told her many times, his voice dripping with scorn, that girls and women were timid creatures.

Bettina jumped up and did a back flip. She knocked on the closed door of Madam Cecelia’s gypsy wagon. She shouted, “Madam Cecelia, are you coming out?”

Madam Cecelia stepped out of the wagon and sat on the front seat. She stared sternly at Bettina.

“The circus train is pulling out early in the morning,” Madam Cecelia said. “You will not be on it.”

Bettina stared back just as sternly. “I will be on the train with Uncle Andy.”

Madam Cecelia beckoned to her. “Come and sit and look into the crystal ball. Listen to the crystal ball.”

“I’ll sit and wait for Uncle Andy,” Bettina said, climbing up on the seat. She sat and waited and waited, but Uncle Andy didn’t appear. Finally, Bettina said, “I’m going to look for him.” By this time the campfire had died down into glowing embers and darkness had settled its heavy black folds around them. “Do you have a lantern?” Bettina asked Madam Cecelia.

“The crystal ball glows in the dark,” Madam Cecilia, said, handing the ball to Bettina. Bettina took the crystal ball in her hands and light shone through it and colored her skin like the moon shining behind the clouds. The crystal ball lit the faces of all of the circus people she walked by, but not Uncle Andy’s.

By the time she returned from her searching for him, the sun had begun to send fingers of light across the sky. All of the circus people had doused their campfires, packed up their gear, and boarded the circus train. The trainers had loaded all of the animals, including the two elephants. Bettina felt more afraid than she ever had when the fire breathing dragon had chased her. She felt so sad that she didn’t even want to turn somersaults nor do back flips. She just wanted to find Uncle Andy.

Suddenly, the crystal ball stopped glowing. It went completely black and felt as cold as Bettina’s hopes. Slowly, she walked back to Madam Cecelia’s wagon, but Madam Cecelia, too, had gone along with her horse and wagon. The only sign that remained that she had been there was trampled grass and the black circle where the camp fire had burned.

Bettina heard the train whistle in the distance. “What do you want me to do with your crystal ball?” she shouted. The mournful whistle of the train answered her question.

Bettina took the crystal ball home with her and hid it in her closet underneath a pile of pink dresses. She felt its magic smoothness as she listened to Papa’s scolding. After he had calmed down, they sat by the fire in the evenings, and Papa shared stories about when he and Uncle Andy were boys. Andy was always an acrobat and Papa, the serious and responsible person.

“You’re a lot like him and you’re a girl. That’s why I’m so hard on you,” Papa said. He started to say something else, but his voice choked up and he jumped up and hurried to his study. Bettina knew that he was standing by the window blowing his nose. She could hear him.

The next morning was Saturday, so Bettina didn’t have to hurry off to school. She went into Papa’s study. She knew he would be sitting in his arm chair reading the Sarasota Sentinel. Papa was indeed sitting in his arm chair, the Sarasota Sentinel folded across his knees. He held his blue and white polka dotted handkerchief to his nose and blew loudly, his eyes moist.

Bettina ran over and threw her arms around Papa’s knees, and the paper fell to the floor.

“Papa, why are you crying?” she said, picking up the newspaper and handing it to him.

Papa handed her the newspaper and pointed to a paragraph on the front page that he had circled with a black crayon.

Bettina read the paragraph, and her eyes widened in shock. For the paper said that the Ringling Brothers Barnum and Bailey Circus was honoring Andrew Yonkers, formerly an acrobat with the circus, who had died when his tent caught on fire two years before. He had bravely saved several audience members before meeting his certain death in the flames.

Bettina stared at Papa. “But Papa…”

“I didn’t like it because I thought he got more attention from my Mama and Papa than I did. I didn’t like it because you wanted to be like him. I wanted you to want to be like me.”

“But Papa, I saw him.”

Papa was sobbing so hard that he couldn’t answer her. Bettina sat in Papa’s lap and hugged him until he stopped crying. From that day on, Papa had Bettina practice her acrobatics in his study.

