Entries from May, 2013

สุสานร้าง

คนงานก่อสร้างเล่าให้แม่ค้าส้มตำฟังว่า ตอนดึกๆ เขาเคยได้ยินเสียงคล้ายแมวร้อง แต่ฟังอีกทีก็เหมือนเด็กทารกกำลังร้องไห้อย่างทุกข์ทรมาน เขากับเมียที่นอนอยู่ด้วยกันในเพิงก่อสร้างก็เลยเป็นห่วง ชวนกันลุกออกมาดูให้รู้แน่

ตอนแรกสงสัยว่าจะมีคนเอาลูกมาโยนทิ้งแบบ ที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ แต่เสียงนั้นกลับหายเงียบไป แต่ทั้งสองยังไม่ละความพยายามเพราะกลัวว่าเป็นเด็กจริงๆ คงจะแย่แน่เลย

ผลก็คือแว่วเสียงหัวเราะเบาๆ แต่เซ็งแซ่เหมือนหริ่งหรีดดังไปทั่วบริเวณ แล้วมีเสียงกระซิบว่า ขอบคุณนะ! ขอบคุณนะ…

สอง ผัวเมียสะดุ้งโหยง ร้องอุทานด้วยความตกใจ เผ่นกลับไปนอนคลุมโปงตัวสั่นงันงก แต่จากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น มิหนำซ้ำยังถูกลอตเตอรี่เลขท้ายสามตัวตั้งสองใบแน่ะครับ!

ผมเองก็เคยเจอเหมือนกัน…

ตอนพลบ ค่ำวันหนึ่ง ฝนตกพรำๆ ผมดูหนังสือสอบจนล้า เลยปิดแอร์แล้วเปิดหน้าต่างเพื่อรับลมเย็นฉ่ำ หอมกลิ่นไอฝนแล้วยังได้พักสายตาด้วยการมองออกไปไกลๆ ในช่วงก่อสร้างนี้ ตอนเย็นๆ พวกช่างจะมาก่อกองไฟ ปิ้งปลา ทำกับข้าวกินกัน เห็นแสงไฟสีส้มวับๆ แวมๆ

แต่คืนนั้น…ท่ามกลางแสงไฟวูบวาบ ผมเห็นเด็กๆ วิ่งเล่นกันอยู่ชั้นบนของบ้านที่กำลังสร้าง…เอาละซี ผมเจอของจริงแน่ๆ เลย! มีทั้งเด็กหญิงและเด็กชายตัวโตไม่เกินเด็กอนุบาล มี 4-5 คน กำลังเล่นซ่อนแอบกัน!

ใครว่าบ้านปลูกใหม่ไม่มีผีสิง?

ผมคนหนึ่งละครับที่ขอเถียงหัวชนฝา เพราะถ้ามองออกจากหน้าต่างห้องนอนของผมเอง ก็จะมองเห็นบ้านที่สร้างยังไม่ทันเสร็จหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ในความมืด สลัว เห็นแล้วเยือกเย็นหัวใจยังไงบอกไม่ถูก

บ้านหลังนี้อยู่เยื้องๆ กับบ้านผม คนละฝั่งถนนของซอยแคบๆ เมื่อก่อนที่ดินตรงนี้เป็นที่รกร้าง ทั้งๆ ที่ตลอดซอยก็มีบ้านช่องเต็มไปหมดแล้ว ผมอยู่ตั้งแต่เกิดมาเกือบ 20 ปี ชินตากับแผ่นฟ้าที่เปิดโล่งเพราะไม่มีอะไรมาบัง แล้วจู่ๆ เขาก็มาลงหลักปักเสาสร้างตึก 3 ชั้น

แม่เล่าสมัยก่อนบริเวณใกล้ๆ กันนี้มีคลินิกเถื่อนทำแท้ง เมื่อเอาทารกออกจากครรภ์แม่แล้ว เขาก็เอาซากใส่ถุงขยะสีดำมาโยนทิ้งที่พงหญ้ารกนั่นบ่อยๆ คิดแล้วคงไม่ต่ำกว่าพันศพแน่ๆ

ไม่ไกลจากบ้านผมก็เป็นศูนย์ของคุณมีชัย ทำไมไม่ไปที่นั่นก็ไม่รู้ สะดวก ปลอดภัยดีที่สุด ไม่แพงด้วย! ที่ผมรู้เพราะมีสาวใช้บ้านผมต้องไปเรียนวิชา “ตัวเบา”ที่นั่น…ไม่มีสามีแต่อยากมีลูกเฉยเลย

ทุกวันนี้คลินิกเถื่อนนั่นโดนตำรวจซิวไปเรียบร้อยแล้ว!

ได้ข่าวว่าคนที่รับทำแท้งกับเจ้าของคลินิกประสบอุบัติเหตุสยองตายหมู่ไปแล้ว ด้วย ทุกอย่างดูเหมือนจะจบสิ้นเสียที แต่ความสยดสยองยังอยู่ คนเก่าๆ ในซอยรู้ดีกันทั้งนั้นแหละครับ

เมื่อเจ้าของที่ที่เคยร้างมาปลูกบ้าน พวกเราเลยมองๆ กันแบบว่า…น่าเป็นห่วง!

 

ผมขนลุกซ่าไปทั้งตัว…ไม่ใช่คนแน่นอน! ใครจะให้ลูกไปวิ่งบนบ้านที่ยังไม่มีไฟฟ้า ยังไม่ได้สร้างลูกกรงกั้นราวระเบียงเลย มันอันตรายออกจะตายไป

ทันใดนั้น เหมือนจะรู้ว่าผมมอง หรืออาจจะเป็นเพราะเราสื่อกันได้แค่นั้น เพียงไม่กี่วินาทีทุกอย่างก็เงียบสงบ…ผมเล่าให้แม่ฟังคืนนั้นเอง แม่บอกว่าถ้าเห็นแบบนี้ต้องอุทิศส่วนกุศลให้เขาพ้นทุกข์นะ…ก่อนนอนผมก็สวด มนต์แผ่ส่วนกุศลให้ครับ

เรื่องผีที่บ้านใหม่นี้ยังมีอีก คือคนงานคนหนึ่งตื่นขึ้นมากลางดึก มองขึ้นไปบนระเบียงบ้านที่ยังไม่ได้ติดลูกกรง เห็นผู้หญิงผมยาวมาก แต่งชุดขาวตลอดตัว ยืนอุ้มห่อผ้าคล้ายเด็กทารกร้องครวญครางเบาๆ ดังแว่วมา

ผมสงสัยจังเลยว่าบ้านนี้ผียุ่บยั่บไปหมด เจ้าของบ้านเขาจะอยู่กันยังไง?

