Entries from March, 2013

อิทธิฤทธิ์เจ้าที่

บ้านเราหันหน้าเข้าถนนซอยทางทิศใต้ หลายๆ คนจะถือมากค่ะ เชื่อว่าเป็นทิศที่ฝังศพ ถ้าจะให้เป็นมงคลต้องหันไปทางทิศตะวันออกหรือทิศเหนือ แต่พ่อบอกว่าความจำเป็นบังคับ จะปลูกบ้านหันข้างหรือหันหลังให้ซอยได้ยังไง บ้านอื่นๆ เขาก็ปลูกแบบเราทั้งนั้น

มงคลย่อมอยู่ที่กาย วาจา ใจ ของเราเอง!

ริม รั้วบ้านเรามีศาลพระภูมิเล็กๆ ที่แม่เอาอาหารและน้ำไปเซ่นทุกวัน แม่บอกว่าพระภูมิคือวิญญาณเจ้าของที่ อาจจะเร่ร่อนไร้ที่อยู่อาศัย เราก็อัญเชิญให้มาอยู่เป็นที่เป็นทาง มีอาหารเซ่นไหว้ตามธรรมเนียมที่เชื่อถือกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ

เชื่อ ว่าเจ้าที่เจ้าทางจะตอบแทนเราที่มีบ้านให้อยู่ มีอาหารให้กินด้วยการคุ้มครอง ดูแลบ้านช่อง รวมทั้งผู้คนในบ้านที่อยู่ในศีลในธรรม ให้มีแต่ความสุขความเจริญตลอดไป

เพื่อนบ้านที่อยู่มาก่อนเล่าตรงกันว่าซอยนี้ผีดุ มากๆ เลย!

ส่วนใหญ่ก็คุยกันในร้านทำผม ร้าน กาแฟ กับในร้านก๋วย เตี๋ยวเนื้อเจ้าอร่อย ร้านนี้ชื่อดังขนาดมีรถเก๋งขับเข้าซอยมาเต็มหน้าร้าน ตั้งแต่ก่อนเที่ยงไปจนถึงตอนบ่ายๆ เลยค่ะ

บางคนถึงกับบอกว่าเคยเป็นป่าช้าเก่า แต่พ่อไม่เชื่อ พูดกับแม่และลูกๆ ว่าปากคนยาวกว่าปากกา อย่าไปสนใจให้เสียเวลาดีกว่า

บางคนก็บอกว่าเมื่อก่อนมีฆาตกรเอาศพมาทิ้งบ่อยๆ หมกไว้ในพงหญ้าเปล่าเปลี่ยว กว่าจะไปพบเห็นก็เน่า แล้วบ้าง เหลือแต่กระดูกบ้าง ส่วนมากไม่รู้ว่าเป็นศพใครด้วยซ้ำ!

ที่แม่โกรธก็คือมีเสียงซุบซิบว่า บ้านเราเคยเป็นป่าละเมาะเปลี่ยวมาก่อน ตอนดึกๆ มีคนเอาศพมาทิ้งหลายรายแล้ว ผู้ชายก็มี ผู้หญิงก็มี บางคนยัดใส่กระสอบผูกเชือกมาด้วยกว่าจะมีใครได้กลิ่นก็เละเทะหมดแล้ว

ข้อสำคัญก็คือวิญญาณยังสิงสู่อยู่ตรงนั้น หรือที่บ้านเรานั่นเอง!

แม่โกรธเรื่องนี้มาก บอกว่าพูดจาอัปมงคลให้บ้านเรา แต่พ่อปลอบว่าอย่ากลัวเลย เพราะความกลัว เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โกรธ ถ้าไม่คุมอารมณ์ก็จะเสียสุขภาพจิตเปล่าๆ

พ่อเป็นคนใจเย็นมาก ไม่เคยเห็นว่าโกรธเคืองใครจนออกนอกหน้า หรือแสดงกิริยาวาจาให้เห็น นอกจากนิ่งๆ คล้ายสงบใจ มีสติ และทำให้เกิดปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนา ดิฉันยังจดจำคำพูดตอนหนึ่งของพ่อได้ขึ้นใจเลยค่ะ

“อย่าเสียเวลาไปโกรธเคืองใครเลย เพราะกว่าครึ่งเขาไม่รู้หรอกว่าเราโกรธ! ส่วนที่เหลือก็ไม่สนใจว่า เราโกรธเขาหรือเปล่า”

 

คนไทยสมัยก่อนสร้างศาลพระภูมิไว้หน้าบ้าน ก็ด้วยความเชื่อถือเช่นนี้ ส่วนทางจิตวิทยาก็คือทำให้สบายใจว่าได้ทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว

คืนหนึ่งก็มีเหตุ การณ์น่าขนหัวลุกเกิดขึ้นที่หน้าเราค่ะ!

จำได้ว่าคืนนั้นฝนตกหนักมาตั้งแต่เย็น พ่อบอกว่าเป็นฝน สั่งฟ้า เพราะใกล้จะ สิ้นฤดูฝนย่างเข้าฤดูหนาวแล้ว ตกค่ำฝนซาลงแต่ก็ยังโปรย ไม่ขาดสาย อากาศเย็นจนชวนนอน…มารู้ตัวเมื่อได้ยินเสียงกุกกักในห้อง เสียงพ่อตื่นนั่นเอง! พ่อห้ามแม่ว่าอย่าเปิดไฟ แล้วรีบลุกจากเตียงไปที่หน้าต่างมุ้งลวดมีม่านกั้น แม่กับดิฉัน ก็ค่อยย่องตามหลังพ่อไปด้วยใจเต้นระทึก

อากาศหนาวยะเยือก เสียงลมพัดยอดไม้ซู่ซ่าน่าวังเวงใจ ดิฉันเกาะมือแม่ไว้แน่น มองเห็นพ่อค่อยๆ เปิดม่านด้านข้างหน้าต่างออกไปดู แล้วพึมพำว่า…มี คนมา!

แม่กับดิฉันมองออกไปบ้างก็เห็นร่างตะคุ่มๆ ราว 3-4 คน ยืนอยู่ริมรั้วด้านนอก ทำท่าคล้ายกำลังปรึกษาหารือกัน…อาจจะเป็นพวกมิจฉาชีพที่จะเข้ามาย่องเบา หรือปล้นสะดมบ้านเรา ก็เป็นได้

ถ้าพวกมันบุกรุกเข้ามา พ่อเป็นผู้ชายคนเดียว ในบ้าน จะไปต่อสู้กับพวกทรชนเหล่านั้นได้อย่างไรกันคะ? ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัวจนน้ำตาไหลตามประสาเด็ก มือเท้าเย็นเฉียบไปหมด

พ่อกระซิบให้เราอยู่เฉยๆ ก่อนเพื่อดูท่าที

ดิฉันแทบกลั้นลมหายใจ สักพักใหญ่ก็เห็นร่างดำๆ กลุ่มนั้นเดินห่างออกไปจนลับหายจากสายตา ได้ยินเสียงหมาหอนเบาๆ แต่เสียงมันเยือกเย็น จนทำให้หนาวใจ ต้องขอพ่อแม่นอนด้วยแน่ะค่ะ

วันรุ่งขึ้นมีเพื่อนบ้านทยอยเข้ามาหา บอกว่าเห็นคนร้ายกลุ่มหนึ่งมาหยุดอยู่หน้าบ้านเรา ทำท่าเหมือนจะปีนรั้วแต่กลับเปลี่ยนใจเฉยๆ คงเพราะเห็นพ่อดิฉันเดินออกมาดูก็ได้…

เรามองสบตากัน ก่อนจะหันไปทางศาลพระภูมิ …คุณผู้อ่านคิดว่าเจ้าที่เจ้าทางนั้นมีจริงหรือเปล่าคะ?

เสียงเรียกจากขุมนรก

ผีดุวิญญาณจ้องจะหลอกหลอนผู้คน ไม่ยอมไปผุดไปเกิดเสียที!

ว่าแต่จะหลอก แบบไหน? ส่งกลิ่นเหม็นเน่า, ทำเสียงกุกกัก, สะอึกสะอื้นคร่ำครวญ น่าขนหัวลุก หรือปรากฏกายให้เห็นในสภาพคนปกติ หรือเละเทะน่าสยดสยองสุดขีด

ถ้า เรานอนอยู่ดีๆ แล้วมีผีเดินโย่งเย่งออกมาจากห้องน้ำ แต่เรามองดูนิ่งๆ ผีจะทำยังไงต่อไปนะ? ถ้าเราเปิดไฟเพื่อมองให้ชัดๆ ผีจะตกใจหรืออับอายไหม? จะหนีหรือว่ายังอยู่?