For days at a time, Bettina forgot about the crystal ball hidden in her closet. Then, on the night of Thursday July 6, 1944, after she had spent the day practicing somersaults like Uncle Andy did and after she had bathed and changed into her night gown, Bettina saw a glow through her closed closet door. She got out the crystal ball and rubbed it. The ball began to vibrate with a faint tinge of light, like the sunrise over the ocean and then it glowed a deep, fiery red like the fire breathing dragon. Bettina saw the Big Top and this time instead of a narrow ribbon, the Big Top blazed with banners of flame that waved in the wind and spread across the canvas. Bettina saw an acrobat turning flips and cutting doorways in the Big Top canvas so that frightened children and their parents could escape from the burning tent.

The next day, Bettina went to the meadow at the edge of the woods where the circus had spent the winter. Madam Cecelia’s wagon stood parked in its old place and Madam Cecelia, wearing a green and red polka dot turban, sat on the seat, smiling at Bettina.

“I brought back your crystal ball,” Bettina said. “It helped me find Uncle Andy.”

Madam Cecelia hugged her. “It will be here when you need it again,” she said.

Bettina turned somersaults all of the way home.

เรือสำเภาผี

ชายชราอายุห้าสิบเศษ ร่างเล็กกำยำ ผิวคล้ำ ผมขาว นัยน์ตาดุ ชอบร่ำสุรา…เล่ากันว่าน้ำตาลเมากับปลาสลิดย่างเป็นของโปรดที่สุด ลูกเต้าเติบโตก็ไปอยู่กรุงเทพฯ กันหมด ตาแร่มอยู่กับยายเหลือสองคน ช่วยกันทำมาหากินทางตัดไม้โกงกางมาเผาถ่านขายตั้งแต่สมัยหนุ่มสาวมาแล้ว

สองผัวเมียมีเรือขุดแบบโบราณทำจากไม้ตะเคียน สำหรับใช้ขนไม้โกงกางที่ตัดมาเต็มลำ เที่ยวละหลายร้อยท่อน…ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อถือกันว่าไม้ตะเคียนมีผีสิงนะคะ แต่พวกเราก็ใช้เรือขุดจากไม้ตะเคียนมาหลายชั่วคนแล้วละค่ะ

วันหนึ่ง ตาแร่มเสร็จงานก็เมาน้ำตาลอยู่หลังบ้าน ยายเหลือมาตักน้ำหรือจะมาอาบน้ำก็ไม่ทราบแน่ชัด ตาแร่มเรียกหาปลาสลิดย่างของโปรดก็ไม่มีเสียงขานรับ ครั้นลุกออกมาดูก็เห็นเมียแกคว่ำหน้าตายปริ่มๆ น้ำ

มีเสียงพูดกันว่ายายเหลือเป็นลมบ้าง โดนผีน้ำมาเอาตัวไปบ้าง…บางคนเชื่อว่าเป็นอาถรรพณ์เรือตะเคียนก็มี!

งานศพผ่านไปแล้ว พวกลูกเต้ามาเผาแม่เรียบร้อยก็พากันกลับกรุงเทพฯ ไปหมดทุกคน ตาแร่มออกไปตัดไม้โกงกางมาเลี้ยงชีพตามเดิม ชาวบ้านเคยเห็นสองตายายบรรทุกไม้โกงกางกลับบ้าน ใช้กระดานพาดเรือกับชายฝั่ง แล้วช่วยกันขนไม้ลำเลียงขึ้นมาซ้อนไว้เป็นกองใหญ่หน้าบ้าน…บัดนี้ตาแร่ มต้องทำเองคนเดียวทั้งหมด แม้จะเห็นใจก็ไม่รู้จะช่วยเหลือยังไง

ตาแร่มหน้าตาหมองคล้ำลงทุกที ท่าทางเหนื่อยหน่ายคล้ายหมดอาลัยตายอยากในชีวิต ตอนเย็นๆ ก็ไปนั่งซดน้ำตาลเงียบๆ ริมคลองคนเดียว สูบยาแดงวาบๆ จนเด็กๆ เห็นตอนโพล้เพล้ถึงกับวิ่งอ้าวเพราะนึกว่าโดนผีหลอก

ตอนเด็กๆ นั้น ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็ซุกซนพอกัน เช่นชอบว่ายน้ำไปเกาะเรือโยงสินค้า จนถึงเล่นไต่เชือกที่ผูกโยงระหว่างเรือลำต่างๆ บางทีก็พกหนังสติ๊กเข้าสวน คอยยิงกระรอกตามสวนมะพร้าว เข้าสวนนั้นออกสวนนี้ได้ตามใจชอบ ไม่มีใครห้ามหวงเลย

