ตำนานผี

There are 63 entries in this Category.

ผัวหนูเป็นผี

มีอีกเรื่องที่อ้อมเล่าให้ฟังว่า เวลาเธออยู่ตามลำพัง ตอนนอนเคลิ้มๆ จะรู้สึกเหมือนมีใครมานอนอยู่ข้างๆ เสมอ…

เตียง ของอ้อมเป็นขนาดนอนได้สองคนค่ะ และหนูก็หลับๆ ตื่นๆ ไม่ค่อยได้นอนหลับเต็มอิ่ม เพราะมันคอยระแวงน่ะค่ะว่าจะมีใครมาเขี่ยเท้า หรือมายืนข้างเตียงทวงที่นอน และหนูก็ไม่หันไปมองตู้เสื้อผ้าเลย…

กลัวจะเห็นผีเด็กนั่งห้อยขาอยู่หลังตู้!!

ในที่สุดอ้อมก็บอกว่าเธอชวนญาติคน หนึ่งมาอยู่ด้วย เป็นผู้หญิงวัยเดียวกัน และพอดีญาติคนนั้นเพิ่งเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ อ้อมไม่ต้องรบกวนหนูแล้ว! เฮ้อ…โล่งอกไปที

ทุกวันนี้อ้อมก็ยังอยู่ที่ห้องนั้น และมีเรื่องแปลกๆ เหมือนเดิม แต่เธอทั้งคู่ก็ยังไม่เคยถูกหลอกจังๆ เลย…ขอให้เป็นอย่างนี้ตลอดไปเถอะค่ะ!

อ้อมเล่าว่าห้องของเขามีอะไรแปลกๆ ทั้งเสียงผู้หญิงร้องไห้ เสียงคนใช้ห้องน้ำ ไฟฟ้าที่เปิดปิดเอง ข้าวของเครื่องใช้อย่างหวี หรือกรรไกรตัดเล็บก็ย้ายที่ของมันเองอยู่บ่อยๆ

เราตกลงไปถามเรื่องนี้กับคนทรงแถวราชวัตรค่ะ เขาบอกว่าในห้องอ้อมมีผีจริงๆ เป็นผีผู้หญิงที่กินยาตายมาหลายปีแล้ว เธอน่าจะไปเกิดแต่ยังหรอกค่ะ เธอยังต้องใช้กรรมอยู่ในภพภูมิระหว่างโลกของคนตายและคนเป็น

เธออยู่ในห้องของอ้อมและใช้ชีวิตไปตามปกติ แต่ออกไปไหนไม่ได้

นอกจากผู้หญิงคนนี้แล้ว คนทรงยังบอกว่ามีเด็กเล็กๆ อีกตนหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในตู้เสื้อผ้าของอ้อม และชอบออกมานั่งห้อยขาบนหลังตู้

ฟังอย่างนี้แล้วขนหัวลุกเลยค่ะ!

 

ไม่รู้ว่าอุปาทานหรือเปล่านะคะ แต่ตอนที่อ้อมเปิดประตูห้องน่ะ หนูรู้สึกว่ามีลมพัดออกมาจากห้องวูบหนึ่ง เย็นเยือกราวกับเปิดแอร์ไว้ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ห้องแอร์สักหน่อย เราใช้พัดลมน่ะค่ะ และตอนนั้นพัดลมก็ไม่ได้เปิดเสียด้วย

แล้วลมเย็นวูบนั้นมันมาจากไหนล่ะคะ?

พอหนูไปอยู่คืนแรกก็โดนรับน้องเลยค่ะ!! ตอนอ้อมเข้าไปอาบน้ำน่ะหนูนั่งดูทีวีอยู่บนเตียง ปรากฏว่าอยู่ดีๆ ไฟก็ดับ เล่นเอาหนูใจหายวาบ กลัวจนลนลาน รู้สึกว่าได้ยินเสียงเด็กกับผู้หญิงหัวเราะเบาๆ แล้วไฟก็เปิดสว่าง…

เฮ้อ! เกือบร้องกรี๊ดเลยค่ะ!!

แต่คนทรงบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาก็อยู่ของเขา เราก็อยู่ของเรา ผีผู้หญิงและผีเด็กไม่ได้ทำอันตรายใดๆ และไม่ถึงกับต้องตั้งแท่นบูชาเซ่นไหว้เขา ขอให้อ้อมอยู่ตามสบาย

แหม…รู้ ว่าห้องมีผี ใครจะอยู่ได้อย่างสบายๆ ล่ะคะ อ้อมไม่รู้จะย้ายไปที่ไหน เธอขอคิดดูก่อน ที่นี่ใกล้ที่ทำงานมาก ของกินเพียบ และราคาก็ไม่ถึงกับแพงอีกด้วย

อ้อมคุยกับหนูว่า จริงอย่างคนทรงพูด คือผีไม่ได้มาหลอกหลอน มาอำหรือมาทำร้ายฉุดแข้งฉุดขาแต่อย่างใด ฉะนั้น ถ้าข่มความกลัวซะก็อยู่ด้วยกันได้ อ้อมขอให้หนูไปอยู่เป็นเพื่อนสักพักหนึ่ง เพราะเธอเสียวไส้ค่ะ

บอกตรงๆ ว่าใจหนูนั้นเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ความที่สงสารเพื่อนก็เลยบอกกับแม่ว่า หนูขอไปอยู่กับอ้อมสัก 4-5 วัน

หนูกลัวมาก แต่ความที่เพิ่งออกเวรมาทำให้เหนื่อยล้า หนูอาบน้ำต่อจากอ้อม แล้วเราก็ปิดไฟเข้านอน แต่หนูขอเปิดไฟห้องน้ำให้ไฟมันลอดออกมาจะได้อุ่นใจหน่อย

อ้อ! หนูแนะนำอ้อมให้ไปซื้อโคมไฟหัวเตียงมาเปิดไว้ทั้งคืน จะดีมากเลยละ!

 

 

การฝังศพ

หนุ่มนาเกลือ” เล่าประสบการณ์สยองเมื่อเกิดโลงแตกกลางศาลาสวดศพ

สมัยเด็กๆ ผมอยู่สมุทรสงคราม หรือ “แม่กลอง” จังหวัดที่เล็กที่สุด แต่อุดมสมบูรณ์ที่สุด เป็นเมืองที่ทำอุตสาหกรรมอาหารทะเลใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้

อ้อ! อย่าว่ายังงั้นยังงี้เลยครับ ขอโฆษณาประชา สัมพันธ์กันหน่อยว่าเดือนหน้า หรือเมษายน ลิ้นจี่มีลูกสุกสะพรั่งเต็มเมืองแล้ว ขอเชิญท่านผู้อ่านไปชิมลิ้นจี่กันเยอะๆ นะครับ ปีนี้ดกดื่นมากเหลือเกิน นึกว่าช่วยเหลือพี่น้องชาวสวนลิ้นจี่แม่กลองมั่งละกัน

รับประกันการันตีว่าอร่อยถูกใจจริงๆ สาบานให้ไปชิมลิ้นจี่แม่กลองได้เลย

วันนี้จะเล่าเรื่องขนหัวลุกของผีนาเกลือครับ!

แหม! ไม่ต้องโฆษณาขายเกลือก็ยังได้ เพราะเกลือแม่กลองคุณภาพดีเหลือหลายอยู่แล้ว ไม่ว่าเกลือเค็มเกลือจืด ที่เอามาทำเครื่องสำอางพอกหน้าคุณผู้หญิง ขจัดสิวฝ้าหน้าตกกระชะงัดนักหนา

ขอแนะนำนิดเดียว สำหรับท่านที่ขับรถผ่านไปมาระหว่างกรุงเทพฯ ราชบุรี เพชรบุรี หัวหิน…คือถ้าจะแวะซื้อเกลือกลับบ้านก็จงเลือกเกลือเก่านะครับ คุณภาพดีกว่าเกลือใหม่ ไม่ว่าจะนำไปปรุงอาหารหรือดองผักดองปลา อย่าใช้เกลือใหม่เชียว!

วิธีสังเกตคือดูก้นถุงว่าเปียกแฉะหรือเปล่า? ถ้าใช่ก็เป็นเกลือใหม่ อีกวิธีคือลองเอามือกำดู ถ้าไม่ติดมือคือเกลือเก่า เพราะถ้าเอาเกลือใหม่ไปดองผักดองปลาจะทำให้สีสันดำคล้ำ แถมออกรสขมอีกต่างหาก

อ๋อ…ชาวนาเกลือบางคนก็เดือดร้อน รีบเอาเกลือใหม่มาขายน่ะซีครับ!

บ้านผมทำนาเกลือมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายายแล้วละคุณ

คิดถึงเพลงหนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือแล้วอดขำไม่ได้ …นาข้าวน่ะชอบฝน! แต่นาเกลือเห็นฝนตั้งเค้ามาแต่ไกลก็กลุ้มอกกลุ้มใจไปตามๆ กัน เพราะถ้าพระพิรุณเกิดซัดซู่ซ่าลงมา มีหวังขาดทุนย่อยยับแน่นอน เลยต้องทำนาเกลือในฤดูร้อนไงครับ

ปู่ผมเล่าว่าสมัยก่อน เมื่อน้ำทะเลท่วมท้นขึ้นมาหลายๆ วัน จะเหลือตะกอนขาวๆ หรือผลึกเกลือนั่นล่ะครับ พอจับปลากระบอกมาได้เหลือกินก็เอาเกลือคลุกไว้ จะทำให้ปลาอยู่ได้หลายวันไม่เน่าไม่เสีย…ถือว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านล่ะ กัน!

