Entries from July, 2013

การฆ่าตัวตาย

 

เหตุผลของเธอฟังเข้าท่า ดิฉันเลยไม่ติดใจสงสัยอะไร มีอยู่นิดเดียว…คือคุณยายเจ้าของบ้านเดิมจะเป็นห่วงบ้านของท่านหรือเปล่า เอ่ย? คงไม่หรอกน่า…คิดมากไปได้! ป่านนี้ท่านคงไปเกิดใหม่แล้วละมั้ง?

บ้านนี้น่ารัก ขนาดกำลังเหมาะกับดิฉันและสามี ที่มีลูกชายเล็กๆ เพียงคนเดียว…ดิฉันลาออกจากงานตั้งแต่คลอดลูกแล้วละค่ะ สามีทำงานคนเดียว ส่วนดิฉันเป็นแม่บ้านเต็มตัว ไม่ต้องมีคนรับใช้หรือพี่เลี้ยงเด็ก ดิฉันวาดฝันว่าจะอยู่บ้านเลี้ยงลูกอย่างมีความสุขในบ้านหลังนี้

นกน้อยทำรังแต่พอตัวไงคะ?

ดิฉันอมยิ้มเสมอเมื่อขับรถพาลูกชายวัยสามขวบไปส่งโรงเรียนอนุบาลใกล้บ้าน แล้วแวะซื้อกับข้าวกับปลากลับมาอยู่บ้านตามลำพัง

ขนหัวลุกจากบ้านผีสิง

มัน เป็นบ้านหลังเล็กๆ น่ารักในย่านสุทธิสาร เราซื้อจากเจ้าของที่แสดงอาการว่า เสียดายมันอย่างยิ่ง…เธอเป็นหญิงสาวที่เพิ่งแต่งงาน บอกว่าลงทุนปลูกบ้านหลังนี้ โดยรื้อบ้านไม้หลังเก่าของคุณยายออกไป…คุณยายเธอเสียชีวิตไปสิบกว่าปีแล้ว ละ

“ทีแรกจะให้เป็นเรือนหอค่ะ แต่มีเหตุจำเป็นเพราะคุณแม่ทำกิจการร้านอาหารอยู่ที่เมืองนอก เราก็เลยตัดสินใจขายที่นี่เพื่อไปช่วยทางโน้น”

เมื่ออยู่คนเดียวดิฉันก็เริ่มทำงานบ้าน กวาดถู เก็บเสื้อผ้าไปซักและตาก แหม…อยู่กันแค่สามคนพ่อแม่ลูก งานบ้านไม่ได้หนักหนาอะไรเลย สบายมาก! ราวสิบโมงเช้าก็เสร็จเรียบร้อย ดิฉันจะเปิดทีวีดู หรือไม่ก็คว้าหนังสือเล่มโปรดมานั่งอ่านบนโซฟา…

หลายสัปดาห์ผ่านไป ดิฉันชักจะรู้สึกแปลกๆ แล้วซิคะ!

นั่นคือ เวลาอยู่คนเดียวจะรู้สึกอึดอัด ไม่เป็นส่วนตัวเลย แปลกไหมล่ะคะ? ฟังดูขัดกันพิลึกนะ อยู่คนเดียวแท้ๆ แต่ดูเหมือนมีใครจ้องมองอยู่ตลอด…เวลาไปเข้าห้องน้ำจะได้ยินคล้ายๆ มีคนเดินอยู่ในบ้าน ทีแรกนึกเสียววูบว่าเป็นขโมย แต่พอออกมาก็ไม่เห็นใครเลยค่ะ

ดิฉันกลัวอยู่ไม่น้อย เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นใครจะมาช่วยล่ะคะ?

เรื่องเสียงฝีเท้าประหลาด ที่เดินไปเดินมาทั่วบ้านนั้น ดิฉันเคยบ่นให้สามีฟัง เขาบอกว่าดิฉันคงหูแว่วไปเอง ทีหลังให้เปิดวิทยุหรือทีวีเป็นเพื่อน เพราะคนเราเวลาอยู่ในที่เงียบมากๆ หูอาจจะแว่วเสียงอะไรขึ้นมาเป็นตุเป็นตะก็ได้

ดิฉันก็อยากจะเชื่อเช่นนั้น แต่คืนหนึ่งก็มีเรื่องที่ทำให้ต้องขนหัวลุก!