สาเหตุก็คือ กระรอกมันชอบแทะกินลูกมะพร้าวอ่อนๆ ให้เสียหาย ใครยิงกระรอกได้ 1 ตัว ก็จะได้รับมะพร้าวเป็นรางวัลถึง 10 ลูกเชียวค่ะ

นึกถึงบรรยากาศของเรือกสวนที่ร่มรื่น ปกคลุมด้วยเงาไม้เงียบสงบในครั้งนั้นก็อดใจหายไม่ได้ นึกถึงแม่น้ำลำคลองใสสะอาด กุ้งปลาชุกชุม ตามท่าเทียบเรือน่ะเขาจับกุ้งตัวใหญ่ๆ ด้วยมือเปล่าได้อย่างสบายมาก

พูดถึงลำคลองก็ทำให้นึกถึงตาแร่มขึ้นมา!

เคยเผาถ่านเองก็ขายถูกๆ ให้เขาเอาไปเผา ไปส่งโรงงานน้ำตาล…แกเองก็ไม่ค่อยจะออกไปตัดไม้โกงกางมาขายเหมือนเมื่อ ก่อน หน้าตาท่าทางซังกะตายเหมือนอยู่ไปวันๆ เท่านั้นเอง

หลายคนเคยเห็นแกนั่งซดน้ำตาลอยู่เงียบเชียบ จู่ๆ ก็กวักมือไปที่เรือขุดไม้ตะเคียน ร้องเรียกเสียงดังจนได้ยินว่า

“ขึ้นมาหาข้าซี ยายเหลือเอ๊ย! แกจะนั่งกอดเข่าเจ่าจุกอยู่ทำไม?”

มองไปที่เรือก็เห็นโคลงเคลงนิดๆ ตามระลอกคลื่น แต่ไม่เห็นมีใครซักคนเดียวเล่นเอารีบเดินหนีแข้งขาสั่น หัวใจเต้นระทึกครึกโครมไปตามๆ กัน

ต่อมาไม่นาน ก็มีคนพบศพตาแร่มนอนหงายเหยียดยาวอยู่ในเรือขุดของแก มุมปากเหี่ยวย่นมีรอยยิ้มนิดๆ นัยน์ตาลืมค้างเบิกโพลง มีแววสดใสคล้ายได้เห็นหน้าใครที่แกรอคอยมานานแสนนาน

บ้านเล็กๆ หลังคาสังกะสีเก่าคร่ำ ก็กลายเป็นบ้านร้าง ในที่สุดก็ทรุดโทรมลงไปกองกับพื้น…

เรือขุดไม้ตะเคียนลำนั้นไม่มีใครแยแส กลายเป็นเรือรั่วแตกร้าว…จมหายไปใต้น้ำ เหลือแต่เรื่องเล่าน่าขนหัวลุกมาถึงทุกวันนี้เท่านั้นเองค่ะ!

Ghost ship

The old age of fifty pieces of white hair, dark eyes, muscular figure looks like … I’m drinking toddy with fish that is a favorite of the grill. Receptions growth to Bangkok together with her left eye, the two minerals. Well livelihood of mangrove trees to sell charcoal from young to old.

Both spouses have an antique wooden boat excavated Showcase. For full body hair cut mangrove trees. To the hundreds of people, most reliable piece of … Wooden Showcase that has haunted me. But we are using the excavators Showcase of wood for many generations ago anyway.

One look at the Ore Mountains, it is the sugar house. Grandma came to draw water, or the water is not known. Mineral eye on the fish for the grill, please do not respond. When I got out I saw his face I Grok water.

There was talk that the move is a breeze to do. I get to bring out some … Some people believe that the paranormal is the Showcase!

Funeral passed. The receptions will it take to burn her to Bangkok to look up all the ore out to the living as the old mangrove trees. Villagers saw two trucks mangrove grandparents home. Applied across the board to the coast. Then help transport a timber carrying a large stack front row … now mine eye. The need to do it all alone. Although sympathetic to the idea that it will help.

M ore Vista looks dull to me. Manner similar despair in his weary evening was to sit quietly sip sugar. DoD canal alone flash red until the dusk to see the kids running because I thought that haunted me.

When children misbehave, whether women or men as well. I swim to the island as cargo tug. To climb with a rope tied between various vessel. I also carry a catapult into the garden. I shot a squirrel by coconut plantations. This is to do this as you like. Do not worry about it.