จากน้ำลึกก็มาถึงน้ำตื้น…แค่ 4-5 วันก็ได้ผลึกเกลือแล้ว จึงได้ริอ่านทำนาเกลือขึ้นมาก่อนจะถึงฤดูใหม่ นาเกลือก็จะมีแผ่นดำๆ เกลื่อนกลาด ชาวบ้านเรียกว่า “ดินหนังหมา” ต้องโกยทิ้งไปก่อน ไม่งั้นจะได้ผลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แถมเกลือคุณภาพต่ำอีกต่างหาก

พวกผมจะรู้จัก “เกลือตัวผู้” กับ “เกลือตัวเมีย” ตั้งแต่เด็กๆ เพราะพ่อแม่สอนว่าเกลือตัวผู้จะเม็ดเล็กๆ ยาวคล้ายข้าวสาร แต่เกลือตัวเมียจะออกป้อม สั้น เกลือตัวผู้ใช้ทำยา โดยฝนกับโกร่งหรือฝาละมีก็ได้…แก้เด็กเป็นซางหรือตานขโมยมาตั้งแต่ครั้ง ปู่ย่าตายายโน่นแน่ะคุณ

เรื่องผีๆ สางๆ ก็มีเกลือตัวผู้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นะครับ!

เชื่อถือกันมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วว่า ถ้ามีใครตายก็เอาเกลือตัวผู้โรยสะดือศพไว้เป็นเคล็ด เชื่อว่าจะทำให้ศพนั้นไม่เน่า หรือส่งกลิ่นน่ารังเกียจ ก่อนจะถึงวันเผาราว 3 วัน 7 วัน

จนกระทั่งเกิดเรื่องขนหัวลุกขึ้นมา!

ตากลึง อายุ 70 เศษล้มตายอย่างน่าอิจฉาที่สุด คือแกนอนหลับอยู่ดีๆ ก็เลยหลับตลอดกาล ไม่ต้องเจ็บป่วยทนทุกข์ทรมาน หรือทำให้ลูกหลานเดือดร้อน แต่ก็ทำตกอกตกใจเอาการ…นึกไม่ถึงว่าคนแก่ที่ยังแข็งแรงอย่างตากลึงจะจากไป อย่างกะทันหันแบบนี้

วันสวดศพที่วัด เพื่อนบ้านก็ช่วยงานศพกันพร้อมหน้าพร้อมตา ผมกับพ่อไปฟังสวดทุกคืนเพราะตากลึงมีศักดิ์เป็นน้องชายของปู่ผม แต่เราเรียกตากลึงว่าตาเหมือนคนอื่นๆ ในละแวกนั้น

จนกระทั่งสวดศพถึงคืนที่สาม ก่อนจะเผาวันรุ่งขึ้น!

พระสวดเสร็จก็เหลือพวกคอเหล้ากับคอหมากรุก ล้อมวงโจ้กันเป็นเพื่อนศพ…จู่ๆ ก็มีเสียงกุกกักมาจากโลงผี เล่นเอาเหลียวขวับไปมองเป็นตาเดียวกัน…หรือตากลึงจะฟื้นขึ้นมา?

ท่ามกลางความเปล่าเปลี่ยวและเยือกเย็น หมาหอนโจ๋วบาดใจ ผมเบียดพ่อแจขณะที่เสียงกุกกักเงียบไป…

ทันใดนั้นเอง เกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่าขนหัวลุก นรกเถอะ! โลงผีสั่นพั่บๆ เหมือนตากลึงกำลังดิ้นรนเต็มที่ ในที่สุดก็โลงแตกผาง! ศพตากลึงหล่นโครมครามลงพื้นศาลาน่าสยดสยอง ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งไปหมด ทุกคนเผ่นพรึ่บขึ้นพร้อมๆ กันด้วยความตระหนกตกใจสุดขีด

ผีหลอกโว้ย! เฮ้ย! ฮ้าย! โฮ้ย…ดังระเบ็งเซ็งแซ่จนฟังไม่ได้ศัพท์

กว่าจะจัดการให้หายอุจาดได้ก็ปั่นป่วนกันไปหมด…ชาวบ้านพูดกันว่าลูกหลานคง จะลืมโรยเกลือตัวผู้ใส่สะดือ ศพ ผีตากลึงถึงได้เหม็นเน่า พองอึ้ดทึ่ดจนโลงแตกน่าสยดสยอง…น่าขนหัวลุกไหมล่ะครับ?!

ท่านทำอะไรก็ตามจะได้รับความร่วมมือร่วมแรงจากญาติมิตรเป็นอย่างดี ได้รับของขวัญของรางวัลและรับการชำระหนี้ เพื่อนร่วมงานจะเกิดวิวาทกันเอง เพื่อนคนหนึ่งจะจากท่านไปไม่กลับมาอีก

เมืองผีดิบ

วันหนึ่ง ป้าบุญเหลือคนข้างบ้านดิฉันก็เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ลุงสังข์ผู้เป็นผัวก็จัดให้มีการรำผีฟ้าขึ้นที่บ้าน ดิฉันก็ไปดูกับเพื่อนๆ และชาวบ้านอีกหลายสิบคน

ปรากฏว่าฟ้ามืดครึ้มทั้งที่เป็นเวลาบ่าย ลมพัดอู้น่ากลัว ป้าบุญเหลือที่นอนแซ่วถึงกับลุกพรวดพราดขึ้นมานั่ง เบิกตาจ้องมองอะไรบางอย่าง ลุงสังข์กับคนอื่นๆ ก็ตื่นเต้นที่เห็นคนเจ็บลุกขึ้นนั่งได้เองทั้งๆ ที่อาการหนักอยู่แท้ๆ

พอคนไปถาม แกก็ชี้มือไปที่ศาลเพียงตา บอกว่า…ทำไมนางทรงกินเครื่องเซ่นล่ะ?

ทุก คนหันขวับแต่ไม่เห็นมีใครที่ศาลนั้นเลย นางทรงและคนฟ้อนคนร้องก็ยังอยู่ห่างๆ ลุงสังข์หน้าซีด แข็งใจเดินไปดูที่ศาลแล้วพูดอะไรไม่ออก คนอื่นๆ ก็เช่นกัน เพราะเครื่องเซ่นหมดเกลี้ยง…ส่วนป้าบุญเหลือค่อยทุเลาจนหายดีตามเดิมค่ะ!

 

วันนี้จะขอเล่าเรื่องความเชื่อถือของชาวบ้านที่สืบเนื่องกันมาแต่โบราณกาลแล้ว…

นั่นคือเรื่อง “ผีปู่ตา” ค่ะ!

ที่อำเภอดิฉันและส่วนมากในภาคอีสาน มักจะมีการเลี้ยงผีปู่ตากันทั้งนั้น ถือว่าเป็นผีของบรรพบุรุษ เชื่อกันว่าผีปู่ตาคือวิญญาณของญาติผู้ใหญ่ที่ยังห่วงใยลูกหลาน มาคอยเฝ้าดูแลและคุ้มครองป้องกันไม่ให้เกิดโพยภัยต่างๆ

ชาวบ้านก็ช่วยกันสร้างศาลปู่ตาเป็นเรือนไม้หลังย่อมๆ แต่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นโดยรอบศาลปู่ตาอีกด้วย เพื่อให้วิญญาณของบรรพชนได้พักอาศัย เรียกกันว่า “ศาลปู่ตา” ค่ะ

พวกผู้ใหญ่เล่าว่า การสร้างศาลปู่ตาไว้ในดงไม้ขนาดใหญ่ นอกจากจะช่วยให้ร่มรื่นแล้ว ยังเป็นการป้องกันคนร้ายไม่ให้บุกบั่นมาตัดโค่นต้นไม้ใหญ่ๆ อันมีค่าอีกด้วย

เมื่อมีศาลปู่ตาอยู่แทบทุกชุมชน ก็ต้องมีผู้สื่อสารระหว่างผีปู่ตากับชาวบ้าน เรียกว่า “เฒ่าจ้ำ”

เรื่องนี้น่าสังเกตว่าหลายจังหวัดในภาคกลางก็มีศาลปู่ตาและผู้สื่อสารเช่น กัน บางแห่งเรียก “เจ้าจ้ำ” บางแห่งก็เรียก “จ้ำ” คำเดียว มีทั้งสระบุรี ลพบุรี และปราจีนบุรี เชื่อว่าลาวพวนตามจังหวัดดังกล่าวคงจะอพยพมาจากอีสาน และนำความเชื่อถือของตนมาด้วยค่ะ

เฒ่าจ้ำในบ้านดิฉันยังมีหน้าที่ดูแลศาลปู่ตา รวมทั้งต้นไม้และสัตว์ต่างๆ ในบริเวณนั้น เพื่อให้สงบร่มรื่นและสะอาดสะอ้านตามสมควร