เรื่องนี้น่ากลัวสุดๆ คือที่ช่างโบกปูนเจอเต็มตา จนต้องลาออกก่อนจะสติแตกไปจริงๆ

กลางวันแสกๆ เธอผู้นี้กำลังโบกปูนเพลินเชียว ทันใดนั้นเธอรู้สึกว่ามีใครมาจ้องก็เลยหันขวับไปมอง…

คุณพระคุณเจ้า! ผู้หญิงชุดขาว ผมยาวกำลังทำตาโตเต็มที่เหมือนแกล้งหลอก ยืนตัวแข็งทื่อ อ้าปากพะงาบๆ ในปากมีแต่เลือดสดๆ แดงฉานเต็มปาก

ช่างโบกปูนเคราะห์ร้ายกรีดร้องสุดเสียง จนคนอื่นๆ ตกอกตกใจไปหมด

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าโดนผีหลอกอย่างจังๆ เพราะห้องที่เธอฉาบปูนนั้นมันอยู่ชั้นสอง แล้วผู้หญิงนั่นมายืนอยู่นอกหน้าต่าง…เธอยืนอยู่ได้ยังไงในเมื่อมันเป็น ผนังเรียบๆ

คืนต่อๆ มาผมไม่กล้าเปิดม่านหน้าต่างห้องนอนอีกเลย กลัวว่าจะเห็นอะไรจังๆ ที่ทำให้ช็อกตายน่ะซีครับ! บรื๋อออ…

เก้าอี้ผีดุ

ทีแรกดิฉันคิดว่าเป็นคนเดียว แต่พอมาคุยกันถึงได้ รู้ว่า สามี ลูกสาวและลูกชายก็เห็นภาพแบบเดียวกับที่ดิฉันเห็น บางทียังไม่หลับด้วยซ้ำ แค่เคลิ้มๆ จิตก็ดิ่งราวถูกแม่เหล็กดูดไปเลย…แล้วก็จะกลับไปอยู่ในมิติของเรือนน้ำอีก แล้ว!

ถ้าถามว่ากลัวไหม? ตอบได้ว่าทุกคนไม่กลัว อาจจะกังวลใจนิดๆ ว่าเรากำลังถูกอะไรบางอย่างครอบงำ…พูดง่ายๆ ก็ประเภทผีสิงหรือผีเข้า ทำนองนั้น

เราแน่ใจว่าเก้าอี้โยกตัวนี้ต้องเป็นของเก่าแก่จริงๆ เจ้าของเดิมก็คงรักและหวงน่าดู…เธอสิงอยู่ที่เก้าอี้ หรือคะ?

เปล่า เลย! เวลาลุกมาเดินเปิดตู้เย็นดื่มน้ำตอนดึกๆ ต้องเดินผ่านเก้าอี้ตัวนี้ ไฟก็ไม่ได้เปิดเพราะมีแสงสลัวจากภายนอก เราไม่เคยเห็นผี เห็นวิญญาณ แถมไม่เคยหวาดหวั่น ขนลุกขนชันหนาวเยือกอีกด้วย…ทุกอย่างเป็นปกติดี!

ดิฉันเองยังอยู่ในวัย 40 กว่าๆ ยังจำได้ถึงเก้าอี้ไม้รูปทรงสง่างาม ขาทั้งสี่ติดอยู่บนแผ่นไม้ที่ดัดขัดเกลาให้โค้ง คุณปู่และคุณพ่อดิฉันชอบนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ จิบกาแฟ ดูทีวี หรือดูหลานๆ วิ่งกันจากเก้าอี้โยกนี้แหละค่ะ

เมื่อเวลาผ่านไปก็ไม่เห็นใครนิยมนั่งเก้าอี้โยกเหมือนเดิม

พวกเรามักจะชอบโซฟานุ่มๆ ขดตัวสบายๆ เผลอๆ ก็เหยียดตัวนอนหลับ หรือไม่ก็เป็นเบาะอันใหญ่ สูง ภายในยัดเม็ดโฟมกลมๆ เวลานั่งจะจมอยู่ในนั้น…เป็นความสุขไปอีกแบบหนึ่ง

ปกติดิฉันไม่ชอบเก้าอี้โยกหรอกค่ะ เพราะนั่งแล้วเวียนหัว อายุปูนนี้เกือบจะ 50 อยู่รอมร่อ ที่เขาเรียกว่า…เลือดจะไปลมจะมานั่นไงคะ!

กระทั่งเมื่อผ่านร้านขายของเก่าย่านสุขุมวิท ดิฉันเห็นเก้าอี้โยกตัวหนึ่ง มันดูดึงดูดใจบอกไม่ถูก อาจจะเพราะรูปทรง เนื้อไม้และสีธรรมชาติงดงามนั้น ทำให้หวนกลับไปคิดถึงความสุขความอบอุ่นในวัยเยาว์

ดิฉันซื้อเก้าอี้ตัวนั้นอย่างไม่ลังเล รู้สึกเหมือนพบส่วนหนึ่งของตนที่ทำหายไปนานแล้ว!

เมื่อนำเก้าอี้โยกมาตั้งไว้ในห้องดูทีวี ลูกสาวลูกชายวัยรุ่นกับสามีดูจะชอบอกชอบใจไม่เบา ถึงกับแย่งกันนั่งแน่ะค่ะ บอกว่าสนุกแปลกๆ ดี

ส่วนดิฉันเองนั่งแล้วเวียนหัว ที่ซื้อมาก็เพราะความสุขในใจ และก็คิดไม่ผิด เพราะลูกๆ ดูจะรักเก้าอี้โยกตัวนี้เป็นพิเศษ ลูกสาวถึงกับหาเบาะมารองนั่งและที่พิงพนัก…น่านั่งขึ้นอีกเยอะเลย

เผลอๆ ดิฉันยังหย่อนตัวลงไป มันเหมือนเก้าอี้โอบอุ้มเนื้อตัวเอาไว้ ที่วางแขนทั้งสองข้างก็คล้ายท่อนแขนที่กำลังจะโอบกอด พอหลับตาเอาปลายเท้าแตะพื้น เก้าอี้ก็โยกเบาๆ ช่างนุ่มนวลดีจริง…ไปๆ มาๆ เผลอหลับไปบนเก้าอี้ตัวนี้บ่อยมาก

แต่แล้วก็มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นค่ะ!