Why is it like gnawing squirrels eat coconut mild damage to one who shot the squirrels will get me my Palm was awarded to 10 children.

Recalled the atmosphere of cultivated trees. Covered with shade trees in quiet times, it is not totally lost. Think crystal clear rivers. Shrimp, fish. He caught me by the docks, large shrimp. Hand very easily.

I think the canal is made up of minerals eye out!

I’ve been burning coal, it will not sell. He was taken to the burn. Sugar … I had to send it off to be sold as mangrove cutting on the Humber appearance like the other day only.

I’ve seen many people sitting quietly sip sugar is suddenly beckon to dredge wooden Showcase. Calling loudly to hear that.

“I came to DC. Dear grandmother left! I love to sit in my knee Eheahuk “.

Looking at the board, it’s a little wobbly. By waves. I have not seen someone with the same hurried away football shorts. Thrill to the same cardiac disturbances.

Some time later he was found dead lie stretched eye on ores mined in the glass vessel. Wrinkled lips with a little smile. Open your eyes widely. Promising a bright one that I have seen have been waiting for so long.

Little House on the old tin roof foxy Became abandoned. Eventually decay down to the ground …

Wooden Showcase dredge vessels are not apathetic. Leak into the cracks … and sank under the water. But the story haunted me to this day only!

โทรศัพท์ผีสิง

ตอนเลิกงานเรามักจะไปหาอะไรดื่มกินกันก่อนกลับบ้าน น้องแพรจะชวนเพื่อนๆ ขึ้นรถไปยังจุดหมาย เราไม่ได้ไปเฉพาะคนในบริษัทเดียวกัน แต่มีเพื่อนฝูงที่ไหนใครสะดวกก็แวะมา ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ถึงเวลาจ่ายเงินก็แชร์กัน ไม่มีปัญหาอะไร

ถ้าจะมีก็คือปัญหาที่น้องแพรชอบพูดโทรศัพท์ขณะขับรถนี่แหละค่ะ!

ต้องยอมรับว่าเธอไม่ได้โทร.ไปหาใครก่อน แต่มีเสียงเข้าสายเป็นประจำ มีทั้งถามจุดนัดพบให้แน่นอนบ้าง เพื่อนๆ โทร.มาคุยบ้าง ส่วนมากมักจะเป็นเรื่องไร้สาระและคุยกันครั้งละนานๆ ทำให้ดิฉันที่นั่งคู่กับเธอไม่ค่อยสบาย ใจนัก

พยายามมองโลกในแง่ดีว่า ในกรุงเทพฯ รถราติดขัด โดยเฉพาะย่านนั้น ไม่อาจจะขับปรู๊ดปร๊าดได้หรอก แต่ก็อดเตือนไม่ได้ว่าอย่าพูดโทรศัพท์ในรถ ถ้าจำเป็นก็อย่าคุยนานนัก…อันตราย!

“แหม! พี่แน็ตก็…” น้องแพรยิ้มฟันขาว ตาใสเชียว “คุยแป๊บเดียวเองค่ะ”

เธอชอบเรียกชื่อดิฉันติดปาก แถมยังหันมามองด้วย เล่นเอาใจหายวูบ…ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นก็ไม่ใช่เพราะโทรศัพท์ แต่มาจากดิฉันที่เอ่ยปากทักท้วงเธอน่ะเอง

ดิฉันมีเรื่องน่ากลัวมากๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อน มาเล่าสู่กันฟังค่ะ

“น้องแพร” เป็นเพื่อนร่วมงานที่บริษัทเดียวกัน อยู่ถนนอโศก เธออายุราว 24-25 ปี แสนสวย หุ่นดีและยังโสด ร่าเริงน่ารัก แถมช่างพูดช่างคุยเรื่องสนุกๆ น่าเพลิดเพลิน พ่อแม่เป็นเศรษฐีอยู่ต่างจังหวัด ซื้อรถยนต์ให้ลูกสาวใช้ตั้งแต่เธอได้งานทำ ผิดกับเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ที่ต้องผ่อนรถเอง หรือไม่ก็อาศัยรถเมล์กับแท็กซี่ เช่น ดิฉันเอง เป็นต้น

