Entries from February, 2013

ลางจากพยายม

ก่อนอื่น ขอเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับลางสังหรณ์พอสมควร สำหรับคนรุ่นใหม่ที่อาจจะไม่เคยได้ยินได้ฟัง หรือรับรู้ทางใดทางหนึ่งมาก่อน ตามคติ “รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม”

คนรุ่นเก่าๆ เชื่อถือลางสังหรณ์มากมาย เรื่องการเขม่นหู, เขม่นตา, การจามที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน เช่นลักษณะการจามแรงๆ ติดกัน 2-3 ครั้งขึ้นไป โดยเชื่อว่าผู้ที่จามจะถูกใครถามถึง และมีการแยกเวลาสำหรับการสังเกตการจามอีกด้วย เช่น จามตอนเช้าจะมีโชคลาภ การเดินทางแสวงโชคจะประสบความสำเร็จ หรือไม่ก็ได้รับข่าวดีจากญาติมิตร แต่ถ้าจามตอนบ่ายๆ จนถึงเย็นค่ำก็เป็นที่แน่ใจได้ว่าจะมีเพศตรงข้ามกำลังถามถึงในแง่ดี

วันนี้ผมมีเรื่องสยองที่เกิดขึ้นหลายปีแล้ว ได้รับการเล่าขานสืบกันต่อๆ มาในเขตอำเภอบ้านบึง ชลบุรี น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ได้รับรู้ เพื่อตักเตือนตัวเองว่าอย่ามองข้ามเรื่องลางสังหรณ์เด็ดขาด

ลางบางอย่างก็น่าขนลุกขนชัน เพราะมันเป็นลางมรณะ!

ลางสังหรณ์จากสัตว์ก็เช่นกัน!

เช่น ตุ๊กแกร้อง 4 ครั้งจะเกิดความเดือดร้อนเพราะคนใกล้ชิดหรือบริวาร จนถึงเสียเงินเสียทอง เจ็บไข้ได้ป่วยชนิดนึกไม่ถึง

ถ้าตุ๊กแกร้อง 6 ครั้งจะประสบโชคลาภ ร้อง 7 ครั้งจะเจริญรุ่งเรือง ร้อง 8 ครั้งจะได้ลาภจากการเสี่ยงโชค ถ้าร้องถึง 10 ครั้ง ทั้งตัวเองและครอบ ครัวจะมีแต่ความสุขความเจริญ…ท่านผู้อ่านที่บ้านมีตุ๊กแกอย่าตีตายเสียหมด นะครับ

คราวนี้มาถึงเสียงจิ้งจกร้องทักบ้าง ถ้าดังอยู่เบื้องหน้า เดินทางจะพบโชคลาภความสำเร็จสมปรารถนา แต่ถ้าจิ้งจกร้องอยู่เบื้องหลังจงงดเดินทาง จะประสบโชคร้าย ผิดหวังจนถึงเกิดอุบัติเหตุได้ ถ้าจิ้งจกร้องอยู่เหนือศีรษะอย่าเดินทางเด็ดขาด จะพบแต่ความเดือดร้อนเคราะห์ร้ายจนอาจถึงแก่ชีวิตได้โดยง่าย อย่าประมาทเป็นดีที่สุด

ต่อมาคือเรื่องหนูกัดผ้า!

ถ้าผ้าที่ถูกกัดเป็นรูปปากกระต่าย ท่านว่าจะมีโชคลาภ เจริญรุ่งเรือง หนูกัดผ้าวันอาทิตย์จะพ้นทุกข์ กัดวันจันทร์จะสุขสวัสดิ์ กัดวันอังคารจะอัตคัดขัดสน วันพุธจะเดือดร้อนทุกข์โศก วันพฤหัสบดีจะเจ็บไข้ วันศุกร์จะได้ลาภ วันเสาร์ จะให้โทษต่างๆ นานา

นอกจากนี้ ยังมีลางบอกเหตุอีกมากมาย เช่นจิ้งจกหล่นมาจะมีโชค ถ้ามีสัตว์วิ่งตัดหน้าขณะเดินทางจะมีอันตราย ปลวกทำรังที่เตาไฟ งูเข้ามาขดในบ้าน ถือว่าเป็นอัปมงคล

ความเชื่อมั่นในลางสังหรณ์ เป็นสิ่งบอกให้เรารู้ตัวล่วงหน้าไม่แตกต่างกับคำทำนายของหมอดูที่แม่นยำ!

ต่อไปนี้คือเรื่องราวของหนุ่มพันธ์ผู้ไม่เชื่อถือในเรื่องลางสังหรณ์แม้แต่น้อยนิด

ชายผู้นี้มีครอบครัวอันอบอุ่นอยู่ที่บ้านบึง ยึดอาชีพเกษตรกรปลูกอ้อยและมันสำปะหลัง จนเป็นผู้มีอันจะกินในละแวกนั้น มีไร่อ้อยและไร่มันอย่างละหลายสิบไร่ มีลูกเมียช่วยทำมาหากินในกิจการของตนอย่างมีความสุขจนหลายๆ คนอดอิจฉาไม่ได้

แต่แล้วพรหมลิขิตอันจารึกไว้แล้วกลางหน้าผากของมนุษย์ทุกคน ก็ทำให้ต้องเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นกับตน

เช้ามืดวันหนึ่งก็เกิดลางร้ายขึ้นโดยไม่คาดฝัน!

ขณะที่พันธ์เตรียมตัวออกจากบ้าน เพื่อเข้าไร่ของตนซึ่งกำลังไถและปรับปรุงดินเพื่อปลูกอ้อยในฤดูต่อไป เมื่อเดินออกมาเพื่อจะลงบันได ทันใดนั้นเสียงจิ้งจกเหนือหัวก็ร้องขึ้น เสียงของมันดังพอที่จะทำให้เขาสะดุ้งเฮือก แต่หักใจจะเดินต่อก็พอดีมีเสียงทักท้วงของภรรยาดังขึ้นมาก่อน

“อย่าเพิ่งไปเลยพี่ รอให้สว่างกว่านี้ดีกว่า เดี๋ยวจะพลาดพลั้งเป็นอะไรไป!”

วิไลร้องเตือนสามีด้วยความห่วงใย เพราะเคยได้ยินได้ฟังญาติผู้ใหญ่พูดถึงเรื่องโชคลางมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว แต่พันธ์กลับไม่สนใจ ตอบเสียงปนหัวเราะแบบคนสมัยใหม่ว่าคงเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า อย่าไปคิดมากให้กลุ้มใจไปเปล่าๆ

ทูตนรกเดือด

มันไม่ได้ใช้เวลานานสำหรับข่าวลือที่จะกวาดผ่านเมืองและรอบชนบท พวกเขาบอกว่ารูปปั้น – ชื่อเล่นดำ Aggie – ตามมาหลอกหลอนจิตวิญญาณของภรรยาทำร้ายซึ่งนอนอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเธอ เรืองแสงสีแดงที่นิ้วของเที่ยงคืนและมีชีวิตคนที่กลับจ้องมองรูปปั้นจะดวงตารูปปั้นจะถูกฟ้าผ่าได้ทันทีตาบอด หญิงตั้งครรภ์ใด ๆ ที่ผ่านเงาของเธอจะแท้ง หากคุณนั่งอยู่บนตักของเธอในเวลากลางคืน, รูปปั้นจะเข้ามาในชีวิตและความสนใจที่คุณจะตายในอ้อมกอดสีดำของเธอ ถ้าคุณพูดชื่อดำ Aggie สามครั้งในเวลาเที่ยงคืนที่หน้ากระจกมืด, นางฟ้าชั่วร้ายจะปรากฏและดึงคุณลงไปสู่นรก พวกเขายังกล่าวว่าวิญญาณของคนตายจะลุกขึ้นมาจากหลุมศพของพวกเขาในคืนมืดเพื่อรวบรวมรูปปั้นรอบในเวลากลางคืน