ดิฉันมักจะฝันว่านั่งอยู่ในเรือนริมแม่น้ำ บนเก้าอี้ตัวนี้เลย…ขณะที่โยกเก้าอี้เบาๆ พลางมองดูสายน้ำไหลผ่านหน้า มีเรือพาย มีกอผักตบชวา…ทุกอย่างดูสะอาด ปราศ จากมลพิษ คิดๆ แล้วคงเป็นช่วงเวลาเมื่อ 50-60 ปีก่อนแน่เลย

บางทีก็เป็นยามเช้า มีพระพายเรือบิณฑบาต แม่น้ำเป็นประกายสีชมพูกุหลาบและแสงเงินแสงทอง บางครั้งก็ยามบ่ายแสนเงียบสงบ

ในฝันนั้นคล้ายกับดิฉันเป็นผู้หญิงอีกคนที่ไม่ใช่ตัวเอง บางทีเวลาตื่นยังงงๆ พิกล มันปรับเวลาไม่ถูกค่ะ…ลืมตาตื่นขึ้นมาก็กลายเป็นปัจจุบัน…

 

ดิฉันเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย สอนประวัติศาสตร์ เชื่อทั้งเรื่องวิญญาณและบาปบุญคุณโทษ เคยพูดคุยกับผู้รู้…ท่านบอกว่าบางทีก็ไม่ใช่ผีสางนางไม้ แต่เป็นพลังบางอย่างที่ประทับรอยอยู่ที่นั่น อาจจะเป็นเก้าอี้ เตียง รถยนต์ หรือแม้แต่รถเข็น

กระแสพลังนั้นอาจจะเป็นความสุขที่ล้ำลึก เมื่อเจ้าของเก้าอี้โยกนั่งตรงนี้ รู้สึกแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่านับเป็นปีๆ หรือสิบๆ ปี มันสุขปนเศร้าบอกไม่ถูก…

เธออาจกำลังคิดถึงใคร หรือดื่มด่ำ รักสถานที่ ผูกพันกับชีวิตเงียบสงบเช่นนั้นก็เป็นได้

โชคดีที่พลังบนเก้าอี้โยกตัวนี้เป็นพลังบวก พลังที่ดีงาม ถ้าเป็นพลังลบละก็แย่เลย…สมมติว่าเจ้าของเดิมหดหู่ซึมเศร้า เหงาหงอย อยากตาย! พวกเราก็จะได้รับความรู้สึกนั้นด้วยแน่นอน!

หรือถ้าเป็นเรื่องผี เจ้าของเขาหวง ไม่อยากให้เราครอบครองสมบัติของเขาแล้วปรากฏตัวหลอกหลอนทวงคืนละก็หัวโกร๋น กันทั้งบ้านแน่ๆ น่าขนลุกเอาการ

ดิฉันแน่ใจว่าวิญญาณเจ้าของไม่ได้อยู่ที่เก้าอี้โยกนี้หรอกค่ะ มันเป็นเพียงพลังหรือกระแสจิตที่สวยงาม…เป็นเรื่องที่แปลกดีนะคะ!

ถ้ำใต้ดิน

เหวนรกนั้นชื่อก็บอกตรงตัวอยู่แล้ว ที่แน่ๆ ก็คือมี สัตว์ตกลงไปตายมากมายเพราะพลาดพลั้ง หรือลื่นพรวดพราด ลอยละลิ่วลงไปแหลกเหลวกับก้อนหินก้นเหวนั่นปะไร!

ถ้าไม่มีคนตาย หรือตายแค่ 2-3 คน ก็คงไม่มีใครยกย่องว่าเป็นเหวนรกหรอกน่า…จริงมั้ยครับ?

ถ้ำมรณะก็เหมือนกัน!

อาจ จะมีสัตว์ร้ายสิงสู่อยู่ในถ้ำ ตั้งแต่เสือ หมี จนถึงงูเห่า งูจงอาง พิษสงขนาดฉกปั๊บเข้าให้ก็ไม่ต้องไปหาหมอให้เสียเวลา…ขุดหลุมฝังได้เลย! เพราะพิษร้ายจากเขี้ยวอสรพิษชนิดนี้แม้ว่าจะไม่รุนแรงเท่างูเห่า แต่มีจำนวนมากมายกว่างูเห่าราวสองเท่าตัว

หมองูที่เสาวภาท่านยืนยันว่า พิษงูจงอางสามารถฆ่าช้างได้ 1 ตัว ฆ่าคนได้ 20 คน!

สาเหตุก็เพราะในป่าเขาลำเนาไพรแสนเปล่าเปลี่ยวนั่นน่ะ เป็นที่สิงสู่ของบรรดาอสุรกายสารพัดชนิด ไม่ว่าผีมีระดับอย่างเจ้าป่าเจ้าเขา รวมทั้งเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่สิงสถิตอยู่ตามต้นไม้และภูเขา ส่วนมากน่ะจ้องจะเอาชีวิตคนท่าเดียว จนใครที่ผ่านไปมาต้องเซ่นวักตั๊กแตนกัน ถึงจะรอดชีวิตไปได้

อ้อ! ที่อยู่ใกล้ถนนรนแคมหน่อย ก็มีคนสร้างศาลให้อยู่เป็นที่เป็นทาง ต้องจุดธูปเทียนบูชา มีผ้าเหลืองผ้าแดงพันไว้อร่ามไปแทบทั้งต้น

ท่านที่ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดไกลๆ คงจะเคยผ่านศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่เหล่านี้มาแล้ว คนเดินทางจะต้องแสดงความเคารพนบไหว้กันแปลกๆ ตามที่ได้ยินว่า “ท่านโปรด”

เช่นจุดประทัดสนั่นหวั่นไหวเมื่อถึงศาล จนคนที่ขับรถตามมาข้างหลังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ พานนึกว่าเกิดปล้นสะดมขึ้นแล้วก็มี!

ต้องกดแตรแป๊นๆๆ แสบแก้วหูคันละ 3 ครั้งติดๆ กันก็มี คิดดูเถอะว่าตอนที่มีรถราผ่านไปมาหลายๆ คัน บรรดาโชเฟอร์กดแตรบูชาเจ้าพ่อหลักหลวง เจ้าแม่เขาชะโงก ดังสนั่นหวั่นไหวติดๆ กันแบบนั้น คนที่ไม่เคยระแคะระคายมาก่อนจะอกสั่นขวัญแขวนขนาดไหน

ที่ไม่เคยกดแตรก็ต้องกด! ที่ไม่ได้ตั้งใจก็สะดุ้งโหยง พลอยบ้าจี้กดแตรลั่นรถ จนคนที่มาด้วยวี้ดว้ายกันระงมก็เคยปรากฏมาแล้ว!

