ตำนานผี

There are 63 entries in this Category.

วันป่าช้าแตก

ถ้าให้ดีที่สุดควรทำทุกอย่าง แต่ถ้าไม่มีความสามารถให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง รับรองว่าได้ผล 100 % แต่ต้องยึดมั่นข้อที่ 1 เป็นหลักคือ ไม่กลับไปทำแท้งอีก จึงจะได้ผล

•เมื่อท่านทำวิธีแก้กรรมครั้งนี้แล้ว ถ้ากลับไปทำแท้งอีกผลกรรมจะกลับมาหาท่านหลายร้อยเท่า พันเท่า

•และ หลังจากที่ได้ทำบุญทุกอย่างแล้ว ท่านต้องกลับมาจุดธูป 16 ดอก เพื่อขออโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวรและเจ้าบุญนายคุณ และขอพรหลังจากอโหสิกรรมแล้ว ท่านจะสมหวังทุกประการ

เราไม่ได้สนับสนุนให้เกิดการทำแท้งขึ้น แต่เป็นการช่วยแบ่งเบากรรม และสร้างความสบายใจให้แก่คนที่พลาดพลั้งไปในชีวิต จะเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี เราไม่ได้หวังว่าจะส่งเสริมให้คนทำมากขึ้น แต่เป็นการแก้กรรมที่ถูกต้องที่ดีที่สุด เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด และได้รับประโยชน์สูงสุด สำหรับการแก้กรรมนี้ ใช้ได้ทั้งคนที่ไปทำแท้ง คนที่สนับสนุนการทำแท้ง เช่น แฟนของผู้หญิงที่ท้อง พ่อแม่ของผู้หญิงที่ท้อง และก็เพื่อนที่พาไปทำหรือแนะนำสถานที่ไปทำแท้ง ทุกคนที่กล่าวมานี้ล้วนมีกรรมในการกระทำครั้งนี้ ทางเราขอย้ำว่า เราไม่ได้สนับสนุน ส่งเสริมให้เกิดการทำแท้ง แต่เราต้องการให้แก้กรรมโดยถูกวิธีที่สุด •การตักบาตรเป็นการสั่งสมบุญไปใช้ชาติหน้าไม่มีผลต่อการแก้กรรมในการทำแท้ง

•การทำสังฆทานเป็นการใช้กรรมให้แก่เจ้ากรรมนายเวรไม่มีผลต่อการแก้กรรมทำแท้ง

การแก้กรรมในการทำแท้งที่ดีที่สุดคือ

1.ต้องตั้งจิตอธิฐานว่า ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย จะไม่ทำแท้งอีก การแก้กรรมครั้งนี้ถึงจะได้ผล

2.ต้องบริจาคร่างกาย

3.ต้องบริจาคอวัยวะ

4.ต้องบริจาคเลือดอย่างน้อย 7 ครั้ง

5.ต้องบริจาคเงินเพื่อไถ่ชีวิตโค – กระบือ

6.ซื้อเครื่องมือแพทย์ บริจาคให้กับตามโรงพยาบาล

 

พลังแห่งซาตาน

 

ก้อนหน้านั้นหลายปี ผมเคยให้หมอตรวจกระเพาะด้วยการ “กลืนแป้ง” เอกซเรย์มาก่อนแล้ว แต่ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ…แพทย์ชื่อหมออรุณบอกว่าการตรวจลำไส้ใหญ่จะใช้วิธี นั้นไม่ได้ ต้อง “ส่องกล้อง” อย่างเดียวเท่านั้น

ยอมรับว่าหวาดเสียวมากๆ แต่หมออรุณก็บอกให้สบายใจว่าไม่ได้น่ากลัวหรอกเพราะจะ “ดมยา” ให้หลับสบาย ไม่เกินหนึ่งชั่วโมงก็เรียบร้อยหมดทุกอย่าง

ภรรยาจะมาเฝ้าไข้แต่ผมบอกว่าไม่เป็นไร อยู่บ้านกับลูกๆ เถอะ รุ่งขึ้นตอนเย็นค่อยพาลูกแวะมาก็ได้…คืนนั้นพยาบาลก็เอาน้ำโถใหญ่มาให้ ดื่ม เพื่อขับถ่ายกากอาหารออกไปให้หมด รุ่งขึ้นแพทย์จะได้ส่องกล้องดูลำไส้ใหญ่ได้อย่างปลอดโปร่ง ทัศนวิสัยดี ว่างั้นเถอะ!

ก่อนจะดื่มยาระบายครั้งมโหฬารในชีวิต เพื่อนฝูง 2-3 คนก็แวะมาเยี่ยม แถมหอบเบียร์มาหลายกระป๋อง อีกด้วย ผมก็…เลยตามเลย เดี๋ยวก็ต้องกินยาระบายอยู่ดี นี่นา

เพื่อนๆ กลับไปราวสามทุ่ม ผมต้องเข้าห้องน้ำเกือบสิบครั้ง ก่อนจะหลับผล็อยไปอย่างอ่อนเพลียสุดๆ

รุ่งขึ้น ผมก็ถูกเข็นขึ้นเขียง เอ๊ย! เข้าห้องผ่าตัด…เหลือบเห็นสายยางยาวเป็นวาก็แทบจะสลบไปก่อนจะ “ดมยา” ซะด้วยซ้ำ

ครั้นฟื้นขึ้นมาก็ได้ข่าวดีว่าปลอดภัย ไม่มีเนื้อร้ายอะไรงอกงามขึ้นเป็นส่วนเกิน ผมถามว่าเมื่อไหร่ต้องมาส่องกล้องกันอีก? หมออรุณก็หัวเราะอารมณ์ดี บอกว่าถ้าจะเป็นก็อีกนานมาก…อาจจะตายไปก่อนก็ได้!

เฮ้อ…โล่งอกไปที! ภรรยาพาลูกมาเยี่ยมตอนเย็น เพื่อนชุดใหม่โทรศัพท์มาถามข่าวล่วงหน้า ตกค่ำก็หอบเบียร์มาเกือบโหล…ต้องฉลองข่าวดีกันหน่อย พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้ว

จนกระทั่งกลางดึกคืนนั้นเอง!

…ภาพของเพื่อนคู่นั้นค่อยๆ เดินถอยห่างออกไป เลือนรางจางหายไปในแสงไฟเยือกเย็น ผมสะบัดหน้าร้องเฮ้ยๆ อะไรกันวะ? เราคงตาฝาดไปเองแน่ๆ แต่เสียงผมคงดังไปถึงข้างนอก เพราะพยาบาลสาวหุ่นดีคนหนึ่งเดินสวนทางกับผู้ไร้ร่างกายที่หน้าประตูห้องน้ำ เข้ามาทันที

เธอบอกให้ผมนอนพักได้แล้ว ก่อนจะปิดไฟตามเดิม และแล้ว…ร่างสูงระหงที่มีหน้าอกกับสะโพกโดดเด่นก็เดินกลับไปตามเดิม… ละลายหายไปในอากาศธาตุใต้แสงไฟใกล้ๆ ประตูนั่นเอง

ผมหลับตา ความรู้สึกทั้งปวงดับวูบลง…

เมื่อ รู้สึกตัวตอนเช้าก็เห็นหมออรุณเข้ามายิ้มแฉ่งอยู่ข้างๆ เตียง…พยาบาลสาวอวบท้วมผู้หนึ่งยืนเยื้องอยู่ด้านหลัง…ไม่ใช่คนเมื่อคืน แน่นอน ผมอาจจะเมาเบียร์ก็เป็นได้ แต่ภาพที่เห็นคืนนั้นนึกแล้วขนหัวลุกทุกทีเลยครับ!