ผู้คนก็เริ่มไปเยี่ยมสุสานเพียงเพื่อดูรูปปั้นและตอนนั้นเองที่สมาคมท้องถิ่น ตัดสินใจที่จะทำให้รูปปั้นของความเศร้าโศกเป็นส่วนหนึ่งของพิธีอุปสมบทของ พวกเขา “แบ ล็กแอ็กกี้” นั่งซึ่งผู้สมัครเป็นสมาชิกมีการใช้จ่ายคืนหมอบอยู่ใต้รูปปั้นกับหลังของพวก เขาไปที่หลุมศพของนายพลตัวแทนกลายเป็นที่นิยม

หนึ่งคืนที่มืดสองสมาชิกสมาคมพร้อมกับความหวังใหม่ไปยังสุสานและเฝ้าดูขณะที่เขานั่งอยู่ใต้รูปปั้นน่าขนลุก เมฆบดบังดวงจันทร์ได้ในคืนนั้นและพื้นที่ทั้งหมดโดยรอบรูปปั้นมืดที่เต็มไปด้วยความรู้สึกของความโกรธและอาฆาตพยาบาท มัน ให้ความรู้สึกราวกับว่าพายุกำลังตั้งเค้าในส่วนของสุสานนั้นและเพื่อความผิด หวังของพวกเขาทั้งสองคนเป็นพี่น้องสังเกตเห็นว่าเงาสีเทาที่ดูเหมือนจะจัด กลุ่มไปทั่วร่างกายของผู้สมัครเป็นพี่น้องกลัวหมอบอยู่ในด้านหน้าของรูปปั้น

สิ่งที่ได้รับพระราชพิธีอุปสมบทตลกก็เอาอากาศที่เป็นอันตราย หนึ่งในพี่น้องพี่น้องก้าวไปข้างหน้าในการปลุกโทรออกไปเริ่มต้น ขณะที่เขาทำรูปปั้นดังกล่าวข้างต้นเด็กกวนลาง สองพี่น้องพี่น้องแข็งในช็อตเป็นหัวหุ้มหันไปทางผู้สมัครใหม่ พวกเขาเห็นประกายจากดวงตาสีแดงที่อยู่ใต้ฝากระโปรงปกปิดเป็นแขนรูปปั้นเอื้อมมือออกไปเด็ก cowering

การ หยุดชะงักที่เกิดจากรูปปั้นขึ้นเรื่อย ๆ เฉียบพลันซึ่งครอบครัวตัวแทนบริจาคในที่สุดมันก็จะมิ ธ โซเนียนพิพิธภัณฑ์ในกรุงวอชิงตันดีซี ทูตสวรรค์เสียใจนั่งเป็นเวลาหลายปีในการจัดเก็บที่นั่นไม่เคยอีกครั้งเพื่อทำให้เกิดภัยพิบัติประชาชนไปเยือน Druid Hill Park Cemetery

ด้วยเสียงตะโกนปลุกพี่น้องพี่น้องกระโจนไปข้างหน้าเพื่อช่วยในการเริ่มต้น ใหม่ แต่มันก็สายเกินไป เริ่มต้นให้หนึ่งตะโกนตกใจแล้วร่างกายของเขาหายเข้าไปในอ้อมกอดของทูตสวรรค์ มืด พี่น้องพี่น้องไถลไปหยุดว่าเป็นรูปปั้นคิด rested ตาเรืองแสงของพวกเขา อ้าปากค้างกับความหวาดกลัวเด็กหนีออกจากสุสานก่อนรูปปั้นสามารถคว้าพวกเขา มากเกินไป

ได้ยินเสียงกรีดร้องยามคืนรีบไปพล็อตตัวแทน เพื่อความผิดหวังของเขาเขาพบร่างของชายหนุ่มคนโกหกที่เท้าของรูปปั้น ชายหนุ่มคนหนึ่งเสียชีวิตเห็นได้ชัดว่าตกใจ

ผลไม้ต้องคำสาป

กิตติศัพท์โด่งดังไปถึงจังหวัด นายฤทธิ์ลูกชายเจ้าของโรงสีเห็นเอื้อยเข้าก็หลงรักจนให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอ ผู้ใหญ่อ่ำเรียกสินสอดทองหมั้นได้จุใจก็ตก ลงยกลูกสาวให้ แต่เอื้อยผูกใจรักแต่ทิดโพนคนเดียวเท่านั้น

วันแต่งงาน เอื้อยก็หลบไปผูกคอตายที่ต้นมะเดื่อหลังหมู่บ้านนั่นเอง!

กว่าผู้ใหญ่อ่ำกับนายฤทธิ์จะติดตามมาพบ เอื้อยก็กลายเป็นศพห้อยโตงเตงอยู่ในชุดวิวาห์ หน้าเขียวคล้ำลิ้นจุกปาก นัยน์ตาเหลือกลาน มีมดดำนับร้อยๆ กำลังไต่ตอมอยู่เต็มหน้า

ศพเอื้อยไปนอนที่วัดแล้ว แต่วิญญาณของเธอยังอยู่…

ต่อมาไม่นาน ก็มีคนเห็นผู้หญิงชุดขาวย่องไปที่กระท่อมทิดโพนบ่อยๆ แต่เมื่อมีใครไปซักถามพี่ทิดก็ไม่ยอมปริปาก เอาแต่ถอนใจเศร้าๆ ส่ายหน้าลูกเดียว…จนกระทั่งชาวบ้านดงหลวงถูกผีหลอกกลางวันแสกๆ หลายคน

ยายอุ่นไปเก็บใบมะเดื่ออ่อนๆ มาจิ้มน้ำพริก แถวนั้นมีทั้งป่ามะม่วงกับป่าไผ่ค่อนข้างเปล่าเปลี่ยวเพราะอยู่ห่างจากหมู่ บ้าน…ทันใดนั้น เมฆหนาทึบก็บดบังแสงแดดจนร่มครึ้ม สรรพสิ่งเงียบกริบลงกะทันหัน

ลมไม่พัดใบไม้ไม่กระดิก กอไผ่ที่เคยโอนเอนออดแอดกลับสงบนิ่งไปดื้อๆ เหมือนตกอยู่ในโลกร้าง บรรยากาศเยือกเย็นน่าขนหัวลุก!

ผมเป็นคนดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ตั้งแต่สมัยยังเป็นแค่ตำบล ขึ้นกับอำเภอนาแก นครพนม ต้นไม้ใหญ่น้อยแน่นหนา ป่าดงอุดมสมบูรณ์จึงได้ชื่อว่า “ดงหลวง” ดินแดนแห่งเทือกเขาภูเขาที่โด่งดังมาเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนนั่นไงครับ

วันนี้ผมมีเรื่องผีดุสุดขีดมาเล่าสู่กันฟัง!

