Entries from December, 2012

ผีดูดเวลา

ข้าพเจ้าได้มีโอกาสรู้จักและพบท่านครั้งแรก ตอนที่ท่านได้มาประชุมสัมมนาในจังหวัดเชียงใหม่ โดยคุณน้าของข้าพเจ้าสมมุติชื่อ คุณน้าศรี ที่ทำงานอยู่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ข้าพเจ้าได้สัมผัสท่านในฐานะเจ้านายของคุณน้าศรี และได้เตือนให้ระวังสุขภาพ เพราะมี “เงาดำ” ทาบทับร่างของท่านอยู่ อันแสดงว่าจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งท่านรับฟังแต่ไม่พูดอะไร ดูออกว่าท่านไม่เชื่อ ท่านถามว่าระยะเวลาประมาณเท่าไรจึงจะเกิด ข้าพเจ้าตอบไปว่า “ภายใน 6 เดือนนี้ค่อนข้างชัดเจนมาก” รายละเอียดของเรื่องที่ท่านเล่ามีดังนี้คือ วันหนึ่งท่านได้เตรียมตัวจะไปเป็นเจ้าภาพงานสวดศพของคุณแม่ลูกน้อง ท่านอยู่บริเวณแถวอินทรารักษ์ ภายหลังเมื่อเสร็จพิธีแล้วประมาณ 3 ทุ่ม ท่านได้ขับรถและหลงทางวนเวียนอยู่บริเวณนั้น แต่เมื่อท่านถามทางผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งได้บอกทางให้ท่านเลี้ยวไปบริเวณซอยแยกข้างหน้า โดยระหว่างทางท่านเห็นภาพบริเวณที่ผ่านเป็นชุมชนกว้างใหญ่ มืดสลัวไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย ทั้งที่เป็นบริเวณชานเมือง ควรต้องมีคนอยู่บ้าง ท่านขับรถวนเวียนอยู่อย่างนั้นเกือบ 3-4 ชม. จนพบแสงสว่างและบ้านคน จึงรู้สึกโล่งใจเพราะเป็นเวลาดึกมากแล้ว เมื่อดูนาฬิกากลับพบว่าเป็นเวลาเกือบ “ตีหนึ่ง” แล้ว แต่เมื่อพ้นซอยขึ้นมาบนถนนได้เหลือบดูเวลาอีกครั้งหนึ่งกลับเป็นเวลาประมาณ 4 ทุ่ม ท่านอธิบายต่อไปว่าความรู้สึกของท่านขณะนั้นตกใจมาก แต่คิดว่าคงดูเวลาผิด แต่ เวลาที่หายไปในการขับรถหลงทางอยู่ 3-4 ชม. นั้น มันเป็นอะไรและ ภาพบริเวณที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย เป็นที่รกร้าง โล่งกว้าง จนรู้สึก “วังเวง” อย่างบอกไม่ถูก หลังจากนั้นท่านได้มาพบข้าพเจ้าได้แจ้งว่า ที่ข้าพเจ้าเกิด “ภาพนิมิต” นั้น “ตรงมาก” เพราะท่านมีอาการ “อัมพฤกษ์” เกิดขึ้นจริง และเมื่อเกิดอัมพฤกษ์ทำให้ท่านระมัดระวังตัวเองมากขึ้น พร้อมกับเล่าเรื่องแปลกประหลาดเกี่ยวกับ “เวลาที่หายไป” ของท่านให้ข้าพเจ้าฟังว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวท่านเป็น “สัญญาณบอกเหตุ” เกี่ยวกับอะไร ท่านสงสัยว่า ผู้ชายคนที่บอกทางนั้น เป็นคนที่มีตัวตนจริง หรือว่าวิญญาณ ที่มาช่วยบอกทางท่าน และ “เวลาที่หายไป” ในการขับรถวนเวียนใน “บริเวณที่ร้างว่างเปล่า” นั้นมันสื่อถึงอะไร เป็นสัญญาณเตือนอะไร เพราะหลังจากกลับบ้านนอนคืนนั้นตามปกติ เวลาประมาณตี 5 ท่านก็มีอาการไม่สบาย ขยับตัวไม่ได้จนต้องนำส่งสถาบันประสาทวิทยาและได้รักษาตัวจนสามารถเดินได้กลับมาปฏิบัติราชการตามปกติ ข้าพเจ้าสัมผัสท่านแล้วตอบไปว่า “ผู้ชายคนนั้น ไม่ใช่คน” แต่เป็น “ผู้ช่วยเหลือ” และ “เวลาที่หายไป” กับ ภาพที่เห็นในการหลงทางซึ่งเป็นภาพบริเวณที่ว่างรกร้างนั้น เสมือนเป็น “ลางบอกเหตุ” หรือ สัญญาณแห่งการสังหรณ์ เพื่อ เตือนภัย ท่านโชคดีมากที่ท่านสามารถผ่านภาวะความเป็นความตายมาได้ คงเป็นเพราะ ที่ท่านได้ สะสมบุญบารมีในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ทั้งทางตรงจาก วิชาชีพแพทย์ และทางอ้อมจาก ความเมตตาในนิสัยส่วนตัวของท่าน นับจากวันนั้นผ่านมาหลายปี ข้าพเจ้าจึงได้รับข่าวเศร้าของท่านจาก “คุณน้าศรี” ว่า ท่านได้เสียชีวิตแล้ว เหตุเกิดจากการประชุมที่สถาบันการแพทย์ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง แต่ข้าพเจ้าจำไม่ได้แล้ว เหตุการณ์กะทันหันมากไม่สามารถช่วยเหลือกอบกู้ชีวิตท่านกลับมาได้ซึ่งตรงตามคำทาย จาก “ภาพนิมิต” ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าแสนเสียดายบุคลากรทางการแพทย์ผู้นี้ยิ่งนัก นับได้ว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญ ที่ผลักดันให้วงการแพทย์เปิดกว้างในมิติวิชาการแพทย์ทางเลือก โดยเฉพาะการแพทย์แผนจีน ท่านเป็นผู้มีบทบาทในการรักษาผู้ป่วยด้วยการผสมผสานทางการแพทย์แผนปัจจุบัน กับการแพทย์แผนจีน มีการเปิดกว้างให้มีทางเลือกในการรักษาตามความพึงพอใจของผู้ป่วย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนกับไทยในการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการแพทย์แผนจีนได้รับการพัฒนามากขึ้น ที่เห็นเด่นชัดก็คือ การฝังเข็ม อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าเชื่อว่าบุญบารมีในการสะสมบุญของคุณหมอ ช. นั้นคงมีมากมายเหลือล้นจนช่วยให้ท่านมีความสุขสงบในภพภูมิที่ดีต่อท่าน และความดีของท่านคงได้ถ่ายทอดไปสู่ครอบครัวบุตรหลานของท่านให้ได้ประสบแต่สิ่งที่ดีในชีวิตตลอดไป ดังนั้นท่านต้องไม่ประมาท ท่านเป็นคนดี สะสมบุญไว้มากจึงได้รอดพ้นมาได้ หากผู้ชายคนนั้นไม่บอกทางก็ไม่แน่ว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตของท่าน ท่านถามว่าให้มองไปในอนาคตว่า ท่านจะต้องระวังภัยเกี่ยวกับอะไร ข้าพเจ้าจึงเรียนท่านไปว่าในอนาคตภาพที่เห็นเป็นเสมือนท่านอยู่ท่ามกลางการประชุมอะไรสักอย่าง มีผู้คนรายล้อมแล้วท่านจะฟุบลงหมดสติ จึงขอให้ท่านอย่าประมาทให้ดูแลสุขภาพให้ดี เพราะภาพที่เห็นครั้งนี้เป็น “นิมิตซ้อนนิมิต” ที่ผูกพันกับ “เวลาที่หายไป” ของท่าน ท่านให้กำลังใจข้าพเจ้าด้วยการรับปากและแจ้งว่าจะดูแลตัวเอง อย่าลืมว่าตัวท่านเป็นแพทย์ และจะไม่ประมาท อย่างไรก็ตามข้าพเจ้ารู้สึกเป็นห่วงท่าน และได้ฝากความระลึกถึงท่านผ่าน “คุณน้าศรี” ตลอดเวลา แต่เพราะด้วยระยะหลังข้าพเจ้ามีกิจธุระส่วนตัวมากมายจนไม่มีเวลาในการ “เข้าสมาธิ” และต้องใช้เวลาในการดูแลผู้มีพระคุณท่านหนึ่ง จนไม่มีเวลาทำนายแก่ผู้คนโดยทั่วไป จนกลายเป็นต้อง “ยุติการทำนายต่อบุคคลภายนอก” ไปโดยปริยาย บทส่งท้าย ข้าพเจ้าเชื่อในการทำ “กรรมดี” ย่อมส่งผลดีต่อผู้กระทำ “ในทุกมิติ ทุกรูปแบบ” เรื่องราวที่ข้าพเจ้าได้เล่ามาหลายเรื่องนั้นคงช่วยให้ท่านผู้อ่านได้ตระหนักรู้ “ในสิ่งบางสิ่ง” ที่เกิดขึ้น และ “เป็นจริง” ขออย่าได้ประมาทกับการใช้ชีวิต ให้ทำ ความดีอย่างต่อเนื่อง สะสมบุญเอาไว้ เพราะบุญเก่าย่อมมีวันหมดหรือลดน้อยลงไปได้ เราจึงต้องเพียรพยายาม “สร้างบุญใหม่” เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ ความกตัญญูต่อบิดามารดาที่เปรียบเสมือน “พระในบ้าน” และความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ รวมทั้งความกตัญญูต่อแผ่นดินและสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นจะทำให้ชีวิตของทุกคนและครอบครัวได้มีสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทุกชนิด ให้มีความเจริญสุข ปลอดภัยในทุกด้าน ผ่านพ้นภัยทุกอย่างตลอดไป.