ผมปิดทีวี ปิดไฟหัวเตียง รูดม่านหนาทึบเรียบร้อย มีแต่แสงไฟหน้าห้องน้ำ ผมนึกถึงญาติสนิทมิตรสหายที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยโรคภัยไข้เจ็บบ้าง ด้วยอุบัติเหตุบ้าง…ทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องตายทั้งนั้น แต่ไม่ว่าใครๆ ก็ล้วนแต่กลัวตาย ไม่อยากตาย…อย่างผมนี่ไง

“รณจักร” เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากคืนหนึ่งในโรงพยาบาล

ผมประสบ กับเรื่องราวน่าขนลุกขนพองเมื่อราว 5-6 ปีก่อน สาเหตุจากระบบขับถ่ายไม่น่าไว้ใจ ต้องไปนอนโรงพยาบาลแถวสุขุมวิทนี่เองเพื่อตรวจร่างกายเป็นเวลา 2 คืน

ตอน นั้นผมอายุ 40 ปลาย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางเดินอาหารที่รู้จักมักคุ้นกันมาราว 3-4 ปี พูดอ้อมๆ ว่าน่าจะตรวจลำไส้ใหญ่ให้แน่นอนว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า? จะมีก้อนเนื้อหรือไม่?

ถ้าพูดกันตรงๆ ก็สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งน่ะแหละครับ!

ใจหายวูบ นึกถึงเพื่อนรุ่นน้องที่ตายเมื่ออายุแค่ 40 ต้นๆ เท่านั้นเอง

เพื่อนชุดใหม่โผล่เข้ามาสองคน หิ้วเบียร์กระป๋องมาฝากเหมือนรายก่อนๆ แถมบอกว่าขืนเอาเบียร์ขวดมาเยี่ยม ก็ต้องแอบๆ ไปขอที่เปิดฝาจากแม่บ้าน…จำได้ไหม?

ผมเปิดไฟกลางห้อง ลุกขึ้นมานั่งซดเบียร์กับเพื่อน…ถึงจะขัดเขินนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ก็ผมไม่ใช่คนไข้นี่นา เพื่อนก็บอกว่าซดเบียร์เย็นๆ ซักสองกระป๋อง เดี๋ยวก็หลับสบายแล้ว! พวกเราขอลาไปก่อน…

หน้าผมชาเห่อ ขนลุกซ่าไปทั้งตัว ร้องว่า…อะไรนะ? เฮ้ย! นี่พวกลื้อ…แล้วสุ้มเสียงแหบแห้งก็ขาดหายไปในลำคอ แผ่นหลังเย็นวาบเหมือนถูกนาบด้วยก้อนน้ำแข็ง อ้าปากค้าง เบิกตาโพลง ตัวแข็งทื่ออยู่กับที่บัดดล

เพื่อนสองคนที่มาเยี่ยมผมเป็นรายล่าสุดน่ะ ตายไปแล้วทั้งสองคน จากอุบัติเหตุรถชนกัน กับตายเพราะ มะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่ออายุ 40 ต้นๆ นั่นปะไร!

 

ผีพนันบาคาร่าออนไลน์

ไม่ต้องบอกก็รู้ทั้งนั้นแหละค่ะ ว่าไม่มีใครอยากให้มีคนเจ็บคนตายแม้แต่คนเดียว หรือไม่อยากเห็นมีอุบัติเหตุสยดสยองเกิดขึ้นเลย ไม่ว่าตอนสงกรานต์หรือไม่สงกรานต์

ดิฉันมีเรื่องขนหัวลุกเรื่องสงกรานต์ปีที่แล้วมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

ลุง บุญเรืองอายุ 50 เศษ เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งอยู่บ้านใกล้ๆ ดิฉันที่ประชาสงเคราะห์ ดินแดง แกเป็นคนร่าเริง คุยสนุก ปราดเปรียวไม่แพ้พวกหนุ่มๆ ราวกับอายุต้น 40 เท่านั้น

 

คำขวัญทำนองนี้เกลื่อนบ้านเมืองคาสิโนทั่วประเทศตั้งแต่ก่อนสงกรานต์แล้วล่ะค่ะ บางทีก็มีลูกเล่นแปลกๆ กับเขย่าขวัญเยอะแยะ แต่เอาจริงเข้าก็บ่มิไก๊ หรือไม่ได้ผลนั่นแหละคุณ

รัฐมนตรีบางคนเห็นสถิติคนเจ็บคนตายพุ่งกว่า ปีก่อน ท่านก็ให้สัมภาษณ์หน้าตาเฉยว่า จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีป้องกันอย่างรีบด่วน…7 วันอันตรายเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่สิบปีอันตราย!

บางท่านก็ออกมาจีบปากจีบคอในอาการของ ผู้เจนจัดเรื่องอุบัติเหตุ ไม่มีตัวจับเลยซีน่า

“สาเหตุเกิดจากเมาแล้วขับเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือขับรถเร็ว!”

ที่น่าตลกมากคือการประกาศลดจำนวนอุบัติเหตุ, ลดจำนวนผู้บาดเจ็บและผู้ตายว่าให้เหลือเท่านั้นเท่านี้ แม้ว่าจะโดนโจมตีมาตั้งแต่ปีก่อนแล้วว่าไร้สาระ! คิดได้ไงเนี่ย? แต่ปีนี้ท่านๆ ก็ยังวางมาดขรึม ตีมึนไม่รู้ไม่ชี้ ฟันธงโครมครามว่าเรื่องอัปมงคลประจำเทศกาลจะต้องลดลงเท่านั้นเท่านี้

ยังดีที่ไม่กล้าบอกจำนวนคนเจ็บคนตายบาคาร่าออนไลน์ นอกจากกำกวมว่าต้องลดลงเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์…แหม! เรื่องพูดจากั๊กๆ นี่คนใหญ่คนโตเมืองไทยถนัดนักเชียวค่ะตอนเช้าๆ เย็นๆ แกจะขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านบ้านดิฉัน ถ้าพบกันแกจะร้องทักทายเหมือนสมัยก่อนว่า…ไปขี่รถเที่ยวกันไหมจ๊ะคนสวย? ดิฉันก็โบกมือให้แกแบบที่เคยทำมาสิบกว่าปีแล้ว

วันหนึ่งได้ข่าวร้าย…ลุงบุญเรืองถูกรถเมล์เฉี่ยวชนที่ปากซอย คอหักตายคาที่!

ตอนเกิดเหตุราวเดือนเมษายน มีคนเห็นผีลุงบุญเรืองพนันบอล ขี่รถแล่นช้าๆ ไปมาในซอยบ่อยครั้ง บางทีได้ยินเสียงเครื่องยนต์อย่างเดียวแต่ไม่เห็นรถและคนขับ ต่างขนหัวลุกเกรียวกราวไปตามๆ กัน เพราะจำได้แม่นว่าเป็นรถ ลุงบุญเรือ

 

กระทั่งเสียงนั้นใกล้เข้ามา ดิฉันยืนตัวแข็ง จ้องมองเห็นแต่ความว่างเปล่า กระทั่งเสียงรถแล่นมาหยุดอยู่ตรงหน้าบ้านใกล้ๆ ดิฉัน อากาศในเดือนเมษายนลดตัววูบลงจนเย็นเฉียบ แล้วมีเสียงที่แสนจะคุ้นเคยดังขึ้นชัดเจนว่า…ไปขี่รถเที่ยวกันไหมจ๊ะ คนสวย?

ดิฉันแทบจะปล่อยโฮใบหน้าร้อนวูบแล้วเย็นวาบ ปากลิ้นแข็งจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่นึกว่า…ไม่ไปหรอกค่ะ ลุงขา…หนูกลัวแล้ว! ลุงไปสู่ที่ชอบๆ เถอะนะคะ…

มีเสียงถอนหายใจยืดยาวตามด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ อยู่ในลำคอ ครั้นแล้วมอเตอร์ไซค์ที่มีแต่เสียงก็ค่อยๆ แล่นห่างออกไปทางปากซอย ดิฉันยังสงสัยว่าทำไมถึงไม่ล้มแผละลงไปแต่แรก…แต่ที่แน่ๆ คือไม่กล้าออกไปรดน้ำต้นไม้ตอนค่ำอีกเลย

คืนหนึ่งก็เกิดเรื่องขนหัวลุกโดยไม่คาดฝัน!

ก่อนถึงสงกรานต์สองวันมีงานเลี้ยงที่บริษัท กว่าจะกลับได้ก็เกือบ 4 ทุ่ม ขณะขับรถจะเลี้ยวเข้าซอย เห็นมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งแล่นตะบึงสวนทางมา คล้ายคนขับเมามายหรือบ้าคลั่งจนขาดสติ รถส่ายเหมือนงูเลื้อย ดิฉันตกใจเกือบจะเบรกอยู่แล้ว ไม่รู้ว่ารถบ้าคันนั้นจะพุ่งเข้าใส่หรือเปล่า?

ทันใดนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์คุ้นหูก็ดังกระหึ่มขึ้นทางขวามือ!

เย็นวาบไปทั้งตัวเมื่อหันขวับไปมอง…

ลุงบุญเรืองกำลังควบรถพุ่งเข้าใส่มอเตอร์ไซค์คันนั้นเหมือนภาพในคืนฝันร้าย ดิฉันอยากจะหลับตาแต่ก็ลืมโพลง มองดูรถอุบาทว์คันนั้นหักวูบเข้าไปปะทะกับต้นไม้ข้างทาง เสียงโครมสนั่นเหมือนฟ้าผ่า ร่างคนขับลอยลิ่วขึ้นไปก่อนจะหล่นพลั่กลงมากองแน่นิ่งบนถนน

ไม่มีรถมอเตอร์ไซค์ของลุงบุญเรืองอีกแล้ว

มือเท้าอ่อนจนขับต่อไม่ไหว…ไทยมุงกับตำรวจเข้ามา ชายนั้นตายคาที่ เลือดไหลนองน่าเสียวไส้ นัยน์ตาเหลือกค้างลืมโพลง ทุกคนลงความเห็นว่าคนขับเมามายจนขับรถพุ่งชนต้นไม้เอง!

คงมีดิฉันคนเดียวที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น…ขอบคุณค่ะ ลุงบุญเรือง!

ผีหลอกในโรงแรมคาสิโน

มีพระบวชใหม่อยู่ห้องติดกัน คืนแรกผมก็กำชับให้สวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน แต่เมื่อผมไปธุระที่บ้านเดิม 2-3 วันกลับมา พระรูปนั้นก็เข้ามาบอกเสียงสั่นเครือ หน้าตาซีดเซียวแทบจะเป็นคนละคน

“พอหลวงตาไม่อยู่ผมนอนไม่ได้เลย ต้นมะม่วงหลังห้องเขย่าโครมๆ จนผมต้องนอนคลุมโปงทั้งคืน”

ถามว่าสวดมนต์ทุกคืนหรือเปล่าก็ก้มหน้า ตอบ อ่อยๆ ว่าลืมไป! ในบาคาร่าออนไลน์ที่สุดก็ต้องย้ายไปอยู่ร่วมกับพระอีกด้านหนึ่ง

ทุก วันนี้กุฏิผมยังมีพระบวชใหม่มาอยู่ 7-15 วัน อย่างมากก็เกือบเดือน บางครั้งเอาไว้เก็บพัสดุต่างๆ มันเงียบสงบดีแม้ค่อนข้างจะเยือกเย็นน่าวังเวงใจก็ตามผมเองก็เหมือนกัน ถ้าคืนไหนลืมสวดมนต์ จิ้งจกจะร้องนอกห้องเพื่อมาขอส่วนบุญต้องแผ่เมตตาไปให้…จะเชื่อเรื่องผีๆ สางๆ หรือความเร้นลับเหนือธรรมชาติหรือไม่ โปรดพิจารณาด้วยตนเองเถิด!

สถานที่เกิดเหตุก็วนเวียนอยู่จังหวัดพิษณุโลกนี่แหละ แก่งโสภา วังทอง ทรัพย์ไพรวัลย์ เพราะผมบวชเรียนที่นั่นมานมนานกาเลแล้ว…วันนี้ก็มีเรื่องขนหัวลุกมาเล่า สู่กันฟังตามเคย

หลังจากเปลี่ยนสถานที่ ได้เปิดหูเปิดตาที่วัดเผ่าไทยเป็นเวลาพอสมควรแล้วกราบลาเจ้าอาวาสกลับมาอยู่ วัดเดิมของตน ต่อมาหลวงพ่อให้ผมมาอยู่วัดโสภาราม ตำบลแก่งโสภา ซึ่งใกล้ถนนใหญ่หน่อย

เมื่อผมไปกราบนมัสการเจ้าอาวาสท่านก็ดีใจหาย ให้ผมไปอยู่ท้ายสุดใกล้เมรุราว 20 เมตรได้ ท่านบอกว่าเงียบสงบดี ผมก็เห็นดีด้วยเพราะห่างไกลจากความวุ่นวายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเสียงเอะอะหนวกหูอันไม่พึงประสงค์คาสิโน

ครั้นเข้าไปเปิดห้องแล้วทำความสะอาด เล่นเอาอดสะอึกไม่ได้เมื่อนึกถึงเมรุเผาผีที่ว่า…พอเปิดหน้าต่างก็เจอแล้ว!

การทำความสะอาดกุฏิยังไม่เรียบร้อยดี ก็บังเอิญมีงานศพที่ศาลาสังเวชหน้าเมรุใกล้ๆ กันนั่นเอง

คืนแรกต้องมีการสวดพระธรรมแต่พระสวดไม่พอ ต้องไปนิมนต์พระจากวัดทรัพย์ไพรวัลย์มาจนครบ 8 รูปตามที่เจ้าภาพขอร้อง…งานสวดจะเริ่ม 2 ทุ่มตรง!

“ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น” คือป้ายติดตาลปัตรที่พระเริ่มสวด

“กุสะลา ธัมมา…” เสียงเยือกเย็นชวนให้วังเวงใจดังขึ้นในความเงียบ ญาติโยมทุกคนพนมมือนิ่งฟัง…อาจจะนึกปลงอนิจจังได้ในความเป็นปกติธรรมดาของ สัตว์โลกทั้งหลายที่ไม่มีใครหลบหนีได้สำเร็จ

เมื่อสวดจบแล้ว พระก็แยกย้ายกันกลับกุฏิของตน ญาติโยมก็กินของว่าง บ้างก็หันหน้าพูดคุยกัน และบ้างก็งัดเอากระดานหมากรุกขึ้นมา…ส่วนหนึ่งจะหาอะไรทำแก้เหงาเพื่ออยู่ เป็นเพื่อนศพตามธรรมเนียม

ผมเองเมื่อเปิดกุฏิ เปิดไฟก็ถึงกับยืนคาสิโนตะลึงเมื่อเห็นจิ้งจกเต็มเพดานสิบกว่าตัว สายตาทุกคู่คล้ายจะจ้องมองผมเขม็ง พยายามทำใจให้เป็นปกติ นึกเสียว่าเป็นเพื่อนร่วมโลก ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายเหมือนเรา…แล้วสวดมนต์เข้านอนตามเคย

งานสวดศพ 3 คืนผมก็ไปทุกคืน ตอนเช้าฉันเช้า ตอนเพลเลี้ยงอาหารพระ 20 รูป ตกบ่ายสวดมาติกาให้แก่ผู้ตาย แล้วนำศพเวียนเมรุ 3 รอบ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) แล้วนำศพไปวางบนหน้าเตาเพื่อให้ญาติวางดอกไม้จันทน์ (จุติ จุตัง ปรมัง สุขัง)

พอเสร็จเรียบร้อยจุดไฟเผา พระก็เริ่มสวดหน้าไฟ กุสะลา ธัมมา เป็นเสร็จพิธี!

หลังจากอาบน้ำในตอนค่ำ อ่านหนังสือพิมพ์ที่ซื้อมา

ตามปกติ 2 ทุ่มผมจะเริ่มสวดมนต์ แต่คืนนั้นลืม พอผมมองดูเพดานก็รู้สึกใจวูบวาบพิกล…จิ้งจกไม่รู้มาจากไหนมากมายจนแทบจะดำ มืดไปหมด ผมจึงตั้งสติสวดมนต์แผ่เมตตาไปให้สรรพสัตว์มันก็จากไปเงียบๆ

น่าแปลกที่มองไม่ทันว่ามันหายไปทางไหนเร็วนัก หนา คล้ายๆ กับว่าพวกมันจะละลายหายไปในอากาศธาตุยังงั้นแหละ

ถ้าคืนไหนไม่สวดหรือสวดดึกบาคาร่าออนไลน์ มันจะร้องจนรำคาญ ต้องยอมแพ้มัน!