ตกใจจนกดติดๆ กันเกือบสิบทีกว่าจะหยุดได้ ก็ไม่เป็นไร…เผื่อเหลือเผื่อขาดครับของพรรค์นี้ กด แล้วสบายใจ เข้าทำนอง “เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม”

เหวนรก! ถ้ำมรณะ! ต้นไม้ผีสิง…ของพวกนี้ก็ต้องอยู่ในป่าดงเป็นของธรรมดา

 

นอกจากสัตว์ร้ายต่างๆ แล้วก็อาจจะมีถ้ำนรกหลบซ่อนอยู่ตามหลืบถ้ำมืดสลัว ไม่มีปล่องให้แสงแดดส่องลงมาถึง มัวแต่เดินเก้ๆ กังๆ เหลียวซ้ายแลขวาก็อาจจะหล่นวูบ…รู้สึกคล้ายโดนธรณีสูบเมื่อไหร่ไม่รู้ตัว

ลืมตาอีกทีก็เห็นยมบาลแยกเขี้ยวรอคอยอยู่แล้ว อย่าทำล้อเล่นกับถ้ำนรกไปเชียว!

ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ก็คือเรื่องอื้อฉาว “ขุมทองเมืองกาญจน์” ในถ้ำลิเจีย ที่ใครๆ ไปขุดหากันมาหลายสิบปีแล้ว แม้แต่ทุกวันนี้ก็ยังแยกย้ายกันขุดหาทองคำที่เชื่อว่าทหารญี่ปุ่นฝังไว้ก่อน แพ้สงคราม เรียกว่า “ขุมทองโกโบริ” จนกลายเป็น “ขุมทองโกโบเลอะ” ไปแล้ว

ดูในข่าวทีวีจะเห็นมีการตั้งศาลเพียงตา บูชาบัตรพลีด้วยหัวหมูบายศรี แถมเหล้าตามธรรมเนียมไทยๆ เป็นการบอกกล่าวกับขอขมาลาโทษเจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขาเสียก่อน จะได้ไม่เกิดเรื่องอัปมงคล…พูดตรงๆ ว่าไหว้ผีกันละครับ

ไหว้ไปทำไมกัน?

ก็เพราะเชื่อว่ามีวิญญาณเก่าใหม่สิงสู่ซับซ้อนอยู่ในนั้นมากมาย คือในถ้ำนั่นย่อมเคยมีคนยุคก่อนประวัติ ศาสตร์อาศัยอยู่ จนถึงยุคหลังๆ ที่คนเข้าไปหลบแดดหลบฝน หรือแม้แต่หลบสัตว์ร้าย แล้วก็ต้องล้มตายในถ้ำเพราะเจ็บป่วยบ้าง ถูกฆ่าตายจากคนหรือสัตว์บ้าง

ที่น่าสยดสยองกว่านั้นก็คือ…ถูกผีหักคอตาย!!

โดยเฉพาะพวกที่ไปขุดหาสมบัติ ขุดทอง แต่ต้องมาจบชีวิตเพราะตกเหวตาย เป็นไข้ป่าตาย หลงทางหลงถ้ำจนหมดแรงขาดใจตายไปเอง ขนาดระบุชื่อว่าคนนั้นคนนี้ตายเมื่อใด

ในถ้ำนรกที่ว่าก็ต้องตั้งศาลพร้อมเครื่องบัตรพลีอย่างที่ว่า เพื่อให้วิญญาณหลากหลายเหล่านั้นได้มากินเครื่องเซ่นจนอิ่มหนำสำราญ จะได้ไม่โกรธเกรี้ยว มารบกวนการทำงานให้ยุ่งยากเปล่าๆ

แหม! เป็นผีแล้วยังชอบเครื่องเซ่น คนเป็นๆ จะไม่ให้ชอบ “ส่วย” ได้ยังไงกัน?

เจ้าที่แรง

พ่อจัดการปลูกกระท่อมทำด้วยไม้ไผ่ทั้งหลัง ฝาก็ใช้ไม้ไผ่ขัดแตะ พื้นหรือฟากก็ใช้ไม้ไผ่ แต่หลังคาใช้หญ้าคา พ่อบอกว่าทนแดดทนฝนอย่างน้อยก็ 2-3 ปี

ข้างบ้านมีลำธารเล็กๆ น้ำเย็นมาก บรรยากาศเงียบสงบ อากาศสดชื่น เย็นสบายดีเราอยู่กันอย่างมีความสุข เพราะพี่ชายทั้งสองก็โรงเรียนปิดเทอมพอดี กลางคืนเราจุดตะเกียงรั้วนอนคุยกัน แล้ววางแผนที่จะทำไร่ต่อไป

ที่สองคนจะนอนข้างซ้ายของแม่ น้องชายกับดิฉันนอนขวา แต่ดิฉันได้เปรียบที่ได้นอนใกล้พ่อด้วย

กว่า พ่อจะกลับจากป่าที่ทำไร่มาก็มืดทุกวัน บางครั้งเจอเพื่อนบ้านถูกคอกัน ก็จะมีการตั้งวงก๊งเหล้าตามประสาผู้ชาย และมักจะติดลมจนดึกดื่นราว 3-4 ทุ่มขึ้นไป

วันหนึ่งพ่อบอกว่าวันนี้อย่าเพิ่งรีบนอนกันนะ จะเอาขนุนมาฝาก ดิฉันก็ไม่นอนจนดึก พ่อกลับมาพร้อมกับขนุนสุกลูกโต หอมฉุยเลย พ่อบอกว่าพรุ่งนี้ค่อยกินนะลูก จะได้กินพร้อมๆ กัน ดิฉันก็จำต้องรอด้วยความอยากกินจนนอนไม่ค่อยหลับ

เมื่อถึงเวลานอน พ่อจะนอนนอกมุ้งโดยบ่นว่าร้อน เดี๋ยวจะเข้ามุ้งตอนอากาศเย็นกว่านี้หน่อย แล้วพ่อก็หลับ ส่วนดิฉันยังนอนลืมตาอยู่…

พ่อแม่ดิฉันมีลูก 4 คน อาชีพทำนา ยามว่างจากหน้านาพ่อก็หาลำไพ่พิเศษด้วยการตระเวนเล่นดนตรีไทย แล้วแต่จะมีใครจ้าง ดนตรีก็มีประเภท แตรวง ปี่พาทย์ พ่อเองถนัดเล่นซอมากที่สุด เมื่อลูกชาย 2 คนเติบโต เล่นดนตรีเก่งแล้ว พ่อก็วางมือ

ยามว่างพ่อชอบออกตระเวนป่า จับจองที่บ้าง ปลูกมัน ปลูกถั่วแล้วแต่พื้นดินจะอำนวย ชอบไปคนเดียว 7 วัน 10 วันตามความพอใจ ครั้งหลังนี่ชวนแม่ไปด้วย ปล่อยให้ลูกอยู่ด้วยกันตามลำพังพี่ๆ น้องๆ