ผีต้นไม้

ดิฉันรับว่าตัวเองนิยมซื้อลอตเตอรี่และแทงหวยใต้ดิน ใครจะเรียกว่านักเลงหวยหรือบ้าหวยก็ไม่เถียงซักคำ ยกเว้นแต่สามีนี่ต้องขอโต้เถียงเล็กน้อยค่ะ

คือเขาชอบบ่นว่าไม่รู้จะเล่นหวยทั้งบนดินกับใต้ดินไปทำไม? ดิฉันก็ตอบว่าอยากรวยกับเขามั่งน่ะซี ขืนมัวแต่รอเงินเดือนข้าราชการของพ่อเจ้าประคุณมีหวังปลายเดือนไม่ชนกันแน่! เขาก็ดุว่าเสียเงินทองงวดละเท่าไหร่ล่ะ ไม่เสียดายเงินทองมั่งหรือไง?

ดิฉันก็…โอ๊ย! เดือนละแค่สองสามพัน! ว้าย…ร้อยสองร้อยเท่านั้นแหละพี่ขา แหม! ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องลงทุนลงรอน ถ้าไม่ยอมลงทุนแล้วจะได้กำไรยังไง?

ตามประสาผู้หญิงนะคะ อย่างที่พ่อแม่เคยบ่นว่า ‘เถียงคำไม่ตกฟาก’ ก็เลยติดนิสัยมาจนถึงมีครอบครัว แต่ใจจริงก็เคารพสามีนะคะ อย่างน้อยเขาก็เป็นหัวหน้าครอบครัวเป็นพ่อของลูก เป็นคนทำมาหากิน ไม่เจ้าชู้ ไม่ดื่มเหล้า ไม่เที่ยวเตร่ การพนันไม่แตะต้องเลย

เฮ้อ…ไม่รู้จะเกิดมาทำไม? โอ๊ย…ไม่ใช่! สามีดีเหมือนพระพุทธรูปยังงี้จะไปหาได้ที่ไหน จริงไหมคะ? ฮิฮิ…

คราวนี้ต้องอำกันเล็กน้อยตามประสาคนเจ้าเล่ห์พอสมควร

ซื้อลอตเตอรี่มาอวดเขาแค่คู่สองคู่ให้สบายใจว่าไม่ได้ใช้เงินมาก แต่ซื้อทิ้งไว้เผื่อเหนียว ปะเหมาะเกิด ‘โชคดีบุญมีมา กุศลพานำช่วยร่ำรวยเอย’ แล้วจะว่ายังไงล่ะคะ พี่ขา?

โถ…ใจจริงน่ะอยากจะรวยกับเขามั่งเท่านั้นแหละค่ะ!

ใครไม่ใช่นักเลงหวยจะไม่มีวันเข้าใจหรอกค่ะ ว่าคนเล่นหวยน่ะมีความหวังน่าตื่นเต้นแค่ไหน? ฟังการออกสลากทางวิทยุแล้วใจคอมันระทึกอย่าบอกใคร…ส่วนมากก็มักจะลุ้นเลขท้าย 2 ตัวกับ 3 ตัวมากที่สุด…อาจจะถูกทั้งลอตเตอรี่ทั้งใต้ดิน พอหมดหวังก็อ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปหมด แต่ไม่วายรีบซื้อเรียงเบอร์ที่วิ่งมาขายในซอย

ว่าได้หรือคะ อาจจะเจอรางวัลอื่นๆ เข้าก็ได้…คนเรามีชีวิตอยู่ได้ทุกวันนี้น่ะ ไม่ใช่เพราะมีสิ่งหล่อเลี้ยงหัวใจที่เรียกว่า ‘ความหวัง’ หรือคะคุณ?

นานๆ ถูกเลขท้าย 2 ตัวทีก็กรี๊ดกร๊าด กระโดดโลดเต้นแทบบ้านช่องพัง ยิ่งปีไหนถูกเลขท้าย 3 ตัวทั้งดีใจสุดขีด กับเจ็บใจที่ซื้อลอตเตอรี่กับแทงหวยใต้ดินน้อยไปน่ะซีคะ

เพ้อเจ้อว่าถ้าซื้อมากกว่านี้เท่านั้น ก็จะได้เงินมากเท่าโน้น! เฮ้อ…ถึงบอกว่าคนเล่นหวยเท่านั้นแหละค่ะถึงจะเข้าใจคนเล่นหวยด้วยกัน

ว่าจะปิดสามีก็ทนไม่ไหว อารามดีใจกับอยากจะอวดว่า…เห็นมั้ย? ไม่ใช่ว่าสูญเปล่านะ โชคดีก็ได้รับมาเนื้อๆ เหมือนกัน! แทนที่สามีจะตื่นเต้นดีใจ ที่ไหนได้ล่ะเขากลับยิ้มเศร้าๆ บอกว่า…เหมือนเล่นไพ่น่ะนะ มีได้บ้างเสียบ้าง

พูดอะไรไม่ทราบ? จะด่าหรือชมก็ไม่พูดตรงๆ พิลึกคน!

จนกระทั่งเพื่อนในซอยชื่อจิ๋ว แต่อ้วนเหมือนตุ่ม ชอบเล่นการพนันแทบทุกชนิด อ้างว่านั่งที่ไหนแล้วไม่อยากเลิกเพราะลุกลำบาก อุ้ยอ้ายเต็มที…มาบอกข่าวดีว่าต้นโพธิ์ก้นซอยให้หวยแม่นเป็นตาเห็น เขาถูกกันมา 3 งวดติดๆ กันแล้ว…ค่ำๆ เราจงไปขอหวยกันเถิด

ดิฉันบอกปัดเพราะตอนค่ำสามีอยู่บ้าน ไม่ใช่กลัวนะคะแต่เกรงใจน่ะ! บอกให้ไปชวนคนอื่น จิ๋วบอกว่าไม่ได้ๆ ต้องต่างคนต่างไปถึงจะได้เลขเด็ด ตัวเองไม่อยากเดินคนเดียวค่ำๆ มืดๆ ถึงมาชวนดิฉัน…สงสัยว่าคนอื่นเขาไม่ยอมไปมากกว่า

แต่ดิฉันก็ยืนยันว่า…ถ้าจะมีลาภมันก็ถูกหวยเองแหละ งวดก่อนดิฉันยังถูกทั้งบนดินใต้ดิน แถมทั้งสามตัวกับสองตัวล่าง รับทรัพย์มาหลายหมื่น ยังเดือดร้อนอยู่ถึงเดี๋ยวนี้เพราะต้องซ่อนเงินไม่ให้สามีเห็นน่ะซี คนอะไรด่าเจ็บซะไม่มีละ!

ยายจิ๋วเห็นว่าอ้อนวอนไม่สำเร็จก็สะบัดหน้าเดินบ่นตุบตับว่า ไปคนเดียวก็ได้ไม่ง้อ…ใครอยากปล้ำก็ให้มันรู้ไป แม่จะนอนทับให้แบนแต๋เป็นกล้วยปิ้งเลย

คืนนั้นเอง…เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากก้นซอย ดิฉันโผล่ไปดูก็เห็นจิ๋วนั่งกองอยู่หน้าบ้าน ร้องไห้โฮๆ หน้าตาเนื้อตัวมอมแมม ถลอกปอกเปิกไปหมด…ได้ความถูกผีหลอกเข้าจังเบอร์ คือกำลังนั่งยองๆ ขัดรากโพธิ์ขอหวยอยู่เดียวดาย ก็ได้ยินเสียงอะไรซู่ซ่าดังมาจากเหนือหัว นึกว่าเจ้าพ่อให้ลาภแน่แล้ว

ที่ไหนได้…กลายเป็นมือขาวๆ ยื่นลงมาจากกิ่งใบหนาทึบ ยาวเหยียด โบกไปมาอยู่ตรงหน้า เล่นเอาจิ๋วร้องจ๊าก หงายตึงลงไปหลังติดดิน ไม่รู้ว่าลุกขึ้นมาได้ยังไง?