พิธีเลี้ยงผีปู่ตาก็น่าสนใจนะคะ

ปกติจะทำกันในวันพุธ เป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ครั้ง คือตอน “ลงนา” กับ “ขึ้นนา” ตอนแรกจะทำในเดือน 6 เพื่อเสี่ยงทายในการทำนาและเก็บเกี่ยวว่าน้ำท่าจะบริบูรณ์หรือแห้งแล้ง ส่วนตอนหลังคือเดือน 3 ฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จก็จะทำพิธีอีกครั้งหนึ่ง

เรียกว่า “เลี้ยงลง” กับ “เลี้ยงขึ้น” ค่ะ

ตอนนี้เป็นหน้าที่ของเฒ่าจ้ำจะไปบอกผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้แจ้งข่าวถึงวันทำพิธีด้วยการตีฆ้องบ้าง ตะโกนบอกกันต่อๆ ไปบ้าง เมื่อถึงวันสำคัญแล้วชาวบ้านทุกครัวเรือนก็จะนำหัวหมู ไก่ต้มและสุราไปร่วมพิธีกันอย่างครึกครื้น…เสร็จพิธีก็นำสุราอาหารเหล่า นั้นมาแบ่งปันกันกิน

อ้อ! ระหว่างที่ทำพิธีไหว้ผีปู่ตาก็จะมีการเสี่ยงทายด้วย เช่น การ “เสี่ยงคางไก่” โดยเฒ่าจ้ำจะจุดธูปบอกกล่าวผีปู่ตาว่า…

“ถ้าบ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข น้ำท่าและข้าวปลาอาหารบริบูรณ์แล้ว ก็ขอให้ท่านเจ้าปู่ตาจงดัดแปลงคางไก่ให้โค้งเข้าเหมือนคันเคียวสวยงาม แต่ถ้าจะเกิดความแห้งแล้งก็ขอให้เจ้าปู่ตาจงดัดแปลงคางไก่ให้หงิกงอ หรือถ้าจะเกิดฝนตกหนักจนน้ำท่วม ก็ขอให้เจ้าปู่ตาจงช่วยดัดแปลงคางไก่ให้ตรงๆ ด้วยเถิด”

ปรากฏว่าคำทำนายของผีปู่ตามักจะแม่นยำ จนทำให้ผู้คนเชื่อถือตลอดมา

ประสบการณ์ขนหัวลุกสมัยเด็กของดิฉันคือการรำผีฟ้าค่ะ!

นั่นคือพิธีกรรมเพื่อรักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะแพทย์และพยาบาลยังไม่ก้าวหน้า ชาวบ้านจึงต้องใช้ไสยศาสตร์เข้าช่วย ขอร้องให้ผีฟ้ามาเข้าทรง หรือ “นางทรง” ที่ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อจากผีฟ้าในยุคก่อนๆ

อย่างแรกต้องตั้งศาลเพียงตาและเครื่องเซ่น มีคนเป่าแคน ทำพิธีไหว้ครู มีคนฟ้อนรำและขับร้องกันเป็นหมู่เพื่ออ้อนวอนขอพรจากผีฟ้า ให้บันดาลความสุขความเจริญให้แก่คนในหมู่บ้าน และขอให้ผีฟ้าช่วยคนเจ็บป่วยหายขาดโดยเร็วไวด้วยเถิด…

 

สุสานร้าง

คนงานก่อสร้างเล่าให้แม่ค้าส้มตำฟังว่า ตอนดึกๆ เขาเคยได้ยินเสียงคล้ายแมวร้อง แต่ฟังอีกทีก็เหมือนเด็กทารกกำลังร้องไห้อย่างทุกข์ทรมาน เขากับเมียที่นอนอยู่ด้วยกันในเพิงก่อสร้างก็เลยเป็นห่วง ชวนกันลุกออกมาดูให้รู้แน่

ตอนแรกสงสัยว่าจะมีคนเอาลูกมาโยนทิ้งแบบ ที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ แต่เสียงนั้นกลับหายเงียบไป แต่ทั้งสองยังไม่ละความพยายามเพราะกลัวว่าเป็นเด็กจริงๆ คงจะแย่แน่เลย

ผลก็คือแว่วเสียงหัวเราะเบาๆ แต่เซ็งแซ่เหมือนหริ่งหรีดดังไปทั่วบริเวณ แล้วมีเสียงกระซิบว่า ขอบคุณนะ! ขอบคุณนะ…

สอง ผัวเมียสะดุ้งโหยง ร้องอุทานด้วยความตกใจ เผ่นกลับไปนอนคลุมโปงตัวสั่นงันงก แต่จากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น มิหนำซ้ำยังถูกลอตเตอรี่เลขท้ายสามตัวตั้งสองใบแน่ะครับ!

ผมเองก็เคยเจอเหมือนกัน…

ตอนพลบ ค่ำวันหนึ่ง ฝนตกพรำๆ ผมดูหนังสือสอบจนล้า เลยปิดแอร์แล้วเปิดหน้าต่างเพื่อรับลมเย็นฉ่ำ หอมกลิ่นไอฝนแล้วยังได้พักสายตาด้วยการมองออกไปไกลๆ ในช่วงก่อสร้างนี้ ตอนเย็นๆ พวกช่างจะมาก่อกองไฟ ปิ้งปลา ทำกับข้าวกินกัน เห็นแสงไฟสีส้มวับๆ แวมๆ

แต่คืนนั้น…ท่ามกลางแสงไฟวูบวาบ ผมเห็นเด็กๆ วิ่งเล่นกันอยู่ชั้นบนของบ้านที่กำลังสร้าง…เอาละซี ผมเจอของจริงแน่ๆ เลย! มีทั้งเด็กหญิงและเด็กชายตัวโตไม่เกินเด็กอนุบาล มี 4-5 คน กำลังเล่นซ่อนแอบกัน!

ใครว่าบ้านปลูกใหม่ไม่มีผีสิง?

ผมคนหนึ่งละครับที่ขอเถียงหัวชนฝา เพราะถ้ามองออกจากหน้าต่างห้องนอนของผมเอง ก็จะมองเห็นบ้านที่สร้างยังไม่ทันเสร็จหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ในความมืด สลัว เห็นแล้วเยือกเย็นหัวใจยังไงบอกไม่ถูก

บ้านหลังนี้อยู่เยื้องๆ กับบ้านผม คนละฝั่งถนนของซอยแคบๆ เมื่อก่อนที่ดินตรงนี้เป็นที่รกร้าง ทั้งๆ ที่ตลอดซอยก็มีบ้านช่องเต็มไปหมดแล้ว ผมอยู่ตั้งแต่เกิดมาเกือบ 20 ปี ชินตากับแผ่นฟ้าที่เปิดโล่งเพราะไม่มีอะไรมาบัง แล้วจู่ๆ เขาก็มาลงหลักปักเสาสร้างตึก 3 ชั้น

แม่เล่าสมัยก่อนบริเวณใกล้ๆ กันนี้มีคลินิกเถื่อนทำแท้ง เมื่อเอาทารกออกจากครรภ์แม่แล้ว เขาก็เอาซากใส่ถุงขยะสีดำมาโยนทิ้งที่พงหญ้ารกนั่นบ่อยๆ คิดแล้วคงไม่ต่ำกว่าพันศพแน่ๆ

ไม่ไกลจากบ้านผมก็เป็นศูนย์ของคุณมีชัย ทำไมไม่ไปที่นั่นก็ไม่รู้ สะดวก ปลอดภัยดีที่สุด ไม่แพงด้วย! ที่ผมรู้เพราะมีสาวใช้บ้านผมต้องไปเรียนวิชา “ตัวเบา”ที่นั่น…ไม่มีสามีแต่อยากมีลูกเฉยเลย

ทุกวันนี้คลินิกเถื่อนนั่นโดนตำรวจซิวไปเรียบร้อยแล้ว!

ได้ข่าวว่าคนที่รับทำแท้งกับเจ้าของคลินิกประสบอุบัติเหตุสยองตายหมู่ไปแล้ว ด้วย ทุกอย่างดูเหมือนจะจบสิ้นเสียที แต่ความสยดสยองยังอยู่ คนเก่าๆ ในซอยรู้ดีกันทั้งนั้นแหละครับ

เมื่อเจ้าของที่ที่เคยร้างมาปลูกบ้าน พวกเราเลยมองๆ กันแบบว่า…น่าเป็นห่วง!

 

ผมขนลุกซ่าไปทั้งตัว…ไม่ใช่คนแน่นอน! ใครจะให้ลูกไปวิ่งบนบ้านที่ยังไม่มีไฟฟ้า ยังไม่ได้สร้างลูกกรงกั้นราวระเบียงเลย มันอันตรายออกจะตายไป

ทันใดนั้น เหมือนจะรู้ว่าผมมอง หรืออาจจะเป็นเพราะเราสื่อกันได้แค่นั้น เพียงไม่กี่วินาทีทุกอย่างก็เงียบสงบ…ผมเล่าให้แม่ฟังคืนนั้นเอง แม่บอกว่าถ้าเห็นแบบนี้ต้องอุทิศส่วนกุศลให้เขาพ้นทุกข์นะ…ก่อนนอนผมก็สวด มนต์แผ่ส่วนกุศลให้ครับ

เรื่องผีที่บ้านใหม่นี้ยังมีอีก คือคนงานคนหนึ่งตื่นขึ้นมากลางดึก มองขึ้นไปบนระเบียงบ้านที่ยังไม่ได้ติดลูกกรง เห็นผู้หญิงผมยาวมาก แต่งชุดขาวตลอดตัว ยืนอุ้มห่อผ้าคล้ายเด็กทารกร้องครวญครางเบาๆ ดังแว่วมา

ผมสงสัยจังเลยว่าบ้านนี้ผียุ่บยั่บไปหมด เจ้าของบ้านเขาจะอยู่กันยังไง?