ใกล้เวลานัดดิฉันก็ลุกขึ้นแต่งตัว…ห้องนี้มี อะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึก หดหู่ หม่นหมอง จนกระทั่งนึกถึงความตายมากที่สุด…ยอมรับว่าถึงกับขนหัวลุกแน่ะค่ะ!

เมื่อถามว่าจะไปเที่ยวไหนดี? สายสมรผู้เคยร่างเล็กบางในอดีตอันไกลโพ้นก็แจ้วๆ มาทางมือถือว่า ไปเที่ยวใกล้ๆ แค่ 2-3 วันกลับก็ดีถมไป สาเหตุคือห่วงหลานสาววัยห้าขวบกำลังช่างพูดเป็นต่อยหอย เธอ “ติดหลาน” ค่ะ แต่ชอบบอกว่า “หลานติด” เฉยเลย

ระยองคือจุดหมาย ปลายทาง!

ดิฉันไม่ได้โผล่ไปตั้งสิบกว่าปีแล้ว ได้ฟังเธอจาระไนแล้วนึกเห็นภาพทันที

สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ เป็นสวนสมุนไพรแห่งแรกของเมืองไทยที่สวยที่สุด สมบูรณ์ที่สุด ใช้เวลา สร้างกว่า 20 ปี ภายใต้แนวคิด

“สวนแห่งการเรียนรู้อย่างรื่นรมย์…พลาดไม่ได้เด็ดขาด”

นอกจากนั้นยังมีป่าประดู่ ไปดูของดี “พระนอนตะแคงซ้าย” องค์ใหญ่ที่สุด เคยเห็นไหมเล่า? ตกค่ำก็กินนอนโฮเต็ลชั้นหนึ่งชายทะเล แถมมีหาดส่วนตัวแสนสวยอีกต่างหาก บรรยากาศโรแมนติกที่สุด หนุ่มสาวชอบก็ไปฮันนีมูน…

ฟังแล้วน่าสนุกจนตกลงใจไปด้วยทันที!

เรื่องราวมากลับตาลปัตรตรงที่ไปถึงจุดนัดพบในเกษตรตอน 06.00 น. นอกจากจะไม่พบสายสมรแล้วยังได้รับโทรศัพท์จากเธอว่า หกล้มในห้องน้ำ ข้อเท้าแพลง ปวดมากขึ้นจนลูกชายต้องขับรถไปส่งโรงพยาบาล อาการไม่หนักหนาอะไร นอนพักไม่กี่วันก็เดินได้แล้ว

“ขอโทษจริงๆ จ้ะ วานเธอช่วยเที่ยวเผื่อด้วยนะ…คืนนี้นอนคนเดียวไม่ต้องกลัวฉันจะถอดจิตไปนอนเป็นเพื่อนด้วย ฮิๆๆ อูย…”

สายสมรไม่วายมีอารมณ์ขัน แม้จะร่องแร่งอยู่โรงพยาบาล ดิฉันตัดสินใจว่า…ตกกระไดพลอยกระโดดแล้วกัน นอนคนเดียวก็ไม่แปลกอะไร…จะโดนผีหลอกก็ให้มันรู้ไป!

…นั่งรถทัวร์สองชั้นปรับอากาศ ดูวิวสวยๆ แปลกตาจนถึงสวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ ในเนื้อที่ 60 ไร่ ตกแต่งได้สวยงามเหลือเชื่อ มีพันธุ์ไม้กว่า 260 ชนิด กว่า 20,000 ต้น อากาศบริสุทธิ์ปลอดโปร่ง หายใจได้เต็มปอด นั่งรถ NGV ชมสวนได้สบายๆ ด้วยละค่ะ

ราว 15.00 น.ถึงโรงแรม…บีชแอนด์สปา ได้พัก ผ่อนร่างกายคนแก่ที่ต้องตื่นมาแต่ก่อนไก่โห่ซะที!

พอก้าวเข้าห้องก็เย็นวูบ…ตอนแรกนึกว่าเย็นเพราะแอร์ แต่ไม่น่าใช่นะ เนื่องจากเราต้องเสียบกุญแจเข้าช่องเพื่อเปิดไฟเสียก่อน…แต่ช่างเถอะ อาจเป็นเพราะอากาศในฤดูฝนก็ได้ หมู่นี้ฝนตกหนักบ่อยๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

โห…ห้องนอนเขาสวยมากจริงๆ ค่ะ เตียงกว้างขวางน่าเกลือกกลิ้ง มีทั้งชุดโซฟา โต๊ะทำงาน โต๊ะอาหาร…ต่อให้มาอยู่กัน 5-6 คนก็มีที่นอน โดยไม่ต้องลงไปนอนบนพื้นด้วย

อาบน้ำเสร็จก็ตั้งใจจะงีบเอาแรง แต่กลับไม่หลับ จะเปิดทีวีดูก็อย่าเลย…เรามาพักผ่อนนี่นา ขอทิ้งความยุ่งเหยิงวุ่นวายของบ้านเมืองไว้ก่อน…เดินไปเปิดม่านหนาๆ ออกก็เห็นทะเลสวยๆ เต็มตา ต้องเลื่อนประตูกระจกออกไปเกาะลูกกรงมองให้เต็มอิ่ม

แหม! นัดกินข้าวชั้นล่างตั้ง 18.30 น. จะทำอะไร ดีล่ะ ถ้าไม่นอนพักผ่อนน่ะ?

“ฮะแอ้ม!” เสียงกระแอมข้างหลังเล่นเอาสะดุ้งโหยงหันขวับ แต่ไม่เห็นมีใครเลย ดีนะที่เราไม่ประสาทอ่อน ไม่งั้นคงเผ่นออกจากห้องแล้ว…

เสียงนั้นน่ะเป็นคนกระแอมชัดๆ!

ปิดม่าน กลับขึ้นไปนอนริมเตียงด้านโคมไฟและโทรศัพท์ ในห้องมืดสลัว มีเพียงแสงไฟที่ลอดออกมาจากห้องน้ำที่แง้มประตูไว้…หลับตา คิดอะไรไปร้อยแปด ฟุ้งซ่านน่าดู

คิดถึงเรื่องโรงแรมผีดุต่างๆ เช่นที่เชียงใหม่มีโรงแรมเก่าๆ ร่ำลือว่าผีดุนัก ดุขนาดออกมาวิ่งโครมๆ รอบห้องให้ดูซึ่งๆ หน้า ที่เพชรบูรณ์ก็เลื่องลือว่าลิฟต์มักหยุดที่ชั้น 5 ตรงกับประตูห้องพักที่เกิดฆาตกรรม จนเจ้าของต้องเอาไม้มาปิดตายไว้ แต่ลิฟต์ก็หยุดที่นั่นเป็นประจำ

ว่าแต่ผีพวกนั้นตายในโรงแรมใช่ไหม? ตายเพราะหมดอายุขัย หรือฆ่าตัวตายเพราะหมดกำลังจะยืนหยัดต่อไป แหละหรือว่าโดนฆาตกรรมอำพราง

 

ผีคนแก่

ผีคนแก่

ผมเดินก้มๆ เงยๆ เก็บกระป๋องใส่ถุงไปเรื่อยๆ ท่ามกลางบรรยากาศเย็นเยือกและมืดสลัว เงียบเชียวน่าวังเวงใจ มีแต่เสียงแมลงกรีดปีกเซ็งแซ่ แต่พอใกล้เข้าไปมันก็เงียบเสียง ก่อนจะบรรเลงบท เพลงของมันอีกครั้งเมื่อผมเดินผ่านไป

เดินมาไกลโข เกือบสองกิโลเมตรเห็นจะได้ กระป๋องใกล้จะเต็มถุงแล้ว…เดี๋ยวเก็บอีก 2-3 ใบก็จะกลับบ้านเพื่อล้างกระป๋อง ขัดสนิมบางใบให้เรียบร้อยก่อนจะหิ้วไปขายแล้วเลยไปโรงเรียน…

ฉับพลันนั้นเอง แสงไฟฉายก็สาดจ้าเข้าไปกระทบกับอะไรบางอย่างเข้าจังๆ

พ่อทำงานที่สถานี แม่ทำงานบ้าน ทั้งตักน้ำ ผ่าฟืน เลี้ยงลูกเต้าเป็นโขยง จำได้ว่าพ่อแม่ต้องเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ผมเองแม้จะยังเด็ก แต่ก็เป็นลูกคนโตต้องช่วยพ่อแม่ทำมาหากินแล้ว ไม่มีโอกาสได้นอนอุตุให้สบายจนตะวันโด่งเหมือนพวกลูกคนรวยเขาหรอกครับ

ตอนนั้นผมอายุเพิ่ง 11-12 ขวบ แต่ต้องตื่นพร้อมพ่อตั้งแต่ตี 4 เพื่อออกไปทำงานด้วยกันทั้งสองคน ส่วนแม่ก็เข้าครัวไปหุงข้าว ต้มแกงเอาไว้รอพวกเราเหมือนกัน ปล่อยให้พวกตัวเล็กๆ หลับสบายไปก่อน

งานหลักของพ่อคือรับจ้างขนกระ เป๋าใบโตๆ ของผู้โดยสารจากรถไฟไปขึ้นรถหลังสถานี ได้ค่าแรงใบละ 50 สตางค์ งานสำหรับเด็กๆ อย่างผมคือหากระป๋องนมไปขาย

หลายท่านอาจจะสงสัยว่าจะเอากระป๋องนมจากที่ไหนทุกวัน? หาได้แล้วจะเอาไปขายให้ใคร?

