Entries from January, 2013

ผีสัตว์ร้าย

ป้าและน้าผมเห็นหนอนยั้วเยี้ยในลังก็ร้องลั่นแล้ว ไม่ต้องพูดถึงงูหรอกครับ

เมื่อ 3 ปีก่อนผมก็เลี้ยงอีกัวน่ากับเต่าดาวอินเดีย!

อีกิวน่าเห็นบ่อยเลยไม่น่าตื่นเต้นอย่างมังกรโคโม แต่ผมไม่ชอบสัตว์ใหญ่ บ้านที่ถนนระนองก็ไม่ใช่กว้างขวางนัก ผมเลยซื้อเต่าดาวอินเดียมาเลี้ยง Star of India แปลตรงตัวเลย ซื้อมาตัวละ 1,500 บาทแน่ะ อย่านึกว่าตัวใหญ่โตนะครับ ยาวแค่ 4-5 ซ.ม.เอง คนใจเดียวกันน่ะรู้แน่ แต่หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมแพงจัง?

เต่าตัวน้อยๆ นี่มาจากอินเดีย แม้เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก แต่พวกดาวอินเดียชอบอยู่ในป่าดง ไม่ชอบน้ำ กระดองนูนหนากว่าเต่าทั่วไปราว 2 เท่า มีสีเหลืองโดดเด่นถึงได้ชื่อดาวอินเดีย ตัวไหนกระดองเหลืองมากยิ่งแพงมาก ถ้าตัวโตราว 5-6 นิ้วจะเป็นหมื่นขึ้นไป

น่าแปลกอย่างตรงที่…ถ้ากระดองขาวผ่องราคายิ่งสูงอีกเท่าตัว!

ดาวอินเดียเป็นเต่ารักสงบ ไม่ชอบน้ำ แถมเป็นมังสวิรัติกินแต่พืชผัก เช่น แครอต แตงกวา ผักกาด… เลี้ยงง่ายและน่ารักด้วย ใส่ลังไว้หลังตู้เย็น ดูแล้วเพลินใจจริงๆ

เรื่องน้ำกินไม่ต้องห่วง เพราะมันได้น้ำจากพืชผักที่กินอยู่แล้ว

พ่อบอกว่าเต่าเป็นสัตว์มงคล สมัยก่อนมียันต์เต่าเรือน เอาไว้คุ้มครองบ้านจากอัคคีภัยและภัยโจร!

เคยเห็นในทีวีว่าเต่าทะเลคลานขึ้นมาวางไข่ น้ำตาไหลพรากน่าสงสาร…มันทั้งเหน็ดเหนื่อยและเจ็บปวดเหมือนคนคลอดลูกนั่น แหละ! เขาว่ามันหลั่งสารเกลือจากนัยน์ตา เพราะกระดองทั้งแข็งและหนาเป็นอุปสรรค บ้างก็ว่ามีน้ำเค็มติดมาจนต้องหลั่งน้ำตาไล่น้ำเค็มที่จะกลายเป็นเกลือปิด นัยน์ตา

“ดาวอินเดีย” ตัวน้อยๆ แสนน่ารักของผม ซื้อมาเลี้ยงให้ชื่นอกชื่นใจได้แค่ 5-6 เดือน ก็มีเด็กซนข้างบ้านดอดมาเล่นตอนผมเผลอ เอาน้ำให้มันกินมั่ง จับหยอดน้ำใส่ปากมั่งด้วยความหวังดี เจ้าเต่าแสนสวยของผมเซื่องซึมอยู่ไม่กี่วันก็ตาย

ไม่ใช่นักสะสมเปลือกหอยหรือกระดองเต่า รวมทั้งซากสัตว์ทั้งหลาย…ผมเลยเอาเจ้าดาวอินเดียที่ไม่มีลมหายใจไปวางไว้ โคนต้นโมกออกดอกขาวสะพรั่ง

นัยน์ตาแสบร้อนตอนที่บอกว่า…เฝ้าบ้านอยู่ที่นี่นะเจ้าเต่าน้อย!

พวกหมากับแมวถือว่าเป็นสัตว์ประจำบ้าน ผมเริ่มเลี้ยงผีเสื้อตั้งแต่ยังเป็นไข่ จับมาจากต้นยี่โถหน้าบ้าน เปลี่ยนเป็นเส้นเล็กๆ เท่าเส้นด้าย เติบโตเป็นตัวหนอน มันกินใบยี่โถจุมากๆ ก่อนเป็นดักแด้ ชักใยออกมาเป็นผีเสื้อ

พอมันกลายเป็นผีเสื้อสวยๆ มักจะเกาะตามบ่าและแขนผมเป็นประจำ ราว 2-3 วันถึงจะโบยบินออกไปหากินตามธรรมชาติ แม่บอกว่ามันรู้ตัวว่าผมเป็นคนดูแลมันตั้งแต่ยังเป็นไข่แน่ะ!

จะจริงหรือเปล่าไม่รู้ซีครับ แต่ตอนไปเที่ยวน้ำตกละอูที่หัวหินกับพ่อแม่น่ะ มีผีเสื้อฝูงใหญ่นับร้อยตัวพันตัวบินว่อนลานตา…มันชอบมาบินเกาะผมเพียบเลย

พ่อแซวว่าชาติก่อนผมคงเคยเป็นผีเสื้อละมั้ง?

แต่ไม่ใช่หรอก เพราะต่อมาผมก็เลี้ยงงู เลี้ยงหนู เลี้ยงด้วงตัวกว่าง ตั้งแต่มันยังเป็นหนอนยึกยืดอยู่แน่ะ ส่วนมากไปซื้อร้านอาหนูที่สวนจตุจักร หรือไม่ก็ตลาดนัดซันเดย์วันเสาร์อาทิตย์ ทั้งซื้อสัตว์และอาหารสัตว์จนกลายเป็นขาประจำ

งูเขียวปากจิ้งจก งูสายม่าน พวกนี้น่ารักครับ ลำบากตรงที่ต้องหาจิ้งจกให้มันกิน ต้องเป็นๆ ด้วยนะ! หนูแฮมสเตอร์ซื้อมาเลี้ยงคู่เดียว เดือนกว่าๆ มันก็ออกลูกมา 3-4 ตัว เผลอหน่อยมันออกมาอีกโขยงแล้ว ต้องแจกเพื่อนฝูงไป…เลี้ยงไม่ไหวน่ะซีครับ

เพื่อนนักเรียนเอาปลากัดสวยๆ มาให้หลายตัว บอกว่าตอบแทนที่ผมแบ่งลูกหนูแฮมสเตอร์ไปให้เดือนก่อน ผมก็เอาใส่ขวดเรียงรายไว้ที่ระเบียงใกล้ๆ ต้นโมกนั่นเอง

เรื่องน่าขนหัวลุกเกิดขึ้นเมื่อมีเพื่อนมาซ้อมกีตาร์ มาเล่นวิดีโอเกมที่บ้านแล้วถามว่า…ไหนลื้อบอกเต่าตาย? เมื่อกี้ยังเห็นมันคลานต้วมเตี้ยมอยู่ที่ต้นโมกเลย

ผมหัวเราะไม่สนใจ แต่อาทิตย์ต่อมาป้าฉวี-ครูเก่าในซอยแวะมาฝากมังคุดให้แม่ แกเรียกลูกมังคุดเพราะลูกเล็กๆ แต่หอมหวานแทบไม่มีเม็ด แกบอกว่าเมื่อเดินเข้ามาก็เห็นเต่าตัวใหญ่หลังนูนยาวเท่าแขน…ถามว่า

“วศินเลี้ยงไว้หรือลูก? โอย…ป้าเห็นแล้วกลัวแทบตาย”

ผมออกไปดูก็ไม่เห็นอะไร นอกจากซากเจ้าดาวอินเดียอยู่ที่เดิม!

แม่ถึงกับขนลุกซ่า หันมามองผม…สัตว์ที่ตายแล้ว จะเป็นผีเหมือนคนหรือเปล่าก็ไม่รู้? แต่ถ้ามีขโมยเข้าบ้านอาจจะเผ่นหนีเพราะเห็นเต่ายักษ์ยืนจังก้า ยืดหัวขึ้นอ้าปากคมกริบ น่ากลัวก็เป็นได้…ผมก็ได้แต่นึกหวังไป….

ผีฟ้า

Ghost
พี่ฟ้าช่างคิดช่างฝัน ชอบมองดูต้นลั่นทมใหญ่หน้าบ้าน มีกิ่งก้านมากมาย เวลาออกดอกสีแดงหอมฟุ้ง… เขาว่าไม่ควรปลูกในบ้าน เพราะชื่อลั่นทมคล้ายๆ กับ “ระทม” ควรปลูกในวัดมากกว่า แต่พ่อแม่พี่ฟ้าไม่ถือค่ะ ปลูกทั้งมะม่วง ขนุน มะตูม ปีบ ลิ้นฟ้า ตีนเป็ด ทับทิมและวาสนา…ปะปนกันไปหมด

พวกสาวๆ ในหมู่บ้านก็ชอบมาขอเก็บลั่นทมบ่อยๆ พี่ฟ้าไม่หวงเลย บอกให้เก็บตามสบาย เคยบอกหนูด้วยว่า…อยากขึ้นไปนั่งบนกิ่งลั่นทมสูงๆ มองดูดาว คิดว่านั่งอยู่ที่กิ่งจันทร์ตามใจฝันไงคะ!

