Entries from January, 2013

สยองสุดๆ

เรื่องสยองขวัญสุดขีดในชีวิตผมเกิดขึ้นเมื่อคืนวันอังคารที่ 18 ธันวาคมหยกๆ นี่เอง! คืนนั้นเจ้าหมงนัดแนะผมไปกินบุฟเฟต์ที่ห้องระเบียงทอง โรงแรมนารายณ์ สาเหตุคือเพื่อนถูกเลขท้าย 2 ตัว 72 ถึง 3 ใบ รับทรัพย์เหนาะๆ เกือบหกพันบาท แต่วันหวยออกงวดวันที่ 16 ตรงกับวันอาทิตย์ ได้เงินวันจันทร์ วันต่อมาก็นัดเลี้ยงเพื่อนซี้กันให้อร่อยปากลิ้น ข้อสำคัญคือเจ้าหมงทำงานอยู่สาทร ส่วนผมอยู่สีลมก็เลยนัดพบกันที่นั่น ห้องบุฟเฟต์เปิดหกโมงเย็น แต่เราไปจ๊ะเอ๋กันอีตอนผลักประตูกระจกแล้วจะเลี้ยวขวาขึ้นบันไดไปชั้นสอง แขกเริ่มทยอยกันมา เราได้ที่นั่งโต๊ะละสองคนข้างเคาน์เตอร์ของหวาน…แต่ตรงข้ามกับตู้โชว์เหล้าเบียร์พอดี สรุปว่าที่นั่นราคาเป็นกันเองคือหัวละ 700 บาท ไม่มีบวกกับบวกให้รุงรัง อาหารเด็ด คือหูฉลามกับปูม้านึ่ง ส่วนอาหารไทย จีน ฝรั่ง ญี่ปุ่นต้องถือว่าครบครัน…เราสั่งเบียร์มาล้างคอก่อนอื่นกะจ้อกันสารพัดเรื่อง เดี๋ยวๆ ก็ชวนกันลุกไปตักอาหารซะที สลับกับการมองดูเอ๊าะๆ ที่เพิ่งเดินเข้ามา หรือบิดสะโพกแด๊ะๆ ไปตักอาหารรอบใหม่ สาเหตุสำคัญก็เพราะคุณเธอนุ่งขาสั้นจุ๊ดจู๋ บางคนยังเดาะชุดกางเกงยืดสีสวยๆ โอ้อวดขาอ่อนขาวอล่องฉ่อง เข้าตำราสูงยาวเข่าดีเป๊ะ ส่วนสาวสวยที่นุ่งกระโปรงสั้นเต่อ แถมคับปึ๋งชนิดตอนก้มลงมองอาหารน่ะ…แหม! ชายกระโปรงถลกขึ้นไปหวิดถึงซับใน แล้วผ้าผ่อนแสนคับซะปานนั้น ใครเห็นเข้ามีหวังบังเกิดตาทิพย์มองทะลุเข้าไปชนิดถึงไหนเป็นถึงกัน! เฮ้อ… เดี๋ยวเจ้าหมงสะกิดผม เดี๋ยวผมทำสัญญาณให้หันมอง เพลิดเพลินเจริญใจไม่รู้ว่ากี่สิบครั้ง บางสาวก็ขยันเดินผ่านเราไม่หยุดหย่อน…เล่นเอาดวดเบียร์กันเหมือนซดน้ำเปล่างั้น แหละเอ้า! สรุปว่ามื้อนั้นครึกครื้นกำลังดีตอนที่ลงมายืนรอแท็กซี่กลับบ้านน่ะ นักท่องเที่ยวขวักไขว่อยู่ในแสงไฟส่องสว่าง ส่วนมากเป็นฝรั่ง รองลงมาคือจีนกับญี่ปุ่น…ขอให้มาเที่ยวบ้านเรากันเยอะๆ เถอะน่า ต้อนรับเขาดีๆ พวกนี้เอาเงินทองมาให้เรากันทั้งนั้น แต่เรากำลังมีปัญหา…แท็กซี่ไม่ยอมรับคนไทยจริงๆ ย่านนี้น่ะ! ขนาดเปิดไฟ “ว่าง” สว่างโร่ แต่ขับผ่านเราหน้าตาเฉย พอฝรั่งโบกมือถัดไปดันจอดเฉยเลย หลายๆ คันก็มีต่อรองเพราะคงเคยมาเมืองไทย กับคนที่หาข้อมูลมาดิบดี แต่สำหรับเราน่ะมีจอดถามจุดหมาย 2-3 คัน พอบอกว่าไปเมืองทอง แจ้งวัฒนะ คุณพี่ตบเกียร์ผาง บึ่งผ่านไม่แยแส นึกถึงคำประกาศของตำรวจว่า…แท็กซี่ว่างที่ไม่ยอมรับผู้โดยสารย่อมมีความผิดตามกฎหมายตั้งแต่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป…อยากจะหัวเราะให้มันชักดิ้นชักงอตายไปเลย รอขาแข็งราวครึ่งชั่วโมง แท็กซี่ว่างก็โฉบเข้ามา เจ้าหมงยัวะสุดขีด ชะโงกหน้าผ่านกระจกเข้าไป…แจ้งวัฒนะ! ไปไหมวะ? คนขับหนุ่มใหญ่หัวเราะคึ่กๆ ก่อนตอบ…ไปครับเจ้านาย! เฮ้อ! โล่งอกไปที…เราเอนหลังคุยกันถึงเรื่องมักง่าย ซี้ซั้ว แก้ปัญหาแบบขอไปทีเป็นประจำ ตั้งแต่คำถามว่าจะจับคนซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไม่ใส่หมวกกันน็อก…คราวนี้ก็ลอยลมอีกแล้ว มัวแต่ฝอยกันจนไม่ได้ดูทาง มาเห็นแว่บๆ อีกทีก็เข้าแจ้งวัฒนะแล้ว มีเสียงร้องเฮ้ย! รถกระบะคันหน้าคล้ายจะพุ่งเข้าใส่ ขยายใหญ่มหึมา รถเราหักวูบพุ่งเข้าใส่เสาไฟฟ้าแทบมองไม่ทัน! สีเขียวๆ แดงๆ กระจายพรึ่บเต็มหน้า หัวใจผมคงหยุดเต้นตั้งแต่ได้ยินเสียงโครมสนั่นนั่นแล้ว…โลกทั้งโลกแตกกระจาย ความรู้สึกดับวูบไปพักใหญ่ ก่อนจะโงหัวขึ้นมานั่งจ้องมองมึนงง…เออ! รอดตายแฮะ! หันไปเห็นเจ้าหมงยักแย่ยักยันลุกขึ้นมายืน เดินโซเซมาฉุดผมลุกขึ้นได้สำเร็จ ไม่มีซากแท็กซี่ ไม่มีคนขับ ไม่มีใครไหนอื่นเลย นอก จากรถราบางตาที่ผ่านไปมารวดเร็ว…นี่ไงครับที่ผมบอกว่าถ้าโดนผีหลอกคนเดียวแล้วเอามาเล่า รับรองว่าไม่มีใครเชื่อเด็ดขาด ส่วนเหตุการณ์อุบาทว์นี่จะเกิดจากอะไรผมไม่ทราบจริงๆ แค่นี้ก็ขนหัวลุกแล้วครับ!