มีพระบวชใหม่อยู่ห้องติดกัน คืนแรกผมก็กำชับให้สวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน แต่เมื่อผมไปธุระที่บ้านเดิม 2-3 วันกลับมา พระรูปนั้นก็เข้ามาบอกเสียงสั่นเครือ หน้าตาซีดเซียวแทบจะเป็นคนละคน

“พอหลวงตาไม่อยู่ผมนอนไม่ได้เลย ต้นมะม่วงหลังห้องเขย่าโครมๆ จนผมต้องนอนคลุมโปงทั้งคืน”

ถามว่าสวดมนต์ทุกคืนหรือเปล่าก็ก้มหน้า ตอบ อ่อยๆ ว่าลืมไป! ในบาคาร่าออนไลน์ที่สุดก็ต้องย้ายไปอยู่ร่วมกับพระอีกด้านหนึ่ง

ทุกวันนี้กุฏิผมยังมีพระบวชใหม่มาอยู่ 7-15 วัน อย่างมากก็เกือบเดือน บางครั้งเอาไว้เก็บพัสดุต่างๆ มันเงียบสงบดีแม้ค่อนข้างจะเยือกเย็นน่าวังเวงใจก็ตามผมเองก็เหมือนกัน ถ้าคืนไหนลืมสวดมนต์ จิ้งจกจะร้องนอกห้องเพื่อมาขอส่วนบุญต้องแผ่เมตตาไปให้…จะเชื่อเรื่องผีๆ สางๆ หรือความเร้นลับเหนือธรรมชาติหรือไม่ โปรดพิจารณาด้วยตนเองเถิด!

รวมพลคนกลัวผี

ตอนแรกเป็นผีในทุ่งนา คนเดินผ่านได้ยินเสียงท่องน้ำจ๋อมๆ พอหันไปดูก็เงียบ แต่เดินต่อเมื่อไหร่เป็นได้ยินเสียงจ๋อมๆ เมื่อนั้น ในที่สุดก็ต้องวิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานแทบเสียสติไปเลย

บางคนเล่าว่าขับ รถกลับบ้านตอนกลางคืน เห็นคนกลุ่มหนึ่งยกโขยงมาจากสวนส้ม เดินตัวแข็งทื่อเหมือนหุ่นยนต์ บางคนบอกว่าเด็กเล็กๆ เดินแก้ผ้าล่อนจ้อนข้างทาง พอนึกได้ว่าเด็กเล็กๆ ที่ไหนจะมาเดินคนเดียวตอนดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้?

คุณพระช่วย! เด็กเจ้ากรรมนั่นก็หายไปแล้ว!

ต่อให้ใจแข็งเป็นเหล็กเป็นไหลแค่ไหน แต่เรื่องกลัวผีนี่ไม่เข้าใครออกใครนะครับ นึกขึ้นได้ก็เผ่นอ้าวจนออกหูหึ่งๆ เรียบร้อยแล้ว

ยิ่ง มีรถเกิดอุบัติเหตุคนตายบ่อยๆ ภูตผีปีศาจก็ยิ่งเฮี้ยนจัดขึ้นทุกที ก็มีคนเห็นร่างดำๆ เดินไปมาอยู่ข้างถนน บ้างก็นั่งร้องไห้อยู่ริมคลอง…ชะลอรถดูก็เห็นตัวเปียกโชกเชียว!

คน ที่ขับรถกลับบ้านดึกๆ เห็นใครวิ่งตัดหน้าหายวูบลงไปในคลอง บางทีเห็นผู้หญิงยืนโบกรถ แต่พอจอดดูก็เห็นร่างเหวอะหวะ หน้าตาเนื้อตัวเปรอะด้วยเลือดสดๆ เล่นเอาแทบสติแตกไปเลยก็มี

ผมเคยเจอ เข้ากับตัวเองจังๆ เมื่อขับรถมากับพี่น้องอีกสองคน กลับจากงานศพที่วัดพระศรีมหาธาตุ กำลังจะเลี้ยวเข้าซอยบ้านอยู่แล้ว พอดีเห็นไฟพุ่งสวนมา แถมใช้ไฟสูงอีกต่างหาก เกือบจะร้องด่าอยู่แล้วเชียว แต่ก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นรถเจ้ากรรมนั่นก็หักพรวดลงคลองไปดื้อๆ เสียงตูมสนั่น!

ขณะนั้นรถราบางตาแล้ว แต่ไม่มีใครแยแสหรือจอดถามไถ่เหตุการณ์เลย พวกเราผู้ชายล้วนๆ รีบลงจากรถไปดูเพื่อช่วยเหลือ ท่ามกลางอากาศเย็นยะเยือกในฤดูฝน…แต่มองเท่าไหร่ก็ไม่เห็นรถคันนั้น…

ไม่เห็นแม้แต่วงน้ำกระเพื่อมที่น่าจะปรากฏให้เห็นในแสงไฟ นอกจากสายลมพัดวูบจนหนาวสะท้านไปทั้งตัว!

เผ่น กันขึ้นรถแทบไม่ทัน ต่างคนต่างนั่งตัวแข็ง ไม่มีใครกล้าปริปากอะไรตลอดทางจนถึงบ้าน รีบเอาน้ำมนต์มาแจกกันล้างหน้าที่ยังซีดเซียวเป็นไก่ต้มอยู่ไม่หาย…ขอให้ ไปที่ชอบๆ เถอะ เจ้าประคุณเอ๋ย…

แค่นี้ก็ขนหัวลุกซู่ซ่าไปตามๆ กันแล้วครับ! บรื๋อออ…

น่าสงสารแต่บรรดา “คุณหูทิพย์” หรือโขลงช้างป่าที่ถือว่าเป็นเจ้าถิ่นตัวจริงเสียงจริงเคยอยู่กินสุขสบายมา นับร้อยปีก็จำเป็นต้องถอยร่น หลบเข้าป่าลึกไปทุกทีจนถึงเขาเขียว นครนายก ปราจีนบุรีโน่น

ทุ่งรังสิตเคยรกร้างในอดีตก็โปรดเกล้าฯ ให้เป็นเมืองธัญบุรี ในปี 2444 อีก 30 ปีต่อมาก็กลายเป็นอำเภอธัญบุรี ขึ้นต่อจังหวัดปทุมธานีในปี 2474 มาจนถึงทุกวันนี้

หนองเสือ ธัญบุรีบ้านผมนี่ แหม…เขาลือกันว่า ผีดุบรรลัยเลยล่ะครับ!

ช่วงนั้นบ้านเรือนชักจะหนาตา บ้านจัดสรรก็ผุดขึ้นหลายแห่ง ผู้คนและรถราคึกคักขึ้นทุกที แม้ว่าด้านหลังจะมีสวนส้มเขียวหวานอยู่นับร้อยไร่ เห็นว่าหนีน้ำเค็มจากบางมดมาปักหลักที่นี่ ต่อมาก็ต้องอพยพไปอยู่สิงห์บุรีบ้าง พิจิตรบ้าง เมื่อดินจืดกับความเจริญจากเมืองหลวงแผ่ขยายมาถึงรวดเร็วแทบตั้งตัวไม่ติด

ถนนเลียบคลองจากรังสิต กลายเป็นทางลัดไปนครนายก เสาร์อาทิตย์มีรถนักท่องเที่ยวผ่านไปมาขวักไขว่ อุบัติเหตุทางถนนก็เกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว

ชนโครมเข้าถ้าไม่ตายก็คางเหลืองไปตามๆ กัน!