เรื่องเป็นยังงี้ครับ

สมัยนั้นกระป๋องนมตามต่างจังหวัด โดยเฉพาะตามสถานีรถไฟมีความสำคัญมาก เนื่องจากนำไปใส่กาแฟก็ได้ ใส่ข้าวต้มก็ได้ เอาเชือกกล้วยร้อยรูที่ฝากระป๋อง มีขายกันตามร้านกาแฟและร้านข้าวต้ม…แต่ที่ใช้มากที่สุดก็คือใส่ของที่ว่า สำหรับเร่ขายเวลารถไฟเทียบสถานี!

ส่วนที่จะไปเก็บกระป๋องเปล่าที่ไหนนั้น ถ้าท่านนึกภาพออกก็คงรู้ว่าเมื่อผู้ซื้อดื่มกาแฟหรือกินข้าวต้มหมดแล้ว ก็ต้องเหวี่ยงกระป๋องเปล่าจากหน้าต่างรถทิ้งไปตามสองข้างทาง

รัศมีการเดินหากระป๋องเปล่าของผมอยู่ในราว 2-3 กิโลเมตรจากสถานี

แล้วจะเก็บใส่อะไร? ฝากระป๋องคมๆ ไม่บาดเนื้อหนังแย่หรือ?

เรื่องนี้หายห่วงได้เลย แม่ผมจัดการหาผ้าหนาๆ มาเย็บเป็นถุงสำหรับสะพายบ่า แล้วมีเชือกร้อยสำหรับรูดปากถุงให้แน่นหนา ฝากระป๋องจะได้ไม่บาดลูก กับสิ่งของในถุงจะได้ไม่ร่วงหล่นลงไปง่ายๆ

แล้วจะเอากระป๋องสกปรกนั่นไปขายใคร?

อ๋อ…ผมจะต้องเอากระป๋องที่เก็บได้มาล้างทำความสะอาดเสียก่อน โดนคมที่ฝาบาดบ่อยๆ จนเคยชินแล้วครับ ก่อนจะนำไปขายที่หลังสถานีราคา 12 ใบ 1 บาท! เฮ้อ…คิดแล้วยังเหนื่อยไม่หายจริงๆ ครับ พับผ่าเถอะเอ้า!

จนกระทั่งเจอะเหตุการณ์น่าขนหัวลุกเข้าเต็มเปา!!

ใกล้ย่ำรุ่งวันนั้นอากาศค่อนข้างเยือกเย็นเพราะฝนตกหนักเมื่อคืน ผมแยกกับพ่อที่สถานีแล้วเดินย่ำต๊อก ฉายไฟวูบวาบหากระป๋องเปล่าไปเรื่อยๆ ด้วยความเคยชินโดยไม่ได้หวั่นหวาดอะไร

นรกเป็นพยาน! มันคือใบหน้าที่คล้ายมนุษย์ แต่แสนจะน่าเกลียดน่ากลัวจนไฟฉายแทบจะหลุดจากมือ!

“เฮ้ย! อะไรโว้ย…”

ผมหลุดปากร้องลั่น ผงะหน้าจนแทบจะหงายผลึ่งก้นจ้ำเบ้า เมื่อเห็นใบหน้าอันเหี่ยวย่น ผมขาวโพลน แก้มยุบเป็นหลุม นัยน์ตาลึกกลวง กำลังเบิกกว้างจ้องมองผมอย่างมุ่งร้ายหมายขวัญ สองขาผมสั่นเทา เกือบจะหันกลับเพื่อโกยอ้าวอยู่รอมร่อ…พอดีเสียงแหบๆ ดังขึ้น

“กูเอง! ไอ้นุ้ย…กูเอง! มึงจำยายชิตไม่ได้หรือวะ? ไอ้…” เสียงด่าตามประสาบ้านเราดังเป็นชุด “โอย…มึงทำเอากูแทบจะเป็นลมตาย!”

โธ่! ยายชิตก็มาเก็บกระป๋องไปขายแบบผมเหมือนกัน ผัวแกเป็นพนักงานขับรถไฟ เข้าๆ ออกๆ ประจำอยู่ที่สถานีนั่นเอง! ยายชิตนะยายชิต…เล่นเอาผมเกือบช็อกตายคาที่เช่นกัน…ขนหัวลุกครับ!

ผีที่สวนสวรรค์

ดิฉันอ้าปากค้าง เย็นวาบตั้งแต่ต้นคอไปถึงไขสันหลัง รู้สึกเหมือนถูกนาบด้วยก้อนน้ำแข็ง หันไปมองเพื่อนอีก 2-3 คนก็หน้าขาวซีดไปตามๆ กัน บางคนถึงกับครางเบาๆ อยู่ในลำคอ เมื่อเห็นตาอั้นกำลังพูดคุยกับความว่างเปล่า บางทีก็พยักหน้ามาทางพวกเรา ท่าทางคล้ายกับกำลังพูดคุยกับใครที่เรามองไม่เห็น

เสียงของแกยิ่งทำให้ดิฉันใจเต้นกระหน่ำด้วยความหวาดกลัวสุดขีด!

“พวก พี่ๆ ของฉันเอง…อ้าว? เธอไปไหนไม่ได้จริงๆ เหรอ? ต้องอยู่ในน้ำแบบนี้ไปตลอดเลย…โถ! น่าสงสารจังเลย…งั้นไปก่อนนะ เอาไว้วันหลังค่อยเจอกัน”

ตาอั้นโบกมือหย็อยๆ ก่อนจะหันกลับมาพบพวกเรานั่งแหมะบนพื้นหญ้าอย่างสิ้นเรี่ยวแรงไปตามๆ กัน ขนลุกซู่ซ่าไปหมด… เคยได้ยินพวกผู้ใหญ่บอกว่าเด็กเล็กๆ จะเห็นผีได้จริงๆ ก่อนนั้นเคยสงสัย แต่เดี๋ยวนี้เชื่อสนิทแล้วค่ะ!

 

พวกเราไปเที่ยวในวันหยุดกันราวสิบกว่าคน ทั้งญาติๆ และเพื่อนบ้าน โดยเหมารถสองแถวทั้งไปและกลับ

เมื่อถึงจุดหมาย พวกเราก็กรูเกรียวกันเข้าไปเลยค่ะ รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นสะพรั่ง ดูร่มครึ้มน่าเย็นตาเย็นใจ ดอกไม้สวยๆ บานสะพรั่ง มีลำธารไหลริน ลมพัดเย็นสบาย เสียงนกน้อยร้องเพลงน่าเพลิดเพลิน ผีเสื้อสีสวยๆ จับกลุ่มบินว่อนผ่านไปมาไม่ขาดสาย

ใบไม้แก่สีน้ำตาลก็ล่องลอยตามลมเชื่องช้าจนกระทั่งลงมาถึงพื้นดิน

เสียงน้ำไหลริน เคล้ากับเสียงยอดไม้กระซิบกระซาบกับสายลม…สมแล้วค่ะที่เขาเรียกว่า “สวนสวรรค์”

มีม้ายาวริมลำธารกับใต้ร่มไม้สูงใหญ่ สนามหญ้ากว้างขวางเขียวขจี เห็นแล้วน่านอนเกลือกกลิ้งดูกลุ่มเมฆล่องลอย เพ้อฝันว่าเป็นรูปนั้นรูปนี้ตามประสาเด็กๆ นกบินผ่านช้าๆ ยอดไม้ไหวเอนตามสายลมเฉื่อยฉิว ราวกับจะขับขานบทเพลงของป่าที่น่ารื่นรมย์ให้พวกเราฟัง

ส่วนที่พวกเราเด็กๆ ชอบมากที่สุด คืนต้นไม้ทุกต้นมีชื่อเขียนบอกไว้ด้วย ทำให้เรารู้จัก ยูง, ยาง, ประดู่, อินทนิล, มะค่า, เสลา, ชิงชัน, พะยูง, กฤษณา…โอ๊ย! มากมายจนนับไม่ถ้วนเลยละค่ะ

“เร้ว! พวกเรา…มาดูอะไรนี่เร้ว…แปลกที่สุดเลย!”