คราวนี้ตุ่มจำแลงก็ห้อตั่บๆ ล้มลุกคลุกคลานพลางร้องด่ากับร้องไห้ปนเปกันไป หมูหมาเห่าเกรียวกราวจนมาสิ้นแรงที่หน้าบ้านพอดี

ผีมาหยอก

สองคนนี่คือเพื่อนซี้ของผม ไปมาหาสู่กันประจำ เย็นๆ วันเสาร์อาทิตย์ ไม่รู้จะไปไหนก็โทร.หาเพื่อน ถ้ามันอยู่ที่บึ่งแมงกะไซค์ไปหา โจ้เหล้าโซดากันมั่ง ยาดองมั่ง ตามกำลังทรัพย์ ตอนค่ำๆ แถวปากซอยภักดีน่ะมีต้นโพธิ์ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาร่มครึ้ม ชาวบ้านเชื่อถือกันว่ามีเจ้าพ่อศักดิ์สิทธิ์ตามฟอร์ม ชอบไปขอหวยกันตรึม แต่ผมเห็นแล้วนึกเสียวๆชอบกล ไม่รู้เป็นไง?

แถวนั้นหรือเรียกกันติดปากมานานว่า ก.ม. 11ร่ำลือว่าผีดุชะมัด เพราะมีรถชนกันบ่อยครั้ง ไม่ว่าที่วิภาวดีฯ หรือถนนตัดใหม่ เรียกกันซะหรูหราว่า “โลคัลโรด” หรือของจริงก็คือถนนเลียบทางรถไฟน่ะแหละคุณ

มีทั้งด้านนอกและด้านในที่เลียบชุมชน แต่ว่าเป็นทางตันนะครับ ผมเห็นกลับรถกันมาหลายรายแล้ว

นอกจากตายเพราะอุบัติเหตุรถชนกันแล้ว ยังมีการตายโหงน่าสยดสยองเพราะรถไฟทับตายอีกล่ะ…แหม! รถไฟนี่ไม่ต้องทับหรอกครับ แค่ชนก็ตายแหงๆ อยู่แล้ว ถึงจะมีสถานีย่อยที่หน้าชุมชน แต่พวกรถเร็วรถด่วน ไม่จอด นอกจากรถระยะใกล้อย่างกรุงเทพฯ-ลพบุรี ตอนเย็นๆ

ไหนจะมีการตีรันฟันแทงกันตามระเบียบเพราะฤทธิ์สุรา ทั้งนักเลงทั้งวัยรุ่น กินเหล้าเข้าไปก็เลยเห็นช้างเท่าสุกรได้ง่ายๆ จนถึงกับบาดเจ็บล้มตายกันหลายครั้งหลายครา

เจ้าหงกับเจ้าตี๋ในฐานะเจ้าถิ่น เคยเล่าว่ามีคนดวงซวยโดนผีหลอก วิ่งกระเจิดกระเจิงมาหลายรายแล้วครับ

บ้านอยู่หลังสถานีรถไฟนี่เอง มีเพื่อนสมัยเรียนและตอนวัยรุ่นอยู่หลายคน ส่วนมากอยู่ละแวกเดียวกัน บ้างก็แถววัดเสมียนนารี บ้างก็เลยไปทางชุมชนสวนผัก, ชุมชนภักดี ก.ม.11 โน่นแน่ะ

ไม่มีเพื่อนเป็นลูกคนรวยอย่างบ้านกลางกรุงอะไรนั่นหรอกครับ ส่วนมากอยู่สลัมกันทั้งนั้นแหละ เช่น เจ้าหงอยู่สวนผัก เจ้าตี๋อยู่ภักดี

อ้อ! เมื่อตะกี้ผมเล่าว่าเมายาดอง?

แถวนั้นมีอยู่ 2 เจ้า ตั้งแผงค่อนข้างห่างกัน แต่อยู่ทางด้านทางรถไฟทั้ง 2 แผง ตอนเย็นๆ มีลูกค้าแวะเข้าไปอุดหนุนกันคึกคักพอสมควร มีตัวยาเด็ดๆ เขียนติดโหลเอาไว้ยั่วใจดีพิลึกละ

ช้างผสมโขลง, ม้ากระทืบโรง, พลังเสือโคร่ง, โด่ไม่รู้ล้ม, กลิ้งกลางดง, สาวสะกิดแม่, เฒ่าปล้ำสาว…โอ๊ย! พวกผมยังหนุ่มพลังสูงแท้ๆ ยังอดลองมันซะทุกอย่างไม่ได้นี่นา!

วันเกิดเหตุ ตอนเย็นผมนึกเปรี้ยวปากอยากกินยาดองขึ้นมาดื้อๆ เลยนัดแนะเพื่อนซี้ทั้งคู่ไปที่ร้านด้านใน ใกล้จะถึงทางตัน อากาศตอนต้นปีเย็นกำลังสบายๆ ผมไปถึงก่อนก็เลยสั่งม้ากระทืบโรงมาอุ่นเครื่องรอ…

แหม! ร้อนท้องซู่ซ่าอย่าบอกใครเชียว มีคนคุ้นๆ หน้ากันที่เพิงยาดองก็ยิ้มให้กันมั่ง ทักทายกันมั่ง… มีเพื่อนดีกว่ามีศัตรู จริงมั้ยครับ?
รถไฟแล่นฉึกฉักผ่านทางหลังเพิงขายยาดองไป แสงสว่างชักเหลือน้อยลงทุกที!

ลุงม้วนถามถึงเจ้าหงกับเจ้าตี๋ ผมบอกว่าเดี๋ยวคงมาสมทบ คืนนี้ว่าจะไปต่อแถวย่านเกษตร-นวมินทร์กัน ลุงม้วนก็เตือนว่าขับรถขับราระวังหน่อย เดี๋ยวจะพลาดพลั้งไป…

ว่าแล้วแกก็ขอตัวไปทำมาหากินต่อ…

ผมหันไปโบกไม้โบกมือให้เพื่อนรุ่นน้า พอดีเห็นเจ้าหงบึ่งรถออกมา มีเจ้าตี๋ซ้อนท้ายพอมาถึงก็รีบออกเนื้อออกตัวว่ามาช้าเพราะรอเจ้าตี๋ แล้วถามว่าเมื่อตะกี้ผมโบกมือให้ใครหย็อยๆ น่ะ

“ลุงม้วนไง” ผมตอบ “แกเพิ่งลุกไปหยกๆ พวกมึงก็มา”

เจ้าหงปล่อยก๊ากทันใด
พี่ชิต เจ้าติ่ง ลุงม้วน…เราเคยเห็นกันบ่อยหน บางคนมาสั่งแค่ก๊งสองก๊งแล้วก็บึ่งรถไปมั่ง เดินตีต๊อกไปมั่ง วันนั้นมีถุงม้วนคนเดียวที่ปักหลักคุยกับผมเอิ๊กอ๊ากตามประสาคนถูกคอกัน

ลุงม้วนอายุ 40 กว่าๆ ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างอยู่ย่านนั้นแหละ หุ่นผอมดำ หน้ากระดูก ผมหงอกประปราย ใครๆ เขาเรียกลุงๆ กันทั้งนั้น ผมก็เลยเรียกลุงมั่ง
“มึงกินเหล้ากับลุงม้วนเรอะ? โอ๊ย! ฮาแตกเลยกู แกเพิ่งโดนรถกระบะชนตายที่หน้าวัดเสมียนเมื่อคืนนี้เอง”

มันหัวเราะเยาะแล้วหันไปพยักพเยิดกับเจ้าตี๋ แต่ผมขนลุกซ่า รู้สึกหน้าชาเห่อเหมือนกินว่านเข้าไปทั้งกอ ชี้มือสั่นระริกไปที่แก้วเหล้าเปล่าๆ ที่ยังตั้งอยู่ทนโท่ เล่นเอาเพื่อนทั้งสองอ้าปากค้าง หน้าขาวซีดลงทันตาเห็น…

ลุงม้วนตายไปแล้วจริงๆ เพราะแกไม่ได้สวมหมวกนิรภัย แบบเดียวกับพวกที่ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างตามตรอกตามซอย หรือแม้แต่ออกสู่ถนนใหญ่แล้วนั่นแหละครับ

มือที่มองไม่เห็น

เขาพยายามที่จะพูด แต่ปากของเขาคือแห้งเพื่อด้วยความกลัวว่าเขาจะทำเสียงหอบอ่อน ผีแวมย้ายใกล้ชิดกับเขาใบหน้าที่ครั้งหนึ่งเคยน่ารักของเธอบิดเป็นหน้ากากสี เขียวน่าเกลียด “คุณขโมยชีวิตของฉันและคุณขโมยมือของฉัน. ให้ฉันกลับมือทองของฉัน!” ภรรยาตาย howled เสียงขึ้นสูงขึ้นและสูงขึ้นและผีชีพจรด้วยแสงสีเขียวแหลมแทงที่ดวงตาของเขา ทำให้พวกเขาน้ำ

