Entries from February, 2013

วิญญาณร่อนเร่

เมื่ออาทิตย์ก่อนไปเยี่ยมญาติที่พิษณุโลกเสียหลายวัน ถามข่าวคราวถึงพี่น้องที่บางระกำว่าจะทนทานไปได้แค่ไหน? คนเราจะเห็นใจกันก็ในยามทุกข์ยากเดือดร้อนแบบนี้ล่ะค่ะ ช่วยอะไรไม่ได้ก็ปลอบอกปลอบใจกันไปตามเพลง

กลับบ้านคืนแรกก็เจอดีเลยเชียว!

วัน นั้นฟ้าครึ้มทั้งวันแต่ไม่มีฝน พวกลูกๆ หลานๆ ป้าได้รับของฝากจากเมืองสองแควแล้วก็หายเงียบ อยู่ข้างบน ป้าอาบน้ำกินข้าวว่าจะเข้าไปเอนหลังเสียหน่อย ราวสองทุ่มกว่าๆ ก็ได้ยินเสียงเรียกป้าแย้ม…ป้าแย้ม…มาจากหน้าต่าง

ได้ยินเสียงก็ จำได้ว่าเป็น แม่แตง คนในซอย เป็นม่ายผัวตายตั้งแต่อายุสี่สิบต้นๆ แต่แกก็ขยันทำมาหากินเลี้ยงลูกชายสองคน กลางวันขี่จักรยานส่งขนมปัง หรือเรียกกันโก้ๆ ว่า “เอเยนต์เบเกอรี่” ตอนบ่ายเดินโพยหวย ตกค่ำออกตามขาไพ่ถ้ามากันไม่ครบสำหรับไพ่ตอง หรือน้อยคนเกินไปสำหรับวงผสมสิบกับป๊อกเด้ง

ไหนจะปั่นรถไปซื้ออาหารมา เลี้ยงพวกขาไพ่อีกล่ะ อย่างก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ หรือราดหน้า ผัดซีอิ๊ว …ขาดขา (ไพ่) จริงๆ แม่แตงก็ต้องลง “คันขา” ไม่งั้นไม่ครบองค์ประชุมเจ้าค่ะ

น้ำท่วมบ้านถึงชั้นสอง หลายๆ หลังอยู่ที่ลุ่มหน่อยก็ถึงกับเกือบมิดหลังคา ข้าวของพินาศวอด วายไปกับสายน้ำ ไร่นาล่มจมถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวไปตามๆ กัน ต้องออกมานอนเรียงรายตามข้างถนนเป็นคนจรจัด! ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะช่วยเหลือหรือแก้ไขเยียวยายังไงมั่ง?

ข้อสำคัญจงอย่าลืมผู้คนทุกข์ยาก แสนจะลำเค็ญสุดๆ ก็แล้วกัน เจ้าประคุณเอ๋ย!

จะว่ารอดตัวเพราะมาอยู่ตลิ่งชันก็พูดไม่ได้เต็มปาก ไม่รู้ว่าน้ำเหนือ จะไหลบ่าเข้ามาถล่มกรุงเทพฯ เมื่อไหร่? ยิ่งแถวเหนือขึ้นไปมีฝนตกกระหน่ำทั้งวันทั้งคืน จนเขื่อนเจ้าพระยา รับน้ำไม่ไหว คนปากน้ำโพอ้อนวอนให้ปล่อยน้ำ แต่คนอยุธยาขอให้กักกันไว้ก่อนซักครึ่งนางกลางเดือน จะได้เก็บเกี่ยวข้าวกล้าได้ทันการณ์

แต่พระพิรุณท่านซ้ำเติมจนทางเขื่อนก็สุดทน ต้องพร่องน้ำลงมาจนได้แหละคุณ

ในยามเดือดร้อนกันแทบทุกหัวระแหงแบบนี้ ผีสางอีนางโกงก็คงจะอดอยากปากหมองเพราะไม่ มีใครทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ เลยออกมาเพ่น พ่านขอส่วนบุญ แต่ผู้คนเห็นเข้าก็อกสั่นขวัญแขวน บอกว่าโดนผีหลอกจนขนหัวลุกไปตามๆ กัน

ป้าเองก็โดนเข้าจังเบอร์เลยค่ะ!

 

ร่างผอมดำ ผมตัดสั้นเป็นกระเซิง ดูแข็งแรงเกินตัว ไม่ว่าใครก็เวทนาแม่ม่ายตัวคนเดียวที่ต้องเลี้ยงลูกกำลังกินกำลังนอน และเรียนหนังสือถึงสองคนกันทั้งนั้น…ขนาดป้าว่าจะเอนหลังเสียหน่อยก็ยังอด ตามแกไปบ้านแม่ระเบียบที่เขาติดบ่อนป๊อกเด้งไม่ได้

อ้อ! ต้องมาเรียกขานกันเบาๆ แล้วตามกันไปเงียบๆ ด้วยนะคะ เพราะพวกลูกหลานป้ามันคอยห้ามปราม หรือไม่ก็กระแหนะกระแหน ไม่อยากให้ไปเล่นไพ่ดึกๆ ดื่นๆ อดตาหลับขับตานอน เดี๋ยวก็จะเป็นลมเป็นแล้งไป แต่ป้าก็ทำเสียงแข็งว่าเรื่องของฉัน ทำงานงกๆ มาแต่สาวยันแก่แล้ว ก็อยากจะหาความสุขก่อนตายให้ตัวเองมั่ง!

ที่จริงป้าชอบไพ่ตองมากกว่า มันสุขุมนุ่มนวล ดี ไม่ต้องรีบล่กๆ ตาหูเหลือกเหมือนผสมสิบหรือป๊อกเด้ง เสียแต่ขาไพ่ตองมักเป็นคนแก่ขนาด 70-80 ขึ้นทั้งนั้น ค่อยๆ ทยอยอำลาไปเกิด ใหม่ แทบจะหาคนเล่นให้ครบ 7 คนได้ยากเย็นเต็มที

ป๊อกเด้งก็ป๊อกเด้ง เดี๋ยวก็ 2 เด้ง 3 เด้ง…จะเด้งเขาหรือเด้งเราก็วัดดวงดูแล้วกัน

ขึ้นบันไดไปบนบ้านแม่ระเบียบ มีรั้วรอบขอบชิด หมาเห่าเบาๆ ตามประสาหมาปากเปราะแม้ว่าจะคุ้นเคยกันดี เจอะเจอขาไพ่ 3-4 คน ก็ไม่แปลกใจอะไรเพราะแม่แตงบอกว่าจะไปตามขาไพ่อีก 2-3 คน มาเพิ่มเติมให้ครึกครื้นหน่อย ก่อนจะแยกกันที่หน้าประตู

พี่ทองทิพย์ เท้าแชร์ประจำซอย แม่ถวิล แม่ชื่น กลับล้อมวงอยู่บนเสื่อกับเจ้าของบ้าน ถามไถ่กันว่าป้าหายไปไหนมาหลายวัน? ได้ข่าวว่าไปเยี่ยมญาติโดนน้ำท่วมต่างจังหวัด…อ้อ! แล้วนี่ป้ากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่? ทำไมถึงรู้ว่าพวกเรากำลังรอขาอยู่พอดี?

“แม่แตงไปตามน่ะซี” ป้าตอบไปตามตรง “เพิ่งแยกกันที่หน้าบ้านเมื่อตะกี้…”

เสียงวี้ดว้ายดังระงม ทุกคนผงะหน้าเบิกตากว้าง แม่ชื่นยกมือปิดปาก เบิกตาโพลง ส่วนพี่ทองทิพย์อ้าปากค้าง แม่ถวิลเรอเอิ๊กเหมือนจะเป็นลม แม่ระเบียบเจ้าของบ้านครางเบาๆ ว่า…ยายแตงเป็นลมตายเมื่อตอนเย็นนี้เอง ตอนนี้ศพยังอยู่ที่วัด! โอย…

บ่อนป๊อกเด้งยังปิดเงียบเชียบมาจนเดี๋ยวนี้…แต่ป้าน่ะเข็ดเรื่องเล่นไพ่ไปจนตายเลยค่ะ กลัวจะมีผีมาตามเข้าบ่อนน่ะซีคะ! บรื๊ออออ….

ผีใต้น้ำ

พี่รุ่งจ้วงพายลงน้ำเสียงจ๋อมๆ จนกระทั่งเลยไปถึงคุ้งน้ำที่มีพงอ้อกอหญ้าขึ้นรกครึ้ม… แถวนั้นน่ะเขาลือกันว่าเคยเป็นป่าช้ามาก่อน แต่เกิดโรคไข้ทรพิษระบาดตั้งแต่ก่อนสงครามจนผู้คนอพยพหนีกันจ้าละหวั่น กลายเป็นหมู่บ้านร้างมานับสิบๆ ปีแล้ว… ขนาดป่าช้ายังพลอยร้างไปด้วยเลยครับ

…เราได้ปลาสร้อยปลาซ่ามากโขจนเรือหนักอึ้ง ตกลงใจกันว่ากลับบ้านได้แล้ว ก็พายเรือย้อนกลับมาตามทางเดิม

จน กระทั่งถึงใต้กิ่งไม้ขนาดใหญ่ที่โน้มลงมาเหนือน้ำ แสงจันทร์ที่ระยิบระยับอยู่บนระลอกคลื่นไม่อาจจะส่องทะลุเข้าไปถึงภายในที่ มืดครึ้ม ดูเยือกเย็น เร้นลับ คล้ายกับจะซุกซ่อนความชั่วร้ายน่าสะพรึงกลัวอยู่ในนั้น…

ผมรู้สึกว่าเรือของเราชักจะหนักอึ้งขึ้นทุกที!