ดิฉันเป็นคนที่ 3 มีน้องชายอีกคน อายุไล่เลี่ยกัน

ครั้งสุดท้ายพ่อพาเข้าป่าทั้งหมด บอกว่าได้ที่ทำไร่กับถางหญ้าไว้แล้ว ตั้งใจจะลงข้าวโพด ถั่วลิสงกับมันเทศ…ตกลงพวกเราเดินทางด้วยรถไฟบรรทุกซุงของบริษัทหนึ่ง ตอนบ่ายรถมุ่งเข้าป่า รุ่งเช้าก็บรรทุกซุงท่อนใหญ่ๆ ออกมาส่งโรงเลื่อยในตัวจังหวัด

ครอบครัวเราโดยสารรถไฟเข้าป่าวันต่อมา โดยไปสิ้นสุดลงที่ “ลาดกระทิง”

 

ทันใดนั้นดิฉันก็ใจหายวาบเมื่อเห็นร่างหนึ่ง ดำทะมึนสูงใหญ่มาก เดินขึ้นบันไดมาช้าๆ ดูน่ากลัวที่สุด ดิฉันร้องเรียกพ่อสุดเสียง บอกว่ามีใครขึ้นบ้าน เพราะบ้านเราไม่มีประตู ขึ้นบันไดมาก็ถึงที่ที่พวกเรานอน พ่อตกใจเสียงดิฉัน แต่บอกว่าพ่อไม่เห็นมีใครเลยสักคน

ดิฉันบอกว่านั่นไง! เดินเข้ามาทางหัวนอนแล้วเพิ่งเดินลงบันไดไปหยกๆ นี่เอง!

พ่อบอกไม่มีอะไรหรอกลูก นอนซะเถอะ…

ตื่นเช้ายังไม่หายตื่นเต้นจากความกลัวเมื่อคืนนี้เลย!

ตอนสายๆ รู้ว่าแม่ไม่สบาย มีอาการปวดหัวเหมือนมีคนมาบีบคอเมื่อคืนนี้…เจ็บมาก แต่ร้องไม่ออก

แม่ล้มป่วย แต่ก็ไม่ถึงกับอาการหนัก เป็นๆ หายๆ ชวนพ่อกลับเข้าเมือง แต่พ่อบอกอีก 2-3 วันนะ…พวกเราก็อยู่กันมาอีก 5-6 วัน หลังจากเหตุการณ์น่ากลัวในคืนนั้น

คราวนี้พ่อเป็นคนเห็นร่างนั้นเองเดินขึ้นบันไดมา…เมื่อพ่อเอะอะโวยวายขึ้น ร่างน่ากลัวนั้นก็หันกลับเดินลงบันไดไป!

คืนต่อมาไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนนอนประจำที่หลับกันหมด จนกระทั่งตื่นขึ้นตอนเช้าจึงได้ตกใจแทบช็อกไปตามๆ กัน เมื่อเห็นพ่อนอนลืมตาโพลง รอบคอเขียวช้ำและหมุนได้รอบ

ดิฉันเองยังเด็กไม่ค่อยรู้รายละเอียด รู้แต่ว่าพ่อไปนอนวัด แม่เจ็บหนัก

ดิฉันถูกส่งตัวกลับไปหาลุงกับป้าในเมือง ถูกกันไม่ให้เจอกับแม่ที่รักษาตัวอยู่โรงพยาบาล และมารู้แน่อีกครั้งเมื่อลุงกับป้าบอกว่าพ่อตายแล้ว!

มีคนเล่ากันว่า ก่อนตายพ่อไปยืนฉี่รดต้นไม้ใหญ่ในป่า ด้วยความเมาจึงได้พูดจาท้าทายขึ้นลอยๆ ว่า ถ้าแน่จริงก็ให้ไปหาที่บ้าน…เท่ากับพ่อได้ท้าทายสิ่งที่ไม่ควรลบหลู่ชนิด ที่ไม่น่าจะกระทำเลย

ทุกคนมาทราบเมื่อพ่อตายไปแล้ว

ที่ทราบแน่ชัดยิ่งขึ้นก็เพราะมีพระอาจารย์ที่วัดท่านนั่งทางในดูจึงรู้สาเหตุ

ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่เชื่อในเรื่องนี้ ตอนยังเด็กอาจจะไม่ค่อยประสีประสานัก แต่เมื่อเติบโตขึ้นได้ประสบเหตุการณ์น่าขนหัวลุกทำนองนี้หลายครั้ง ทำให้เชื่อสนิทเลยค่ะว่า…วิญญาณมีจริง!

โรงแรมผีสิง

 

 

ราวๆ สองทุ่ม ผมได้ยินเสียงประตูห้องข้างๆ ปิดดังปังใหญ่ เล่นเอาตกใจแทบสะดุ้ง แหม…เรากำลังตรวจงานเพลินๆ เล่นแบบนี้แย่จริงๆ ช่างไม่มีมารยาทเสียเลย

อ้อ! ลืมเล่าไปว่าห้องผมกับห้องนั้นมีประตูเปิดถึงกันได้ ซึ่งต้องใช้กุญแจแม่บ้านไขเท่านั้นเพราะมันล็อกอยู่ และก็ไม่มีลูกบิดหรือกลอนเลย มีแต่กุญแจลุ่นๆ อย่างเดียวเท่านั้น

หลังจากประตูปิดปังแล้วก็ได้ยินเสียงคนคุยกัน พวกเขาคงซื้อของมาด้วยถึงได้มีเสียงถุง ก๊อบแก๊บดังอยู่ตลอด ผมชักรำคาญแต่ไม่รู้จะทำยังไงดี ก็เลยก้มหน้าก้มตาตรวจงานต่อ…พอเริ่มมีสมาธิ หูก็ไม่ได้ยินเสียงอื่นใด จนกระทั่ง…

นั่นคือการอบรมพนักงานบริษัทโดยมากัน 3 ผลัด ผลัดละ 3 วัน พวกเขาพักในค่าย ผมเองเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารส่วนบุคคลขอพักโรงแรมดีกว่า ผมมีรถขับเอง สะดวกสบาย และนิสัยผมไม่ชอบปะปน นอนร่วมห้องกับใคร โดยเฉพาะคนแปลกหน้า

ห้องที่พักอยู่ชั้น 3 ประตูลิฟต์เปิดมาก็แทบจะต้องกับประตูห้องผมพอดี!

เคย ได้ยินมาว่าลักษณะแบบนั้นเป็นอาถรรพณ์… ไม่จริงหรอก สะดวกดีด้วยซ้ำ เดินออกจากลิฟต์แค่ไม่กี่ก้าวก็ไขประตูเข้าห้อง เลย แต่คนที่กลัวอาถรรพณ์เขาบอกว่าถ้าดึกๆ เอาลูกกะตามองตรง “ตาแมว” หรือกระจกกลมๆ เล็กๆ ที่ประตูเราจะเห็น…ผี!!