เรื่องนี้น่ากลัวสุดๆ คือที่ช่างโบกปูนเจอเต็มตา จนต้องลาออกก่อนจะสติแตกไปจริงๆ

กลางวันแสกๆ เธอผู้นี้กำลังโบกปูนเพลินเชียว ทันใดนั้นเธอรู้สึกว่ามีใครมาจ้องก็เลยหันขวับไปมอง…

คุณพระคุณเจ้า! ผู้หญิงชุดขาว ผมยาวกำลังทำตาโตเต็มที่เหมือนแกล้งหลอก ยืนตัวแข็งทื่อ อ้าปากพะงาบๆ ในปากมีแต่เลือดสดๆ แดงฉานเต็มปาก

ช่างโบกปูนเคราะห์ร้ายกรีดร้องสุดเสียง จนคนอื่นๆ ตกอกตกใจไปหมด

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าโดนผีหลอกอย่างจังๆ เพราะห้องที่เธอฉาบปูนนั้นมันอยู่ชั้นสอง แล้วผู้หญิงนั่นมายืนอยู่นอกหน้าต่าง…เธอยืนอยู่ได้ยังไงในเมื่อมันเป็น ผนังเรียบๆ

คืนต่อๆ มาผมไม่กล้าเปิดม่านหน้าต่างห้องนอนอีกเลย กลัวว่าจะเห็นอะไรจังๆ ที่ทำให้ช็อกตายน่ะซีครับ! บรื๋อออ…

ถ้ำใต้ดิน

เหวนรกนั้นชื่อก็บอกตรงตัวอยู่แล้ว ที่แน่ๆ ก็คือมี สัตว์ตกลงไปตายมากมายเพราะพลาดพลั้ง หรือลื่นพรวดพราด ลอยละลิ่วลงไปแหลกเหลวกับก้อนหินก้นเหวนั่นปะไร!

ถ้าไม่มีคนตาย หรือตายแค่ 2-3 คน ก็คงไม่มีใครยกย่องว่าเป็นเหวนรกหรอกน่า…จริงมั้ยครับ?

ถ้ำมรณะก็เหมือนกัน!

อาจ จะมีสัตว์ร้ายสิงสู่อยู่ในถ้ำ ตั้งแต่เสือ หมี จนถึงงูเห่า งูจงอาง พิษสงขนาดฉกปั๊บเข้าให้ก็ไม่ต้องไปหาหมอให้เสียเวลา…ขุดหลุมฝังได้เลย! เพราะพิษร้ายจากเขี้ยวอสรพิษชนิดนี้แม้ว่าจะไม่รุนแรงเท่างูเห่า แต่มีจำนวนมากมายกว่างูเห่าราวสองเท่าตัว

หมองูที่เสาวภาท่านยืนยันว่า พิษงูจงอางสามารถฆ่าช้างได้ 1 ตัว ฆ่าคนได้ 20 คน!

สาเหตุก็เพราะในป่าเขาลำเนาไพรแสนเปล่าเปลี่ยวนั่นน่ะ เป็นที่สิงสู่ของบรรดาอสุรกายสารพัดชนิด ไม่ว่าผีมีระดับอย่างเจ้าป่าเจ้าเขา รวมทั้งเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่สิงสถิตอยู่ตามต้นไม้และภูเขา ส่วนมากน่ะจ้องจะเอาชีวิตคนท่าเดียว จนใครที่ผ่านไปมาต้องเซ่นวักตั๊กแตนกัน ถึงจะรอดชีวิตไปได้

อ้อ! ที่อยู่ใกล้ถนนรนแคมหน่อย ก็มีคนสร้างศาลให้อยู่เป็นที่เป็นทาง ต้องจุดธูปเทียนบูชา มีผ้าเหลืองผ้าแดงพันไว้อร่ามไปแทบทั้งต้น

ท่านที่ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดไกลๆ คงจะเคยผ่านศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่เหล่านี้มาแล้ว คนเดินทางจะต้องแสดงความเคารพนบไหว้กันแปลกๆ ตามที่ได้ยินว่า “ท่านโปรด”

เช่นจุดประทัดสนั่นหวั่นไหวเมื่อถึงศาล จนคนที่ขับรถตามมาข้างหลังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ พานนึกว่าเกิดปล้นสะดมขึ้นแล้วก็มี!

ต้องกดแตรแป๊นๆๆ แสบแก้วหูคันละ 3 ครั้งติดๆ กันก็มี คิดดูเถอะว่าตอนที่มีรถราผ่านไปมาหลายๆ คัน บรรดาโชเฟอร์กดแตรบูชาเจ้าพ่อหลักหลวง เจ้าแม่เขาชะโงก ดังสนั่นหวั่นไหวติดๆ กันแบบนั้น คนที่ไม่เคยระแคะระคายมาก่อนจะอกสั่นขวัญแขวนขนาดไหน

ที่ไม่เคยกดแตรก็ต้องกด! ที่ไม่ได้ตั้งใจก็สะดุ้งโหยง พลอยบ้าจี้กดแตรลั่นรถ จนคนที่มาด้วยวี้ดว้ายกันระงมก็เคยปรากฏมาแล้ว!

ตกใจจนกดติดๆ กันเกือบสิบทีกว่าจะหยุดได้ ก็ไม่เป็นไร…เผื่อเหลือเผื่อขาดครับของพรรค์นี้ กด แล้วสบายใจ เข้าทำนอง “เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม”

เหวนรก! ถ้ำมรณะ! ต้นไม้ผีสิง…ของพวกนี้ก็ต้องอยู่ในป่าดงเป็นของธรรมดา

 

นอกจากสัตว์ร้ายต่างๆ แล้วก็อาจจะมีถ้ำนรกหลบซ่อนอยู่ตามหลืบถ้ำมืดสลัว ไม่มีปล่องให้แสงแดดส่องลงมาถึง มัวแต่เดินเก้ๆ กังๆ เหลียวซ้ายแลขวาก็อาจจะหล่นวูบ…รู้สึกคล้ายโดนธรณีสูบเมื่อไหร่ไม่รู้ตัว

ลืมตาอีกทีก็เห็นยมบาลแยกเขี้ยวรอคอยอยู่แล้ว อย่าทำล้อเล่นกับถ้ำนรกไปเชียว!

ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ก็คือเรื่องอื้อฉาว “ขุมทองเมืองกาญจน์” ในถ้ำลิเจีย ที่ใครๆ ไปขุดหากันมาหลายสิบปีแล้ว แม้แต่ทุกวันนี้ก็ยังแยกย้ายกันขุดหาทองคำที่เชื่อว่าทหารญี่ปุ่นฝังไว้ก่อน แพ้สงคราม เรียกว่า “ขุมทองโกโบริ” จนกลายเป็น “ขุมทองโกโบเลอะ” ไปแล้ว

ดูในข่าวทีวีจะเห็นมีการตั้งศาลเพียงตา บูชาบัตรพลีด้วยหัวหมูบายศรี แถมเหล้าตามธรรมเนียมไทยๆ เป็นการบอกกล่าวกับขอขมาลาโทษเจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขาเสียก่อน จะได้ไม่เกิดเรื่องอัปมงคล…พูดตรงๆ ว่าไหว้ผีกันละครับ

ไหว้ไปทำไมกัน?

ก็เพราะเชื่อว่ามีวิญญาณเก่าใหม่สิงสู่ซับซ้อนอยู่ในนั้นมากมาย คือในถ้ำนั่นย่อมเคยมีคนยุคก่อนประวัติ ศาสตร์อาศัยอยู่ จนถึงยุคหลังๆ ที่คนเข้าไปหลบแดดหลบฝน หรือแม้แต่หลบสัตว์ร้าย แล้วก็ต้องล้มตายในถ้ำเพราะเจ็บป่วยบ้าง ถูกฆ่าตายจากคนหรือสัตว์บ้าง

ที่น่าสยดสยองกว่านั้นก็คือ…ถูกผีหักคอตาย!!

โดยเฉพาะพวกที่ไปขุดหาสมบัติ ขุดทอง แต่ต้องมาจบชีวิตเพราะตกเหวตาย เป็นไข้ป่าตาย หลงทางหลงถ้ำจนหมดแรงขาดใจตายไปเอง ขนาดระบุชื่อว่าคนนั้นคนนี้ตายเมื่อใด

ในถ้ำนรกที่ว่าก็ต้องตั้งศาลพร้อมเครื่องบัตรพลีอย่างที่ว่า เพื่อให้วิญญาณหลากหลายเหล่านั้นได้มากินเครื่องเซ่นจนอิ่มหนำสำราญ จะได้ไม่โกรธเกรี้ยว มารบกวนการทำงานให้ยุ่งยากเปล่าๆ

แหม! เป็นผีแล้วยังชอบเครื่องเซ่น คนเป็นๆ จะไม่ให้ชอบ “ส่วย” ได้ยังไงกัน?