สาเหตุเกิดจากความรักใคร่ของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง คือทิดโพนกับแม่เอื้อย ฝ่ายชายเป็นแค่ลูกจ้างทำนา ส่วนฝ่ายหญิงเป็นลูกผู้ใหญ่อ่ำ ฐานะมั่งคั่ง มีนาให้เช่านับร้อยไร่ เอื้อยเป็นสาวสวยประจำตำบล จึงมีหนุ่มๆ หมายปองอยู่มากหน้า

“เฮ้ย! อะไรกันโว้ย…ไป๊! ชู้ว์ๆ”

“แกนั่นแหละ ไป๊! ไสหัวไปให้พ้นบ้านข้าเดี๋ยวนี้”

แมวอุบาทว์แผดเสียงเป็นภาษาคนทันใด เล่นเอายายอุ่นร้องโหวกโหวย เผ่นอ้าวไม่คิดชีวิต ใบมะเดื่อหลุดจากมือ ผ้าผ่อนก็หลุดลุ่ย แมวผีสิง นั่นก็วิ่งตามมาติดๆ ยายอุ่นตะโพงหนีจนมาสลบอยู่บ้านของแกนั่นเอง!

เจ้าก้อนเพื่อนนายฤทธิ์ กำลังชักเกวียนจากนากลับบ้านตอนเย็น ครั้นถึงมะเดื่อต้นนั้น สรรพสิ่งก็เงียบกริบ นอกจากเสียงล้อเกวียนออด แอดกับกระดึงผูกคอวัวเท่านั้นที่ดังอยู่

จู่ๆ ยอดมะเดื่อก็เขย่าเกรียวกราวขึ้นมา! เจ้าก้อนเงยหน้ามองก็แทบหัวใจหยุดเต้น เมื่อเห็นร่างขาวโพลนของหญิงหนึ่งยืนอยู่บนกิ่ง มะเดื่อที่แม่เอื้อยผูกคอตาย!

“เฮ้ย!” ร้องได้คำเดียวร่างนั้นก็ทิ้งตัวลงมาห้อยโตงเตง เล่นเอาเจ้าก้อนห้อเกวียนป่าราบ กระเด้งกระดอนเกือบพลิกคว่ำ ถึงจับไข้จับหนาวอยู่เกือบเดือน… ชาวบ้าน

ยายอุ่นนึกถึงภาพเจ้าสาวผู้หนีมาผูกคอตายที่มะเดื่อต้นนั้น เล่นเอาปากคอแห้งผาก เสียวสันหลังวาบ ใจสั่นมือสั่น เด็ดใบมะเดื่ออ่อนๆ ได้ขยุ้มหนึ่งก็ทำท่าว่าจะกลับบ้าน

ทันใดนั้น เสียงขู่ฟ่อๆ ก็ดังอยู่เหนือหัว ยายอุ่นสะดุ้งเฮือก เงยหน้าขึ้นมองก็เห็นแมวดำตัวใหญ่ นัยน์ตาแดงจ้า แยกเขี้ยวดุร้าย ก่อนจะกระโจนใส่หญิงชราอย่างดุเดือด

อีกหลายคนก็โดนปีศาจแม่เอื้อยหลอกหลอนจนแทบจะเป็นบ้าเป็นหลังไปตามๆ กัน

ในที่สุดตาหมาสัปเหร่อก็ทนไม่ไหว ต้องนิมนต์หลวงตาฉ่ำมาทำพิธีไล่ผีแม่เอื้อยจะได้ไปผุดไปเกิดกับเขาเสียที

ชาวบ้านยกโขยงไปดูหลวงตาบริกรรมพระ พุทธมนต์ ไม่ช้าก็เกิดพายุพัดอู้ๆ ดวงอาทิตย์ลับหายไปในกลุ่มเมฆหนาทึบ ป่ามะม่วงคำรามลั่น มะเดื่อสะบัดใบเกรียวกราวกอไผ่โยกตัวไปมาอย่างดุเดือด…หลวงตาฉ่ำก็ให้ สัญญาณฟันมะเดื่อผีสิงทันใด!

“โอ๊ย! ตายแล้ว…”

เสียงแผดร้องโหยหวนบาดใจ เมื่อคมขวานฟันโครมเข้าที่โคนต้น หนุ่มสองคนหน้าซีดเผือดแข็งใจจามขวานต่อไปไม่หยุดยั้ง…ยางมะเดื่อไหล รินออกมาเป็นสีแดงฉานเหมือนเลือดสดๆ ไม่ผิดเลย

เสียงร้องโหยหวนดังเขย่าขวัญตลอดเวลา จนกระทั่งมะเดื่อผีสิงโค่นตึง ตามด้วยเสียงร้องกรี๊ด…บาดลึกลงไปถึงหัวใจเป็นครั้งสุด ท้าย วิญญาณอันทนทุกข์ทรมานของแม่เอื้อยก็หายสาบสูญไปตั้งแต่นั้นมา!

ทะเลกลืนศพ

วันเกิดเหตุ เรากำลังเล่นน้ำตอนเย็นอยู่ดีๆ ท่ามกลางผู้คนหนาตาในวันอาทิตย์ จู่ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงหวีดร้องแสบแก้วหู ผมหันขวับไปดูก็เห็นสาววัยรุ่นคนหนึ่งหน้าตาตื่น ลุยน้ำพรวดๆ ขึ้นฝั่งได้ก็ร้องไห้โฮ

“มีคนมาฉุดขาฉันจริงๆ” เธอร้องกระหืดกระหอบปนสะอื้น หันไปชี้มือบริเวณที่เธอเพิ่งหนีมาหยกๆ “นั่นไง! ผู้หญิงผมยาวใส่เสื้อแดงนั่นแหละ ที่ฉุดขาฉันจนแทบจะจมน้ำตายเมื่อตะกี้นี้เอง”

คนอื่นๆ ทำหน้าตางุนงงไปตามๆ กัน เพราะไม่มีใครเห็นผู้หญิงผมยาวเสื้อแดงในน้ำ…ผมเองก็ไม่เห็นหรอกครับ แต่รีบเผ่นขึ้นจากน้ำพร้อมกับเพื่อนๆ เพราะยังจำภาพผู้หญิงผมยาวใส่เสื้อแดงที่จมน้ำตายวันก่อนได้ติดหูติดตา

ปัจจุบันนี้กลายเป็นสวนสาธารณะที่เปิด-ปิดเป็นเวลา และห้ามคนลงไปเล่นน้ำเด็ดขาด แต่เรื่องเก่าๆ น่าขนหัวลุกก็ยังคงเล่าสู่กันฟังมาจนถึงทุกวันนี้!

ชาวบ้านเรียกว่า หนองปรือ มาแต่สมัยปู่ย่าตายาย ลือกันว่าผีดุชะมัดยาด!

