Entries from June, 2013

ผีไร้บ้าน

ตอนพระสวดจบที่สองผมก็หันไปเจอตองสา ลูกสาวตาไปล่ที่เป็นเพื่อนรุ่นน้องกันมาตั้งแต่เด็กๆ ผมลุกเข้าไปขอบอกขอบใจ ถามถึงพ่อเธอ ตองสาก็เอียงคอมองอย่างสงสัย

“ไม่รู้จริงๆ เหรอ…พ่อถูกรถชนตายหน้าโรงพยาบาลมาเกือบสองปีแล้วจ้ะพี่ธง! คนมันชอบลือบ้าๆ ว่าเห็นพ่อนั่งหลังโกงอยู่ตรงที่แกตายเป็นประจำ”

แหม! ไม่ลืมเรื่องน่าขนหัวลุกหรอกครับ แต่ว่าต้องมีการบอกกล่าวเกริ่นเรื่องราวกันซะหน่อย แม้แต่ลิเกก่อนจะแสดงยังต้องมีการโหมโรง ออกแขกกันพอหอมปากหอมคอนี่นา

ผมมาเผชิญโชคที่เมืองหลวงตั้งแต่พ้นวัยเกณฑ์ทหารแล้วครับ หนักเอาเบาสู้ไม่ยอมแพ้เพื่อส่งเงินไปให้พ่อแม่กับน้องๆ อีกหลายคน จนกระทั่งสิบกว่าปีผ่านไปพอจะตั้งหลักตั้งฐานได้มั่ง…อ้าว? พ่อก็มาตายจากเพราะมะเร็งเฮงๆ ซวยๆ เหลือแต่แม่ที่แก่เฒ่าลงไป ทุกวัน

มีโอกาสเมื่อไหร่ผมเป็นต้องเผ่นขึ้นรถทัวร์ไปเยี่ยมแม่กับน้องๆ ทุกที!

นึกแล้วชักงงๆ เหมือนกัน ผมว่าเพิ่งออกจากบ้านมาหยกๆ นี่เอง ที่ไหนได้ล่ะตอนนี้อายุปาเข้าไปตั้ง 40 กว่าปีแล้วครับ…พวกน้องๆ ก็ออกเรือน มีครอบครัวกันไปหมดแล้ว เหลือแต่น้องชายคนเล็กที่ยังไม่มีเมีย คอยอยู่ดูแลแม่ให้หายห่วงได้ตามสมควร

จนกระทั่งเกิดเรื่องขนหัวลุกขึ้นมาดื้อๆ

 

ใจจริงผมน่ะไม่อยากเสี่ยงหรอกครับ เพราะแม่อายุมากแล้ว ใครๆ ก็รู้ว่าอัตราเสี่ยงสูงอาจจะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้…

อ้าว? ตาไปล่นั่งกอดเข่าอยู่ริมทางนั่นเอง!

แม้จะเห็นข้างๆ ก็จำได้เพราะแกเป็นเพื่อนเกลอของพ่อผม เมื่อราว 3-4 ปีก่อนแกก็มาช่วยงานศพพ่อ ตอนเจอน้องๆ ก็ลืมถามไปว่าแกมาเยี่ยมแม่มั่งหรือเปล่า? ช่างเถอะ! มาเจอะเจอตาไปล่ที่นี่ก็ดีถมไปแล้ว

นั่นคือน้องชายส่งข่าวมาว่าแม่เจ็บหนักด้วยโรคหัวใจ ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล เล่นเอาผมใจหายวูบ ทิ้งการทิ้งงานทุกอย่างรีบบึ่งไปลำปางทันที…โธ่! แม่ทั้งคนน่ะเหมือนพระประจำบ้านประจำชีวิตของลูกๆ ทั้งนั้นแหละครับ

เท่าที่ดูอาการแม่ยังพูดจารู้เรื่อง ถึงแม้จะต้องนอนแซ่วอยู่บนเตียงก็ตามที

แม่ ลูบหัว บีบมือผมเบาๆ น้ำตาซึม ผมเองก็แสบร้อนเบ้าตาไปหมด นึกอยู่ว่าจะเสียเท่าไหร่ก็ให้มันเสียไป แต่ต้องเอาชีวิตแม่ไว้เป็นมิ่งขวัญของพวกเราให้ได้!

คืนนั้นน้องสาวมา เฝ้าแม่ ผมก็ออกจากโรงพยาบาลเดินมาเรื่อยๆ ด้วยความกังวลใจระคนกับสับสนวุ่นวายยังไงบอกไม่ถูก ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะถามไถ่หมอให้รู้แน่ว่าอาการแม่มากน้อยแค่ไหน? จะต้องผ่าตัดหรือเปล่า?

ตะแกมีสารรูปผอมกงโก้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ นิสัยชอบนุ่งกางเกงขาก๊วยตัวเดียว เสื้อแสงไม่ใส่ ผมมาเห็นแกนั่งกอดเข่าหลังโกงคล้ายจะรอคอยอยู่ที่นี่พอดี!

“ตาไปล่…” ผมร้องทัก แกหันมามองจนใบหน้าข้างหนึ่งกระทบแสงไฟ เห็นแก้มยุบเป็นเงาลึกเพราะความผ่ายผอม ยิ้มเห็นฟันกะดำกะด่าง ผมรีบปราดเข้าไปกอดไหล่แก ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบตามประสาคนชอบพอกัน

อากาศในฤดูหนาวเย็นยะเยือกน่าดู ลมพัดโชยเสียงหวีดหวิวชวนให้วังเวงใจยังไงชอบกล…กลิ่นเหม็นอับสาบสางอวล กรุ่น จนผมสงสัยว่าลมหอบอะไรเน่าเหม็นมาทางเราแน่ๆ

เสียงพวกวัยรุ่นพูดคุยสลับกับเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากใกล้เข้ามา ผมหันไปมอง วัยรุ่นกลุ่มนั้นกลับเงียบกริบ ก้มหน้าก้มตาจ้ำอ้าวราวกับจะออกวิ่งกันชนิดไม่เหลียวหลัง ผมย่นคิ้วหันกลับมาหาตาไปล่ ถามแกว่าเด็กพวกนั้นมันทำท่าเหมือนกลัวอะไรก็ไม่รู้?

“ฮือ…” แกพยักหน้าหงึกๆ กลิ่นเหม็นยิ่งฉุนเฉียวกว่าเดิม ผมเลยตัดสินใจล่ำลาแกเดินมุ่งหน้ากลับบ้าน…ครั้นหันไปมองก็เห็นแกยังนั่ง นิ่งอยู่ตามเดิม

นึกสงสัยตงิดๆ อยู่ว่าตาไปล่แกไม่หนาวมั่งหรือไง? เสื้อแสงก็ไม่ใส่แบบนั้นน่ะ!

อีกสองวันต่อมา แม่ก็สิ้นใจอย่างสงบ แม้ผมจะทำใจได้ว่าคนเราเกิดมาก็ต้องตายกันทั้งนั้นแหละ อยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็ว ผมยังกลั้นน้ำตาไม่อยู่ขณะที่นั่งพนมมือฟังพระสวดศพ ตามองรูปถ่ายของแม่…ต่อไปนี้ผมจะไม่ได้เห็นหน้าแม่อีกแล้วตลอดกาลนาน

 

ผัวหนูเป็นผี

มีอีกเรื่องที่อ้อมเล่าให้ฟังว่า เวลาเธออยู่ตามลำพัง ตอนนอนเคลิ้มๆ จะรู้สึกเหมือนมีใครมานอนอยู่ข้างๆ เสมอ…

เตียง ของอ้อมเป็นขนาดนอนได้สองคนค่ะ และหนูก็หลับๆ ตื่นๆ ไม่ค่อยได้นอนหลับเต็มอิ่ม เพราะมันคอยระแวงน่ะค่ะว่าจะมีใครมาเขี่ยเท้า หรือมายืนข้างเตียงทวงที่นอน และหนูก็ไม่หันไปมองตู้เสื้อผ้าเลย…

กลัวจะเห็นผีเด็กนั่งห้อยขาอยู่หลังตู้!!

