Entries from March, 2013

ผีกลางเมือง

 

เพื่อนบ้านบางคนบอกว่าหลุมเล็กๆ ตื้นๆ เหมาะสำหรับเด็กลงไปยืนแล้วโยนเงินใส่หลุมไกลๆ เพื่อวัดความแม่นยำมากกว่า แต่คนฟังก็ยังปวดหัวอยู่ดี โดยเฉพาะคำว่า “หลุมเมือง” ทำยังไงก็ไม่เข้าใจจริงๆ

จนกระทั่งถึงคืนขนหัวลุก!

ผมเสร็จธุระ เกี่ยวกับการตกลงซื้อขายพืชไร่ราวสองทุ่มกว่า กินข้าวเรียบร้อยแล้วก็ขับปิกอัพกลับบ้าน..คืนนั้นเดือนหงายแจ่มฟ้า แต่รถราไม่ค่อยมีทำให้เดินทางสะดวก กระทั่งใกล้หลุมเมืองที่ว่า ผมก็ชะลอรถโดยไม่รู้ตัว

ต้นไม้ใหญ่ยืนโดดเด่นอยู่ริมทางต้นเดียว เสียงลมพัดโชยมากับเสียงหัวเราะคิกคักชัดเจนน่าเอะใจ จ้องมองไปที่หลุมเมืองก็ได้เห็นภาพแปลก ประหลาดที่ทำให้ขนลุกซู่ซ่าเกรียวกราวไปทั้งตัว!

ฟ้าดินเป็นพยาน! เด็กๆ ราวสิบขวบทั้งหญิงและชายไว้ผมจุกทุกคน ยืนอยู่ในหลุมตื้นบ้างลึกบ้าง กำลังโบกไม้โบกมือพลางหัวเราะต่อกระซิกกันเสียงเยือกเย็น ฟังแล้วถึงกับสะท้านสะเทือนเข้าไปถึงหัวอกหัวใจ

คิดว่าท่านผู้อ่านคงจะรู้กันดีว่าต้นศรีมหาโพธิ ได้มาจากพุทธคยา ประเทศอินเดียเรื่องไผ่ตง หวานก็เหมือนกัน รับรองว่าไม่มีที่ไหนโอชะเหมือนบ้านผมอีกแล้ว รวมทั้งหน่อไม้ต่างๆ ก็ได้รับคำชมเชยจากคนต่างถิ่นว่า หน่อไม้ปราจีนอร่อยที่ซู้ดดด…

ผลไม้ลือเลื่องแทบไม่ต้องเอ่ยถึงก็ยังได้

คิดดูซีครับว่าปราจีนเป็นจังหวัดในเขตเขาใหญ่ หรือภาคอีสานตอนล่าง แล้วยังมีเนื้อที่ไปทางสระแก้ว ชลบุรี ระยอง…จัดอยู่ในจังหวัดหนึ่งของภาคตะวันออก แล้วผลไม้นานาพันธุ์จะไม่ดกดื่น ทั้งน่ากินและเอร็ดอร่อยถูกปากนักชิมได้ยังไง?

เขตเมืองทวาราวดี?

นี่ก็ตรงตัวเผง เผลอๆ จะเป็นเมืองเก่าสมัยขอมเรืองอำนาจด้วยซ้ำ เพราะที่นั่นมีศิลาแลงสำหรับก่อสร้างปราสาทหรือเทวสถานมากมาย…มีเรื่อง แปลกประหลาดและน่าขนหัวลุกปะปนอยู่ด้วยเป็นธรรมดา

วันนี้ผมจะเล่าเรื่อง “หลุมเมือง” ที่ศรีมหาโพธิให้ฟังครับ!

ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางหรือบุกป่าฝ่าเขาอะไรให้เหนื่อยยาก เพราะหลุมเมืองที่ว่าน่ะอยู่ริมถนน แถมติดกับหมู่บ้านด้วยซ้ำ

เป็นหลุมลึกบ้างตื้นบ้าง ประมาณว่าขนาดเอวเด็ก 10 ขวบ อย่างลึกก็ไม่เกินอกเรียงรายกันอวดตาผู้คน แถมแฝงปริศนาท้าทายว่า หลุมเมืองน้อยใหญ่ทั้งหลายแหล่นั่นน่ะทั้งหมดมีอยู่กี่หลุม? และใช้สำหรับทำอะไรกันแน่? คนโบราณคงไม่อุตส่าห์ลงทุนลงแรงขุดเล่นแก้เหงาดอกน่า?

ผมต้องขับรถผ่านเส้นทางนี้บ่อยครั้ง ถ้ามีเพื่อนฝูงจากต่างจังหวัดมาหาก็ถือโอกาสพาไปดู ทดลองกระโดดขึ้น-ลงสนุกสนาน แล้วให้ช่วยกันนับว่าทั้งหมดมีกี่หลุม?

40-41 แล้วแต่จะเชื่อมั่น แต่หลายๆ คนยืนยันว่ามีหลุมเล็กๆ เตี้ยๆ ถูกใบไม้แห้งคลุมจนแทบมองไม่เห็น รวมแล้วเป็น 44 หลุม

ผิดครับ เพราะเขานับกันชนิดเป็นการเป็นงานได้ทั้งหมดถึง 48 หลุมนั่นแน่ะ!

ว่าแต่หลุมเมืองนี่ผู้คนยุคก่อนหลายร้อยปีเขาขุดไว้เพื่ออะไรกัน?

รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จมาเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2451 ท่านทรงสันนิษฐานไว้ว่า “เป็นหลุมสำหรับโขลกปูนที่จะปั้นลวดลายเครื่องประดับปรางค์ปราสาท”

ส่วนคนรุ่นเก่ากว่านั้นบอกว่าเป็นหลุมสำหรับเล่นกีฬาพื้นบ้าน เรียกว่า “หลุมเมือง”

แถมบอกกล่าวถึงวิธีเล่นว่าไปนั่งข้างหลุมแล้วหยอดเงินใส่หลุมไปเรื่อยๆ จนเงินหมดก็หยิบเงินในหลุมอื่นมาหยอดต่อจนหมดเงินแล้วถูกปรับเป็นแพ้

ฟังแล้วก็ยังงงๆ อยู่ครับ

คุณพระคุณเจ้า! เด็กๆ ที่ไหนจะยกโขยงเป็นสิบๆ คนมาเล่นหลุมเมืองในยามค่ำมืดดึกดื่นแบบนี้?

ทันใดนั้นเอง เสียงหัวเราะน่าขนลุกก็หายเงียบไป เด็กเจ้ากรรมกลุ่มนั้นค่อยๆ หันมามองผมอย่างเชื่องช้า นัยน์ตาแดงจ้าราวถ่านไฟที่กำลังคุอยู่ในเตา ผมตบเกียร์เหยียบคันเร่ง ตะบึงรถรวดเดียวถึงบ้าน

 

ตายอย่างไม่ลา

ก่อนจะปิดร้านคืนนั้น นุชก็ซ้อนท้ายมอเตอร์ ไซค์วินมาแวะอำลาดิฉันที่ร้านอีก…บอกว่าวินจะไปส่งขึ้นรถที่ท่าพระ แถมยกมือไหว้ลาทุกๆ คน ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก..ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าร้านเราเป็นทาง ผ่าน..จนกระทั่งขึ้นไปซ้อนท้ายแล้วนุชยังหันมาโบกมือพลางยิ้มหวาน

“ลาก่อนนะคะพี่แก้ว สวัสดีปีใหม่ค่ะ ลาก่อน..”

รถแล่นตะบึงไปทางปากซอย ดิฉันขนลุกซ่าไปทั้งตัว เสียววับไปถึงหัวใจ ม่านตาพร่าพรายไปครู่ใหญ่..ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสาเหตุเกิดจากอะไรแน่?

วัน รุ่งขึ้นก็ได้รับข่าวร้ายว่านุชไปไม่ถึงบ้านเกิดที่ปราณบุรี..ไปไม่ถึง สถานีขนส่งสายใต้ด้วยซ้ำ เพราะรถมอเตอร์ไซค์ของหนุ่มสาวคู่นั้นชนท้ายรถเมล์จนเสียชีวิตคาที่ทั้งสอง คน

ส่วนลางสังหรณ์ของผู้อื่นก็คือ เห็นคนรู้จักกันเดินมาตอนกลางวันแสกๆ แต่ไม่มีเงาบ้าง หรือมีเงาแต่หัวขาดบ้าง จะทักก็ไม่กล้าเพราะกลัวว่าจะถูกโกรธเคือง ทั้งๆ ที่มีเคล็ดว่าถ้าทักแล้วจะทำให้คนถูกทักพ้นเคราะห์

ในที่สุดคนที่ไม่มีเงาก็มีอันต้องเสียชีวิตไปจริงๆ ส่วนมากมักจะเป็นอุบัติเหตุค่ะ

ดิฉันเองเคยประสบกับเรื่องทำนองนี้มาแล้วเมื่อราว 4-5 ปีก่อน แต่ยังจดจำได้แม่นยำไม่มีวันลืมเลือน!