สาเหตุเพราะมีเด็กๆ กับพวกหนุ่มสาวชอบลงไปเล่นน้ำกันสนุกครึกครื้น จนเกิดอุบัติเหตุเกือบจมน้ำตาย คนชะตาขาดก็ตายไปเลยปีละหลายคน แต่ไม่ค่อยมีใครหวาดกลัวนัก

เขาว่าผีจมน้ำตายเป็นผีตายโหงที่เฮี้ยนสุดๆ

ลองคิดดูก็เห็นจริงนะครับ เพราะผีอยู่ใต้น้ำน่ะเรามองเห็นเสียเมื่อไหร่ล่ะ? ขณะเล่นน้ำเพลินๆ อาจจะมีสายตาเขียวปัดหรือแดงก่ำ จ้องมองอย่างมุ่งร้ายหมายขวัญอยู่ใต้น้ำ ใกล้เข้ามา…ใกล้เข้ามาทุกที! พอได้จังหวะก็คว้าหมับเข้าที่ท่อนขา ฉุดวูบจมดิ่งลงไปในน้ำลึก

แค่คิดว่ามีอะไรเย็นๆ ลื่นๆ มาพันแข้งพันขา มองก็ไม่เห็น ผมว่าใครโดนเข้าก็ขนหัวลุกแล้วละครับ! อึ๋ยยย….

บางวันมีพวกนักเรียนแถวดอนเมือง แห่กันมาเล่นน้ำทั้งผู้หญิงผู้ชาย ที่เรารู้ก็เพราะเห็นเขาใส่ช็อปของสถาบัน พวกเรารุ่นเด็กกว่าเล่นน้ำจนเหนื่อยก็ขึ้นมาหาซื้อขนม น้ำส้มน้ำหวานจากแม่ค้ารถเข็นริมทะเลสาบนั่นเอง

สิ่งที่สะดุดตาพวกเราก็คือศาลเล็กๆ หลายศาลตั้งอยู่รอบตลิ่ง เป็นสิ่งยืนยันว่ามีคนจมน้ำตายไปมากน้อยขนาดไหน!

คือมีคนตายเมื่อไหร่พวกญาติๆ ก็จะตั้งศาลให้เมื่อนั้น เชื่อว่าวิญญาณจะได้มีที่อยู่อาศัย ไม่ต้องกลายเป็นผีไม่มีศาล หรือไม่ต้องดักดานอยู่ใต้น้ำเย็นยะเยือกไปตลอดกาล

พวกผู้ใหญ่เขาว่าผีมาเอาวิญญาณไป อยู่เป็นเพื่อนบ้าง หรือทำให้คนอื่นจมน้ำตายตัวเองจะได้ไปผุดไปเกิดบ้าง…แต่เราคิดว่าผู้ใหญ่ แค่ขู่ ไม่อยากให้เราไปเล่นน้ำกันเท่านั้นเอง

เด็กๆ หัวอ่อนยังพอจะหลอกได้ แต่พวกทโมนไพรอย่างพวกผมไม่กลัวเลย เพราะเรายกโขยงกันไปเล่นน้ำคราวละ 5-6 คนเป็นอย่างต่ำ

อ้อ! เลือกลงน้ำแถวหน้าวัดนะครับ เพราะมันตื้นดี!

เอ…วิญญาณมาอยู่ที่ศาลแล้วยังมีผีที่ไหนมาคอยฉุดขาคนอยู่ใต้น้ำล่ะ? เป็นงงแฮะ

วันหนึ่งก็เห็นเหตุการณ์ตื่นเต้น น่าขนหัวลุกเข้าพอดี!

พวกเรายกโขยงไปเล่นน้ำตรงจุดเดิม พวกนักเรียนวัยรุ่นก็เล่นน้ำถัดออกไป เขาคงไม่รู้มั้งว่าตรงนั้นน้ำลึก หรือไม่ก็ว่ายน้ำกันแข็งทุกคนแล้ว

ทันใดนั้นก็มีเสียงผู้หญิงร้องตะโกนขึ้นว่า…ช่วยด้วยๆ เราหันไปดูก็เห็นพวกวัยรุ่นหัวเราะเฮฮากัน ตอนแรกนึกว่าล้อกันเล่น แต่อีกครู่เดียวก็ร้องเอะอะโวยวายกันยกใหญ่…ผู้หญิงจมน้ำ!!

เอาละซี! รีบดำผุดดำว่ายกันหูตาเหลือก มีผู้หญิงสองคนรีบขึ้นจากน้ำ ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ พร่ำแต่ว่า…นึกว่าล้อเล่น! โธ่…จมน้ำจริงๆ ด้วย

ตอนแรกยังงมศพไม่พบ แม่ค้าแนะนำให้จุดธูปบอกเจ้าที่ พวกวัยรุ่นก็ทำตามก่อนจะดำน้ำงมหาเพื่อนอีกครั้ง

คราวนี้พบครับ! คนหนึ่งโผล่โพล่งขึ้นมาตะโกนว่าเจอแล้วๆ ปรากฏว่าคนตายเกาะเสาไม้ไผ่ใต้น้ำเอาไว้แน่น พวกผู้ชายช่วยกันลงไปดึงร่างที่กลายเป็นศพขึ้นมาทุลักทุเล พวกเพื่อนผู้หญิงร้องไห้โฮไปตามๆ กัน…สายลมคร่ำครวญเยือกเย็นกับระลอกคลื่นน่าขนหัวลุก

สาวเคราะห์ร้ายนุ่งกางเกงยีนส์ สวมเสื้อสีแดง ผมยาวชุ่มโชก…ผมกับเพื่อนๆ รีบวิ่งกลับบ้านใกล้ๆ ทันที พวกเราเลิกไปเล่นน้ำหลายวัน แต่ไม่ช้าก็เข้ารอยเดิมจนได้!

มนต์เรียกผี

เย็นนั้นป้าก็ออกนำหน้า มีหลานสาวกับเพื่อนเดินตามพลางพูดคุยจ๋อยๆ ไม่ขาดปาก ยังกะจะไปดูหนังหรือกำลังเดินนวยนาดอวดสายตาพวกหนุ่มๆ จนกระทั่งเลี้ยวเข้าสู่เขตป่าช้า เห็นหลังคาเมรุเขรอะสนิมจนเป็นรู…แป้งกับไผ่วิ่งออกหน้าเหมือนเป็นเจ้า ถิ่น ร้องแจ้วๆ ว่า…ถึงป่าช้าผีดิบแล้วโว้ย!

ป้ารีบเดินตามหลัง…ท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยเมฆหนาทึบบดบังแสงอาทิตย์ แต่แม่พวกสาวๆ ไม่แยแสหรือหวาดกลัวหรอกค่ะ ส่งเสียงกิ๊วก๊าวกันอย่างสนุก หลานสาวป้าก็ต้องคอยตอบคำถามเพื่อนที่ดังจ๋อยๆ แทบไม่ขาดปาก

เนี่ยที่เผาผีเหงอ? เมรุหรือเชิงตะกอน? ขี้เถ้าขาวๆ ข้างหลังน่ะอะไร? ว้าย! ขี้เถ้ากระดูกผี! แล้วมีผีอยู่ปะ? โหย…ขนลุกหมดล้าววว…

ผีดิบป่าช้านี่ไม่ได้เผาผีมาหลายปีแล้วล่ะค่ะ เขาย้ายไปป้าช้าที่วัดกันหมด ไม่ว่าผีดิบหรือผีสุก แต่ป่าช้าเก่าก็ยังไม่มีใครมารื้อหรือโก่นถาง ปลูกสร้างอะไรขึ้นมาเสียที… แป้งกับไผ่เดินดูนั่นดูนี่ เห็นอะไรก็ทักดะไปหมด…นั่นหน่อไม้ใช่มั้ย? นี่ต้นอะไร? ข่อยเหรอ…ไม่เคยได้ยินแฮะ ต๊าย! เอาไปเคี้ยวมั่ง ทุบมาสีฟันมั่ง! ทำไมไม่รู้จักใช้แปรงนะ?