เสียงตะโกนของตาอั้น-น้องชายวัย 7 ขวบของดิฉันทำให้พวกเราหันไปมองเห็นแกกำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ใกล้ๆ พุ่มไม้ ท่าทางตื่นเต้นและชอบอกชอบใจเต็มที่

“ใครเคยเห็นต้นไม้แบบนี้มั้ย? ทายซิว่าต้นอะไร? อย่ามองป้ายชื่อก่อนนะ”

แต่ไม่ได้ผลหรอกค่ะ พวกเราไปถึงก็เห็นชื่อ เลยร้องขึ้นพร้อมๆ กันว่า

“พญาไร้ใบ!!”

ทั้งมุงดูและวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปาก ทำนองว่าต้นไม้อะไรไม่มีใบหรอก มีแต่กิ่งก้านหงิกงอหยิกไปมา แต่ก็เป็นพุ่มสวยแปลกตา เกิดมาพวกเราก็เพิ่งเคยพบเห็นนี่เอง บางคนพูดเล่นๆ ว่าอยากเด็ดกิ่งไปปลูกที่บ้านจังเลย

ขณะนั้น พวกผู้ใหญ่ข้ามลำธารไปปูเสื่อนั่งคุยกันอยู่ใต้ร่มไม้แล้ว บางคนก็นอนหงายสบายใจ เราชักชวนกันไปสมทบ เพราะเริ่มมีการเปิดเสบียงอาหารมาแบ่งปันกันกินแล้ว

ทันใดนั้น ตาอั้นก็ร้องเสียงดังขึ้นมาอีก!

“เราลงไปเล่นน้ำกันมั่งดีกว่า นั่นไง! เด็กๆ เขาเล่นน้ำกันน่าสนุกตั้งหลายคนแน่ะ…เห็นมั้ย?”

ดิฉันกับเพื่อนๆ หันไปมอง แต่ไม่เห็นมีใครในลำธารแม้แต่คนเดียว!

“อย่าพูดมาก รีบข้ามไปหาพ่อแม่เร็วๆ ฝั่งโน้นมีสนามให้วิ่งเล่นกว้างกว่าฝั่งนี้อีก” ดิฉันบอกน้องแล้วเดินนำหน้า มองดูคนอื่นๆ ที่มาเที่ยวสวนสวรรค์กันบางตา หรือว่าจะหลบไปนั่งๆ นอนๆ ตามหลังต้นไม้ด้านในค่อนข้างหนาทึบก็เป็นได้

สังหรณ์บางอย่างทำให้หันไปมองน้องชาย …ตาอั้นกำลังโบกไม้โบกมือไปทางลำธารพอดี

“โบกมือให้ใครน่ะ อั้น? ไม่เห็นมีใครซักคน”

“เด็กผู้หญิงผมยาว ใส่เสื้อแดงไงล่ะ…นั่นไง! เขาเดินขึ้นจากน้ำมาแล้ว! ตัวเปียกโชกเชียว …ไม่หนาวเหรอ?”

 

คืนอาถรรณ์

นักจิตวิทยาพบว่า ในบางคนจะมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุหรือล้มป่วยในวันศุกร์ที่ 13 ซึ่งมีการให้เหตุผลเอาไว้ว่าเป็นเพราะบางคนรู้สึกวิตกจริตเป็นอย่างมากในวัน ศุกร์ที่ 13 โดยทางศูนย์จัดการความเครียดและสถาบันอาบำบัดการกลัวในเมืองแอชวิลล์ มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา ประเมินว่าในแต่ละครั้งที่มีวันศุกร์ที่ 13 สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นเงิน 800 – 900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทีเดียว เพราะว่าประชาชนบางคนไม่กล้าเดินทางไปไหนและไม่กล้าแม้แต่จะไปทำงาน

ว่า กันว่าความเชื่อที่ว่าถ้าวันศุกร์เกิดไปตรงกับวันที่ 13 ของเดือนใดก็ตามแล้ว จะกลายเป็นวันแห่งความโชคร้ายนั้นเป็นความเชื่อของชาวตะวันตก โดยต้นตอแห่งความเชื่อนี้มาจาก อาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซู (The Last Supper) โดยเชื่อกันว่าในอาหารมื้อนั้นมีผู้ร่วมรับประทานอาหารกับพระองค์ 13 คนก่อนที่พระองค์จะถูกนำตัวไปตรึงบนไม้กางเขนใน วันศุกร์ประเสริฐ (Good Friday)

ในขณะที่มีอีกความเชื่อหนึ่งกล่าวว่าวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 1307 เป็นวันที่พระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศส ทำการจับกุมตัวบรรดาอัศวินเทมพลาร์ชาวฝรั่งเศสจำนวนหลายร้อยคนไป ก่อนจะนำตัวไปทรมานและสังหาร เพื่อนำทรัพย์สินของพวกเขามาเป็นของฝรั่งเศส

จน ทำให้เกิดโรคกลัววันศุกร์ที่ 13 มีชื่อเรียกว่า Paraskavedekatriaphobia หรือ paraskevidekatriaphobia หรือfriggatriskaidekaphobia ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของโรค triskaidekaphobia คือ โรคกลัวหมายเลข 13

และ ที่มาที่ทำให้วันศุกร์ 13 กลายเป็นวันโชคร้ายไปทั่วนั้นน่าจะมาจากภาพยนตร์สยองขวัญอย่าง ศุกร์ 13 ฝันหวาน หรือ “Friday the 13th” ซึ่งเรื่องเกี่ยวกับฆากรต่อเนื่องในสหรัฐอเมริกา ซึ่งตัวเอกของเรื่องมีเอกลักษณ์เด่นคือการสวมหน้ากากฮ็อกกี้ เพื่อปกปิดใบหน้า ก่อนทำการฆาตกรรมเหยื่อ

สำหรับความเชื่อเรื่อง ศุกร์ 13 เป็นวันไม่ดีนั้นส่วนใหญ่จะเชื่อกันในหมู่ชาวตะวันตกเสียเป็นส่วนมาก ซึ่งเรื่องแบบนี้นั้นถือเป็น

ปีศาจในตึกร้าง

ขณะที่เวียนเทียนสูดดมสารพิษจากถุงพลาสติกจนเกิดอาการ “เหวอ” หมดทุกคน บ้างก็ขุดหาสมบัติ บ้างกำลังหาทางปีนป่ายจะขึ้นไปคว้าดวงจันทร์…จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้อยู่ใกล้ๆ หันไปดูเห็นเด็กชายราวสิบขวบนั่งฟุบหน้าอยู่กับผนังตึกผุพัง จนเหลือแต่อิฐแดงๆ

“เฮ้ย! มาร้องไห้ทำไมวะ อยากดมกาวกะพวกกูหรือไง?

ถาม แล้วก็เข้าไปเขย่าตัว เด็กเจ้ากรรมหันขวับมาตาแดงจ้าพลางคำราม…แว่!! เล่นเอาแตกฮือเหมือนผึ้งแตกรัง ร้องเอะอะเอ็ดตะโรเหมือนคนบ้า วิ่งชนกันล้มลุกคลุกคลาน หัวร้างข้างแตกไปตามๆ กัน

ตั้งแต่นั้นมา พวกเด็กดมกาวก็หาทำเลใหม่ ไปยึดเอาสะพานลอยมั่วสุมกันสูดดมสารนรกต่อไป ได้โอกาสก็ตีชิงวิ่งราวให้ผู้คนต้องเดือดร้อน จนถึงบาดเจ็บล้มตายเป็นประจำ

เขา ว่ากรุงเทพฯ คือเมืองสวรรค์! แต่ถ้าคุณไม่ระวังตัวให้ดีๆ กรุงเทพฯ ก็อาจกลายเป็นเมืองนรกอเวจีไปได้ง่ายๆ เพราะทั้งภูตผีและโจรผู้ร้ายเต็มเมือง คอยจ้องจะเล่นงานคุณอยู่ตลอดเวลา…

รถราแล่นคึ่กๆ เสียงดังหนวกหู ไหนจะควันพิษคละคลุ้ง รถราติดขัดแทบตลอดทั้งวัน คอนโดฯ อพาร์ตเมนต์ หอพัก ห้องแบ่งเช่าสะพรั่งไปหมด ผู้คนสับสนปนเปกันจนดูไม่ออกว่าใครคนดี-คนชั่ว สุจริตชนหรือโจรผู้ร้าย เราไม่อาจคาดเดาได้หรอกครับ

ที่ร้ายกาจอันตรายสุดๆ คือพวกขี้ยา!!