ขากลับราว 3-4 ทุ่ม เธอก็จะขับรถไปส่งเพื่อนชื่อแตนที่อุรุพงษ์ ส่งดิฉันที่ราชวิถี ตัวเองก็ขับรถข้ามสะพานกรุงธนกลับอพาร์ตเมนต์แถวบางพลัด…เป็นประจำราว สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ตอนนั้นก็ไม่วายมีโทรศัพท์เข้ามาค่ะ

ช่วงที่รถแล่นเร็วได้ดิฉันต้องห้ามปรามตรงๆ ว่าอย่าพูดโทรศัพท์ตอนขับรถ อันตรายมาก! น้องแพรก็จะหันมายิ้มหวานเช่นเคย…แหม! พี่แน็ตก็…พูดคุยกับเพื่อนทั้งชายและหญิงว่า…ตอนนี้ขับรถพี่แน็ตห้าม เม้าธ์ เอาไว้ถึงห้องแล้วค่อยคุยกันต่อ! แต่บางครั้งเธอจะหัวเราะเฉยเสียดื้อๆ ดิฉันต้องยื่นคำขาดเสียงแข็งว่าให้หยุดรถเดี๋ยวนี้ พี่จะลงต่อแท็กซี่ไปเอง!

นั่นแหละค่ะน้องแพรจึงยอมบ๊ายบายกับเพื่อน

ครั้งหนึ่ง ดิฉันบอกให้จอดแต่น้องแพรไม่สนใจ พอถึงไฟแดงดิฉันก็ปลดซีตเบลต์ปิดประตูลงไปเอง…น้องแพรออกรถได้ก็รีบขับมา จอดรับ ยกมือไหว้ขอโทษจนดิฉันใจอ่อน กลับไปขึ้นรถใหม่

ไม่ถึงอึดใจก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ดิฉันหยิบมือถือขึ้นรับ แต่ไม่ได้ยินเสียงใครพูดอะไรเลย…ขนลุกซ่าไปทั้งตัวที่พบกับความเงียบน่า สยดสยองสุดขีด ม่านตาลายพร่า หูแว่วไปเองว่าได้ยินเสียงเคล้าสะอื้นดังขึ้น…พี่แน็ตขา ลาก่อนนะคะ!

ดิฉันกลืนน้ำลายก่อนพึมพำเสียงสั่นเครือ…ลาก่อนจ้ะ น้องแพร…

คืนหนึ่ง น้องแพรก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตคาที่ เพราะการพูดโทรศัพท์ขณะขับรถ ขณะที่ออกมาจากงานวันเกิดเพื่อนรุ่นมัธยม ที่ภัตตาคารแถวบางอ้อใกล้จะถึงที่พักอยู่แล้ว…โทรศัพท์ที่เปิดสัญญาณอยู่ คือหลักฐานค่ะ

น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นก็คือ คนที่โทร.คุยกับน้องแพรคือแตนนั่นเอง!

ในคืนสวดศพแตนยังร้องไห้ไม่หยุด รำพันว่าเป็นเพราะเธอเองแท้ๆ ที่คิดถึงเพื่อน ที่โทร.ไปหาก็คิดว่าน้องแพรกลับถึงห้องพักแล้ว…เธอเป็นต้นเหตุที่ทำให้ เพื่อนตาย! แต่ไม่มีใครโทษแตนหรอกค่ะ นอกจากสยองแทนที่กำลังคุยกับ เพื่อนดีๆ ก็มีเสียง…โครม! ดังก้องอยู่ในหูไม่รู้จักจบสิ้น

วันเผาน้องแพรซีคะ เกิดเรื่องสยองขวัญเมื่อดิฉันกลับบ้าน รู้สึกใจหายและวังเวงใจอย่างบอกไม่ถูก…ต่อไปนี้ไม่มีน้องแพรแล้ว! พอดีมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

กดรับก็ได้ยินเสียงแตนละล่ำละลักมาว่า น้องแพรโทร.มาหา บอกว่าเราคุยกันต่อนะจ๊ะ! แตนพูดแล้วก็ร้องไห้โฮ ย้ำแต่ว่าประสาทจะกินแล้วค่ะ ดิฉันต้องปลอบใจว่าอย่าคิดมาก ทางที่ดีควรปิดมือถือไปเลยจะได้หมดปัญหา

Telephone Ghost

At work, we often go for a drink before returning home to eat. Invite a friend to pass me. Driven to their destinations. We not only have to be in the same company. I have friends who are also very convenient. Both women and men. It’s time to pay the same share. No problem.