เขาเดินออกจากทางของเขาไปพบกับเธอและพวกเขาก็มักจะ “ชน” ในแต่ละอื่น ๆ ในถนนและยืนพูดคุย อยู่มาวันหนึ่งขณะที่เธอปัดผมกลับมาจากหน้าผากของเธอเขาจับเหลือบทองภายใต้ถุงมือบนแขนข้างขวาของเธอ เมื่อเขาถามเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้เธอยิ้มแต้และบอกเขาว่าเธอต้องสูญเสียมือข้างหนึ่งไม่กี่ปีหลังและตอนนี้สวมมือทองในสถานที่ ในขณะนั้นสาหัสปรารถนาตื่นในหัวใจของเขา – ไม่ให้มีผู้หญิงตัวเอง แต่จะมีมือทองที่เป็นของแข็งที่เธอสวมถุงมือยาวสีดำของเธอ

มันเป็นคืนที่มืด มีเมฆปกคลุมดวงจันทร์และลมก็ผิวปากลงปล่องไฟและบานประตูหน้าต่างมีชีวิตชีวาของบ้านเมือง เขา เป็นลึกหลับเมื่อประตูห้องของเขากระแทกเปิดกับระเบิดดังขึ้นและลมป่า whipped ไปรอบ ๆ ห้องกระจายเอกสารและหนังสือและ coverings เสื้อผ้าและตารางทุกวิถีทางที่ เขานั่งขึ้นด้วยเสียงตกใจอย่างกะทันหันและชีพจรของเขาเริ่มทุบเมื่อเขาเห็นไฟสีเขียวผลุบ ๆ โผล่ ๆ สีขาวเข้ามาในห้องอย่างช้าๆ ก่อนที่ดวงตาของเขาอย่างช้า ๆ แสงใหญ่ขึ้นการกับรูปร่างของภรรยาของเขาตาย เธอเป็นคนที่หายไปแขนข้างหนึ่ง “ที่มือทองของฉันอยู่ที่ไหน” เธอครางดวงตาสีเข้มของเธอเห็นได้ชัดด้วยไฟสีแดง “Give me มือทองของฉัน!”
เขาติดพันแม่ม่ายกับอุบายรู้จักกับเขาทุกดอกเดินทางไปที่โรงละคร, ของขวัญ, ชมเชย และเขาได้รับรางวัลหัวใจของเธอ ภายในหนึ่งเดือนที่พวกเขากำลังยืนอยู่ด้านหน้าของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สัญญาว่าจะรักคนอื่นจนตายแยกพวกเขา ภายในเดือนอื่นเขาเป็นพ่อหม้ายและได้ฝังภรรยาเขาป่วยในสุสาน – ไม่มือทองของเธอ มันก็เคยมีง่ายดังนั้น พิษช้ายาทุกวันเพื่อมีลักษณะคล้ายกับโรคการสูญเสีย ไม่มีใคร – ไม่ใช่ภรรยาไม่แพทย์ประจำครอบครัวของเขาไม่เพื่อนบ้านของพวกเขา – ฆาตกรรมสงสัย และคืนนั้นหลังจากที่งานศพของเขานอนหลับได้ด้วยมือทองใต้หมอนของเขา

เขา cowered กลับกับหมอนของเขาและรูปร่างอย่างหนักของมือทองกดกับแผ่นหลังของเขา และ แล้วเขาก็รู้สึกว่าชักมือทองใต้เขาเป็นผีสีเขียวแหลกเหลวที่ได้รับภรรยา ของเขาบินโฉบลงมาให้เขากดใบหน้าของเขากับหมอนในเมฆสีเขียวหอบ เขาพยายามที่จะกรีดร้อง แต่มันก็ตัดออกไปทันทีโดยความดันกลัวกับลำคอของเขาตัดลมหายใจของเขา โลกสีดำไป

เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อสาวเข้ามาในห้องพร้อมกับถ้วยตอนเช้าต้นแบบของเธอชาเธอก็พบว่าเขานอนตายอยู่บนพื้นด้วยมือทองกำรอบลำคอของเขา

Scary night

I was the one who believes that the ghost is actually a ghost wandering around. Or Sampewsi everywhere. Such as electrocardiogram. With both radio and TV. There is some risk. All images and some audio. But we have not seen and not heard. If we do not have a receiver.

To be afraid of ghosts and spiritualism. I’m sure there is something like the Holy Ghost the same fear!

Buddha and prestige of something we respect you anyway. To protect us … I just love it and the conscious. We believe that the bad things will be different. I was certainly not.

I’ve been faced with the most daunting about 6-7 years before this.

As of mid-December of that year. 1 Phaholyothin Soi Ari Samphan (Brahma Lane), Bangkok at about 17.00 pm I am concerned about the bottom lane for taxis. It is almost finished, you’ll have eight.

Dark winter fast. I would walk out to the car, it was thought that far. The shortcut is forgiven once the RAM or the olive to the street in front of the hospital is close to the crown fits. Up to 14 bus back to Bangkok.

Except that it was still cold … they are inspiring to know that it is wrong to call it.

A narrow passage. But both sides are overgrown bushy tree grove, but a small stand loomed high overhead. The wind was blowing at a flick of breathtaking synthesizer sounds. I feel cold and lonely … I do not need to be turned left and right almost all the time.

I do not see anyone walking past. Exis apart. But Libby was light. View bleak horror as I passed the final night. Whether women or men.

I thought it was more dangerous kinds of traps that may await us!

Where the junkie’s stealthy the hell do drugs again. The corner out of sight of people in this city that are normally abundant. Where will the homeless. I mingle with teenagers sniffing glue another Dodge.

These people are caned but I do not mind hearing it. To run away with stealing. Attacked and severely injured victims. Or gag raped and murdered at any time! I think it is awesome. The visualization itself tremble searchlights to me … I would say … Makin parish olive

Look up at the train and head to the buzzing sound I heard chants!

The glowing lights along the right side of the mouth, throat, dry wood facade over. แkegใh walk again. I do not fear anything. I see a group of young men and women sit together in a circle. The candle on the tin. And a plastic bag … I’ll See the whimsical I think that these children sniff glue until symptoms “dumbstruck” up.

White eyes turned to stare at me the same look. แkegใh while smiling at the sound of that … this is to measure the olive right?

No answer. The girl nodded silently. I mumbled thanks and quickly with long steps. Passed quickly … around. But the dim facility tracks a terrible desolation. I do not put pressure on the heart.

See it on the black canal runs forward. See it briefly stunned. Femur, tibia, it was almost quaking fell limply to the ground immediately.

There is … the hospital after the crown itself!

Everyone knows that the mortuary. Or the morgue behind the hospital too.

I drew a long breath. The eyes are looking ahead. I know it’s near the end of the olive … despite knowing that there is not a boy’s body was decomposed. But I was not afraid. I have to ask what it is.

Suddenly, a black canal bursts at the hospital after I was not dreaming!

This time, not only deflating thigh. But still trembling in the balance … almost like heart stop beating for a moment. Dazzle up the curtain down. I turned away to look around but the spell.

Dark figure loomed bolder look that stands staring pointedly at me compose your parents think of the Buddha as refuge. I spread the charity he set up to make him …

This is apparent gradually. Blur fade away … I went to my parish. Returned home safely … but vowed not to walk through there at night anymore! Miserable on …

รถจากนรก

มอเตอร์ไซค์กับรถตู้ราวกับจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ของคนกรุงเทพฯ ไปเสียแล้ว เพราะชีวิตที่รีบเร่ง ต้องการทั้งความสะดวกและรวดเร็ว… แม้ว่าจะไม่ต้องพึ่งรถตู้ แต่ดิฉันก็ต้องอาศัยมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ซอยบ้านในซอยลาดพร้าวต้นๆ ที่มักจะแล่นผ่านทางแยกหน้าบ้านดิฉันเพื่อไปส่งที่ป้ายรถเมล์ อาศัยซ้อนท้ายกลับบ้านในตอนใกล้ค่ำอีกด้วย

ดิฉันพบกับเรื่องสยองในตอนเช้า ถือว่ากลางวันแสกๆ เลยนะคะ!

เช้า นั้นอากาศเยือกเย็นยังแผ่ซ่านไปทั้งกรุงเทพฯ แต่คนทำงานก็ต้องลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว หาอะไรรองท้องง่ายๆ แล้วรีบแจ้นออกจากบ้าน เพื่อไปซ้อนแมงกะไซค์ไปส่งปากซอยเหมือนเช่นทุกวัน
“หนูกำลังจะกลับบ้านพอดี เลยไม่ได้สวมเสื้อวิน…”

ได้ ยินเสียงเธอแว่วๆ ทำให้นึกอยู่ว่า แปลก…จะกลับบ้านแต่เช้า สงสัยคงออกมาตั้งแต่ตี 4 ตี 5 แน่ๆ เอ๊ะ! แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเสื้อวินด้วยล่ะ?