คืนหลอนศพ

คืนนั้นเอง ก็ได้ข่าวว่ามีการท้าทายกันว่าใครจะกล้าเข้าไปกุดังเก็บศพคนเดียว มีนมกระป๋องตราเรือใบกับบุหรี่เกล็ดทองเป็นเดิมพัน…แต่ของสองอย่างนั้นจะ วางไว้ในโลงศพ ใครกล้าหยิบนมกับบุหรี่มาได้ถือว่าชนะ และได้รับรางวัลไป

จำได้ว่ามีพระรูปหนึ่งชื่อหลวงพี่หนุ่ยรับคำท้าทันที!

หลวงพี่รูปนี้มีนิสัยแปลกๆ ชอบเล่นเครื่องรางของขลัง สวมประคำพวงใหญ่ วางตัวเหนือผู้อื่นทั้งๆ ที่เพิ่งบวชพรรษาแรก พอกลับจากพายเรือบิณฑบาต ฉันเช้าเสร็จก็เก็บตัวเงียบในกุฏิท่องบ่นคาถาอาคมงึมงำแทบทั้งวัน

พระรูปอื่นไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ จึงหาวิธีลองของเหมือนจะท้าพิสูจน์ หรือแกล้งกันในทีว่าจะมีคาถาอาคมแก่กล้าจริงหรือเปล่า?

เลยค่ำไปไม่นานก็ได้เวลาเปิดโกดังและเปิดโลง

คืนนั้นเดือนมืด ท้องฟ้ามีเมฆหนาทึบ ไม่เห็นดาวเลยแม้แต่ดวงเดียว

เด็กวัดก็ตามแห่ไปด้วย ท่ามกลางบรรยากาศเยือกเย็นน่าวังเวงใจ สายลมพัดโชยวู่หวิวเสียงแมลงกลางคืนระงมเซ็งแซ่ พอเราเดินผ่านก็เงียบกริบ ครั้นคล้อยหลังก็ดังขึ้นมาอีก

หลวงพี่หนุ่ยถือเทียนเดินนำหน้า ไม่ช้าก็เปิดประตูเหล็กดังบาดหู หายเงียบเข้าไปในนั้น พระรูปอื่นๆ กับเด็กวัดจับกลุ่มรอกันอยู่เงียบๆ สายลมคร่ำครวญ ไม่มีใครหัวเราะต่อกระซิกกันเลย

จู่ๆ เสียงเอะอะโวยวายก็ดังออกมาจากโกดังศพ เล่นเอาสะดุ้งเฮือกไปตามๆ กัน

หลวงพี่หนุ่ยเผ่นอ้าวจีวรปลิวออกมา หน้าตาตื่นตกใจสุดขีดปรากฏในแสงไฟฉาย…ในมือไม่มีทั้งเทียน บุหรี่ และนมกระป๋อง วิ่งเตลิดขึ้นกุฏิเงียบกริบ…พอออกพรรษาก็รีบหาฤกษ์สึกทันที!

แม้ว่าจะไม่ยอมปริปากบอกใครว่าพบเห็นอะไรในโกดังศพ แต่พวกเราก็พอเดาได้ว่าหลวงพี่หนุ่ยเจอประสบการณ์น่าขนหัวลุกขนาดไหน…จริง ไหมครับ?

ที่วัดใต้ค่อนข้างเปล่าเปลี่ยว ไม่มีบ้านผู้คนซักหลัง มีแต่ท้องนาอ้างว้างไปลิบๆ แถมยังติดป่าช้าอีกต่างหาก…มีเมรุเผาศพแบบโบราณที่เรียกว่า “เมรุปูน”

ใกล้ๆ กันนั้นมีตึกเก่าแก่ บานประตูเหล็กขึ้นสนิม มีต้นไทรใหญ่หลายต้นขึ้นร่มครึ้ม แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมตึกหลังนั้นให้ดูเยือกเย็น น่าวังเวงใจ แม้จะเป็นตอนกลางวันแสกๆ ก็เถอะเอ้า!

ยิ่งมีสายลมพัดซ่า…แหม! มันเกิดเสียงพิลึกพิลั่นบอกไม่ถูก บางทีฟังเหมือนเสียงคนหัวเราะเกรียวกราว แต่บางทีก็ฟังคล้ายใครกลุ่มหนึ่งกำลังสะอึกสะอื้น หรือไม่ก็ทอดถอนใจใหญ่ด้วยความทุกข์โศกเต็มประดา

ตึกอะไรล่ะ? อ๋อ…โกดังเก็บศพน่ะซีครับ!! บางคนเรียก “กุดัง” มั่ง “โรงทึม” มั่ง…แต่ของจริงๆ ก็คือสถานที่เก็บศพสารพัดชนิด ทุกเพศทุกวัย…ใครบอกว่าไม่กลัวผมว่าปากแข็งละมั้ง?

