ประสบการณ์ผี

There are 37 entries in this Category.

นรกส่งผีมาอาฆาต

คืนนั้น เสียงหมาในหมู่บ้านเห่าหอนโหยหวนแทบตลอดคืน จนดิฉันหลับๆ ตื่นๆ บางครั้งก็คล้ายจะแว่วเสียงพึมพำขอบอกขอบใจของวิไล แต่บางคราวก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้เบาๆ มาจากชั้นล่าง เสียงแม่ปลอบลูกสลับกับเสียงกล่อมเห่ ท่ามกลางเสียงยอดไม้กำลังคร่ำครวญกับสายลม…

ฟังเผินๆ เหมือนกับเสียงใครร้องไห้คร่ำครวญ สลับกับเสียงสะอึกสะอื้นด้วยความทุกข์โศกอย่างเหลือประมาณ!

รุ่ง ขึ้น ดิฉันตื่นสายกว่าเดิม รีบลงไปเข้าครัวเพื่อ ตระเตรียมอาหารเช้า ก่อนจะไปเคาะประตูห้องชั้นล่าง แต่ไม่มีเสียงตอบเลยจึงลองผลักประตูเข้าไป ก่อนจะยืนตะลึงพรึงเพริดเหมือนถูกสาปในบัดดล

ไม่มีวิไลกับลูกน้อยอยู่ ในห้อง…ต่อมาจึงได้ทราบว่าจมน้ำตายทั้งแม่ทั้ง ลูกตั้งแต่วันนั้น แล้ววิญญาณเพื่อนก็ตรงดิ่งมาหาดิฉันด้วยความรักและผูกพันทันที…แม้จะน้ำตา ไหลด้วยความเวทนา แต่ก็อดขนหัวลุกไม่ได้หรอกค่ะ!

 

บ้านเมืองล่มจม พินาศวอดวาย ผู้คนเดือดร้อนแทบเลือดตากระเด็นไปตามๆ กันเป็นจำนวนมากมายนับล้านๆ คน

เรือกสวนไร่นาล้วนจมอยู่ใต้น้ำ บ้านเล็กเรือนน้อยปลิวหายไปกับสายน้ำบ้าคลั่ง เชี่ยวกรากเหมือนคนเจ้าโทสะ ทะลักทลายจากเหนือลงภาคกลางแล้วโหมกระหน่ำเข้ากรุงเทพฯ ทำให้ผู้คนสิ้นเนื้อประดาตัว อดอยากปากหมอง น้ำตาอาบหน้า ทุกข์ร้อนจนถึงกับไร้ที่นาคาที่อยู่ ต้องไปอาศัยอยู่ตามศูนย์อพยพนับพันๆ คน

บ้างหลับนอนตามข้างถนนรนแคม กระเซอะกระเซิงราวคนจรจัดก็ปานกัน!

เพื่อนร่วมชาติตาดำๆ ต้องสังเวยชีวิตไปกับสายน้ำเกือบพันคนแล้ว เด็กๆ กับคนชรา คนป่วยที่ต้องหอบหิ้วหนีน้ำกันทุลักทุเล เห็นภาพทางทีวีทำให้หดหู่ รู้สึกอเนจอนาถใจจนบอกไม่ถูก

หลายๆ คนสติแตก และบ้างก็ฆ่าตัวตายเพราะความทุกข์ ความเครียดบีบคั้นจนทนต่อไปไม่ไหว

เรื่องใหญ่โตขนาดนี้ไม่อยากโทษใครหรอกค่ะ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็อดหลับอดนอน ช่วยกันทำงานจนสุดกำลังแล้ว นอกจากทำใจว่ามนุษย์ทำร้ายธรรมชาติก่อน ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ธรรมชาติเอาคืน!