“พี่ รุ่ง…เรือติดอะไรหรือเปล่า?” ผมหันไปถาม แต่เห็นพี่ชายกำลังผงะหน้าเบิกตาโพลง จ้องมองอะไรบางอย่างกลางลำเรือ ครั้นมองตามสายตานั้นก็พลันตัวแข็งทื่อในบัดดล!

นรกเป็นพยาน! สิ่งที่เห็นชัดอยู่ในแสงจันทร์ก็คือปลาตัวใหญ่ขนาดศอกเศษ ดูไม่ออกว่าเป็นปลานรกจกเปรตอะไรแน่…แต่มันกำลังขยายใหญ่ขึ้นทุกที ท่ามกลางนัยน์ตาที่เบิกโพลงด้วยความตื่นตะลึงของเรา

คุณพระคุณเจ้า ช่วยลูกด้วยเถิด! ปลาอุบาทว์ตัวนั้นดิ้นกระแด่วๆ พลางร้องอุแว้ๆ เหมือนทารกแรกเกิด เล่นเอาเราผงะหน้า แทบจะตะพลัดตกเรือ ขณะที่เสียงสยองดังถี่เร็วก่อนจะดีดตัวลงน้ำเสียงตูมสนั่น…เสียงพี่รุ่ง ตะโกนลั่น…ผีหลอกโว้ย!!

จ้ำ เรือกันน้ำบานน่ะซีครับ ไม่ตกน้ำตกท่าจนมีหวังช็อกตายก็บุญโขแล้ว…ต่อมาเราก็เลิกหาปลาด้วยเรือผี หลอกเด็ดขาด ขนหัวลุกครับ! บรื๋อออ…

ปากน้ำโพเคยได้ชื่อว่าเป็นเมืองเศรษฐกิจในสมัยก่อน การคมนาคมใช้ทางน้ำเป็นส่วนใหญ่ สินค้าจากเหนือล่องมาที่นั่นเหมือนตลาดนัด พ่อค้าจากกรุงเทพฯ ก็ขึ้นไปซื้อหาสินค้าสารพัดอย่าง ตั้งแต่ขี้ไต้ไปจนถึงไม้ซุงโน่นแน่ะ

ว่ากันว่า ถึงหน้าน้ำหลากเมื่อไหร่ ปากน้ำโพก็คือเมืองสวรรค์ ของนักเผชิญโชคเมื่อนั้น!

เงินทองสะพัดเป็นว่าเล่น ผู้คนพลุกพล่าน ไม่ว่าพ่อค้าใหญ่ นักเลงหัวไม้และการพนันที่มีแทบทุกชนิด ร้านเหล้าคึกคัก ผีเสื้อราตรีก็โบยบินจากทุกสารทิศไปขุดทองที่นั่น เดินขึ้นเดินลงโรงแรมกันขวักไขว่

วันนี้ผมมีประสบการณ์ขนหัวลุกสุดสยองมาเล่าสู่กันฟังครับ

ครอบครัวเราเป็นประมงน้ำจืดมาตั้งแต่รุ่นก่อนๆ เมื่อพ่อแม่แก่เฒ่าก็เหลือแต่ผมกับพี่ชายสองคนที่เจริญรอยตาม เพราะเคยติดเรือไปกับพ่อตั้งแต่เด็กๆ ไม่ว่าตกปลา ทอดแห…แต่เมื่อมาถึงรุ่นพวกผมก็ออกหาปลาด้วยเรือผีหลอกเป็นประจำ

สมัยนั้นปลาชุมมาก ขอแต่รู้จักทำเลเหมาะๆ ค่อนข้างเงียบสงบก็แล้วกัน ยิ่งแถวท้ายเกาะยมที่จะไปทางบึงบอระเพ็ด เลยค่ำไปแล้วไม่ค่อยมีเสียงเรือยนต์รบกวน…คืนไหนโชคดีก็ได้ปลาตั้งครึ่ง ค่อนลำ

จนกระทั่งถึงคืนสยองขวัญ!!

เราสองคนออกเรือกันตามปกติ สรรพสิ่งค่อนข้างเงียบเชียบ จันทร์ครึ่งดวงลอยพ้นทิวไม้มืดครึ้มขึ้นมา ระลอกคลื่นเล่นไล่เข้าหาฝั่ง สายลมพัดวู่หวิวเหมือนเสียงใครถอนใจยาวด้วยความเหน็ดเหนื่อยเต็มประดา

พี่รุ่งถือท้าย ผมประจำหัวเรือ มองดูกิ่งไม้ชายน้ำที่โน้มลงมาเหนือฟองผุดพราย…ครั้นพี่รุ่งพยักหน้าให้ สัญญาณ ผมก็เอนตัวไปทางแผ่นกระดานทาสีขาวขนาบลำเรือ แหวกน้ำจนกระเซ็นเป็นฟอง…

พวกปลาเล็กปลาน้อยเห็นสีขาวเว่อวูบวาบลงมาดื้อๆ ก็ตระหนกตกใจ กระโดดแผล็วขึ้นมาเหนือน้ำ…ส่วนหนึ่งหล่นลงในเรือที่เอียงกราบรอ ส่วนหนึ่งโชคดีก็ตกลงไปในน้ำตามเดิม…

เสียงซ่า…ดังมาจากกิ่งไม้ใหญ่ที่โน้มลงมาเหนือหัว!

“เอ๊ะ…เสียงอะไรวะ?” พี่รุ่งร้องถามเบาๆ ผมก็ส่ายหน้า รู้สึกอากาศเย็นยะเยือกชอบกล ขนอ่อนที่ต้นคอลุกซ่า ปากคอแห้งผากไปถนัด

 

ผีคาสิโน

ผมเป็นนักเล่นมาตั้งก่อนบ่อนลอยฟ้าดังระเบิดด้วยซ้ำ เข้าแทบทุกบ่อนใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ นับครั้งไม่ถ้วน นานๆ จับแก้บนกันทีก็มีข่าวย้าย 5 เสือประจำสน.ที แต่ที่ออกข่าวประจำน่ะ โอ๊ย! ตำรวจไม่รู้เรื่อง ตำรวจพยายามปราบปรามมาตลอด แต่ก็อย่างว่า จับเช้าเปิดบ่าย จับวันนี้พรุ่งนี้เปิด…เหมือนจับปูใส่กระด้ง!

โทษหนักคือรับทรัพย์ หรือรู้เห็นเป็นใจก็โดนปลด โดนดำเนินคดี โทษเบาคือปล่อยปละละเลยก็โดนย้ายหนึ่งเดือน แล้วก็เงียบหายเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง

วันศุกร์ต้นเดือน รถราคับคั่งติดเป็นแพตามระเบียบ ยิ่งตอนเย็นๆ ค่ำๆ แทบไม่ต้องขยับก็ว่าได้…ผมแวะไปบ่อนแรก ส่งซิกเรียบร้อยก็ได้คำตอบว่าปิด ต้องรอจน กว่าเรื่องซาลงไปก่อนถึงจะเปิดได้

ผมเองก็ไม่ได้แตกต่างกว่าผู้อื่นหรอกครับ แถมยังมีข้อด้อยมากกว่าข้อดีเสียด้วยซ้ำ ไหนจะเล่าเรื่องขนหัวลุกสู่กันฟังทั้งที ก็ขอเล่าอย่างหมดเปลือกไปเลย

ถ้าพูดถึงเรื่องการงานต้องขอบอกว่า ผมทำงานในวิสาหกิจใหญ่โต เกี่ยวข้องกับผู้คนมากมาย แต่เรื่องนี้ถือว่าเป็นข้อดีของผมที่ได้รับเงินเดือนสูง โบนัสงาม สำหรับเรื่องความรับผิดชอบในหน้าที่การงานนั้นผมมีอยู่เต็มร้อยก็ว่าได้

เมื่อมีข้อดีก็คือข้อเสีย แต่ไม่ใช่เหล้ายาปลาปิ้งหรือติดเที่ยวหรอกครับ ผมเองน่ะ มีบ้างแต่นานๆ ครั้ง ไม่เคยลุ่มหลงมัวเมา หรือหัวปักหัวปำเหมือนหลายๆ คนที่ทำให้เสียการงาน

แต่ข้อเสียสำคัญที่สุด ขอเปิดอกสารภาพไว้ตรงนี้เลยว่าผมติดการพนันครับ!

ไม่ใช่เล่นม้า เล่นมวย หรือแทงบอลตามแฟชั่นในยุคหลัง แต่ของผมน่ะเข้าบ่อนกันเป็นเรื่องเป็นราวไปเลย ถ้าไม่ตอนเย็นหลังงานเลิกก็เสาร์อาทิตย์ เรื่องนี้เมียผมรู้ครับ แต่เธอไม่เคยปริปากบ่นว่าหรือห้ามปราม เหมือนอย่างเพื่อนฝูงในบ่อน 2-3 คนเคยบ่นให้ฟัง

อาจจะมีสาเหตุมาจากการที่ผมเป็นคนรับผิดชอบสูงก็ได้ ไม่ว่าเรื่องงานหรือในครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่าย บางอาทิตย์ก็พาลูกเมียไปเดินห้าง ดูหนัง หาอะไรกิน ซื้อข้าวของกลับบ้าน… แล้วผมก็หลบเข้าบ่อน!