คนที่บอกว่ากลัวๆ น่ะจะฉุกคิดหรือเปล่าก็ไม่รู้ ว่าวันหนึ่งตัวเองก็ต้องมานอนแหงแก๋อยู่ในกุดัง ทำให้คนอื่นๆ เขากลัวเหมือนกัน หรือไม่ตัวเองก็กลับนอนกลัวผีตัวสั่นเทาอยู่ในโลงก็ไม่ทราบนะครับ!

วันดีคืนดี เจ้าอาวาสไม่อยู่ ก็มีพระหนุ่มๆ ดอดเอากุญแจไปเปิดโกดังเก็บศพ เปิดโลงศพดูกัน ไม่รู้ว่ามีอะไรน่าดูตรงไหนซีน่า พวกเด็กวัด 2-3 คนก็ตามหลังพระเข้าไปดูด้วย

ผมเองยอมรับว่าตั้งหลักอยู่ห่างๆ เพื่อนชวนเข้าไปก็ส่ายหน้าดิก อ้างว่าไม่สนุก…ความจริงก็กลัวผีนั่นแหละครับ

ผมว่าตัวเองคิดถูกแฮะ! ขนาดอยู่ห่างๆ ยังได้กลิ่นเหม็นหืนโชยมาตามสายลม แว่วเสียงฝาโลงเอี๊ยดอ๊าดตอนช่วยกันเปิดน่ะ กลิ่นเหม็นยิ่งรุนแรงมากขึ้น ขนาดอยู่ในที่โล่งๆ ยังต้องอุดจมูกเลยนี่นา…ไม่รู้ว่าภาพศพขึ้นอึ้ดทึ่ดในโลงจะน่าทัศนาที่ตรง ไหน?

ตอนนั้นตะวันขึ้นสูงใกล้จะเพล ผมเงยหน้าขึ้นมองต้นไทรเหนือกุดังโดยไม่ได้ตั้งใจ

คุณพระช่วย! ร่างดำๆ นับสิบเกาะอยู่ตามกิ่งไทร จ้องมองลงมาด้วยดวงตาลุกวาว บ่งบอกว่าขัดเคืองที่ถูกรบกวน ล่วงเกินในยามที่พวกเขากำลังนอนพักอย่างสงบสุขเป็นครั้งสุดท้าย

ม่านตาพร่าพราย ลิ้นแข็งคับปากจนพูดอะไรไม่ออก ก่อนที่สายลมจากทุ่งนาจะพัดซ่ามาเยือกเย็น ซาบซ่านตามแผ่นหลังชุ่มเหงื่อ…ภาพน่ากลัวเหล่านั้นหายไปหมดแล้ว!

บ้านร้างผีสิง

ตอนเย็นราวๆ เกือบหกโมงเย็น พวกเด็กๆ ที่ตามผู้ใหญ่มางานศพคุณยายก็เล่นกันสนุกสนาน เล่นอะไรก็ไม่เล่น…ดูเถอะ ดันมาเล่นซ่อนแอบ! แต่จะว่าไปแล้วมันก็น่าเล่นนะคะเพราะต้นไม้เยอะ บางคนปีนขึ้นไปหลบบนต้นมะขาม บางคนซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มดอกเข็ม เล่นแบบไม่กลัวผีลักซ่อนค่ะ!

พวกผู้ใหญ่บอกให้ไปตามกันกลับมาเถอะ มืดค่ำแล้ว เดี๋ยวจะตกน้ำตกท่ากันซะ พวกเรานักศึกษาจึงพากันไปตามเก็บเด็กๆ แสนซนเหล่านั้น

ปุ้ยเห็นเพื่อนๆ ต้อนมาได้หลายคน แต่ปุ้ยยังกังวลเลยเดินไปทางสระน้ำ

เสียงเทียบเวลาหกโมงเย็น และเพลงเคารพธงชาติแว่วมาแต่ไกล บรรยากาศสลัวลงอย่างรวดเร็วแต่ยังพอมองเห็นอะไรได้ชัดเจนอยู่ ปุ้ยเห็นเด็กคนหนึ่งนั่งเงียบๆ อยู่ใต้กอไผ่ แกอายุราว 6-7 ขวบ นุ่งกางเกงนักเรียนสีกากี ไม่ใส่เสื้อ ไม่ใส่รองเท้า ผมเกรียนเห็นหัวทุยน่ารัก…

สะดุดตาตรงที่ผิวแกดำมากนะคะ ดำจนดูมืดไปเลย!