ในที่สุดอ้อมก็บอกว่าเธอชวนญาติคน หนึ่งมาอยู่ด้วย เป็นผู้หญิงวัยเดียวกัน และพอดีญาติคนนั้นเพิ่งเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ อ้อมไม่ต้องรบกวนหนูแล้ว! เฮ้อ…โล่งอกไปที

ทุกวันนี้อ้อมก็ยังอยู่ที่ห้องนั้น และมีเรื่องแปลกๆ เหมือนเดิม แต่เธอทั้งคู่ก็ยังไม่เคยถูกหลอกจังๆ เลย…ขอให้เป็นอย่างนี้ตลอดไปเถอะค่ะ!

อ้อมเล่าว่าห้องของเขามีอะไรแปลกๆ ทั้งเสียงผู้หญิงร้องไห้ เสียงคนใช้ห้องน้ำ ไฟฟ้าที่เปิดปิดเอง ข้าวของเครื่องใช้อย่างหวี หรือกรรไกรตัดเล็บก็ย้ายที่ของมันเองอยู่บ่อยๆ

เราตกลงไปถามเรื่องนี้กับคนทรงแถวราชวัตรค่ะ เขาบอกว่าในห้องอ้อมมีผีจริงๆ เป็นผีผู้หญิงที่กินยาตายมาหลายปีแล้ว เธอน่าจะไปเกิดแต่ยังหรอกค่ะ เธอยังต้องใช้กรรมอยู่ในภพภูมิระหว่างโลกของคนตายและคนเป็น

เธออยู่ในห้องของอ้อมและใช้ชีวิตไปตามปกติ แต่ออกไปไหนไม่ได้

นอกจากผู้หญิงคนนี้แล้ว คนทรงยังบอกว่ามีเด็กเล็กๆ อีกตนหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในตู้เสื้อผ้าของอ้อม และชอบออกมานั่งห้อยขาบนหลังตู้

ฟังอย่างนี้แล้วขนหัวลุกเลยค่ะ!

 

ไม่รู้ว่าอุปาทานหรือเปล่านะคะ แต่ตอนที่อ้อมเปิดประตูห้องน่ะ หนูรู้สึกว่ามีลมพัดออกมาจากห้องวูบหนึ่ง เย็นเยือกราวกับเปิดแอร์ไว้ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ห้องแอร์สักหน่อย เราใช้พัดลมน่ะค่ะ และตอนนั้นพัดลมก็ไม่ได้เปิดเสียด้วย

แล้วลมเย็นวูบนั้นมันมาจากไหนล่ะคะ?

พอหนูไปอยู่คืนแรกก็โดนรับน้องเลยค่ะ!! ตอนอ้อมเข้าไปอาบน้ำน่ะหนูนั่งดูทีวีอยู่บนเตียง ปรากฏว่าอยู่ดีๆ ไฟก็ดับ เล่นเอาหนูใจหายวาบ กลัวจนลนลาน รู้สึกว่าได้ยินเสียงเด็กกับผู้หญิงหัวเราะเบาๆ แล้วไฟก็เปิดสว่าง…

เฮ้อ! เกือบร้องกรี๊ดเลยค่ะ!!

แต่คนทรงบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาก็อยู่ของเขา เราก็อยู่ของเรา ผีผู้หญิงและผีเด็กไม่ได้ทำอันตรายใดๆ และไม่ถึงกับต้องตั้งแท่นบูชาเซ่นไหว้เขา ขอให้อ้อมอยู่ตามสบาย

แหม…รู้ ว่าห้องมีผี ใครจะอยู่ได้อย่างสบายๆ ล่ะคะ อ้อมไม่รู้จะย้ายไปที่ไหน เธอขอคิดดูก่อน ที่นี่ใกล้ที่ทำงานมาก ของกินเพียบ และราคาก็ไม่ถึงกับแพงอีกด้วย

อ้อมคุยกับหนูว่า จริงอย่างคนทรงพูด คือผีไม่ได้มาหลอกหลอน มาอำหรือมาทำร้ายฉุดแข้งฉุดขาแต่อย่างใด ฉะนั้น ถ้าข่มความกลัวซะก็อยู่ด้วยกันได้ อ้อมขอให้หนูไปอยู่เป็นเพื่อนสักพักหนึ่ง เพราะเธอเสียวไส้ค่ะ