ตอนโรงเรียนปิดเทอมตุลาคม พี่ฟ้าขออนุญาตพ่อแม่ไปเที่ยวหัวหินกับเพื่อนๆ น่าอิจฉาจังเลย… หนูอยากไปเที่ยวมั่งแต่พ่อแม่ไม่ว่าง และไม่ยอมให้ไปกับเพื่อนๆ ค่ะ

คืนแรกที่พี่ฟ้าไปหัวหิน หนูก็ฝันถึงเธอ…

ในฝันนั้น พี่ฟ้ากำลังเล่นน้ำทะเลกับเพื่อนๆ แถมโบกมือให้ด้วย เสียงคลื่นซัดหาดกับเสียงหัวเราะเริงร่าของพวกสาวๆ รุ่นพี่ ทำให้หนูอยากจะโผลงน้ำ แหวก ว่ายให้ชื่นฉ่ำใจจริงๆ ค่ะ

สงสัยว่าจิตใจของเราคงจะผูกพันกันมาก เหมือนเครื่องส่งกับเครื่องรับ เพียงแต่หนูไม่รู้ว่าใครเป็นคนส่งคนรับกันแน่…คงเป็นเพราะหนูคิดถึงเธอพอๆ กับพี่ฟ้าคิดถึงหนูก็ได้ค่ะ

คืนต่อมาหนูก็ฝันถึงพี่ฟ้าอีกนะคะ!

คราวนี้ไม่ใช่ที่หาดทรายชายทะเลแล้ว แต่เป็นที่หน้าบ้านเรานี่เอง…พี่ฟ้าขึ้นไปนั่งอยู่บนกิ่งใหญ่เกือบบนสุด ของต้นลั่นทมแดง ไม่รู้ว่าเธอขึ้นไปตอนไหน เพราะหนูเห็นเมื่อพี่ฟ้ากำลังนั่งเงยหน้ามองดาวอย่างผาสุกจนน่าอิจฉา ผมยาวสยายของเธอปลิวไสวตามแรงลมน่ามองจังเลย

“พี่ฟ้าๆ” หนูเรียกเบาๆ แต่เธอคงไม่ได้ยินเพราะอยู่สูงเหลือเกิน แต่สักครู่…ราวกับจะรู้ว่าหนูกำลังแหงนมอง เพราะเธอก้มลงมายิ้มหวาน โบกมือให้อย่างร่าเริง

พี่ฟ้าสวยมากๆ จนไม่รู้จะบอกยังไง เธอสวยเหมือนนางฟ้าสมชื่อ นิสัยใจคอก็ดีมากเลย สุภาพเรียบร้อย อ่อนโยน พูดเสียงหวาน คิ้วโก่งเหมือน วงพระจันทร์ นัยน์ตาโตและดำขลับ สุกใสไม่ต่างกับดวงดาว

เธอเคยถามหนูว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร? หนูตอบทันทีเลยว่า…อยากสวยเหมือนพี่ฟ้าค่ะ! เธอหัวเราะกิ๊ก กอดหนูแน่นเชียว

“แล้วพี่ฟ้าล่ะคะ อยากเป็นอะไร?”

“อยากเป็นนางฟ้าจริงๆ น่ะซีจ๊ะ นางฟ้าที่นั่งห้อยขาอยู่บนเสี้ยวจันทร์เหมือนนั่งชิงช้า จะได้มองดูดาวนับล้านๆ ดวงรอบตัวใกล้ๆ คงจะมีความสุขมากๆ เลยนะจ๊ะ”

แหม! ดูเผินๆ เหมือนพี่ฟ้ากำลังนั่งอยู่บนกิ่งจันทร์จริงๆ ค่ะ แต่ใจหนูรู้ว่าเป็นกิ่งลั่นทม กลัวเธอจะพลัดตกลงมาน่ะซีคะ…ก็เธอนั่งท่าทางสบายๆ ราวกับนั่งคุยกับหนูที่ม้าหินริมรั้วข้างบ้านอย่างนั้นแหละ

เอ…เขาว่ากิ่งลั่นทมมันเปราะ หักง่ายไม่ใช่เหรอคะ? แต่หนูว่าคงไม่จริงมั้ง ไม่งั้นพี่ฟ้าคนสวยจะนั่งห้อยขาตามสบายได้ไง? หรือไม่ก็เพราะเธอร่างเล็กบอบบางเหมือนนางฟ้าที่ล่องลอยในเทพนิยาย มือถือคทา มีดวงดาวจิ๋วๆ ส่องแสงด้วยล่ะค่ะ

พี่ฟ้าบอกว่าไปเที่ยวสองคืน จะซื้อเปลือกหอยสวยๆ ที่หัวหินกับขนมอร่อยๆ ที่เมืองเพชรมาฝากหนูด้วยล่ะ…

เย็นนี้เธอก็จะกลับบ้านแล้ว!

นั่นไงคะ…พอหนูวิ่งตื๋อออกจากบ้าน ก็เห็นพี่ฟ้ากำลังนั่งอยู่บนกิ่งลั่นทมแดงเหมือนกับในความฝันพอดี หนูตะโกนเรียกอย่างดีใจ…พี่ฟ้าๆ พี่ฟ้ามาแล้ว! เที่ยวหัวหินสนุกไหมคะ? ซื้อหอยสวยๆ กับขนมอร่อยๆ มาฝากหนูหรือเปล่า?

พี่ฟ้าก้มลงมอง โบกมือให้หนูหย็อยๆ แหม! มาถึงก็ซนเลยนะ! หนูนึกขณะวิ่งผ่านรั้วเข้าประตูเปิดกว้าง …หันไปมองทางต้นลั่นทมแดงก็ไม่เห็นพี่สาวคนสวยของหนูเสียแล้ว

หนูตกตะลึง ใจหายวูบ ขนลุกซ่าไปทั้งตัวด้วยสัญชาตญาณอะไรบางอย่าง…

จริงด้วยค่ะ! รถพี่ฟ้าเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำที่เขาย้อย คนอื่นๆ แค่ฟกช้ำดำเขียว แต่พี่ฟ้าของหนูคอหักตายคาที่…ขอให้วิญญาณของเธอล่องลอยขึ้นไปนั่งบนกิ่ง จันทร์ ชมหมู่ดาวระยิบระยับอย่างผาสุกตลอดไปนะคะ!

ผียาเสพติด

ผีไทยดิฉัน เช่าห้องอยู่ในซอยลอยมา ข้ามถนนใหญ่มาก็เลี้ยวเข้าซอยได้เลย เพราะยังไม่มีสะพานลอยเหมือนเดี๋ยวนี้ เพื่อนร่วมห้องชื่อแก้ว-คนบ้านหมี่เหมือนกัน แถมทำงานแบบเดียวกันอีกด้วย เพียงแต่อยู่คนละคาเฟ่ที่อยู่ใกล้ๆ กันเท่านั้น

ซอยนั้นจะเรียกว่าเป็นชุมทางห้องแบ่งเช่าก็เห็นจะไม่ผิดนัก!

ปาก ซอยมีร้านขายหอยทอดสวัสดี เข้าไปหน่อยก็มีร้านซักรีดเสื้อผ้า ร้านเสริมสวยที่อยู่ตรงข้ามห้องเช่าของเราพอดี ถัดเข้าไปยังมีบ้านแบ่งห้องเช่าอีกไม่ต่ำกว่าสิบแห่ง ของเราถือว่าใกล้ที่สุด สะดวกและปลอดภัยพอสมควร เพราะมีประตูใหญ่ที่ล็อกด้านใน 24 ชั่วโมง คนเช่าถึงจะมีกุญแจไขเข้าไปได้ค่ะ

ถ้ามีเพื่อนหรือแฟนมาหาก็ต้องกด กริ่ง บอกชื่อเสียงว่าจะพบใครแล้วเขาถึงจะเปิดประตูรับ…เดินเข้าไปก็จะพบห้องของ พนักงานด้านหน้าที่มักง่วนอยู่กับการรับโทรศัพท์แทบตลอดทั้งวัน

สมัย นั้นที่ห้องเช่าดิฉันยังไม่มีโทรศัพท์หรอกค่ะ ไม่ใช่มือถือเกลื่อนเมืองอย่างปัจจุบัน ถ้ามีใครโทร.มาหา ผู้ช่วยพนักงานก็จะวิ่งมาเคาะประตูห้องเรียก…ค่าตามไปรับโทรศัพท์คือ 5 บาท ใครขี้เหนียวและรู้ว่าจะมีแฟนโทร.มาหาก็จะไปยืนเกร่แถวหน้าห้องนั้นเลย