พวกเงินหนาเล่นยาอี ยาไอซ์ หรือสูดโคเคน ถือว่าชั้นสูงเพราะเงินหนา ไม่ค่อยสร้างปัญหาให้ชาวบ้านเท่าไหร่ เปิดห้องหรูเสพยามั่วเซ็กซ์กันค่อนข้างมิดชิด ยก เว้นพวกซ่าเปิดเพลงดังแสบแก้วหูเพื่อนข้างห้อง มักจะโดนโทร.ไปแจ้งตำรวจให้มาซิวไปทั้งโขยง

สาวๆ วัยเอ๊าะ นัก เรียนนักศึกษาก็มี เห็นแล้วน่าสงสารพ่อแม่จริงๆ ครับ

พวกที่เล่นผงขาว เสพยาบ้า ลงมาถึงพวกเด็กๆ ดมกาวนี่ซีน่ากลัวมาก มักจะหลบมุมตามตึกร้างบ้านร้าง หรือไม่ก็ซากตึกแถวที่รื้อไว้ครึ่งๆ กลางๆ มีมากมายเกือบทุกซอยก็ว่าได้ กลายเป็นมุมมืดหรือสวรรค์ของพวกขี้ยาไปเลย

อ้อ! สวรรค์ของหนุ่มสาวที่คิดสั้น อาศัยเป็นวิมานชั่วคราวเข้าไปพลอดรักกันด้วย ยามซวยผู้ชายก็โดนฆ่าทิ้ง ผู้หญิงโดนกลุ้มรุมข่มขืนเพราะความชะล่าใจไม่เข้าเรื่อง

ขยะเกลื่อนกลาด ทั้งหนังสือพิมพ์ ซองบุหรี่ ถุงพลาสติก ถุงยางอนามัย กระป๋องเบียร์ กับถุงขนม กระป๋องกาว 3 เค เศษอาหาร…บางคืนผมเดินผ่านได้ยินเสียงพูดคุยดังพึมพำ กลิ่นเหม็นเอียนๆ ลอยมากระทบจมูกก็มี

ในมุมกลับ มันคือนรกของพลเมืองดี!

พวกผู้หญิงสาวๆ ที่ต้องเดินผ่านตอนกลางคืน โดนจี้ โดนทำร้าย รวมทั้งโดนลากเข้าไปข่มขืนในมุมลี้ลับของซากตึก ที่คนนอกมองเข้าไปไม่เห็นนั่นแหละ

มีคนตายเพราะโด๊ปยาเกินขนาด ถูกฆ่าชิงทรัพย์ โดนข่มขืนฆ่าปิดปาก เรื่องผีดุก็ชักจะร่ำลือกันหนาหู ถือว่าธรรมดาเพราะไม่ว่าซอยไหนๆ ก็มีคนตาย ทั้งโดนฆาตกรรมกับอุบัติเหตุทั้งนั้น

แหม! เรื่องที่เล่าลือกันปากต่อปากน่ะ ฟังแล้วเล่นเอาขนลุกขนพองจริงๆ ครับ

หนุ่มเดินเข้าซอยมาก็เห็นสาวสวยสายเดี่ยว หุ่นเซ็กซี่ ผมยาวสยาย เดินบิดสะโพกงอนงามเข้าไปในซากตึก เกิดสงสัยว่าสาวสวยอุตริเข้าไปทำไม หรือจะให้ท่าแบบล่อไอ้เข้ละมั้ง? เลยตามก้นต�อยๆ เข้าไปเพื่อพิสูจน์ให้รู้แน่

ลมเย็นๆ พัดวูบ สาวเจ้าหันขวับมายิ้มหวาน แต่ปากกว้างตั้งคืบ อากาศเหม็นคลุ้ง เล่นเอาหนุ่มร้องจ๊าก หงายหลังล้มตึง พอลุกขึ้นได้ก็หมุนตัวกลับ เผ่นอ้าวไม่คิดชีวิต สติแตกกระเจิงไปเลย

นักศึกษาหญิงกลับหอพักมาสามคน คิดว่าคงไม่มีอะไรหรอกน่า แต่พอผ่านซากตึกนั่นก็เห็นเด็กชายเดินโซเซออกมา ตอนแรกคิดว่าคงจะเป็นพวกเด็กเมายา…

คุณพระช่วย! เลือดสดๆ แดงฉานเต็มอก อ้าปากร้องแต่ไม่มีเสียง ร่างโงนเงนไปมา พวกสาวๆ ร้องแต่ว่าเด็กโดนแทง! ทำท่าจะวิ่งเข้าไปช่วยเหลือ แต่เด็กอุบาทว์นั่นหายวับไปกับตา

“ว้าย! ผีหลอกแล้ว! ช่วยด้วย…”

เสียงแผดจ้าเข้าใส่กันจนต่างคนต่างตกใจ ร้องเหมือนคนบ้าจี้ วิ่งเตลิดเปิดเปิง ล้มลุก คลุกคลานไปตามๆ กัน สบถสาบานว่าจะไม่ยอมเดินผ่านซอยนี้ตอนค่ำคืนอีกต่อไป เสียเงินค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างยังดีกว่าหัวใจล่มสลายเพราะโดนผีหลอกเอาจังๆ

ขนาดพวกวัยรุ่นที่ดอดเข้าไปดมกาวยังไม่วายเจอดีเลยครับ!

 

มหาสทุทรกลืนคน

ปีนี้ฝนแรงเหลือเกิน ตั้งแต่เหนือลงมาโน่น เหมือนเทวดากริ้วโกรธจนสาดน้ำลงมาจนหมดฟ้า โหมกระหน่ำทั้งวันทั้งคืน อย่าว่าแต่ดินโคลนจากภูเขาจะถล่มทลายย่อยยับ ก้อนน้ำยิ่งรวมตัวกันเป็นเกลียวคลื่นมหึมา บ้าคลั่ง ไหลหลั่งถาโถมลงมาตามแม่น้ำลำคลองจนเอ่อท้น แผ่กระจายไปทุกทิศทุกทาง

รุ่งขึ้น ตะวันสาดแสงเจิดจ้า สว่างไสว มองเห็นสายชลเวิ้งว้างแทบสุดลูกหูลูกตาตามเดิม!

เรือ บรรเทาทุกข์ขนอาหารและของใช้มาแจกจ่ายผู้คนที่ยังจับเจ่ารอคอย อยู่ตามหน้า ต่างและหลังคา…ล้วนแต่ยกมือท่วมหัวไปตามๆ กัน ด้วยความซาบซึ้งและระลึกถึงน้ำจิตน้ำใจที่เผื่อแผ่แก่เพื่อนมนุษย์ของคนร่วม ชาติ ร่วมเผ่าพันธุ์…

เมื่อจะแวะไปที่บ้านโย้เย้หลังนั้น ใครคนหนึ่งก็บอกว่าสองแม่ลูกจมน้ำตายไปสองวันแล้ว…เหลือแต่บ้านร้างไม่มี ใครอยู่เลยแม้แต่ชีวิตเดียว!

ไร่ นาสาโทจมหายไปใต้น้ำ บ้านเล็กเรือนน้อยจ่อมจมถึงหลังคา หลายสิบหลายร้อยหลังคาเรือนถูกกระแสน้ำรุนแรง เชี่ยวกราก พัดกระเจิงไปในสายชลขุ่นข้น เช่นเดียวกับต้นไม้ที่ถูกถอนรากถอนโคนล่องลอยไปลิบๆ

แม่ยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาอันไหลรินไม่ต่างกับความทุกข์ทนของแม่พระธรณี…

แม่กอดลูกชายตัวน้อยไว้กับอก เหม่อมองไปยังกระแสเชี่ยวกรากเหมือนจะถล่มทลายสรรพสิ่งที่ขวางหน้าให้พินาศวอดวายไปในพริบตา

“เดี๋ยวพ่อก็จะกลับมาแล้ว” แม่บอกลูกด้วยเสียงปลอบโยน แต่คล้ายจะบอกกล่าวตัวเองมากกว่า “อีกไม่นานหรอกลูก พ่อต้องได้ข้าวได้น้ำมาให้เรา อย่ากลัวไปเลยลูกเอ๋ย…”

เสียงนั้นขาดหายไปเพราะก้อนสะอื้นที่ประดังขึ้นมาจุกลำคอ เหลืออยู่แต่เสียงสายน้ำสาดซ่าครึกโครมราวกับจะประกาศก้องถึงชัย ชนะยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ที่ทรงพลังเหนือมวลมนุษย์ตัวกระจ้อยร่อยเสมอมา!