บ้านช่องอยู่ใกล้ๆ ป่าช้าผีดิบมาแต่เล็กแต่น้อยแล้ว ไม่คุ้นก็ต้องคุ้นค่ะคุณ ขืนกลัวนั่นกลัวนี่มากไปคนเขาจะหาว่าเราดัดจริตน่ะ ไม่ใช่อะไร

เดี๋ยวก่อน…ป่าช้าผีดิบที่ว่าน่ะไม่เหมือนผีฝรั่งนะคะ แต่เป็นผีที่ตายเพราะความแก่ชรา หรือเจ็บไข้ตาย ไม่ใช่ตายเพราะถูกฆ่าหรือฆ่าตัวตาย รวมทั้งตายเพราะอุบัติเหตุที่เรียกว่าผีตายโหง…ประเภทหลังนี่ต้องไปอยู่ ป่าช้าผีสุกค่ะ คือฝังเอาไว้ก่อนซักปีสองปีถึงจะขุดขึ้นมาเผา

เหลือแต่ซากหรือกระดูกเท่านั้นแหละ เขาถึงเรียกป่าช้าผีสุกไงคะ!

ใครอยากดูป้าก็พาไปดู บรรยากาศที่ค่อนข้างร่มครึ้ม มีกอไผ่ ต้นข่อย กับไม้ล้มลุกขึ้นเกือบรอบเมรุ เสียงแมลงที่ระงมอยู่ในซุ้มไม้กลับเงียบเชียบ เพิ่มความวังเวงจนรู้สึกเสียวหลังชอบกล

วันก่อนหลานสาวจากกรุงเทพฯ ก็พาเพื่อนผู้หญิงสองคนมาเที่ยวอยุธยา ชื่อแป้งกับไผ่ ทาปากทาแป้งเหมือนจะไปเล่นละครชาตรี แต่งตัวชะเวิกชะวากน่าขนลุก เสื้อสายเดี่ยวกับกางเกงขาสั้นจุนจู๋เกือบถึงเป้า…เฮ้อ! ไม่รู้ว่าจะโชว์ขาอ่อนขาวๆ ไปให้ใครดู…

คนต่างถิ่นก็อยากมาดูป่าช้าผีดิบกัน แล้วพูดคุยกันไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าไม่น่ากลัวเพราะเผาจี่ไปหมดแล้ว วิญญาณคงจะไปผุดไปเกิดกันหมด แต่บ้างก็ว่าไม่แน่หรอก เพราะขึ้นชื่อว่าป่าช้าเสียอย่าง ถึงจะไม่มีศพอยู่ในหลุม แต่กองฟอนหรือเถ้ากระดูกที่กระจายอยู่รอบเมรุน่ะเป็นประจักษ์พยานว่าเคยมีศพ ที่โดนเผามาไม่รู้ว่ากี่ร้อยกี่พันศพแล้ว

สงสัยจะมาอวดผีซะละมั้ง?

อยากมาทัศนาจ้อน…เอ๊ย! ทัศนาจรป่าช้าผีดิบกันค่ะ!

ฟังสาวสมัยใหม่พูดคุยกันเล่นเอาป้าเวียนหัวไปหมด เดี๋ยวก็ “เค้าอยากดูจังเงยง่ะ…ผีดุจริงๆ เหงอ?” เดี๋ยวก็ “ต๊าย! ขนลุกหมดล้าววว…” คนแก่ๆ อย่างป้าฟังแล้วพลอยขนลุกขนชัน จะบอกว่า “อย่ากระแดะนักเลย นังหนูเอ๊ย!” ก็คงไม่เข้าใจ “กระแดะ” แปลว่าอะไร?

เอ้า! หลานสาวมันโฆษณาสรรพคุณเอาไว้เยอะนี่ อยากดูนักก็จะพาไปดู เผื่อผีหนุ่มผีแก่ที่ยังไม่ได้ไปผุดไปเกิดจะได้ดูเด็กสาวสวยๆ อกพุ่งสะโพกผาย ก้นงอนๆ แก้เหงามั่ง

เสียงพูดแจ้วๆ แทบไม่หยุดปาก ป้านึกถึงผีๆ สางๆ อย่างช่วยไม่ได้…ถ้าผีมีจริง พวกผีผู้ชายไม่ว่าหนุ่มหรือแก่คงจะจ้องมองอกอวบๆ กับขาขาวๆ อวบอัดอล่องฉ่องของสองสาวชาวกรุงมั่งหรอกน่า….

จู่ๆ สายลมก็พัดฮือขึ้นมาจนยอดไม้ไหวซ่า เกิดเสียงเกรียวกราวบนหลังคาเล่นเอาป้าตกใจ…นึกถึงผีๆ ก็มา เลยรึไง? แต่มีเสียงพึ่บๆ พั่บๆ บาดใจ ก่อนที่สังกะสีเขรอะสนิมจะถูกลมหอบปลิวว่อนลงมาสองแผ่น เรียกเสียงวี้ดว้ายจากพวกสาวๆ ที่หน้าซีดหน้าเซียวไปตามๆ กัน

ความมืดโรยตัวลงมาอย่างรวดเร็ว ตกลงว่ากลับบ้านซะที แต่แป้งกับไผ่เหลียวไปมองข้างหลังไม่หยุดหย่อน ป้าถามว่ามองอะไรก็ถูกถามกลับว่า มีบ้านใกล้ๆ ป่าช้าด้วยเหรอฮ้า? ป้าส่ายหน้าบอกว่าไม่มีหรอก แต่สองสาวย่นคิ้ว หันไปชี้มือให้ป้าดู

“แล้วผู้ชายพวกนั้นมาจากไหนล่ะป้า? เค้าตามเรามาตั้งหลายคนแน่ะ”

ป้าหันไปมองแต่ไม่เห็นอะไร เลยได้แต่อ้าปากค้าง แข้งขาแข็งทื่อไปหมด เสียงแจ๋วๆ ดังอีกว่า…ป้าเห็นใช่มั้ย? ดูเซ่! เค้าเดินมาหาเราแล้วฮ่ะ!

คราวนี้ป้าตกใจจนพูดไม่ออก แต่จ้ำอ้าวไม่เหลียวหลัง เสียงหลานสาวร้องว่าพวกเธอแต่งตัวโป๊ๆ เรียกผี เลยโดนผีหลอกน่ะซี! เท่านั้นล่ะค่ะวิ่งกันตูดแป้น แซงป้าไปเลย! เฮ้อ..

ผีอากง

อาม่ามีฐานะดีมาก แต่งตัวประณีตสวยงาม ผมเผ้าแทบไม่กระดิกก็ว่าได้ สวมทั้งสร้อยคอและข้อมือเส้นใหญ่ มีขนมและผลไม้มาเยี่ยมเยียนพวกเราบ่อยๆ อ้อ! ลูกชายอาม่าเป็นคนขับรถเก๋งมาส่ง – มารับถึงประตูบ้านเลยค่ะ น่าชื่นใจแทนจริงๆ

ระยะหลังอาม่ามาหาคุณยายบ่อยขึ้น แทบจะเป็นวันเว้นวัน ธุระสำคัญก็คือมาแนะนำให้คุณยายรักษาตัวด้วยการออกกำลังง่ายๆ ตามแบบคนสูงอายุทั่วไป

มีตำราบริหารแก้ไขเลือดลม และบำบัดโรคต่างๆ เหมือนการฝังเข็มนั่นเอง!