ชั่วระยะเวลาสั้นๆ ทำไมดิฉันคิดฟุ้งซ่านไปได้ตั้งหลายเรื่องก็ไม่ทราบ

ที่ แน่ๆ คือในซอยนั้นมีผู้หญิงขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง 2-3 คน แต่คนนี้ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน…ถ้าเป็นตอนขากลับค่ำๆ คงจะน่าหวาดระแวงแน่ แต่นี่มันกลางวันแสกๆ

อ้าว? ถึงแล้ว! ดิฉันก้าวลงจากรถ มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากระโปรงเพื่อหยิบเงิน ส่วนนัยน์ตาก็หันไปมองถนนว่ารถเมล์ที่เราจะขึ้นใกล้มาหรือยัง…ก่อนจะหันไป ส่งแบงก์ยี่สิบให้เธอ เพราะไม่มีเหรียญสิบบาทติดตัวมาด้วย…

วันรุ่งขึ้น ดิฉันก็ไปขึ้นรถหน้าบ้านที่จอดอยู่เหมือนวันก่อนๆ

ขณะ ที่ก้าวขึ้นนั่งก็ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ดังมาจากก้นซอย หันขวับไปมองก็แทบจะล้มแผละลงทันที เมื่อเห็นเธอผู้นั้นยิ้มระรื่นกับดิฉันคล้ายจะทักทาย… ก่อนจะห้อรถตะบึงไปทางปากซอยคล้ายจะหายวับไปกับตา

วันนั้นดิฉันไป จับไข้ในที่ทำงาน รุ่งขึ้นรีบตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้เธอ…วันต่อๆ มาก็ไม่ได้พบเห็นเธออีกต่อไป นึกแล้วขนลุกทุกทีเลยค่ะ!

คุณพระช่วย! ไม่มีรถคันนั้นอยู่แล้วค่ะ!!

เป็นไปไม่ได้…ดิฉันมองตามเข้าไปในซอยก็ไม่เห็นมอเตอร์ไซค์แม้แต่คันเดียว ไม่ว่าเพิ่งแล่นเข้าไปหรือจะวิ่งออกมา

ชั่วพริบตาเดียวแท้ๆ ทั้งรถทั้งคนหายวับไปดื้อๆ ได้ยังไง?

ที่ กำแพงติดกับปากซอยมีที่ว่างกำลังสร้างตึกแถวอยู่ ดิฉันเดินไปดูให้แน่ใจก็ไม่เห็นวี่แววของรถคันนั้นเลย…ขนลุกเกรียวขึ้นมา ดื้อๆ ปากคอแห้งผากจนต้องกระเดือกน้ำลายอึกใหญ่ ขาสั่นจนแทบจะเดินไปที่ป้ายรถเมล์ไม่ไหว

นี่มันเกิดนรกจกเปรตอะไรขึ้นมา?

อย่า ไปพูดถึงเรื่องเสี่ยงหรือไม่เสี่ยงเลยค่ะ ขนาดหมวกนิรภัยยังไม่มีสวมนี่คะ…ได้ยินว่าจะมีการบังคับให้สวมคนนั่งซ้อน ท้ายทุกคน ไม่งั้นจะโดนจับ โดนปรับ อยากหัวเราะให้ฟันหักจริงๆ โธ่! ถนนใหญ่อย่างลาดพร้าวน่ะลองไปดูซีคะว่าสวมหมวกกันหรือเปล่า?

เข้าเรื่องของเราดีกว่าค่ะ!

เช้านั้นแปลกมากที่ไม่มีมอเตอร์ไซค์จอดอยู่แถวหน้าบ้านซักคันเดียว

อ้อ! ลืมบอกไปว่าวินเขาอยู่ที่ปากซอยก็จริง แต่ตอนเช้าๆ จะมีมาจอด 2-3 คันเป็นประจำ เพื่อรอรับผู้โดยสารที่ต้องการใช้บริการหลายคน บางทีก็เป็นขาประจำ มีทั้งผู้ใหญ่และเด็กนักเรียน แต่เช้านั้นพวกเขาคงไปส่งคนที่ปากซอยกันหมด

เดี๋ยวก็คงมาละ น่า…นั่นไง! มาจริงๆ แต่เป็นผู้หญิงที่ชะลอรถมาจอด เพิ่งสังเกตว่าเธอสวมหมวกที่เปิดหน้า แถมไม่ได้ใส่เสื้อวินสีแดงด้วย…อารามรีบร้อนดิฉันก็บอกว่าไปปากซอย ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็น…แล้วรีบซ้อนท้ายกอดสะเอวเธอเพราะเห็นเป็นผู้หญิงด้วยกัน

มอง ในแง่ดี…หรือว่าเธอจะรีบกลับบ้านตามที่บอกไว้ตอนแรก จนไม่สนใจเงินสิบบาท? หรือเธอแน่ใจว่าเราคงจะพบกันอีก แล้วดิฉันจะจ่ายเงินให้เธอเอง?

ช่าง เถอะ! ลืมเสียดีกว่า…ดิฉันตัดใจได้สำเร็จ จนถึงขากลับบ้านก็หวนนึกขึ้นมาอีก ทำให้มองหน้าคนขี่มอเตอร์ไซค์ 3-4 คนจนพบขาประจำ นึกจะถามเขาก็คิดได้ว่าเสียเวลาเปล่าๆ แถมไม่มีประโยชน์อะไรด้วยซ้ำ

ชานชลาสยอง

ผีดุ
ฤดูหนาวค่ำเร็ว ดูวิวไปไม่นานก็มองอะไรไม่เห็นตั้งแต่ก่อนถึงอยุธยาด้วยซ้ำ ขณะที่เรายกโขยงไปที่ตู้เสบียง โชคดีที่ได้โต๊ะในสุด ผู้คนค่อนข้างหนาตาและทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ผมกรุ่นเบียร์ชุ่มฉ่ำอย่างเพลิดเพลิน มองดูลูกเมียสั่งอาหารมากินอย่างเอร็ดอร่อย แม้เหตุการณ์นี้จะผ่านมาราวสามปีแล้ว แต่ความแปลกประหลาดและน่าขนลุกขนพองก็ยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ และติดหูติดตาผมอยู่ไม่รู้ลืมเลือน ราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อคืนที่ผ่านมานี่เอง!

เรา-คือผมและครอบครัว ประกอบด้วยเมียหนึ่งกับลูกชายวัยสิบกว่าขวบสองคน เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่โดยรถด่วนขบวนพิเศษเพื่อชมงานพฤกษ ศาสตร์โลกให้ชื่นฉ่ำทั้งนัยน์ตาและหัวใจ

ผมกับเมียได้ที่นั่งฝั่ง ซ้าย ลูกชายทั้งสองได้ฝั่งขวา พวกเราล้วนแต่ตื่นเต้นเพราะไม่ได้นั่งรถไฟมาเกือบปีแล้ว ตั้งแต่ไปเที่ยวหัวหินเมื่อปีกลาย

อาจจะเป็นเพราะเปลี่ยน บรรยากาศ กับรสชาติของอาหารชื่อดังมาเนิ่นนานของรถไฟก็ได้ เช่น ยำเนื้อ, แหนม, ข้าวผัด เป็นต้น แถมยังมีมันทอดทั้งแบบถุงและกระป๋องตามยุคสมัยให้แกล้มเหล้าเบียร์อีกด้วย

โต๊ะด้านขวาก็มีหญิงชายสองคู่กำลังดื่มกินและพูดคุยกันอย่างสำราญใจเช่นกัน

ราว ทุ่มเศษ เมียผมก็ขอตัวพาลูกๆ กลับไปที่นั่งซึ่งอยู่ห่างราว 2-3 โบกี้…ใกล้เวลาที่พนักงานจะมาจัดเตียงแล้ว เธอไม่วายกำชับกำชาให้ผมรีบกลับเพราะกลัวจะดื่มมากจนป่ายปีนบันไดขึ้นไปนอน ชั้นบนไม่สะดวก

เสียงล้อเหล็กขยี้รางดังกระหึ่ม อย่างที่พวกเด็กๆ ชอบเรียกว่า “ฉึกฉักรถไฟ” กับ “ถึงก็ช่าง-ไม่ถึงก็ช่าง” บางทีก็มีเสียงหวูดกรีดแหลม ฟังเผินๆ เหมือนเปรตร้องขอส่วนบุญ…กล่อมอารมณ์ให้เพลิดเพลินดีพิลึก

ผู้คนที่คับคั่งในตอนใกล้ค่ำก็ชักบางตาลงทุกที!