If there is a problem with my phone while driving, I like to spread it!

To admit that she did not call. Went to one before. I had to call on a regular basis. The meeting point for all my friends call it. Was discussing some. Most often it is ridiculous and long talk time. I sat with her makes me a little sick.

To look optimistic as cars jam in Bangkok, in particular the region. I do not have to drive Pro๊dpr๊ad. But I warn you not to have a phone in the car. If necessary, they could not talk long … dangerous!

“Oh! Nat I just … “I spread my teeth look bright indeed” talk to my little one. ”

She called me on the lips. She turned with I’m lost … If the accident was not a spur of the phone. But I have to say from my own mouth, she protests.

It is very scary. Occurred three years ago. I repeated it.

“My Winnipeg,” a colleague at the same time she was around 24-25 years Asoke shapely and beautiful singles. Cheerful cute. But it’s so fun to talk about. Diverting Parents in a wealthy country. Buy a car for his daughter from her job. Wrong with it. Mainly to finance your car. Rely on taxis or buses such as my own.

Back about 3-4 o’clock she drove a friend named Stan Urupong. Send me the department. I drove back to the apartment across the track … Krung Thon Bridge is approximately 2-3 times a week when he does not have phones to attack it.

I have recently had the car straight comeback. Do not phone when driving is very dangerous! I turned to my doubters will be sweet as ever … Oh! Nat … I was talking to a friend of both men’s and women’s Nat … Now I do not gossip ran into the room, then talk to! But sometimes she would laugh and ignore the girls. I have vehement as an ultimatum to stop now. I will continue to own a taxi!

Moreover, I know that my RA with friends.

At one time I was told to park, but I do not spread. I was light enough to cast CS off the Greenbelt to spread it … I quickly ran to the car park to get my hands I’m weak. Back to the car.

Not a moment there was a loud phones. I picked up the phone. I did not hear anyone say anything to me … and the eerie silence at the other. Extreme horror. Local retinal blur. Ears that hear to hear the whine of the mix up … I nat my leg bye!

I swallowed before buzzing sound Tremble … before me, La Prairie …

One night, I pass the accident died on the spot. Since phoning while driving. While the birthday of the high school friends. Bang a restaurant close to the bed and … calling the signals. Is not evidence.

Moreover, it is sad. The call. Talked to me enough Pratt is Stan!

I can not stand the night in prayer and burial. She lamented that it was authentic. To my friends. The call. Decided to pass it back to her room … cause your death! But I do not blame Stan. Also, instead of talking to a good friend, it’s terrifying sound … bang! Ringing in the ears, prolonged.

The fire spread my younger days. The horror stories when I return home. I felt frightened and lonely and I do not … No I to pass up! I had the phone rang.

Press to hear that Stan excitedly. I call spread. Come. Suggested that we talk with me! Stan said it was tears. Repeated but nervous to eat it. I do not think that is a consolation. Best way to get off the phone to my problem.

นาทีท้าตาย

เพื่อนคนอื่นๆ ล้วนแต่ไปกับครอบครัวทั้งนั้น บางคนรู้ข่าวยังแซวว่า…ดีแล้วละ สาวโสดไม่มีห่วงนี่นา จะไปเที่ยวไหนก็ไปด้วยกันตามสบาย!

เป็นอันว่าเราซื้อทัวร์ไปกับบริษัทดัง 2 คน รวมกับคนอื่นๆ อีก 30 คนเต็มรถที่ออกจากกรุงเทพฯ ตอนเจ็ดโมงเช้าพอดี

ขาไปราบรื่นชื่นบานดีหรอกค่ะ จะมีเศร้าใจก็เนื่องจากข่าวไฟไหม้ซานติก้าผับ เผาผลาญผู้คนไปเกือบ 70 ชีวิต กับบาดเจ็บจากพิษไฟอีกมากมาย เพราะการเที่ยวเตร่ฉลองปีใหม่กันตามประสาหนุ่มสาวไฟแรง…ตอนนั้นเรายังนึกว่าตัวเองโชคดีที่ไม่กลายเป็นเหยื่อพระเพลิงไป ถ้าไม่คิดไปเที่ยวเหนือเราอาจจะไปฉลองปีใหม่กันแถวนั้นก็ได้ค่ะ