บอกตรงๆ ว่าใจหนูนั้นเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ความที่สงสารเพื่อนก็เลยบอกกับแม่ว่า หนูขอไปอยู่กับอ้อมสัก 4-5 วัน

หนูกลัวมาก แต่ความที่เพิ่งออกเวรมาทำให้เหนื่อยล้า หนูอาบน้ำต่อจากอ้อม แล้วเราก็ปิดไฟเข้านอน แต่หนูขอเปิดไฟห้องน้ำให้ไฟมันลอดออกมาจะได้อุ่นใจหน่อย

อ้อ! หนูแนะนำอ้อมให้ไปซื้อโคมไฟหัวเตียงมาเปิดไว้ทั้งคืน จะดีมากเลยละ!

 

 

การฝังศพ

หนุ่มนาเกลือ” เล่าประสบการณ์สยองเมื่อเกิดโลงแตกกลางศาลาสวดศพ

สมัยเด็กๆ ผมอยู่สมุทรสงคราม หรือ “แม่กลอง” จังหวัดที่เล็กที่สุด แต่อุดมสมบูรณ์ที่สุด เป็นเมืองที่ทำอุตสาหกรรมอาหารทะเลใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้

อ้อ! อย่าว่ายังงั้นยังงี้เลยครับ ขอโฆษณาประชา สัมพันธ์กันหน่อยว่าเดือนหน้า หรือเมษายน ลิ้นจี่มีลูกสุกสะพรั่งเต็มเมืองแล้ว ขอเชิญท่านผู้อ่านไปชิมลิ้นจี่กันเยอะๆ นะครับ ปีนี้ดกดื่นมากเหลือเกิน นึกว่าช่วยเหลือพี่น้องชาวสวนลิ้นจี่แม่กลองมั่งละกัน

รับประกันการันตีว่าอร่อยถูกใจจริงๆ สาบานให้ไปชิมลิ้นจี่แม่กลองได้เลย

วันนี้จะเล่าเรื่องขนหัวลุกของผีนาเกลือครับ!

แหม! ไม่ต้องโฆษณาขายเกลือก็ยังได้ เพราะเกลือแม่กลองคุณภาพดีเหลือหลายอยู่แล้ว ไม่ว่าเกลือเค็มเกลือจืด ที่เอามาทำเครื่องสำอางพอกหน้าคุณผู้หญิง ขจัดสิวฝ้าหน้าตกกระชะงัดนักหนา

ขอแนะนำนิดเดียว สำหรับท่านที่ขับรถผ่านไปมาระหว่างกรุงเทพฯ ราชบุรี เพชรบุรี หัวหิน…คือถ้าจะแวะซื้อเกลือกลับบ้านก็จงเลือกเกลือเก่านะครับ คุณภาพดีกว่าเกลือใหม่ ไม่ว่าจะนำไปปรุงอาหารหรือดองผักดองปลา อย่าใช้เกลือใหม่เชียว!

วิธีสังเกตคือดูก้นถุงว่าเปียกแฉะหรือเปล่า? ถ้าใช่ก็เป็นเกลือใหม่ อีกวิธีคือลองเอามือกำดู ถ้าไม่ติดมือคือเกลือเก่า เพราะถ้าเอาเกลือใหม่ไปดองผักดองปลาจะทำให้สีสันดำคล้ำ แถมออกรสขมอีกต่างหาก

อ๋อ…ชาวนาเกลือบางคนก็เดือดร้อน รีบเอาเกลือใหม่มาขายน่ะซีครับ!

บ้านผมทำนาเกลือมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายายแล้วละคุณ

คิดถึงเพลงหนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือแล้วอดขำไม่ได้ …นาข้าวน่ะชอบฝน! แต่นาเกลือเห็นฝนตั้งเค้ามาแต่ไกลก็กลุ้มอกกลุ้มใจไปตามๆ กัน เพราะถ้าพระพิรุณเกิดซัดซู่ซ่าลงมา มีหวังขาดทุนย่อยยับแน่นอน เลยต้องทำนาเกลือในฤดูร้อนไงครับ

ปู่ผมเล่าว่าสมัยก่อน เมื่อน้ำทะเลท่วมท้นขึ้นมาหลายๆ วัน จะเหลือตะกอนขาวๆ หรือผลึกเกลือนั่นล่ะครับ พอจับปลากระบอกมาได้เหลือกินก็เอาเกลือคลุกไว้ จะทำให้ปลาอยู่ได้หลายวันไม่เน่าไม่เสีย…ถือว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านล่ะ กัน!