โรงแรมผีสิง

 

 

ราวๆ สองทุ่ม ผมได้ยินเสียงประตูห้องข้างๆ ปิดดังปังใหญ่ เล่นเอาตกใจแทบสะดุ้ง แหม…เรากำลังตรวจงานเพลินๆ เล่นแบบนี้แย่จริงๆ ช่างไม่มีมารยาทเสียเลย

อ้อ! ลืมเล่าไปว่าห้องผมกับห้องนั้นมีประตูเปิดถึงกันได้ ซึ่งต้องใช้กุญแจแม่บ้านไขเท่านั้นเพราะมันล็อกอยู่ และก็ไม่มีลูกบิดหรือกลอนเลย มีแต่กุญแจลุ่นๆ อย่างเดียวเท่านั้น

หลังจากประตูปิดปังแล้วก็ได้ยินเสียงคนคุยกัน พวกเขาคงซื้อของมาด้วยถึงได้มีเสียงถุง ก๊อบแก๊บดังอยู่ตลอด ผมชักรำคาญแต่ไม่รู้จะทำยังไงดี ก็เลยก้มหน้าก้มตาตรวจงานต่อ…พอเริ่มมีสมาธิ หูก็ไม่ได้ยินเสียงอื่นใด จนกระทั่ง…

นั่นคือการอบรมพนักงานบริษัทโดยมากัน 3 ผลัด ผลัดละ 3 วัน พวกเขาพักในค่าย ผมเองเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารส่วนบุคคลขอพักโรงแรมดีกว่า ผมมีรถขับเอง สะดวกสบาย และนิสัยผมไม่ชอบปะปน นอนร่วมห้องกับใคร โดยเฉพาะคนแปลกหน้า

ห้องที่พักอยู่ชั้น 3 ประตูลิฟต์เปิดมาก็แทบจะต้องกับประตูห้องผมพอดี!

เคย ได้ยินมาว่าลักษณะแบบนั้นเป็นอาถรรพณ์… ไม่จริงหรอก สะดวกดีด้วยซ้ำ เดินออกจากลิฟต์แค่ไม่กี่ก้าวก็ไขประตูเข้าห้อง เลย แต่คนที่กลัวอาถรรพณ์เขาบอกว่าถ้าดึกๆ เอาลูกกะตามองตรง “ตาแมว” หรือกระจกกลมๆ เล็กๆ ที่ประตูเราจะเห็น…ผี!!

ผมเคยลองมองดูนะครับ ไม่เห็นมีอะไรเลย แต่ยอมรับว่ามันวังเวงใจน่าดู

เมื่อ กินอาหารเย็นราวทุ่มเศษก็ขึ้นห้อง อาบน้ำเปลี่ยนชุดให้สบายๆ จากนั้นก็เอางานขึ้นมาทำ นอกจากบางวันที่ค่ายมีการเล่นภาคกลางคืน ผมก็จะไปดูแลจนกว่าจะเสร็จงาน…แต่คืนแรกที่ผมพักก็เจอเรื่องแปลกประหลาด ทันที!

“ปังๆๆๆๆ!!” เสียงเขย่าประตูที่เปิดถึงกัน…มันจะทำอะไรของมันวะ?

ผมชักยัวะขึ้นมา…ทำเอาตกอกตกใจเป็นครั้งที่สองแล้วนะ! ผมเริ่มคิดว่าห้องนั้นคงมีเด็กมาด้วย ถ้าเป็นผู้ใหญ่ทำ…ไม่บ้าก็คงใกล้ตายมั้ง ถึงได้เขย่าประตูชาวบ้านเขาแบบนี้น่ะ!

เงียบไปพักหนึ่งก็เขย่าอีกแล้ว…ปังๆๆๆ แล้วก็เงียบกริบ…ไม่ได้การแล้วล่ะ ผมต้องทำให้เขารู้ซะบ้างว่าห้องนี้มีคนอยู่!

คิดแล้วก็ผลุนผลันไปตบประตูสองปัง แค่นี้เขาก็ต้องรู้แล้วล่ะ…ผมเอาหูแนบกับประตู ฟังซิว่าเขาจะว่ายังไงกันมั่ง? แต่ไม่มีเสียงอะไรเลย มันเงียบสนิทราวไร้ผู้คน

เฮ้อ! แปลก…

ผมจ้องประตูบานนี้อยู่พักใหญ่ แล้วค่อยๆ ถอยมานั่งเตียง หยิบงานขึ้นมาตรวจต่อ…อ้าว? ยังไม่ทันรวบรวมสมาธิเลยก็เกิดเสียงทะเลาะกันบ๊งเบ๊ง…มันเป็นภาษาจีนครับ ดังลั่นเชียว…เอ้า! ทะเลาะกันเข้าไป…สัก 5 นาทีก็หยุด แล้วเงียบกริบ

ผมยอมแพ้…เปิดทีวีดูดีกว่า จนสี่ทุ่มชักง่วงเลยปิดทีวีเข้านอน

ในความมืด ผมกำลังจะหลับก็ได้ยินเสียงเกาประตูด้านข้างดังแกร๊กๆ สักพัก…เขาทะเลาะกันอีกแล้ว คราวนี้นานเชียวเกือบ 15 นาทีได้…พอเหนื่อยก็ย้ายของกันล่ะซิ เสียงเลื่อนเตียงเลื่อนตู้… เอ้า! โป๊ะไฟล้มดังโครม!

ไม่ไหวแล้ว ผมเองน่ะกว่าจะหลับได้ก็แทบแย่…พอรุ่งเช้ารีบลงไปบอกกับทางโรงแรม ผู้หญิงที่รับเรื่องทำหน้าพิกล ผมเห็นเธอขนลุกเกรียวชัดๆ แต่กลับบอกว่าไม่มีอะไร…แล้วจะจัดการให้

คืนที่ 2 ที่ 3 เหตุการณ์ยังเหมือนเดิม จนผมไปถามแม่บ้าน…เธอตบอกผางบอกเสียงระรัวว่า “ย้ายห้องเถอะคุณ! ฉันจะช่วยคุณย้ายเอง ไปอยู่ชั้น 4 ดีกว่า ห้องข้างๆ คุณน่ะไม่มีใครกล้าอยู่หรอกค่ะ”

แล้วเธอก็มือไม้สั่น เปิดห้องนั้นให้ดู!

แปลกประหลาดที่สุด ห้องนั้นไม่มีใครอยู่จริงๆ มันเหม็นอับและอึดอัดพิกล…แม่บ้านรีบปิดประตูแล้วเล่าว่า ห้องนี้เคยมีคนไต้หวันมาพักสองคนผัวเมีย แล้วก็ทะเลาะกันโดยไม่รู้สาเหตุจนผัวระงับโทสะไม่ได้ เอาโป๊ะไฟขว้างหัวเมียแตกเป็นแผลฉกรรจ์ จนเธอกะโหลกแตกแต่ไม่ได้ตายทันที

เธอคงมาทุบประตูที่เชื่อมระหว่างห้องเพื่อขอความช่วยเหลือ…เมื่อพบอีกทีเธอก็สิ้นใจในห้องนี้แหละ

ผมจะเชื่อผีดีมั้ยเนี่ย? มันมีพลังลึกลับบางอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้…ไม่เอาละ! ผมทำตามที่คุณแม่บ้านบอกดีกว่า แต่ไม่ได้ย้ายห้องนอน…ผมย้ายไปนอนค่ายกับพวกพนักงานบริษัท ปลอดภัยกว่ากันเยอะเลยครับ!

วิญญาณร้องไห้

วิญญาณทุกข์ – “แต่ท่านคะ อาหารของคนอื่นหรือจะอร่อยเท่ากับอาหารของลูกหลานเรา, บุญของคนอื่นหรือจะให้ความสุขเท่ากับบุญที่ลูกหลานทำให้, ลูกหลานของโยมเขาไม่ได้มาทำบุญให้โยมประมาณ 1 ปีแล้ว ทั้งๆ ที่บ้านเขาอยู่ใกล้วัดนี่เอง”

ได้ฟังดังนั้นก็อึ้งไปเหมือนกัน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบไปว่า

“อาตมา คงไปบอกเขาตรงๆ ไม่ได้หรอก เพราะถ้าญาติของโยมไม่มีศรัทธา หรือไม่มีความเชื่อในเรื่องนี้ เขาจะหาว่าพระมาหลอกเพราะไม่มีหลักฐานใดๆ จะไปยืนยันได้, เอาอย่างนี้ อาตมาจะเขียนบทความนี้ลงหนังสือไตรรัตน์ (และข่าวสด) ถ้ามีคนอ่านแล้วปฏิบัติตาม โยมก็จะได้บุญด้วยในฐานะที่เป็นต้นเหตุ, ตกลงนะ”

วิญญาณตอบว่า “แล้วแต่ท่านจะเห็นสมควรค่ะ”

หลังจากคุยกับวิญญาณเสร็จสิ้น ผู้เขียนก็เดินมาในศาลาการเปรียญวัด ซึ่งเป็นเวลาที่พระส่วนใหญ่สวดมนต์จบพอดี จึงได้ถามรองเจ้าอาวาสว่า

“หลวงพี่ คนชื่อนี้ๆ บ้านเขาอยู่ที่ไหน?”