ที่น่าขนพองสยองเกล้ากว่านั้นคือ พวกที่ขับรถพุ่งชนต้นไม้เสียงเหมือนฟ้าผ่า หรือไม่ก็พุ่งลงคลอง ส่วนมากกลายเป็นศพทั้งนั้น ผมเคยเห็นพวกมูลนิธิเขางมศพขึ้นมา มีทั้งผู้หญิงผู้ชายแม้แต่เด็กๆ ก็ต้องพลอยจบชีวิตอย่างน่าเศร้าใจ

 

ผีสิงในคาสิโน

เรื่องยังไม่จบแค่นี้ ในวันรุ่งขึ้นทุกคนก็เจอเรื่องเดิมอีกจนเขาบอกว่าเริ่มชินแล้ว คือ จากกลัวจนเลิกกลัวแล้วเพราะเหนื่อยจากการทำงานกันมาก วันนี้ฉันและพี่ที่อยู่ห้องเดียวกันอีกคนยังไม่ไปที่ทำงานเพราะต้องเคลียร์ งานกันในห้อง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็จะไปยังสถานที่ทำงานจึงเดินออกมาปิดล็อกห้องอย่าง ดี แต่ห้องของพี่ผู้ชายกลับเปิดอ้าไว้ทั้งที่พวกเขาออกไปทำงานกันหมด ฉันกำลังจะไปปิดประตูให้แต่พี่ผู้ชายเดินออกมาจากลิฟท์พอดี ฉันจึงตำหนิเขาว่าเปิดประตูทิ้งไว้ทำไม เพราะมีของมีค่าอยู่เยอะมาก พวกเขาก็ยืนยันว่าปิดล็อกเรียบร้อยแล้ว พี่ผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นว่าน้องมาเปิดนะสิบาคาร่าเมื่อวานเขาก็เห็นว่าน้อง เปิดประตูรอพวกเขากลับมา เท่านั้นแหละทุกคนก็รีบชวนกันลงมาข้างล่างทันที

สี่ วันผ่านไปอย่างร้อนๆ หนาวๆ ในที่สุดก็ได้กรับกรุงเทพสักที รู้สึกดีใจมากๆ เพราะรู้สึกกลัว ไม่อยากเจอ แม้จะรู้สึกบ้างแต่ยังดีที่ไม่เคยเห็นแบบจะๆ ก่อนกลับก็ถามแม่บ้านที่โรงแรมจึงได้ความว่า เคยมีนักท่องเที่ยวที่เป็นเด็กเสียชีวิตที่นี่ และเขาก็ไม่ไปไหน ยังคงวนเวียนชวนให้แขกที่มาพักไปเล่นกับเขาอยู่แบบนี้มานานแล้ว

ตอนนั้นฉันและพี่ที่ทำงานรวมกัน 7 คน ไปทำงานที่จ.ภูเก็ต และต้องไปพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ฉันนอนกับพี่ผู้หญิงอีกสองคน ส่วนผู้ชายก็นอนด้วยกันสามคนที่ห้องด้านขวา หัวหน้าอยู่ห้องด้านซ้าย การทำงานผ่านไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งคืนที่หนึ่งของการพักผ่อนผ่านพ้นไปคาสิโนออนไลน์ พวกเราทั้งหมดไปรับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม แต่สีหน้าของพวกเขาดูหมองคล้ำ อ่อนเพลีย คล้ายคนอดนอน ฉันจึงเข้าใจว่าพวกเขาคงแอบไปเที่ยวกลางคืนกันเป็นแน่ จึงไม่ได้ถามไถ่อะไร และพวกเขาก็ไม่พูดอะไรด้วย จากนั้นพวกเราก็ไปทำงานกัน

จนกระทั่งใกล้จะเลิกงาน พวกผู้ชายเริ่มมีอาการไม่อยากกลับที่พัก ทั้งที่ดูง่วงหง่าวหาวนอนกันเป็นทิวแถวแท้ๆ ถามกันไปมาจนได้ความว่า พวกเขาเจอ “ผีเด็กมาเล่นด้วยทั้งคืน!!!” เมื่อเอาผ้าห่มคลุมโปง ผีเด็กก็ดึงผ้าห่มออกอยู่แบบนั้น และวิ่งไปมาภายในห้องอย่างสนุกสนาน (สนุกอยู่คนเดียว) ทำให้พวกเขาต้องอยู่ในอาการหวาดผวา แต่ก็มีคนกล้ากว่าเพื่อน พูดออกมาว่าไม่เล่น จะนอนแล้ว เท่านั้นแหละผีเด็กก็เริ่มลามือ และยอมให้พวกเขานอนแต่โดยดี พี่ๆ บอกว่าไม่อยากเล่าให้ฟังเพราะไม่อยากให้พวกเรากลัวกัน เพราะห้องก็อยู่ติดกันแค่นี้เอง

น่าแปลกที่ห้องของฉันกลับไม่มีใครเจอเลย แต่หัวหน้าคาสิโนที่นอนอยู่ห้องถัดไปกลับเจอเช่นเดียวกัน อาจเป็นเพราะก่อนนอนฉันสวดมนต์ แผ่เมตตา และขออนุญาตสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่นั้นแล้วก็เป็นได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ได้แต่โล่งใจ

แต่แล้วในวันถัดมา ฉันต้องเอาข้อมูลของงานลงเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งอยู่ในห้องของผู้ชาย ฉันและพี่ๆ ที่ทำงานก็นั่งกันในห้องนั้น ทุกคนนั่งทางด้านซ้ายมือของฉันกันหมด ระหว่างที่ฉันนั่งเก็บข้อมูลอยู่นั้นก็รู้สึกเหมือนมีใครเอาหน้ามาเกยไว้บน ไหล่ทางด้านขวาจนรู้สึกเหมือนแก้มแทบจะชนกันจึงหันขวับไปดูเพราะคิดว่าพี่ๆ แกล้ง แต่ปรากฎว่าทุกคนนั่งคุยกันอยู่ที่เดิม เมื่อฉันถามเขาก็ทำหน้างงกันหมด และยืนยันว่าไม่ได้เดินมาทางนี้กันเลย เท่านั้นแหละฉันรีบเรียกพี่อีกคนมานั่งเป็นเพื่อนทันที

 

ผีกับวิญญาณ

คืนนั้นรถในกรุงเทพฯ ติดสาหัสสากรรจ์ กว่าจะหลุดออกมาได้ก็สองยามเศษแล้ว โอ๊ตแนะนำว่าให้ไปเช้าวันเสาร์ดีกว่ามั้ย? แต่ผมบอกว่าไปคืนนี้แหละน่า เรายังหนุ่มไฟแรงจะกลัวเหนื่อยกลัวเพลียไปทำไม!

อีกอย่างหนึ่งผมก็คน นอนดึก ถ้าโอ๊ตง่วงก็นอนไปในรถแล้วกัน เราคงไปถึงปากช่องราวตีสองไม่เกินตีสาม สบายมาก! ถึงที่นั่นแล้วจะนอนให้สบาย ตื่นสายๆ สักเก้าโมงสิบโมงก็ยังได้

ขับรถตอนกลางคืนน่ะผมชอบมากเลย ไม่ร้อนและรู้สึกสงบลึกลับบอกไม่ถูกครับ

ตอน เข้าเขตปากช่องเครื่องยนต์เกิดสะดุดจนดับไปพักหนึ่ง ขณะนั้นราวตีสอง…บริเวณนั้นมืดสลัว…น่าแปลกที่แทบไม่มีรถร่วมทางเลย! มันน่าจะมีรถบรรทุก รถทัวร์บ้าง แต่นี่ว่างจริงๆ ถนนโล่งมองเห็นแล้วนึกถึงบรรยากาศในแดนสนธยา…ลมหนาวพัดวูบเล่นเอาผมขนลุก เกรียว

จู่ๆ เครื่องก็ติด เฮ้อ…โล่งอกไปที!

ผมออกรถแล่นไปได้ เดี๋ยวเดียว แสงไฟหน้ารถก็ส่องกระทบกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ใส่เสื้อยืดสีขาวๆ กางเกงสามส่วนสีดำๆ เขาเป็นคนตัวเล็ก เตี้ยล่ำ ผมคงไม่ลืมใบหน้านั้นไปอีกนาน…หน้าที่แป้นกว้าง ผมกระเซิง จมูกแบน ตาโตและดำมากด้วย

ที่ผมมีเวลาพิศดูเขาขนาดนั้น เพราะทันทีที่แสงไฟส่องเขา หนุ่มนั่นก็โบกมือขอติดรถไปด้วย ผมชะลอรถทำท่าจะให้เขาขึ้นมา แต่โอ๊ตตบไหล่ผมอย่างแรง

“อย่าหยุด! ไปเลยๆ ไปเดี๋ยวนี้!”