คืนนั้นดิฉันนอนบนเตียง มีลูกตูนอยู่ในอ้อมกอด สามีก็หลับอยู่ข้างๆ บนเตียงเดียวกันนี่เอง จู่ๆ ดิฉันก็รู้สึกตัวตื่น พบว่าลูกตูนลืมตาแป๋วอยู่ก่อนแล้ว แกไม่ได้มองหน้าดิฉันหรือร้องกวนโยเยอะไร แต่แกจ้องไปที่ประตูนิ่งๆ

ตอนนั้นดิฉันหันหลังให้ประตูห้อง ลูกตูนผงกศีรษะขึ้นมามองข้ามไหล่ดิฉัน…ห้องเรามีแสงไฟดวงเล็กๆ แบบที่เสียบปลั๊กไว้น่ะค่ะ เป็นสีแดงเรื่อๆ ทำให้ทั้งห้องดูสลัวๆ ไม่มืดสนิท

“ใครมาโหนประตูเราอยู่น่ะแม่?” ลูกตูนถามเบาๆ เล่นเอาดิฉันผวา

“ฝันไปหรือเปล่าลูก…นอนเสียเถอะ ไม่มีอะไรหรอก” ดิฉันกดศีรษะเล็กๆ ให้แนบอก…อีกพักใหญ่แกก็หลับไป…

วันรุ่งขึ้น ลูกตูนวาดรูปเล่นง่วนอยู่คนเดียว พอเสร็จแล้วก็เอามาให้ดู…

ดิฉันใจหายวาบ นั่นเป็นรูปประตูที่มีผู้ชายตัวดำเอามือโหนขอบบน เท้าลอยสูงจากพื้น ลูกตูนใช้ดินสอแรเงาผู้ชายทั้งตัวเลยค่ะ…แกวาดแบบเด็กๆ น่ะ แต่ดิฉันเห็นแล้วกลัวมาก

ภาพนั้นถูกเก็บไว้ในหนังสือที่ดิฉันอ่าน จนในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว ต้องเอาไปคุยกับเจ้าของร้านทำผมหน้าซอย เราสนิทสนมกันพอสมควร

คุณติ๋ว-เจ้าของร้าน พอเห็นภาพที่น้องตูนวาดก็ตะลึงไปเลยค่ะ!

“ถ้าเล่าแล้วคุณอย่ากลัวนะคะ” เธอเริ่มเรื่อง และเล่าว่าบ้านที่ดิฉันซื้อนี้ ตอนที่กำลังก่อสร้างเกิดเรื่องสยอง มีช่างทาสีผูกคอตายเพราะเสียใจที่เมียหนีไปกับชู้

ดิฉันจะทำยังไงดีล่ะคะ? ทำอะไรไม่ถูกเลยเพราะเป็นคนกลัวผีมากๆ เย็นนั้นก็เลยร้องไห้เล่าให้สามีฟัง เขาบอกว่าถ้าอยู่ไม่ได้ก็คงต้องขายละ…ไปอยู่คอนโดมิเนียมแทน

เออแน่ะ! ทำไมทีอย่างนี้ พูดง่ายจัง?

คำตอบน่ะหรือคะ? สามีดิฉันตัดสินใจย้ายบ้านทันทีที่ดิฉันเล่า เพราะเขาสารภาพว่าเขาก็เห็นเหมือนกัน เห็นเงาของผู้ชายคนหนึ่งแขวนคอตัวเองห้อยอยู่ที่ประตู เท้าลอยจากพื้นนิดเดียว

เราขายบ้านนี้แล้ว และรู้สึกเสียใจที่ต้องปิดบังไม่ให้ผู้ที่มาซื้อได้รู้เรื่องนี้ ได้แต่หวังว่าเขาคงไม่ถูกวิญญาณผีผูกคอตายมารบกวนอย่างที่เราเคยโดนมาแล้ว ค่ะ!