มี ฝรั่งวัยกลางคนกับหนุ่มไทยหุ่นบึกบึนนั่งซดเบียร์กันอยู่โต๊ะด้านหน้าของชาย ผมขาวอีกโต๊ะเดียวที่เหลืออยู่ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็น “เสือไบ” กับคู่ขา ที่หัวเราะต่อกระซิกกัน ส่งสายตาหยาดเยิ้มให้กัน…แต่สมัยนี้มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาเต็มที

ผมสั่ง เบียร์ขวดใหม่ กับได้โอกาสสูบบุหรี่เสียทีเมื่อนั่งอยู่คนเดียว ทั้งๆ ที่โต๊ะอื่นๆ เขาก็สูบกันสบายอารมณ์ไม่ต้องห่วงว่าควันจะไปรบกวนใคร เพราะมันจะปลิวกระจายไปทางหน้าต่างทันที…แถมมีที่เขี่ยบุหรี่ที่พนักงาน เขาเข้าใจเทน้ำลงไปแล้วแปะด้วยทิชชู ทำให้ขี้บุหรี่ไม่กระเด็นไปรบกวนคนอื่นๆ

ลมเย็นๆ โกรกกรูมาเย็นชื่น เบียร์ก็เย็นฉ่ำจนดวดดื่มได้ลื่นคอ เทใส่แก้วจนหมดแล้วสั่งขวดใหม่… พร้อมๆ กับหันไปมองด้านขวาอีกครั้ง แต่หนุ่มสาวสองคู่หายไปแล้ว มีหนุ่มใหญ่วัยค่อนคน ผิวกร้านแดดตัดกับผมขาวโพลนมานั่งดวดดื่มสุราไทยอยู่เดียวดาย

พนักงาน เข้ามาถามทุกโต๊ะคล้ายๆ กันว่าจะสั่งอาหารอะไรเพิ่มเติมอีกหรือเปล่า เพราะห้องครัวจะปิดแล้ว แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสั่งอะไรอีก นอกจากเบียร์กับโซดาเท่านั้นเอง

จ่าตำรวจกับ พขร.เดินเข้ามาทิ้งกายอ่อนล้าที่โต๊ะหน้าเคาน์เตอร์ ร้องสั่งข้าวผัดคนละจาน น้ำดื่มคนละขวด…ไม่ยักมีเหล้าเบียร์แก้เหนื่อยแฮะ!

หนุ่ม วัยค่อนคน ผิวดำ ผมขาวโพลนปลิวกระจายเต็มหัวยังนั่งซดเหล้าอย่างทองไม่รู้ร้อน ทำให้ผมหันไปถามพนักงานที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ว่า…ลุงคนนั้นเป็นเจ้าหน้าที่รถไฟเรอะ ถึงนั่งต่อได้น่ะ?

“คนไหนครับ?” เขาทำหน้างุนงง ผมอดหัวเราะไม่ได้ ชี้มือให้เขาดูด้วย

“นั่น ไง…” เสียงผมขาดหายไปเมื่อไม่เห็นชายผิวดำผมขาวที่เห็นอยู่หยกๆ ทั้งที่แกนั่งอยู่โต๊ะในสุดแท้ๆ ไม่มีทางหลบไปไหนโดยไม่ผ่านผมได้เด็ดขาด…แต่พนักงานตู้เสบียงหน้าขาวซีด อ้าปากค้าง เกาะเคาน์เตอร์คล้ายจะพยุงตัวไม่ให้ล้มลงไป
อ้าว? ฝรั่งหัวแดงกับหนุ่มกำยำลุกออกไปแล้ว ผมรินเบียร์ใส่แก้วจนหมดขวดรู้สึกมึนกำลังดี…พนักงานก็เข้ามาบอกว่าหมด เวลาแล้ว ต้องปิดตู้เสบียง ผมไม่ขัดข้องอะไร สั่งให้เขาคิดเงิน…เรียบร้อยแล้วก็ซดเบียร์จนเกลี้ยงก่อนจะลุกขึ้นเดินไป ที่ประตู

ขณะที่ถึงเคาน์เตอร์ เจ้าหน้าที่สองคนกำลังกินข้าวผัดโปะไข่ดาวอย่างเอร็ดอร่อย ผมเกิดหันไปดูท้ายรถเสบียงอีกครั้งเหมือนมีอะไรดลใจ

“เอาอีกแล้ว เรอะเนี่ย? โธ่” เขากระเดือกน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะเล่าว่าเมื่อปีกลายมีผู้โดยสารที่ว่ามาดื่ม เหล้าจนหัวใจวายคารถเสบียงโบกี้นี้เอง…เคยมีคนเห็นมาหลายรายตอนหลังนี่ซา ไป นึกว่าไปผุดไปเกิดแล้ว!

แขวนคอตาย

ผีไทย
คืน นั้นเอง…เราคุยกันจนผล็อยหลับ ไป แต่แล้วเสียงอะไรบางอย่างก็ปลุกดิฉันขึ้นมาเงี่ยหูฟัง…ป้าเนื่องหลับสนิท จนได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ แม้ดิฉันจะยังงัวเงียอยู่ก็ตามแต่เสียงนั้นดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบเชียบ นาน ๆ จะมีเสียงรถยนต์แล่นผ่านหน้าร้านสักครั้ง…ดิฉันแทบจะกลั้นใจฟังเพราะทำให้ รู้สึกเย็นสันหลังวูบวาบอย่างบอกไม่ถูก

“ป้าเนื่อง” คือพี่สาวของดิฉันเอง แต่เรียกตามลูก ๆ ทั้งสามคนที่เป็นผู้ชายล้วน ๆ เป็นม่ายตัวคนเดียว ลูกสาวเข้าไปเรียนหนังสือถึงเชียงใหม่โน่น

เรา ได้ข่าวว่าป้าเนื่อง ล้มเจ็บด้วยโรคเบาหวานกับความดันสูง ไหนจะไขมันในเส้นเลือดอีกล่ะ ก็ตามแบบคนที่อายุเลยเลขห้า ไปแล้วนั่นแหละค่ะ…คนเราพอแก่ตัวลงก็มักจะมีโรคภัยไข้เจ็บคอยแวะเวียนมาหา อยู่ร่ำไป
สมัยไงล่ะ”

ดิฉันกับพี่สาวคุยกันในห้องนอนชั้นบน ส่วนห้องข้าง ๆ เป็นที่นอนของสามีกับลูกชาย…ตอนค่ำพวกหนุ่มๆ เขาก็ไปชมบ้านชมเมืองกัน แต่เรายังคุยไม่หยุดปากด้วยเรื่องจิปาถะ ตั้งแต่สมัยเป็นเด็กกับสาว ๆ เหมือนกับคุยกันถึงเรื่องของคนอื่นยังงั้นแหละค่ะ

เมื่อ เอ่ยถึงลุงประสงค์ที่ล่วงลับไปเมื่อปีก่อน ป้าเนื่องก็ยกมือไหว้ทำตาแดง ๆ บอกว่าเคยฝันถึงครั้งเดียวเท่านั้น…ไม่เคยมาเยี่ยม เยียนอีกเลย คงจะไปสู่สุคติเรียบร้อยแล้ว

…เสียงสะอื้นเบา ๆ ดังมาจากฝาห้องที่สามีกับลูก ๆ นอนอยู่นั่นเอง!

ชั่วขณะหนึ่ง ดิฉันขนลุกเกรียวไปทั้งตัว…ลุงประสงค์ที่ตายไปแล้ว!?

เสียงสะอื้นดังขึ้นทุกที…คุณพระช่วย! เสียงของลูกชายทั้งสามคนของดิฉันนี่นา!

ตกตะลึงจนตัวชา ทำอะไรไม่ถูก พ่อก็นอนอยู่ด้วยแท้ๆ หรือว่าเขาเป็นอะไรไป…เสียงสะอื้นที่ดังชัดเจนขึ้นทำให้แน่ใจว่าพวกลูกๆ กำลังเจ็บปวดหรือหวาดกลัวอะไรอย่างรุนแรง จนทำให้ลุกพรวดพราดขึ้น ร้องออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

“ลูกแม่! เป็นอะไรไป?”

“อะไร แม่นพ?” ป้าเนื่องนอนเร็ว ร้องถามพร้อมกับลุกขึ้นนั่งเช่นกัน แต่ยังช้ากว่าดิฉันที่ลุกถลาไปถอดกลอน แล้วเข้าไปทุบประตูห้องที่ลูก ๆ นอนอยู่เสียงโครมคราม…สามีบ่นอะไรเสียงง่วง ๆ ก่อนจะเปิดประตูออกมา ดิฉันปราดเข้าไปเปิดไฟสว่างจ้า จ้องมองภาพตรงหน้าอย่างตะลึงงัน

ลูก ชายวัยสิบกว่าขวบทั้งสามคนนอนหงายตัวแข็งทื่อ อ้าปาก ลืมตาโพลง น้ำตาไหลรินอาบแก้มทุกคน เสียงครางปนสะอื้นบาดใจปิ่มว่าชีวิตจะแหลกสลายลง
ตอนหลังได้ข่าวว่าอาการหนักถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาล ร้านรวงหน้าตลาดเอกาทศรถก็ต้องให้ญาติห่าง ๆ กับลูกจ้างช่วยกันดูแล ลูกสาวมาเยี่ยมประเดี๋ยวประด๋าวก็ต้องรีบกลับ

ตอนที่ดิฉันกับ สามีและลูก ๆ ยกโขยงไปเยี่ยมน่ะ ป้าเนื่องเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นที่บ้าน พอมองเห็นพวกเราก็ดีใจจนน้ำตาไหล เพราะญาติสนิทจริงๆ ของเราก็มีอยู่กันแค่สองคนพี่น้องเท่านั้น

ป้าเนื่องลุกมาต้อนรับขับสู้ คะยั้นคะยอให้ค้างคืนด้วยกัน ไม่ต้องไปเช่าโรงแรมให้หมดเปลืองเปล่า ๆ ยืนยันว่ารุ่งขึ้นกินอาหารที่ร้านเสร็จจะได้ไปไหว้หลวงพ่อชินราชเสียเลย เพราะวันเสาร์อาทิตย์น่ะคนแน่นเหมือนกับมีตลาดนัดเป็นประจำอยู่แล้ว

“ไหนจะวัดนางพญากับหลวงพ่อเหลืออีกล่ะ” ป้าเนื่องหว่านล้อม “มาคราวนี้จะได้ทัวร์วัดหลาย ๆ แห่งตามยุค

“แม่…ช่วยด้วย…”

“ไม่ ต้องกลัวลูกแม่!” ขาดคำก็ถลาเข้าไปกอดรัดลูก ๆ เช็ดน้ำตาพลางพร่ำถามแทบจะจับความไม่ได้ “เป็นอะไรลูก? ใครทำอะไร? บอกแม่ซิ…ทำไมไม่ปลุกพ่อ?”