ผม ได้สติก็บึ่งรถฉิว ความรู้สึกตอนนั้นบอกไม่ถูกเลยครับ คือจำได้ว่าเมื่อเห็นเขาโบกรถน่ะผมมึนๆ งงๆ เหมือนเคลิ้มฝัน จนได้ยินเสียงโอ๊ตสติก็กลับมา ครั้นแล้วก็อดรู้สึกผิดไม่ได้…ผมน่าจะรับเขาขึ้นมาด้วย เหมือนคนใจร้ายจริงๆ

“ไม่เห็นเหรอ…” โอ๊ตเสียงสั่น “ตอนแกจอดรถน่ะ แสงไฟกระทบตามันแดงจ้าออกมาเลย น่ากลัวเป็นบ้า..ท่าจะไม่ใช่คน!”

ฟัง แล้วสยอง…ผมไม่ได้เห็นแสงจากนัยน์ตาคู่นั้นหรอกครับ เพียงแต่สะกิดใจว่ามันดำเหลือเกิน…เป็นลูกตาที่ดำใหญ่เกือบเต็มรูปตา ยอมรับเลยครับว่ามือไม้อ่อน เสียวที่มือและฝ่าเท้าแต่ก็ตั้งสติให้มากขึ้น ไม่ขับตะบึงแบบคนเสียสติ ตาก็มองกระจกหลังตลอด

ผมกับโอ๊ตเสียวสันหลังจนกระทั่งรถเลี้ยวเข้ารีสอร์ตของเรา แต่ความกลัวก็ยังอยู่ในใจ

 

หลังจากนั้นก็จัดการปรับปรุงพื้นที่ ปลูกต้นไม้ ดอกไม้และทำสระว่ายน้ำกับบังกะโลสิบกว่าหลัง ทางด้านตะวันตกยังมีภูเขาซึ่งระเบิดทำหิน จนกลายเป็นเนินเขาเตี้ยๆ ดูสวยไปอีกแบบ

ผมมีอาชีพทางนี้อยู่แล้วก็เลยไปช่วยดูแลการเริ่มต้นของกิจการด้วยความเต็มใจ

ทีแรกกะว่าจะเปิดรีสอร์ตนี้ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเปิดเทอมภาคกลาง และต้อนรับการท่องเที่ยวป่าเขาในฤดูหนาว แต่ด้วยปัญหาการก่อสร้างทำให้ทุกอย่างล่าช้าก็เลยต้องเลื่อนไปเปิดตัวเอา เดือนธันวาคม ช่วงเทศกาลปีใหม่

ระหว่างนั้น ผมกับโอ๊ตก็ขึ้นๆ ล่องๆ กรุงเทพฯ กับปากช่องแทบทุกสัปดาห์ โดยผมพยายามเคลียร์งานให้เสร็จภายในวันศุกร์ โอ๊ตจะมาหาที่ทำงานและใช้รถผมขับไปปากช่องด้วยกัน…

ศุกร์สุดท้ายของเดือนนั้นก็ตรงกับคืนฮัลโลวีนพอดี!

ผมไม่ได้คิดอะไรมาก แต่กว่าจะเสร็จงานก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่มแล้วครับ

 

ถ้าผมหยุดรับเขาขึ้นมาล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?

เราเอาของออกจากรถ แล้วเดินเข้าบังกะโลหลังหนึ่งที่แม่บ้านเตรียมเปิดห้องไว้ให้แอร์เย็นฉ่ำ เชียว…ขณะเดินออกมาเพื่อจะหยิบแล็ปท็อปในรถ ผมเห็นใครคนหนึ่งด้อมๆ มองๆ อยู่ข้างนอกรั้ว…เห็นหน้าแล้วเข่าแทบทรุดฮวบเลยครับ!

ผู้ชายคนนั้นเอง! ตาผมไม่ได้ฝาดแน่ รีบเรียกให้เพื่อนดู โอ๊ตก็เห็น…รีบบอกยามที่อยู่ตรงนั้น ยามหันไปมองแต่ไม่มีใครที่รั้วเลยสักคนเดียว

นับแต่วินาทีนั้น ผมไม่ได้เห็นเขาอีกเลย!

เขาเป็นใครก็ไม่รู้ แต่ทบทวนดูแล้วไม่น่าจะใช่คนแน่ จะว่าเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาก็ไม่น่าจะใช่ หรือเป็นคนที่ประสบอุบัติเหตุตรงนั้นแล้วไม่รู้จะไปไหน… เอ๊ะ! หรือว่าเขาต้องการตัวตายตัวแทน

แต่ที่แน่ๆ คือผมจะพยายามไม่ขับรถผ่านเส้นทางนั้นตอนกลางคืนเด็ดขาด ถ้าเกิดเจอเขาเข้าอีกครั้งในยามค่ำคืน เผลอๆ ก็อาจจะช็อกตายคาที่ก็ได้ครับ! บรื๋อออ…

ไฟคลอกตาย

เย็นนั้น ดิฉันออกไปเล่นซ่อนแอบกับเพื่อนๆ ที่ถนนหน้าบ้าน ร่มรื่นด้วยกิ่งก้านของต้นลิ้นจี่ที่ออก ลูกแดงอร่าม ฝั่งตรงข้ามเป็นคูน้ำกั้นสวนส้มโอที่ดูหนาทึบ คล้ายๆ จะมีความเร้นลับซ่อนเร้นอยู่อย่างนั้นแหละค่ะ

ขณะนั้นเอง ป้ากลีบก็เดินถือฟืนท่อนหนึ่งออกจากบ้าน แกนุ่งผ้าดำสวมเสื้อขาว ดิฉันถามว่ายายจะไปไหน? แกก็บอกว่า…ไปเผาผี!

อ้อ! ส้มโออัมพวาก็ขึ้นชื่อลือชาเหมือนกัน นะคะ

คุณครูสมทรงมีสวนส้มโอมากมาย ก่อนนั้นก็เป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่ปลูกกันมาสมัยปู่ย่าตายาย เมื่อได้ศึกษาค้นคว้าอยู่หลายปีก็พบว่าส้มโอพันธุ์ขาวพวงหรือขาวแป้นอะไรพวก นี้จะเหมาะกับดินและน้ำแถวนครชัยศรี นครปฐมมากกว่าที่อัมพวา

ก็เลยได้พันธุ์ขาวใหญ่มาปลูกแพร่หลาย ใช้ปุ๋ยชีวภาพที่ไม่มีอันตราย กับดินจากนาเกลือมาโรยโคนต้น เขาเรียกเสียไพเราะน่าฟังว่า “ดอกเกลือ”

แหม! ดิฉันก็มัวแต่พูดถึงผลไม้ดังๆ ของอัมพวาเสียเพลิน แต่รับรองว่าไม่ลืมเรื่องขนหัวลุกหรอกค่ะ!

สมัยเด็กๆ ดิฉันมีเพื่อนบ้านที่สนิทกันคือลุงป่วนกับป้ากลีบ สองผัวเมียอายุเกือบห้าสิบแล้วค่ะ แต่ก็ยังแข็งแรงไม่แพ้หนุ่มสาว เพราะอาชีพชาว สวนทำให้ได้ออกกำลังเกือบทั้งวัน มีลูกชายคนเดียวชื่อพี่เปลวก็ไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ

ตอนที่ดิฉันใกล้จะขึ้นป.4 พ่อแม่ก็พาไปเยี่ยมญาติที่วงเวียนใหญ่ ยังได้มีโอกาสพบกับพี่เปลวเลยค่ะ เพราะคนบ้านเราไปอยู่ที่นั่นหลายคน

…พ่อแม่พาดิฉันไปไหว้พระวัดพระแก้ว, วัดโพธิ์และเที่ยวตลาดนัดท้องสนามหลวงน่าตื่นเต้นมากเลย…เกิดมาไม่เคยเห็น ตลาดอะไรจะใหญ่โตเหมือนที่นั่นมาก่อน

แต่เมื่อกลับไปถึงบ้านได้แค่วันเดียว รุ่งขึ้นก็โดนผีหลอกอย่างจัง!

“ไปเผาผียายทองห่อน่ะซี!”

“ยายทองห่อเดินมากับป้าหยกๆ นี่นา” ดิฉันบอกเสียงสั่นๆ “นั่นไง! แกยืนตัวแข็งอยู่ที่นั่น!”