จากน้ำลึกก็มาถึงน้ำตื้น…แค่ 4-5 วันก็ได้ผลึกเกลือแล้ว จึงได้ริอ่านทำนาเกลือขึ้นมาก่อนจะถึงฤดูใหม่ นาเกลือก็จะมีแผ่นดำๆ เกลื่อนกลาด ชาวบ้านเรียกว่า “ดินหนังหมา” ต้องโกยทิ้งไปก่อน ไม่งั้นจะได้ผลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แถมเกลือคุณภาพต่ำอีกต่างหาก

พวกผมจะรู้จัก “เกลือตัวผู้” กับ “เกลือตัวเมีย” ตั้งแต่เด็กๆ เพราะพ่อแม่สอนว่าเกลือตัวผู้จะเม็ดเล็กๆ ยาวคล้ายข้าวสาร แต่เกลือตัวเมียจะออกป้อม สั้น เกลือตัวผู้ใช้ทำยา โดยฝนกับโกร่งหรือฝาละมีก็ได้…แก้เด็กเป็นซางหรือตานขโมยมาตั้งแต่ครั้ง ปู่ย่าตายายโน่นแน่ะคุณ

เรื่องผีๆ สางๆ ก็มีเกลือตัวผู้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นะครับ!

เชื่อถือกันมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วว่า ถ้ามีใครตายก็เอาเกลือตัวผู้โรยสะดือศพไว้เป็นเคล็ด เชื่อว่าจะทำให้ศพนั้นไม่เน่า หรือส่งกลิ่นน่ารังเกียจ ก่อนจะถึงวันเผาราว 3 วัน 7 วัน

จนกระทั่งเกิดเรื่องขนหัวลุกขึ้นมา!

ตากลึง อายุ 70 เศษล้มตายอย่างน่าอิจฉาที่สุด คือแกนอนหลับอยู่ดีๆ ก็เลยหลับตลอดกาล ไม่ต้องเจ็บป่วยทนทุกข์ทรมาน หรือทำให้ลูกหลานเดือดร้อน แต่ก็ทำตกอกตกใจเอาการ…นึกไม่ถึงว่าคนแก่ที่ยังแข็งแรงอย่างตากลึงจะจากไป อย่างกะทันหันแบบนี้

วันสวดศพที่วัด เพื่อนบ้านก็ช่วยงานศพกันพร้อมหน้าพร้อมตา ผมกับพ่อไปฟังสวดทุกคืนเพราะตากลึงมีศักดิ์เป็นน้องชายของปู่ผม แต่เราเรียกตากลึงว่าตาเหมือนคนอื่นๆ ในละแวกนั้น

จนกระทั่งสวดศพถึงคืนที่สาม ก่อนจะเผาวันรุ่งขึ้น!

พระสวดเสร็จก็เหลือพวกคอเหล้ากับคอหมากรุก ล้อมวงโจ้กันเป็นเพื่อนศพ…จู่ๆ ก็มีเสียงกุกกักมาจากโลงผี เล่นเอาเหลียวขวับไปมองเป็นตาเดียวกัน…หรือตากลึงจะฟื้นขึ้นมา?

ท่ามกลางความเปล่าเปลี่ยวและเยือกเย็น หมาหอนโจ๋วบาดใจ ผมเบียดพ่อแจขณะที่เสียงกุกกักเงียบไป…

ทันใดนั้นเอง เกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่าขนหัวลุก นรกเถอะ! โลงผีสั่นพั่บๆ เหมือนตากลึงกำลังดิ้นรนเต็มที่ ในที่สุดก็โลงแตกผาง! ศพตากลึงหล่นโครมครามลงพื้นศาลาน่าสยดสยอง ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งไปหมด ทุกคนเผ่นพรึ่บขึ้นพร้อมๆ กันด้วยความตระหนกตกใจสุดขีด

ผีหลอกโว้ย! เฮ้ย! ฮ้าย! โฮ้ย…ดังระเบ็งเซ็งแซ่จนฟังไม่ได้ศัพท์

กว่าจะจัดการให้หายอุจาดได้ก็ปั่นป่วนกันไปหมด…ชาวบ้านพูดกันว่าลูกหลานคง จะลืมโรยเกลือตัวผู้ใส่สะดือ ศพ ผีตากลึงถึงได้เหม็นเน่า พองอึ้ดทึ่ดจนโลงแตกน่าสยดสยอง…น่าขนหัวลุกไหมล่ะครับ?!