สามียอมรับว่าหลับสนิท ฝันเห็นผู้หญิงวัยกลางคน ผอมบาง มีแต่หนังหุ้มกระดูกผมเป็นกระเซิง นัยน์ตาเหลือกลานแทบถลนออกมานอกเบ้า จ้องมองอย่างน่าเกลียดน่ากลัว…พวกลูก ๆ ก็ลุก ขึ้นมาแย่งกันเล่าว่า พวกแกเห็นผู้หญิงยืนแขวนคออยู่ที่หน้าต่าง เล่นเอาหวาดกลัวจนพูดไม่ออก นอกจากนอนน้ำตาไหล แล้วสะอึกสะอื้นดังขึ้นทุกทีปิ่มว่าจะขาดใจตาย

ดิฉัน หันขวับไปหาพี่สาว แกหลบตา พูดเสียงอ่อย ๆ ว่า เมื่อสองสามเดือนก่อนมีญาติห่าง ๆ จากเหนือ บอบช้ำทรุดโทรมเต็มที มาอาศัยอยู่แค่คืนเดียวก็ผูกคอตายที่หน้าต่างนั่นเอง

คืนนั้น ดิฉันนอนกับลูก ๆ จนรุ่งเช้า…หลังจากไปกราบขอพรจากหลวงพ่อชินราชแล้วก็ล่ำลาป้าเนื่องกลับ กรุงเทพฯ ทันที…แค่นี้ก็ขนหัวลุกเหลือแหล่แล้วค่ะ!

ป้อมร้าง วิญญาณหลอน

ผีดุ
ไม่ใช่ป้อมร้างด้วยซ้ำ แถมตั้งอยู่ที่โค้งกรอกยายชา ต.เนินพระ อ.เมือง ริมถนนสุขุมวิทสายเก่าในจังหวัดระยองนี่เอง… ถ้าใครสงสัยว่าป้อมผีสิงจะน่าสยดสยองจนขนหัวลุกแค่ไหน ก็ลองคิดจากจำนวนชีวิตผู้คนที่ต้องมาโดนสังเวยเกือบ 100 ศพเข้าไปแล้ว มักจะมีคนบอกกล่าวถึงชุมทางผีดุใหญ่ๆ ที่หนีไม่พ้นจาก ถนนผีสิง, โค้งร้อยศพ, โรงแรมผีดุ, รถผีสิง, บ้านร้างสุดเฮี้ยน, หอพักสุดหลอน ไปจนถึงชายหาดกินคน, ซอยนี้ผีอยู่ ฯลฯ

แต่ที่เหลือเชื่อ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องจริงอันน่าขนพองสยองเกล้าก็คือ….ป้อมผีสิง!

พูดให้ชัดๆ ก็คือ ป้อมตำรวจ!!

ที่ตั้งของป้อมนี้อยู่แถวหัวโค้งพอดี สร้างด้วยปูนชั้นเดียวอย่างที่มักจะพบเห็นกันทั่วไป แต่น่าแปลกตรงที่รอบๆ ป้อมมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นแน่นหนาจนดูรกครึ้ม บรรยากาศชวนให้น่าวังเวงใจไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน

ลมเจ้ากรรมที่มักกระโชกกับยอดไม้ให้เกิดเสียงซู่ซ่าเกรียวกราวราวกับมีใครกลุ่มใหญ่กำลังหัวเราะครืนด้วยความขบขันเต็มประดา

ที่น่าสะดุดตาก็คือ บริเวณหน้าป้อมมีร่องรอยถูกรถเฉี่ยวชนจนแผงเหล็กหักงอ แถมมีเศษกระจกกับเศษชิ้นส่วนรถตกอยู่เกลื่อนกลาดอีกต่างหาก…มองเผินๆ นึกว่าเป็นป้อมร้างยังไงยังงั้น!

ตำรวจทุกนายล้วนแต่ทราบเรื่องผีดุสุดขีดกันทั้งนั้น จนไม่มีใครอยากไปประจำอยู่ เพราะมีเสียงร่ำลือว่าป้อมนี้ผีดุที่สุด ไม่ว่าตำรวจคนไหนมาอยู่ต้องเจอะเจอกับเหตุการณ์แปลกประหลาด น่าขนหัวลุกทั้งนั้น

บางนายถึงกับยืนยันว่ามีผีโผล่มาให้เห็นซึ่งๆ หน้า ตกใจสุดขีดจนสติแตก วิ่งเตลิดหนีไม่คิดชีวิตก็มี บางคนแข้งขาอ่อนถึงกับลุกไม่ไหว มีอยู่รายหนึ่งช็อกคาป้อมไปเลย

จ.ส.ต.ติรกิจ บุญสม หน.ที่พักสายตรวจเนินพระ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวที่รู้ถึงกิตติศัพท์ผีดุของป้อมนี้ว่า เรื่องราวที่ ร่ำลือ กันแพร่หลายล้วนแต่เป็นเรื่องจริง!

ชั่วเวลา 7-8 ปีที่สร้างป้อมขึ้นมา มีรถวิ่งแหกโค้งจนพลิกคว่ำ ต้องสังเวยชีวิตไปเกือบ 60 ศพแล้ว แถมบางคันยังพุ่งเข้าชนป้อมตำรวจจนพังยับเยิน เคราะห์ดีที่ตำรวจเผ่นหนีความตายออกไปได้ฉิวเฉียดเต็มที

ในที่สุดก็ต้องสร้างป้อมใหม่…นั่นคือย้ายเข้ามาสร้างด้านในที่มีต้นไม้ ใหญ่ 3 ต้นเป็นเกราะป้องกันรถพุ่งเข้าชน แต่ก็ไม่วายเกิดอุบัติเหตุสยองอยู่ตลอดมา

เมื่อตอนกลางปี 2545 ก็มีรถแหกโค้งตายคาที่อีก 2 ศพ!!

เรื่อง ที่น่าขนหัวลุกสุดขีดก็คือ มีรถเฉี่ยวชนกัน แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บสาหัส…เมื่อผู้คนที่รอดมาได้ทั้งหมด 8 คนล้วน แต่ออกมายืนนอกรถ ทันใดนั้นรถยนต์คันหนึ่งก็วิ่งแหกโค้งห้อตะบึงเข้าใส่กลุ่มคนเหมือนนรก บันดาล…โครมเดียวตายคาที่ทั้งหมด 8 คน!

ป้อมผีดุวิญญาณเฮี้ยนแห่งนี้สร้างขึ้นมาตั้งแต่พ.ศ.2538 โดยตั้งเด่นอยู่ริมถนนเช่นเดียวกับป้อมปกติทั้งหลาย เมื่อเกิดเรื่องสยองขนาดคุณโปลิศยังต้องเผ่นหนี ยอมละทิ้งเวรยาม ขึ้นสน.ขอย้ายกันกลางดึกก็มี…ทำให้มีการเล่าลือกันปากต่อปากว่าป้อมนี้ผี ดุที่สุดในบรรดาป้อมตำรวจทั้งเมืองไทย

อุบัติเหตุสยองสุดขีด แทบจะฉีกร่างผู้เคราะห์ร้ายออกเป็นชิ้นๆ เลือดแดงฉานสาดกระจายไปที่ผนังป้อมเหมือนใครเอาสีเลือดไปสาดใส่ไม่มีผิด

จ.ส.ต.ติรกิจเล่าว่า ขณะที่ตนเข้าเวรกลางดึกก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งมาเดินอยู่หน้าป้อมใน ชุดกางเกงขาว เสื้อดำ ตอนแรกก็คิดว่าคงจะมารอรถ แต่เมื่อจู่ๆ เธอก็หันขวับมาจ้องเขม็ง…ใบหน้าเปรอะไปด้วยคราบเลือดเห็นชัด เล่นเอาเข่าอ่อนอยู่ในป้อมนั่นเอง

ในที่สุด ปีศาจตนนั้นก็ค่อยๆ เลือนรางจางหายไป

ต่อจากคืนนั้นก็ยังประสบกับเรื่องสยองบ่อยหน มีเสียงร้องโหยหวน…ช่วยด้วย ช่วยด้วย ดังมาเข้าหูแทบทุกคืน ไม่ว่าตำรวจคนไหนมาเข้าเวรก็ต้องจุดธูปขอให้เจ้าที่เจ้าทางช่วยคุ้มครองด้วย กันทั้งนั้น