มีเรื่องสำคัญอีกอย่างที่เมียผมทำไม่รู้ไม่ชี้ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ก็คือผมเล่นได้มากกว่าเสีย ไม่ว่าบักคาร่า, รูเล็ตต์, ยี่อิ้ด, โป๊กเกอร์ แม้แต่ป๊อกเด้ง ก็มักจะ “เป๋าตุง” เป็นประจำ

ไม่ใช่เรื่องการคดโกง หรือมีเล่ห์เหลี่ยมพลิกแพลงอะไรหรอกครับ ใครขืนอุตริทำแบบนั้นมีหวังต้องคลานกลับบ้านหรือนอนหยอดน้ำข้าวต้ม เพราะขึ้นว่า “บ่อน” ย่อมจะมีชั่วโมงบินสูงลิบกว่าลูกค้าอยู่แล้ว ต่อให้เซียนถือแส้แค่ไหนก็อย่าได้คิดแหย็มกับบ่อนเด็ดขาด

ดวงครับดวง!! “ใครว่าแน่ๆ ก็ยังแพ้ดวง” เป็นความจริงครับ ถือคติ “ไปตามดวงไม่ห่วงชีวิต แล้วแต่พรหมลิขิต ปล่อยชีวิตให้ตามดวง” เป็นดีที่สุด!

การไปวัดดวงที่บ่อนก็เหมือนการเดินทางของชีวิต ต่อให้อยู่เฉยๆ ก็ยังเป็นการเดินทางอยู่ดี…ไปสู่ความตายไงล่ะครับ! แต่ระหว่างทางน่ะไม่มีใครรู้ตัวล่วงหน้าหรอกว่าจะพบเห็นหรือเจอะเจอกับอะไร บ้าง กว่าจะถึงปลายทางส่วนมากก็ระหกระเหินบอบช้ำกันทั้งนั้น

จนกระทั่งมีข่าวใหญ่โตว่าต่อไปนี้จะไม่มีบ่อนเถื่อนทั่วประเทศอีกแล้ว!

 

เออ! คราวนี้เอาจริงแฮะ…แล้วผมจะหาเงินสดๆ เป็นลำไพ่พิเศษได้ยังไงกัน?

บ่อนอื่นๆ ก็ยังมีน่ะ! ผมปลอบใจตัวเอง ขับรถไปหาจุดใหม่ทันที…ผีหลอกแฮะ! เพราะผ่านมา 3-4 บ่อนปิดหมด กำลังจะยอมแพ้ก็พอดีนึกถึงบ่อนเฮียฮุยขึ้นมา…ได้การ!

เข้าซอยขรุขระคดเคี้ยวค่อนข้างเปลี่ยวไปจนถึงตึกสามชั้นโดดเด่น รายรอบด้วยต้นไม้ใหญ่ๆ กดออดสั้นครั้งเดียว ช่องเล็กๆ ก็เปิดออกเห็นหน้าดำๆ โผล่ขึ้น…ลุงดำนี่แกหน้าดำ ตัวดำสมชื่อ คุ้นเคยกับผมมาเกือบปีแล้ว มักจะได้รับทิปใบแดงๆ จากผมเป็นประจำ

อ้าฮา! ความหวังกลายเป็นจริง บ่อนนี้เปิดมา 2-3 วันแล้ว ผมเดินลิ่วผ่านเพิงอาหารและเครื่องดื่มเข้าไปในตัวตึก ดิ่วดิ่งขึ้นลิฟต์ไปชั้น 2 บรรยากาศได้-เสีย คึกคักตามเคย

มีหญิงชายวัยกลางคนไปจนถึงรุ่นใหญ่ กำลังกลุ้มรุมอยู่กับโต๊ะพนันที่ตัวโปรดปราน มีทั้งยิ้มแย้มเบิกบาน มีทั้งหน้าดำคร่ำเครียด เสียงโยนเต๋า เสียงเฮฮาระคนกับสบถเบาๆ มันคือบรรยากาศที่ผมคุ้นเคยมาเกือบชั่วชีวิตก็ว่าได้

กำลังตัดสินใจว่าจะแวะโต๊ะไหนดี? ผมก็ต้องยืนตะลึงงันอยู่กับที่ เมื่อภาพต่างๆ อันมีชีวิตชีวาเมื่อพริบตาก่อน ค่อยๆ เลือนรางจางหายไปในแสงไฟเยือกเย็น ก่อนจะดับวูบลง

เผ่นพรวดออกมาจากบ่อนผีสิงโดยไม่สติแตก หรือช็อกตายคาที่ได้ยังไงก็ยังงงๆ บ่อนไหนเปิดใหม่เมื่อไหร่ไม่ต้องบอกกล่าวมานะครับ…ผมสาบานไว้แล้วว่าจะไม่ เข้าบ่อนไปจนวันตาย! บรื๋อออ…

ทางผีผ่าน

เสียงผู้คนร้องกรี๊ดกร๊าดวี้ดว้ายดังระงมไปหมด รถไฟหยุดไม่ทันแน่ๆ ล้อเหล็กหั่นแขนขาเนื้อตัวขาดกระเด็นน่าสยดสยองสิ้นดี ขนาดการรถไฟใช้ที่กั้นทางข้ามแล้วนะคะเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ แต่ห้ามคนฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ

ผีทางรถไฟแถวสะพานดำที่เคยซาไปก็กลับดังขึ้นมาใหม่ ตอนกลางคืนมีคนเห็นห้อยโหนโยนตัว หัวขาดแขนขาขาดเป็นประจำ!

ซอย บ้านดิฉันอยู่ใกล้ๆ สี่แยก ตรงข้ามซอยเข้าวัดจอมสุดาราม หรือวัดไพรงามพอดี เป็นซอยเล็กมากจนทางกทม.ไม่ยอมเสียเวลาตั้งชื่อให้ แต่เราเรียกกันเองว่า “ซอยวัดใจ”

ความเล็กของซอยเข้าได้แต่รถมอเตอร์ไซค์ ถ้ารถตุ๊กตุ๊กจะเข้าซอยนี้ต้องมีคนขับเก่งจริงๆ ถึงจะเข้าได้ เพราะทั้งซ้ายทั้งขวาห่างรั้วสูงลิบไม่ถึงศอก ถ้ามีคนเดินอยู่ก็ต้องหยุดเดิน แนบตัวกับกำแพง รั้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเฉี่ยวชน

ต้องวัดใจกันว่ารถกับคน ใครจะหยุดก่อนกัน? ถึงเรียกว่าซอยวัดใจไงคะ!

นั่นคือสี่แยกทางรถไฟ ถนนนครไชยศรี ตัดกับสวรรคโลก ซ้ายไปสถานีสามเสน ขวาไปสวนจิตรลดา ไหนจะรถชนกันที่สี่แยก ไหนจะเกิดเรื่องรถไฟชนรถยนต์อีกด้วย

ที่น่ากลัวมากๆ คือรถไฟทับคนตายคาที่นี่ซิคะ สมัยก่อนเกิดเรื่องบ่อยมาก แถวสะพานดำข้ามคลองสามเสน ที่มีต้นทางจากแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลเลียบวังศุโขทัยมาถึงวัดอัมพวัน, วัดสุคันธาราม…ไหล คดเคี้ยวไปจนถึงถนนพระรามเก้าโน่นแน่ะ

แม้ห่างจากย่านสาม เสนมาไกลแล้ว ที่นี่ก็ยังมีชื่อสถานีรถไฟสามเสนเหมือนกัน!

เมื่อราว 5-6 ปีก่อน มีผู้ชายนุ่งกางเกงลายพราง สวมเสื้อคอกลมสีขี้ม้าอยู่ดีๆ รถไฟขาขึ้นเปิดหวูดจะเข้าเทียบชานชาลา ชายผู้นั้นก็วิ่งไปนอนหงายขวางทางรถไฟดื้อๆ

ไม่จำเป็นจริงๆ รถตุ๊กตุ๊กก็ไม่อยากเข้าหรอกค่ะ แม้ว่าทางแคบที่ว่าจะไม่เกินร้อยเมตร ต่อจากนั้นก็เป็นทางกว้าง มีซอยเล็กๆ เป็นทางเดินอยู่ทางซ้าย บ้านช่องแน่นหนา ผู้คนคึกคักพอสมควร

ซอยนี้มีคนเข้าออกแทบไม่ขาดระยะ ส่วนมากใช้มอเตอร์ไซค์ คนที่เดินก็เดินจนชินแล้ว ล้วนแต่คุ้นหน้าคุ้นตากันทั้งนั้น พูดไปอีกทีก็ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกค่ะ….

อ้อ! ยกเว้นต้นโพธิ์ที่อยู่สุดซอย หรือจะพูดได้ตรงเผงก็ต้องบอกว่าอยู่กลางซอย!

ถ้ามองไปตรงๆ ก็จะเห็นต้นโพธิ์ใหญ่ ขนาดไม่สูงนักอยู่สุดทางพอดี…แต่ไปถึงจะมีทางเลี้ยวแคบๆ สั้นๆ อยู่ทางซ้าย แล้วเลี้ยวขวาออกไปอีกที เป็นต้นโพธิ์เก่าแก่หลายสิบปีแล้ว มีฐานปูนล้อมรอบ ชาวบ้านทั่วไปถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีผู้มาบนบานศาลกล่าวอยู่เนืองๆ

คงจะเกิดจากความเหนื่อยและเพลียมากกว่า ทำให้หูฟั่นเฟือน! ประสาทหลอน! ไม่อยากคิดอะไรมาก รีบเดินเร็วขึ้นเพราะรำคาญเนื้อตัว อยากอาบน้ำเปลี่ยน เสื้อผ้าเต็มทีแล้ว

ไม่ช้าก็เห็นโพธิ์ใหญ่ต้นนั้นยืนทะมึนอยู่ในแสงไฟ เยือกเย็น น่าแปลกที่เห็นใครนั่งกอดเข่าอยู่บนขอบปูนรอบโคนต้น ฟุบหน้านิ่งคล้ายนั่งหลับ อากาศก็ชักเย็นยะเยือกขึ้นทุกที

ขณะที่จะ เลี้ยวเข้าบ้านก็มองดูอีกครั้ง ร่างนั้นหายไปในชั่วพริบตาเดียว…หายไปต่อหน้าต่อตาดื้อๆ เล่นเอาดิฉันขนลุกซ่าไปทั้งตัว…คราวนี้เชื่อสนิทแล้วค่ะว่าเจ้าพ่อโพธิ์ ศักดิ์สิทธิ์เหลือเชื่อ อย่างน้อยผีก็มีจริงๆ ไม่อยากหลอกตัวเองว่าตาฝาดแล้วค่ะ!