ท่านทำอะไรก็ตามจะได้รับความร่วมมือร่วมแรงจากญาติมิตรเป็นอย่างดี ได้รับของขวัญของรางวัลและรับการชำระหนี้ เพื่อนร่วมงานจะเกิดวิวาทกันเอง เพื่อนคนหนึ่งจะจากท่านไปไม่กลับมาอีก

เมืองผีดิบ

วันหนึ่ง ป้าบุญเหลือคนข้างบ้านดิฉันก็เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ลุงสังข์ผู้เป็นผัวก็จัดให้มีการรำผีฟ้าขึ้นที่บ้าน ดิฉันก็ไปดูกับเพื่อนๆ และชาวบ้านอีกหลายสิบคน

ปรากฏว่าฟ้ามืดครึ้มทั้งที่เป็นเวลาบ่าย ลมพัดอู้น่ากลัว ป้าบุญเหลือที่นอนแซ่วถึงกับลุกพรวดพราดขึ้นมานั่ง เบิกตาจ้องมองอะไรบางอย่าง ลุงสังข์กับคนอื่นๆ ก็ตื่นเต้นที่เห็นคนเจ็บลุกขึ้นนั่งได้เองทั้งๆ ที่อาการหนักอยู่แท้ๆ

พอคนไปถาม แกก็ชี้มือไปที่ศาลเพียงตา บอกว่า…ทำไมนางทรงกินเครื่องเซ่นล่ะ?

ทุก คนหันขวับแต่ไม่เห็นมีใครที่ศาลนั้นเลย นางทรงและคนฟ้อนคนร้องก็ยังอยู่ห่างๆ ลุงสังข์หน้าซีด แข็งใจเดินไปดูที่ศาลแล้วพูดอะไรไม่ออก คนอื่นๆ ก็เช่นกัน เพราะเครื่องเซ่นหมดเกลี้ยง…ส่วนป้าบุญเหลือค่อยทุเลาจนหายดีตามเดิมค่ะ!

 

วันนี้จะขอเล่าเรื่องความเชื่อถือของชาวบ้านที่สืบเนื่องกันมาแต่โบราณกาลแล้ว…

นั่นคือเรื่อง “ผีปู่ตา” ค่ะ!

ที่อำเภอดิฉันและส่วนมากในภาคอีสาน มักจะมีการเลี้ยงผีปู่ตากันทั้งนั้น ถือว่าเป็นผีของบรรพบุรุษ เชื่อกันว่าผีปู่ตาคือวิญญาณของญาติผู้ใหญ่ที่ยังห่วงใยลูกหลาน มาคอยเฝ้าดูแลและคุ้มครองป้องกันไม่ให้เกิดโพยภัยต่างๆ

ชาวบ้านก็ช่วยกันสร้างศาลปู่ตาเป็นเรือนไม้หลังย่อมๆ แต่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นโดยรอบศาลปู่ตาอีกด้วย เพื่อให้วิญญาณของบรรพชนได้พักอาศัย เรียกกันว่า “ศาลปู่ตา” ค่ะ

พวกผู้ใหญ่เล่าว่า การสร้างศาลปู่ตาไว้ในดงไม้ขนาดใหญ่ นอกจากจะช่วยให้ร่มรื่นแล้ว ยังเป็นการป้องกันคนร้ายไม่ให้บุกบั่นมาตัดโค่นต้นไม้ใหญ่ๆ อันมีค่าอีกด้วย

เมื่อมีศาลปู่ตาอยู่แทบทุกชุมชน ก็ต้องมีผู้สื่อสารระหว่างผีปู่ตากับชาวบ้าน เรียกว่า “เฒ่าจ้ำ”