ผมเคยลองมองดูนะครับ ไม่เห็นมีอะไรเลย แต่ยอมรับว่ามันวังเวงใจน่าดู

เมื่อ กินอาหารเย็นราวทุ่มเศษก็ขึ้นห้อง อาบน้ำเปลี่ยนชุดให้สบายๆ จากนั้นก็เอางานขึ้นมาทำ นอกจากบางวันที่ค่ายมีการเล่นภาคกลางคืน ผมก็จะไปดูแลจนกว่าจะเสร็จงาน…แต่คืนแรกที่ผมพักก็เจอเรื่องแปลกประหลาด ทันที!

“ปังๆๆๆๆ!!” เสียงเขย่าประตูที่เปิดถึงกัน…มันจะทำอะไรของมันวะ?

ผมชักยัวะขึ้นมา…ทำเอาตกอกตกใจเป็นครั้งที่สองแล้วนะ! ผมเริ่มคิดว่าห้องนั้นคงมีเด็กมาด้วย ถ้าเป็นผู้ใหญ่ทำ…ไม่บ้าก็คงใกล้ตายมั้ง ถึงได้เขย่าประตูชาวบ้านเขาแบบนี้น่ะ!

เงียบไปพักหนึ่งก็เขย่าอีกแล้ว…ปังๆๆๆ แล้วก็เงียบกริบ…ไม่ได้การแล้วล่ะ ผมต้องทำให้เขารู้ซะบ้างว่าห้องนี้มีคนอยู่!

คิดแล้วก็ผลุนผลันไปตบประตูสองปัง แค่นี้เขาก็ต้องรู้แล้วล่ะ…ผมเอาหูแนบกับประตู ฟังซิว่าเขาจะว่ายังไงกันมั่ง? แต่ไม่มีเสียงอะไรเลย มันเงียบสนิทราวไร้ผู้คน

เฮ้อ! แปลก…

ผมจ้องประตูบานนี้อยู่พักใหญ่ แล้วค่อยๆ ถอยมานั่งเตียง หยิบงานขึ้นมาตรวจต่อ…อ้าว? ยังไม่ทันรวบรวมสมาธิเลยก็เกิดเสียงทะเลาะกันบ๊งเบ๊ง…มันเป็นภาษาจีนครับ ดังลั่นเชียว…เอ้า! ทะเลาะกันเข้าไป…สัก 5 นาทีก็หยุด แล้วเงียบกริบ

ผมยอมแพ้…เปิดทีวีดูดีกว่า จนสี่ทุ่มชักง่วงเลยปิดทีวีเข้านอน

ในความมืด ผมกำลังจะหลับก็ได้ยินเสียงเกาประตูด้านข้างดังแกร๊กๆ สักพัก…เขาทะเลาะกันอีกแล้ว คราวนี้นานเชียวเกือบ 15 นาทีได้…พอเหนื่อยก็ย้ายของกันล่ะซิ เสียงเลื่อนเตียงเลื่อนตู้… เอ้า! โป๊ะไฟล้มดังโครม!

ไม่ไหวแล้ว ผมเองน่ะกว่าจะหลับได้ก็แทบแย่…พอรุ่งเช้ารีบลงไปบอกกับทางโรงแรม ผู้หญิงที่รับเรื่องทำหน้าพิกล ผมเห็นเธอขนลุกเกรียวชัดๆ แต่กลับบอกว่าไม่มีอะไร…แล้วจะจัดการให้

คืนที่ 2 ที่ 3 เหตุการณ์ยังเหมือนเดิม จนผมไปถามแม่บ้าน…เธอตบอกผางบอกเสียงระรัวว่า “ย้ายห้องเถอะคุณ! ฉันจะช่วยคุณย้ายเอง ไปอยู่ชั้น 4 ดีกว่า ห้องข้างๆ คุณน่ะไม่มีใครกล้าอยู่หรอกค่ะ”

แล้วเธอก็มือไม้สั่น เปิดห้องนั้นให้ดู!

แปลกประหลาดที่สุด ห้องนั้นไม่มีใครอยู่จริงๆ มันเหม็นอับและอึดอัดพิกล…แม่บ้านรีบปิดประตูแล้วเล่าว่า ห้องนี้เคยมีคนไต้หวันมาพักสองคนผัวเมีย แล้วก็ทะเลาะกันโดยไม่รู้สาเหตุจนผัวระงับโทสะไม่ได้ เอาโป๊ะไฟขว้างหัวเมียแตกเป็นแผลฉกรรจ์ จนเธอกะโหลกแตกแต่ไม่ได้ตายทันที

เธอคงมาทุบประตูที่เชื่อมระหว่างห้องเพื่อขอความช่วยเหลือ…เมื่อพบอีกทีเธอก็สิ้นใจในห้องนี้แหละ

ผมจะเชื่อผีดีมั้ยเนี่ย? มันมีพลังลึกลับบางอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้…ไม่เอาละ! ผมทำตามที่คุณแม่บ้านบอกดีกว่า แต่ไม่ได้ย้ายห้องนอน…ผมย้ายไปนอนค่ายกับพวกพนักงานบริษัท ปลอดภัยกว่ากันเยอะเลยครับ!

ผีเพื่อน

เวลาที่อยู่ในนาทีวิกฤต ทุกอย่างเชื่องช้าเหมือนหนังสโลว์โมชั่น มันอาจจะแค่เสี้ยววินาที แต่ดิฉันรู้สึกเหมือนนิรันดร์กาล!

ขณะกำลังตกตะลึง ทำอะไรไม่ถูก ดิฉันรู้สึกว่ามีใครกระทืบบนหลังเท้าข้างที่เหยียบคันเร่ง…รถพุ่งปราดออก ไปเต็มแรงเหมือนลูกธนู ดิฉันรอดตายอย่างหวุดหวิด…รถไฟพุ่งผ่านท้ายรถไปชนิดฉิวเฉียด…คุณพระ ช่วย! กฤตนั่งอยู่บนเบาะที่นั่งข้างคนขับนี่เอง

ใบหน้าของเขาดูกระจ่างใส เขายิ้มให้ดิฉันก่อนจะเลือนหายไป…

ดิฉันหยุดรถ หมดแรงที่จะขับต่อ ต้องรวบรวมสติอีกพักใหญ่จึงจะค่อยๆ ประคองรถไปให้ถึงโรงแรมที่พักได้…ตลอดเวลาก็คิดทบทวนว่ามันเกิดอะไรขึ้น?