ครอบครัวดิฉันกับเพื่อนบ้านอยู่ที่ ต.บางรักน้อย อ.เมือง จ.นนทบุรี นี่เองค่ะ

จะว่าโชคดีก็ได้ที่น้ำยังท่วมไม่ถึง แต่พวกเรา ก็ช่วยกันสละแรงกายและเงินทองเพื่อช่วยเหลือ เพื่อนร่วมชาติจนสุดกำลัง…ญาติมิตรจากทางเหนือที่ประสบอุทกภัยต้องอพยพลง มาพักพิงชั่วครั้งชั่วคราว พวกเราก็ต้อนรับอย่างเต็มอกเต็มใจ

ตอนแรกเพื่อนสามีพาลูกเมียจากนครสวรรค์ลงมาอยู่ด้วย เราก็จัดห้องชั้นล่างให้จนทางโน้นน้ำลดก็ร่ำลากันกลับไป

อีกไม่กี่วันต่อมา วิไลเพื่อนสนิทดิฉันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมด้วยกัน อยู่ปทุมธานีใกล้ๆ นี่เอง เธออุ้มลูกน้อยอายุขวบเศษที่หลับอยู่กับอก หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้ามาขอพักพิง…สามีเธอไปทำงานที่อยุธยา ตั้งแต่น้ำท่วมได้ไม่นานก็ขาดการติดต่อไปเลย

ดิฉันกุลีกุจอจัดห้องชั้นล่างให้ หาข้าวปลาอาหารให้เพราะวิไลมาถึงตอนค่ำแล้ว บอกว่านั่งรถมาข้ามสะพานที่หน้าวัดก่อนเข้าหมู่บ้านที่ยังเป็นสวนผลไม้นานา ชนิด ส่วนมากเลี้ยงกล้วยไม้กันค่ะ จนมีชื่อไป ทั้งจังหวัด

วิไลบอกว่าน้ำมาเร็วมาก รีบคว้าเสื้อผ้ากับนมลูก หนีออกมาได้ก่อนจะโดนน้ำทะลักเข้าไปเกือบครึ่งบ้าน…กว่าจะมาถึงบ้านดิฉัน ได้ก็เหน็ดเหนื่อยแทบจะขาดใจตาย!

หน้าตาของเธอหม่นหมองซีดเซียว พูดคุยกันสักครู่ก็ขอตัวพักผ่อน บอกว่าชงนมใส่ขวดไว้ให้ลูกเรียบร้อยแล้ว ดิฉันขอให้เธอคิดว่าอยู่บ้านตัวเอง กับทำใจให้สบาย อย่าไปเครียดกับมันนัก…ไม่ช้าเรื่องร้ายๆ ก็จะผ่านไปเอง

ไม่ว่าชีวิตจะมีปัญหายุ่งยาก หรือเกิดเรื่องเดือดร้อนรุนแรงแค่ไหน แต่ชีวิตเราก็ต้องดำเนินต่อไป!

วิไลพยักหน้าช้าๆ ไม่ได้พูดอะไรนอกจากจะมองสบตาดิฉันด้วยแววซาบซึ้ง…แววตาที่ดิฉันจะไม่มีวันลืมได้เลยตลอดกาล

 

การเดินทางสู่โลกหน้า

ราวห้าโมงเย็น สองพ่อลูกตัดสินใจหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าคนละใบ เดินออกจากซอยแยกเลี้ยวซ้ายตามถนนของซอย 5 วิภาวดี…ลุยน้ำเกือบสะเอวไปได้เชื่องช้า ไม่อยากห่วงหน้าพะวงหลังให้ยุ่งยากใจ…คนรับใช้เก่าแก่ซึ่งเปรียบเสมือนแม่ บ้านของเราก็เป็นคนไว้เนื้อเชื่อใจได้เพราะอยู่กันมาเกือบยี่สิบปีแล้ว

“คุณไปเถอะค่ะ หนูจะเฝ้าบ้านเอง ถึงอยู่คนเดียวก็ไม่กลัว”

แต่ ผมกลับกลัวว่าเราจะไปถึงขนส่งหมอชิตไม่ทัน ไหนจะเคลื่อนที่ได้ช้า ไหนจะกังวลว่ารถทหารที่มาช่วยเหลือประชาชนยามนี้จะทิ้งระยะห่างแค่ไหน? กับจะมีที่ว่างให้เราเบียดเสียดขึ้นไปปักหลักได้หรือเปล่า? ยามเย็นของฤดูหนาวมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว

มองเห็นแสงไฟจากร้านค้าด้านซ้ายอยู่ลิบๆ พร้อมกับเสียงจ๋อมๆ ตามหลังมา

คง ไม่ได้มีแต่เราเท่านั้นหรอกที่ต้องลุยน้ำออกไปรอรถทหาร ผู้ชายผมขาวโพลนพอๆ กับผม หน้าตาดูคุ้นๆ ก็อาจจะไปสถานีขนส่งเพื่อหนีน้ำไปต่างจังหวัดไกลๆ เหมือนกัน

ผ่านหน้าช่อง 7 เลี้ยวซ้ายไปยังต้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน ชายผอมสูงผมขาวก็ยังเดินตามมาใกล้ๆ น้ำลดลงนิดหน่อย…ผมหยุดถอนใจยาวที่ริมถนนพหลโยธิน หันไปมอง ข้างหลังก็ไม่เห็นชายผมขาวผู้นั้นแล้ว

“พ่อตาฝาดละมั้ง?” ลูกชายหัวเราะเมื่อผมเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง “ลุงเพิ่มผมขาวน่ะแกหัวใจวายเพราะเครียดเรื่องน้ำท่วมมาตั้งแต่เมื่อเย็นวาน นี้แล้วนี่นา!”

ผมอยู่ซอยยาสูบ 1 ถนนซูเปอร์ไฮเวย์ ใกล้ๆ กับไทยรัฐ จนเปลี่ยนมาเป็นซอย 5 ถนนวิภาวดีรังสิต เบ็ดเสร็จอยู่มาสี่สิบกว่าปี ตั้งแต่วัยรุ่นจนกลายวัยไม้ใกล้ฝังในปัจจุบัน

วันเสาร์ที่ 6 ตอนเย็น หลานสาววัยสิบขวบที่รอรับแม่ที่เพิ่งกลับจากที่ทำงานใกล้วัดสุทัศน์ วิ่งเข้ามาบอกว่ามีน้ำไหลเข้ามาในซอยแยกราวตาตุ่ม แต่ผมกับลูกจ้างเก่าแก่ช่วยกันขนหนังสือหนังหากับเอกสารต่างๆ ขึ้นโต๊ะบ้าง กองกับยกพื้นข้างโรงรถบ้าง เพื่อนบ้านแวะมาคุยกันเรื่องน้ำท่วมที่เข้าดอนเมืองแล้ว ทุกคนยังมองในแง่ดีว่าคงไม่เข้ามาถึงหมู่บ้านเรา

ราวสองทุ่มครึ่งลูกชายคนโตก็ขับรถปิกอัพกลับจากสำนักงานแถวสี่พระยา ส่วนลูกชายคนเล็กไม่ต้องไปทำงานที่บางบัวทองเพราะบริษัทปิด…หลานเล่นคอมพ์ พ่อ แม่ดูทีวี ส่วนผมขึ้นห้องนอนชั้นบน อ่านหนังสือให้สบายใจไม่ต้องคิดมาก

รุ่งขึ้นก่อนเช้ามืด มหาภัยก็จู่โจมเข้าเล่นงานฉับพลันทันใด!

สายน้ำหลั่งไหลเข้ามาเหมือนน้ำตก สนามเจิ่งนองจนถึงโรงรถ หนังสือกองใหญ่นับสิบๆ กองชุ่มโชก กระจัด กระจาย ก่อนที่น้ำจะทะลักเข้าตัวบ้านเหมือนเล่นกล

จากหน้าแข้งถึงเข่า แล้วสูงขึ้นเรื่อยๆ จนพวกเราต้องตัดสินใจเดี๋ยวนั้นเอง

รีบขนหนังสือที่เหลือกับยกทีวีกับคอมพิวเตอร์ขึ้นชั้นบน ลูกชายคนโตกับลูกเมียช่วยกันเก็บเสื้อผ้ากับข้าวของจำเป็น มุ่งหน้าไปอาศัยบ้านพ่อตาแม่ยายที่เมืองนนท์ ผมกับลูกชายคนเล็กจะไปเช่าโรงแรมต่างจังหวัดอยู่ชั่วคราว

เชื่อไหมครับว่าโรงแรมทุกจังหวัดในภาคกลางเต็มทั้งหมด ไม่ว่าชลบุรี ระยอง แม้แต่จันทบุรีก็เต็มทั้งนั้น…เราไปได้โรงแรมถึงเชียงรายโน่น ผมสั่งจองห้องหนึ่งสัปดาห์ทันที ถ้าน้ำลดก็กลับ แต่ถ้ายังก็จะเช่าต่อคราวละสัปดาห์เรื่อยไป!