ขณะนั้นดิฉันเปิดร้านเสริมสวยเล็กๆ อยู่แถวปิ่นเกล้า เป็นย่านที่มีผู้คนพลุกพล่านเพราะมีทั้งศูนย์การค้า บาร์คาราโอเกะ โรงนวดแผนโบราณ และคาเฟ่ มีหอพักหรือห้องแบ่งเช่ามากมาย คนเช่ามักจะทำงานสถานบริการ ส่วนหนึ่งก็เป็นลูกค้าขาประจำของดิฉันด้วย

“นุช” เป็นนักร้องคาเฟ่วัยต้นยี่สิบ รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว หน้าตาสะสวยมักจะติดรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดีเสมอ นิสัยช่างพูดช่างคุย กิริยามารยาทก็สุภาพเรียบร้อย ก่อนไปทำงานมักจะมาสระผมที่ร้านดิฉันเกือบทุกวัน

เธอเล่าว่าเป็นคนปราณบุรี มักจะหาโอกาสกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่เป็นประจำ..โดยเฉพาะปีใหม่กับสงกรานต์จะไม่ละเว้นเด็ดขาด!

บางวันก็มีแฟนอายุไล่เลี่ยกันขี่รถมอเตอร์ ไซค์มารับกลับไปห้องเช่า อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ขับรถไปส่งที่คาเฟ่ ส่วนขากลับนุชจะนั่งตุ๊กตุ๊กกลับเอง เธอเคยเล่าว่าแฟนที่ชื่อวินต้องพักผ่อนเพราะต้องไปทำงานตอนเช้า

เหตุการณ์น่าขนหัวลุกเกิดขึ้นตอนใกล้ปีใหม่นั่นเอง!

นุชมาสระผมที่ร้าน สังเกตดูหน้าเศร้าๆ ท่าทางหงอยเหงา ไม่ช่างพูดช่างคุยเหมือนเคย ดิฉันลองไต่ถามดูก็รู้สาเหตุว่าผู้จัดการไม่ยอมให้ลางาน เพราะปีใหม่แขกเยอะ นุชเองก็ได้ชื่อว่าเป็นนักร้องเจ้าเสน่ห์ หรือระดับดาราที่เรียกแขกได้ดีคนหนึ่ง

“คาเฟ่อื่นที่นุชเคยร้องเพลงก็ไม่เคยมีปัญหา” เธอพูดพร้อมกับทำตาแดงๆ “แต่ที่นี่ถึงกับบอกว่าถ้าไม่มาทำงานตอนปีใหม่ก็ลาออกไปเลย..ออกก็ออกซีคะ! คาเฟ่อื่นๆ ก็ยังมี”

“ถ้าตัดสินใจได้แล้วจะทำหน้าเศร้าทำไมล่ะ?”

“นุชเสียใจที่เคยบอกปัดที่อื่นไปน่ะซีคะ ทั้งๆ ที่เขายืนยันว่าจะลาหยุดเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจชอบ ไม่ว่าลอยกระทง สงกรานต์หรือปีใหม่ก็ไม่มีปัญหา..แต่ที่นี่คิดจะเรียกแขกลูกเดียว เอาจับสลากของขวัญมาล่อ แล้วบังคับนักร้อง”

ดิฉันเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเต็มที เพราะนักร้องสวยๆ แถมน่ารักอย่างนุชไม่มีวันตกงานง่ายๆ เป็นแน่..

หลังจากสระไดร์ ทำเล็บเท้าเล็บมือเสร็จ นุชก็ยกมือไหว้ล่ำลา อวยพรปีใหม่ให้กันและกันเสร็จสรรพ..จู่ๆ เธอก็อยากนวดหน้าที่ไม่เคยทำมาก่อน ดิฉันแซวว่า กลับบ้านคราวนี้พ่อแม่คงจะจำลูกสาวแทบไม่ได้ เพราะสวยกว่าเดิมจนผิดหูผิดตา!

พอดีมีลูกค้าขาประจำที่เป็นแม่บ้านเข้าร้านมา 2-3 คน นุชยกมือไหว้ สวัสดีปีใหม่ พวกคุณป้าคุณน้าก็อวยชัยให้พรเธอ..พอดีมีเสียงแตรดังขึ้นเบาๆ วินนั่นเองที่มารับแฟนตามเคย..นุชทำท่าจะออกจากร้านแล้ว แต่กลับหันมายกมือไหว้ ล่ำลาดิฉันอีกครั้ง

..คงใจลอยหรือดีใจที่เห็นหน้าคนรักก็ไม่ทราบ ที่ทำให้นุชมาไหว้ลาดิฉันซ้ำสอง!

 

 

วิญญาณไม่คืนถิ่น

เมื่อประมาณสองปีมาแล้ว ผมย้ายไปทำงานที่นิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี มีหน้าที่ไปทุกนิคมเพื่อตรวจตราความปลอดภัยในการทำงาน รวมทั้งงานเอกสารซื้อ-ขาย บางครั้งก็ส่งตัวอย่างของให้ทางไซต์งานดู

ตอน เย็นวันนั้น ทางไซต์งานกบินทร์บุรี ต้องการอุปกรณ์ด่วนมาก จำเป็นต้องใช้ในเช้าวันรุ่งขึ้น ต้องรีบหาซื้อและจัดส่งโดยเร็วที่สุด ผมไม่รอช้า จัด การจนเรียบร้อยเมื่อใกล้จะหกโมงเย็น เส้นทางที่ใช้ต่อจากทาง ด่วนก็คือเส้น 304 จากแปดริ้วไปโคราช ออกจากบริษัทแล้ววิ่งรถไปได้ค่อนข้างช้า เพราะว่าหลายเดือนแล้วที่ไม่ได้มานิคมแห่งนี้เลยครับ

โรงงานเหล่านี้ล้วนแต่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง เช่น นิคมอมตะ ชลบุรี, นิคมนวนคร ปทุมธานี หรือนิคมเกตเวย์ ในฉะเชิงเทรา เป็นต้น

คิดถึงครั้งหนึ่งที่เคยมาแวะซื้อข้าวโพดต้มจากแม่ค้าเจ้าหนึ่ง ตั้งแผงอยู่ใกล้ๆ เชิงสะพาน ติดกับต้นไม้ใหญ่ริมทาง…หน้าคมผมยาวดูสะดุดตาไม่หยอก ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปหลายเดือนแล้วเธอจะยังขายข้าวโพดต้มอยู่หรือเปล่าหนอ?

ทันใดนั้น เมื่อรถแล่นมาเกือบใกล้สะพาน ที่มีต้นยางใหญ่สูงตระหง่านอยู่ข้างถนน ผมก็เหลือบไปเห็นแม่ค้าสาวคนที่ผมกำลังนึกถึงพอดี!

แผงอื่นๆ เลิกไปหมดแล้ว เหลืออยู่แต่แผงของเธอเพียงเจ้าเดียวเท่านั้น

ผมจอดรถแล้วเดินไปเพื่อจะซื้อข้าวโพดแปดแถวที่ตั้งใจไว้ มีเพียงแสงตะเกียงโป๊ะที่เธอไว้เพื่อส่องสว่างพอเห็นกันได้ ผมบอกซื้อข้าวโพดพวงหนึ่งประมาณ 4-5 ฝัก เธอยิ้มให้แล้วถามยิ้มๆ ว่า…คุณไม่ได้มานานแล้วใช่ไหมจ๊ะ?

เอ๊ะ! เธอจำผมได้ด้วยหรือนี่? เลยยอมรับว่าใช่…ไม่ได้มาหลายเดือนแล้ว ถามเธอบ้างว่าสบายดี…ขายดีนะ เธอตอบว่า จ้ะ! สบายดี…

ไปถึงจุดหมายสองทุ่มเห็นจะได้…หลังจากส่งของให้ทีมงานเรียบร้อยแล้วก็ รีบ บึ่งรถกลับ เพราะดูท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนตั้งเค้าทะมึน จะเทโครมครามลงมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

ออกจากนิคมผ่านตัวเมืองกบินทร์ฯ ถนนค่อนข้างเปล่าเปลี่ยว ทำให้เยือกเย็นหัวอกหัวใจอย่างบอกไม่ถูก…ผ่านแผงขายข้าวโพดต้มแปดแถวที่ แสนอร่อย รสชาติหอมหวานมีที่เดียวที่นี่…แหม! ถ้าไม่มืดค่ำขนาดนี้ คงได้แวะซื้อข้าวโพดกินเล่นแน่นอน

เสียงเย็นๆ ของเธอกับบรรยากาศเปล่าเปลี่ยว รอบตัวทำให้ผมรู้สึกขนลุกซ่าอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ถามเธอว่าทำไมจึงยังขายอยู่จนมืดค่ำป่านนี้ล่ะ? เธอยิ้มเศร้าๆ ตอบว่าวันนี้ขายไม่ค่อยดี เลยอยู่จนมืดค่ำจ้ะ! ผมล่ำลาเธอ ก่อนจะบอกว่า…แล้วจะแวะมาซื้ออีกนะ! เธอยิ้มหวาน แต่ดวงตาดูเศร้าสร้อยภายใต้แสงตะเกียงแดงๆ นั้น!