ปุ้ยเดินเข้าไปนั่งข้างๆ แกแล้วถามว่า “มานั่งที่นี่ทำไมคะ ใกล้มืดค่ำแล้ว กลับไปที่งานกับพี่ดีกว่านะ”

ลมเย็นๆ พัดวูบ ยอดไม้สะบัดกิ่งใบเกรียวกราว ทำให้บรรยากาศยิ่งดูเยือกเย็น ชวนให้วังเวงบอกไม่ถูก รู้สึกหวาดระแวง ไม่ไว้ใจสรรพสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเอาซะเลย

บ้านของบิ๊กมีบรรยากาศของชนบท เป็นบ้านเก่าครึ่งตึกครึ่งไม้หลังใหญ่โตอยู่ในพื้นที่หลายไร่ที่มีแต่ต้นไม้ เยอะแยะ อย่างมะม่วง ชมพู่ มะขาม ขนุนและพืชผักสวนครัวอีกมากมาย ที่ท้ายสวนที่สระน้ำกว้างขวางพอที่จะพายเรือเล่นได้สบาย

ในสระมีบัวสีชมพูด้วยค่ะ สวยมากๆ

ปุ้ยก็เล่าให้พวกเขาฟัง…

ในที่สุดปุ้ยก็รู้ว่า เด็กอู๋เป็นลูกคนงานของคุณยาย แกตกน้ำตายเมื่อปีก่อนนี่เอง!

ส่วนเสียงหญิงชราที่มาช่วยปุ้ย จะเป็นใครไปไม่ได้ ทุกคนเชื่อตรงกันทั้งนั้นว่าเป็นคุณยายของบิ๊กนั่นเองค่ะ

วันเกิดเหตุจำได้ว่าเป็นวันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม อากาศที่อบอ้าวมานานเริ่มเย็นสบายทั้งวัน ปุ้ยชอบบรรยากาศแบบนี้จริงๆ เลย

ทันใดนั้นเอง!

เด็กน้อยหันมามองหน้าปุ้ยเชื่องช้า…บอกตรงๆ ว่าเล่นเอาปุ้ยขนลุกซ่าไปทั้งตัว เพราะอาการหันหัวของแกดูแปลกๆ เด็กน้อยหน้าคว่ำ ตาคว่ำ…แวบหนึ่ง ปุ้ยเห็นตาแกขาวโพลนไม่มีตาดำแต่พอปุ้ยกะพริบตา แกก็ดูเป็นปกติค่ะ

“อยากกลับบ้าน…? เสียงแกแหบโหยพิกล…คุณพระช่วย! ปุ้ยเพิ่งสังเกตว่าผิวแกน่ะไม่ได้ดำแบบผิวคนธรรมดาหรอกค่ะ แต่มันเป็นสีม่วงคล้ำ ช้ำเป็นจ้ำๆ ริมฝีปากของแกก็เข้มจนเกือบดำสนิท

ปุ้ยใจหายวาบ เด็กนี่ไม่ใช่คนแน่แล้ว!

ฉับพลันที่คิดอย่างนี้ แกก็ทำท่ากางมือจะโผเข้ามาหาปุ้ย…

ทันใดนั้น มีเสียงผู้หญิงแก่ๆ ดังมาจากไหนไม่รู้

“ไอ้อู๋! อย่ากวนพี่เขานะ กลับไปอยู่ในที่ของแกเดี๋ยวนี้!”

ไม่ต้องรอดูอะไรแล้วค่ะ ปุ้ยรีบลุกขึ้นวิ่งแน่บ หลับหูหลับตาวิ่งอย่างเดียว จนมีคนมาจับตัวกอดไว้และเขย่าแรงๆ ปุ้ยถึงได้สติ ใครต่อใครเข้ามากลุ้มรุมถามเสียงแซดว่าปุ้ยเป็นอะไร? เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?