ผ้าแพรสีต่างๆ สดใสเต็มโคนโพธิ์ มีทั้งพวงมาลัย ดอกไม้ ธูปเทียน ที่คนมาบนและแก้บน ร่ำลือกันมานานว่าเจ้าพ่อโพธิ์ให้หวยแม่น มีคนถูกหวยกันบ่อยๆ มาหลายปีดีดักแล้ว

ตอนกลางวันก็ดูสวยงามดีนะคะ หรือจะเป็นเพราะเห็นจนชินตาก็ไม่ทราบ แต่พอตกกลางคืนดูร่มครึ้ม ชวนให้เยือกเย็นวังเวงใจอย่างไรพิกล

นอกจากให้หวยแม่น ยังมีเสียงลือว่าผีดุอีกต่างหาก!

บ้านดิฉันอยู่ก่อนถึงต้นโพธิ์ พอเดินเข้าซอยพ้นทางแคบได้ไม่ไกลก็เห็นต้นโพธิ์โดดเด่น ไม่มองก็ต้องมองนะคะ… ก่อนจะเลี้ยวเข้าบ้าน แต่ไม่เคยเห็นอะไรน่ากลัวแม้ครั้งเดียว

ตัวเองไม่กลัวผี ไม่เคยถูกผีหลอกสักครั้ง! แต่ต้องขอบอกก่อนว่า “ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่” นะคะ ในที่สุดก็เจอดีเข้าจนได้!

เมื่อปลายปีนี้เอง ดิฉันเลิกงานตอนค่ำเพราะต้องเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อนวันหยุดสิ้นปี นั่งรถสาย 14 จากประตูน้ำกลับบ้าน…พอเดินเข้าซอยก็รู้สึกเยือกเย็นชอบกล นึกได้ว่าเป็นฤดูหนาว แต่ผู้คนไม่รู้ว่าหายไปไหนหมด คล้ายกับมีเราเดินเข้าอยู่คนเดียว

มีมอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่มมาจากข้างหลัง ตอนนั้นใกล้จะถึงทางแคบที่มีรั้วสูงๆ ทั้งสองข้างแล้ว ดิฉันแอบเข้าชิดซ้าย รถคันนั้นแล่นหวือผ่านไป…แต่ดิฉันยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่

คุณพระช่วย! ไม่เห็นรถราสักคันเดียว มันมีแต่เสียงเท่านั้นเอง!

 

ผีสิงต้นไม้

ตะเคียนต้นนี้อยู่ในเขตวัดตะเคียนงาม ตำบลกระแสบน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ตั้งชื่อตามต้นตะเคียน ซึ่งมีอยู่สองต้น ความสูงใหญ่และอายุไล่เลี่ย กัน น่าแปลกต้นซ้ายได้ชื่อว่าเจ้าพ่อตะเคียน ผิดกับตะเคียนทั่วไปซึ่งเชื่อถือกันว่าเป็นเพศหญิง ส่วนต้นขวาคือเจ้าแม่ตะเคียนทอง ที่มีอิทธิฤทธิ์ให้ชาวบ้านร้านช่องเลื่อมใสและเคารพนับถือกันมาช้านานแล้ว

ตะเคียน คู่นั้นมีผ้าแพรหลากสีสันพันรอบลำต้น โดยผู้คนที่มาบนบานศาลกล่าวเรื่องต่างๆ ได้รับความสำเร็จสมปรารถนา อีกทั้งมีการสร้างศาลไม้เล็กๆ ไว้ให้เป็นที่อยู่อาศัยและเซ่นไหว้มาช้านานหลายสิบปี จนศาลนั้นโดนทั้งแดดและฝนกระทั่งเก่าแก่ใกล้ผุพังไปตามกาลเวลา

เมื่อราวสองปีก่อนก็เกิดเรื่องน่าอกสั่นขวัญแขวนอุบัติขึ้นมา!

กลาง ดึกคืนนั้น มีทั้งพายุและฝนโหมกระหน่ำหนักหน่วง ชาวบ้านใกล้เคียงได้ยินเสียงยอดไม้โดนพายุรุนแรง ตามด้วยเสียงกิ่งก้านเสียดสีกันไม่ขาดสาย ฟังคล้ายเสียงผู้หญิงกำลังร่ำร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส สะท้านสะเทือนเข้าไปถึงหัวอกหัวใจจนขนลุกขนพองไปตามๆ กัน

ไม้ใหญ่ทั้งสองชนิดเชื่อกันว่ามีผีสิงโดยธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องมีใครผูกคอตายหรือตกลงมาตายเหมือนต้นไม้ชนิดอื่นๆ ด้วยซ้ำไป

จังหวัดระยองก็มีเจ้าแม่ตะเคียนทอง เชื่อกันว่าเป็นตะเคียนใหญ่ที่สุด อายุมากที่สุดในประเทศไทย

ความใหญ่ขนาดแปด คนโอบ อายุไม่ต่ำกว่าห้าร้อยปี!

 

บัดดลนั้น เสียงเปรี๊ยะปร๊ะก็ดังกระหึ่ม ราวเสียงใครกรีดร้องกึกก้อง ตามด้วยเสียงครึกโครม สนั่นหวั่นไหวปานเสียงฟ้าผ่า แผ่นดินสะท้านสะเทือนจนบ้านช่องพลอยสั่นไหว แทบจะพังทลายไปด้วยกันในพริบตา!

รุ่งเช้า ชาวบ้านก็ออกมาเห็นภาพที่ทำให้ตะลึงพรึงเพริด แทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าภาพที่เห็นจะเป็นความจริง

นั่นคือ ตะเคียนเจ้าแม่กิ่งใหญ่หักสะบั้นลงมากองอยู่บนพื้นดิน ความใหญ่โตและยาวเหยียดเหมือนจะเป็นตะเคียนอีกต้นหนึ่งที่หักโค่นลงมา จนต้องช่วยกันตั้งแคร่และเลื่อยออกเป็นสองท่อนยกขึ้นวางไว้ใกล้ๆ กับรั้ววัดนั่นเอง

เมื่อพูดถึงเสียงเสียดสีเอี๊ยดอ๊าด คล้ายเสียงร้องร่ำคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวดก่อนจะหักโค่นลงมา ก็ทำให้ผู้คนถึงกับขนลุกขนชันด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง ราวกับเสียงนั้นยังติดหูอยู่ในความทรงจำไม่รู้หาย

เรื่องราวน่าขนหัวลุกก็อุบัติขึ้นแต่นั้นมา!

ในยามค่ำคืน มีคนเห็นผู้หญิงผมยาวแต่งชุดไทยโบราณเดินผ่านไปมา บางครั้งก็เห็นชัดเจน แต่บางคราวก็เห็นเพียง วอบๆ แวบๆ แล้วก็หายไป มีเสียงร่ำไห้โหย หวนดังขึ้นมาแทนที่

 

แม้แต่นักท่องเที่ยวจากจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งกรุงเทพฯ ก็มีไกด์พามาเที่ยวชมกันคึกคักหนาตา

มีผู้นำเสื้อผ้าของสตรี ชุดไทยสวยๆ งามๆ มาแก้บนมากมาย โดยแขวนไว้ในตู้พลาสติกด้านซ้าย มีถาดใส่ไฟแช็กที่เชื่อว่าเจ้าแม่โปรดปรานหลายสิบอัน ไหนจะตุ๊กตาม้าและเด็ก โดยเฉพาะกระบอก เซียมซีที่เล่าขานกันว่ามีผู้โชคดีถูกหวยรวยลอตเตอรี่กันมาหลายรายแล้วเพราะ เจ้าแม่ให้โชค

เจ้าแม่ตะเคียนทองในวัดตะเคียนงาม นอก จากจะเก่าแก่ใหญ่โต อำนวยอวยพรให้ผู้มา กราบไหว้แล้ว ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าศึกษาสนใจของจังหวัดระยองอีกด้วยครับ

มีคนฝันเห็นผู้หญิงที่เชื่อว่าเป็นเจ้าแม่ตะเคียน ทองมาร้องห่มร้องไห้ คร่ำครวญว่าไร้ที่อยู่อาศัย ไม่มีชายคาคุ้มแดดคุ้มฝน ต้องทุกข์ทนอยู่กลางแจ้งมาตลอดเวลา ได้รับความทุกข เวทนามาช้านานแล้ว

หนัก เข้าชาวบ้านก็ร่วมมือร่วมใจกันสร้างศาลใหม่เป็นการเป็นงาน มีหลังคาและฝาสามด้าน ทำรูปปั้นเจ้าแม่ตะเคียนทองแต่งองค์ทรงเครื่องสวยงาม มีบริวารขนาดเล็กเป็นสาวสวยขนาบซ้ายขวา ผู้คนศรัทธาเลื่อมใสเข้าไปกราบไหว้ ทั้งขอพรและทั้งบนบานศาลกล่าวเรื่องราวต่างๆ ปรากฏว่าสมปรารถนากันมากมาย จนขึ้นชื่อลือชาไปทั้งเมืองระยอง

ผีของเล่น

คุณยายสมรเป็นคนตัวดำ อ้วนใหญ่ ปากร้าย แต่บางทีก็ดีใจหายได้เหมือนกัน…ตอนเสียชีวิตน่ะอายุ 76 ค่ะ โรคร้ายรุมเร้าสารพัด…ก่อนตายก็เป็นโรคงูสวัดอีกด้วยค่ะ!