ผมกลับขึ้นรถขับมาเรื่อยๆ จนถึงสี่แยกศรีมหาโพธิ ฝนตั้งเค้าทะมึนดูหนักหน่วงขึ้นทุกที ลมพัดอู้ๆ น่ากลัว…รู้สึกมีกลิ่นเหม็นติดจมูกเรื่อยมาตั้งแต่แวะซื้อข้าวโพดแล้วแต่ คิดว่ารถคงขนพวกปลาป่นหรือกระดูกสัตว์เข้าโรงงานอะไรสักอย่าง ทั้งที่ในรถปิดกระจกเปิดแอร์…ลืมคิดถึงเรื่องข้าวโพดไปสนิท

ฝนเริ่มโปรยเม็ดลงมาแล้ว ฟ้าแลบแปลบ สองข้างทางที่เลยสี่แยกศรีมหาโพธิมาแล้วมีต้นไม้น้อยใหญ่หนาทึบ สรรพสิ่งแทบจะมืดมิด มีแต่แสงไฟจากรถผมเท่านั้นที่ส่องสว่างตัดสายฝนที่เริ่มหนาเม็ดขึ้นทุกที

แรงลมทำให้ต้นไม้โอนเอนไปมาในเงามืดเหมือนมือของผีเปรตที่กำลังร้องขอส่วน บุญ ฟ้า แลบวูบวาบ ผ่าเปรี้ยงปร้างคึกคะนองคล้ายจะเผาไหม้ผีเปรตเหล่านี้ให้วอดวายไป

บรรยากาศมันน่ากลัวมากๆ แม้จะอยู่ในรถก็เถอะ แต่อยู่คนเดียวนะครับ!

เปิดวิทยุก็ไม่ติด มีแต่เสียงฟ้าร้องครืนๆ เข้าคลื่นจนต้องปิด จะหยุดรถก็ใช่ที่เพราะมันเปลี่ยวมากๆ แข็งใจขับรถฝ่าสายฝนที่โหมกระหน่ำหนักหน่วง ฟ้าแลบฟ้าผ่าเป็นระยะๆ จนหูอื้อไปหมด เหมือนขับรถอยู่ในนรกอเวจีก็ปานกัน

ผ่านศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน ถึงแยกที่ไปสัตหีบและแยกมาฉะเชิงเทรา ขึ้นเนินซักพักก็ถึงปั๊มปตท.ซ้ายมือ ที่มีนักเล่นจากบ่อนปอยเปตมาแวะซื้อของ กินข้าวกันคึกคักทุกวัน…พอเห็นแสงไฟจากป้ายปั๊มแล้วฝนก็หยุดตก ลมสงบ กลิ่นเหม็นติดจมูกก็หายไป

เมื่อเลี้ยวเข้าปั๊ม จอดรถแล้วควานหาพวงข้าวโพดที่วางไว้ใกล้ๆ เอ๊ะ! ไม่เห็นมี แปลกใจมากๆ ก็วางไว้กับมือแท้ๆ มันจะหายไปได้ยังไง?

ช่างเถอะ! ลงไปหาอะไรกินดีกว่า

อีก 3-4 วันต่อมา ผมมีโอกาสไปที่ไซต์งานกบินทร์บุรีอีก คราวนี้ไปตอนเช้า ได้มีเวลาคุยกับหัวหน้างาน ผมเล่าให้ฟังถึงเรื่องข้าวโพดต้ม แต่เขากลับบอกว่าเมื่อต้นเดือนก่อนมีสิบล้อเสยตายคาที่ไปหนึ่งราย อยู่ใกล้สะพานที่มีต้นยางใหญ่นั่นเอง…ผมขนหัวลุกเลยครับ!

ตายเป็นหมู่

คุณป้าเคยโทรศัพท์มาปรึกษาคุณแม่ดิฉัน เราพยายามช่วยหาทางแก้ไขต่างๆ เท่าที่จะนึกได้ คุณป้าทำบุญบ้าน ทำบุญให้ผู้ตาย จัดพิธีพราหมณ์ บวงสรวงเจ้าที่เจ้าทางและศาลพระภูมิ กระนั้นเหล่าลูกหลานและบริวารในบ้านก็ยังหวาดกลัว ต่างขวัญผวากันมาตลอด

คนรับใช้ลาออกไปหลายคน ลูกเล็กเด็กแดงร้องไห้งอแงโดยไม่มีสาเหตุ..บางคนบอกว่าทารกนั้นเห็นวิญญาณ!

คุณ แม่ดิฉันพอจะมีความรู้เรื่องพลังจิตอยู่บ้าง แม่บอกว่าอาจจะเป็นกระแสคลื่นของความตายรุนแรงยังแผ่ซ่านอยู่ในบรรยากาศ วิญญาณของเขาทั้งสามน่ะคงไม่อยู่แล้วล่ะ แต่การที่ชาวบ้านใกล้เคียงกับคนในบ้านได้ยินเสียงร้องและเห็นภาพหลอนนั้น อาจเป็นเหมือนคลื่นที่ถูกบันทึกเหตุการณ์ไว้

บรรยากาศในบ้านปุ้มดูร่มรื่น น่าอบอุ่นเหลือเกิน ตัวบ้านหรือคฤหาสน์สร้างไม่ต่ำกว่า 40 ปี ครอบครัวเธอเป็นตระกูลเก่าแก่และทรงเกียรติเป็นที่รู้จักกันดี บ้านนี้มีอาณาบริเวณพอที่จะให้ลูกหลานได้อยู่ร่วมกันหลายครอบครัว

ดิฉันกับปุ้มสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียน จนอายุสามสิบกว่าแล้วค่ะ ดิฉันมีลูกสามคนแล้ว แต่ปุ้มยังครองโสดอยู่ได้อย่างสบายใจ ถือคติ “ถึงจะนั่งคานก็ไม่หนักกบาลหัวใคร”

ฟังแล้วมีความสุขจริงๆ นะคะ ถือว่าปุ้มเป็นคนมีบุญและชื่นชมครอบครัวเธอมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดิฉันมีความรู้สึกที่ดีเหลือเกิน ทุกๆ ครั้งที่เดินเข้าไปในเขตรั้วของบ้านปุ้ม..อย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้นก กระรอก ผีเสื้อและแมลงต่างๆ ก็ดูจะรักบ้านนี้ค่ะ

แต่แล้วเมื่อเกือบสิบปีก่อนทุกอย่างก็กลับตาล ปัตร เพราะความตายที่แสนจะน่าสยดสยองที่สุด เท่าที่เคยได้ยินได้ฟังมา!

เช้าวันเกิดเหตุ ป้าสงวนแม่ครัวจัดข้าวของคาว หวาน ใส่ถาดเงินใบใหญ่ เดินลงมาแต่แสงอรุณเบิกฟ้า..นี่คือกิจวัตรประจำวันที่คุณป้าอร่ามศรี แม่ของปุ้มต้องลงมานิมนต์พระเพื่อใส่บาตรด้วยตัวท่านเอง..แล้วคุณป้ากับแม่ ครัวก็เตรียมตัวเก็บโต๊ะเก็บถาด กำลังจะขึ้นบ้าน

ขณะนั้นมีชายหนุ่มอายุราว 25 เดินเลียบแนวรั้ว แต่งตัวเรียบร้อย ท่าทางคงจะไปทำงาน จังหวะที่คุณป้าอร่ามศรีสบตากับหนุ่มหน้าคมผมหยักศกนั้น ท่านก็รู้สึกเหมือนโลกถล่ม ทุกอย่างขาวจ้า สะเทือนเลื่อนลั่น เสียงกึกก้องกัมปนาทบัดดล!

ร่างของคุณป้าคล้ายถูกมือยักษ์จับเหวี่ยงลอยขึ้นไปในอากาศ แล้วหล่นตุ้บลงมากองอยู่บนสนามหญ้า พอตั้งสติได้ คุณป้าก็มองเห็นความเสียหายชนิดวินาศสันตะโร

รถบรรทุกหกล้อคันมหึมาพุ่งเข้าชนรั้วพังเป็นแถบ มันแล่นทะลุเข้ามาในสนาม

ท่ามกลางฝุ่นปูนที่ลอยฟุ้งราวกับหมอกควัน รถคันนั้นมันคร่าชีวิตมนุษย์ที่น่าสงสารไปถึง 3 คนในเวลาเพียงเสี้ยววินาที!

ศพแรกคือชายหนุ่มหน้าตาคมคาย บัดนี้กะโหลกส่วนหนึ่งแตกหลุดจากศีรษะ ทำให้ใบหน้าแยกออกไปสองส่วน หน้าอกยุบจนแทบแบน เห็นซี่โครงขาวพุ่งชี้แหลมออกมา

ศพที่สองคือป้าสงวน ร่างแกถูกล้อยักษ์ทับกลางหลังพอดี ตาค้าง ปากอ้า เลือดพุ่งทะลักเหมือนท่อประปาแตกไม่มีผิด

ศพที่สามคือคนขับรถบรรทุก ถูกแรงกระแทกอัดติดอยู่กับพวงมาลัย..ลิ้นแลบออกมายาวเกือบถึงหน้าอก เลือดไหลเป็นธารน้ำตกเลยค่ะ!

แต่ที่น่ามหัศจรรย์ก็คือ นอกจากขวัญเสียแล้ว คุณป้าอร่ามศรีเกือบไม่มีรอยช้ำหรือรอยถลอกแม้แต่น้อย เชื่อกันว่ามีผีบ้านผีเรือน หรือเจ้าที่เจ้าทางมาช่วยปกป้อง

นับจากนั้น ทุกคนในบ้านล้วนหวาดผวา กลัวผีขนาดหนักไปตามๆ กัน ความอบอุ่นกลายเป็นความเย็นยะเยือก นกหนู หมาแมว และแมลงที่ส่งเสียงเสนาะหูอย่างร่าเริงมาหลายสิบปี กลับเงียบสงบราวกับพวกมันอพยพย้ายหนีไปหมดแล้ว

คุณป้าอร่ามศรีไม่สบายใจเลย ท่านทุกข์มากค่ะ..