มีโรงหนัง 5-6 โรง มากพอๆ กับโรงแรมม่านรูด ไหนจะบาร์ผีที่มีสาวเต้นอะโกโก้ ซึ่งถือว่าเป็นโชว์ยอดฮิตที่ขาดไม่ได้ ตั้งแต่เต้นธรรมดาจนถึงการโชว์วิตถารต่างๆ นานา…ก่อนจะถึงยุคของสาวโคโยตี้ในยุคต่อมาจนถึงทุกวันนี้

คน เช่าส่วนมากไม่ทำงานคาเฟ่ก็โรงแรม ใช้ชีวิตกลางคืนกันแทบทั้งนั้น นอนตื่นเที่ยงหรือบ่าย อาบน้ำล้างหน้าในห้องรวมแล้วก็แต่งตัวง่ายๆ หลายคนก็เล่นชุดนอนไปแวะส่งเสื้อผ้าให้ร้านซักรีด หาอะไรกินที่ปากซอย หรือแผงข้าวเหนียว ไก่ย่าง ส้มตำ แล้วก็มาแวะร้านทำผมก่อนเข้าห้อง เปิดเทปฟังเพลงบ้าง ซ้อมเพลงบ้างสำหรับพวกนักร้อง

พักผ่อนได้ไม่นานก็ถึงเวลาเย็น ต้องอาบน้ำแต่งตัวไปทำงานกันแล้ว!

ห้อง เช่าของเรามีข้อเสียนิดหน่อยตรงที่ผ่านหลังตึกแถวตอนกลางคืนมาถึงประตูรั้ว ค่อนข้างมืดและเปลี่ยว แต่พวกเราอยู่กันมาหลายเดือนจนไม่ค่อยหวาดกลัวอะไรนัก

บางคืนกลับมา สองคนเห็นเงาใครตะคุ่มๆ นั่งบ้างยืนบ้างอยู่ข้างรั้วก็นึกหวาดๆ อยู่เหมือนกัน เพราะปาเข้าไปตีสามกว่าๆ แล้วนี่คะ ต้องรีบเดินพร้อมกับเตรียมลูกกุญแจมาไขไว้ก่อน…สังเกตว่าคนที่ซุกตัวอยู่ มืดๆ เงียบๆ หันมามองจนน่าเสียวสันหลังเอาการ

พวกทาสยาเสพติดน่ะแหละ ค่ะ นึกแล้วก็น่าสงสารเหมือนกัน…พวกเขาคะนองตามเพื่อน อยากโชว์หรืออวดศักดิ์ศรีว่าตัวเองเก่ง เสพยาก็ไม่ติด! จะเลิกเมื่อไหร่ก็ได้! เฮ้อ…

คืนหนึ่ง เราก็พบกับเรื่องน่าตื่นเต้นเข้าจังๆ

แก้ว เดินหน้าก้าวยาวๆ ไปที่ประตู ดิฉันมัวแต่หันไปมองร่างผ่ายผอมในชุดสีทึบ กลิ่นเหงื่อไคลสาบๆ กระทบจมูกจนเกือบจะเบือนหน้าหนี พอดีเขายื่นมือสั่นเทามาดักหน้า พึมพำแหบเครือว่า…พี่ ขอตังค์ผมกินข้าวหน่อยเถอะครับ ผมหิว…

ดิฉันใจอ่อนยวบ โถ…เด็กหนุ่มอายุราวยี่สิบแท้ๆ ต้องตกอยู่ในสภาพครึ่งผีครึ่งคน เพราะเฮโรอีนแท้ๆ เลยควักแบงก์ใบละ 20 บาทส่งให้ เขายกมือไหว้ท่วมหัว ขอบคุณ เสียงปนสะอื้น รีบก้าวยาวๆ ไปทางก้นซอย… เขาคงรีบร้อนไปหาซื้อยาเสพติดฉีดเข้าเส้นที่นั่น

ตอนนั้นยังไม่มียาบ้าค่ะ…ถ้าไม่มีเงินจริงๆ เขาอาจจะก่ออาชญากรรมอะไรก็ได้ หรือแม้แต่ลงแดงตายตามที่เคยได้ยินข่าวบ่อยครั้ง

“ทีหลังอย่าไปให้มัน” แก้วพูดเสียงดุ “ไอ้พวกนี้เคยตัว เดี๋ยวก็มาไถเงินอีก”

คืนต่อมา ดิฉันเห็นเขานั่งพิงรั้ว ท่าทางทอดอาลัยตายอยาก นึกจะควักเงินให้สัก 20 บาท ก็พอดีเขายกมือทั้งสองขึ้นปิดหน้า สะอื้นเบาๆ อยู่ในความสลัวและเยือกเย็น เล่นเอาดิฉันชะงัก หยิบเงินออกมาถือค้าง…ขณะที่ภาพนั้นค่อยๆ เลือนรางจางหายไปต่อหน้าต่อตา

เสียงหมาจรจัดหอนโหยหวนมาจากก้นซอย ดิฉันออกวิ่งตามหลังแก้วที่ยืนหน้าซีดเซียว พึมพำว่า…ถ้าเมื่อคืนเธอให้เงินมันไปเสพยาก็คงยังไม่ตาย…ขนหัวลุกค่ะ!

ปรากฏ ว่าจริงอย่างที่แก้วพูดเลยค่ะ คืนรุ่งขึ้นก็เห็นเขามายืนรอเรา ยื่นมือสั่นริกมาหา พูดคำเดิมๆ ว่าขอเงินไปกินข้าว ดิฉันสองจิตสองใจ หันมองเพื่อนก็เห็นเธอจ้องเขม็งเลยตัดสินใจส่ายหน้า รีบเดินตามแก้วเข้าประตูแล้วรีบปิดทันที

แก้วเล่าว่า พอดิฉันผละมา เขาก็หันไปหาเพื่อนพูดอะไรพึมพำ ยกสองมือขึ้นปิดหน้า ทำท่าเหมือนกำลังสะอื้นด้วยความผิดหวัง เจ็บปวดสุดขีด…คืนนั้นดิฉันนอนลืมตาโพลงหลับตาก็เห็นแต่ภาพน่าเวทนานั้น บีบคั้นความรู้สึกให้สลดหดหู่อย่างบอกไม่ถูก

นาฬิกาตาย

อย่านึกว่าไม่กล้านะครับ พวกผมทโมนไพรทั้งนั้น ขอบอก!

บ้าน เราอยู่ไม่ไกลกัน แถวกิ่งเพชร ซอยพญานาค เจริญผลตัดใหม่ ใกล้ๆ ที่เรียนดีด้วย เราสั่งผัดไทยมั่ง ต้มเนื้อวัวมั่ง…วันเกิดเหตุเราออกมานั่งที่ร้านกาแฟซอยหน้าบ้าน มาทั้งไอ้เคี้ยงผอมสูง ไอ้ปั่นตัวเตี้ยล่ำ ขาดไอ้ฮิมคนเดียว หายหัวไปไหนก็ไม่รู้มัน

ราวทุ่มเศษมันก็กระหืดกระหอบเข้ามาได้ ไอ้นี่สูงคล้ำล่ำสันตามแบบของหนุ่มมุสลิมส่วนใหญ่ หน้าหล่อตาคมจนสาวๆ สบตาเป็นต้องสะเทิ้นไปตามๆ กัน

เราด่ามันนิดหน่อย ชงเหล้าให้ พอดวดเข้าไปสองแก้วไอ้ฮิมก็ยื่นมือซ้ายให้ดูราวเพิ่งนึกขึ้นได้ ไอ้เคี้ยงกับไอ้ปั่นแซวว่าไอ้ฮิมผูกนาฬิกาแล้วโว้ย! มึงไปจิ๊กใครมา? ไอ้ฮิมส่ายหน้า แววตางุนงงพิกล บอกว่ากูเพิ่งเก็บได้หยกๆ ตอนลงจากสะพานหัวช้างนี่เอง

นึกเอะใจยังไงไม่รู้ ผมจ้องหน้ามันอย่างลืมตัว!

ผมเป็นเด็กช่างกล ปทุมวัน เพื่อนฝูงเยอะแยะ ที่ซี้กันก็มีไอ้ฮิม ไอ้ปั่น และไอ้เคี้ยง อุปนิสัยห่ามห้าวพอๆ กัน เลิกเรียนก็ออกเที่ยวซ่อกๆ จนติดเป็นนิสัยแล้ว พ่อแม่ห้ามจนเลิกห้ามเพราะอ่อนอกอ่อนใจไปเอง

มารู้ว่าทำบาปหนักต้องชดใช้เอาตอนมีลูกนี่แหละครับ!