เจ้าคนเล็กทำหน้าที่โทร.ไปจองที่นั่งรถทัวร์ ปรากฏว่าได้เที่ยว 20.30 น.

ปัญหาที่ทำให้งุนงงยิ่งกว่านั้นก็คือ…เราจะออกจากบ้านได้ยังไง?

หมู่บ้านถูกสายน้ำล้อมกรอบไว้ทั้งหมด ตั้งแต่ซอย 3 จนถึงซอย 5 รถแท็กซี่กับมอเตอร์ไซค์อย่าไปฝัน ตอนนั้นบ่ายสามโมงแล้ว ลูกชายคนโตอพยพลูกเมียออกไปแต่เช้า ระดับน้ำสูงขึ้นทุกที…จนมาหยุดอยู่เกือบถึงสะเอว

เราพยายามหาทางออกทางด้านหลัง เลี้ยวขวาไปทางสถานีทีวีช่อง 7 จากนั้นคงต้องโบกรถยีเอ็มซีของทหารไปขนส่งหมอชิตก่อนเวลาให้ได้ ปัญหาคือเราจะไปที่นั่นได้ ยังไง

“ลุยน้ำไปกันซีพ่อ!”

ลูกชายโพล่ง ผมเกือบจะดุว่าพูดบ้าๆ แต่เมื่อนึกถึงความจริงแสนสาหัสที่ต้องเจอะเจอก็ได้แต่กลืนน้ำลาย

 

สืบจากศพ

เมื่อถามอ้อมว่าได้กลิ่นนั่นมั้ย? เธอพยายามทำจมูกฟุดฟิดแล้วบอกว่าไม่ได้กลิ่นอะไรเลย นอกจากกลิ่นเนื้อย่าง… สงสัยดิฉันจะคิดไปเอง

จังหวะ นั้นเอง ฝ้ายก็เดินมาหาเราสองคน แล้วหยุดชะงักเหมือนชนเข้ากับอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น…ฝ้ายหันมามอง ดิฉันด้วยสายตาประหลาดใจล้นเหลือ

“ทำไมตรงที่เธอยืนอยู่นี่มันหนาว จัง?” ขนแขนเธอลุกเกรียวอย่างน่าตกใจ ฝ้ายมองซ้ายมองขวาแล้วเงยดูเพดาน เธอสงสัยว่าช่องแอร์จะอยู่แถวนี้ ก่อนจะลองถอยไป 2-3 ก้าวแล้วยิ้มได้ “ดูซิ…มายืนตรงนี้ไม่เย็นเลย”

ใช่ค่ะ…ไอเย็นมันลอยเป็นกลุ่มก้อน ข้างๆ ตัวดิฉันอย่างอธิบายไม่ได้…ครู่ต่อมากลุ่มก้อนไอเย็นก็หายไป คล้ายกับมันเคลื่อนตัวไปทางอื่นรอบๆ ห้อง เพราะเห็นเพื่อนบางคนทำห่อไหล่ ลูบแขนตัวเอง…เดี๋ยวก็ทางโน้น เดี๋ยวก็ทางนี้

อึดใจต่อมา ท่ามกลางเสียงพูดคุยทั่วๆ ห้อง ดิฉันได้ยินเสียงหัวเราะ…คุณพระช่วย! เสียงของเรแน่ๆ ดิฉันรีบมองหา บอกอ้อมว่า…เรมาอยู่กับเราในห้องนี้แล้วละ!