แล้วเราจะสลายมันอย่างไรล่ะ? เพราะยิ่งมีคนกลัวมาก ผีก็ยิ่งดุมาก!

คำแนะนำก็คือ เมื่อคุณป้าได้ทำบุญ สวดมนต์ และประกอบพิธีมงคลทุกอย่างเท่าที่ทำได้แล้ว เราก็จัดเตรียมงานเลี้ยงสนุกสนาน มีงานให้มากที่สุดเช่นวันเกิดลูกหลาน งานปีใหม่ ติดไฟสว่างไสว มีเพลงให้เด็กๆ เต้นรำกันเต็มที่

พวกไม้ยืนต้นใหญ่ๆ ย้ายไปให้หมด แล้วขุดสระตื้นๆ เป็นสระบัว มีน้ำพุให้นกมากินน้ำ บัวชูช่อสลอน โปร่งและสดใส กลางคืนมีไฟรั้วให้สว่างขับไล่ความเปล่าเปลี่ยว

ปรากฏว่าได้ผลเกินคาดค่ะ! แม้ความสยองจะยังค้างคาอยู่ในความทรงจำ แต่ความอึมครึมน่ากลัวแบบผีสิงก็ถูกขจัดไป แทนที่ด้วยความร่าเริง นกมากินน้ำพุ ปลาที่ว่ายในสระบัวก็ดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก..ดิฉันไปหาปุ้มโดยไม่ต้องขนหัว ลุกเหมือนตอนเกิดเหตุใหม่ๆ แล้วค่ะ

สุสานเก่าแก่

ในยามค่ำคืนจะแว่วเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังแว่วมาตามสายลม หมู หมาก็หอนเสียงโหยหวนเยือกเย็นจับใจ พระเณรเล่าว่าเคยเห็นน้าคำอุ้มลูกออกมาจากเจดีย์แล้วหยุดยืนอยู่ข้างกุฏิ แหงนหน้าขาวซีดมาจ้องมอง..เห็นชัดในแสงจันทร์ เล่นเอาต้องปิดหน้าต่างโครมครามเข้ามุ้งคลุมโปงทันที

บางคืนตอนดึกๆ จะได้ยินเสียงบันไดเก่าๆ ลั่นเอี๊ยดอ๊าด บ่งบอกว่าปีศาจตายทั้งกลมกำลังก้าวขึ้นมา โดยไม่ได้แยแสว่าเป็นกุฏิของพระเณรแต่อย่างใด

เสียงสลัดเสื่อพึ่บพั่บ กับเสียงม้วนเสื่อตอนค่อนรุ่ง ไม่ช้าก็มีเสียงหมาหอนจากใต้ถุนกุฏิตามไปจนถึงเจดีย์อันเป็นที่เก็บกระดูก ของน้าคำ..แสดงว่าผีแม่ลูกมาอาศัยหลับนอนในกุฏิพระนั่นเอง!

ในที่สุด พระเณรก็ทนไม่ไหวย้ายหนีไปเกือบหมดสิ้น ผู้ใหญ่พูนรู้ข่าวก็ร้อนใจไปตามหลวงตาโฮมจากอำเภอมาช่วยเหลือ ได้ถามสาเหตุก็ได้ความว่าเจดีย์แตกร้าวไม่อาจจะคุ้มแดดคุ้มฝนได้ วิญญาณได้รับความเดือดร้อนจึงต้องไปอาศัยกุฏิพระอยู่

หลายๆ รายก็ปรากฏแต่เสียงที่แปลกประ หลาดน่าขนลุกขนพอง หรือไม่ก็เป็นกลิ่นสาบสางจนถึงเหม็นเน่า ทำให้รู้แน่ว่าโดนผีหลอกเข้า ให้แล้ว

สาเหตุเพราะมายาการมากมายเช่นนี้เอง จึงเรียกขานกันโดยทั่วไปว่า “ผีหลอก

ผู้เฒ่าผู้แก่บ้านผมที่มหาสารคามเคยให้ความรู้ว่า ขึ้นชื่อว่าผีแล้วย่อมมีทั้งดุมากและดุน้อยแตกต่างกันไป ส่วนมากผีที่ตายตามธรรมชาติคือแก่ตาย หรือถึงแก่อายุขัยมักจะไม่ดุร้ายอะไร ตรงข้ามกับผีตายโหง เช่น ถูกฆ่าตายหรือฆ่าตัวตายจะดุร้ายน่ากลัวที่สุด

ผีกำลังตั้งท้องด้วย เรียกว่าตายท้องกลม หรือ “ตายทั้งกลม” จะยิ่งดุร้ายสาหัสเป็นทวีคูณ!

สมัยเด็กผมอยู่ตำบลหนองกุง อำเภอเมือง เคยเกิดเรื่องสยองขวัญเมื่อมีผู้หญิงตายเพราะการคลอดลูก ชื่อน้าคำ เป็นเมียผู้ใหญ่บ้านชื่อลุงพูน ผีน้าคำดุร้ายที่สุด ไม่เลือกว่าพระเณรล้วนโดนแกหลอกแทบปางตายทั้งนั้น

เคยได้ยินว่าเขาไม่นิยมเผาผีตายทั้งกลม แต่จะฝังไว้ก่อนเป็นปี ส่วนบ้านผมเมื่อสวดสามวันแล้วก็นำศพน้าคำไปเผาที่วัดนาคูณ

ผมจำเหตุการณ์วันนั้นได้ติดตามาถึงทุกวันนี้!

วันเผาศพเกิดดินฟ้าอากาศแปรปรวน เมฆหนาทึบลอยลงต่ำ ลมพัดแรงจนกลายเป็นพายุอื้ออึง ต้นไม้ใหญ่น้อยไหวโยกตามแรงลมโหมกระหน่ำทำท่าจะถอนรากถอนโคนจนคนมาเผาศพหน้า ถอดสี นัยน์ตาเลิ่กลั่กไปตามๆ กัน พวกเด็กๆ ล้วนกอดแขนพ่อแม่แน่นด้วยความหวาดหวั่น บางคนถึงกับร้องไห้ก็มี

เมื่อพระสวดเสร็จก็ทำพิธีเผาศพง่ายๆ ชาวบ้านนั่งยองๆ พนมมือ บ้างก็นั่งกับพื้นมองดูไฟลุกคึ่กๆ ในกองฟอน ควันดำโขมงพุ่งขึ้นมาเป็นสาย ส่ายพุ่งไปตามลมเหมือนมีชีวิตชีวากระนั้น!

จู่ๆ ก็มีเสียงร้องกรี๊ดๆ ออกมาจากกองไฟที่กำลังลุกโชน..เสียงของน้าคำชัดๆ

พวกเด็กร้องไห้ ชาวบ้านผงะหน้า คนที่นั่งยองๆ หงายหลังลงไปตาเหลือกลาน สายลมยิ่งพัดกระ หน่ำ เถ้าถ่านปลิวว่อนไปหมด เสียงร้องกรี๊ดๆ อย่างเจ็บปวดฟังแล้วชวนให้สยดสยองสิ้นดี ผู้หญิงทั้งแก่และสาวเป็นลมเป็นแล้งไปหลายคน

ชาวบ้านที่กลัวจนทนไม่ไหวถึงกับยกมือไหว้พระ แล้วจ้ำอ้าวกลับบ้านไปก่อนที่จะเผาศพเสร็จสิ้น!

ในที่สุดก็เผาศพได้เรียบร้อย ผู้ใหญ่พูนนำกระดูกลูกเมียไปใส่ไว้ในเจดีย์ข้างวัดนาคูณนั่นเอง..แต่วิญญาณ ดุร้ายของผีตายทั้งกลมก็ออกมาอาละวาด เล่นเอาผู้คนขวัญหนีดีฝ่อไปตามๆ กัน!

ตอนโพล้เพล้มีคนเห็นน้าคำนั่งอุ้มลูกพิงเจดีย์ บางวันก็เดินไปมาช้าๆ อยู่รอบเจดีย์นั้น ท่ามกลางเสียงยอดโพธิ์ยอดไทรสะบัดกิ่งใบซู่ซ่าแทบไม่ขาดเสียง

 

หลวงตาจึงให้ผู้ใหญ่พูนทำบุญกระดูกลูกเมีย แล้วซ่อมแซมเจดีย์จนเรียบร้อย..ปีศาจน้าคำก็สงบสุขตั้งแต่นั้นมา!

ผีแพแตก

ลุงกับป้ามีอาชีพทอดแหหาปลาตอนกลางคืน แกบอกว่าปลาชุกชุมกว่าตอนกลางวัน บางคืนยังได้งูเหลือมมาขายอีกต่างหาก…ก่อนจะขึ้นบ้านก็แวะเก็บผักบุ้ง ผักกระเฉดไปส่งแม่ค้าที่ตลาดเจริญผล

คืนหนึ่งก็เจอะเจอเรื่องขนหัวลุกเข้าเต็มเปา!