อัน ที่จริงก็ไม่เสียหายอะไรนัก นานๆ ก๊งกันที หลีสาวมั่งพอหอมปากหอมคอ พ่อผมใจดี หรือจะห้ามไม่ไหวเลยยุส่งก็ไม่รู้ บอกว่าชวนเพื่อนมากินเหล้ากับพ่อได้เลยนะ

คุณพระช่วย! ใบหน้าคล้ำๆ ของไอ้ฮิมบิดเบี้ยวเหยเกเหมือนกำลังเจ็บปวดสาหัส หรือไม่ก็เป็นใบหน้าคนอื่นที่ผมไม่เคยรู้จักมักจี่มาก่อนเลย

“ไอ้ ฮิม!” ผมอุทาน อ้าปากค้าง มันหันขวับมามอง… หน้าตาก็คือไอ้ฮิมคนเดิม จะว่าเหล้าทำพิษก็คงไม่ใช่แน่ๆ เพราะเพิ่งซดกันได้ไม่นาน แต่ไอ้ฮิมกลับลูบคลำนาฬิกาเรือนเหล็กที่ข้อมือมันอย่างใจลอย

“ข้าใส่ ได้พอดีเป๊ะ ยังกะเจ้าของมันหุ่นเดียวกับข้าเลย แต่มันคันข้อมือแปลกๆ เดี๋ยวบีบเดี๋ยวคลายพิลึก” ไอ้ฮิมบ่นก่อนจะตาเหลือก ร้องลั่น “เฮ้ย! มันบีบข้อมือข้าอีกแล้ว”

ไอ้เคี้ยงหน้าแดงก่ำ ยื่นมือออกไปทันที “ไหนให้กูลองหน่อย ถอดมาเลย”

เชื่อ ไหมครับ ไอ้ฮิมถอดไม่ออก ตอนแรกนึกว่าแกล้งทำ แต่หน้าตามันซีดเซียวจริงๆ ไอ้เคี้ยงช่วยแกะตะขอก็แกะไม่หลุด ไอ้ปั่นช่วยอีกคนก็ไม่สำเร็จ ตายล่ะซี…เราชักงงว่าเกิดอะไรขึ้นแน่? คว้าเหล้ามาซดก่อนลงมือ อีกครั้ง คราวนี้ผมบอกจะช่วยอีกคน

พ่อ อธิบายสาเหตุให้ฟังง่ายๆ ผมนิ่งอึ้ง…อาจจะเป็นไปได้ แต่ทำไมผมถอดไม่ออกล่ะ พอบอกเรื่องนี้พ่อก็ส่ายหน้า…ลองถอดให้ดูซิ! ให้ดิ้นตายเถอะ…มันหลุดออกมาอย่างง่ายดาย!

รุ่งขึ้น นาฬิกานรกนั่นเกาะข้อมือผมแน่นเชียว…คราวนี้ไม่ยอมปริปาก รีบแต่งตัวไปเรียน ออกจากซอยเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพญานาค เลี้ยวขวาผ่านโรงแรมเอเชีย เดินใจลอยไปถึงเชิงสะพานหัวช้าง…ไอ้ฮิมมันบอกว่าเก็บนาฬิกาได้แถวนี้แหละ

ยัง ไม่ทันจะขยับมือ นาฬิกาเรือนเหล็กก็คลายแกร๊ก… ร่วงผล็อยลงสู่พื้นดิน พลิกหงายขึ้นวูบวาบราวจะจ้องมองยิ้มๆ ผมขนหัวลุกซ่า กระโดดโหยงขึ้นสะพานทันใด…ขอให้สวรรค์จงคุ้มครองคนที่จะเก็บมันได้ก็แล้ว กันครับ!

เราไม่ทันขยับ สายนาฬิกาก็หลุดออกมาห้อยที่ข้อมือไอ้ฮิม สะดุ้งเฮือกไปตามๆ กัน มันรีบส่งให้ไอ้เคี้ยงมือไม้สั่น ไอ้นั่นเม้มปากแล้วคว้ามาสวมฉับ…กดปุ่มทันที!

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ ไอ้เคี้ยงใส่นาฬิกาประหลาดเรือนนั้นได้เหมาะเจาะ พอดิบพอดี ทั้งๆ ที่ข้อมือมันเล็กกว่าไอ้ฮิมตั้งพะเรอ

“สวยดีโว้ย” มันยังไม่เอะใจ “ขอกูเถอะ”

“เอาไปเลย” ไอ้ฮิมซดเหล้าฮวบ “เมื่อตะกี๊กูขนลุกหมด นึกว่าผีหลอก

ไอ้ เคี้ยงหัวเราะร่า แต่ฉับพลันก็หน้าเหยเก ร้องโอยๆ ช่วยแกะนาฬิกาผีสิงนี่ออกที…มันทั้งตะปบทั้งควักยุ่งไปหมด ดูๆ แล้วก็เหมือนลิงกินกะปิ ผมอดหัวเราะไม่ได้ เอื้อมไปแกะมันก็หลุดออกอย่างง่ายดาย พอหันไปหาไอ้ปั่นมันก็ผงะหน้า…กูไม่เอานะ! “งั้นกูเอาเอง!” ผมโพล่งเพราะอยากลองดี ผีสางอะไร…อุปาทานทั้งนั้นเลย คืน นั้นผมถอดนาฬิกาวางไว้หัวเตียง หลับสนิทเพราะพิษเหล้า…ฝันอะไรแปลกๆ เห็นโน่นเห็นนี่วูบๆ วาบๆ พิลึก จากเรื่องนี้ไปเรื่องนั้น…แต่ที่แน่ๆ คือเห็นคนตัวดำๆ หน้าตาน่ากลัว ชูมือให้เห็นนาฬิกาเรือนเหล็กขาววับ…ขาวจนแสบตา เจ็บแปล๊บไปถึงหัวใจจนสะดุ้งตื่น

ลุกพรวดมาเปิดไฟหัวเตียง ไม่มีนาฬิกาบนโต๊ะ…มันอยู่ที่ข้อมือผมน่ะเอง!

ผม ร้องเอะอะโวยวายจนพ่อมาเคาะประตู บอกตรงๆ ว่าผมกลัวจนพูดไม่ออก หัวใจเต็นโครมๆ หมาหอนโจ๋วไปทั้งซอย กว่าจะเล่าให้พ่อฟังได้ก็เสียเวลาตั้งนาน

“แกใส่มันนอนน่ะซี แล้วดันลืม นึกว่าถอดออกแล้ว”

ผีหลุดนรก

เพื่อนๆ ที่อยู่หอเดียวกันต่างก็หัวเราะต่อกระซิก พากันออกไปเที่ยวสนุกหมดทั้งในเมืองแปดริ้วและบริเวณใกล้นิคมฯ ซึ่งมีทั้งร้านอาหารและร้านคาราโอเกะเต็มไปหมด…ผิดกับเมื่อก่อนที่บริเวณ นั้นมีแต่ไร่มันสำปะหลังกับไร่อ้อย แต่เดี๋ยวนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้วตามความเจริญของนิคมฯ และมีคนมาอยู่อาศัยมากมาย

วรรณไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวสนุกเหมือนเพื่อนๆ คงเก็บตัวอยู่แต่ในห้องพักเป็นส่วนใหญ่…เงินทองที่ทำมาหาได้ก็ต้องเก็บส่ง ไปให้ครอบครัวที่ต่างจังหวัด เพราะมีภาระต้องเลี้ยงดูพ่อแม่และน้องๆ อีกหลายคน

เกือบเที่ยงคืนแล้ว แต่วรรณยังไม่นึกง่วงเหงาหาวนอนแม้แต่น้อยนิด

เธอออกมายืนที่ระเบียงตึกหอพัก ที่มีความสูง 6 ชั้น เธออยู่ชั้น 5 ห้องหัวมุมของตัวตึกพอดี!

เรื่องราวอันน่าอกสั่นขวัญแขวน ประสาทหลอนจนแทบหลุดเรื่องนี้ จะเกิดจากจิตอ่อนหรือวิญญาณหลอนก็ไม่อาจคาดเดาได้

เหตุสยองเกิดขึ้นในจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่คนทั่วประเทศรู้จัก และเคยไปนมัสการกราบไหว้ขอพรจากหลวงพ่อพุทธโสธร อันเป็นที่เคารพนับถือสำหรับพุทธศาสนิกโดยทั่วไป

ไม่เฉพาะชาวแปดริ้วเท่านั้น ความเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง ที่มาจากปาฏิหาริย์ในการมาสถิตที่วัดนี้ ทั้งสามองค์ได้ไปสถิตที่วัดต่างๆ ตามตำนานเล่าขานกันต่อๆ มาเช่น หลวงพ่อวัดบ้านแหลม, หลวงพ่อโตวัดบางพลีใหญ่ คุณผู้อ่านคงเคยไปนมัสการท่านมาแล้ว หลายๆ คนก็นับครั้งไม่ถ้วนอีกต่างหาก

เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เกิดขึ้นในนิคมใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา

นิคมอุตสาหกรรมนี้มีโรงงานผลิตรถยนต์ของค่ายต่างๆ มากมาย เป็นแหล่งผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทย

“วรรณ” เป็นเด็กสาวชาวอีสาน ที่มีโอกาสได้มาทำงานเป็นสาวโรงงานนี้ เธอพักอยู่ในหอพักของบริษัทในนิคมนั่นเอง

จนกระทั่งถึงวันเกิดเหตุ!

