Entries from March 9, 2013

ผีแพแตก

ลุงกับป้ามีอาชีพทอดแหหาปลาตอนกลางคืน แกบอกว่าปลาชุกชุมกว่าตอนกลางวัน บางคืนยังได้งูเหลือมมาขายอีกต่างหาก…ก่อนจะขึ้นบ้านก็แวะเก็บผักบุ้ง ผักกระเฉดไปส่งแม่ค้าที่ตลาดเจริญผล

คืนหนึ่งก็เจอะเจอเรื่องขนหัวลุกเข้าเต็มเปา!

สาเหตุ มาจากตอนเย็นที่มีศพลอยน้ำคว่ำหน้ามาติดที่แพผักบุ้ง ชาวบ้านมุงดูกันเต็มฝั่ง เห็นสวมเสื้อแดงลอยปริ่มๆ น้ำ บางคนบอกว่าผีคงติดใจที่นี่ถึงไม่ลอยไปที่อื่น บางคนบอกว่าเป็นศพผู้ชายน่ะเพราะนอนคว่ำ ถ้าศพผู้หญิงต้องนอนหงายแน่นอน

ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องสัปดน แต่เชื่อถือกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายแล้วครับ

ลุง หมัดชวนพวกหนุ่มๆ มาช่วยใช้ไม้ยาวๆ ค้ำศพให้ลอยไปที่อื่น แม้ว่าจะมีคนท้วงให้ไปแจ้งตำรวจ ลุงหมัดก็ไม่ยอม ย้อนถามว่า…พวกมึงจะให้เขาขนศพผ่านหมู่บ้านเราหรือ?

ผมเห็นภาพนั้นแล้วขนลุก ติดหูติดตามาถึงป่านนี้!

พอ ไม้กระทบศพเนื้อหนังก็หลุดออกเป็นแผ่นๆ บางทีก็ทั้งกระบิ…ในที่สุดร่างนั้นก็หลุดจากแพ ผักบุ้งลอยตามน้ำไป ผู้หญิงหลายคนว่าคงกินผักบุ้งไม่ลงไปอีกนานแน่นอน

ครั้งก่อนเรียกว่า “หมู่บ้านอาสาจาม” เพราะแขกจามอาสาศึกตั้งแต่สงครามเก้าทัพ ต่อมาก็ยกครอบครัวมาลงหลักปักฐานกันมากมาย สมัยก่อนเรียกว่า “ยกครัว” นับวันยิ่งมีการอพยพครอบครัวมาอยู่กันมากขึ้นทุกที เลยเรียกว่า “บ้านครัว”

แขกจามที่นับถือศาสนาอิสลามก็เรียกว่า “แขก ครัว”

ชาวเขมรก็มีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มมะเปรียง, พุมมะปรางค์, พุมมะเปรย เป็นต้น…อาชีพที่ขึ้นหน้าขึ้นตาคือทอผ้าไหม จิม ทอมป์สัน “ราชาผ้าไหมไทย” ก็มาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ รุ่งเรืองสุดๆ โด่งดังไปทั้งโลก จนหายสาบสูญไปในมาเลเซียเมื่อราว 30-40 ปีมาแล้ว

อาชีพรองลงมาคือทำประมงน้ำจืด เก่งทางดำน้ำ ว่ายน้ำ จับปลา เพราะเคยทำมาก่อนเมื่อตอนอยู่ริมทะเลสาบในกัมพูชา

ทั้งปลาสด ปลากรอบ ปลารมควัน (ด้วยกาบมะพร้าว) สมัยก่อนทั้งกินทั้งขาย แถมนำไปแลกเปลี่ยนกับของกินของใช้ต่างๆ แม้แต่เส้นไหมดิบที่สั่งมาจากเขมรและญวน รวมทั้งภาคอีสานของเราเพื่อนำมาทอเป็นผืนผ้าต่อไป

พวกผู้ใหญ่เล่าว่า การย้อมผ้าทอผ้านั้นเขาถือเคล็ดลางกันมาก เช่น เวลาย้อมจะต้องออกไปไกลผู้คน ไม่ให้พระสงฆ์ หรือผู้หญิงมีครรภ์มีประจำเดือนเข้าใกล้ เชื่อกันว่าจะทำให้สีผ้าซีดจางจนใช้ไม่ได้

ช่วงที่ผมแตกเนื้อหนุ่ม ผ้าไหมบ้านครัวขายดีมากจนทอไม่ทัน จิม ทอมป์สัน เห็นว่าการทอผ้าแบบโบราณใช้กี่พุ่งทอด้วยมือเสียเวลาโดยใช่เหตุ จึงนำกี่กระตุกซึ่งใช้ทั้งมือและเท้า ทำให้ทอผ้าได้รวดเร็วขึ้นมาใช้งานแทน

แทบทุกบ้านจะมีเส้นไหมสีสวยๆ ตากไว้ตามระเบียงจนกว่าจะแห้ง แล้วกรอเข้าหลอด นำเส้นไหมมาหวีเข้ากี่เพื่อทอเป็นผืนผ้าต่อไปตามต้องการ ทั้งผ้าขาวม้า ผ้าโสร่งมีหมด

บ้านผมยกพื้นใต้ถุนสูงอยู่ใกล้ๆ คลอง ตอนนั้นน้ำยังใสสะอาด มีแพผักบุ้ง ผักกระเฉดงาม สะพรั่ง พอถึงหน้าน้ำเคยมีศพลอยมาแค่ 2-3 ศพ ก็ขนหัวลุกไปตามๆ กัน…พวกผู้ใหญ่ลือว่าผีดุนัก บางทีผีที่ลอยน้ำมาก็ทะลึ่งตึงตังขึ้นดื้อๆ บางทีก็จมหัวดิ่งแต่ชูขาทั้งสองข้างขึ้นมากวัดแกว่งให้เห็นตำตา!