ดูๆ ก็น่าสงสารเพราะไข้ขึ้นสูง ปวดและอ่อนเพลียจนลุกไม่ได้เลย…ต้องหอบหิ้วกันไปส่งโรงพยาบาล ทั้งที่โรคงูสวัดนี่เป็นแล้วก็หายได้ นะคะ แต่อาการคุณยายหนักมาก ดิฉันเป็นคน เฝ้าไข้เพราะตรงกับปิดเทอมใหญ่…ไม่ได้คิดว่า จะตาย นอกจากวันสองวันก็กลับได้

คุณยายเลยไม่ต้องจ้างคนรับใช้ ดิฉันกับแม่นี่แหละทำงานกันแทบทั้งวัน และต้องอดทนเมื่อถูกดุด่า บอกตรงๆ ว่าดิฉันไม่รักคุณยายสมรใจร้ายหรอกค่ะ

เวลาท่านดุแม่น่ะดิฉันเจ็บใจจริงๆ คุณยายเป็นคนเจ้าระเบียบ เอาแต่ใจตัวเอง ชอบระบายอารมณ์เอากับเราสองแม่ลูก จริงๆ แล้วท่านฐานะร่ำรวย มีลูกชายหญิงรวมแล้วถึงห้าคน แต่ทุกคนแต่งงานแล้วแยกบ้านไปหมด ไม่มีใครทนอยู่ด้วยหรอกค่ะ อยากปากร้ายนักนี่

เมื่อไปอยู่โรงพยาบาลราว 3-4 วัน คุณยายสมรก็ดูค่อยยังชั่วขึ้น พูดจาได้ แม้จะอ่อนระโหยโรยแรง แต่ก็ดีกว่าอยู่ที่บ้านซึ่งได้แต่กลอกตา

ทีแรกก็ดูดี แต่ตอนหลังๆ ชักเพ้อพิกล บางที ก็พูดกับใครที่มองไม่เห็นตัว ดิฉันก็กลัวซิคะ …แหม! อยู่โรงพยาบาลนี่นา เล่นพูดคุยกับอะไรไม่รู้ที่มาอยู่รอบๆ เตียง!

สายตาคุณยายสมรมักมองตามสิ่งที่ดิฉันมอง ไม่เห็น บางครั้งก็ยิ้มหรือหัวเราะเบาๆ เหมือนดูเด็กเล็กๆ วิ่งซนอยู่

พลบค่ำวันหนึ่ง ดิฉันอ่านหนังสือธรรมะให้คุณยายฟัง ขณะอ่านก็เห็นเงาแว่บๆ เหมือนมีใครเดินผ่านไป รีบเงยหน้าทันทีแต่ไม่มีใครสักคน…เราคงตาฝาดมั้ง! แต่แล้วเงานั้นก็ปรากฏขึ้นเรื่อยๆ ดิฉันเห็นจากทางหางตาเท่านั้น ถ้าหันไปมองตรงๆ ก็ไม่มีอะไร

สิ่งที่น่ากลัวคือ อยู่ดีๆ คุณยายถามว่าเห็นตุ๊กตา 2 ตัวที่มานั่งปลายเตียงนั่นมั้ย? แหม! ดิฉันแทบจะกลับบ้านทันทีเลยค่ะ คงเข้าใจนะคะว่ามันหลอนน่าดู

ยิ่งคนกลัวผี และนี่ก็เป็นโรงพยาบาลด้วยนะ!!

ถึงจะกลัวแค่ไหนก็ต้องทนอยู่ให้ได้ ตอนดึกๆ คุณยายหลับสนิทไปแล้ว ส่วนดิฉันยังไม่กล้าหลับตา…เป็นแบบนี้มา 2-3 คืนแล้วค่ะ พอง่วงมากก็จะผล็อยหลับไปเอง…แต่ก่อนหลับจะคอยลืมตามองรอบห้องอยู่หลาย ครั้ง

คืนนั้น พอเคลิ้มๆ ก็เห็นเด็กผมจุก 2 คน ท่าทางเป็นเด็กผู้ชาย นุ่งโจงกระเบนสีแดง มีสังวาลพาดอยู่ช่วงบนของลำตัวที่เปลือยเปล่า เด็กทั้งสองวิ่งเล่นรอบเตียงที่คุณยายสมรหลับอยู่…ดิฉันผวาสะดุ้งตื่นยัง แว่วเสียงเด็กหัวเราะเต็มหู แล้วค่อยๆ จางหายไปในที่สุด

เอ…ท่าจะฝันไปเองละมั้ง?” ความกลัวคงออกฤทธิ์ ผสมกับคำว่า “ตุ๊กตา 2 ตัว” ที่คุณยายสมรพูดเลยเก็บไปฝัน

รุ่งขึ้น คุณยายมีไข้ต่ำๆ แต่ตาลอย หน้าเหลืองนวล ดูสวยเชียวละทั้งๆ ที่เป็นคนอ้วนดำ ไม่น่าเชื่อเลยค่ะ! ดิฉันยังชมว่าคุณยายสวย…พอแม่มาเยี่ยม แม่ก็แอบกระซิบว่าเฝ้าคุณยายให้ดีนะ แม่สังหรณ์ใจยังไงไม่รู้

พอตกกลางคืน แม่ต้องกลับไปดูแลบ้าน ดิฉันเฝ้าไข้คุณยายตามเดิม

อีกแล้วค่ะ! พอนั่งเพลินๆ ก็เห็นอะไรแว่บหนึ่งทางหางตา คราวนี้เห็นสีแดงๆ มันทำให้นึกถึงร่างเล็กๆ ที่นุ่งโจงกระเบนแดง…ทันใดนั้น คุณยายสมรก็พูดขึ้นว่า “มารับแล้วเหรอจ๊ะ…เอาล่ะ! จะไปเดี๋ยวนี่ละนะ” แล้วก็เงียบเสียงไป

ดิฉันเห็นคุณยายเหม่อมองเพดาน นึกว่าท่านเพ้ออีกก็เลยจับแขนเขย่าเบาๆ

ต้องโทรศัพท์ตามลูกๆ ของท่านมาดูใจ…

คุณยายสมรสิ้นลมหายใจในคืนนั้น…เมื่อดิฉันเล่าเรื่องตุ๊กตา 2 ตัว หรือเด็กหัวจุก 2 คนที่เราเห็นเหมือนๆ กัน ใครๆ ที่ได้ฟังเรื่องนี้จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า…นั่นคือยมทูต! น่าขนหัวลุกจังเลยนะคะ!

“ตุ๊กตา 2 ตัวนั่นมารับยาย! เห็นมั้ย…” เสียงแหบแห้งสั่นเครือดังขึ้นเล่นเอาผวา

“อะไร นะคะ…” ดิฉันได้ยินเสียงตัวเองราวคนใกล้จะร้องไห้เต็มที มือเท้าเย็นไปหมด แต่คุณยายกลับยิ้มนิดๆ พูดเสียงเบาแต่สดใสเหลือเชื่อ มันสั่นประสาทดิฉันสุดขีดจริงๆ ค่ะ

“เด็กหัวจุกโจงกระเบนแดงน่ะ น่ารักมาก… มาซีจ๊ะ แล้วเราจะได้ไปด้วยกัน!”

ราว สองชั่วโมงต่อมา คุณยายก็อาการทรุด ไม่รู้สึกตัว หมอและพยาบาลวิ่งกันวุ่น แต่ก็หมดหวัง …ชีวิตดิ้นรนที่จะออกจากร่างกายทรุดโทรม ใกล้หมดสภาพเต็มทีแล้ว…จนสำเร็จในที่สุด

ซาตานสั่งล่า

ผมเป็นเพื่อนสนิทที่ไปมาหาสู่กันบ่อยๆ ต้องยืนยันว่าเจ้าโหน่งไม่ได้บ้าบอ หรือสติไม่สมประกอบแน่นอน พูดคุยกันรู้เรื่อง ถามอะไรก็จำได้ พ่อแม่มันก็ชอบให้ผมไปบ้านเขาบ่อยๆ ลูกชายจะได้พูดคุย ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่งั้นมักจะหมกตัวเงียบอยู่ในห้องคนเดียว

ไม่ช้าผมก็ต้องขนหัวลุกเพราะเจ้าโหน่งนี่เอง!

ตอน บ่ายวันนั้นเรานั่งคุยกันที่โต๊ะหินหน้าบ้าน มีต้นมะม่วงกับชมพู่ร่มครึ้ม เจ้าโหน่งมองไปที่รั้วไม้ระแนงแล้วถามว่าเห็นใครไหม? ผมบอกจะเห็นได้ยังไงเพราะรั้วบัง

“ไม่ใช่นอกบ้าน…ที่ใต้ต้นมะม่วงนั่นไง ผู้ชายตัวดำๆ ล่ำเตี้ยกำลังมองเราอยู่”

ผมยืนยันว่าไม่เห็นใครเลย นอกจากผู้คนที่เดินผ่านไปมานอกรั้วเท่านั้น

“มันชื่อสิงห์-ตามข้ามาจากโรงพยาบาลตั้งแต่วันแรก”

วันหนึ่งไปมีเรื่องที่บ้านใหม่ เขม่นกันในร้านเหล้า เจ้าโหน่งโดนเจ้าถิ่นรุมสกรัม ประเคนด้วยไม้หน้าสามจนสลบเหมือด ต้องไปนอนโรงพยาบาลสิบกว่าวันถึงกลับบ้านได้

ตั้งแต่นั้นมา เจ้าโหน่งก็เปลี่ยนนิสัยเหมือนเป็นคนละคน!