สาเหตุ มาจากตอนเย็นที่มีศพลอยน้ำคว่ำหน้ามาติดที่แพผักบุ้ง ชาวบ้านมุงดูกันเต็มฝั่ง เห็นสวมเสื้อแดงลอยปริ่มๆ น้ำ บางคนบอกว่าผีคงติดใจที่นี่ถึงไม่ลอยไปที่อื่น บางคนบอกว่าเป็นศพผู้ชายน่ะเพราะนอนคว่ำ ถ้าศพผู้หญิงต้องนอนหงายแน่นอน

ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องสัปดน แต่เชื่อถือกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายแล้วครับ

ลุง หมัดชวนพวกหนุ่มๆ มาช่วยใช้ไม้ยาวๆ ค้ำศพให้ลอยไปที่อื่น แม้ว่าจะมีคนท้วงให้ไปแจ้งตำรวจ ลุงหมัดก็ไม่ยอม ย้อนถามว่า…พวกมึงจะให้เขาขนศพผ่านหมู่บ้านเราหรือ?

ผมเห็นภาพนั้นแล้วขนลุก ติดหูติดตามาถึงป่านนี้!

พอ ไม้กระทบศพเนื้อหนังก็หลุดออกเป็นแผ่นๆ บางทีก็ทั้งกระบิ…ในที่สุดร่างนั้นก็หลุดจากแพ ผักบุ้งลอยตามน้ำไป ผู้หญิงหลายคนว่าคงกินผักบุ้งไม่ลงไปอีกนานแน่นอน

ครั้งก่อนเรียกว่า “หมู่บ้านอาสาจาม” เพราะแขกจามอาสาศึกตั้งแต่สงครามเก้าทัพ ต่อมาก็ยกครอบครัวมาลงหลักปักฐานกันมากมาย สมัยก่อนเรียกว่า “ยกครัว” นับวันยิ่งมีการอพยพครอบครัวมาอยู่กันมากขึ้นทุกที เลยเรียกว่า “บ้านครัว”

แขกจามที่นับถือศาสนาอิสลามก็เรียกว่า “แขก ครัว”

ชาวเขมรก็มีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มมะเปรียง, พุมมะปรางค์, พุมมะเปรย เป็นต้น…อาชีพที่ขึ้นหน้าขึ้นตาคือทอผ้าไหม จิม ทอมป์สัน “ราชาผ้าไหมไทย” ก็มาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ รุ่งเรืองสุดๆ โด่งดังไปทั้งโลก จนหายสาบสูญไปในมาเลเซียเมื่อราว 30-40 ปีมาแล้ว

อาชีพรองลงมาคือทำประมงน้ำจืด เก่งทางดำน้ำ ว่ายน้ำ จับปลา เพราะเคยทำมาก่อนเมื่อตอนอยู่ริมทะเลสาบในกัมพูชา

ทั้งปลาสด ปลากรอบ ปลารมควัน (ด้วยกาบมะพร้าว) สมัยก่อนทั้งกินทั้งขาย แถมนำไปแลกเปลี่ยนกับของกินของใช้ต่างๆ แม้แต่เส้นไหมดิบที่สั่งมาจากเขมรและญวน รวมทั้งภาคอีสานของเราเพื่อนำมาทอเป็นผืนผ้าต่อไป

พวกผู้ใหญ่เล่าว่า การย้อมผ้าทอผ้านั้นเขาถือเคล็ดลางกันมาก เช่น เวลาย้อมจะต้องออกไปไกลผู้คน ไม่ให้พระสงฆ์ หรือผู้หญิงมีครรภ์มีประจำเดือนเข้าใกล้ เชื่อกันว่าจะทำให้สีผ้าซีดจางจนใช้ไม่ได้

ช่วงที่ผมแตกเนื้อหนุ่ม ผ้าไหมบ้านครัวขายดีมากจนทอไม่ทัน จิม ทอมป์สัน เห็นว่าการทอผ้าแบบโบราณใช้กี่พุ่งทอด้วยมือเสียเวลาโดยใช่เหตุ จึงนำกี่กระตุกซึ่งใช้ทั้งมือและเท้า ทำให้ทอผ้าได้รวดเร็วขึ้นมาใช้งานแทน

แทบทุกบ้านจะมีเส้นไหมสีสวยๆ ตากไว้ตามระเบียงจนกว่าจะแห้ง แล้วกรอเข้าหลอด นำเส้นไหมมาหวีเข้ากี่เพื่อทอเป็นผืนผ้าต่อไปตามต้องการ ทั้งผ้าขาวม้า ผ้าโสร่งมีหมด

บ้านผมยกพื้นใต้ถุนสูงอยู่ใกล้ๆ คลอง ตอนนั้นน้ำยังใสสะอาด มีแพผักบุ้ง ผักกระเฉดงาม สะพรั่ง พอถึงหน้าน้ำเคยมีศพลอยมาแค่ 2-3 ศพ ก็ขนหัวลุกไปตามๆ กัน…พวกผู้ใหญ่ลือว่าผีดุนัก บางทีผีที่ลอยน้ำมาก็ทะลึ่งตึงตังขึ้นดื้อๆ บางทีก็จมหัวดิ่งแต่ชูขาทั้งสองข้างขึ้นมากวัดแกว่งให้เห็นตำตา!

ตกค่ำยังเคยมีคนเห็นร่างดำๆ ลุยน้ำขึ้นมาจากคลองแสนแสบ ส่งเสียงร้องกรี๊ดๆ โหยหวนเยือกเย็นน่ากลัว จนคนที่ได้ยินวิ่งอ้าวกลับบ้าน นอนคลุมโปงตัวสั่นเทาไปทั้งคืน

ไหนจะผีที่กุโบร์อีกล่ะ!!

เขาว่าตอนดึกๆ จะเห็นผู้คนเดินขวักไขว่ บ้างก็นั่งกอดเข่าอยู่ตามหลุมนั้นหลุมนี้ บางทีก็ยืดตัวสูงลิ่วขึ้นไปเหนือหลังคา…พวกเด็กๆ ที่เคยซุกซน วิ่งเล่นเกรียวกราวกันตั้งแต่เย็นจนถึงมืดค่ำ…พอตะวันตกดินก็รีบแยกย้าย กันกลับบ้านแล้วละครับ อารามกลัวโดนผีหลอกน่ะซี

ลุงหมัดกับป้าก๊ะบ้านอยู่ใกล้ๆ ผม เคยบอกกับใครๆ ว่าแกไม่เชื่อเรื่องผีๆ สางๆ หรอก ขืนมัวแต่กลัวผีก็ไม่ต้องทำมาหากินกันพอดี!

 

คืนนั้นลุงหมัดกับป้าก๊ะก็ออกไปหาปลาตามเคย ครั้นตกดึกได้ยินเสียงร้องเอะอะจนชาวบ้านแตกตื่น ถือไฟฉายไปดูก็เห็นลุงกับป้าวิ่งอ้าวจากท่าน้ำตะโกนลั่นๆ ว่าผีหลอก! ไม่เชื่อก็ไปดูได้เลย

ตอนแรกไม่มีใครเชื่อ หาว่าลุงหมัดกับป้าก๊ะตาฝาดไปเอง แต่พอไปดูก็เห็นศพสวมเสื้อแดงนอนคว่ำปริ่มๆ น้ำ กระเพื่อมไปมาอยู่ที่แพผักบุ้งนั่นเอง…ขนหัวลุกไปตามๆ กัน!

ห้องเช่าวิญญาณหลอน

ไม่รู้ว่าหลับไปนานแค่ไหนตอนที่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา แว่วเสียงซู่ซ่าในห้องน้ำด้านใกล้เตียง แม่ยังนอนตัวอุ่นๆ ระบายลมหายใจสม่ำ เสมอ ได้ยินชัดเจนในความเงียบ…ถ้างั้นคงจะเป็นพ่อที่เข้าไปอาบน้ำแน่ๆ เลย

ห้องน้ำที่นั่นไม่มีอ่างหรอกค่ะ แต่เขาทำเป็นม่านกั้นให้ยืนอาบจากฝักบัวด้านใน เอ๊ะ! พ่ออาบน้ำก่อนนอนแล้วนี่นา ดึกดื่นค่อนคืนแบบนี้จะต้องอาบน้ำอีกทำไมกัน? ด้วยความสงสัยหนูจึงชะแง้จากผ้าห่มไปที่เตียงพ่อ…นั่นปะไร! พ่อยังนอนกรนเบาๆ อยู่ที่เตียงตามเดิม

ออกเดินทางหน้าจุฬาฯ ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ราวสามชั่วโมงก็ไปถึงเมืองแกลง แวะสักการะศาลสมเด็จกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือเรียกกันว่า “เสด็จเตี่ย” ท่านโปรดประทัดมากค่ะ คนไปจุดประทัดแก้บนเสียงเปรี้ยงปร้างเกือบตลอดเวลา

จากนั้นก็ไปชมป่าโกงกางที่มีสะพานไม้ให้เดินทอดน่องตามสบาย จนไปได้ครึ่งทางมีโกง กางสีทองเวิ้งว้างเหมือนทะเลต้นไม้ลิบลับ พ่อถ่ายรูปเยอะแยะ โดยเฉพาะหนูกับแม่กลายเป็นดาราหน้ากล้องไปเลย!