ตกค่ำยังเคยมีคนเห็นร่างดำๆ ลุยน้ำขึ้นมาจากคลองแสนแสบ ส่งเสียงร้องกรี๊ดๆ โหยหวนเยือกเย็นน่ากลัว จนคนที่ได้ยินวิ่งอ้าวกลับบ้าน นอนคลุมโปงตัวสั่นเทาไปทั้งคืน

ไหนจะผีที่กุโบร์อีกล่ะ!!

เขาว่าตอนดึกๆ จะเห็นผู้คนเดินขวักไขว่ บ้างก็นั่งกอดเข่าอยู่ตามหลุมนั้นหลุมนี้ บางทีก็ยืดตัวสูงลิ่วขึ้นไปเหนือหลังคา…พวกเด็กๆ ที่เคยซุกซน วิ่งเล่นเกรียวกราวกันตั้งแต่เย็นจนถึงมืดค่ำ…พอตะวันตกดินก็รีบแยกย้าย กันกลับบ้านแล้วละครับ อารามกลัวโดนผีหลอกน่ะซี

ลุงหมัดกับป้าก๊ะบ้านอยู่ใกล้ๆ ผม เคยบอกกับใครๆ ว่าแกไม่เชื่อเรื่องผีๆ สางๆ หรอก ขืนมัวแต่กลัวผีก็ไม่ต้องทำมาหากินกันพอดี!

 

คืนนั้นลุงหมัดกับป้าก๊ะก็ออกไปหาปลาตามเคย ครั้นตกดึกได้ยินเสียงร้องเอะอะจนชาวบ้านแตกตื่น ถือไฟฉายไปดูก็เห็นลุงกับป้าวิ่งอ้าวจากท่าน้ำตะโกนลั่นๆ ว่าผีหลอก! ไม่เชื่อก็ไปดูได้เลย

ตอนแรกไม่มีใครเชื่อ หาว่าลุงหมัดกับป้าก๊ะตาฝาดไปเอง แต่พอไปดูก็เห็นศพสวมเสื้อแดงนอนคว่ำปริ่มๆ น้ำ กระเพื่อมไปมาอยู่ที่แพผักบุ้งนั่นเอง…ขนหัวลุกไปตามๆ กัน!

ห้องเช่าวิญญาณหลอน

ไม่รู้ว่าหลับไปนานแค่ไหนตอนที่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา แว่วเสียงซู่ซ่าในห้องน้ำด้านใกล้เตียง แม่ยังนอนตัวอุ่นๆ ระบายลมหายใจสม่ำ เสมอ ได้ยินชัดเจนในความเงียบ…ถ้างั้นคงจะเป็นพ่อที่เข้าไปอาบน้ำแน่ๆ เลย

ห้องน้ำที่นั่นไม่มีอ่างหรอกค่ะ แต่เขาทำเป็นม่านกั้นให้ยืนอาบจากฝักบัวด้านใน เอ๊ะ! พ่ออาบน้ำก่อนนอนแล้วนี่นา ดึกดื่นค่อนคืนแบบนี้จะต้องอาบน้ำอีกทำไมกัน? ด้วยความสงสัยหนูจึงชะแง้จากผ้าห่มไปที่เตียงพ่อ…นั่นปะไร! พ่อยังนอนกรนเบาๆ อยู่ที่เตียงตามเดิม

ออกเดินทางหน้าจุฬาฯ ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ราวสามชั่วโมงก็ไปถึงเมืองแกลง แวะสักการะศาลสมเด็จกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือเรียกกันว่า “เสด็จเตี่ย” ท่านโปรดประทัดมากค่ะ คนไปจุดประทัดแก้บนเสียงเปรี้ยงปร้างเกือบตลอดเวลา

จากนั้นก็ไปชมป่าโกงกางที่มีสะพานไม้ให้เดินทอดน่องตามสบาย จนไปได้ครึ่งทางมีโกง กางสีทองเวิ้งว้างเหมือนทะเลต้นไม้ลิบลับ พ่อถ่ายรูปเยอะแยะ โดยเฉพาะหนูกับแม่กลายเป็นดาราหน้ากล้องไปเลย!