เคยชอบเที่ยวเตร่ สนุกสนานเฮฮาก็กลับนิ่งเงียบ ไม่ค่อยออกจากบ้าน ร่างกายซูบผอมลง นัยน์ตาเลื่อนลอยไม่จับคน บางทีก็พยักหน้าหงึกๆ กับใครไม่ทราบ บางทีก็พูดพึมพำคนเดียว จนชาวบ้านนินทาว่ามันกลายเป็นคนบ้าๆ บอๆ เพราะโดนตีหัวจบสลบคราวนั้นเอง

 

“คิดไปเองมั้ง? ไม่ก็ตาฝาด…”

“เปล่า…ไอ้สิงห์ตามข้ามาจริงๆ มันโดนสิบล้อทับตายคาที่ ก่อนข้าจะออกจากโรงพยาบาลได้ 2-3 วันเท่านั้น มันมาขออยู่ด้วยว่ะ! นั่นไง…มันกำลังยิ้มฟันขาวกับเอ็งแน่ะ”

ผมขนลุกซ่า ทั้งที่เป็นกลางวันแสกๆ ก็เถอะเอ้า! ตอนแรกผมคิดว่าเจ้าโหน่งเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ อย่างเขานินทา แต่คำพูดต่อมาของมันยิ่งทำให้ผมเสียวสันหลังมากกว่าเดิม

“ข้ารู้ว่าเอ็งไม่เห็น ใครๆ ก็ไม่เห็น มีแต่ข้าคนเดียวที่เห็นถนัด…ได้ยินเสียงมันด้วย” เจ้าโหน่งถอนใจยาว นัยน์ตาที่จมลึกอยู่ในเบ้าราวกับจะขยายใหญ่ยิ่งกว่าเดิม “ไม่ใช่ไอ้สิงห์คนเดียวนะ…นั่น! ตาปลอดกับลุงฉ่ำ ยายเขียวกับป้าแสง ยืนมองเราอยู่ที่หน้าประตูนั่นไง”

“ไอ้โหน่ง…” ผมคราง ปากคอแห้งผากไปถนัด “เอ็งจะเห็นได้ยังไงวะ? ก็พวกนั้นน่ะตายหมดแล้วนี่หว่า”

“อ้าว? ไอ้เด่นเดินมาอีกคนแล้ว นี่มันตกน้ำตายตอนต้นปีน่ะ!”

ผมตัวแข็งลิ้นแข็งจนพูดอะไรไม่ออก จ้องมองแทบตาถลนไปยังประตูรั้วก็ไม่เห็นใครที่เจ้าโหน่งเอ่ยชื่อมา…เจ้า เด่นวัยสิบขวบกว่าๆ ที่ตกน้ำตายก็ไม่เห็น!

คุณพระคุณเจ้า! ผมเห็นเจ้าโหน่งยิ้มกว้างขวางขึ้น กวักมือเรียกอย่างอารมณ์ดี

“เข้ามาซีวะไอ้เด่น อยากคุยกันก็เข้ามา” มันพูดเสียงดังก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “เออ! งั้นก็ตามใจเหอะวะ” มันหันมายิ้มกับผม “ไอ้เด่นบอกว่าวันหลัง…มันรู้ว่าเอ็งกลัวมัน”

เจ้าโหน่งทั้งเห็นผี ทั้งได้ยินเสียงผีด้วยเหรอเนี่ย? ตอนแรกผมคิดว่ามันหยอกล้อผมเล่นตามประสาเพื่อนฝูง แต่วันต่อๆ มามันก็ชี้ให้ดูมะม่วงหน้าบ้านต้นนั้น บอกว่าผู้หญิงที่ไหนไม่รู้นั่งอยู่บนกิ่งใหญ่…ผีผูกคอตาย!

“สงสัยจะตายมานานแล้ว พ่อแม่ก็ไม่ยอมเล่าให้ฟัง ตอนกลางคืนข้าเห็นแกห้อยโตงเตง กวักมือหย็อยๆ เรียกข้าไปอยู่ด้วย พอตอนกลางวันก็นั่งร้องไห้อยู่บนกิ่งใหญ่ที่ว่านั่นไง”

ถึงจะมองไม่เห็นอะไรเลย แต่ผมก็รู้สึกแผ่นหลังเย็นวาบ ขนลุกซ่าไปทั้งตัว!

เมื่อกลับบ้านไปถามพ่อเรื่องนี้ ก็ได้ความว่าญาติข้างแม่ของเจ้าโหน่งมาอาศัยอยู่ไม่นานก็ผูกคอตายมาสิบกว่า ปีแล้ว สาเหตุมาจากท้องไม่มีพ่อ

ผมแน่ใจว่าเพื่อนไม่ได้บ้าๆ บอๆ จนเกิดเพ้อเจ้อไปเอง แต่เกิดมีญาณวิเศษหรือพรสวรรค์หลังจากโดนตีจนสลบ…คิดว่าห่างๆ ไปสักพักก่อน ที่ไหนได้ล่ะครับ แค่อีกไม่กี่วันต่อมา เจ้าโหน่งก็ผูกคอตายที่ต้นมะม่วงริมรั้วนั่นเอง

เป็นอันว่าผีแขวนคอเรียกร้องให้เพื่อนผมไปอยู่ด้วยกันได้สำเร็จแล้ว…แบบนี้จะไม่ให้ผมเชื่อว่าผีมีจริงได้ยังไง? บรื๋อออ..

ผีแม่ค้าสยอง

วันนี้ผมจะเล่าเรื่องขนหัวลุกใจกลางกรุงให้ฟังกันครับ!

ตอนนั้นสงกรานต์เพิ่งผ่านพ้นไปใหม่ๆ ยังดีที่ไม่มีฝนฟ้ามาทำลายบรรยากาศนอกจากตกที่นั่นที่นี่นิดๆ หน่อยๆ ส่วนใหญ่แดดจ้า น่าสาดน้ำประแป้งกันให้ชุ่มฉ่ำ ยิ่งพวกหนุ่มๆ สาวๆ เขาชอบกันนักแล

เย็นนั้น ผมออกจากบ้านที่สะพานเหลืองมาพบกับไอ้ฮุยเพื่อนซี้ ส่วนมากเรามักจะไปหาที่แปลกๆ ดวดดื่มกันตามประสาหนุ่มใหญ่วัยใกล้เลขสี่อยู่รอมร่อ บางวันไปถึงราชวงศ์ บางวันก็แค่ตรอกโรงหมูใกล้ๆ ที่เปลี่ยนชื่อซะหรูหราว่า “ถนนมิตรภาพไทย-จีน”

วันนี้ข้ามฟากไปวัดดวงแข ตรอกสลักหิน เตร็ดเตร่ไปถึงรองเมือง ก่อนจะเลี้ยวเข้าดูบรรยากาศสถานี รถไฟเสียหน่อย

แหม! หัวลำโพงกำลังคึกคักเชียวครับ เพราะผู้คนที่เพิ่งทยอยกันกลับกรุงเทพฯ หลังเล่นสงกรานต์กับเยี่ยมเยียนพ่อแม่ญาติมิตรแล้ว เราเดินทะลุออกด้านข้างแล้วเลี้ยวซ้ายไปด้านหน้า…คนจรจัดนอนข้างทางเรียง รายกันเป็นแถวใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ปูนอน

มีอยู่รายหนึ่งโก้กว่าเพื่อน เพราะพี่แกมีเตียงเตี้ยๆ ราวศอกเดียวไว้นอนหลับอุตุ ฝันหวานสบายแฮไป

ทะลุออกด้านหน้าอีกครั้ง…มีอะไรผิดหูผิดตาไปแฮะ!

ก่อนถึงถนนพระรามสี่ที่มีรถราขวักไขว่ตามปกติ ถนนสายแรกก็รถจากถนนเลียบคลองผดุงฯ เลี้ยวไปทางรองเมือง ถัดไปก็ขึ้นทางด่วน…ระหว่างนั้นมีลานโล่งๆ ทั้งซ้ายและขวา เราชวนกันเดินข้ามไปเงียบๆ คงคิดตรงกันว่าจะไปหาอะไรกินที่ไหนดี?

เอ๊าะอ๋อ! แม่ค้าส้มตำสาวๆ สวยๆ ราวสิบเจ้าที่ปูเสื่อขายสินค้าอยู่บนลานแคบๆ นั่นน่ะซีครับ เราเคยมาอุดหนุนพวกเธอ 2-3 ครั้งแล้ว

…จู่ๆ ภาพเธอก็เลือนรางจางหายไป แล้วก็กลับชัดเจนขึ้นมาใหม่ ปากที่ยิ้มละไมดูจะกว้างขึ้นคล้ายแสยะ นัยน์ตาดำขลับก็กลับขยายใหญ่ พองโตแทบทะลักออกมานอกเบ้า…เสียงหัวเราะหวานใสก็กลายเป็นเย้ยหยัน เขย่าขวัญสิ้นดี!

