Entries from July 12, 2013

ยมทูตใต้ขุมนรก

ตอนกลางวันผู้คนคึ่กๆ แทบจะชนกันตาย รถราขวักไขว่ พ่อค้าแม่ขายเยอะแยะทั้งรถเข็นและแผงลอยบนฟุตปาธ ขนาดรถแล่นเข้ามาแล้วกลับไม่ได้ ต้องเลี้ยวซ้ายเข้าโรงพยาบาลหาทางออกด้านสถานีรถไฟไปโน่นเลย

แหม! ตอนกลางคืนยิ่งดึกยิ่งเปลี่ยว บรรยากาศน่าวังเวงใจชอบกลละคุณ…ผมขึ้นจากเรือแล้วเดินตามบาทวิถีด้านซ้าย เสียงเอะอะจอแจเงียบหาย แต่ก็เดินจนชินแล้วละน่า

พอจะผ่านประตูเข้าตึกใหญ่ด้านข้างอดหันไปมองไม่ได้ซักที!

ตอน นั้นยังมีห้องอุปกรณ์รถเข็น ตรงข้ามกับห้องซ่อมบำรุง ถัดเข้าไปเป็นห้องพักพนักงาน…ถือว่าเป็นชั้นใต้ดินก็ได้ ด้านหน้ามีทางเดินแคบๆ ขนานกับตัวตึก ก่ออิฐถือปูนขนาบข้างปลูกต้นไม้และเป็นที่นั่งพักของคนสูบบุหรี่เรียงรายกัน เป็นตับ

ตอนกลางคืนที่นี่เงียบเชียบเยือกเย็นอยู่ในไฟถนน ประตูที่ถัดห้องซ้ายขวาเข้าไปก็ปิดเงียบแล้ว…ผมเจอประสบการณ์แปลกๆ ที่นั่นบ่อยหน จนกระทั่งชาชินไปเอง

นั่นคือบางคืนผ่านร้านขายยาไป หน่อย อ้าว? ใครมานั่งชันเข่าสูบบุหรี่แดงวาบๆ อยู่น่ะ แต่งชุดขาวแต่หน้าดำปี๋เชียว จู่ๆ ก็ลุกเดิน หายเข้าไปในประตูเหล็กที่ปิดเรียบร้อย เฉยเลย

ไหน…เรื่องผีที่ผมว่าเฉยๆ น่ะหรือคุณ? อาจเป็นเพราะผมอยู่ในย่านที่สมัยก่อนออกจะเปลี่ยว วัดวาอารามเยอะแยะ ไม่ว่าวัดอมรินฯ วัดฉิมฯ วัดวิเศษฯ วัดระฆังฯ ยันวัดอรุณฯ โน่นแน่ะ

เผาผีหรือฝังผีในวัดนี่ครับ ยิ่งวัดเยอะยิ่งมีผีแยะ เขาว่าเปรตก็มี วันดีคืนดีโผล่ขึ้นมาเดินโย่งเย่ง ส่งเสียงกรี๊ดๆ บาดแก้วหูอย่าบอกใครเชียว

ไหนจะโรงพยาบาลศิริราชอีกล่ะ!

นี่ก็คล้ายๆ กับวัดตรงที่มีคนเจ็บคนตาย หนักหนาสาหัสกว่าซะด้วยซ้ำไป เพราะคนใกล้จะตายน่ะ เขาว่าทนทุกข์ทรมานสุดๆ ร้องโอดโอยโหยหวนน่าสมเพชเวทนา แต่ก็ชวนให้ขนลุกขนพองเอาการ…แม้ว่าตัวตายไปแล้วแต่วิญญาณยังอยู่ สิงสู่หลอกหลอนผู้คนจนกว่าจะได้ไปผุดไปเกิดกับเขาซะที!

อ้าว? มีคนล้มตายทุกวัน คงจะเป็นสิบเป็นร้อยละมั้ง? ความจริงผมก็ไม่อยากรู้หรอก เคยเห็นพนักงานเขาห่อผ้าใส่เปลเข็นมาตามทางเดินระหว่างตึกนั้นตึกนี้ ตอนที่ผมเข้าไปเยี่ยมญาติ มิตรน่ะซีครับ…คงจะเอาไปเก็บไว้ในห้องดับจิต รอญาติมารับไปบำเพ็ญกุศลก็เป็นได้

วิญญาณคงจะสิงสู่อยู่ที่ตัวจนสิ้นลม หรือจะตามต้อยๆ ไปถึงในวัดในวาก็ไม่รู้นะครับ เผลอๆ อาจจะมีทั้งสองแบบก็ได้ เพราะเขาเชื่อถือ แถมร่ำลือกันว่าผีดุทั้งโรงพยาบาลทั้งวัดนี่นา!