ท่านรองตอบว่า “อยู่ใกล้ๆ วัดนี่เอง”

 

ในเวลา 18.00-19.30 น. ของทุกๆ วัน พระส่วนใหญ่ของที่นี่จะสวดมนต์เย็นที่ศาลาการเปรียญ (ไม่ได้สวดในโบสถ์เหมือนวัดทั่วๆ ไป) ผู้เขียน ขี้เกียจลงไปทำวัตรกับเขา แต่เลี่ยงมาเดินจงกรมที่รอบโบสถ์แทน

โบสถ์นี้อยู่ติดกับป่าช้าและเมรุ ห่างจากศาลาการเปรียญพอสมควร บริเวณรอบๆ โบสถ์ ทางวัดได้จัดทำเป็นกำแพงเก็บกระดูกคนตาย ปัจจุบันมีกระดูกเต็มเกือบทุกช่องแล้ว

เดินจงกรมไปมาสักพักความมืดก็เริ่มคืบคลานเข้ามา แต่ผู้เขียนไม่กลัวอะไร เพราะเป็นวัดที่เคยอยู่มาตั้งแต่เด็ก คิดอยู่ว่าวิญญาณที่อยู่ ณ วัดแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นญาติกับเรา

ขณะที่ตะวันตกดินไปนานแล้ว เดินไปมาสักพัก ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวน ผู้เขียนก็เลยหยุดเดิน ตั้งใจเงี่ยหูฟัง เพื่อต้องการแยกแยะว่าเป็นเสียงอะไร

ช่วงแรกก็ยังงงๆ ว่าเป็นเสียงอะไรแน่เพราะไม่เข้าใจ สักพักได้ยินอีกก็ตั้งใจฟัง พอครั้งที่ 3 ได้ยินอีก แต่คราวนี้รู้แล้วว่าไม่ใช่เสียงคน เพราะเสียงกรีดร้องแบบนี้คือเสียงผี… (วิญญาณ) ผู้หญิงสูงอายุที่อยู่ตรงกำแพงโบสถ์

สักพัก ผู้เขียนหายใจเข้ายาวๆ ตั้งสติให้มั่น เดินตรงไปที่กำแพงโบสถ์ ต้นเสียงที่เก็บกระดูกคนตาย แล้วก็ถามเขาว่า “โยมมีอะไรหรือจึงกรีดร้องเสียงดัง?”

วิญญาณตอบว่า “อยากให้ท่านช่วยไปบอกลูกหลานของโยมหน่อยค่ะ ว่าให้มาทำบุญที่วัดนี้บ้าง เพราะลูกหลานของโยมไม่ได้มาวัดนานแล้ว โยมคิดถึง…ไปบอกให้เขามาทำบุญแม่เขาบ้าง”

ผู้เขียน – “แล้วบ้านเขาอยู่ไหน?”

วิญญาณ – “อยู่ใกล้ๆ วัดนี่เองค่ะ”

ผู้เขียน – “แล้วโยมอยู่ที่นี่ไม่ได้อนุโมทนาบุญกับคนอื่นๆ หรือเพราะที่วัดนี้มีคนมาทำบุญเป็นประจำอยู่แล้ว ทำไมจะต้องรอให้ลูกหลานทำบุญให้อย่างเดียวเล่า? อนุโมทนาบุญกับคนอื่นก็ได้”

 

“ผู้เขียน – “แล้วพวกลูกหลานเขาไม่มาทำบุญที่วัดหรอกหรือ?”

ท่านรอง – “ไม่เลย นับตั้งแต่เอากระดูกแม่มาไว้ที่กำแพงโบสถ์ก็หายไปไม่ได้มาทำบุญที่วัดอีกเลย หายไปเป็นปีแล้ว แม้พระจะบิณฑบาตหน้าบ้านก็ไม่ยอมใส่บาตรด้วยซ้ำ”

ได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งประหลาดใจ เพราะข้อมูลที่ได้รับกับวิญญาณให้มาตรงกัน คิดอยู่ว่าสักวันหนึ่งจะเขียนบทความลงในหนังสือสักครั้ง เพิ่งจะมีโอกาสในฉบับนี้

ว่าแต่ว่า คุณผู้อ่านทำบุญให้คุณพ่อ – คุณแม่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่???

ข้อคิด….

“อย่ารอให้ลูกหลานทำบุญให้ ให้ทำบุญด้วยตนเองยามมีชีวิตเถิด ตายไปแล้ว ยากนักที่จะมีใครทำบุญให้” “เดี๋ยวนี้ท่านเปรียบเหมือนใบไม้เหลือง ยมทูตเล่าก็ปรากฏแก่ท่านแล้ว ทั้งท่านก็ยืนอยู่ที่ปากทางของความเสื่อม ทั้งเสบียงกรังของท่านก็ยังไม่มี”

 

ผีในหลืบ

เราล่องแพซุงจากระแหงไปตามลำน้ำปิงอันคุ้นเคย เป็นไม้กระยาเลยล้วนๆถึงห้าสิบท่อน ลุงอินเจ้าของแพเป็นคนถือท้ายเรือยนต์และทำหน้าที่นำร่องด้วยตัวเอง เพราะบางช่วงก็น้ำไหลเชี่ยว มีคุ้งคดโค้งน่ากลัวหลายแห่ง แถมใต้น้ำยังมีตอที่ต้องหลบเลี่ยงให้ดีอีกด้วย

ยิ่งถ้าเกิดฝนตกหนัก พายุโหมกระหน่ำอื้ออึง สายน้ำไหลแรงและเชี่ยวกรากปานกำลังคลุ้มคลั่ง ถ้าไม่ช่ำชองกับเส้นทางจริงๆ อาจจะทำให้แพถูกเหวี่ยงไปฟาดกับท้ายเกาะแก่งได้ง่ายๆ ขนาดคนนำร่องปีนขึ้นไปดูอยู่บนพะองแล้วก็เถอะเอ้า!

โอย…ไม่ว่าหัวแพหรือท้ายแพก็เถอะครับ ฟาดตูมเข้าไปก็มีแต่จะแตกกระจายเพราะสายน้ำเชี่ยวควั่กทั้งนั้นแหละ

คน ลงหลักเอกกับหลักโทนี่ก็เป็นกำลังสำคัญ ในการปักหลักครูดไถกับพื้นทรายใต้น้ำ จนปักหลักยึดแพได้สำเร็จ…นายจ้างก็ค่อนข้างเกรงอกเกรงใจคนลงหลักพอสมควร

แม้ว่าจะเกิดและเติบโตริมแม่น้ำที่ตำบลระแหง จังหวัดตาก ว่ายน้ำเก่งเกือบพอๆ กับปลา แต่พวกเราก็กลัวผีน้ำกันทุกคนแหละครับ เพราะไม่รู้นี่นาว่ามันจะแอบซ่อนอยู่ที่ไหน? รอคอยฉุดขาเราจมดิ่งลงไปใต้น้ำจนขาดใจตายเมื่อไหร่?

แต่ผีที่น่าสนใจและชวนให้ตื่นเต้นมากที่สุด ก็คือผีผู้หญิงที่แปลงตัวมาหาผู้ชายหนุ่มๆ แล้วร่วมหลับนอนด้วยตลอดคืน

พูดง่ายๆ ว่า “เมียผี” นั่นแหละครับ!

เล่ากันว่าผีแบบนี้มีเยอะแยะหลายประเภท คือมีทั้งนางตานี ผีป่า นางตะเคียนและนางเงือก เป็นต้น แถมยังมีนิสัยขี้หึง ดุร้ายน่ากลัวยิ่งกว่าผู้หญิงธรรมดาทั่วๆ ไปซะด้วยซ้ำ

ไม่คิดเลยว่าเมื่อเติบโตเป็นหนุ่มฉกรรจ์ มีอาชีพรับจ้างล่องแพไปปากน้ำโพจะเจอะเจอเข้ากับตัวเองอย่างชนิดจังๆ

ตอนนั้นผมยังโสด เพิ่งจะเขยิบจากคนงานทั่วๆ ไปมาเป็นคนลงหลักโทได้ไม่กี่เดือน มองเห็นอนาคตคนลงหลักเอกอยู่ไม่ไกลเกินฝัน…แต่ว่าดันเจอะเจอเรื่องขนหัว ลุกเข้าเต็มเปา ไม่ขาดใจตายคาที่ก็นับว่าเป็นบุญเหลือหลายแล้ว

เรื่องเป็นยังงี้ครับ!