เสร็จจากอาหารกลางวันก็ไปเที่ยวบ้านจำรุง ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง จนได้กลายเป็นเครือข่ายองค์กรชุมนุมบ้านจำรุง พวกคุณป้าคุณย่าคุณยายในคณะเราเลือกซื้อผลิต ภัณฑ์ โดยเฉพาะหมวกสวยๆ เป็นที่ระลึกกันแทบทุกคนเลยค่ะ

จากนั้นก็ไปชมอนุสาวรีย์สุนทรภู่ ผีเสื้อสมุทรกลายเป็นดาราดวงเด่นเพราะรูปร่างปั้นไว้ใหญ่โตมากอยู่ด้านหน้า ไม่ว่าใครผ่านมาเห็นก็ต้องถ่ายรูปทุกคน ส่วนพระอภัย นางละเวง สินสมุทร สุดสาคร กับม้ามังกรก็น่ารักน่ามองค่ะ

ดาราที่ไม่มีใครมองข้ามคือชีเปลือยไงคะ!

ศิลปินเขาปั้นเอาไว้ไม่ผิดเพี้ยนจากจินตนาการที่ทุกๆ คนยังจำได้ดี นั่นคือ “หนวดถึงเข่า เคราถึงนม ผมถึงตีน”

นักท่องเที่ยวสาวๆ ชอบถ่ายคู่กับผีเสื้อสมุทรและชีเปลือย ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ค่ะ? หนูเห็นพ่อถ่ายรูปมหากวีสุนทรภู่ที่อยู่ด้านในไกลลิบ คงต้องซูมภาพกันน่าดูนะคะ งานนี้น่ะ

แดดร้อนมากเลยต้องเร่ไปตึกแถวที่ขายของฝาก …เสียงพูดแต่ว่าไม่ซื้อๆ ขี้เกียจหอบกลับบ้าน เอาจริงเข้าหิ้วถุงทุเรียนกวน ผลไม้กวนกันไหล่ลู่ตามๆ กัน บอกว่าอดไม่ได้ค่ะ

หลังอาหารค่ำก็ชวนกันไปถนนคนเดิน แทบไม่น่าเชื่อว่าเขาออกร้านรวงกันคึกคัก แถมมีดนตรีสุน ทราภรณ์วงใหญ่มาประเดิมอีกด้วย ถึงจังหวะเต้นรำสนุกๆ ก็มีหญิงชายออกไปวาดลวดลายกันเพลิด เพลิน ของกินของเล่นมากมายจนตาลาย น่าสนุกจนเดินหลั่งไหลไปตามกันไม่รู้เบื่อเลยค่ะ…

ตายจริง! หนูมัวแต่เพ้อเจ้อเรื่องท่องเที่ยว เดี๋ยวก็ลืมเล่าเรื่องขนหัวไปจนได้!

โรงแรมที่เราพักหรูหราอยู่ใจกลางเมือง ห้องพักก็แสนสะอาดและสุดสวย มีทั้งเตียงคู่และโซฟาริมหน้าต่าง หลังจากอาบน้ำจนสบายตัวแล้วหนูก็นอนเตียงเดียวกับแม่ ส่วนพ่อนอนเตียงติดๆ กัน ดับไฟจนมืดสลัว เหลือแต่แสงสว่างจากห้องน้ำที่แง้มประตูไว้เท่านั้น

ความที่เหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียมาทั้งวัน ทำให้หนูหลับผล็อยอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับแม่ ท่ามกลางแอร์เย็นฉ่ำกำลังสบาบ

แล้วใครที่ไหนดอดเข้ามาอาบน้ำในห้องเราล่ะ?

วูบหนึ่ง หนูขนลุกซ่าไปทั้งตัว เคยอ่านเรื่องผีที่เขาเจอแบบนี้แต่ไม่กล้าลุกไปดู จนมันเงียบไปเอง แต่คนใจถึงผลักประตูผางเข้าไปก็พบแต่ความว่างเปล่า แถมพื้นห้องน้ำยังแห้งผาก ไม่มีร่องรอยว่าใครเพิ่งจะมาอาบน้ำซู่ซ่าอยู่หยกๆ เลยแม้แต่น้อยนิด

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง อาจจะเป็นเพราะอยากรู้อยากเห็น หรือไม่ก็กลัวเสียจนไม่กล้า เกิดอาการบ้าบิ่น ค่อยๆ เลื่อนตัวออกจากผ้าห่ม ลงเตียงไปที่หน้าห้องน้ำ…เสียงซู่ซ่าเงียบหาย แต่หนูผลักประตูเปิดผางทันใด

คุณพระช่วย! ร่างชายซีดขาวเปล่าเปลือย ผ่ายผอมเหมือนมีแต่หนังหุ้มกระดูกกำลังยืนถือฝักบัวรดหัวที่มีผมขาวๆ ขึ้นหร็อมแหร็ม…หันขวับมาทางหนูแล้วแสยะยิ้มน่าสยอง

หนูได้ยินเสียงตัวเองร้องกรี๊ดๆ จนแสบแก้วหู ไฟสว่างพึ่บ พ่อแม่วิ่งเข้ามากอดและเขย่าตัว หนูร้องไห้โฮ…ยังสงสัยว่าทำไมถึงไม่สิ้นสติไปก็ไม่รู้ซีคะ…ขนหัวลุกค่ะ!

ผีมาหลอก

 

ในที่สุด มีลูกค้าคนหนึ่งแนะนำให้หนูไปเรียนที่สวนลุมพินี เป็นศูนย์ฝึกวิชาชีพของรัฐบาล ไม่ต้องเสียค่าเรียน นอกจากอุปกรณ์เท่านั้นที่เราต้องหา ไปเอง

ที่นั่นเปิดสอนตั้งแต่สามโมงเช้าถึงสามโมงเย็น มีวิชาชีพให้เลือกหลายอย่างค่ะ ทั้งเย็บปักถักร้อย ตัดเย็บเสื้อผ้า จัดดอกไม้ เพนต์สีและเสริมสวย สำหรับผู้ชายก็มีแก้ทีวี ซ่อมคอมพิวเตอร์ ซ่อมรถยนต์ ตัดผม ฯลฯ ใครเรียนจบก็ใช้วิชาไปทำมาหากินได้เลย

คนที่ยังไม่มีงานทำหรือมีเวลามากพอก็จะเรียนทุกวัน หลักสูตรเดือนเดียวจบ แต่ถ้าเวลาน้อยแบบหนูก็ไปเรียนอาทิตย์ละวัน แต่ต้องใช้เวลานานถึง 6 เดือนจึงจะจบหลักสูตรรุ่นแรก น้าอ๋อยก็ใจดีให้หนูไปเรียนทุกอาทิตย์

ตอนเช้าๆ เย็นๆ จะมีหนุ่มสาวเดินกันขวักไขว่หลายร้อยคน อากาศดีเพราะมีต้นไม้ใหญ่ๆ เยอะแยะ สถานที่กว้างขวาง มีหลังคากันแดดกันฝน ใจจริงหนูอยากเรียนทุกวันด้วยซ้ำ จะได้จบรุ่นแรกเร็วๆ

วันแรกก็ได้เพื่อน 2-3 คน ต่อมาสนิทสนมอยู่คนหนึ่งชื่อส้มโอ หน้าตาสะสวย ผมยาว รูปร่างขาวบาง ปากติดยิ้มนิดๆ นิสัยชอบฟังมากกว่าพูด ตาใสน่ารักมากค่ะ ส้มโอมีชีวิตคล้ายๆ หนู คือมาจากตจว.และอยู่ร้านเสริมสวยเหมือนกัน มาหาความรู้เพิ่มเติมอาทิตย์ละวัน ตอนสายๆ วันอาทิตย์ก็ได้พบกันแล้ว พอบ่ายสามออกจากสวนลุมฯ เดินคุยกันสองคน อยากไปเที่ยวต่อก็ไม่มีเวลา เพราะต้องรีบไปทำงานที่ร้าน

วันหนึ่งมีผู้ชายมายืนรอส้มโอที่หน้าประตูด้านนอก เธอหันมายิ้มอายๆ ก่อนบอกเสียงเบา…ไปก่อนนะ วันนี้แฟนมารับ! หนูอดหัวเราะไม่ได้ บอกว่าโชคดีนะ….แต่อาทิตย์ต่อมาก็ไม่เห็นผู้ชายคนนั้นอีกเลย

เมื่อเข้าเดือนที่สองก็เรียนตัดเล็บ ทำเล็บ ครูให้จับคู่กันทำ แน่ล่ะค่ะ! หนูกับส้มโอก็จับคู่กันโดยไม่ต้องคิดอะไรให้เสียเวลา

มีการแช่มือและเท้าในอ่างน้ำสักพักแล้วใช้แปรงถูสบู่ขัดเล็บ เช็ดแห้งแล้วลงวาสลีนให้หนังนุ่มก่อนจะเช็ดออกเพื่อตัดหนังด้านๆ ออกไป เสร็จแล้วถึงจะตัดเล็บ ลงตะไบ ครูมาเดินดูยิ้มๆ เพราะรู้ว่าเรามีประสบการณ์มาพอสมควร

หนูจำได้ว่าวันนั้นอาทิตย์ที่หกพอดี เราผลัดกันทำเล็บโดยหนูทำให้ส้มโอก่อน เสร็จแล้วครูก็มาตรวจดูบอกว่าใช้ได้ พอถึงตาส้มโอทำให้หนูถึงได้สังเกตว่าใจลอยชอบกล เดี๋ยวๆ ก็หันไปมองข้างนอกที่มีคนเดินผ่านไปมา แล้วก็ถอนใจ….