ท้องฟ้ามืดครึ้ม หนักอึ้งด้วยเมฆฝน มีเสียงคำรามครืนครัน สะท้านสะเทือนไปถึงหัวอกหัวใจของทุกคนที่ได้ยิน

แม่กอดกระชับลูกน้อยแน่นหนามากกว่าเดิม…

วันก่อนนั้นยังเห็นบ้านช่องที่ลดหลั่นลงไปวิ่งวุ่นขนของหนีน้ำ แต่ไม่ช้าไม่นานก็ต้องตะเกียกตะกายป่ายปีนขึ้นไปบนหลังคา บ้างก็ลงเรือจ้าละหวั่นหลบหนีมหันตภัยที่จู่โจมเข้าใส่จนตั้งตัวไม่ทัน

อีกไม่กี่วันต่อมา บ้านที่สูงขึ้นหน่อยก็ประสบ ชะตากรรมแบบเดียวกัน!

อาหารการกินเริ่มหมดไป แม้แต่น้ำในตุ่มก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว พ่อต้องบุกบั่นออกไปด้านหลังเพื่อหาอาหารมาให้ลูกเมีย…

ได้ข่าวว่าทางการเขาเริ่มเอาอาหารกับน้ำลงเรือมาแจกผู้คนแล้ว…ผู้คนนับ ร้อยๆ ในหมู่บ้านนี้ที่กำลังอดอยาก หิวโหย ทนทุกข์ทรมาน จนหลายๆ คนซึมเศร้าไม่ค่อยพูดค่อยจา มีวี่แววว่าอยากจะฆ่าตัวตาย ทำลายชีวิตตัวเองที่ยากแค้นแสนลำเค็ญเต็มประดา!

ไหนจะงูเงี้ยวเขี้ยวขอที่ล่องลอยมาตามน้ำ ตะขาบและแมงป่องพิษสงร้ายกาจจนต้องไล่ทุบไล่ตีกันวุ่นวายแทบไม่หยุดหย่อน

ฟ้าหมองมัว มืดครึ้มลงทุกทีแล้ว แต่พ่อก็ยังไม่กลับมา…

หรือจะโดนงูร้ายขบกัดจนสิ้นใจไม่มีใครรู้เห็น?

หรือจะเฝ้ารอข้าวปลาอาหาร ที่เขาว่ามีทั้งถุงยังชีพกับข้าวกล่อง น้ำกิน พอประทังชีวิตให้อยู่รอดไปวันๆ

ฟ้ามืดมัวเต็มที…น้ำตาแม่ไม่มีจะไหลแล้ว ได้แต่กอดลูกชะเง้อชะแง้แลหาพ่อ… เมื่อไหร่หนอพ่อจะกลับมา? ก่อนที่ลูกเมียจะอดตาย หรือไม่ก็น้ำท่วมจนต้องตะกายหนีขึ้นไปอยู่บนหลังคาเหมือนบ้านที่อยู่ต่ำลง ไป…

แต่บ้านพวกนั้นหลายสิบหลังก็จมหายไปใต้น้ำจนหมดสิ้นแล้ว!

ปีกมืดดำของราตรีกางออกปกคลุมสรรพสิ่ง โดยเฉพาะความหมองเศร้าระคนกับน่าอัปยศอดสู ทิ้งไว้แต่เสียงสะอื้นไห้กับเสียงหัวเราะครื้นเครงของสายน้ำบ้าคลั่ง ที่กระทำย่ำยีมวลมนุษย์ได้สาสมใจ

 

ซอยนี้มีผี

ผมจำได้แม่นว่าแกนุ่งกางเกงยีนส์ สวมแจ๊กเกตดำ เสื้อตัวในสีส้ม ผมยาวปรกหน้าผาก คาบบุหรี่ติดปากเหมือนที่เคยเห็นทุกครั้ง!

ลม พัดอู้จนเศษกระดาษปลิวว่อน ผมรีบเผ่นกลับบ้าน คิดว่าช่วยเตี่ยปิดร้านแล้วจะได้อาบน้ำ เข้าห้องดูทีวีให้สบายใจ…แต่พอไปถึงก็เห็นเตี่ยท่าทางซึมๆ บอกว่าเพิ่งได้ข่าวเฮียอ๋าโดนคู่อริดักรุมแทงที่สวนมะลิเมื่อตอนเย็น อาการเป็นตายเท่ากัน ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลกลาง!

ร้านแปะเตียงอยู่ในซอยบำรุงรัตน์มาตั้งแต่เตี่ยยังหนุ่ม ปาเข้าไปราว 70 ปี โด่งดังมากเรื่องลูกชิ้นปลาหลายแบบ ล้วนแต่ทำเองทั้งนั้น ลูกชิ้นเหนียวนุ่มน่ากินนักหนา เขาว่าทำจากปลาดาบกับปลาอินทรี ลูกชิ้นกุ้งก็ลือชื่อเช่นกัน รับรองว่าได้กินเนื้อกุ้งล้วนๆ ไม่มีแหกตาผสมแป้งให้เสียยี่ห้อ

ร้านข้าวเสียโปที่ปากซอยเจริญกรุง 19 ฝั่งเดียวกับบ้านผมก็อร่อยเฉียบขาดนัก สมัยก่อนได้ยินเขาเถียงกันว่า ที่ถูกแล้วเรียกว่า “ข้าวเฉียโป” หรือ “ข้าวเสียโป” กันแน่?

คนที่เรียกว่าข้าวเฉียโปก็เพราะเป็นชื่ออาหารจีนอย่างหนึ่ง แต่คนที่ยืนยันว่าเป็นข้าวเสียโปก็เพราะแถวสามยอดสมัยก่อนมีโรงหวย นักพนันที่เสียโปแทบหมดกระเป๋าก็เลยมาหาอาหารถูกๆ ที่หาบขายมากินกันตาย เลยเรียกว่าข้าวเสียโป!

คิดแล้วก็เป็นงงเอาการนะครับ!

ไม่ใช่ข้าวหน้าเป็ด ข้าวหมูแดงหมูกรอบ เพราะเป็นทั้งข้าวหน้าเป็ดผสมกับหมูแดงหมูกรอบ ไหนจะใส่กุนเชียง กระเพาะหมู หูหมู ลิ้นหมู ตับแก้ว (ตับที่ยัดด้วยมันหมู) ราดด้วยน้ำเป็ดย่าง รสชาติหวานมันและเค็มพร้อมสรรพ

ผักที่แนมมาก็ไม่ใช่แตงกวาหรือไช้เท้ากรอบๆ แต่เป็นผักลวก มีทั้งถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง น้ำจิ้มน้ำซีอิ๊วผสมน้ำส้มสายชูรสเด็ดจริงๆ ให้ดิ้นตาย …จานเดียวอิ่มตื้อไปทั้งวัน

ตกลงว่าชื่อข้าวเฉียโปหรือเสียโปกันแน่?

เจ้าของร้านเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนจะมีส่ำเซียนพกอุปกรณ์เล่นพนันเป็นไม้กระบอกใส่ติ้วเป็นสีๆ มีแต้มคล้ายเซียมซี ใครดึงได้แต้มมากถือว่า “เสียโป” ต้องเสียเงินให้นักเล่นคนอื่นๆ แต่ถ้ามีข้าวหาบสารพัดหน้ามาขายก็ต้องควักกระเป๋าเลี้ยง…นี่เองคือที่มา ของคำว่าเสียโป!

เพราะความที่เป็นคนชอบหาของอร่อยๆ กิน นี่แหละครับ ทำให้ผมเจอะเจอประสบการณ์ขนหัวลุกโดยไม่นึกฝัน

วันนั้นผมช่วยเตี่ยขายของตั้งแต่เช้า เป็นกับข้าวที่กินกับข้าวต้มเหมือนตอนเช้า ผมเลยหลบไปร้านแปะเตียง เล็กแห้งลูกชิ้นปลา-เล็กต้มยำใส่ทั้งลูกชิ้นปลากับลูกชิ้นกุ้ง

กลับไปทำงานต่อจนตกค่ำ รีบล้างหน้าล้างตาบึ่งไปเจริญกรุงซอย 19 เพราะหิวเต็มทน

ตอนนั้นราวทุ่มเศษ ผมยืนรอสักครู่ก็ได้โต๊ะว่าง สั่งข้าวเสียโปแบบแยกเครื่องมาหม่ำทันที… มองไปที่หน้าร้านก็เห็นคนมายืนออกันราว 5-6 คน จะทันหรือเปล่าก็ไม่รู้เพราะร้านเขาปิดแค่สองทุ่มเท่านั้นเอง

รู้สึกจะคุ้นหน้าอยู่คนสองคน พอหันไปอีกทีก็ใช่เลย เฮียอ๋า-คนดังย่านพลับพลาไชย แกเป็นเพื่อนรุ่นน้องของเตี่ยผมเอง…เฮียอ๋าพยักหน้าให้ผมยิ้มๆ แบบทักทาย ผมจะเรียกมาร่วมโต๊ะก็ไม่ได้ครับ ไหนจะโต๊ะเล็ก แถมนั่งกันเต็มอีกต่างหาก

ข้างนอกลมพัดแรง ฝนทำท่าจะเทลงมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้!