“เฮ้ย!” ป้ากลีบร้องลั่น กลับเป็นฝ่ายกอดดิฉันแน่นขณะที่หันไปดู…ท่ามกลางเสียงหมาหอนมาจากวัด ยอดลิ้นจี่ไหวซ่าอยู่กับสายลม…ร่างของยายทองห่อค่อยๆ เลือนรางจางหายไปต่อหน้าต่อตาเรา ป้ากลีบนึกขึ้นได้ก็ควักผ้าสีแดงออกมาเช็ดน้ำตา

ที่ อัมพวาไม่ได้พูดว่า “ไปเผาศพ” หรอกนะคะ แต่นิยมพูดว่า “ไปเผาผี” กันแทบทั้งนั้น คนที่ไปเผาผีก็มักจะมีฟืนติดมือไปด้วยคนละท่อน คล้ายจะเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดกันมานมนานแล้วว่าต้องถือฟืนไปช่วยเผาผีกัน ทุกคน

พวกเราเล่นซ่อนแอบกันต่อไป…คิดว่าเดี๋ยวป้ากลีบคงจะเดินกลับบ้านเพราะวัดตาพรหมอยู่ใกล้ๆ นั่นเอง

อีก ราว ครึ่งชั่วโมง ดิฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพ่อแม่คงจะไปเผาผีกับเขาด้วย เลยเดินย้อนไปที่บ้าน…แต่กลับเห็นป้ากลีบเดินมากับยายทองห่อ รูปร่างผอมสูง ผิวดำ แต่งตัวดำขาวคล้ายๆ กัน ยายทองห่อทำท่าจะเลี้ยวไปบ้านแกก่อน ดิฉันก็ถามป้ากลีบว่า…ไปเผาผีใครมาล่ะป้า?

คำตอบของแกทำให้ดิฉันใจหายวาบ ผวาไปกอดเอวป้ากลีบอย่างลืมตัว

“โถ…อุตส่าห์มาส่งถึงบ้านเชียวหรือพี่ทองห่อ? ขอบใจละนะ ขอให้ไปที่ชอบๆ เถอะ อย่ามาให้เด็กเล็กเห็นอีกเลย เดี๋ยวมันจะขวัญหนีดีฝ่อตาย”

ดิฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น…ต้องยกมือไหว้ให้ป้ากลีบไปส่งบ้าน พ่อกับแม่เพิ่งกลับมาจากวัดพอดี…ดิฉันนึกถึงหน้าตาของยายทองห่อดิฉันก็ ปล่อยโฮออกมาตอนนั้นเอง!

ผีโลงผุ

ผมย้ายมานอนห้องชั้นล่างที่เดิมเป็นห้องของสาวใช้ เสียอย่างเดียวที่ไม่มีห้องน้ำในตัว ตอนดึกๆ ถ้าปวดท้องก็ต้องเดินออกมาเข้าห้องน้ำที่อยู่ใต้บันได เสียวไส้น่าดู แต่คิดว่าถ้าผีมีจริงเธอคงจะไม่มาหลอกพี่ชายอย่างผมแน่ๆ

บางทีผมไม่กล้ามองไปที่ช่องมืดๆ ของทางขึ้นบันไดเลยครับ!

ที่ ต้องทนอยู่ก็เพราะข้อแรก ในบ้านยังมีข้าวของต่างๆ อีกไม่น้อย โดยเฉพาะหนังสือ ถ้วยโถโอชามที่คุณอาขนไปไม่หมด ท่านเป็นห่วงบ้าน กลัวว่าขโมยขโจรเข้ามาหยิบของไปใช้ตามอำเภอใจ อีกอย่างก็คือกลัวไฟไหม้เพราะไม่มีคนอยู่

ข้อสำคัญคือผมยังไม่มีปัญญาย้ายไปไหน…เงินไม่พอ! อยู่อย่างนี้ไปก่อนแล้วกัน

คืนหนึ่งหลังจากแอนตายไปสามเดือน ผมกำลังเคลิ้มก็พอดีได้ยินเสียงตึงๆ ที่ชั้นบน

เอา แล้วไง…มาล่ะซิ! ผมขนลุกซ่า เอื้อมมือเปิดไฟหัวเตียงแล้วลุกขึ้นนั่ง แหงนมองฝ้าเพดาน…อีกตึงแล้ว! เอ๊ะ…อะไร? จะว่าจิ้งจกตุ๊กแกมันก็ไม่น่าทำได้ขนาดนั้นนี่นา!

ตึ๊กๆๆ…เสียงวิ่ง อยู่บนบ้าน! ชัดแล้ว…ขโมยแน่! ผมจะต้องไล่มันไป ไม่กลัวครับ เชื่อว่ามันมาคนเดียว ฝีเท้ามันแค่หนึ่งคน และคงจะตัวเล็กๆ เบาๆ ด้วย

เสียงนั้นวิ่งไปวิ่งมา ผมมองตาม…มันจะวิ่งไปทำไม?

สักพักก็มีเสียงประตูเปิดแอ๊ด…ประตูห้องนอน! แล้วก็ปึง…เดี๋ยวเถอะ!

แอนทำใจไม่ได้ ดื่มยาล้างห้องน้ำตายอย่างทุรน ทุรายอยู่ในห้องนอนชั้นบนของเธอ!

ความตายของแอนน่าสะเทือนใจนัก คุณอานัยนาร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือดด้วยความรักและเสียดาย…แอนเพิ่ง จะอายุแค่ 22 ปีเท่านั้น เพิ่งเรียนจบปริญญาสาขาบัญชีมาหมาดๆ ได้เกียรตินิยมด้วยครับ

คุณอาเป็นคนไปพบศพในตอนพลบค่ำหลังกลับจากที่ทำงาน…ยาล้างห้องน้ำมีโซดาไฟ ผสมอยู่ มันกัดหลอดอาหารและอวัยวะภายในจนเลือดทะลักออกทางปาก มือกำเกร็ง ตาเหลือกค้าง

เด็กสาวน่ารักกลายเป็นศพเน่าสยดสยอง น่าเวทนา เป็นภาพที่ติดตาคุณอาชนิดไม่รู้ลืม!

คุณอาและสามีกับสาวใช้ขนของออกจากบ้านนี้ไปอยู่คอนโดฯ บอกตรงๆ ว่ากลัวผี…ถึงอยากจะขายบ้านนี้แต่ก็ยังขายไม่ออก ผมเองซึ่งไม่กลัวผีอาสาอยู่เฝ้าบ้านนี้ให้

สรุปแล้ว ผมอยู่ในบ้านสองชั้นที่โอ่โถงนี้เพียงลำพัง ตอนกลางวันก็ปิดไว้เฉยๆ พอเลิกงานก็กลับเข้าบ้านซึ่งมืดตึ๊ดตื๋อไปทั้งหลัง ชาวบ้านชาวช่องถามว่าผมอยู่ได้ยังไง? ไม่กลัวผีเหรอ? ผมตอบว่าผมรักและสงสารแอนจนกลบความกลัว

แต่ถ้าถามว่าหวาดไหม? ต้องยอมรับว่าหวาดครับเพราะบ้านมันเงียบเหลือเกิน…ส่วนใหญ่ในบ้าน โดยเฉพาะชั้นบนทั้งชั้นมืดสนิท

นั่นไง! มันสะดุดอะไรล้มโครมคราม แล้วก็กลิ้งครับ…กลิ้งไปทางโน้นทางนี้

ไม่ใช่คนแล้ว! ผมขนลุกซ่า รู้สึกผมทุกเส้นตั้งชัน ปากคอแห้งผาก ถอยกรูดๆ คนอะไรจะกลิ้งได้ดังลั่นบ้านขนาดนี้! มันกลิ้งแล้วก็ดิ้นตึงๆ จากนั้นก็มีเสียงประตูเปิด มันวิ่งออกมาข้างนอก

ผมเผ่นล่ะ ทั้งที่ยังสวมชุดนอนก็เถอะน่า!

ตะลีตะลานเปิดประตูล็อกกระจก ไม่ยอมหันไปมองบันได พอเปิดประตูได้ก็วิ่งแน่บออกไปที่ถนนในซอย เงินติดตัวก็ไม่มี กุญแจรถก็ไม่ได้เอามา…มันยังอยู่ในห้องนอนโน่น ผมไม่เอาแล้วล่ะครับ

โทรศัพท์มือถือก็อยู่กับกุญแจรถน่ะแหละ สรุปว่าผมวิ่งออกมาตัวเปล่า…เอ๊ย! ไม่ใช่…ใส่แต่ชุดนอน!