ยมทูตใต้ขุมนรก

ตอนกลางวันผู้คนคึ่กๆ แทบจะชนกันตาย รถราขวักไขว่ พ่อค้าแม่ขายเยอะแยะทั้งรถเข็นและแผงลอยบนฟุตปาธ ขนาดรถแล่นเข้ามาแล้วกลับไม่ได้ ต้องเลี้ยวซ้ายเข้าโรงพยาบาลหาทางออกด้านสถานีรถไฟไปโน่นเลย

แหม! ตอนกลางคืนยิ่งดึกยิ่งเปลี่ยว บรรยากาศน่าวังเวงใจชอบกลละคุณ…ผมขึ้นจากเรือแล้วเดินตามบาทวิถีด้านซ้าย เสียงเอะอะจอแจเงียบหาย แต่ก็เดินจนชินแล้วละน่า

พอจะผ่านประตูเข้าตึกใหญ่ด้านข้างอดหันไปมองไม่ได้ซักที!

ตอน นั้นยังมีห้องอุปกรณ์รถเข็น ตรงข้ามกับห้องซ่อมบำรุง ถัดเข้าไปเป็นห้องพักพนักงาน…ถือว่าเป็นชั้นใต้ดินก็ได้ ด้านหน้ามีทางเดินแคบๆ ขนานกับตัวตึก ก่ออิฐถือปูนขนาบข้างปลูกต้นไม้และเป็นที่นั่งพักของคนสูบบุหรี่เรียงรายกัน เป็นตับ

ตอนกลางคืนที่นี่เงียบเชียบเยือกเย็นอยู่ในไฟถนน ประตูที่ถัดห้องซ้ายขวาเข้าไปก็ปิดเงียบแล้ว…ผมเจอประสบการณ์แปลกๆ ที่นั่นบ่อยหน จนกระทั่งชาชินไปเอง

นั่นคือบางคืนผ่านร้านขายยาไป หน่อย อ้าว? ใครมานั่งชันเข่าสูบบุหรี่แดงวาบๆ อยู่น่ะ แต่งชุดขาวแต่หน้าดำปี๋เชียว จู่ๆ ก็ลุกเดิน หายเข้าไปในประตูเหล็กที่ปิดเรียบร้อย เฉยเลย

ไหน…เรื่องผีที่ผมว่าเฉยๆ น่ะหรือคุณ? อาจเป็นเพราะผมอยู่ในย่านที่สมัยก่อนออกจะเปลี่ยว วัดวาอารามเยอะแยะ ไม่ว่าวัดอมรินฯ วัดฉิมฯ วัดวิเศษฯ วัดระฆังฯ ยันวัดอรุณฯ โน่นแน่ะ

เผาผีหรือฝังผีในวัดนี่ครับ ยิ่งวัดเยอะยิ่งมีผีแยะ เขาว่าเปรตก็มี วันดีคืนดีโผล่ขึ้นมาเดินโย่งเย่ง ส่งเสียงกรี๊ดๆ บาดแก้วหูอย่าบอกใครเชียว

ไหนจะโรงพยาบาลศิริราชอีกล่ะ!

นี่ก็คล้ายๆ กับวัดตรงที่มีคนเจ็บคนตาย หนักหนาสาหัสกว่าซะด้วยซ้ำไป เพราะคนใกล้จะตายน่ะ เขาว่าทนทุกข์ทรมานสุดๆ ร้องโอดโอยโหยหวนน่าสมเพชเวทนา แต่ก็ชวนให้ขนลุกขนพองเอาการ…แม้ว่าตัวตายไปแล้วแต่วิญญาณยังอยู่ สิงสู่หลอกหลอนผู้คนจนกว่าจะได้ไปผุดไปเกิดกับเขาซะที!

อ้าว? มีคนล้มตายทุกวัน คงจะเป็นสิบเป็นร้อยละมั้ง? ความจริงผมก็ไม่อยากรู้หรอก เคยเห็นพนักงานเขาห่อผ้าใส่เปลเข็นมาตามทางเดินระหว่างตึกนั้นตึกนี้ ตอนที่ผมเข้าไปเยี่ยมญาติ มิตรน่ะซีครับ…คงจะเอาไปเก็บไว้ในห้องดับจิต รอญาติมารับไปบำเพ็ญกุศลก็เป็นได้

วิญญาณคงจะสิงสู่อยู่ที่ตัวจนสิ้นลม หรือจะตามต้อยๆ ไปถึงในวัดในวาก็ไม่รู้นะครับ เผลอๆ อาจจะมีทั้งสองแบบก็ได้ เพราะเขาเชื่อถือ แถมร่ำลือกันว่าผีดุทั้งโรงพยาบาลทั้งวัดนี่นา!