รีบก้มหน้าก้มตากินอาหารเร็วขึ้น ไม่อยากให้คนหิวต้องรอไส้แขวนนานนักหรอกครับ อกเขาอกเรา! แต่พอจ่ายเงินเสร็จเดินออกมาก็ไม่เห็นเฮียอ๋าซะแล้ว

จะว่าแกขี้เกียจรอเลยไปหากินร้านอื่นก็ไม่ใช่ เพราะเฮียอ๋าเป็นแฟนประจำข้าวเสียโปเหมือนผม แต่จะว่าแกได้โต๊ะว่างเข้าไปตอนผมก้มหน้าควักเงิน…หันไปดูในร้านเล็กๆ นั่นก็ไม่เห็นเฮียอ๋าแม้แต่เงา

 

ผมอ้าปากค้าง ขนหัวลุกเกรียว ร้องแต่ว่าไม่จริงๆ ขณะที่เตี่ยพูดต่อโดยไม่สนใจ

“พรุ่งนี้อั๊วจะไปเยี่ยมมันหน่อย ชั่วๆ ดีๆ มันก็ไม่เคยมาระรานเรา เรียกอั๊วว่าเฮียตั้งแต่เด็กจนโต”

ผมทนไม่ไหวก็ร้องว่า เพิ่งเห็นเฮียอ๋าที่หน้าร้านเสียโปมาหยกๆ…เตี่ยส่ายหน้าโดยไม่พูดไม่จา รุ่งขึ้นไปเยี่ยมเฮียอ๋าแล้วกลับมาบอกว่าโดนแทงสาหัสจนหมอช่วยไม่ไหว เพิ่งสิ้นใจเมื่อตอนกลางดึกนี่เอง

แล้วที่ผมเห็นเมื่อตอนค่ำวานคืออะไรกันแน่ล่ะ?

ถึงตอนนั้นเฮียอ๋ายังไม่สิ้นลมก็ออกจากโรงพยาบาลมารอกินข้าวเสียโปไม่ได้แน่ๆ คิดไม่ออกจริงๆ ได้แต่ขนหัวลุกครับ!

เสียงจากขุมนรก

ผมได้ห้องพักติดกับพี่ชาญในเรือนไม้เตี้ยๆ ค่อนข้างเก่า มีพืชผักสวนครัวอยู่ด้านหลัง มองไปรอบๆ เห็นแต่ต้นยางสูงทะมึนรายรอบ ถัดไปเห็นยอดเขาสีเทาด้านหลังอยู่ลิบๆ ห่างไกลจากแสงสีแบบเมืองหลวงโดยสิ้นเชิง หงอยเหงาเปล่าเปลี่ยวทั้งกายใจน่าดู

หลังจากเจ้าอู๋ขับรถจากไป ผมก็อาบน้ำอาบท่ามาช่วยพี่ชาญหุงข้าวต้มแกงกินกัน มีต้มยำปลากระป๋องรสแซบกับผัดบวบใส่ไข่แค่สองอย่าง แต่ยามเหน็ดเหนื่อยหิวโหยก็เหมือนได้กินอาหารทิพย์

พี่ชาญเป็นคนพูด น้อย แต่ยังอุตส่าห์อธิบายให้ความรู้ว่าต้นยางพวกนี้จะเริ่มให้น้ำยางเมื่ออายุ 7-8 ปี แต่คนใจร้อนเพราะร้อนเงินมักจะกรีดยางเมื่ออายุ 7 ปี ถ้าปล่อยไปจนถึง 8-9 ปีจะได้ผลดีกว่า จนกระทั่งอายุราว 30 ปีก็โค่นทิ้ง ขายเหมาไปได้เงินเป็นกอบเป็นกำสำหรับเริ่มลงมือปลูกกล้ายางกันใหม่

ตอนนั้นยางราคาดีครับ ยางแผ่นกิโลกรัมละ 40-50 บาท ยังไม่ทะลุดทะลาดลงมาเหลือแค่ 20-30 บาทจนเจ๊งกันเป็นทิว จนต้องตัดต้นยางทิ้งแล้วหันไปปลูกผลไม้อย่างเงาะ ลองกอง แล้ว กลับมาแพงลิ่วในระยะหลังๆ จนพุ่งไปถึง 100 กว่าบาทอย่างที่รู้ๆ กันอยู่

ใครมีต้นยาง 1,000 ต้น แค่รองน้ำยางได้ต้นละ 4-5 บาทก็เท่ากับรับทรัพย์เหนาะๆ วันละ 4-5 พันบาทแล้ว ไม่นับตอนกรีดยางได้เป็นกอบเป็นกำอีกต่างหาก

เจ้าอู๋ขับรถปิกอัพเข้าสวนยางไปไกลโขจนถึงบ้านพักหัวหน้าคนงานวัยสี่สิบเศษ ชื่อ พี่ชาญ หน้าเข้ม ร่างสูงใหญ่กำยำสมหน้าที่ แต่อัธยาศัยใจคอน่ารัก โดยฝากฝังให้ผมอยู่กินที่นั่นเลย ถึงเวลาก็จะมีรถเสบียงมาส่งอาหารให้เรียบร้อย

ถึงแม้จะไม่เคยทำงานในป่าดงหรือไร่สวนมาก่อน แต่เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องลองสู้กับมันสักตั้ง จะไหวหรือไม่ไหวเดี๋ยวก็รู้เองละน่า!

 

ผมเจอะเจอเรื่องขนหัวลุกตั้งแต่คืนแรกเลยครับ!

คืนนั้นหัวถึงหมอนก็หลับทันที…คิดว่าคงหลับไปนานโขแบบหลับสนิท หลับลึกจนไม่น่าจะตื่นง่ายๆ แต่ก็ลืมตาตื่นขึ้นมานอนนิ่งๆ ด้วยความสงสัยตัวเอง…จนกระทั่งได้ยินเสียงแปลกประหลาดดังอยู่ข้างๆ เรือนพักนั่นเอง

คุณพระช่วย! เสียงสะอื้นเบาๆ ดังขึ้นมาแทนที่ ก่อนจะดังขึ้นทุกที จนรู้แน่ว่าเป็นเสียงผู้หญิง…ส่วน จะดังมาจากไหนไม่สามารถจับได้ นอก จากจะรู้แต่ว่าดังมาจากใกล้ๆ บ้านพักเท่า นั้นเอง

จากเสียงหัวเราะกลายเป็นเสียงผู้หญิงสะอึกสะอื้น ฟังแล้วขนลุกซ่าไปทั้งตัว ปากคอแห้งผากเหมือนกลืนทรายเข้าไปหนึ่งกำมือ!

ผม กระเดือกน้ำลายอย่างช่วยไม่ได้ หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง เหลียวซ้ายแลขวาอยู่ในความมืดสลัว นึกจะออกไปเคาะประตูเรียกพี่ชาญก็เกรงใจ…แกอาจจะกำลังหลับสนิทอยู่ก็เป็น ได้

หรือจะเป็นโจรผู้ร้าย?

เสียงเด็กกลุ่มหนึ่งหัวเราะคิกคัก ได้ยินถนัดชัดเจนจนแน่ใจว่าไม่ได้หูแว่วไปเองแน่ๆ นอกจากสงสัยว่าเด็กที่ไหนมาเล่น มาหัวเราะในสวนยางเปล่าเปลี่ยวยามดึกดื่นแบบนี้?