นั่นคือการแกว่งแขนตามคัมภีร์อี้จินจิง ของ “ท่านตั๊กม้อ”

บางครั้งก็มีตำราดึงหู “หวังซูหวา” มาฝาก โดยอาม่ายืนยันว่า หูควบคุมประสาทถึง 365 เส้น และชีพจรถึง 12 สาย ถ้านวดหูบ่อยๆ จะทำให้อวัยวะในช่องท้องแข็งแรง ถือว่าเป็นเคล็ดลับในการรักษาสุขภาพ เป็นยาอายุวัฒนะขนานเอก

“ฉันทำเป็นประจำ ทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน” อาม่าเคยบอกคุณยาย “คนเรารักกันชอบกันก็ต้องช่วยเหลือกัน ไม่อยากเห็นคนที่เรารักเจ็บไข้ได้ป่วย”

หลายปีมาแล้ว ดิฉันอยู่ทุ่งมหาเมฆกับพ่อแม่ และคุณยายอายุ 70 เศษ สุขภาพไม่ค่อยดีนัก เพราะเป็นทั้งเบาหวานและความดันเลือดสูง แต่ยังโชคดีที่ไม่มีอาการหลงๆ ลืมๆ หรืออัลไซเมอร์ที่ได้ข่าวว่าคนชราทั่วไป เป็นกันมาก

ถัดจากบ้านไปราว 200 เมตร มีเพื่อนคุณยายเป็นคนจีนอายุเกือบ 80 ปี แล้วแต่ยังดูแข็งแรง หน้าตาผ่องใส ไม่ทราบจนเดี๋ยวนี้ว่าท่านชื่ออะไร เพราะใครๆ ก็เรียกท่านว่า “อาม่า” ทุกคน รวมทั้งคุณยายดิฉันด้วย

ที่น่าประทับใจก็คือทุกคนพูดตรงกันว่า “อาม่าเป็นจีนผู้ดี”

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ! เพราะเมื่อคุณยายลองทำตามคำแนะนำของอาม่าอย่างสม่ำเสมอก็ทำให้ความดันโลหิตลดลง น้ำตาลในเลือดก็ลดเช่นกัน

อาม่าทราบข่าวก็ยิ้มแย้มอย่างมีความสุข มีตำราบริหารร่างกายสำหรับคนชรามาแนะนำคุณยายบ่อยๆ พอมาถึงก็ผลักประตูห้องรับแขกเข้ามาแบบกันเอง พ่อแม่ดิฉันนับถือท่านเหมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ถ้าดิฉันอยู่ชั้นล่างก็ยกมือไหว้ ต้อนรับขับสู้ หาน้ำและผลไม้ให้ทาน ก่อนจะขึ้นไปเรียกคุณยายที่อยู่ชั้นบนว่า “อาม่ามาหาค่ะ”

คุณยายจะกระวีกระวาดลงมาหา บอกให้ดิฉันตระเตรียมผลไม้บ้าง ขนมแห้งๆ บ้าง เพื่อเป็นสิ่งตอบแทนตอนอาม่าจะกลับบ้าน บางทีก็โทรศัพท์ให้ลูกๆ หลานๆ อาม่ามารับ เพราะระยะทางค่อนข้างไกลสำหรับคนชรา

บางวันอาม่าก็โทรศัพท์มาถาม ว่าคุณยายบริหารร่างกายตามคำแนะนำใหม่ๆ หรือเปล่า? ได้ผลหรือไม่? ดิฉันก็จะบอกข่าวให้อาม่าฟังจนสบายใจทุกครั้ง

“ไม่เป็นไร อาม่ารอได้ หนูนอนพักเถอะ”

ดิฉันเปิดตู้เย็น รินน้ำเก๊กฮวยใส่แก้วมาให้อาม่าที่นั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามโซฟา ท่านขอบอกขอบใจก่อนจะยกขึ้นดื่ม ดิฉันได้โอกาสเดินออกทางประตูหลัง…เลี้ยวไปบอกคุณยายในครัวว่าอาม่ามาหา คุณยายที่กำลังดูแลป้าสายหยุดทำแกงหมูเทโพหอมกรุ่นก็พยักหน้ารับรู้ แล้วรีบเดินตามกันออกมา

อะไรกัน…อาม่าไม่ได้นั่งอยู่ในห้องรับแขกหรอกค่ะ!

คุณยายหาว่า ดิฉันตาฝาด เปิดประตูออกไปก็ไม่เห็น ดิฉันยืนยันว่าเพิ่งเปิดตู้เย็นรินน้ำเก๊กฮวยให้อาม่าดื่มหยกๆ นั่นไงคะ…เหลืออยู่ติดแก้วนิดเดียวเอง คุณยายก็ยังว่าตาฝาดอยู่ดี

วันเกิดเหตุ จำได้ว่าอยู่ในราวห้าโมงเย็น…

ดิฉันอยู่บ้านเพราะเกิดปวดหัวจนไปเรียนไม่ไหว อาจจากนอนดึกเพราะดูตำรามากเกินไป หรือเครียดเรื่องเรียนก็ไม่ทราบแน่ชัด พอดีได้ยินเสียงรองเท้าอาม่าเดินกุกๆ มาที่หน้าห้องรับแขก แล้วผลักประตูเข้ามาอย่างกันเอง แบบเดียวกับที่เคยทำเป็นประจำ

พ่อแม่ยังไม่กลับจากทำงาน คุณยายก็ดูเหมือนจะอยู่ในครัว เพราะชอบเข้าไปดูแลป้าสายหยุดทำกับข้าว คอยบอกนั่นชิมนี่ติโน่นจนติดเป็นนิสัย…การทำกับข้าว อร่อยๆ ให้ลูกหลานกินน่ะเป็นความสุขของท่านมาแต่ไหนแต่ไรแล้วค่ะ

ดิฉันยังมึนหัวนิดๆ ขณะลุกจากโซฟาไปต้อนรับอาม่าแต่งชุดสีม่วงสวยที่เดินเข้ามาถามว่า…อ้าว? วันนี้หนูไม่ไปโรงเรียนหรอกหรือ? ดิฉันตอบไปตามตรงว่าปวดหัวมาตั้งแต่เช้า ตอนนี้ค่อยยังชั่วแล้วค่ะ เชิญอาม่านั่งก่อน หนูจะไปตามคุณยายในครัว

จนกระทั่งเรามารู้ข่าวว่า อาม่าจะออกมาขึ้นรถตอนเกือบ 5 โมงเย็นเพื่อมาหาคุณยาย แต่ลื่นล้มศีรษะฟาดพื้นสลบคาที่…ไปสิ้นใจที่โรงพยาบาลในเวลาไล่เลี่ยกับ ที่ดิฉันเห็นท่านเข้ามาในห้องรับแขกนั่นเอง

ต้นไม้ผีสิง

ป้ามีลูกชายสองคนกำลังเรียนมหาวิทยาลัย นิสัยดีทั้งคู่ ไม่ชอบเที่ยวเตร่ นอกจากดูหนังสือหรือเล่นเกมเล่นเน็ตอยู่ในห้อง

นักเรียนม.4 อย่างหนูก็ได้อาศัยพี่เอกับพี่บีนี่แหละค่ะ ที่ช่วยให้คำแนะนำเรื่องการเรียน และคงจะช่วยติวให้ไปอีกนานเชียวล่ะ ถ้าหนูอยู่บ้านนี้ไปนานๆ

ทราบว่าคุณลุงที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นานด้วยโรคหัวใจเป็นคนรักต้นไม้ ทั้งไม้ดอกและไม้ใบ ท่านปลูกไว้เต็มแทบรอบๆ บ้านเลยค่ะ หนูรู้จักแต่พวกมะค่า มะยม ทับทิม กับมะลิ กุหลาบ มหาหงส์ วาสนา กับอัญชัน บานเช้าและบานเย็นที่ดูเหมือนว่าจะขึ้นเองตามที่ว่างๆ

อ้อ! ที่ริมรั้วมีต้นจำปีสูงมากจนต้องแหงนคอตั้งบ่า หนูว่าคงจะสูงกว่าหลังคาตึกสองชั้นแน่ๆ ใครจะมีปัญญาปีนป่ายขึ้นไปเก็บดอกสวยๆ และหอมกรุ่นของมันล่ะคะ?