วันนั้นเป็นวันที่พนักงานทุกคนหน้าตาสดชื่นแจ่มใส เพราะเป็นวันที่ 25 ของเดือน นอกจากเป็นวันเงินเดือนออกแล้ว ยังเป็นวันพระขึ้น 15 ค่ำอีกด้วย

เมื่อมองไปทางซ้ายมือจะเห็นทิวเขาสูง 3-4 ลูกเรียงรายกันเป็นแนวยาว ราวกับจะเป็นฉากกั้นของนิคมฯ ทางทิศตะวันออก ภูเขาในฤดูฝนดูมีต้นไม้เขียวครึ้ม มองเห็นในเวลากลางคืนเดือนหงาย แสงจันทร์ขาวนวลสาดส่องให้เห็นค่อนข้างชัดเจน เพราะอยู่ไม่ไกลจนเกินไปนัก

เนื่องจากเป็นคืนเพ็ญ เดือนเต็มดวงลอยขึ้นเลยยอดเขามากแล้ว ท่ามกลางสายลมพัดหวีดหวิวฟังคล้ายเสียงใครคร่ำครวญล่องลอยมาจากที่ไกลๆ อากาศยามดึกหนาวเย็นจนแทบสะท้านไปถึงหัวใจ

ขณะที่ยืนมองทิวเขาและดวงจันทร์กลมโตอยู่นั้น…ทันใดร่างๆ หนึ่งก็โผล่พรวดขึ้นมาจากทิวไม้เหนือภูเขาทะมึน!

ร่างนั้นสูง ยาว ขาวโพลน สูงเด่นอยู่เหนือยอดไม้ แสงจันทร์ทำให้เห็นรูปร่างนั้นชัดขึ้น…ชัดขึ้นทุกที…

คุณพระช่วย! ขายาวโย่งเย่ง แขนยาวลงมาเลยเข่า หัวใหญ่โตมหึมา จนไม่น่าจะตั้งอยู่บนร่างสูงเพรียวผิดมนุษย์มนานั่นได้ พร้อมๆ กันนั้น…เสียงร้องหวีดแหลมไม่ผิดกับเสียงนกหวีดที่เป่าเต็มที่ ดังสะท้อนสะท้าน แหวกอากาศไปทั่วขุนเขายามดึกสงัด ประหนึ่งดังก้องมาจากนรกอเวจี!

วรรณตกใจสุดขีดแทบจะสิ้นสติ เนื้อตัวแข็งทื่อเหมือนกลายเป็นท่อนหินหนักอึ้ง ครั้นตั้งสติได้ก็นึกถึงคำสอนของแม่ที่ว่าให้สวดมนต์ก่อนนอน หรือทำบุญกุศลใดๆ ไว้ก็ตาม ให้กรวดน้ำแผ่ส่วนกุศลไปให้เจ้ากรรมนายเวรทุกครั้งไป

เมื่อนึกได้จึงรีบวิ่งเข้าห้อง และตั้งจิตสวดมนต์โดยที่เสียงกรีดแหลมน่าสยองนั้นยังดังมากระทบโสตประสาทอยู่ตลอดเวลา เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงอุบาทว์นั้นจึงค่อยเงียบหายไป…

ผีม่านหมอก

แสงไฟเริ่มเรืองรองขึ้นมาแล้ว ผมเดินไปที่คิวตุ๊กตุ๊ก ก็เห็นลุงหมาดกำลังคุยกับเพื่อนร่วมอาชีพ พอเห็นผมก็ปราดมาหา ผมขึ้นรถได้ก็เอนหลัง ถอนใจ…ลางไม่ค่อยดีแฮะ

สักพักนึกเอะใจก็เหลียวซ้ายแลขวา เอ๊ะ! ผ่านหน้ากรมสรรพสามิตไปทางวัดไพรงามนี่นา! ลุงหมาดเล่นตลกอะไรไม่ทราบ ร้องถามว่า…ลุงจะไปไหนน่ะ?

“อ้าว?” แกร้อง เงยหน้ามองผมทางกระจกหลัง “ตายห่…ขอโทษทีคุณ”

ความเร็วของรถทำให้เลี้ยวเข้าซอยคับแคบเหลือเชื่อไปแล้ว ขนาดครือๆ กับรถตุ๊กตุ๊กก็ว่าได้ แท็กซี่หมดสิทธิ์เข้า จะถอยก็สายเกินไปเพราะมีมอเตอร์ไซค์แล่นตามหลังมาติดๆ อาศัยว่าลุงหมาดขับรถหากินย่านนั้นมาหลายปี แกเลยขับต่อไปเรื่อยๆ พลางร้องบอกผมว่า…เดี๋ยวจะไปกลับรถข้างใน

ผีหลอก มักมีลางบอกเหตุล่วงหน้า เช่นอ่อนเปลี้ยเพลียแรงบ้าง จู่ๆ ก็เกิดปวดหัวตัวร้อนบ้าง ส่วนมากมักจะหงุดหงิด อารมณ์เสียง่ายๆ จิตใจฟุ้งซ่าน ขุ่นมัว ขาดสติ ถือว่าเป็นลางไม่ดี ทำให้ลมปราณแตก แยก วิญญาณต่างๆ ก็จะปรากฏให้เห็นง่ายที่สุด

ผมเคยประสบกับตัวเองมาแล้วครับ!

วันเสาร์อาทิตย์หยุดงาน ผมชอบเดินออกจากบ้านในซอยเล็กๆ ริมถนนพระราม 5 ตรงข้ามวัดน้อยนพคุณ เลี้ยวซ้ายมาทางราชวัตร ส่วนมากจะไปซื้อผลไม้ นมขวดและโยเกิร์ตกับหนังสือพิมพ์กรอบบ่าย ค่อนข้างพะรุงพะรังเอาการ เลยต้องเรียกตุ๊กตุ๊ก ไปส่งบ้าน

เมื่อต้นปีผมนั่งรถลุงหมาดบ่อยๆ จนกลายเป็นขาประจำกันไปเลย

ลุงหมาดอายุราวห้าสิบเศษ ผอมสูงผิวดำ ตาดุแต่อัธยาศัยดี พอขึ้นรถก็บึ่งไปทางสี่แยกเพื่อเลี้ยวขวาทันที ไม่ต้องบอกทางกันละเพราะส่งกันบ่อยๆ จนแกจำบ้านผมได้แล้ว

จนกระทั่งวันขนหัวลุก!

ฟ้าครึ้มมาตั้งแต่บ่าย แดดหุบโดยไม่มีทีท่าว่าจะโผล่ ดูคล้ายฝนจะตกแต่ก็ไม่ตกซักที ผมนึกได้ว่ารุ่งขึ้นเป็นวันจันทร์ เลยหยิบร่มเดินออกจากบ้านตอนเย็น กะจะรีบไปรีบกลับ

แวะร้านเครื่องเขียนหรูหราใกล้สี่แยก เข้าไปขอเติมหมึก (100 บาท) สาวสวยคนขายกำลังยืนเม้าธ์กับเพื่อนเพลิน หันมาบอกอย่างรำคาญว่า…ช้าหน่อยนะ กว่าจะได้ก็เย็นๆ

พูดเสร็จก็หันไปคุยกับเพื่อนต่อทันที ผมถามว่าเย็นไหน? เพราะตอนนี้ก็หกโมงเย็นแล้ว! เย็นนี้หรือเย็นพรุ่งนี้? เธอคงนึกได้เลยหันมาทำหน้าแหยๆ บอกว่าพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่แล้วกัน! ผมอารมณ์บูดทันใดบอกว่าซื้อของที่นี่มาหลายปีแล้ว เพิ่งเคยได้ยินคนค้าขายพูดจาแบบนี้

“อย่ามาขายเครื่องเขียนเลยหนู ไปขายเครื่องเคราอย่างอื่นเถอะ”

แล้วผมก็ออกจากร้านทันที หน้าตาร้อนวูบวาบไปหมด คิดอีกทีก็ไม่น่าจะไปว่าแกแรงๆ แบบนั้น แต่ก็อย่างที่ว่า…ก่อนพูดเราเป็นนาย พูดไปแล้วคำพูดก็เป็นนายเรา!

พอไปซื้อที่เซเว่นก็เจออีก กำลังหิ้วถุงออกจากร้าน พอดีเห็นไฟฉายน่ารักแต่ป้ายบอกราคาตัวนิดเดียว แถมเลอะ เทอะอีกด้วย เลยหยิบให้สาวคนขายดู ถามว่าราคาเท่าไหร่? เธอดูๆ แล้วหันไปร้องลั่นร้านว่า…เฮ้ย! ไฟฉายนี่ราคาเท่าไหร่วะ?