“อะไรกันวะ?” ผมหลุดปากพึมพำกับตัวเอง แทบไม่น่าเชื่อว่าขาดคำเสียงคิกคักพวกนั้นก็เงียบกริบไปทันใด…มีแต่เสียง ยอดไม้สะบัดใบซู่ซ่ากับสายลม ผมถอนใจยาว พลิกตัวจะหลับต่อ แต่แล้วก็ต้องชะงักงันเหมือนหนังค้างยังไงยังงั้น

 

แต่ที่นี่แค่เรือนพักเก่าๆ ไม่มีสมบัติพัสถานอะไรมีค่านี่นา โจรบ้าที่ไหนจะบุกบั่นเข้ามาปล้นสะดมให้เสียเวลา…

นรกเป็นพยาน! เสียงสะอึกสะอื้นยังดังระงมอยู่รอบๆ ด้าน จนผมใจเต้นแรง สองมือชุ่มไปด้วยเหงื่อทั้งที่อากาศเย็นยะเยือก…ทันใดเสียงหัวเราะครืน ใหญ่ก็ดังมาจากเบื้องบนเล่นเอาผมเผ่นพรวดขึ้นโดยไม่รู้ตัว สุดจะทนทานหรือทู่ซี้กับเสียงสยองเพียงลำพังได้อีกแล้ว

ตะกายออกไปทุบประตูห้องพี่ชาญ ไฟสว่างขึ้นเมื่อประตูห้องเปิดกว้าง ผมถลาเข้าไปบอกกล่าวละล่ำละลัก…ผีหลอกครับพี่ ทั้งเสียงเด็กหัวเราะ ผู้หญิงร้องไห้ ผู้ชายหัวเราะ…พี่ชาญปิดประตูใส่กลอน พยักหน้ารับฟังก่อนจะบอกเสียงเรียบๆ ว่า

“เจ้าที่เจ้าทางน่ะ ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องกลัว คืนนี้จะนอนห้องพี่ก่อนก็ได้”

สาเหตุเพราะพี่ชาญลืมบอกให้ผมจุดธูปบอกกล่าวเจ้าที่ก่อนจะหลับนอนน่ะครับ เล่นเอาขนหัวลุกแทบตายแน่ะ…บรื๋อส์!!

ศพขึ้นอืด

ตอนนั้นผมยังเป็นวัยรุ่น ไม่ใช่วัยใกล้ชราเหมือนตอนนี้ ยอมรับว่าไม่ค่อยรู้สึกทุกข์ยากอย่างพวกผู้ใหญ่เท่าไหร่ ได้เล่นน้ำกับเพื่อนๆ โดดกันตูมๆ แล้วว่ายแข่งกันไปกลางน้ำเวิ้งว้างที่เอ่อท้นขึ้นมาถึงถนน เรือนแพต่ำเตี้ยอยู่ในดงผักบุ้ง ผักกระเฉด กับกอสวะที่ลอยมาเกยบ้าง โดนสายน้ำพัดไปกินบ้าง กุ้งปลาชุกชุม ไม่ว่าจะตกเบ็ด เหวี่ยงแหเป็นได้กุ้งปลาเกินหม้อแกงซะด้วยซ้ำ

ที่น่าสยองตอนแรกๆ แต่แล้วก็กลายเป็นชาชินในเวลาไม่ช้าก็คือศพลอยน้ำน่ะซีครับ เพราะมีลอยอึ้ดทึ่ดผ่านเอื่อยๆ ไปใกล้บ้าง ไกลบ้างแทบทุกวัน!

ได้ข่าว ว่าผ่านไปและอยู่แถวหน้าวัดแก้วฟ้าจุฬามณี ปากคลองบางซื่อฝั่งนี้ กับวัดฉัตรแก้วจงกลณีที่บางอ้อฝั่งโน่น ตกเป็นภาระให้พระเณรและสัปเหร่อต้องมาช่วยกันเอาศพขึ้นเผาในฐานะศพไม่มีญาติ ชาวบ้านก็มาช่วยกันทำบุญเล็กๆ น้อยๆ คนละไม้ละมือ อุทิศส่วนกุศลให้ตามประเพณี

ใครจะว่าปีไหนน้ำท่วมมากที่สุด โดยเฉพาะปี 2538 กับ 2539 ก็ตามสะดวกเถอะครับ แต่สำหรับผมน่ะน้ำท่วมปี 2526 แสนจะสาหัสสากรรจ์ที่สุดเท่าที่เคยเจอะเคยเจอ!

สาเหตุเพราะมันท่วมท้นตั้งแต่กลางปียันปลายปีเชียวแหละคุณเอ๋ย

น้ำเหนือบ่า น้ำทะเลหนุน เขื่อนพร่องน้ำลงมาไม่หยุดหย่อน ทางกรุงเทพฯ ก็ยังไม่มีมาตรการป้องกันจริงจังเหมือนในยุคหลังๆ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนล้วนแต่เวิ้งว้างไปด้วยสายน้ำน่าขนลุกขนพองซะทั้งนั้น!

ยิ่งพวกที่อาศัยอยู่ตามชายน้ำอย่างพระรามหก เชิงสะพานกรุงธน ศาลเจ้าแม่ทับทิมแทบจะจมหายไปในสายน้ำ พวกท่าพระจันทร์ ท่าโรงโม่ไปยันท่าเตียน กับฝั่งตรงข้ามอย่างบางอ้อ บางพลัด บางกอกน้อย บางหลวง ฯลฯ โอย… พูดไปแล้วก็เหมือนตกนรกทั้งเป็นจริงๆ ครับ

ตกค่ำ บรรยากาศเยือกเย็นน่าดู ยอดไม้คร่ำครวญกับสายลมน่าวังเวงใจสิ้นดี…ฟังแล้วเหมือนใครกลุ่มใหญ่กำลัง ร้องไห้ สะอึกสะอื้นคร่ำครวญแทบทั้งคืนจนผู้คนในละแวกนั้นขนลุกขนพองไปตามๆ กัน

เขาว่าวิญญาณของคนจมน้ำตายจะไม่ไปผุดไปเกิด จนกว่าจะเรียกร้องวิญญาณดวงใหม่ไปสิงสู่อยู่แทน!

คืนนั้นก็เกิดเรื่องสยองขวัญทำให้ชาวเรือแพแทบจะจับไข้หัวโกร๋นไปตามๆ กัน

ผมกำลังเคลิ้มหลับในตอนกลางดึก เรือนแพโยกโยนเบาๆ เหมือนนอนเปลที่เคยชินมาแต่ไหนแต่ไร เสียงคลื่นกระซิบกระซาบคร่ำครวญเคล้ากับเสียงใบไม้เสียดส่ายฟังคล้ายเสียง บ่นพร่ำไม่หยุดหย่อน… จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงจ๋อมๆๆ ดังอยู่ใกล้ๆ แพลูกบวบด้านหน้าพอดี ทำให้แน่ใจว่าเสียงแปลกๆ นั่นคงจะทำให้ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา

ลมดึกจากแม่น้ำเจ้าพระยาพัดแรงจนเย็นยะเยือก ยิ่งทำให้ผมหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจเมื่อรู้แน่ว่าภาพที่เห็นนั้นไม่ใช่ มนุษย์…แต่มันคือผีหรือวิญญาณที่จมน้ำตาย

ผมเผ่นเข้ามุ้งคลุมโปง ใจเต้นโครมๆ จนหลับผล็อยไป…นึกถึงภาพสยองขวัญคืนนั้นแล้วยังขนหัวลุกมาจนถึงทุกวันนี้เลยครับ!

ตอนแรกก็ยังงุนงงว่าเป็นเสียงอะไรกัน? หรือว่าจะหูฝาดเฝื่อนไปเอง?

นึกเอะใจจนต้องลุกขึ้นไปดูให้รู้ว่าเป็นเสียงอะไรแน่…

ฟ้าขาวด้วยดวงดาวพร่างพราย ทำให้มีแสงสว่างใกล้เคียงกับกลางวัน มองเห็นระลอกคลื่นระยิบระยับบนสายน้ำเวิ้งว้างไปถึงฝั่งตรงข้ามที่ดูไกลลิบๆ แทบสุดลูกหูลูกตา…แต่ยังมองไม่เห็นว่าเจ้าเสียงจ๋อมๆๆ สะดุดหูมันดังมาจากไหน

“จ๋อมๆๆ” คราวนี้ดังชัดเจนอยู่ใกล้ๆ นี่เอง!

ผมเพ่งตามองเพราะบริเวณนั้นอยู่ใต้เงาไม้หนาทึบริมทาง ซึ่งแผ่กิ่งก้านมาคลุมเรือนแพของเราไว้…แล้วผมก็ได้เห็นภาพนั้น คุณพระคุณเจ้าโปรดช่วยลูกด้วยเถิด! มันเป็นภาพสุดสยองที่จะไม่มีวันลืมเลือนไปได้เลยจนกว่าชีวิตจะสิ้นสลาย…

ชายผอมดำแช่อยู่ในน้ำครึ่งค่อนตัว ผมยาวเปียกโชกปรกหน้าผากจนเห็นแค่นัยน์ตาขาวๆ เหลือกลานด้วยความหวาดกลัว สองมือตะกายลูกบวบไม่หยุดหย่อน แต่ความเปียกชุ่มทำให้ลื่นจนเกาะไม่อยู่ เสียงที่ฟังคล้ายจ๋อมๆๆ ก็คือมือทั้งสองข้างลื่นตกลงน้ำนั่นเอง