Entries from February 19, 2013

ซาตานสั่งล่า

ผมเป็นเพื่อนสนิทที่ไปมาหาสู่กันบ่อยๆ ต้องยืนยันว่าเจ้าโหน่งไม่ได้บ้าบอ หรือสติไม่สมประกอบแน่นอน พูดคุยกันรู้เรื่อง ถามอะไรก็จำได้ พ่อแม่มันก็ชอบให้ผมไปบ้านเขาบ่อยๆ ลูกชายจะได้พูดคุย ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่งั้นมักจะหมกตัวเงียบอยู่ในห้องคนเดียว

ไม่ช้าผมก็ต้องขนหัวลุกเพราะเจ้าโหน่งนี่เอง!

ตอน บ่ายวันนั้นเรานั่งคุยกันที่โต๊ะหินหน้าบ้าน มีต้นมะม่วงกับชมพู่ร่มครึ้ม เจ้าโหน่งมองไปที่รั้วไม้ระแนงแล้วถามว่าเห็นใครไหม? ผมบอกจะเห็นได้ยังไงเพราะรั้วบัง

“ไม่ใช่นอกบ้าน…ที่ใต้ต้นมะม่วงนั่นไง ผู้ชายตัวดำๆ ล่ำเตี้ยกำลังมองเราอยู่”

ผมยืนยันว่าไม่เห็นใครเลย นอกจากผู้คนที่เดินผ่านไปมานอกรั้วเท่านั้น

“มันชื่อสิงห์-ตามข้ามาจากโรงพยาบาลตั้งแต่วันแรก”

วันหนึ่งไปมีเรื่องที่บ้านใหม่ เขม่นกันในร้านเหล้า เจ้าโหน่งโดนเจ้าถิ่นรุมสกรัม ประเคนด้วยไม้หน้าสามจนสลบเหมือด ต้องไปนอนโรงพยาบาลสิบกว่าวันถึงกลับบ้านได้

ตั้งแต่นั้นมา เจ้าโหน่งก็เปลี่ยนนิสัยเหมือนเป็นคนละคน!

เคยชอบเที่ยวเตร่ สนุกสนานเฮฮาก็กลับนิ่งเงียบ ไม่ค่อยออกจากบ้าน ร่างกายซูบผอมลง นัยน์ตาเลื่อนลอยไม่จับคน บางทีก็พยักหน้าหงึกๆ กับใครไม่ทราบ บางทีก็พูดพึมพำคนเดียว จนชาวบ้านนินทาว่ามันกลายเป็นคนบ้าๆ บอๆ เพราะโดนตีหัวจบสลบคราวนั้นเอง

 

“คิดไปเองมั้ง? ไม่ก็ตาฝาด…”

“เปล่า…ไอ้สิงห์ตามข้ามาจริงๆ มันโดนสิบล้อทับตายคาที่ ก่อนข้าจะออกจากโรงพยาบาลได้ 2-3 วันเท่านั้น มันมาขออยู่ด้วยว่ะ! นั่นไง…มันกำลังยิ้มฟันขาวกับเอ็งแน่ะ”

ผมขนลุกซ่า ทั้งที่เป็นกลางวันแสกๆ ก็เถอะเอ้า! ตอนแรกผมคิดว่าเจ้าโหน่งเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ อย่างเขานินทา แต่คำพูดต่อมาของมันยิ่งทำให้ผมเสียวสันหลังมากกว่าเดิม

“ข้ารู้ว่าเอ็งไม่เห็น ใครๆ ก็ไม่เห็น มีแต่ข้าคนเดียวที่เห็นถนัด…ได้ยินเสียงมันด้วย” เจ้าโหน่งถอนใจยาว นัยน์ตาที่จมลึกอยู่ในเบ้าราวกับจะขยายใหญ่ยิ่งกว่าเดิม “ไม่ใช่ไอ้สิงห์คนเดียวนะ…นั่น! ตาปลอดกับลุงฉ่ำ ยายเขียวกับป้าแสง ยืนมองเราอยู่ที่หน้าประตูนั่นไง”

“ไอ้โหน่ง…” ผมคราง ปากคอแห้งผากไปถนัด “เอ็งจะเห็นได้ยังไงวะ? ก็พวกนั้นน่ะตายหมดแล้วนี่หว่า”

“อ้าว? ไอ้เด่นเดินมาอีกคนแล้ว นี่มันตกน้ำตายตอนต้นปีน่ะ!”

ผมตัวแข็งลิ้นแข็งจนพูดอะไรไม่ออก จ้องมองแทบตาถลนไปยังประตูรั้วก็ไม่เห็นใครที่เจ้าโหน่งเอ่ยชื่อมา…เจ้า เด่นวัยสิบขวบกว่าๆ ที่ตกน้ำตายก็ไม่เห็น!

คุณพระคุณเจ้า! ผมเห็นเจ้าโหน่งยิ้มกว้างขวางขึ้น กวักมือเรียกอย่างอารมณ์ดี

“เข้ามาซีวะไอ้เด่น อยากคุยกันก็เข้ามา” มันพูดเสียงดังก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “เออ! งั้นก็ตามใจเหอะวะ” มันหันมายิ้มกับผม “ไอ้เด่นบอกว่าวันหลัง…มันรู้ว่าเอ็งกลัวมัน”

เจ้าโหน่งทั้งเห็นผี ทั้งได้ยินเสียงผีด้วยเหรอเนี่ย? ตอนแรกผมคิดว่ามันหยอกล้อผมเล่นตามประสาเพื่อนฝูง แต่วันต่อๆ มามันก็ชี้ให้ดูมะม่วงหน้าบ้านต้นนั้น บอกว่าผู้หญิงที่ไหนไม่รู้นั่งอยู่บนกิ่งใหญ่…ผีผูกคอตาย!

“สงสัยจะตายมานานแล้ว พ่อแม่ก็ไม่ยอมเล่าให้ฟัง ตอนกลางคืนข้าเห็นแกห้อยโตงเตง กวักมือหย็อยๆ เรียกข้าไปอยู่ด้วย พอตอนกลางวันก็นั่งร้องไห้อยู่บนกิ่งใหญ่ที่ว่านั่นไง”

ถึงจะมองไม่เห็นอะไรเลย แต่ผมก็รู้สึกแผ่นหลังเย็นวาบ ขนลุกซ่าไปทั้งตัว!

เมื่อกลับบ้านไปถามพ่อเรื่องนี้ ก็ได้ความว่าญาติข้างแม่ของเจ้าโหน่งมาอาศัยอยู่ไม่นานก็ผูกคอตายมาสิบกว่า ปีแล้ว สาเหตุมาจากท้องไม่มีพ่อ

ผมแน่ใจว่าเพื่อนไม่ได้บ้าๆ บอๆ จนเกิดเพ้อเจ้อไปเอง แต่เกิดมีญาณวิเศษหรือพรสวรรค์หลังจากโดนตีจนสลบ…คิดว่าห่างๆ ไปสักพักก่อน ที่ไหนได้ล่ะครับ แค่อีกไม่กี่วันต่อมา เจ้าโหน่งก็ผูกคอตายที่ต้นมะม่วงริมรั้วนั่นเอง

เป็นอันว่าผีแขวนคอเรียกร้องให้เพื่อนผมไปอยู่ด้วยกันได้สำเร็จแล้ว…แบบนี้จะไม่ให้ผมเชื่อว่าผีมีจริงได้ยังไง? บรื๋อออ..