เรื่องนี้น่าสังเกตว่าหลายจังหวัดในภาคกลางก็มีศาลปู่ตาและผู้สื่อสารเช่น กัน บางแห่งเรียก “เจ้าจ้ำ” บางแห่งก็เรียก “จ้ำ” คำเดียว มีทั้งสระบุรี ลพบุรี และปราจีนบุรี เชื่อว่าลาวพวนตามจังหวัดดังกล่าวคงจะอพยพมาจากอีสาน และนำความเชื่อถือของตนมาด้วยค่ะ

เฒ่าจ้ำในบ้านดิฉันยังมีหน้าที่ดูแลศาลปู่ตา รวมทั้งต้นไม้และสัตว์ต่างๆ ในบริเวณนั้น เพื่อให้สงบร่มรื่นและสะอาดสะอ้านตามสมควร

พิธีเลี้ยงผีปู่ตาก็น่าสนใจนะคะ

ปกติจะทำกันในวันพุธ เป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ครั้ง คือตอน “ลงนา” กับ “ขึ้นนา” ตอนแรกจะทำในเดือน 6 เพื่อเสี่ยงทายในการทำนาและเก็บเกี่ยวว่าน้ำท่าจะบริบูรณ์หรือแห้งแล้ง ส่วนตอนหลังคือเดือน 3 ฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จก็จะทำพิธีอีกครั้งหนึ่ง

เรียกว่า “เลี้ยงลง” กับ “เลี้ยงขึ้น” ค่ะ

ตอนนี้เป็นหน้าที่ของเฒ่าจ้ำจะไปบอกผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้แจ้งข่าวถึงวันทำพิธีด้วยการตีฆ้องบ้าง ตะโกนบอกกันต่อๆ ไปบ้าง เมื่อถึงวันสำคัญแล้วชาวบ้านทุกครัวเรือนก็จะนำหัวหมู ไก่ต้มและสุราไปร่วมพิธีกันอย่างครึกครื้น…เสร็จพิธีก็นำสุราอาหารเหล่า นั้นมาแบ่งปันกันกิน

อ้อ! ระหว่างที่ทำพิธีไหว้ผีปู่ตาก็จะมีการเสี่ยงทายด้วย เช่น การ “เสี่ยงคางไก่” โดยเฒ่าจ้ำจะจุดธูปบอกกล่าวผีปู่ตาว่า…

“ถ้าบ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข น้ำท่าและข้าวปลาอาหารบริบูรณ์แล้ว ก็ขอให้ท่านเจ้าปู่ตาจงดัดแปลงคางไก่ให้โค้งเข้าเหมือนคันเคียวสวยงาม แต่ถ้าจะเกิดความแห้งแล้งก็ขอให้เจ้าปู่ตาจงดัดแปลงคางไก่ให้หงิกงอ หรือถ้าจะเกิดฝนตกหนักจนน้ำท่วม ก็ขอให้เจ้าปู่ตาจงช่วยดัดแปลงคางไก่ให้ตรงๆ ด้วยเถิด”

ปรากฏว่าคำทำนายของผีปู่ตามักจะแม่นยำ จนทำให้ผู้คนเชื่อถือตลอดมา

ประสบการณ์ขนหัวลุกสมัยเด็กของดิฉันคือการรำผีฟ้าค่ะ!

นั่นคือพิธีกรรมเพื่อรักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะแพทย์และพยาบาลยังไม่ก้าวหน้า ชาวบ้านจึงต้องใช้ไสยศาสตร์เข้าช่วย ขอร้องให้ผีฟ้ามาเข้าทรง หรือ “นางทรง” ที่ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อจากผีฟ้าในยุคก่อนๆ

อย่างแรกต้องตั้งศาลเพียงตาและเครื่องเซ่น มีคนเป่าแคน ทำพิธีไหว้ครู มีคนฟ้อนรำและขับร้องกันเป็นหมู่เพื่ออ้อนวอนขอพรจากผีฟ้า ให้บันดาลความสุขความเจริญให้แก่คนในหมู่บ้าน และขอให้ผีฟ้าช่วยคนเจ็บป่วยหายขาดโดยเร็วไวด้วยเถิด…