กฤตตายตรง

นี้!! เขาถูกรถไฟชนตายตรงที่ดิฉันเพิ่งผ่านมาหยกๆ และดิฉันก็เกือบพบกับมรณะแบบเดียวกับเขานั่นเอง!
กฤต-เป็นเพื่อนผู้ชายที่เรียนหนังสือด้วยกันตั้งแต่ ป.1 จนจบมัธยมปลายที่โรงเรียนสาธิตค่ะ ความรู้สึกจึงผูกพันแบบคนที่โตมาด้วยกัน เราสนิทสนมกันมากตอนเรียนมัธยม พอเรียนจบเราต่างคนก็ต้องแยกย้ายกันไป

ดิฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ แต่พ่อแม่ส่งไปเรียนต่อที่อเมริกา ขณะที่กฤตเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองไทย รวมเวลาแล้วเราห่างเหินกันคนละซีกโลกตั้งเกือบ 5 ปีแน่ะ เราติดต่อกันแค่ไม่กี่ครั้ง เขียนจดหมายถึงกันแค่ 2-3 ฉบับ แต่ใจเรายังไม่ลืมกัน!

ดิฉันขับรถไปส่งกฤตที่บ้านของเขาในคืนนั้น…ระหว่างทางเราพูดคุยกัน กฤตห่วงว่าดิฉันทำงานหนัก กลับบ้านก็ดึก บ้านอยู่ไกลถึงพุทธมณฑลสาย 4 โน่น บ้านสามีของดิฉันน่ะค่ะ

ที่จริงบ้านดิฉันอยู่ลาดพร้าวตอนกลางๆ ถนนสาย เดียวกับบ้านของกฤต เขาห่วงว่าดิฉันจะง่วงและหลับใน อีกอย่างหนึ่ง ดิฉันชอบเปิดวิทยุในรถเสียงดังๆ กฤตบอกว่าไม่ดีเลย…เขาดุเพราะห่วงใยดิฉันมากนั่นเอง

แต่แล้ว…เขากลับต้องเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุร้ายแรงหลังจากคืนนั้นไม่กี่วัน!

กฤตไปทำธุระที่หัวหิน เขาทำงานให้กับโรงแรมเปิดใหม่แห่งหนึ่ง ต้องข้ามทางรถไฟบริเวณใกล้ๆ วัดลั่นทม ทางรถไฟแห่งนี้มีอุบัติเหตุบ่อย เพราะมีต้นไม้ข้างทางบังสายตา คนขับมักมองไม่เห็นว่ารถไฟจะมาเมื่อไหร่

วันที่เกิดเหตุสัญญาณไฟเสียค่ะ!

รถของกฤตอยู่บนรางรถไฟพอดีกับที่หัวรถจักรเสยเข้ามา!!

3 ปีผ่านไป ดิฉันเผอิญต้องไปสัมมนาที่นั่น และต้องขับรถผ่านทางรถไฟนี้

ตอนนั้นเป็นเวลากลางวัน แดดเปรี้ยง ดิฉันง่วงนอนและเปิดเพลงโปรดดังลั่น หวังจะปลุกอารมณ์ให้ตื่นตัว เปิดไม่เปิดเปล่ายังร้องตามไปด้วยชนิดแหกปากร้อง…มันส์ในอารมณ์เหลือเกิน

รถแล่นไปอยู่บนรางรถไฟโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้นนอกจากเสียงเพลง!

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกฤตดังก้องอยู่ใกล้ๆ หู “ระวัง…รถไฟมา!!”

โดยสัญชาตญาณ ดิฉันหันซ้ายหันขวา…ไหน? ไม่เห็นมีรถไฟ!

และแล้ว ดิฉันก็ต้องตกตะลึงจนตัวชา…หัวรถจักรอยู่ห่างจากดิฉันไม่เท่าไหร่เลย มันต้องชนดิฉันแน่ๆ นี่ล่ะ…ฉากความตายของเราเอง

หลังเรียนจบ ดิฉันกลับมาทำงานที่เมืองไทย กฤตมีธุรกิจส่วนตัวของครอบครัวเกี่ยวกับการทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่งบ้าน เราต่างคนต่างแต่งงานมีครอบครัว เมื่อมีภาระยิ่งทำให้ไม่ได้ติดต่อกัน ทั้งที่อยู่ห่างกันแค่เอื้อม คนเราก็เป็นแบบนี้ล่ะค่ะ…เพื่อนเก่าๆ จะจากกันไปมีชีวิตของตนแต่ละวันก็มัวยุ่งอยู่กับลูกกับเมียหรือสามี

วันคืนผ่านไปเป็นเดือนเป็นปี และก็หลายๆ ปี มันเหมือนเราลืมกันสนิท แต่ถ้าเกิดเจอกันเราจะกระดี๊กระด๊า ความรู้สึกรักและผูกพันยังเหมือนเดิมทุกอย่าง!

กฤตกับดิฉันพบกันนานๆ ครั้งในงานเลี้ยงรุ่น ดิฉันไม่ได้ไปทุกปีหรอกค่ะ กฤตเองก็เช่นกัน ฉะนั้นเราก็ ไม่ได้พบกันทุกปีหรอก แต่เมื่อเกือบ 3 ปีก่อนเราไป งานเลี้ยงรุ่นกันทั้งคู่…และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน!
นี่เป็นเพราะความตกใจทำให้ดิฉันเห็นภาพ และได้ยินเสียงเขาหรือคะ?

ดิฉันได้คำตอบอีกไม่กี่อึดใจต่อมา…นั่นคือ ที่หลังเท้าของดิฉันเจ็บมากๆ จริงสินะ! เมื่อตะกี้เขากระทืบคันเร่ง โดยเหยียบลงบนหลังเท้าของดิฉันแรงๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! วันรุ่งขึ้น หลังเท้าของดิฉันเขียวช้ำเป็นรอยใหญ่…มันเกิดขึ้นได้ยังไงคะ? หรือนี่คือร่องรอยที่กฤตฝากไว้จริงๆ?!

ปลาปีศาจ

ปลาสังกะวาดก็ชุมชะมัด เราเรียกกันว่า “ปลาแขยง” หว่านแหโครมหรือไม่ก็ใช้สวิงตักได้ทีละหลายสิบตัว แม้ว่าจะไม่ค่อยมีราคาค่างวดอะไรเพราะตัวมันขนาดหัวแม่มือ แต่เอามาผัดเผ็ดกินกับข้าว หรือให้พ่อแกล้มเหล้าก็รับรองว่าอร่อยที่ซู้ดดด…

ปลากระทิงชอบอยู่ น้ำลึก เนื้อก็เหนียวเป็นบ้า จนพวกเราไม่อยากยุ่งกับมัน แต่ปลาสวายนี่ซีครับที่น่าสนใจ นอกจากเนื้อหวาน มันย่องแล้วยังชุกชุมอยู่ไม่เบา ตอนนั้นน่ะ

ผมกับเพื่อนๆ ชอบจับปลาสวายกัน แม้กรรมวิธีจะยุ่งยากนิดหน่อยแต่ก็ไม่เกี่ยงงอนอะไร…ไม่นึกว่าจะโดนผีหลอก เข้าเต็มเปาจนหวิดหัวโกร๋นไปตามๆ กัน!