มีมิตรร้อยคนยังนับว่าน้อยไป มีศัตรูคนเดียวถือว่ามากไป!

หนูได้รับคำชมเชยว่ามีน้ำใจ แถมเก่งที่กล้าปีนป่ายขึ้นต้นไม้สูงๆ ได้ด้วย พอดีสาวๆ ที่วิ่งหนีตอนแรกย้อนกลับมาดู หนูก็เลยแจกดอกจำปีที่เหลือให้จนหมด ถามว่าพี่ๆ วิ่งหนีอะไรกันคะ แถมร้องจนหนูตกใจหวิดตกจากต้นจำปี

ตอนนี้เองค่ะ ที่หนูได้รับฟังเรื่องราวน่าขนหัวลุก!

ลำดวนเคยเป็นสาวใช้ของบ้านป้านวลมาหลายปี แต่แล้วก็เกิดท้องไม่มีพ่อขึ้นมา ป้านวลปลอบใจว่าไม่เป็น ไรหรอก ไหนๆ เรื่องก็ล่วงเลยมาถึงป่านนี้แล้ว ออกลูกออกเต้าที่นี่แหละ แล้วจะช่วยเลี้ยงดูให้…ขออย่างเดียวอย่าไปทำแท้ง ก่อเวรสร้างกรรมฆ่าเด็กก็แล้วกัน

แต่ลำดวนคิดสั้น ใช้บันไดปีนขึ้นไปผูกคอตายในตอนดึกที่จำปีต้นนั้นเอง!

ข่าวคราวว่าผีลำดวนดุร้ายนัก เพราะเป็นผีตายท้องกลมก็ร่ำลือไปทั้งซอย เดี๋ยวคนนั้นมองเห็นบนต้นจำปี เดี๋ยวคนนี้มองเห็นร่างห้อยต่องแต่งน่าสยดสยอง…ช่วงหลังๆ ซาไปแต่เมื่อพวกสาวๆ กลุ่มนั้นเกิดแหงนหน้าขึ้นมาเห็นหนูเข้าก็เลยตกใจนึกว่าโดนผีหลอก ถึงได้หวีดร้องโหยหวน วิ่งกระเจิงจนผ้าผ่อนแทบจะหลุดไปตามๆ กัน

พวกสาวๆ ที่เคยมาด้อมๆ มองๆ ก็ซาไป บางคนบอกว่าจะไปขอป้านวลโดยใช้ไม้สอยเอา แต่เมื่อนึกถึงปีศาจดุร้ายที่สิงสู่อยู่ก็อ่อนอกอ่อนใจไปเอง
บางวันหนูเห็นพวกสาวๆ ในซอยเดินผ่านไปมา แทบทุกคนจะชะเง้อมองดอกขาวๆ ของมันอย่างเสียดมเสียดายทั้งนั้น…แหม! ถ้าต้นไม่สูงนักหนูคงจะปีนป่ายขึ้นไปเก็บมาแจกจ่ายให้พวกเธอหรอกค่ะ

อ้าว? ใกล้ๆ กำแพงรั้วนั้นมีบันไดไม้เตี้ยๆ ราว 5-6 ขั้นวางทิ้งจมพงหญ้า…ที่แท้ก็เป็นบันไดพาดต้นไม้นั่นเอง รูปสี่เหลี่ยมคางหมู หนูเลยลองเอามาพาดที่ต้นจำปี… พอดีเลยค่ะ

เย็นนั้น จากบันไดขั้นบนสุด หนูก็ปีนป่ายไปตามกิ่งก้านอื่นๆ อย่างคล่องแคล่วตามประสาเด็กบ้านนอก จัดแจงเด็ดจำปีดอกสวยๆ หอมกรุ่นใส่กระเป๋าเสื้อ…มองลงไปเห็นพวกสาวๆ เดินผ่านมาแล้วชี้ชวนกันให้ดูดอกจำปีขาวสล้างแทบเต็มต้น แน่ล่ะว่าอยากได้กันทุกคน!

จู่ๆ เสียงวี้ดว้ายจากสาวๆ ราว 4-5 คนก็ดังลั่นเข้าหู จนหนูหวิดร่วงจากกิ่งใหญ่ด้วยอารามตกใจ มองเห็นสาวๆ พวกนั้นวิ่งกระเจิงเหมือนมดแดงแตกรัง เล่นเอาหนูชักใจคอไม่ค่อยดีเพราะตอนนั้นเย็นมากแล้ว…

หลังจากค่อยๆ ไต่ลงบันไดมาถึงพื้นดิน เดินไปที่ประตูด้วยความสงสัยว่าพวกสาวๆ รุ่นพี่ตกใจเรื่องอะไรกัน? เห็นพวกคุณน้าคุณป้า 2-3 คนผ่านมาหนูก็ล้วงดอกจำปีส่งให้ บอกว่าเพิ่งขึ้นไปเก็บมาหยกๆ แม่สอนว่าคนเราควรมีน้ำใจกับคนอื่นบ่อยๆ ค่ะ
“ป่านนี้วิญญาณเธอคงไปผุดไปเกิดแล้วค่ะ” หนูบอกกับทุกๆ คน ใจจริงไม่เชื่อว่าจะมีภูตผีสิงต้นไม้ในบ้านอยู่จนป่านนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นผีผูกคอตายก็เถอะ เผลอๆ คนที่บอกว่าโดนผีหลอกอาจจะอุปาทานไปเอง จนเกิดตาฝาดก็เป็นได้

เย็นนั้น หนูลงไปเดินเล่นที่สนาม หรือจะเรียกว่าสวนดอกไม้ร่มรื่นน่าสบายใจก็ยังได้ เห็นผู้คนเดินผ่านไปมา หลายๆ คนหันมามอง ชี้มาที่หนูแล้วหัวเราะกันคิกคัก พอจะเดาได้ว่าเขาคงพูดกันถึงเรื่องที่หนูขึ้นไปเก็บดอกจำปีวันก่อน

แหม! แหงนหน้ามองเห็นดอกขาวสะพรั่ง แทบจะได้กลิ่นติดจมูกแน่ะค่ะ…หนูตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไต่บันได ปีนต้นขึ้นไปเก็บดอกจำปีมาดอมดมให้ชื่นใจ…

ก้าวขึ้นบันไดแค่ 2-3 ขั้นก็ต้องหยุดชะงัก เพราะแดดครึ้มลงกะทันหัน ยอดไม้ไหวซ่าน่าเอะใจ หนูแหงนหน้าขึ้นมองก็ต้องชาวาบไปทั้งตัว เมื่อเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งสวมเสื้อยืดนุ่งกางเกงขาสั้นนั่งแกว่งขาอยู่บนกิ่ง ใหญ่ กำลังก้มหน้าลงมามองยิ้มๆ

แม้จะไม่เป็นร่างภูตผีน่ากลัว แต่หนูก็รู้อยู่เต็มอกว่าผู้หญิงนั่นคือใคร…มืออ่อนจนปล่อยขั้นบันไดหล่น ตุ๊บลงดิน…ตั้งแต่นั้นมาหนูก็เลิกสนใจจำปีผีสิงต้นนั้นไปเลยค่ะ!