เที่ยวนั้นทำท่าว่าจะไม่มีปัญหาอะไร แม้ว่าจะผ่านคลองขลุงไปแล้วเมื่อตอนบ่าย ดินฟ้าอากาศแจ่มใสทำให้การเดินทางราบรื่นจนแทบจะมั่นใจว่ารุ่งขึ้นคงถึงปาก น้ำโพแน่นอน

ตกเย็นเราก็เทียบแพเข้าที่หาดทรายข้างเกาะใหญ่เพื่อค้างคืนที่นั่น

คนงานลงอาบน้ำเล่นน้ำบ้าง เข้าไปพักผ่อนในเพิงที่เรียกว่าทับแถวท้ายแพบ้าง ใครขยันก็ลงไปหากุ้งหาปลา บ้างก็ลุยพงอ้อกอหญ้าขึ้นเกาะ มีทั้งผักบุ้งผักเบี้ยและตำลึง ละหุ่งแดง มะเดื่อ กอไผ่รวกรกครึ้ม ดูเงียบเชียบน่าร่มรื่นดีแท้

ผมอยู่ในกลุ่มหลังเพราะไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอะไรมาก เคยได้ยินเขาลือว่าเกาะนี้เคยมีคนอยู่ แต่เดี๋ยวนี้หายหน้าไปหมดแล้ว

เมื่อปีนป่ายขึ้นไปเดี๋ยวเดียวก็เห็นหลังคากระท่อมเก่าแก่จริงๆ จนกระทั่งผ่านรั้วหนามไผ่ที่สะไว้ไม่แน่นหนาอะไร…กระท่อมร้างนั่นคล้ายมี มนต์ดึงดูดใจให้เดินไปหาไม่รู้ตัว

แทบไม่น่าเชื่อที่เห็นแคร่ไม้ไผ่ริมฝาในกระท่อมหลังคาโหว่ ดูเหมือนจะเพิ่งปัดกวาดไปหยกๆ จนผมหย่อนตัวลงนั่ง เหลียวซ้ายแลขวางุนงงว่าจะร้างจริงหรือเปล่า…ก็พอดีมีสาวสวยนุ่งกระโจมอก ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้ตื่นตะลึงทันใด

 

กาลเวลาผ่านไปช้าเร็วแค่ไหนก็สุดรู้ จนกระทั่งได้ยินเสียงตะโกนเรียกชื่อดังแว่วมาจากด้านล่าง ผมลุกขึ้นนั่งสะบัดหัวงุนงง…คิดว่าคงจะเคลิ้มหลับไปก่อนจะก้มลงมองที่ แคร่…

ไม่มีสาวสวยอวบอั๋นอยู่ที่นั่น นอกจากหญิงเฒ่าผมหงอกกระเซิง ผอมแห้งมีแต่หนังหุ้มกระดูก แก้มยุบนัยน์ตากลวงลึกกำลังยิ้มคล้ายแสยะ…เล่นเอาผมตาลายพร่า แก้วหูลั่นเปรี๊ยะแทบระเบิดออกมา แผดร้องจ้าสุดเสียง… เผ่นกระเจิงออกจากกระท่อมอุบาทว์นั่นทันใด

เพราะเหตุนี้เองที่ผมบอกว่าไม่หัวใจวายคาที่ก็นับว่าเป็นบุญแล้วครับ! บรื๋อออ…

คะเนว่าอายุยี่สิบต้นๆ ผิวคล้ำเนียน ผมดำขลับยาวสยายประบ่า อกอวบอัดสะเอวคอดบางแต่สะ โพกกลับผึ่งผาย ยามเยื้องกรายเข้ามาทำให้ก้อนเนื้อไหวกระเพื่อม…มองสบตาด้วยวี่แววหยาด เยิ้มขณะที่นั่งลงเคียงข้าง กลิ่นคล้ายดอกไม้ป่าหอมกรุ่นจนผมตาพร่ามึนจนคิดอะไรไม่ออก ได้แต่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ เอียงหน้ามาหาด้วยอาการยั่วยวน

ผมโอบร่างอวบ ละมุนเข้ามากอดจูบลูบเคล้า ผ้าซิ่นลุ่ยลงมากองอยู่บนตักขณะที่ผมฝังหน้าลงกับความขาวผ่องดีดดิ้น หอมซ่านจนลืมตัวลืมตายโดยสิ้นเชิง!

ผีในน้ำ

ถ้าหาสติมิได้ ใจน้อมลงสู่ภวังค์เข้าถึงความสงบหน้าเดียว หรือมีสติอยู่บ้างแต่เพ่งหรือยินดีชมอยู่แต่ความสุข อันเกิดจากความสงบอันละเอียดอยู่เท่านั้น เรียกว่าอัปปนาฌาน

อัปปนาสมาธินี้มีลักษณะคล้ายกับผู้ที่เข้าอัปปนาฌานจนชำนาญแล้ว ย่อมเข้าหรือออกได้สมประสงค์ ช้านานสักเท่าไรก็ได้

ซึ่งเรียกว่าโลกุตตรฌานอันเป็นวิหารธรรมของพระอริยเจ้า

อัปปนาสมาธิเมื่อมันจะเข้าทีแรกหากสติไม่พอ เผลอตัวเข้ากลายเป็นอัปปนาฌานไปเสีย

ฌานแลสมาธิมีลักษณะและคุณวิเศษผิดแปลกกันโดยย่อ ดังนี้คือ

ฌานไม่ว่าหยาบและละเอียด จิตเข้าถึงภวังค์แล้ว เพ่งหรือยินดีอยู่แต่เฉพาะความสุขเลิศอันเกิดจากเอกัคคตารมณ์อย่างเดียว

สติ สัมปชัญญะหายไป ถึงมีอยู่บ้างก็ไม่สามารถจะทำองค์ปัญญาให้พิจารณาเห็นชัดในอริยสัจธรรมได้ เป็นแต่สักว่ามี ฉะนั้น กิเลสทั้งหลายมีนิวรณ์ 5 เป็นต้น จึงยังละไม่ได้ เป็นแต่สงบอยู่

ส่วนสมาธิไม่ว่าหยาบแลละเอียด เมื่อเข้าถึงสมาธิแล้วมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ตามชั้นแลฐานะของตน เพ่งพิจารณาธรรมทั้งหลายอยู่ มีกายเป็นต้น ค้นคว้าหาเหตุผลเฉพาะในตนจนเห็นชัดตระหนักแน่แน่วตามเป็นจริง

เพื่อให้ความเข้าใจต่อชั้นแห่งสมาธิมีความพิสดารชวนให้ติดตามมากยิ่งขึ้น ขอให้หยิบหนังสือ “พจนานุกรม เพื่อการศึกษาพุทธศาสน์” ฉบับของ พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) เปรียบธรรม 9 ประโยค ราชบัณฑิต มาศึกษา

ขณิกสมาธิ แปลว่า สมาธิชั่วขณะ คือ สมาธิที่เป็นไปชั่วคราว ดำรงอยู่ไม่นาน

จัดเป็นสมาธิขั้นต้นอันเกิดจากการปฏิบัติกรรมฐานที่ทำให้เกิดความสุขสบายได้ ชั่วครู่และเป็นเหตุให้ควบคุมสติอารมณ์ได้ในขณะประกอบกิจหรือศึกษาเล่าเรียน ทำให้ใจเย็น ระงับอารมณ์ได้

อุปจาร แปลว่า การเข้าใกล้ ที่ใกล้เคียง ระยะใกล้ชิด

อุปจารสมาธิ หมายถึง สมาธิเฉียดๆ ใกล้จะเป็นอัปปนา

ยิ่งหากได้หนังสือ “พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์” (ชำระ-เพิ่มเติม ช่วงที่ 1) ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ยิ่งเพิ่มความเข้าใจ

ขณิกสมาธิ สมาธิชั่วขณะ สมาธิขั้นต้นพอสำหรับใช้ในการเล่าเรียนทำการงานให้ได้ผลดีให้จิตใจสงบสบาย ได้พักชั่วคราวและใช้เริ่มปฏิบัติวิปัสสนาได้ อุปจารสมาธิ สมาธิจวนจะแน่วแน่ สมาธิที่ยังไม่ดิ่งถึงที่สุด เป็นขั้นทำให้กิเลสมีนิวรณ์เป็นต้นระงับ ก่อนจะเป็นอัปปนา คือถึงฌาน อัปปนาสมาธิ การเจริญสมาธิที่ทำให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนดทุกขลักษณะ

โปรดอ่าน

 

ว่าสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เป็นต้น ตามขั้นตามภูมิของตน ฉะนั้น สมาธิจึงสามารถละกิเลสมีสักกายทิฏฐิเสียได้

สมาธินี้ถ้าสติอ่อน ไม่สามารถรักษาฐานะของตนไว้ได้ย่อมพลัดเข้าไปสู่ภวังค์เป็นฌานไป

ฌานถ้ามีสติสัมปชัญญะแก่กล้าขึ้นเมื่อไรย่อมกลายเป็นสมาธิได้เมื่อนั้น ในพระวิสุทธิมรรคท่านแสดงสมาธิเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับฌาน

เช่นว่าสมาธิเป็นเหตุให้ได้ฌานชั้นสูงขึ้นไป ดังนี้ก็มี

บางทีท่านแสดงสมาธิเป็นเหตุของฌานเลย เช่นว่า สมาธิเป็นกามาพจร-รูปา พจร-อรูปาพจร ดังนี้ก็มี