วันเกิดเหตุตอนบ่ายในฤดูหนาวเหมือนตอนนี้แหละครับ

เคยเป็นชุมทางผีเสื้อราตรีกับดงนักเลง มีเรื่องยกพวกเข้าห้ำหั่นกับทหารม้า หรือเหล่ายานเกราะบ่อยครั้ง ไล่ตีกันกระเจิดกระเจิงไปถึงศาลานกกระจอกหน้าโรงเรียนราชินีบน ซึ่งเป็นปลายทางของรถรางสายบางซื่อ-บางกระบือ ระยะสั้นๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของรถรางสายยาวที่มี 2 ตู้คือ บางกระบือ-วิทยุ

ตอนนั้นผมยังเล็กมาก พอรู้ความเขาก็เลิกรถรางไปตั้งปีมะโว้แล้วครับ

นอกจากท่าเขียวไข่กาที่มีเรือจ้างข้ามฟากไปฝั่งธนฯ ส่วนมากเป็นย่านบางอ้อ กับเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาไปถนนทหาร เกียกกาย หรือไม่ก็ท่าตาแหนวัดแก้วฟ้า ถ้าจะข้ามไปวัดเทพนารีแถวบางพลัดก็ไปลงเรือจ้างที่ท่าน้ำสามเสนดีกว่า

บ้านผมอยู่ริมน้ำ คล้อยไปทางท่าวัดจันทร์สโมสรที่ทางเข้าอยู่ตรงข้ามกับตลาดบางกระบือ พวกเพื่อนๆ ทโมนไพรก็อยู่บ้านช่องใกล้ๆ กันทั้งนั้น

อ้อ! ไม่ใช่ว่าเที่ยวเตร่หรือซุกซนไร้สาระเท่า นั้นนะครับ พวกผมยังช่วยพ่อแม่ทำมาหากินอีกต่างหาก!

แหม…คนแม่น้ำซะอย่าง อะไรมันจะถนัดไม้ถนัดมือยิ่งกว่าการหากุ้งหาปลาล่ะครับ? แถมสนุกสนานตื่นเต้นอย่าได้บอกใครเชียว

สมัยนั้นกุ้งปลาชุกชุมมาก แม่น้ำก็ไม่สกปรกเหมือนทุกวันนี้ พวกเราดำน้ำลงไปตามเสา ไม่ช้าก็คว้ากุ้งก้ามกรามตัวโตๆ ติดมือขึ้นมาแล้ว ส่วนพวกมืออาชีพที่เขาหากินทางตกกุ้งอย่างเดียวก็จอดเรือบดขวางน้ำ นั่งนิ่งเป็นรูปปั้น ได้ทั้งกุ้งนางกับก้ามกรามมาขายเป็นกอบเป็นกำ เลี้ยงลูกเมียได้สบายมาก

 

วันนั้นฟ้าครึ้มจนไม่เห็นแดด ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้ฝนหลงฤดูหรือฝนสั่งฟ้าจะเทกระหน่ำลงมา…ไอ้โหนกกับ ไอ้แป้นพายเรือไปวางลอบลอยไม่ไกลจากฝั่งนัก ส่วนผมกับไอ้โก้รอคอยทำหน้าที่สำคัญอยู่ที่ชายน้ำ…นั่นคือการช้อนปลาสวาย ตัวโตๆ เกือบเท่าปลากดคังที่มันเล่นน้ำมาจนพลัดเข้าไปในลอบลอยของเรา

เข้าไปแล้วว่ายหนีไม่สำเร็จหรอกครับ แถม เงี่ยงยังติดตาข่ายพลางดิ้นโผงผางให้เห็นกระจะตาอีกด้วย…

ไอ้สองเกลอนั่นพายเรือเข้าฝั่งแล้ว เดี๋ยวเดียวก็เห็นเหยื่อติดลอบดิ้นน้ำกระจายเล่นเอาผมกับไอ้โก้พยักพเยิดให้ กัน…ลงเรือไปพร้อมกับสวิงขนาดเหมาะมือเพื่อจะช้อนเหยื่อตัวอ้วนๆ ใส่เรือ

ไอ้โก้ถือท้าย ผมคุกเข่าอยู่หัวเรือ ส่วนไอ้สองคนแรกคงยืนลุ้นแทบไม่วางตา…ปลาสวายหลายตัวกำลังตกคลักอยู่ในลอบ จนแทบไม่เชื่อตาตัวเอง รีบเงื้อสวิงจ้วงพรวดแล้วตวัดขึ้นมา รับรองว่าไม่มีทางดิ้นหลุดลงน้ำไปได้เด็ดขาด…

แต่ไหงในสวิงมีแต่ความว่างเปล่าก็ไม่รู้?

“เอ๊ะ! อะไรกันวะ” ผมกับไอ้โก้ร้องเกือบพร้อมๆ กัน เสียงฟ้าร้องครืน รับกันเป็นทอดๆ ไม่ได้ทำให้เราสะดุ้งสะเทือนอะไรหรอกครับ แต่ที่ทำให้เราตกตะลึงพรึงเพริดก็คือ เห็นแต่หัวกะโหลกตาโบ๋ อ้าปากปะหงับๆ คล้ายจะหัวเราะร่าอยู่ในอวนลอยนับสิบๆ หัว!

ผมตกใจสุดขีดจนทิ้งสวิง โดดน้ำตูม ไอ้โก้โดดตามพลางแหกปากจ้า…รอด้วย…รอกูด้วย! แต่ผมหูอื้อตาลาย จ้วงน้ำพรวดๆ ตะกายขึ้นฝั่งได้ยังไงก็ไม่รู้ตัว

ส่วนไอ้แป้นกับไอ้โหนกคงเห็นเหตุการณ์น่าขนลุกทุกอย่างแล้ว…โธ่! ก็พวกมันนั่งก้นจ้ำเบ้า อ้าปากค้าง เบิกตาโพลง…เล่นเอาเราเข็ดหลาบการออกไปหากุ้งหาปลาตั้งแต่นั้นมา ขนาดทุกวันนี้นึกถึงภาพนั้นผมยังขนหัวตั้งอยู่เลยครับ! บรื๋อออ….