เงยหน้ามองก็แทบช็อกคาที่ เพราะภาพที่เห็นคือเงาดำทะมึน สูงตระหง่าน…รีบพนมมือสวดมนต์แผ่ส่วนกุศลจนร่างนั้นหายไป

ส.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ อดกล้า ตำรวจประจำป้อมนี้อีกคนได้เล่าว่า ตนไม่ใช่คนกลัวผี แต่เมื่อมาคืนแรกก็เจอดีจากเสียงเคาะประตูจึงร้องถามว่าใคร? แต่คำตอบคือความเงียบ จนต้องลุกออกไปดูแต่ก็ไม่เห็นใคร จึงกลับมานอนต่อก่อนจะสะดุ้งตกใจตื่นเพราะมีใครมากระชากขารุนแรงจนตกเตียง

ผีลืมถิ่น

ผีดุ
เมื่อราว 5-6 ปีก่อนยังไม่มีการเข้มงวดเรื่องหมวกนิรภัย…เห็นเด็กผู้หญิงซ้อนท้ายกอดเอว คนขับแน่น…คงกลัวจนหายกลัว กลายเป็นความเคยชินไปแล้วกระมังคะ

มีเหตุผลอีกอย่างที่น่ารับฟังค่ะ คือบอกว่าวิญญาณที่ เพิ่งออกจากร่างก็เหมือนคนที่กระโดดจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ หรือไม่ก็เหมือนเด็กๆ หลงทาง มองหาพ่อแม่ด้วยความตระหนกอกสั่นสุดขีด ไม่รู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว…
มี พ่อแม่มารอรับ ทั้งจูงไปก็มี แม่นั่งตุ๊กตุ๊กมารับก็มี ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์พ่อก็มี รอรถขาประจำมารับก็มีหลายคน รถที่ว่ามีทั้งตุ๊กตุ๊กและมอเตอร์ไซค์ ลองนึกภาพดูเถอะค่ะว่า ยกเว้นรถตุ๊กตุ๊กแล้ว การนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์สำหรับเด็กๆ จะน่าเสียวไส้แค่ไหน

ดิฉันเคยเห็นในตอนกลางวันแสกๆ เลยค่ะ!

วัด อัมพวันในเขตดุสิตอยู่ใกล้ๆ กับสถานีตำรวจ ทางเข้าออกคือถนนพระราม 5 แต่โรงเรียนวัดอัมพวันที่มีเด็กตัวเล็กๆ มากมาย มีทางเข้าออกด้านข้าง เชิงสะพานราชวัตร ทางถนนนครไชยศรี

ทางเข้าออกด้านนี้ค่อนข้างคับแคบ มีร้านขายอะไหล่รถยนต์และซ่อมรถ ซึ่งเป็นเจ้าประจำของดิฉันขนาบกับรั้วบ้าน…ตอนเย็นๆ จะมีเด็กนักเรียนตัวน้อยๆ หลั่งไหลกันออกมาเป็นสายน่ารักน่าเอ็นดูไม่น้อย…แต่หลายๆ ครั้งก็ดูน่าหวาดเสียวเอาการ

นั่นคือ ตอนเด็กๆ อายุราว 6-7 ขวบกลับบ้าน!

ถึงยังไงก็ต้องเกิดอุบัติเหตุขึ้นจนได้ล่ะค่ะ!

เวลา รถเสียเล็กๆ น้อยๆ เช่น เครื่องร้อน แอร์เสีย หรือขลุกขลักโดยไม่ทราบสาเหตุ ดิฉันก็คงจะเหมือนๆ กับผู้หญิงส่วนมากที่ขับรถเป็น แต่ไม่มีความรู้เรื่องเครื่องยนต์เลย… ประคองรถไปจอดหน้าร้าน บอกเถ้าแก่ที่คุ้นๆ กันให้ช่วยจัดการ แล้วก็ออกมาเดินยืดเส้นยืดสายที่ปากทางเข้าออกโรงเรียนวัดอัมพวัน…ว่าง เข้าเราก็คุยกัน ทำให้ดิฉันรู้ว่าอุบัติเหตุกับเด็กๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะความประมาท น่าสลดใจจริงๆ ค่ะ

เมื่อตอนต้นปีพ่อมารับลูกสาวซ้อนท้าย พอหักรถออกก็โดนรถเมล์สาย 14 เฉี่ยวจนล้มคว่ำ เลือดโชกทั้งพ่อทั้งลูก

ต่อ มามอเตอร์ไซค์ที่พ่อแม่จ้างมารับส่ง ก็เกิดพุ่งออกไปโดยที่เด็กยังนั่งไม่เต็มก้น…ผลคือเด็กหญิงตัวเล็กๆ หงายท้องลงมาหัวแตก เลือดไหลโกรก คนขับรีบอุ้มส่งโรงพยาบาล …ไม่รู้ว่าอาการหนักเบายังไง เพราะมีรถพวกนี้มารับเด็กมากเหลือเกิน

นานๆ หรอกค่ะ ถึงจะมีรถเก๋งมารับเด็กซักครั้งหนึ่ง!

ไม่อยากโทษพ่อแม่หรอก เพราะเขาคงต้องทำมาหากินจนไม่มีเวลามารับลูกเอง จะให้ตุ๊กตุ๊กมารับ-ส่งก็คงจะแพงกว่ามอ เตอร์ไซค์แน่ๆ

วัน นั้น ฟ้าหนักอึ้งด้วยเมฆฝนมาแต่บ่ายๆ ลมพัดอู้ๆ จนเศษกระดาษปลิวว่อน…ดิฉันเสร็จธุระที่ราชเทวีราวบ่ายสามโมงเศษ พอขับรถมาถึงอุรุพงษ์จะกลับบ้านที่สามแยกพิชัยก็เกิดแอร์ไม่เย็น ความร้อนขึ้นสูงจนต้องปิดแอร์…พอเลี้ยวซ้ายที่โรงกรองน้ำสามเสน ผ่านราชวัตรก็ลงสะพานมาชะลอรถชิดซ้ายที่ร้านซ่อมรถขาประจำ

บอก เถ้าแก่เสร็จก็ลงมาเดินยืดเส้นยืดสายตามเคย…เด็กๆ ทยอยออกจากปากทางไปจนบางตาแล้ว เห็นพ่อแม่นั่งมอ เตอร์ไซค์อุ้มลูกสาวนั่งตัก มองไม่เห็นว่ามีใครสวมหมวกนิรภัยสักคนก็อดใจหายไม่ได้

คนหาเช้ากินค่ำ คุณภาพชีวิตก็ตกต่ำแบบนี้แหละค่ะ เราห่วงความปลอดภัย แต่เขาอาจจะกำลังห่วงค่าใช้จ่ายสารพัดที่ถาโถมเข้าใส่ก็เป็นได้

คุณพระช่วย! เด็กหญิงตัวน้อยๆ หงายผลึ่งลงมากลิ้งบนพื้น ลับหายไปข้างรถดิฉัน รีบวิ่งปราดไปดูก็ต้องยืนตะลึงงันอยู่กับที่…ไม่เห็นมีร่างของเด็กหญิงผู้ นั้นแม้แต่เงา

รถเมล์เล็กแล่นผ่านไปจอดป้ายหน้า มอเตอร์ไซค์สีแดงหายไปไหนก็ไม่ทราบ…ดิฉันใจเต็นโครมๆ เข่าอ่อนจนต้องเกาะรถตัวเองอ้อมมาด้านใน ม่านตาลายพร่าจนมองเห็นช่างที่กำลังง่วนอยู่กับสายไฟหน้ารถดูเลือนรางเต็ม ที…

รถ คันนั้นพุ่งไปทางสามแยกพิชัย เกือบพร้อมๆ กับมอเตอร์ไซค์สีแดงคันหนึ่งบึ่งลงสะพานมาเฉียดรถยนต์ดิฉัน คนขับผอมเกร็งวัยยี่สิบต้นๆ คงจะเป็นรถรับจ้างน่ะ…เด็กหญิงอายุราว 7-8 ขวบ ไว้ผมม้า แก้มยุ้ยน่ารัก หิ้วกระเป๋าจนไหล่ลู่ รีบก้าวยาวๆ ไปขึ้นรถ…เสียงเร่งเครื่องหักกลับไปทางสะพานราชวัตร ขณะที่รถเมล์เล็กห้อตะบึงลงสะพานมาพอดี!

เถ้าแก่มองเห็นก็ปราดออกมา เชิญดิฉันไปนั่งดื่มน้ำเย็นๆ ในร้านก่อน…บอกว่าคนขับมอเตอร์ไซค์กับเด็กหญิงซ้อนท้ายตายมาเดือนกว่าแล้ว แต่มักมีคนเห็นภาพสยองบ่อยๆ เขาว่าเป็นวิญญาณที่หลงทางไงคะ! บรื๋อส์