“อะไรวะ?” ไอ้ฮุยร้องสุดเสียง ผงะหน้า หงายหลัง ดีแต่ใช้สองมือยันพื้นไว้ทันท่วงที…ในแสงไสวของราตรีไม่มีแม่ค้าหน้าหวาน ตาคมอีกต่อไปแล้ว ตะกร้าใส่ข้าวของก็หายไป…ไม่เหลือแม้แต่เสื่อผืนนั้น นอกจากพื้นแข็งกระด้างที่เรานั่งตะลึงพรึงเพริดอยู่กับที่

“ผีหลอก โว้ย!” ไอ้ฮุยร้องอีก เราลุกพรวดพราดขึ้นมายืนพร้อมกัน เหลียวซ้ายแลขวาที่มีรถราและผู้คนคับคั่ง…เราหลุดเข้าไปในมิติอะไรก็ไม่ รู้…แต่ที่แน่ๆ คือขนหัวลุกครับ!

“เฮ้ย! วันนี้หายไปไหนหมดวะ?” ไอ้ฮุยหลุดปาก เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “ทำไมไม่เหลือซักเจ้าเดียว”

“ยังไม่กลับจากเที่ยวสงกรานต์น่ะซี” ผมก็เพิ่งนึกได้เช่นกัน “อีก 3-4 วันก็มาขายลานตาเหมือนเดิมแหละว้า! เอ๊ะ…”

เสียงผมขาดหายไป เมื่อเห็นเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้ม ผมยาว นั่งพับเพียบอยู่บนเสื่อใกล้หาบส้มตำ ที่มีมะละกอกับมะม่วงดิบ พร้อมด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ครบครัน…จะขาดก็แต่ลูกค้าหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่เคยมานั่งอุดหนุนเท่านั้น แหละ

“โธ่เอ๊ย! กูก็เพิ่งเห็น” ไอ้ฮุยร้อง “เอาที่นี่แหละวะ กูย่ำต๊อกซะเมื่อยขาแล้ว”

อีกครู่ใหญ่ๆ ต่อมา เราก็ไปนั่งขัดสมาธิบนเสื่อ ซดเหล้ากับส้มตำปูรสแซบของแม่ค้าวัยรุ่นผิวขาว อล่อง ชม้อยชม้ายชายตายั่วเย้า เล่นเอาหนุ่มเหลือน้อยอย่างพวกเราชักจะเลือดลมแล่นซู่ซ่าขึ้นมา

เผลอๆ ก็ต้องลงเอยด้วยส้มตำครกพิเศษ ตามสำนวนนักเที่ยว “ครกละห้าร้อย ครกละพัน” กับแม่ค้าคนสวยจนได้…คนเสเพลอย่างพวกเรารู้กันดีครับว่าคุณเธอขายส้มตำ บังหน้าการค้าประเวณีเท่านั้นเอง

ยั่วเย้ากระเซ้าแหย่ ต่อปากต่อคำกันเพลิด เพลิน เธอเองก็ช่างพูดช่างคุย มีการแซวว่า…พี่สองคนหล่อพอๆ กันเลยค่ะ หล่อซะจนหนูไม่รู้จะเลือกใคร เดี๋ยวก็เหมาซะทั้งคู่!

ไอ้ฮุยหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ ผมเองก็รู้สึกเหมือนเสียงรถราและผู้คนที่เคลื่อนไหวอยู่รอบๆ ตัวเราหายไป โลกนี้ราวกับไม่มีใครอื่นอีกเลยนอกจากเราสามคนเท่านั้น ภาพและเสียงต่างๆ พร่าเลือนไปหมด แม้แต่ใบหน้าขาวแฉล้มของแม่ค้าตาคมก็เช่นกัน

 

ไปสู่ความหลัง

 

เมื่อเดือนก่อนผมพาลูกหลานเป็นโขยงไปเยี่ยมบ้าน ได้ข่าวว่าตากรายเป็นโรคปอดตาย เพิ่งเผาไปเมื่อวันก่อนนี่เอง…นึกถึงแล้วใจหายเหมือนกัน เพราะจำได้ว่าสมัยเด็กๆ ชอบฟังนิทานของแก ไม่ว่าเรื่องตลก เรื่องผี เรื่องเพลงพื้นเมืองโด่งดังประจำจังหวัด “เพลงอีแซว” ไงล่ะครับ ตากรายแกเล่าได้สนุกสนานดีนัก

ชื่อแกก็คล้ายกับ “พ่อกร่าย” พ่อเพลงรุ่นพ่อไสว พ่อบัวเผื่อน พ่อโปรย…ตากรายบอกว่าแต่ก่อนเพลงอีแซวที่พ่อไสวสันนิษฐานว่าคงจะมาจากการ “ร้องแซวกันทั้งคืน” แต่เดิมขึ้นต้นว่า…ตั้งวงไว้เผื่อ ปูเสื่อไว้ท่า เอย…จะให้วงฉันราซะแล้วทำไม เอย…

ตากร่ายเป็นคนทำให้มีการเปลี่ยนคำขึ้นต้นเป็น…เอ้ามาเถอะหนากระไรแม่มา… แล้วแตกช่อต่อดอกไปตามใจชอบ เช่น แม่คุณอย่าช้านะแม่หน้านวลใย, แม่จะมัวชักช้าอยู่ทำไม

จนกระทั่งเอามาเล่นมุขโลดโผน เช่น ไหนๆ พี่ก็มาหาถึงที่ แล้วน้องจะมัวยืนคลำเก้าอี้อยู่ทำไม? เพื่อเรียกเสียงฮาจากท่านผู้ชม

อาศัยว่าบ้านเดิมอยู่ใกล้ๆ แค่นี้ รถแล่นสองชั่วโมงจนเหลือแค่ชั่วโมงกว่าก็ถึงแล้ว ผมเลยไปเยี่ยมบ้านบ่อย อย่างน้อยก็เดือนละครั้งให้พ่อแม่ชื่นใจ ไหนจะได้เจอะเจอเพื่อนฝูงทั้งหญิงและชายที่เติบโตมาด้วยกัน พูดคุยกันถึงความหลังตั้งแต่สมัยเด็ก จนแตกหนุ่มแตกสาว มีผัวมีเมีย ลูกเต้าเป็นพรวนไปหมดแล้ว

นอกจากนั้น ยังมีญาติมิตรกับคนอื่นๆ ที่เราเรียกขานกันว่า “พวกบ้าน” สำเนียงสุพรรณเซ็งแซ่ไปหมด คนกรุงเทพฯ เขาว่าพวกเราพูดเหน่อ แต่คนเก่าแก่บ้านผมกลับออกปากว่า…กรุงเทพฯ ก็อยู่ไม่ไกล ทำไมคนที่นั่นมันถึง “พูดเยื้อง” กันทุกคนเลยวะ ไอ้หม่า?

“พูดเยื้อง” ก็หมายถึง “พูดเหน่อ” นั่นแหละครับ

จำได้ว่าแม่เพลงดังๆ รุ่นนั้นก็มีแม่ตลุ่ม แม่บัวผัน ลงมาถึงแม่ขวัญจิตที่เล่นอีแซวมาตั้งแต่เด็ก จนโด่งดังได้เป็นศิลปินแห่งชาติแบบแม่บัวผัน เดี๋ยวนี้ก็ปาเข้าไปหกสิบกว่าแล้ว แต่ยังมีชื่อเสียงไม่ลดราลงไปเลย

“เอย…เขาว่าคนเราเกิดมาย่อมจะมีขันธ์ 5 ไม่ว่าทั้งหญิงทั้งชาย หนุ่มตายก่อนแก่ แก่ตายก่อนหนุ่ม เขาตายกันเสียออกกลุ้มเอ็งรู้ไหม เขาเวียนเจ็บเวียนไข้เวียนตายเวียนเกิด เอากำหนัดมากำเนิดแต่ไหน เราเวียนเจ็บไข้ในวัฏสงสาร ชีวิตของเรามันจะนานไปซักแค่ไหน เอ็งจะหลงระเริงเพลิงมันจะเผา ชีวิตเอ็งจะเข้ากองไฟ เอ่ชา…”

ผมกระเดือกน้ำลายลงคอยากเย็น สายลมพัดผ่านยอดไม้ร่มครึ้มอยู่ในแสงจันทร์เหมือนจะโบกสะบัดเอาเสียงเพลง พื้นเมืองเก่าแก่ที่ซึมซับไว้หลายสิบปี ให้ล่องลอยออกมาขับกล่อมผู้คนในยามราตรีอันเยือกเย็นจับใจ!

เสียงพ่อเพลงตอบโต้ ผสมผสานกับเสียงคอสอง คอสาม ร้องขัดเข้าจังหวะ ดังกระท่อนกระแท่นเต็มที ไม่ชัดเจนเหมือนเสียงแม่เพลงเก่าแก่ ถ้าจำไม่ผิดก็คือแม่ตลุ่ม คู่ปรับตัวลือของพ่อกร่าย

คืนนั้นผมแยกย้ายจากเพื่อนฝูงเก่าๆ ที่ร้านในตลาดกลับบ้าน แสงจันทร์ขาวนวลอย่างที่เขาเรียกว่า “แทบจะจับมดได้” มาถึงบ้าน ลมเย็นฉ่ำพัดโชยไม่ขาดสายทำให้อาการมึนนิดๆ แทบจะหายไปจนหมดสิ้น ขณะที่เสียงอะไรคุ้นๆ หูดังล่องลอยมาตามลม…

เสียงเพลงพื้นบ้านแน่ๆ แต่แทนที่จะเป็นอีแซว กลับเป็นเพลงฉ่อยที่ไม่มีรำมะนา แต่เป็นเสียงกลองสองหน้า ฉิ่ง กรับและการตบมือให้จังหวะครึกครื้น

คุณพระช่วย! เสียงแม่บัวผันครับ สุดยอดแม่เพลงอีแซวแห่งเมืองสุพรรณบุรี!