ผมยั้งปากไม่อยู่ก็ร้องสวนไปว่า…ไม่รู้เหมือนกันโว้ย!

เธอหัวเราะกิ๊กกั๊ก คนอื่นๆ หันมามอง เพื่อนคว้าไปดูแล้วบอกราคา ผมสั่นหน้า…ไม่ซื้อว่ะ! ก่อนจะผลักประตูออกก็ได้ยินเสียงเหมือนเปิดเทป…วันหลังเชิญใหม่นะคะ!

ว่าแต่วันนี้เป็นอะไรหนอ…

ต้นโพธิ์ใหญ่ยืนทะมึนอยู่ตรงหน้าพอดี!

ท่าทางจะเป็นซอยตัน แต่โชเฟอร์หมาดหักซ้ายวูบแล�วเลี้ยวขวาอีกที…ชะลอรถให้มอเตอร์ไซค์แซงหน้าไป ก่อนจะเลี้ยวรถกลับ

สรรพสิ่งเงียบเชียบและเยือกเย็น ทั้งๆ ที่เพิ่งจะพลบค่ำไปไม่นาน…

ยอดโพธิ์พลิกใบล้อลม บางทีก็ส่งเสียงซู่ซ่าน่าใจหาย…ปรากฏว่าลุงหมาดหาทางกลับไม่เจอ เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาตันไปหมด ร้องแต่ว่าเอาละวะ! แล้วตัดสินใจบึ่งไปข้างหน้าจนทะลุซอยใหญ่ตรงข้ามสถานีรถไฟสามเสน ซิกแซ็กมาจนถึงกองขยะท่วมหัวที่มีทางเข้าบ้านผมได้…เรียกว่าซอยฟักไข่

เมือถึงจุดหมาย ผมเลยให้แกไป 50 บาท ถือว่าเป็นค่าทิป 20 บาท

ลุงหมาดยกมือท่วมหัว บอกว่ามีอะไรดลใจให้ผมไปผิดทางก็ไม่ทราบ? จู่ๆ ก็ดันไปทางขวาแทนที่จะเป็นทางซ้าย แถมเลี้ยวเข้าไปในซอยแคบสุดๆ นั่นได้ยังไงก็ไม่รู้…สงสัยว่าผีบังตาจนแกเลี้ยวเข้าซอยเปลี่ยวใจ?

ข้างผมนึกถึงลางสังหรณ์ของตัวเอง ก็ได้แต่นึกอยู่ว่า…มิน่าล่ะ!

ผีคิดถึง

บุหงาเดินตัวปลิวเข้ามา ไหว้ท่านประธานและรุ่นใหญ่ ก่อนจะรับไหว้รุ่นน้อง…พวกเราพูดคุยดื่มกินกันสนุกสนานตามเคย ทั้งยั่วเย้าและย้อนความหลังกันเป็นประจำ…ก็โถ! อายุปูนเราแล้วจะมีความหน้าอะไรให้ฝันถึงพูดถึงอีกละคะ ยกเว้นแต่คาดเดากันว่าจะเข้าโลงวันไหน? ด้วยโรคอะไร? เพราะหลายๆ คนก็มีหลายโรคเหลือกำลัง

ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ สมจิตรนึกยังไงไม่รู้ ชวนเพื่อนกลุ่มเดียวกันไปเดินบางลำพู หาของกินไปฝาก ลูกหลาน ป้ากับวันเพ็ญตกลง แต่บุหงาขอตัวอ้างว่ามีธุระด่วน

เย็นนั้นเองก็ได้ ทราบว่าธุระด่วนของบุหงาก็คือกลับไปดูแลสามีและลูกหลานที่กำลังวุ่นวาย เพราะเธอเกิดอุบัติเหตุถูกรถชนตายที่ปากซอยเพื่อรีบมาตามนัดของพวกเรานั่น เอง…ขนลุกค่ะ!

วัยรุ่นแรกแย้ม ฝาโลงนี่แหละ ถึงได้เจอะเจอเข้าจังๆ บางคนบอกว่าดีแล้ว…เกิดมาทั้งทีไม่เคยโดนผีหลอกเอาเลยน่ะ เสียชาติเกิดเปล่าๆ ฟังมันเถอะคุณ!

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่โรงแรมใหญ่เก่าแก่ ถนนราช ดำเนินกลาง กรุงเทพฯ นี่เอง

สาเหตุ มาจากพวกเราวัยดึก แต่หลายๆ คนยังนึกว่าวัยเย็นๆ ไม่เกินหัวค่ำอยู่ก็นัดหมายกันไปพบปะ ดื่มกิน พูดคุยเรื่องเก่าๆ ตามประสาศิษย์เก่าริมคลองหลอด ด้วยกันทุกเดือน ก่อนวันเงินเดือนออกหนึ่งวัน

อ้าง ว่าถ้านัดวันเงินเดือนออกเดี๋ยวรถติด กับจะเกิดเรื่องเปล่าๆ เพราะผู้หญิงก็จะลืมแก่ชวนกันไปช็อปปิ้ง พวกผู้ชายก็ลืมตาย…โดยเฉพาะพวกศีรษะอสรพิษเดี๋ยวจะชักชวนกันไปเที่ยวสัปดน ต่อ…ไอ้เรื่องไปบ้านเล็กบ้านน้อยน่ะแทบจะไม่เหลือแล้วล่ะค่ะ ต่อให้ทำเต๊ะท่าแค่ไหนก็ยังเดินแทบไม่ไหวกันทั้งนั้น ยกเว้นพวกที่เกษียณมาใหม่ๆ

“ชมรมสามัคคีบำนาญมหาดไทย” คือชื่อกลุ่มพวกเราค่ะ

พวก เราจัดกันมาหลายปีแล้วค่ะ มีท่านประธานใหญ่ใจดี (ขอสงวนนาม) อายุใกล้จะ 90 รอมร่อ หรือ จะมากกว่านั้นนิดหน่อยก็ไม่ทราบ เมื่อตอนที่เกิดเหตุ 5 ปีก่อน

เพื่อนๆ ทั้งชายและหญิงที่อายุเลยเลข 7 ก็อำลาไปเกิดใหม่ปีละคนสองคนเป็นประจำ ยิ่งใครอายุใกล้เลข 8 ยิ่งทยอยกันบ๊ายบายเป็นว่าเล่น…แต่ก็มีสมาชิกใหม่เข้ามาทดแทนเรื่อยๆ อย่างที่เพลงเขาว่า…ชีวิตที่ผ่าน พบ มีลบย่อมมีเพิ่ม! นั่นไงคะ

เพื่อน เลิฟรุ่นเดียวกับป้ามีสามคนคือ สมจิตร, บุหงา, วันเพ็ญ…ตอนสาวๆ ถือว่าชื่อทันสมัย ไม่ใช่ ละเอียด, บุญผัน, บัวเผื่อน…แต่มายุคหลังๆ นี่ชื่อของพวกเรากลายเป็นตกยุคเหมือนคนหลังเขาไปเลยค่ะ! มีแต่ชื่อภาษาแขก นิกเนมก็ฝรั่งมังค่าไปหมด

อีก 20-30 ปีจะเป็นยังไงไม่รู้ อาจจะชื่อเก๋สุดๆ อย่าง จาด, เพี้ยน, ปั้น, หุ่น, นุ่น, ฉ่ำ ฯลฯ ก็ได้มั้งคะ?

วัน นัดพบเดือนละครั้งของพวกเราน่ะ ป้ายอมรับว่ามีความสุขมากๆ ก่อนนั้นเคยพบกันเดือนละ 2-3 หน แต่ตอนหลังถ้าไม่ต้องเลี้ยงหลาน ดูแลบ้านเพราะห่วง ใยไปหมด ก็โดนโรคภัยไข้เจ็บเล่นงาน แต่เป็นตายร้ายดียังไงก็ต้องไปพบศิษย์เก่าหลากหลายรุ่นเดือนละหนจนได้

วัน เกิดเหตุน่ะท่านประธานมาถึงก่อนเพื่อน บุหงามาหลังสุด เจ้านี้ขาวสวยรูปทรงอรชรอ้อนแอ้นมาตั้งแต่สาวๆ แล้ว ไม่กลายเป็นกระสอบข้าวสารเหมือนพวกเราอีกหลายๆ คน…ผิวพรรณเจ้าหล่อนก็มีน้ำมีนวล สุภาพเรียบร้อย พูดหวานขานเพราะ ได้ตำแหน่งผู้อำนวยการก่อนเกษียณราว 2-3 ปี

Ghost students

The bus went off a good loaf. Among the actively cars and beautiful people. General contractors are much pillion was not wearing a helmet, too. I would buy the alcohol’s Eleven trustees thunderous crash was fitted up any resistance.

Truck pushed the motorcycle of floating rate plummeted out. Before crashing down on the foot spa bath. Oh the whistling sound. People stood there stunned by the Ken ran into the rapture.