ผีหลืบ

สมัยเด็กผมอยู่บ้านหมี่ ลพบุรี ชาวบ้านส่วนมากยังเชื่อถือผีสางนางไม้ การทรงเจ้าเข้าผี รวมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วคนแล้ว ถ้าพูดถึงกรมอุตุฯ คงไม่มีใครรู้จักแน่ ต้องเรียกว่าเป็นปัญญาท้องถิ่นตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว

ถ้าปีไหนสภาพอากาศแปรปรวน ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดความแห้งแล้ง พืชพันธุ์ธัญญาหารเสียหาย ผู้คนพลอยเดือดร้อนเพราะขาดน้ำกินน้ำใช้ ชาวบ้านก็จะจัดการแห่นางแมวเพื่อขอฝน คล้ายกับจังหวัดอื่นทั่วไป

พิธีกรรมแห่นางแมวจะต้องมีการร้องเพลงขอฝนด้วย เท่าที่ผมจำได้มีดังนี้ครับ

“นางแมวเอย ขอฟ้าขอฝน

ขอน้ำมนต์รดหัวแมวเม้า ได้ค่าจ้างค่ามาหามแมว

ถ้าไม่ให้ข้าวข้าวจะตายฝอย ไม่ให้กลอยกลอยจะตายนิ้ว

แม่พึงเอยอย่าเฝ้าขายลูก ข้าวจะถูกลูกน้อยจะแพง

ตาแดงๆ ฝนเทลงมา ฝนเทลงมา”

ต้องยอมรับนะครับว่ามีทั้งได้ผลและไม่ได้ผล บางทีแมวโดนแห่ โดนน้ำสาดแทบตายแต่ฝนไม่ยักตก แต่บางทีกำลังแห่อยู่ดีๆ ฟ้าสว่างจ้ากลับมืดครึ้ม แล้วสายฝนก็ซัดจักๆ แทบลืมหูลืมตาไม่ขึ้น ขบวนแห่นางแมวแตกกระเจิงก็มี

ประเพณีหรือความเชื่อถือบางอย่างก็ทำให้น่าขนหัวลุกเช่นกัน!

เช่น ในพิธีงานศพ เมื่อมีการตายผิดปกติ คือ โดนฆ่า โดนงูกัด รวมทั้งฆ่าตัวตายเรียกว่าตายโหง ทางบ้านผมจะต้องฝังศพไว้ก่อน 3 ปี จากนั้นจึงขุดขึ้นมาเผา เพราะเชื่อกันว่าภายใน 3 ปีนั้นผู้ตายย่อมไปเกิดใหม่แล้ว
นั่นคือการสังเกตแสงฟ้าแลบเป็นสิ่งสำคัญ แล้วทำนายทายทักปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในช่วงเทศ กาล “กำฟ้า” ว่าจะเป็นสัญญาณบอกเหตุดี-ร้ายอะไรบ้าง เช่น..

ถ้าฟ้าแลบทางทิศตะวันออก บ้านเมืองจะมีความสงบสุข พื้นดินอุดมสมบูรณ์ แต่ถ้าฟ้าแลบทางทิศตะวันตก บ้านเมืองจะขัดสน ผู้คนอดอยาก

ส่วนการทำนายว่าฝนจะตกหรือไม่ก็ให้ดูแสงตะวัน ถ้าเป็นสีเหลืองแล้ว วันนั้นอากาศจะร้อนมาก แต่ถ้าแสงตะวันเป็นสีแสด ก็จะมีฝนตกลงมามากมายจนชุ่มฉ่ำ

ถ้าขุดศพขึ้นมาเผาก่อน วิญญาณอาจจะยังไม�ไปผุดไปเกิด อาจมาคร่าวิญญาณของญาติมิตรไปสู่ปรโลกด้วยก็เป็นได้

การตายถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยตาย เพื่อนบ้านจะมาช่วยกันคนละไม้ละมือ ตั้งแต่การเหลาไม้ทำโลง ช่วยกันแบกหามโลงศพไปวัด…มีเคล็ดว่าเมื่อศพพ้นบ้านแล้วเจ้าบ้านต้องยก บันไดขึ้นทันที เพื่อไม่ให้ผีกลับขึ้นบ้านได้เด็ดขาด!

บันไดพาดไว้ที่นอกชานนะครับ เคลื่อนย้ายได้สะดวก ตกค่ำก็ยกบันไดขึ้นบ้านแทบทั้งนั้น ป้องกันขโมยขโจรกับสัตว์ร้ายขึ้นบ้านได้ง่ายๆ

เคล็ดขัดยอกเรื่องหามศพลงจากบ้านนี่แหละครับ สำคัญที่สุด!

ท่านว่า ห้ามวางโลงกับพื้นก่อนถึงจุดหมายเด็ดขาด แม้จะเปลี่ยนคนหามก็ห้ามวางโลงกับพื้นก่อน เพราะเชื่อว่าถ้าหยุดลงเช่นนั้นจะทำให้ผีมีกำลัง แล้วไม่ไปไหน อาจจะสิงสู่คอยหลอกหลอนให้เดือดร้อนกันทั้งหมู่บ้านก็เป็นได้

สั่งสอนกันนักหนาว่า “อย่าพาผีเซา” หรือ “อย่าพา ผีหยุด” นั่นเอง

ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเคยมีเพื่อนบ้านไปช่วยหามศพ “ตาม้วน” ลงจากบ้านแล้วพลัดตกบันได เดชะบุญที่โลงไม่แตก แต่ทำให้โลงผีกระทบพื้นไปแล้ว…ไม่ว่าใครๆ ที่มองเห็นล้วนแต่หน้าตาซีดเซียว หวาดกลัวไปทั้งหมู่บ้าน

ผู้คนในหมู่บ้านจะมาช่วยงานศพกันอย่างพร้อมเพรียง แถมไม่ได้มาตัวเปล่า แต่จะนำอาหารและผลไม้ต่างๆ ติดมือมาด้วย หลายๆ คนก็มานอนเฝ้าศพกันเต็มศาลา เรียกว่า “เป็นเพื่อนผี” หรือ “เฝ้าผี”

จนกระทั่งวันเผา ชาวบ้านก็จะถือไม้กันคนละท่อนมาช่วยก่อกองไฟ เรียกกันว่า “ไปเผาผี….” (เอ่ยชื่อผู้ตาย) ต่อมาผมเคยเห็นคล้ายๆ กันที่ อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม เชื่อว่าคงมีประเพณีเช่นนี้อีกหลายๆ จังหวัด