ในชีวิตไม่เคยเจอผีในวัด แต่ในโรงพยาบาลนี่เล่นเอาขนหัวลุกหลายครั้ง

ความจริงน่ะไม่ค่อยอยากสนใจหรอกครับ เพราะอาชีพผมต้องนั่งเรือข้ามฟากจากท่าพระจันทร์มาขึ้นท่าพรานนกทุกคืนนี่ นา…ทำใจซะว่าต่างคนต่างอยู่ละกัน เป็นวิธีดีที่สุด

 

บางคืนนึกว่าไม่มีใคร แต่พอมองดีๆ ก็เห็นร่างทึบทึมนอนราบอยู่บนขอบรั้วเตี้ยๆ พอจะเดินผ่านก็ลุกพรวดพราดขึ้นนั่งจ้องเขม็ง เล่นเอาหวิดสะดุ้งเหมือน ประสาทอ่อนมีหวังเผ่นแน่ๆ

บางคืนพวกเล่นมาเป็นโขยงเลยครับ นั่งก็มี ยืนก็มี บ้างสูบบุหรี่อัดควันแดงวาบเชียว บ้างก็หัวเราะคิกคัก กลิ่นเหม็นบาดจมูกล่องลอยมาตามลม ผมจ้องมองเคืองๆ นึกอยู่ว่า…อ้อ! คืนนี้มีประชุมนะ หรือจะร่ำลากันไปสู่ภพใหม่ภูมิใหม่ละมั้ง? น่าจะเลี้ยงส่งกันให้ครึกครื้นนะ คุณผี!

 

ผู้ชายตัวสูงๆ เดินอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าชั้นใต้ดิน จู่ๆ เขาก็ข้ามถนนราวกับเผ่นหนีอะไรที่น่าเกลียดน่ากลัวมายังงั้นแหละเอ้า!

“เดี๋ยวๆ รอบด้วย! โอย…” เขาร้องเสียงแหบๆ ชี้ไม้ชี้มือไปยังจุดที่ตัวเองเพิ่งผละมาหยกๆ “นั่น! มันมาเป็นโขยงเลย…”

ผมขนลุกซ่า จ้องมองก็เห็นแต่ความว่างเปล่าในแสงสลัว แต่พอหันมามองเขาให้ถนัดๆ ก็เห็นใบหน้าขาวซีด มีแต่หนังหุ้มกระดูก ดูแล้วเหมือนหัวกะโหลกที่ยังมีหนังหุ้มอยู่งั้นแหละ…สงสัยเพิ่งตายมั้งเลย กลัวผี? ผมเลยต้องเผ่นกระเจิงแทบตับแตกตายในคืนนั่นเอง!

จนกระทั่งถึงคืนอุบาทว์ชาติชั่ว สาหัสสากรรจ์เหลือใจเข้าจนได้ซีน่า

คืน นั้นฝนเกิดตกตอนดึก พอขึ้นจากเรือก็ซัดจั๊กๆ จนต้องวิ่งเข้าไปหลบในร้านอาหาร ริมแม่น้ำ…จะนั่งเฉยๆ ได้ยังไงล่ะ? เลยต้องสั่งเหล้ากับสั่งแกล้มมากินรอให้ฝนหายน่ะซีครับ

ก่อนจะออกจากร้านได้ก็ดึกโข ฝนยังพรำบางๆ ผมใช้หนังสือพิมพ์คลุมหัวเดินย่ำ

ฟุตปาธแฉะๆ ไปทางสี่แยก…ผู้คนไม่เหลือแล้วครับ สายลมพัดซ่าน้ำฝนร่วงพรูลงมาจนหนาวจับใจ

แสงไฟสะท้อนพื้นถนนเปียกชุ่มเป็นประกายวับ ลมดึกคร่ำครวญวู่หวิวอยู่รอบกาย…ผมเดินไปสักครู่ก็หันไปมองฝั่งขวามือโดยไม่ได้ตั้งใจ