สุดท้ายผมก็ไปกดออดเรียกน้าแจ่มเพื่อนบ้าน ถึงจะดึกดื่นเกือบตีสองแล้วก็เถอะ

น้าแจ่มตกอกตกใจ พอเห็นว่าเป็นผมเธอก็เข้าใจโดยไม่ต้องถามสักคำ เปิดบ้านให้ผมไปนอนสั่นเป็นลูกนกโดนลมหนาวเพราะกลัวผีอยู่ในห้องรับแขก

นี่ล่ะครับประสบการณ์ของผม มันจะเป็นอะไรล่ะถ้าไม่ใช่ผี?

ขอสรุปอีกทีว่า คนเราต่อให้รักกันแค่ไหน ตายไปก็เป็นผี มันน่ากลัวสุดขีดเลยล่ะครับ!

ผีไร้บ้าน

ตอนพระสวดจบที่สองผมก็หันไปเจอตองสา ลูกสาวตาไปล่ที่เป็นเพื่อนรุ่นน้องกันมาตั้งแต่เด็กๆ ผมลุกเข้าไปขอบอกขอบใจ ถามถึงพ่อเธอ ตองสาก็เอียงคอมองอย่างสงสัย

“ไม่รู้จริงๆ เหรอ…พ่อถูกรถชนตายหน้าโรงพยาบาลมาเกือบสองปีแล้วจ้ะพี่ธง! คนมันชอบลือบ้าๆ ว่าเห็นพ่อนั่งหลังโกงอยู่ตรงที่แกตายเป็นประจำ”

แหม! ไม่ลืมเรื่องน่าขนหัวลุกหรอกครับ แต่ว่าต้องมีการบอกกล่าวเกริ่นเรื่องราวกันซะหน่อย แม้แต่ลิเกก่อนจะแสดงยังต้องมีการโหมโรง ออกแขกกันพอหอมปากหอมคอนี่นา

ผมมาเผชิญโชคที่เมืองหลวงตั้งแต่พ้นวัยเกณฑ์ทหารแล้วครับ หนักเอาเบาสู้ไม่ยอมแพ้เพื่อส่งเงินไปให้พ่อแม่กับน้องๆ อีกหลายคน จนกระทั่งสิบกว่าปีผ่านไปพอจะตั้งหลักตั้งฐานได้มั่ง…อ้าว? พ่อก็มาตายจากเพราะมะเร็งเฮงๆ ซวยๆ เหลือแต่แม่ที่แก่เฒ่าลงไป ทุกวัน

มีโอกาสเมื่อไหร่ผมเป็นต้องเผ่นขึ้นรถทัวร์ไปเยี่ยมแม่กับน้องๆ ทุกที!

นึกแล้วชักงงๆ เหมือนกัน ผมว่าเพิ่งออกจากบ้านมาหยกๆ นี่เอง ที่ไหนได้ล่ะตอนนี้อายุปาเข้าไปตั้ง 40 กว่าปีแล้วครับ…พวกน้องๆ ก็ออกเรือน มีครอบครัวกันไปหมดแล้ว เหลือแต่น้องชายคนเล็กที่ยังไม่มีเมีย คอยอยู่ดูแลแม่ให้หายห่วงได้ตามสมควร

จนกระทั่งเกิดเรื่องขนหัวลุกขึ้นมาดื้อๆ

 

ใจจริงผมน่ะไม่อยากเสี่ยงหรอกครับ เพราะแม่อายุมากแล้ว ใครๆ ก็รู้ว่าอัตราเสี่ยงสูงอาจจะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้…

อ้าว? ตาไปล่นั่งกอดเข่าอยู่ริมทางนั่นเอง!

แม้จะเห็นข้างๆ ก็จำได้เพราะแกเป็นเพื่อนเกลอของพ่อผม เมื่อราว 3-4 ปีก่อนแกก็มาช่วยงานศพพ่อ ตอนเจอน้องๆ ก็ลืมถามไปว่าแกมาเยี่ยมแม่มั่งหรือเปล่า? ช่างเถอะ! มาเจอะเจอตาไปล่ที่นี่ก็ดีถมไปแล้ว

นั่นคือน้องชายส่งข่าวมาว่าแม่เจ็บหนักด้วยโรคหัวใจ ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล เล่นเอาผมใจหายวูบ ทิ้งการทิ้งงานทุกอย่างรีบบึ่งไปลำปางทันที…โธ่! แม่ทั้งคนน่ะเหมือนพระประจำบ้านประจำชีวิตของลูกๆ ทั้งนั้นแหละครับ

เท่าที่ดูอาการแม่ยังพูดจารู้เรื่อง ถึงแม้จะต้องนอนแซ่วอยู่บนเตียงก็ตามที

แม่ ลูบหัว บีบมือผมเบาๆ น้ำตาซึม ผมเองก็แสบร้อนเบ้าตาไปหมด นึกอยู่ว่าจะเสียเท่าไหร่ก็ให้มันเสียไป แต่ต้องเอาชีวิตแม่ไว้เป็นมิ่งขวัญของพวกเราให้ได้!

คืนนั้นน้องสาวมา เฝ้าแม่ ผมก็ออกจากโรงพยาบาลเดินมาเรื่อยๆ ด้วยความกังวลใจระคนกับสับสนวุ่นวายยังไงบอกไม่ถูก ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะถามไถ่หมอให้รู้แน่ว่าอาการแม่มากน้อยแค่ไหน? จะต้องผ่าตัดหรือเปล่า?

ตะแกมีสารรูปผอมกงโก้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ นิสัยชอบนุ่งกางเกงขาก๊วยตัวเดียว เสื้อแสงไม่ใส่ ผมมาเห็นแกนั่งกอดเข่าหลังโกงคล้ายจะรอคอยอยู่ที่นี่พอดี!

“ตาไปล่…” ผมร้องทัก แกหันมามองจนใบหน้าข้างหนึ่งกระทบแสงไฟ เห็นแก้มยุบเป็นเงาลึกเพราะความผ่ายผอม ยิ้มเห็นฟันกะดำกะด่าง ผมรีบปราดเข้าไปกอดไหล่แก ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบตามประสาคนชอบพอกัน

อากาศในฤดูหนาวเย็นยะเยือกน่าดู ลมพัดโชยเสียงหวีดหวิวชวนให้วังเวงใจยังไงชอบกล…กลิ่นเหม็นอับสาบสางอวล กรุ่น จนผมสงสัยว่าลมหอบอะไรเน่าเหม็นมาทางเราแน่ๆ

เสียงพวกวัยรุ่นพูดคุยสลับกับเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากใกล้เข้ามา ผมหันไปมอง วัยรุ่นกลุ่มนั้นกลับเงียบกริบ ก้มหน้าก้มตาจ้ำอ้าวราวกับจะออกวิ่งกันชนิดไม่เหลียวหลัง ผมย่นคิ้วหันกลับมาหาตาไปล่ ถามแกว่าเด็กพวกนั้นมันทำท่าเหมือนกลัวอะไรก็ไม่รู้?

“ฮือ…” แกพยักหน้าหงึกๆ กลิ่นเหม็นยิ่งฉุนเฉียวกว่าเดิม ผมเลยตัดสินใจล่ำลาแกเดินมุ่งหน้ากลับบ้าน…ครั้นหันไปมองก็เห็นแกยังนั่ง นิ่งอยู่ตามเดิม

นึกสงสัยตงิดๆ อยู่ว่าตาไปล่แกไม่หนาวมั่งหรือไง? เสื้อแสงก็ไม่ใส่แบบนั้นน่ะ!

อีกสองวันต่อมา แม่ก็สิ้นใจอย่างสงบ แม้ผมจะทำใจได้ว่าคนเราเกิดมาก็ต้องตายกันทั้งนั้นแหละ อยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็ว ผมยังกลั้นน้ำตาไม่อยู่ขณะที่นั่งพนมมือฟังพระสวดศพ ตามองรูปถ่ายของแม่…ต่อไปนี้ผมจะไม่ได้เห็นหน้าแม่อีกแล้วตลอดกาลนาน