“เอย…เอ็งมีเงินกี่กอง มีทองกี่หาบ มาถึงก็จะคาบเม็ดใน เอ่ชา…”

เสียงแม่บัวผันดังขึ้นชัดเจนอีกครั้ง สำเนียงละห้อยหวนคล้ายจะกล่าวคำอำลาอยู่ในที…

“วิสัยไก่ดีมันต้องตีกันด้วยแข้ง ถ้าเพลงดีว่า แดงค่อยกันไม่ได้…เราว่ากันพอนวลๆ พอหอมหวนปลายหู ผู้คนเขาก็ดูกันได้ เอ่ชา…”

ผมยืนนิ่งงันอยู่ที่ระเบียงบ้านเหมือนกลายเป็นรูปปั้น สายลมเย็นยะเยือกหอบเอาเสียงเพลงและเสียงดนตรีคึกคักระคนกับเสียงหัวเราะ เฮฮา ล่องลอยไปกับสายลมยามดึกเหมือนการทักทายของอดีตกาลไม่ผิดเลย…

ขอยืนยันว่าไม่ได้หวาดกลัวต่อเสียงเพลงเก่าๆ เหล่านั้นหรอกครับ ตรงกันข้าม กลับซาบซึ้งต่อเสียงเพลงแห่งความหลังสมัยเด็กและวัยหนุ่มด้วยซ้ำ แต่ทำไมขนหัวลุกก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ!

คืนเรียกผี

ป้าแจ่มร่างเล็กบาง ผมดัดสั้นๆ ขาวโพลนเหมือนปุยสำลี…ยายเคยชมป้าแจ่มต่อหน้า ยังติดหูติดใจดิฉันมาจนถึงทุกวันนี้

“แม่แจ่มผมขาวสวย น่าอิจฉาจริงๆ เพราะฉันใจไม่ถึงเหมือนแม่แจ่ม ไม่กล้าปล่อยขาว เลยต้องย้อมผมเดือนละครั้ง”

สามี ป้าแจ่มเสียชีวิตไปเกือบสิบปี อยู่กับลูกๆ หลานๆ อีกหลายคน ตัวเองเป็นครูเก่า ออกมารับบำนาญกินทุกเดือนไม่เดือดร้อน ถึงสิ้นเดือนก็แต่งตัวออกไปรับบำนาญ ขากลับจะมีขนมและผลไม้มาฝากหลานๆ และเด็กข้างบ้านอย่างดิฉันกับพี่น้องเป็นประจำ

บ้านติดกันคือบ้านป้าแจ่ม อายุ 70 เศษ รุ่นเดียวกับยายดิฉัน แต่แม่เรียกว่าป้าแจ่ม ดิฉันกับพี่ๆ น้องๆ ก็พลอยเรียกป้าแจ่มไปด้วย สังเกตว่าถ้าได้ยินพวกเราเรียกแบบนี้ทีไร ป้าแจ่มจะยิ้มละไม นัยน์ตาเป็นประกายด้วยความขบขันระคนพออกพอใจมากๆ เลย

 

เมื่อดิฉันเรียน ม.ปลาย ป้าแจ่มก็ไม่ต้องไปรับบำนาญแล้ว แกบอกว่าตอนนี้เขาโอนเงินเข้าบัญชีให้เลย ดิฉันกับเพื่อนๆ ที่เคยไปวิ่งเล่นที่บ้านป้าแจ่ม ไปมาหาสู่กันเป็นประจำตั้งแต่เด็กจนรุ่นสาว ก็ยังไปหาป้าแจ่มตอนเย็น หรือไม่ก็วันเสาร์วันอาทิตย์อยู่เสมอ

ป้าแจ่มมีเก้าอี้นวมตัวโปรดอยู่ที่เฉลียงร่มรื่น มีทั้งกระดังงา, การะเวก, มหาหงส์ และสายน้ำผึ้งเลื้อยขึ้นตามค้าง ตอนหลังมีไม้เลื้อยพันธุ์ใหม่ ดอกสีขาวเป็นช่อหอมกรุ่น เราเรียกราชาวดี แต่ป้าแจ่มบอกเสียงหัวเราะว่า…ต้องเรียกไลแล็กซีจ๊ะ ถึงจะไม่เชย!

พวกเราขำกลิ้งไปตามๆ กัน ชอบฟังคำพูดแปลกๆ แต่น่าคิดน่าขำของป้าแจ่มทุกคนแหละค่ะ อย่างพูดถึงสวรรค์หรือเทวดา ป้าแจ่มก็จะบอกว่า

“ป้ารอว่าเมื่อไหร่จะได้พบคนที่ป้ารักเสียที! ไม่ว่าพ่อ แม่ ญาติมิตรสนิทสนม สามีกับลูกชายคนโตที่ตายจากไปตั้งแต่เด็กๆ ป้าไม่เชื่อเรื่องสวรรค์-นรก แต่เชื่อว่าโลกหน้ามีจริง ใครอยากไปที่ไหนก็ได้ไปที่นั่น! คืนก่อนลูกชายป้าก็มาหา…”

ขณะนั้นราวห้าโมงเย็นกว่าๆ อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนจนดูเหมือนใกล้ค่ำ ลมพัดวูบ ยอดไม้ไหวซ่า เล่น เอาพวกเราเหลียวซ้ายแลขวาลอกแลก เสียงเยือกเย็นของป้าแจ่มก็ดังวู่หวิวคล้ายจะคละเคล้ามากับสายลม

“เขาบอกว่ามาหาแม่ มารอรับแม่…เวลาของแม่เหลือน้อยลงทุกทีแล้ว! พ่อกับตายายก็จะมารับแม่ด้วย…พวกเราจะได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง! พวกเพื่อนๆ ของแม่อีกหลายคนก็จะมารับเหมือนกัน…ไปด้วยกันเถอะแม่! เราจะได้มีความสุขเหมือนวันคืนเก่าๆ ไงล่ะ…”

“ต๊ายตาย!” ยุพดียกมือทาบอก ทำตาโต “น่ากลัวจังค่ะ”

ดิฉันกลืนน้ำลาย ขนลุกซ่าไปทั้งตัว มองดูนัยน์ตาอมสุขของป้าแจ่มแล้วใจหาย…เป็นนัยน์ตาของคนที่พร้อมจะอำลาโลก นี้ไปสู่โลกหน้า ด้วยความสุขและความหวังเต็มเปี่ยม

วันต่อๆ มาป้าแจ่มดูสดชื่นแจ่มใส มองพวกเราด้วยแววตายั่วเย้าและเอ็นดู

“จวนจะได้เวลาของป้าแล้ว อย่าคิดอะไรมากเลยหนู เมื่อคืนสามีป้าก็มาหา พ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงอีกหลายคน…เกิดมาแล้วก็ต้องตาย ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าได้หรอก! ความตายก็เหมือนการนอนหลับหรือฉากผ่านของชีวิต เป็นความฝันที่ไม่มีวันสิ้นสุดของคนเราเท่านั้นเอง”

จนกระทั่งคืนนั้น…เสียงหัวเราะเริงร่าดังมากระทบหูจนดิฉันสะดุ้งตื่น อากาศยามดึกเย็นยะเยือก เหมือนมีอะไรดลใจให้ลุกไปดูที่หน้าต่าง ตรงกับหน้าบ้านป้าแจ่มพอดี

“โอ๊ย! อย่าไปสนใจเลยว่าข้างบนโน้นจะมีจริงหรือเปล่า หรือถ้าเกิดมีจริงๆ ป้าก็คิดว่าเขาคงไม่อยากยุ่งกับพวกเราหรอก”

แต่ พวกเราก็มักจะมีปัญหาเรื่องการเรียน ทั้งการสอบไล่บ้าง สอบเอ็นท์ บ้าง…บางคนก็ผิดหวัง ทำ หน้าเศร้ามาหาป้าแจ่ม บางคนเงียบๆ เฉยๆ แต่บางคนหน้าตาซึมเซาเศร้าหมอง เอ่ยปากว่าจะทำยังไงดี ในเมื่อชีวิตมันไม่เป็นไปอย่างที่เราคิดเลย!

ป้าแจ่มถอนใจยาว บอกกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มละไม

“เรา ก็ต้องฟันฝ่ามันไปน่ะซีจ๊ะ ถึงชีวิตจะผิดหวัง หม่นหมองแค่ไหน เราก็ต้องต่อสู้ต่อไป…ถ้าตอนนี้ยังยิ้มไม่ได้ ก่อนตายเราจะหัวเราะได้ยังไง? แต่ถ้าตายเมื่อไหร่ก็เป็นอันว่าได้หยุดพักไปตลอดกาลเมื่อนั้น”

ยุพดี เพื่อนรุ่นพี่ถามว่าตอนนี้ป้าแจ่มมีความหวังอะไรในชีวิตบ้างล่ะคะ?

คน อื่นๆ เงียบไปหมด แต่ก็อยากรู้คำตอบตรงกัน ป้าแจ่มถอนใจอีกครั้ง นัยน์ตาสีน้ำข้าวเหม่อลอย เหมือนกับกำลังมองหาบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีตัวตน ก่อนจะฝืนยิ้ม

หญิงชายกลุ่มใหญ่ยืนพูดคุยปนหัวเราะกันอยู่ที่ระเบียง ป้าแจ่มแต่งตัวเรียบร้อยเดินยิ้มแย้มออกมา ผมสีเงินยวงดูเป็นประกายอยู่ในแสงจันทร์…แล้วภาพเหล่านั้นก็ค่อยๆ เลือนรางจางหายไปจากม่านน้ำตาของดิฉันเอง!