แต่ข้าพเจ้าแสดงมานี้ก็มิได้ผิดออกจากนั้น

เป็นแต่ว่า แยกสมถะ ฌาน สมาธิ ออกให้รู้จักหน้าตามัน ในขณะที่มันเกิดขึ้นเฉพาะหน้าเท่านั้น สำหรับผู้ฝึกหัดเป็นไปแล้วจะไม่งง

ที่ท่านแสดงไว้แล้วนั้นเป็นการยืดยาว ยากที่ผู้มีความทรงจำน้อยจะเอามากำหนดรู้ได้

ในความเห็นของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)—————————-สมถะ ธรรมเป็นเครื่องสงบระงับจิต 1 ธรรมยังจิตให้สงบระงับจากนิวรณูป กิเลส 1 การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ

ฌาน การเพ่งอารมณ์จนใจแน่วแน่เป็นอัปปนาสมาธิ 1 ภาวะจิตสงบประณีตซึ่งมีสมาธิเป็นองค์หลักธรรม

สมาธิ ความมีใจตั้งมั่น 1 ความตั้งมั่นแห่งจิต 1 การทำใจให้สงบแน่วแน่ไม่ฟุ้งซ่าน 1 ภาวะที่จิตตั้งเรียบแน่วอยู่ในอารมณ์ คือ สิ่งอันหนึ่งอันเดียว

เป็นเรื่องของความสงบ เป็นเรื่องของความตั้งมั่น แน่วแน่แห่งจิต

อิทธิฤทธิ์เจ้าที่

บ้านเราหันหน้าเข้าถนนซอยทางทิศใต้ หลายๆ คนจะถือมากค่ะ เชื่อว่าเป็นทิศที่ฝังศพ ถ้าจะให้เป็นมงคลต้องหันไปทางทิศตะวันออกหรือทิศเหนือ แต่พ่อบอกว่าความจำเป็นบังคับ จะปลูกบ้านหันข้างหรือหันหลังให้ซอยได้ยังไง บ้านอื่นๆ เขาก็ปลูกแบบเราทั้งนั้น

มงคลย่อมอยู่ที่กาย วาจา ใจ ของเราเอง!

ริม รั้วบ้านเรามีศาลพระภูมิเล็กๆ ที่แม่เอาอาหารและน้ำไปเซ่นทุกวัน แม่บอกว่าพระภูมิคือวิญญาณเจ้าของที่ อาจจะเร่ร่อนไร้ที่อยู่อาศัย เราก็อัญเชิญให้มาอยู่เป็นที่เป็นทาง มีอาหารเซ่นไหว้ตามธรรมเนียมที่เชื่อถือกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ

เชื่อ ว่าเจ้าที่เจ้าทางจะตอบแทนเราที่มีบ้านให้อยู่ มีอาหารให้กินด้วยการคุ้มครอง ดูแลบ้านช่อง รวมทั้งผู้คนในบ้านที่อยู่ในศีลในธรรม ให้มีแต่ความสุขความเจริญตลอดไป

เพื่อนบ้านที่อยู่มาก่อนเล่าตรงกันว่าซอยนี้ผีดุ มากๆ เลย!

ส่วนใหญ่ก็คุยกันในร้านทำผม ร้าน กาแฟ กับในร้านก๋วย เตี๋ยวเนื้อเจ้าอร่อย ร้านนี้ชื่อดังขนาดมีรถเก๋งขับเข้าซอยมาเต็มหน้าร้าน ตั้งแต่ก่อนเที่ยงไปจนถึงตอนบ่ายๆ เลยค่ะ

บางคนถึงกับบอกว่าเคยเป็นป่าช้าเก่า แต่พ่อไม่เชื่อ พูดกับแม่และลูกๆ ว่าปากคนยาวกว่าปากกา อย่าไปสนใจให้เสียเวลาดีกว่า

บางคนก็บอกว่าเมื่อก่อนมีฆาตกรเอาศพมาทิ้งบ่อยๆ หมกไว้ในพงหญ้าเปล่าเปลี่ยว กว่าจะไปพบเห็นก็เน่า แล้วบ้าง เหลือแต่กระดูกบ้าง ส่วนมากไม่รู้ว่าเป็นศพใครด้วยซ้ำ!

ที่แม่โกรธก็คือมีเสียงซุบซิบว่า บ้านเราเคยเป็นป่าละเมาะเปลี่ยวมาก่อน ตอนดึกๆ มีคนเอาศพมาทิ้งหลายรายแล้ว ผู้ชายก็มี ผู้หญิงก็มี บางคนยัดใส่กระสอบผูกเชือกมาด้วยกว่าจะมีใครได้กลิ่นก็เละเทะหมดแล้ว

ข้อสำคัญก็คือวิญญาณยังสิงสู่อยู่ตรงนั้น หรือที่บ้านเรานั่นเอง!

แม่โกรธเรื่องนี้มาก บอกว่าพูดจาอัปมงคลให้บ้านเรา แต่พ่อปลอบว่าอย่ากลัวเลย เพราะความกลัว เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โกรธ ถ้าไม่คุมอารมณ์ก็จะเสียสุขภาพจิตเปล่าๆ

พ่อเป็นคนใจเย็นมาก ไม่เคยเห็นว่าโกรธเคืองใครจนออกนอกหน้า หรือแสดงกิริยาวาจาให้เห็น นอกจากนิ่งๆ คล้ายสงบใจ มีสติ และทำให้เกิดปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนา ดิฉันยังจดจำคำพูดตอนหนึ่งของพ่อได้ขึ้นใจเลยค่ะ

“อย่าเสียเวลาไปโกรธเคืองใครเลย เพราะกว่าครึ่งเขาไม่รู้หรอกว่าเราโกรธ! ส่วนที่เหลือก็ไม่สนใจว่า เราโกรธเขาหรือเปล่า”

 

คนไทยสมัยก่อนสร้างศาลพระภูมิไว้หน้าบ้าน ก็ด้วยความเชื่อถือเช่นนี้ ส่วนทางจิตวิทยาก็คือทำให้สบายใจว่าได้ทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว

คืนหนึ่งก็มีเหตุ การณ์น่าขนหัวลุกเกิดขึ้นที่หน้าเราค่ะ!

จำได้ว่าคืนนั้นฝนตกหนักมาตั้งแต่เย็น พ่อบอกว่าเป็นฝน สั่งฟ้า เพราะใกล้จะ สิ้นฤดูฝนย่างเข้าฤดูหนาวแล้ว ตกค่ำฝนซาลงแต่ก็ยังโปรย ไม่ขาดสาย อากาศเย็นจนชวนนอน…มารู้ตัวเมื่อได้ยินเสียงกุกกักในห้อง เสียงพ่อตื่นนั่นเอง! พ่อห้ามแม่ว่าอย่าเปิดไฟ แล้วรีบลุกจากเตียงไปที่หน้าต่างมุ้งลวดมีม่านกั้น แม่กับดิฉัน ก็ค่อยย่องตามหลังพ่อไปด้วยใจเต้นระทึก

อากาศหนาวยะเยือก เสียงลมพัดยอดไม้ซู่ซ่าน่าวังเวงใจ ดิฉันเกาะมือแม่ไว้แน่น มองเห็นพ่อค่อยๆ เปิดม่านด้านข้างหน้าต่างออกไปดู แล้วพึมพำว่า…มี คนมา!

แม่กับดิฉันมองออกไปบ้างก็เห็นร่างตะคุ่มๆ ราว 3-4 คน ยืนอยู่ริมรั้วด้านนอก ทำท่าคล้ายกำลังปรึกษาหารือกัน…อาจจะเป็นพวกมิจฉาชีพที่จะเข้ามาย่องเบา หรือปล้นสะดมบ้านเรา ก็เป็นได้

ถ้าพวกมันบุกรุกเข้ามา พ่อเป็นผู้ชายคนเดียว ในบ้าน จะไปต่อสู้กับพวกทรชนเหล่านั้นได้อย่างไรกันคะ? ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัวจนน้ำตาไหลตามประสาเด็ก มือเท้าเย็นเฉียบไปหมด

พ่อกระซิบให้เราอยู่เฉยๆ ก่อนเพื่อดูท่าที

ดิฉันแทบกลั้นลมหายใจ สักพักใหญ่ก็เห็นร่างดำๆ กลุ่มนั้นเดินห่างออกไปจนลับหายจากสายตา ได้ยินเสียงหมาหอนเบาๆ แต่เสียงมันเยือกเย็น จนทำให้หนาวใจ ต้องขอพ่อแม่นอนด้วยแน่ะค่ะ

วันรุ่งขึ้นมีเพื่อนบ้านทยอยเข้ามาหา บอกว่าเห็นคนร้ายกลุ่มหนึ่งมาหยุดอยู่หน้าบ้านเรา ทำท่าเหมือนจะปีนรั้วแต่กลับเปลี่ยนใจเฉยๆ คงเพราะเห็นพ่อดิฉันเดินออกมาดูก็ได้…

เรามองสบตากัน ก่อนจะหันไปทางศาลพระภูมิ …คุณผู้อ่านคิดว่าเจ้าที่เจ้าทางนั้นมีจริงหรือเปล่าคะ?