การเที่ยวเตร่ของคณะทัวร์เป็นไปอย่างราบรื่น สนุกสนานและตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจกับภูมิประเทศสวยๆ งามๆ ของภาคเหนือ…จนกระทั่งถึงวันกลับ

เรื่องน่าสยองอุบัติขึ้น หลังจากพวกเรารับประทานอาหารกลางวันกันที่อุตรดิตถ์แล้วรถทัวร์สองชั้นก็มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ คนสูงอายุส่วนใหญ่นั่งงีบจนกว่าจะถึงเวลาแวะเข้าสุขาในปั๊มน้ำมันอีกราวสองชั่วโมง

ดิฉันกับแจงก็รู้สึกหนังตาหนักอึ้งเช่นกัน…ก่อนที่จะสะดุ้งผวาสุดตัวบัดดล!

เสียงระเบิดกึกก้อง รถทัวร์ราวถูกจับเหวี่ยงด้วยมือยักษ์ รู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกกำลังถล่มทลาย แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ร่างกายกระเด็นกระดอนระคนกับเสียงหวีดร้องและร้องไห้โฮจนความรู้สึกดับวูบไป

เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง…คราวนี้หัวใจแทบจะหยุดเต้นไปเลย แม้ว่าจะไม่รู้สึกเจ็บปวดอย่างที่น่าจะเป็นแม้แต่น้อยนิด!

รถทัวร์ของเราพลิกตะแคงเกือบขวางถนน ทำให้รถราด้านหลังติดกันเป็นแถวยาวๆ รถปิกอัพคันที่ชนท้ายเรากลายเป็นซากเหล็กอยู่ข้างทาง มีตำรวจกับหน่วยกู้ภัยขวักไขว่ไปหมด…ที่ร้ายกว่านั้นคือชาวคณะของเรานอนหงายแน่นิ่ง เรียงรายกันเกือบสิบคน ที่เหลือก็บาดแผลเหวอะหวะ เลือดโซมกาย…

มีอยู่ 2-3 คนเท่านั้นที่บาดเจ็บเล็กน้อย มือกุมหัวป้อยๆ บางคนก็กุมพระที่ห้อยคอ ก้มหน้าพนมมือราวกับจะระลึกถึงบารมีท่านที่ช่วยคุ้มครองให้รอดชีวิตมาได้

ภาพที่น่าสยดสยองสุดๆ ก็คือตัวเองนอนหงายเหยียดยาวคู่กับแจง ร่างกายราวกับแหลกยับเยินคล้ายตุ๊กตาผ้าที่ถูกฉีกทำลาย…ดิฉันกำลังจ้องมองมาอย่างตะลึงพรึงเพริดจากเบื้องบนค่ะ!

ลองคิดดูก็แล้วกัน…ถ้าคุณเห็นภาพศพของตัวเองตำตาแล้วจะรู้สึกอย่างไร?

เมื่อสองปีก่อน ดิฉันได้พบกับเหตุการณ์แปลกประหลาด ทั้งน่าสยดสยองกับน่าเลื่อมใสกับบารมีของเกจิอาจารย์ชื่อดังบางท่าน…รวม ทั้งน่าสงสัยไปสารพัดอย่าง ขอให้ท่านผู้อ่านช่วยพิจารณาด้วยนะคะ

สาว แจงเพื่อนร่วมงานรุ่นน้องเป็นคนชวนไปทัวร์ภาคเหนือ ตามแฟชั่นที่ใครๆ ก็แห่ไปหาอากาศหนาว หวังจะได้ดู “เหมยขาบ” หรือ “แม่คะนิ้ง” น้ำค้างแข็งตามยอดดอยต่างๆ เช่น ดอยอินทนนท์ ดอยอ่างขาง ที่ดิฉันไม่เคยไปมาก่อน แม้ว่าอายุใกล้เลขสามแล้วก็ตาม

ฉับพลันนั้น ราวกับมีแรงดึงดูดมหาศาลที่ฉุดดิฉันให้วูบวับไปอีกครั้ง คราวนี้รู้สึกตัวขึ้นมาด้วยความเจ็บปวดสุดชีวิต หลุดปากร้องครวญคราง พยายามยันกายขึ้นนั่งแต่ไม่สำเร็จเพราะขาหัก หันไปมองแจงก็พบว่าเธอนอนแน่นิ่ง ลืมตาโพลงค้างไปแล้ว…
“…เพราะบารมีหลวงพ่อแท้ๆ ที่ช่วยคุ้มครอง ไม่ให้ล้มตายหรือบาดเจ็บสาหัสเหมือนคนอื่นๆ สาธุ…”