เสร็จจากอาหารกลางวันก็ไปเที่ยวบ้านจำรุง ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง จนได้กลายเป็นเครือข่ายองค์กรชุมนุมบ้านจำรุง พวกคุณป้าคุณย่าคุณยายในคณะเราเลือกซื้อผลิต ภัณฑ์ โดยเฉพาะหมวกสวยๆ เป็นที่ระลึกกันแทบทุกคนเลยค่ะ

จากนั้นก็ไปชมอนุสาวรีย์สุนทรภู่ ผีเสื้อสมุทรกลายเป็นดาราดวงเด่นเพราะรูปร่างปั้นไว้ใหญ่โตมากอยู่ด้านหน้า ไม่ว่าใครผ่านมาเห็นก็ต้องถ่ายรูปทุกคน ส่วนพระอภัย นางละเวง สินสมุทร สุดสาคร กับม้ามังกรก็น่ารักน่ามองค่ะ

ดาราที่ไม่มีใครมองข้ามคือชีเปลือยไงคะ!

ศิลปินเขาปั้นเอาไว้ไม่ผิดเพี้ยนจากจินตนาการที่ทุกๆ คนยังจำได้ดี นั่นคือ “หนวดถึงเข่า เคราถึงนม ผมถึงตีน”

นักท่องเที่ยวสาวๆ ชอบถ่ายคู่กับผีเสื้อสมุทรและชีเปลือย ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ค่ะ? หนูเห็นพ่อถ่ายรูปมหากวีสุนทรภู่ที่อยู่ด้านในไกลลิบ คงต้องซูมภาพกันน่าดูนะคะ งานนี้น่ะ

แดดร้อนมากเลยต้องเร่ไปตึกแถวที่ขายของฝาก …เสียงพูดแต่ว่าไม่ซื้อๆ ขี้เกียจหอบกลับบ้าน เอาจริงเข้าหิ้วถุงทุเรียนกวน ผลไม้กวนกันไหล่ลู่ตามๆ กัน บอกว่าอดไม่ได้ค่ะ

หลังอาหารค่ำก็ชวนกันไปถนนคนเดิน แทบไม่น่าเชื่อว่าเขาออกร้านรวงกันคึกคัก แถมมีดนตรีสุน ทราภรณ์วงใหญ่มาประเดิมอีกด้วย ถึงจังหวะเต้นรำสนุกๆ ก็มีหญิงชายออกไปวาดลวดลายกันเพลิด เพลิน ของกินของเล่นมากมายจนตาลาย น่าสนุกจนเดินหลั่งไหลไปตามกันไม่รู้เบื่อเลยค่ะ…

ตายจริง! หนูมัวแต่เพ้อเจ้อเรื่องท่องเที่ยว เดี๋ยวก็ลืมเล่าเรื่องขนหัวไปจนได้!

โรงแรมที่เราพักหรูหราอยู่ใจกลางเมือง ห้องพักก็แสนสะอาดและสุดสวย มีทั้งเตียงคู่และโซฟาริมหน้าต่าง หลังจากอาบน้ำจนสบายตัวแล้วหนูก็นอนเตียงเดียวกับแม่ ส่วนพ่อนอนเตียงติดๆ กัน ดับไฟจนมืดสลัว เหลือแต่แสงสว่างจากห้องน้ำที่แง้มประตูไว้เท่านั้น

ความที่เหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียมาทั้งวัน ทำให้หนูหลับผล็อยอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับแม่ ท่ามกลางแอร์เย็นฉ่ำกำลังสบาบ

แล้วใครที่ไหนดอดเข้ามาอาบน้ำในห้องเราล่ะ?

วูบหนึ่ง หนูขนลุกซ่าไปทั้งตัว เคยอ่านเรื่องผีที่เขาเจอแบบนี้แต่ไม่กล้าลุกไปดู จนมันเงียบไปเอง แต่คนใจถึงผลักประตูผางเข้าไปก็พบแต่ความว่างเปล่า แถมพื้นห้องน้ำยังแห้งผาก ไม่มีร่องรอยว่าใครเพิ่งจะมาอาบน้ำซู่ซ่าอยู่หยกๆ เลยแม้แต่น้อยนิด

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง อาจจะเป็นเพราะอยากรู้อยากเห็น หรือไม่ก็กลัวเสียจนไม่กล้า เกิดอาการบ้าบิ่น ค่อยๆ เลื่อนตัวออกจากผ้าห่ม ลงเตียงไปที่หน้าห้องน้ำ…เสียงซู่ซ่าเงียบหาย แต่หนูผลักประตูเปิดผางทันใด

คุณพระช่วย! ร่างชายซีดขาวเปล่าเปลือย ผ่ายผอมเหมือนมีแต่หนังหุ้มกระดูกกำลังยืนถือฝักบัวรดหัวที่มีผมขาวๆ ขึ้นหร็อมแหร็ม…หันขวับมาทางหนูแล้วแสยะยิ้มน่าสยอง

หนูได้ยินเสียงตัวเองร้องกรี๊ดๆ จนแสบแก้วหู ไฟสว่างพึ่บ พ่อแม่วิ่งเข้ามากอดและเขย่าตัว หนูร้องไห้โฮ…ยังสงสัยว่าทำไมถึงไม่สิ้นสติไปก็ไม่รู้ซีคะ…ขนหัวลุกค่ะ!