Where is the evidence? The bodies of two men แaggแmgg there. But then a man wearing a helmet, he got up and stood confused. As if nothing happened. Looked at the fallen body of a man bleeding profusely is centered on the helmet … finely ridged side faces. I forgot to draw the eye down. Indicate that a slip of the perished.

I was studying in a different city than it was in my dorm mates Klongchan the camaraderie that we have 3-4 people all attend the same. It is the room next door. To another.

I, Otto and Ken is a group of friends that evening, if I do not have to always be ready to sit and eat some of it now I think.

Oh! Not to gossip about friends and fun and comfortable Cinema Do not tell me!

Ken – is the star of the gossip. The story and liposuction. I do not know from where to recruit. Ekgaasg are all fun. The action comedy about a love story as well as the ghost of the week, it’s clear to me endlessly.

Where tongues. Exciting phrase to throw jokes funny calls the room has really boomed.

The word “sex” in the coming 2-3 years ago, I’ve been told that Ken is now the “nail” and when we saw it, it was answer Chetek’s “nail” comes from the word “stock” means. There are many gigs. Lot size as stock as you like it!

It’s a strange phrase “to tell the Venerable mind” that we have heard his voice fighter. Ken’s unnatural to you. “… The pastor”.
To you I will curse it to the game with you. But I must admit that I did not laugh.

I have a lot of jokes about Ken. But today’s story, raising it to my other graph. The pulpit and overindulgence. I have a good friend who is also my mouth full haunted me. Habakg head to be near naked as you like it.

During the festival, it’s already …

Saturday evening you say carrying a large pack of beer from a convenience store as you enter the room, I had the fried catfish with spicy and sour sauce with spicy fried pig’s head that I was finished with squid. Sweet mango pickle. Prawn crackers. Located on the ground floor with good climbers here.

Lacks the other Cane. I just now complaining about it. Suddenly, it was pushed back!

“I’ve yet to encounter extreme register but” it was a gasp. Since it’s not a “Oh! Oh my spine. I was not otherwise “.

Ken, you say you grab a beer and turn up the westbound Plaek. By indifferent owners. I took it before I got to open Pึm beer fridge to sit by it. Ken used to hand cut the foam at the mouth and sighed heavily.

“Have u ever seen. I was a child my eyes a little? Oh! Eyes to see it. The eyes of the law, but I have since moved … to the advent of angels here but I just saw this just now. ”

“Where the hell?” It seems that we are asked to improvise together.

“We Soi Home Art Gallery was not just” drink beer quickly before it goes on …

“… The story of the election. Elected “King Ken Adam saliva. “I really like that slip away. I swear I’m not. I already know? I stared into my eyes, that I forget to blink repeatedly accurately before one! Oh my … I ran straight through the body, it comes here! Ow … “.

“He would not have killed me,” I say, leave a comment. Ken is not the answer, they just knock on the door. I got to see but did not see anyone. The TARDIS is a knock sounded again. This time I got to open it, Ken. That’s it. That sound you hear? We turned sharply to see.

Ken draws the bulge facing tight down the bottom of the page Hgmebga hold your mouth open eyes … We got to see it trembling hand pointed forward. But it appears that no one was there alone.

Since then Ken, you have to go to the bedroom and I think this is the night. I curse myself that I did not listen to us as well. Not gibberish. It scared me to death … really!

ผีในหลีบ

สองพี่น้องร้องๆๆ ไม่หยุด จนคนทั้งบ้านวิ่งโครมๆ ขึ้นมาดูกันใหญ่ ผมกับพี่แต้วร้องไห้เสียขวัญ กอดกันกลม แกะแทบไม่ออก

เราสองคนจับไข้ไปโรงเรียนไม่ได้ คุณยายย้ายตู้นั้นลงมา ไว้ที่ห้องป้าชลอ -แม่ครัวของเรา มันอยู่ได้สิบกว่าวันป้าชลอ ก็ทนไม่ไหวแล้ว ตู้ผีสิงแน่ๆ มันใช้เล็บเกาแกรกๆ ทั้งคืน

คนใช้เราหลายคนเห็นเงาผู้หญิงลึกลับบนกระจกตู้ด้วย น่าขนลุกมากๆ เลย

เขาว่ากันว่า พวกเด็กๆ มักจะสัมผัสสิ่งเหนือธรรมชาติได้ดีกว่าพวกผู้ใหญ่ เรื่องที่เขาว่านี้ผมเชื่อจริงๆ ครับ เพราะตอนเด็กๆ ผมมองเห็นอะไรที่ผู้ใหญ่ไม่มองอยู่เรื่อยเลย

เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ผมยังเป็นเจ้าเปี๊ยก 6-7 ขวบ บ้านอยู่แถวลาดพร้าว ในเนื้อที่ไร่เศษ กว้างขวางพอที่จะปลูกบ้านหลังงามๆ ได้ 2 หลัง หลังแรกเป็นตึก พ่อแม่ผมอยู่ที่ตึกนี้ ส่วนผมกับพี่สาวไปนอนกับคุณยายที่เรือนไม้ซึ่งเป็นเรือนคนรับใช้

เรือนนั้นปลูกเป็นแนวยาว ชั้นบนมี 3 ห้องนอน ชั้นล่างมี 1 ห้องนอน ห้องโถงไว้ดูทีวี ห้องทำครัว และห้องน้ำสองห้อง

ตอนนั้นบ้านเรามีคนเยอะครับ นอกจากพ่อกับแม่แล้ว ก็มีผม พี่แต้วซึ่งแก่กว่าผมแค่ 2 ปี แต่แหม…ดัดจริตทำเป็นสาวเชียว เธอสวยนี่ครับ! แล้วก็คุณยายซึ่งทำกับข้าวเก่งมาก และคุณเชื่อมั้ย? บ้านเรามีคนรับใช้ตั้ง 5 คนแน่ะ!

คุณพ่อผมเป็นนายแพทย์ ส่วนแม่เป็นพยาบาล ไม่ค่อยมีเวลากับลูกๆนักหรอกครับ คนไข้เยอะ แถมตอนกลางคืนก็มักมีคนไข้โทร.มาตาม คุณพ่อจะขับรถไปดู บางทีก็ไกลถึงฝั่งธนฯ โน่น ผมกับพี่ต้องอยู่ในความดูแลของคุณยายและพี่เลี้ยง

คุณยายนวลของผมใจดีที่สุดเลย!

ท่านอ้วนขาว ตัดผมสั้น ดัดหยิกแต่ไม่ได้ย้อม ปล่อยให้เป็นสีเงินยวง สวยดี เนื้อหนังนุ่มนิ่ม อุ่นเวลาหน้าหนาวและเนื้อเย็นเวลาหน้าร้อน ผมชอบกอดคุณยายหลับทุกคืนดีกว่าหมอนข้างเป็นไหนๆ แต่คุณยายน่ะ พอผมกับพี่แต้วหลับก็ชอบลุกออกไปดูทีวีกับพวกคนใช้ชั้นล่าง จนดึกดื่นถึงจะกลับมานอนกกพวกผมต่อจนตีห้าก็จะตื่นลงไปอีก

คราวนี้ลงไปทำกับข้าวน่ะครับ เราสองคนพี่น้องตื่นราวหกโมงเช้า พี่เลี้ยงขึ้นมาปลุกแต่งตัวไปโรงเรียน

วันหนึ่ง พอกลับจากโรงเรียนผมก็เห็นตู้ไม้ใหม่ขึ้นมาสถิตอยู่ในห้องที่ผมกับพี่นอนกับ คุณยาย มันเป็นตู้เสื้อผ้าขนาดไม่ใหญ่นัก ด้านหนึ่งมีฝาเป็นบานกระจก กว้างราว 2 ฟุต เปิดออกก็เป็นที่แขวนชุดยาว กระโปรง กางเกง อีกด้านเป็นที่แขวนเสื้อและลิ้นชัก 4 ชั้น

ดูๆ ไปมันก็เป็นตู้เสื้อผ้าธรรมดาๆ

แต่สำหรับผม แวบแรกที่เห็น…มันเป็นตู้ที่มีชีวิตของมันเอง!

เวลากลับจากโรงเรียนเราจะอยู่ที่ตึกใหญ่ พอสองทุ่มก็จะเปลี่ยนชุดนอนแล้วขึ้นห้องคุณยายที่เรือนไม้กับพี่สาว แต่วันนั้นผมวิ่งตึงๆ ขึ้นไปหาคุณยายตามลำพังเพราะจะไปเอาเครื่องบินของผมที่ลืมไว้ข้างที่นอน

พอเปิดประตูเข้าไปผมก็เห็นมันถนัดตา…ตรงที่เคยมีตู้พลาสติก กลับมีตู้ใบนี้ตั้งอยู่ แสงแดดส่องทแยงลอดหน้าต่างมุ้งลวดไปที่มัน!

ผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับข้าวของเครื่องใช้ แต่ตู้ใบนี้แปลกครับ มันเหมือนชีวิต และทักทายผมเงียบๆ ทำให้สะท้านเยือก จำความรู้สึกนั้นตอน 7 ขวบได้จนทุกวันนี้

ผมหันกลับวิ่งลงบันได รู้สึกว่ามีสายตาคนแปลกหน้าจ้องมองตามมา!

เวลานอนก็ไม่เป็นสุขเช่นเดิม มันเหมือนมีใครอยู่ในห้องด้วย แล้วใครคนนั้นก็นิสัยไม่ดีนัก มันทำให้ผมกลัว หดหู่และอึดอัด…ผมไม่อยากมองตู้นั่นเลย มันดูมุ่งร้ายหมายขวัญยังไงก็ไม่รู้

คืนหนึ่งผมตื่นขึ้นมาตอนดึก ไฟหัวเตียงสีส้มๆ เปิดไว้ คุณยายลงไปดูทีวีข้างล่าง ผมรู้สึกตัวตื่นเพราะอะไรก็ไม่ทราบได้ ลืมตาขึ้นมาก็มองไปที่ตู้ใบนั้น มันดูเหมือนสัตว์ประหลาดจากมิติอื่นมายืนทะมึนอยู่ในห้องนอน หันไปอีกทางก็เห็นพี่แต้วตื่นอยู่เช่นกัน…เธอมองตาแป๋วมีแววตื่นกลัว

“ได้ยินเสียงนั่นมั้ย?” เธอกระซิบถามผม “มีใครอยู่ในตู้ก็ไม่รู้?”

ผมเหลือบไปมองมันอย่างหวาดๆ ขณะที่เบียดตัวเข้ากับพี่สาว จริงสิ…ผมได้ยินอะไรเคลื่อนไหวกุกกักอยู่ในตู้ที่เป็นกระจกบานยาว…ฝาตู้ เปิดออกช้าๆ แม้จะเปิดออกนิดเดียว แต่ก็มากพอที่จะมีมือเขียวๆ ข้างหนึ่งโผล่ออกมา…

ผมจำได้ติดตาว่าเล็บมันยาวและเป็นสีดำปี๋!!

ผีแน่ๆ!! ผมกับพี่แต้วแข่งกันตะเบ็งเสียงหวีดร้องจนเจ็บคอหอย

ตู้ใบนี้คุณยายซื้อมาจากตลาด พวกผู้ใหญ่เห็นว่ามันเป็นตู้ธรรมดา ผมยืนยันว่ามันเป็นตู้ผีสิงไม่รู้ว่ามันทำจากไม้โลงผี หรือว่าเคยมีคนตายในตู้นี้? ผมกับพี่แต้วไม่ช็อกตายคาที่ก็บุญแล้วครับ!

ผีในบ่อ

บ้านของบิ๊กมีบรรยากาศของชนบท เป็นบ้านเก่าครึ่งตึกครึ่งไม้หลังใหญ่โตอยู่ในพื้นที่หลายไร่ที่มีแต่ต้นไม้ เยอะแยะ อย่างมะม่วง ชมพู่ มะขาม ขนุนและพืชผักสวนครัวอีกมากมาย ที่ท้ายสวนที่สระน้ำกว้างขวางพอที่จะพายเรือเล่นได้สบาย วันตายของคุณยายของเพื่อนปุ้ยแทน พวกเราร่วมสิบคนจึงยกโขยงกันไปช่วยงานศพที่นครสวรรค์ อันเป็นบ้านเกิดของเจ้าบิ๊ก หลานชายคุณยายผู้วายชนม์นั่นเอง

เจ้าภาพตั้งศพไว้ที่บ้านจนกว่าจะถึงวันกระทำพิธีฌาปนกิจค่ะ!

ในสระมีบัวสีชมพูด้วยค่ะ สวยมากๆ

วันเกิดเหตุจำได้ว่าเป็นวันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม อากาศที่อบอ้าวมานานเริ่มเย็นสบายทั้งวัน ปุ้ยชอบบรรยากาศแบบนี้จริงๆ เลย

ตอนเย็นราวๆ เกือบหกโมงเย็น พวกเด็กๆ ที่ตามผู้ใหญ่มางานศพคุณยายก็เล่นกันสนุกสนาน เล่นอะไรก็ไม่เล่น…ดูเถอะ ดันมาเล่นซ่อนแอบ! แต่จะว่าไปแล้วมันก็น่าเล่นนะคะเพราะต้นไม้เยอะ บางคนปีนขึ้นไปหลบบนต้นมะขาม บางคนซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มดอกเข็ม เล่นแบบไม่กลัวผีลักซ่อนค่ะ!

พวกผู้ใหญ่บอกให้ไปตามกันกลับมาเถอะ มืดค่ำแล้ว เดี๋ยวจะตกน้ำตกท่ากันซะ พวกเรานักศึกษาจึงพากันไปตามเก็บเด็กๆ แสนซนเหล่านั้น

ปุ้ยเห็นเพื่อนๆ ต้อนมาได้หลายคน แต่ปุ้ยยังกังวลเลยเดินไปทางสระน้ำ

เสียงเทียบเวลาหกโมงเย็น และเพลงเคารพธงชาติแว่วมาแต่ไกล บรรยากาศสลัวลงอย่างรวดเร็วแต่ยังพอมองเห็นอะไรได้ชัดเจนอยู่ ปุ้ยเห็นเด็กคนหนึ่งนั่งเงียบๆ อยู่ใต้กอไผ่ แกอายุราว 6-7 ขวบ นุ่งกางเกงนักเรียนสีกากี ไม่ใส่เสื้อ ไม่ใส่รองเท้า ผมเกรียนเห็นหัวทุยน่ารัก…

“ไอ้อู๋! อย่ากวนพี่เขานะ กลับไปอยู่ในที่ของแกเดี๋ยวนี้!”

ไม่ต้องรอดูอะไรแล้วค่ะ ปุ้ยรีบลุกขึ้นวิ่งแน่บ หลับหูหลับตาวิ่งอย่างเดียว จนมีคนมาจับตัวกอดไว้และเขย่าแรงๆ ปุ้ยถึงได้สติ ใครต่อใครเข้ามากลุ้มรุมถามเสียงแซดว่าปุ้ยเป็นอะไร? เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?

ปุ้ยก็เล่าให้พวกเขาฟัง…

ในที่สุดปุ้ยก็รู้ว่า เด็กอู๋เป็นลูกคนงานของคุณยาย แกตกน้ำตายเมื่อปีก่อนนี่เอง!

ส่วนเสียงหญิงชราที่มาช่วยปุ้ย จะเป็นใครไปไม่ได้ ทุกคนเชื่อตรงกันทั้งนั้นว่าเป็นคุณยายของบิ๊กนั่นเองค่ะ

อย่างไรก็ตาม ปุ้ยอยู่ช่วยจนเผาศพคุณยายเรียบร้อย แต่ต้องนอนกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนนะคะ เพราะบอกตรงๆ อย่างกล้าหาญเลยว่า…พวกเรากลัวผีค่ะ! บรื๋อออ….

สะดุดตาตรงที่ผิวแกดำมากนะคะ ดำจนดูมืดไปเลย!

ปุ้ยเดินเข้าไปนั่งข้างๆ แกแล้วถามว่า “มานั่งที่นี่ทำไมคะ ใกล้มืดค่ำแล้ว กลับไปที่งานกับพี่ดีกว่านะ”

ลมเย็นๆ พัดวูบ ยอดไม้สะบัดกิ่งใบเกรียวกราว ทำให้บรรยากาศยิ่งดูเยือกเย็น ชวนให้วังเวงบอกไม่ถูก รู้สึกหวาดระแวง ไม่ไว้ใจสรรพสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเอาซะเลย

ทันใดนั้นเอง!

เด็กน้อยหันมามองหน้าปุ้ยเชื่องช้า…บอกตรงๆ ว่าเล่นเอาปุ้ยขนลุกซ่าไปทั้งตัว เพราะอาการหันหัวของแกดูแปลกๆ เด็กน้อยหน้าคว่ำ ตาคว่ำ…แวบหนึ่ง ปุ้ยเห็นตาแกขาวโพลนไม่มีตาดำแต่พอปุ้ยกะพริบตา แกก็ดูเป็นปกติค่ะ

“อยากกลับบ้าน…? เสียงแกแหบโหยพิกล…คุณพระช่วย! ปุ้ยเพิ่งสังเกตว่าผิวแกน่ะไม่ได้ดำแบบผิวคนธรรมดาหรอกค่ะ แต่มันเป็นสีม่วงคล้ำ ช้ำเป็นจ้ำๆ ริมฝีปากของแกก็เข้มจนเกือบดำสนิท

ปุ้ยใจหายวาบ เด็กนี่ไม่ใช่คนแน่แล้ว!

ฉับพลันที่คิดอย่างนี้ แกก็ทำท่ากางมือจะโผเข้ามาหาปุ้ย…

ทันใดนั้น มีเสียงผู้หญิงแก่ๆ ดังมาจากไหนไม่รู้