หนูเห็นชัดเพราะส้มโอนั่งบนม้าเตี้ยๆ ต่ำกว่าหนู!

ตอนตัดหนังเล็บมือก็เผลอจนหนูเจ็บจี๊ด ร้องอุทานเบาๆ จนครูเดินมาดู นิ้วก้อยข้างซ้ายมีเลือดซึมเลยค่ะ ส้มโอกดแผล หน้าซีด พร่ำขอ โทษไม่ขาดปาก หนูบอกไม่เป็นไร…แต่ครูดุส้มโอที่ไม่ระวัง กับสอนให้ตั้งใจมากๆ ตอนตัดหนังตรงจมูกเล็บเพราะตัดยาก ถ้าไม่ประณีตจะโดนลูกค้าตำหนิเอาได้

วันนั้นส้มโอหน้าตาไม่สบายเลย ดูเป็นกังวลอะไรชอบกล จนถึงตอนพักเที่ยงออกไปกินอาหารกลางวันเธอก็เหลียวซ้ายแลขวาไม่หยุด หนูถามว่ามีอะไรก็บอกว่าเปล่า แต่หลบตาวูบวาบ ก่อนเข้าเรียนตอนบ่ายขอตัวไปห้องน้ำ แต่พอเริ่มเรียนแล้วเธอก็ยังไม่กลับมา

วันนั้นฟ้ามืดครึ้มคล้ายฝนจะตก จู่ๆ ส้มโอก็เข้ามานั่งข้างหนู ครูกำลังสอนเพิ่มเติมเรื่องตัดแต่งเล็บ รวมทั้งความสะอาดเครื่องมือต่างๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ตอนเลิกเรียนมีฝนตกพรำๆ หนูเตรียมร่มไว้แล้วและกางเผื่อส้มโอด้วย เธอเงียบผิดปกติ ขณะที่เดินไปตามทางออกซึ่งมีต้นไม้เรียงราย คนอื่นๆ ก็รีบเดินบ้าง ร้องทักทายกันบ้าง มีคนเรียกชื่อหนูจนหันไปมอง เห็นพี่คนหนึ่งเรียนตัดเย็บร้องถามว่า….วันนี้กลับคนเดียวเหรอ? เพื่อนซี้หายไปไหน?

หนูหัวเราะเพราะนึกว่าโดนอำ แต่เมื่อหันกลับก็เห็นส้มโอเดินลิ่วๆ ไปจนใกล้ประตูรั้วแล้ว….ดูสับสนปนเปไปกับคนอื่นในสายฝนบางๆ แต่ก็ดูคล้ายจะหายไปเฉยๆ จนหนูขนลุกซ่าอย่างบอกไม่ถูก

วันรุ่งขึ้น หนูเห็นหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าผู้หญิงถูกชายคนรักแทงตายคาที่เพราะความหึงหวง หน้าสวนลุมฯ เวลาประมาณบ่ายสามโมง แล้วฆาตกรก็หลบหนีไป

หนังสือพิมพ์ร่วงจากมือ….หนูเห็นรูปถ่ายของส้มโอมองสบตาเศร้าๆ เหมือนจะบอกว่าลาก่อน เมื่อวานวิญญาณเธอกลับมาเรียนหรือมาลาหนูกันแน่คะ?

คืนเรียกผี

เหตุการณ์สยองขวัญเกิดขึ้นเมื่อดิฉันย้ายไปอยู่ราวเดือนเศษๆ ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับคนอื่นเท่าไหร่ นอกจากเด็กๆ รุ่นน้องที่เราสนิทสนมกันง่าย ตกเย็นโรงเรียนเลิกก็ออกมาวิ่งเล่นกันเกรียวกราว ดิฉันกลายเป็นหัวโจกของพวกเด็กๆ การเคหะไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

เรา เล่นไล่จับ วิ่งเปี้ยว มอญซ่อนผ้า ขี่ม้าส่งเมือง พวกเด็กผู้ชายก็เล่นหยอดหลุมทอยกองไปตามเรื่อง ตกค่ำถึงจะเข้าบ้านอาบน้ำกินข้าว ดูหนังสือหรือทำการบ้านก่อนเข้านอน

ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่หลับหรอกค่ะ เพราะเด็กๆ น่ะยังไม่มีปัญหารกสมองเหมือนพวกผู้ใหญ่ พอหัวถึงหมอนก็หลับสนิทเรียบร้อย

จนกระทั่งถึงคืนสยองขวัญ!!

คืน นั้น หลังจากอาบน้ำกินข้าวและท่องหนังสือก่อนสอบแล้ว ดิฉันก็เข้านอนตามปกติ…หลับสนิทตามเคยค่อนข้างยาว เพราะมารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตีสี่กว่าๆ แล้ว อันที่จริงก็ยังไม่ถึงเวลาตื่น แต่เกิดตาสว่างจนนอนไม่หลับ ตัดสินใจเปิดมุ้งลุกไปดูวิวที่หน้าต่างยามใกล้รุ่งเล่นเพลินๆ

เมื่อโตขึ้นก็ชอบอ่านเรื่องผี ดูทีวีที่เกี่ยวกับเรื่องผี ไม่ว่าจะเป็นหนังหรือรายการเขย่าขวัญต่างๆ ชนิดเรียกว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้เลยล่ะค่ะ

แหม! ไม่นึกว่าตัวเองจะต้องเจอะเจอกับเรื่องสยองขวัญเข้าเต็มเปานี่คะ!

แม้ว่าจะเป็นเหตุ การณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อราวสิบปีมาแล้ว แต่ภาพน่ากลัวสุดขีดที่ได้เห็นก็ยังติดหูติดตามาถึงทุกวันนี้

ตอนนั้นดิฉันอยู่ในวัยรุ่น มาอาศัยอยู่กับน้าที่การเคหะชุมชนธนบุรี เป็นบ้านชั้นเดียวที่เรียงรายยาวเหยียด พวกเราเรียกกันว่า “ยิงยาว” จนติดปาก ด้านหน้ามีต้นไม้ใหญ่และลานจอดรถกว้างขวาง บรรยากาศสงบสุข ไม่น่าจะมีเรื่องผีๆ สางๆ น่าขนหัวลุกหรอกค่ะ

แต่ที่ไหนได้ล่ะ…

ความรู้สึกเสียว สังหรณ์บางอย่างทำให้ดิฉันเย็นวูบที่ท้ายทอย แล่นวาบไปตามไขสันหลัง ขนลุกซ่าไปทั้งตัว…จนกระทั่งใกล้จะผ่านต้นมะม่วงหน้าบ้านอยู่รอมร่อ เขากลับวิ่งเลี้ยวเข้าไปหาช้าๆ

คุณพระช่วย! นั่นเกิดนรกจกเปรตอะไรขึ้นมา?

ตรงโคนต้นนั้นน้าชายดิฉันลงแปลงดอกไม้เล็กๆ ล้อมรอบไว้ แต่ชายประหลาดกลับวิ่งย่ำไปโดยไม่แยแส…ไม่แต่เท่านั้น ร่างกำยำยังวิ่งเข้าหาโคนต้นไม้ แล้วทะลุหายเข้าไปต่อหน้าต่อตาดิฉันในบัดดล!

คุณพระคุณเจ้าโปรดช่วยด้วยเถิด! ดิฉันรู้สึก เหมือนมีดาวนับล้านๆ ดวงกำลังแตกกระจายเต็มหน้า สีเขียวๆ แดงๆ ทำให้ม่านตาลายพร่า แก้วหูลั่นเปรี๊ยะๆ เพราะเสียงหวีดร้องของตัวเอง ก่อนที่สรรพสิ่งจะวูบวับดับหายไปจากความทรงจำ

ดาวเกลื่อนฟ้าจนมองเห็นลานกว้างด้านหน้า ดูเงียบเชียบเยือกเย็นเหมือนโลกร้าง…จนกระทั่งเหลือบไปเห็นชายคนนั้นเข้าพอดี!

ร่าง ใหญ่กำยำในชุดวอร์์มกำลังวิ่งเหยาะๆ ผ่านหน้าบ้านไป มีฮู้ดคลุมหัวเหมือนนักกีฬา หรืออาจจะเป็นนักมวยในละแวกนั้นที่มาออกกำลังก็เป็นได้ แต่รู้สึกว่าท่าทางออกจะแข็งๆ เหมือนหุ่นยนต์มากกว่าคนธรรมดา

เขาวิ่งไปจนสุดทางแล้วอ้อมกลับมาอีกครั้ง…

ใกล้เข้ามา…ใกล้เข้ามาทุกที!