ไม่ ใช่ดิฉันคิดคนเดียว เพื่อนผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกว่าเขารู้สึกแปลกๆ และมองเห็นเรแวบๆ ในกลุ่มพวกเรา! เพื่อนๆ เริ่มหันมามอง ชักจะพูดเรื่องเดียวกันไปทั้งห้อง

“เราอาจจะเป็นอุปาทานหมู่ก็ได้นะ” อ้อมออกความเห็น ซึ่งก็ไม่มีใครขัด…มันอาจจะเป็นไปได้อย่างที่เธอพูด เพราะเราทุกคนกำลังคิดถึงเรกันทั้งนั้น

เงาบางอย่างผ่านแวบเข้ามา ดิฉันจ้องดูแล้วก็ต้องตกตะลึงจนตัวชา!

เร-เป็นคนสวยที่สุดในห้อง แถมเรียนเก่งด้วยละ แล้วยังมีเรื่องขำๆ มาเล่าให้พวกเราหัวเราะกันอยู่เสมอ งานไหนไม่มีเร งานนั้นจะกร่อยไปเลย งานเลี้ยงรุ่นครั้งที่ 13 นี้จึงมีแววเศร้าๆ ฉาบฉายอยู่ทั่วถ้วนทุกใบหน้า ใครๆ ก็พูดถึงเร! อยากให้เรมา…

ตอนหกโมงเย็น ดิฉันกับอ้อมไปถึงงานก่อนเพื่อน เราจองห้องจัดเลี้ยงไว้ที่โรงแรมหรูย่านสีลม ให้ห้องนี้เราจะได้เอะอะกันได้เต็มที่ ไม่ต้องออมเสียง ทำตัวให้เหมือนตอนอยู่โรงเรียน เฮฮามากค่ะ แย่งกันคุย ไม่มีใครฟังใคร

เราผูกพันกันเหมือนพี่เหมือนน้อง เพราะเรียนด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาลแน่ะค่ะ เมื่อเรไปรถคว่ำเสียชีวิต เราจึงรู้สึกเหมือนสูญเสียน้องสาวที่เรารักไปเลย

ราวหนึ่งทุ่มก็มากันเกือบ 30 คน เสียงจ้อกแจ้กจอแจและพูดถึงเรกันทั่วงาน!

“เราว่าป่านนี้เรต้องมาอยู่ในห้องด้วยแน่ๆ” อ้อมพูดกับเพื่อนๆ

ทันใดนั้น ไม่รู้ว่าอุปาทานหรือเปล่านะคะ ดิฉันได้กลิ่นดอกพุดซ้อน…ดอกไม้ที่เรชอบมาก เธอเคยไปที่บ้านดิฉันและชื่นชมกับต้นพุดซ้อนที่เราปลูกไว้…พอได้กลิ่นนี้ ดิฉันถึงกับตื้นตันในลำคอเหมือนมีอะไรมาจุกไว้ น้ำตาก็ปริ่มขึ้นมาทันที!

 

ในกระจกเงาที่ผนัง…เรยืนอยู่ที่นั่น! ร่างเล็กๆ บอบบางของเธออยู่ในชุดผ้าไทยสีแดง-ชุดที่เธอใส่มางานเลี้ยงรุ่นปีที่แล้ว ผมยาวประบ่า คาดด้วยที่คาดผมที่ถักเป็นเปีย แว่นตาของเธอสะท้อนแสงวาววาบ ขณะที่เราก้มหน้านิดหนึ่งเป็นเชิงทักทาย ใบหน้ามีรอยยิ้มละไม

ดิฉันหันมองอ้อมกับเพื่อนๆ พอหันไปที…เธอหายไปแล้ว!

“นี่ประวิตร” ดิฉันสะกิดเพื่อน “ตะกี้ที่เธอบอกว่าเห็นเรน่ะ เห็นยังไง?”

“อ๋อ! ก็แต่งชุดสีแดงๆ คาดผมเปีย แต่เห็นแวบเดียวนะ กะพริบตาทีเดียวก็หายไป ตกใจเหมือนกัน…ถามทำไมเหรอ รึว่าเธอก็เห็นด้วย?”

