Entries from March 15, 2013

ศพขึ้นอืด

ตอนนั้นผมยังเป็นวัยรุ่น ไม่ใช่วัยใกล้ชราเหมือนตอนนี้ ยอมรับว่าไม่ค่อยรู้สึกทุกข์ยากอย่างพวกผู้ใหญ่เท่าไหร่ ได้เล่นน้ำกับเพื่อนๆ โดดกันตูมๆ แล้วว่ายแข่งกันไปกลางน้ำเวิ้งว้างที่เอ่อท้นขึ้นมาถึงถนน เรือนแพต่ำเตี้ยอยู่ในดงผักบุ้ง ผักกระเฉด กับกอสวะที่ลอยมาเกยบ้าง โดนสายน้ำพัดไปกินบ้าง กุ้งปลาชุกชุม ไม่ว่าจะตกเบ็ด เหวี่ยงแหเป็นได้กุ้งปลาเกินหม้อแกงซะด้วยซ้ำ

ที่น่าสยองตอนแรกๆ แต่แล้วก็กลายเป็นชาชินในเวลาไม่ช้าก็คือศพลอยน้ำน่ะซีครับ เพราะมีลอยอึ้ดทึ่ดผ่านเอื่อยๆ ไปใกล้บ้าง ไกลบ้างแทบทุกวัน!

ได้ข่าว ว่าผ่านไปและอยู่แถวหน้าวัดแก้วฟ้าจุฬามณี ปากคลองบางซื่อฝั่งนี้ กับวัดฉัตรแก้วจงกลณีที่บางอ้อฝั่งโน่น ตกเป็นภาระให้พระเณรและสัปเหร่อต้องมาช่วยกันเอาศพขึ้นเผาในฐานะศพไม่มีญาติ ชาวบ้านก็มาช่วยกันทำบุญเล็กๆ น้อยๆ คนละไม้ละมือ อุทิศส่วนกุศลให้ตามประเพณี

ใครจะว่าปีไหนน้ำท่วมมากที่สุด โดยเฉพาะปี 2538 กับ 2539 ก็ตามสะดวกเถอะครับ แต่สำหรับผมน่ะน้ำท่วมปี 2526 แสนจะสาหัสสากรรจ์ที่สุดเท่าที่เคยเจอะเคยเจอ!

สาเหตุเพราะมันท่วมท้นตั้งแต่กลางปียันปลายปีเชียวแหละคุณเอ๋ย

น้ำเหนือบ่า น้ำทะเลหนุน เขื่อนพร่องน้ำลงมาไม่หยุดหย่อน ทางกรุงเทพฯ ก็ยังไม่มีมาตรการป้องกันจริงจังเหมือนในยุคหลังๆ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนล้วนแต่เวิ้งว้างไปด้วยสายน้ำน่าขนลุกขนพองซะทั้งนั้น!

ยิ่งพวกที่อาศัยอยู่ตามชายน้ำอย่างพระรามหก เชิงสะพานกรุงธน ศาลเจ้าแม่ทับทิมแทบจะจมหายไปในสายน้ำ พวกท่าพระจันทร์ ท่าโรงโม่ไปยันท่าเตียน กับฝั่งตรงข้ามอย่างบางอ้อ บางพลัด บางกอกน้อย บางหลวง ฯลฯ โอย… พูดไปแล้วก็เหมือนตกนรกทั้งเป็นจริงๆ ครับ

ตกค่ำ บรรยากาศเยือกเย็นน่าดู ยอดไม้คร่ำครวญกับสายลมน่าวังเวงใจสิ้นดี…ฟังแล้วเหมือนใครกลุ่มใหญ่กำลัง ร้องไห้ สะอึกสะอื้นคร่ำครวญแทบทั้งคืนจนผู้คนในละแวกนั้นขนลุกขนพองไปตามๆ กัน

เขาว่าวิญญาณของคนจมน้ำตายจะไม่ไปผุดไปเกิด จนกว่าจะเรียกร้องวิญญาณดวงใหม่ไปสิงสู่อยู่แทน!

คืนนั้นก็เกิดเรื่องสยองขวัญทำให้ชาวเรือแพแทบจะจับไข้หัวโกร๋นไปตามๆ กัน

ผมกำลังเคลิ้มหลับในตอนกลางดึก เรือนแพโยกโยนเบาๆ เหมือนนอนเปลที่เคยชินมาแต่ไหนแต่ไร เสียงคลื่นกระซิบกระซาบคร่ำครวญเคล้ากับเสียงใบไม้เสียดส่ายฟังคล้ายเสียง บ่นพร่ำไม่หยุดหย่อน… จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงจ๋อมๆๆ ดังอยู่ใกล้ๆ แพลูกบวบด้านหน้าพอดี ทำให้แน่ใจว่าเสียงแปลกๆ นั่นคงจะทำให้ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา

ลมดึกจากแม่น้ำเจ้าพระยาพัดแรงจนเย็นยะเยือก ยิ่งทำให้ผมหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจเมื่อรู้แน่ว่าภาพที่เห็นนั้นไม่ใช่ มนุษย์…แต่มันคือผีหรือวิญญาณที่จมน้ำตาย

ผมเผ่นเข้ามุ้งคลุมโปง ใจเต้นโครมๆ จนหลับผล็อยไป…นึกถึงภาพสยองขวัญคืนนั้นแล้วยังขนหัวลุกมาจนถึงทุกวันนี้เลยครับ!

ตอนแรกก็ยังงุนงงว่าเป็นเสียงอะไรกัน? หรือว่าจะหูฝาดเฝื่อนไปเอง?

นึกเอะใจจนต้องลุกขึ้นไปดูให้รู้ว่าเป็นเสียงอะไรแน่…

ฟ้าขาวด้วยดวงดาวพร่างพราย ทำให้มีแสงสว่างใกล้เคียงกับกลางวัน มองเห็นระลอกคลื่นระยิบระยับบนสายน้ำเวิ้งว้างไปถึงฝั่งตรงข้ามที่ดูไกลลิบๆ แทบสุดลูกหูลูกตา…แต่ยังมองไม่เห็นว่าเจ้าเสียงจ๋อมๆๆ สะดุดหูมันดังมาจากไหน

“จ๋อมๆๆ” คราวนี้ดังชัดเจนอยู่ใกล้ๆ นี่เอง!

ผมเพ่งตามองเพราะบริเวณนั้นอยู่ใต้เงาไม้หนาทึบริมทาง ซึ่งแผ่กิ่งก้านมาคลุมเรือนแพของเราไว้…แล้วผมก็ได้เห็นภาพนั้น คุณพระคุณเจ้าโปรดช่วยลูกด้วยเถิด! มันเป็นภาพสุดสยองที่จะไม่มีวันลืมเลือนไปได้เลยจนกว่าชีวิตจะสิ้นสลาย…

ชายผอมดำแช่อยู่ในน้ำครึ่งค่อนตัว ผมยาวเปียกโชกปรกหน้าผากจนเห็นแค่นัยน์ตาขาวๆ เหลือกลานด้วยความหวาดกลัว สองมือตะกายลูกบวบไม่หยุดหย่อน แต่ความเปียกชุ่มทำให้ลื่นจนเกาะไม่อยู่ เสียงที่ฟังคล้ายจ๋อมๆๆ ก็คือมือทั้งสองข้างลื่นตกลงน้ำนั่นเอง