ดิฉัน นึกเอะใจยังไงไม่รู้เมื่อดูคล้ายเขาไร้ศีรษะ หรืออาจจะเป็นเพราะก้มหน้าก็เป็นได้ แต่ท่าทางวิ่งของชายนั้นก็ดูขัดตาพิลึก เพราะคนเราทั่วๆ ไปต้องแกว่งแขนเวลาวิ่งใช่ไหมคะ แม้ว่าจะงอแขนทั้งสองข้างก็เถอะ แต่ทำไมสองแขนเขาดูแข็งทื่อ แนบชิดกับลำตัวอยู่ตลอดเวลาก็ไม่ทราบ

มารู้สึกตัวอีกทีก็เห็นใบหน้าของน้าชายกับน้าสะใภ้กำลังมองดูด้วยความห่วงใย ได้กลิ่นยาหม่องอวลซ่าน มีเสียงปลอบโยนแว่วๆ ว่าไม่มีอะไร…ไม่เป็นอะไรแล้ว…แต่ดิฉันน่ะปล่อยโฮออกมาด้วยความอัดอั้น ใจสุดขีดเลยค่ะ

ไม่มีใครรู้สาเหตุว่าผีตนนั้นมาจากไหน แต่ดิฉันไม่ยอมโผล่หน้าต่างออกไปดูอะไรตอนกลางค่ำกลางคืนอีกเลยค่ะ! บรื๋ออออ….

ผีจากเบื้องบน

เย็นนั้นผมไปนั่งดวดเหล้าแก้กลุ้มอยู่ที่ร้านข้าวต้มอ้วนผอมเพียงเดียว ดาย เพื่อนฝูงที่เคยมีเป็นกระตั้กก็ไม่รู้หายหัวไปไหนหมด ไม่อยากคิดถึงคำพังเพยเก่าๆ ให้ช้ำใจเปล่าๆ

“ยามมั่งมีผีผอมตอมกันแดก ยามถังแตกผีอ้วนชวนกันหนี”

ชีวิต คนเรามันก็แค่นี้แหละครับ ผมเองก็ไม่ได้คิดอะไรมากตามประสาคนวัยเลยสามสิบไม่เท่าไหร่ ยังไม่มีลูกเมียให้ห่วงใย เงินทองก็ยังพออุ่นกระเป๋า เอาไว้ให้หายเซ็งซักพักค่อยดิ้นรนหางานการทำกันใหม่

“ไอ้เอ๋โว้ย พ่อมึงมาหาแล้วว่ะ!”

เสียง คุ้นหูดังขึ้นใกล้ๆ โต๊ะ หันขวับไปเห็นไอ้โห้เพื่อนเกลอก็ดีใจแทบกระโดดกอด ชักชวนให้มันนั่ง ร่วมโต๊ะ สั่งแก้วมาเพิ่ม ตั้งปัญหาว่ามันอยู่บางกรวยแล้วถ่อมาทำอะไรถึงนี่? มันก็ตอบสั้นๆ ว่าได้ข่าวผมตกงานก็เลยรีบมาเยี่ยม ไปหาที่บ้านไม่เจอก็เดาว่าคงมาซัดเหล้าแก้กลุ้มแถวปากซอยน่ะซี

ผมเองก็เคยเจอะเจอเรื่องแบบนี้มาแล้ว อย่างแรก บริษัทที่ผมทำงานอยู่ใกล้ๆ บ้านในนนทบุรีเกิดเลิก กิจการดื้อๆ โดยมีสาเหตุมาจากการขาดทุนยุบยับ ไหนจะมีข่าวเรื่องการปรับค่าแรงขึ้นเป็นวันละ 300 บาท อีกล่ะ ถึงกับร้องไอ๊หยา อั๊วทู่ซี้ต่อไปไม่ไหวแล้วว่ะ! แต่ยังมีน้ำใจจ่ายเงินเดือนให้พนักงานคนละ 3 เดือน ก่อนจะโบกมือบ๊ายบายขายใครต่อก็ไม่รู้?

อ้าว? แฟนผมที่ขายของอยู่หน้าตลาด กำลังรักกัน จี๋จ๋าอยู่ดีๆ พอรู้ว่าผมตกงานออกมาเตะฝุ่นได้ไม่นาน คุณเธอก็มีไอ้หนุ่มคนใหม่ขับรถเก๋งมารับตอนเย็นๆ ให้เห็นตำตา…ตัดสวาทขาดสัมพันธ์กับผมไปดื้อๆ ซะยังงั้น แหละเอ้า!

นี่ไงครับ ที่ทำให้ผมเชื่อสนิทแล้วว่าเคราะห์ร้ายไม่ได้มาครั้งเดียว แถมถาโถมมาพร้อมๆ กัน…เท่านั้นยังไม่พอ หน็อย! ดันผ่าถูกผีหลอกเข้าจั๋งหนับอีกต่างหาก

เรื่องเป็นยังงี้ครับ

 

ฟังเพื่อนแล้วซึ้งครับ ไม่ใช่ว่าจะมีแต่เพื่อนกินเพื่อนกัน เพื่อนรู้ไม่ทัน เพื่อนกันก็เอาไปกินซะทั้งนั้น ไอ้ที่มีน้ำจิตน้ำใจลูกผู้ชายก็ยังมี ใช่ว่าจะเป็น “ตุ๊ดใจมด” ไปซะทั้งหมด

สรุปว่าคืนนั้นเราซัดเหล้ากันครึกครื้นแค่สองคน ไอ้โห้ชวนไปต่อที่บ้านมัน จะได้เปลี่ยนบรรยากาศใหม่ๆ ซะมั่ง ไม่ต้องจมอยู่กับที่เก่าเรื่องเก่าให้ให้ปวดกะโหลกเปล่าๆ คืนนี้ก็นอนค้างที่นั่นด้วยกัน พรุ่งนี้ค่อยกลับบ้าน…ขึ้นรถเมล์สายท่าน้ำนนท์-บางบัวทองไปได้เลย

อ๊ะ! เงินทองยังเต็มกระเป๋า ผมบอกไปแท็กซี่ดีกว่า คนมีเงินใจร้อนว่ะ!

แวะบรรเลงสุรากันอีกกลม ก่อนจะเดินข้ามสะพานคลองบางกรวยไปบ้านไอ้โห้ที่มันอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ห้องนอนชั้นบนดูปลอดโปร่ง แวดล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ยืนทะมึนอยู่ในราตรี ยังมีบรรยากาศของเรือกสวนอย่างในตัวจังหวัดสมัยผมเด็กๆ

ขณะนั้นดึกมากแล้ว ไอ้โห้หลับสนิทอยู่ในมุ้ง ส่วนผมกลับตาแข็ง อยากได้หงส์มาเป็นเพื่อนใจอีกซักแบน เพราะนอนตื่นใกล้เที่ยงมาหลายวันแล้วตั้งแต่ตกงานมาน่ะ

เสียงยอดไม้คร่ำครวญกับสายลม คืนนั้นไร้เมฆฝน เห็นพระจันทร์เต็มดวงลอยอ้างว้างอยู่กลางหาว แมลงกลางคืนขยับปีกเพื่อนราตรี ความคิดผมฟุ้งซ่านเพ้อเจ้อ… ว่าจะหักใจลืมจากอดีตสาวรักก็ลืมไม่ลง…ป่านนี้เธออาจจะหลับใหลอยู่เดียว ดาย หรือกกกอดอยู่กับชายคนใหม่ก็ไม่ทราบ? คงจริงอย่างที่เพลงเก่าๆ เขาร้อง

…ใจนางเหมือนดั่งทางรถ เคี้ยวคดเหมือนทางรถเมล์! เฮ้อ…

เอ๊ะ! เสียงแกรกกรากอะไรค่อนข้างดังอยู่ใกล้ๆ นี่เอง?

ตอนแรกนึกว่าหูแว่วไปเอง แต่เสียงนั้นยิ่งชัดเจนขึ้นทุกที จนทำให้ผมอดรนทนไม่ไหว ต้องเปิดมุ้งออกไปดูที่หน้าต่าง…แล้วก็ได้เห็นภาพแปลกประหลาดที่สุดใน ชีวิต!

แสงจันทร์ส่องสว่างให้เห็นร่างของเด็กชายอายุราว 7-8 ขวบ เปลือยเปล่าแทบไม่น่าเชื่อเพราะอากาศยามดึกในฤดูฝนค่อนข้างเยือกเย็นเอาการ กำลังเดินอยู่บนหลังบ้านที่อยู่ใกล้ๆ กัน…เด็กอะไรมาแก้ผ้าเดินบนหลังคายามดึกดื่นแบบนี้ล่ะ?

หรือว่าเด็กนั่นไม่ใช่คนอย่างเราๆ แต่…ความคิดผมสะดุดกึกเมื่อเด็กเจ้ากรรมก็หยุดชะงัก ค่อยๆ หันหน้ามามองผมอย่างเชื่องช้า ตาดำขลับจ้องเขม็ง ปากแดงระเรื่อยิ้มคล้ายแสยะ แต่ทำให้ผมรู้สึกขนหัวลุกกรูเกรียว ปากคอ แห้งผากไปหมด…

หัวใจเต้นโครมคราม รีบเผ่นกลับเข้ามุ้งทันทีทันใด!

สายวันรุ่งขึ้น ผมยังไม่ทันเล่าเรื่องเมื่อคืนให้ ไอ้โห้ฟัง ก็พอดีหันไปมองทางหน้าต่างนั้นอีกครั้ง คราวนี้ตกตะลึงอ้าปากค้างเมื่อเห็นตุ๊กตาดินเผาตัวโตเหมือนเด็กสองขวบนั่ง เอกเขนกพิงเสาไฟฟ้าโดดเด่นอยู่ในแสงแดดบนหลังคา…ขนหัวลุกซีครับ! บรื๋อออ…