ในชีวิตไม่เคยเจอผีในวัด แต่ในโรงพยาบาลนี่เล่นเอาขนหัวลุกหลายครั้ง

ความจริงน่ะไม่ค่อยอยากสนใจหรอกครับ เพราะอาชีพผมต้องนั่งเรือข้ามฟากจากท่าพระจันทร์มาขึ้นท่าพรานนกทุกคืนนี่ นา…ทำใจซะว่าต่างคนต่างอยู่ละกัน เป็นวิธีดีที่สุด

 

บางคืนนึกว่าไม่มีใคร แต่พอมองดีๆ ก็เห็นร่างทึบทึมนอนราบอยู่บนขอบรั้วเตี้ยๆ พอจะเดินผ่านก็ลุกพรวดพราดขึ้นนั่งจ้องเขม็ง เล่นเอาหวิดสะดุ้งเหมือน ประสาทอ่อนมีหวังเผ่นแน่ๆ

บางคืนพวกเล่นมาเป็นโขยงเลยครับ นั่งก็มี ยืนก็มี บ้างสูบบุหรี่อัดควันแดงวาบเชียว บ้างก็หัวเราะคิกคัก กลิ่นเหม็นบาดจมูกล่องลอยมาตามลม ผมจ้องมองเคืองๆ นึกอยู่ว่า…อ้อ! คืนนี้มีประชุมนะ หรือจะร่ำลากันไปสู่ภพใหม่ภูมิใหม่ละมั้ง? น่าจะเลี้ยงส่งกันให้ครึกครื้นนะ คุณผี!

 

ผู้ชายตัวสูงๆ เดินอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าชั้นใต้ดิน จู่ๆ เขาก็ข้ามถนนราวกับเผ่นหนีอะไรที่น่าเกลียดน่ากลัวมายังงั้นแหละเอ้า!

“เดี๋ยวๆ รอบด้วย! โอย…” เขาร้องเสียงแหบๆ ชี้ไม้ชี้มือไปยังจุดที่ตัวเองเพิ่งผละมาหยกๆ “นั่น! มันมาเป็นโขยงเลย…”

ผมขนลุกซ่า จ้องมองก็เห็นแต่ความว่างเปล่าในแสงสลัว แต่พอหันมามองเขาให้ถนัดๆ ก็เห็นใบหน้าขาวซีด มีแต่หนังหุ้มกระดูก ดูแล้วเหมือนหัวกะโหลกที่ยังมีหนังหุ้มอยู่งั้นแหละ…สงสัยเพิ่งตายมั้งเลย กลัวผี? ผมเลยต้องเผ่นกระเจิงแทบตับแตกตายในคืนนั่นเอง!

จนกระทั่งถึงคืนอุบาทว์ชาติชั่ว สาหัสสากรรจ์เหลือใจเข้าจนได้ซีน่า

คืน นั้นฝนเกิดตกตอนดึก พอขึ้นจากเรือก็ซัดจั๊กๆ จนต้องวิ่งเข้าไปหลบในร้านอาหาร ริมแม่น้ำ…จะนั่งเฉยๆ ได้ยังไงล่ะ? เลยต้องสั่งเหล้ากับสั่งแกล้มมากินรอให้ฝนหายน่ะซีครับ

ก่อนจะออกจากร้านได้ก็ดึกโข ฝนยังพรำบางๆ ผมใช้หนังสือพิมพ์คลุมหัวเดินย่ำ

ฟุตปาธแฉะๆ ไปทางสี่แยก…ผู้คนไม่เหลือแล้วครับ สายลมพัดซ่าน้ำฝนร่วงพรูลงมาจนหนาวจับใจ

แสงไฟสะท้อนพื้นถนนเปียกชุ่มเป็นประกายวับ ลมดึกคร่ำครวญวู่หวิวอยู่รอบกาย…ผมเดินไปสักครู่ก็หันไปมองฝั่งขวามือโดยไม่ได้ตั้งใจ