Entries from March 16, 2013

เสียงจากขุมนรก

ผมได้ห้องพักติดกับพี่ชาญในเรือนไม้เตี้ยๆ ค่อนข้างเก่า มีพืชผักสวนครัวอยู่ด้านหลัง มองไปรอบๆ เห็นแต่ต้นยางสูงทะมึนรายรอบ ถัดไปเห็นยอดเขาสีเทาด้านหลังอยู่ลิบๆ ห่างไกลจากแสงสีแบบเมืองหลวงโดยสิ้นเชิง หงอยเหงาเปล่าเปลี่ยวทั้งกายใจน่าดู

หลังจากเจ้าอู๋ขับรถจากไป ผมก็อาบน้ำอาบท่ามาช่วยพี่ชาญหุงข้าวต้มแกงกินกัน มีต้มยำปลากระป๋องรสแซบกับผัดบวบใส่ไข่แค่สองอย่าง แต่ยามเหน็ดเหนื่อยหิวโหยก็เหมือนได้กินอาหารทิพย์

พี่ชาญเป็นคนพูด น้อย แต่ยังอุตส่าห์อธิบายให้ความรู้ว่าต้นยางพวกนี้จะเริ่มให้น้ำยางเมื่ออายุ 7-8 ปี แต่คนใจร้อนเพราะร้อนเงินมักจะกรีดยางเมื่ออายุ 7 ปี ถ้าปล่อยไปจนถึง 8-9 ปีจะได้ผลดีกว่า จนกระทั่งอายุราว 30 ปีก็โค่นทิ้ง ขายเหมาไปได้เงินเป็นกอบเป็นกำสำหรับเริ่มลงมือปลูกกล้ายางกันใหม่

ตอนนั้นยางราคาดีครับ ยางแผ่นกิโลกรัมละ 40-50 บาท ยังไม่ทะลุดทะลาดลงมาเหลือแค่ 20-30 บาทจนเจ๊งกันเป็นทิว จนต้องตัดต้นยางทิ้งแล้วหันไปปลูกผลไม้อย่างเงาะ ลองกอง แล้ว กลับมาแพงลิ่วในระยะหลังๆ จนพุ่งไปถึง 100 กว่าบาทอย่างที่รู้ๆ กันอยู่

ใครมีต้นยาง 1,000 ต้น แค่รองน้ำยางได้ต้นละ 4-5 บาทก็เท่ากับรับทรัพย์เหนาะๆ วันละ 4-5 พันบาทแล้ว ไม่นับตอนกรีดยางได้เป็นกอบเป็นกำอีกต่างหาก

เจ้าอู๋ขับรถปิกอัพเข้าสวนยางไปไกลโขจนถึงบ้านพักหัวหน้าคนงานวัยสี่สิบเศษ ชื่อ พี่ชาญ หน้าเข้ม ร่างสูงใหญ่กำยำสมหน้าที่ แต่อัธยาศัยใจคอน่ารัก โดยฝากฝังให้ผมอยู่กินที่นั่นเลย ถึงเวลาก็จะมีรถเสบียงมาส่งอาหารให้เรียบร้อย

ถึงแม้จะไม่เคยทำงานในป่าดงหรือไร่สวนมาก่อน แต่เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องลองสู้กับมันสักตั้ง จะไหวหรือไม่ไหวเดี๋ยวก็รู้เองละน่า!

 

ผมเจอะเจอเรื่องขนหัวลุกตั้งแต่คืนแรกเลยครับ!

คืนนั้นหัวถึงหมอนก็หลับทันที…คิดว่าคงหลับไปนานโขแบบหลับสนิท หลับลึกจนไม่น่าจะตื่นง่ายๆ แต่ก็ลืมตาตื่นขึ้นมานอนนิ่งๆ ด้วยความสงสัยตัวเอง…จนกระทั่งได้ยินเสียงแปลกประหลาดดังอยู่ข้างๆ เรือนพักนั่นเอง

คุณพระช่วย! เสียงสะอื้นเบาๆ ดังขึ้นมาแทนที่ ก่อนจะดังขึ้นทุกที จนรู้แน่ว่าเป็นเสียงผู้หญิง…ส่วน จะดังมาจากไหนไม่สามารถจับได้ นอก จากจะรู้แต่ว่าดังมาจากใกล้ๆ บ้านพักเท่า นั้นเอง

จากเสียงหัวเราะกลายเป็นเสียงผู้หญิงสะอึกสะอื้น ฟังแล้วขนลุกซ่าไปทั้งตัว ปากคอแห้งผากเหมือนกลืนทรายเข้าไปหนึ่งกำมือ!

ผม กระเดือกน้ำลายอย่างช่วยไม่ได้ หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง เหลียวซ้ายแลขวาอยู่ในความมืดสลัว นึกจะออกไปเคาะประตูเรียกพี่ชาญก็เกรงใจ…แกอาจจะกำลังหลับสนิทอยู่ก็เป็น ได้

หรือจะเป็นโจรผู้ร้าย?

เสียงเด็กกลุ่มหนึ่งหัวเราะคิกคัก ได้ยินถนัดชัดเจนจนแน่ใจว่าไม่ได้หูแว่วไปเองแน่ๆ นอกจากสงสัยว่าเด็กที่ไหนมาเล่น มาหัวเราะในสวนยางเปล่าเปลี่ยวยามดึกดื่นแบบนี้?

“อะไรกันวะ?” ผมหลุดปากพึมพำกับตัวเอง แทบไม่น่าเชื่อว่าขาดคำเสียงคิกคักพวกนั้นก็เงียบกริบไปทันใด…มีแต่เสียง ยอดไม้สะบัดใบซู่ซ่ากับสายลม ผมถอนใจยาว พลิกตัวจะหลับต่อ แต่แล้วก็ต้องชะงักงันเหมือนหนังค้างยังไงยังงั้น

 

แต่ที่นี่แค่เรือนพักเก่าๆ ไม่มีสมบัติพัสถานอะไรมีค่านี่นา โจรบ้าที่ไหนจะบุกบั่นเข้ามาปล้นสะดมให้เสียเวลา…

นรกเป็นพยาน! เสียงสะอึกสะอื้นยังดังระงมอยู่รอบๆ ด้าน จนผมใจเต้นแรง สองมือชุ่มไปด้วยเหงื่อทั้งที่อากาศเย็นยะเยือก…ทันใดเสียงหัวเราะครืน ใหญ่ก็ดังมาจากเบื้องบนเล่นเอาผมเผ่นพรวดขึ้นโดยไม่รู้ตัว สุดจะทนทานหรือทู่ซี้กับเสียงสยองเพียงลำพังได้อีกแล้ว

ตะกายออกไปทุบประตูห้องพี่ชาญ ไฟสว่างขึ้นเมื่อประตูห้องเปิดกว้าง ผมถลาเข้าไปบอกกล่าวละล่ำละลัก…ผีหลอกครับพี่ ทั้งเสียงเด็กหัวเราะ ผู้หญิงร้องไห้ ผู้ชายหัวเราะ…พี่ชาญปิดประตูใส่กลอน พยักหน้ารับฟังก่อนจะบอกเสียงเรียบๆ ว่า

“เจ้าที่เจ้าทางน่ะ ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องกลัว คืนนี้จะนอนห้องพี่ก่อนก็ได้”

สาเหตุเพราะพี่ชาญลืมบอกให้ผมจุดธูปบอกกล่าวเจ้าที่ก่อนจะหลับนอนน่ะครับ เล่นเอาขนหัวลุกแทบตายแน่ะ…บรื๋อส์!!