ดิฉัน ถูกหามขึ้นรถ น้ำตานองหน้าด้วยความเจ็บปวด…เจ็บช้ำระคนพิศวงงุนงงอย่างบอกไม่ถูก เพราะไม่เชื่อว่าชายผู้นั้นจะรอดเจ็บรอดตาย เพราะพระเครื่องที่เขาห้อยคอ!

ถ้า ท่านเป็นอริยสงฆ์ผู้เปี่ยมบารมีที่แท้จริง คงจะไม่ช่วยเหลือเฉพาะผู้เลื่อมใสศรัทธาเพียงผู้เดียว แต่ท่านย่อมจะแผ่เมตตา ช่วยให้คนอื่นๆ รอดพ้นจากชะตากรรมแน่นอน!

พนักงานกู้ภัยปราดเข้ามาช่วยเหลือ ปลอบโยนและประคับประคองน่าตื้นตัน…ขณะที่คนอื่นๆ ก็ช่วยกันหามผู้บาดเจ็บสาหัสขึ้นรถพยาบาล…ได้ยินเสียงชายหนึ่งรำพันว่า

Time to die

Other friends. I love all the family. Some people might not know that … good one. Virgin no concern here. I had to go with it as well!

Shall we go with a tour company with two other people, including 30 full bus out of Bangkok. At seven o’clock high.

I think it went very smoothly joy. It is sad news for Utica Fire Santa Pub. Nearly 70 people burned to death and injury of many toxic fire. Due to roam New Year by young enthusiastic manner … then we lucky that I do not become a victim to the fire. I do not think we could go over to celebrate the New Year, it was not.

The hang of the tour go smoothly. Fun and excitement. Beauty with spectacular landscapes of the north … until return.

Scary Stories to occur. After we ate lunch at the bus bunk Uttaradit then headed to Bangkok. Most elderly people would nap until it’s time to visit the toilet at a gas station about two hours.

Inform my eyelids felt heavy as well … before you jump frightened with a scathing!

Loud explosions. Car was tossed around by a giant hand. It feels like the whole world was falling apart. Was shattered to pieces. Body bounce bounce off the smack and mingled with the tears that were swept away.

When you feel up to it again … This time I will stop my heart. Although it does not hurt that it was even a little bit!

Our tour bus flip side, almost across the street. The cars behind a long row. Pickup hit cars at the end, we became a carcass on the side of the steel. Police and rescue teams are actively go out … to bad, it is the Board’s lie motionless. Lined almost ten. The rest were beheaded. Blood soak a …

There are only 2-3 people minor injuries. Enter a first hand held head. Some hold to the neck. Phnom hand as if to bear in mind that you are protecting the glory survived.

This gruesome end. It is a sprawling lie with Jang. Body like a rag doll crushed demolished was torn … I was watching the surprise came from above me!

Think of it as you like it … if you see your own body will feel noticeably?

Two years ago. I met a strange event. The gruesome acts of thanks to the admirable and celebrated some of you … well. The suspicious to everything. Asks the reader to consider them.

I explained my colleagues were invited to tour the region. According to one fashion. The marchers hope to have a cold “Mei’s leg” or “I doubt it” frost such as Doi Inthanon, Doi Ang Khang, I had never been to before. Even though the age of three numbers.

Suddenly, as if a huge gravitational pull me to briefly flashing again. This time I came up with the pain for life. Sha groan. I tried unsuccessfully to push a broken leg. She turned to parse was found lying motionless. I opened my eyes and hold it down …

“… Because my true glory. That protection. No casualties or serious injuries as well as other canon … “.

I was carried up tearfully pain … pain is not to be confused between the knockout. I do not believe that man will survive, I survive. The News at his neck!

If you are a Buddhist saint who actually full glory. Only a believer would not help alone. But you would be compassionate. Help others. Escape the fate, of course!

Rescue workers quickly come to the rescue. Comfort and support to overwhelmed … as the others. Together they carried the wounded by ambulance … heard one man lamented that.