ดิฉันพยักหน้า “ดูเรเขามีความสุขดีนะ ทั้งๆ ที่เขาตายแบบนั้น”

เรรถพลิกคว่ำ พลิกหลายตลบแล้วตกลงไปในคูที่ต่างจังหวัด ร่างเธอแหลกเหลว กระดูกแตกหักไปทั้งตัว…ทีแรกดิฉันคิดว่าคนเราตายอย่างไรก็คงจะทุกข์ ทรมานอยู่อย่างนั้น แต่การที่ได้เห็นเรในวันเลี้ยงรุ่นครั้งที่ 13 นี่ ทำให้ดิฉันเปลี่ยนแนวความคิดใหม่

ความตายไม่น่ากลัว มันเหมือนเราหกล้มหัวเข่าแตกแล้วมันก็ผ่านไป…เรารักษาแผลหายแล้วใช้ชีวิต สนุกสนานไปตามปกติ ลืมแล้วว่าเราหกล้มมา…ความตายก็คงเป็นเช่นนั้น

เรรถคว่ำ ร่างสูญสลายแต่วิญญาณเธอยังอยู่และยังมีชีวิต ถึงจะเป็นในอีกรูปแบบหนึ่งก็ตาม…รูปแบบที่ไม่มีร่าง กายอย่างเราไงคะ!

ดิฉันนึกขอบคุณเร-เพื่อนรัก การมาของเธอทำให้ดิฉันหายกลัวตายไปเยอะเลย วิญญาณยังอยู่จริงๆ นะคะ เราหมั่นทำความดีกันดีกว่า เชื่อว่าต้องมีผลกับเราในวันหนึ่งแน่นอน!

การพนันเมืองผีโหง

จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นใกล้ๆ เล่นเอาหวิดสะดุ้ง หันไปเห็นสาวผมยาวในชุดสีดำ แสงสลัวและวูบวาบจากจอทำให้เห็นใบหน้าสะสวยพอใช้ อายุมากกว่าผมนิดหน่อย กำลังนั่งข้างๆ พร้อมกับชะโงกหน้ามายิ้ม นัยน์ตาเป็น ประกาย…อดสงสัยไม่ได้ว่าเธอเข้ามาหาผมจากตรง ไหนกัน?

ขณะที่ผมกำลัง อึกอัก เธอก็ยิ้มมุมปาก เอื้อมมือมาวางบนโคนขาผมพลางบีบเบาๆ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาช้าๆ แล้วก็เอนศีรษะอิงไหล่ผมจนได้กลิ่นกรุ่นจากสาบสาว ทำให้ผมใจเต้นแรงกว่าเดิม

รู้อยู่เต็มอกว่าเธอเป็นผู้หญิงอย่างว่า มาคอยล่าเหยื่อในโรงหนัง พวกเพื่อนๆ เคยเล่าให้ฟังมาแล้ว ผมเคยเห็นก็จริง แต่ยังไม่เคยโดนจู่โจมจนถึงตัวอย่างนี้มาก่อนเลย

ด้วยความที่ไม่อยาก ให้เธอว่าตัวเองคือไก่อ่อน ทำให้ผมนั่งเฉยราวกับเจนจัดมามาก เธอชมว่าผมรูปหล่อ อยากมีแฟนหน้าตาอย่างนี้…ก่อนจะลงเอยว่าเราไปหาความสุขกันดีกว่า!

ผมทำเป็นใจกับภาพพิศวาสในจอ ถามยิ้มๆ ว่าไม่คิดเงินใช่มั้ย?

เธอทำท่าออเซาะ บอกว่าขอสองร้อยเอง ผมนิ่ง แต่ใจเต้นแรงยิ่งขึ้นเมื่อเธอใช้มือกระตุ้นอารมณ์ชายอย่างช่ำชอง

ใน ที่สุดเธอบอกว่าร้อยเดียวก็ได้ แล้วจัดการกับซิปกางเกงผม ผมรีบปัดมือเธอออก เธอพึมพำว่างั้นก็ไปห้องน้ำ แล้วออกเดินนำหน้าผมที่ลุกเดินตามไปอย่างว่าง่าย…ในตัวผมมีเงินอยู่ร้อย บาทเศษๆ เท่านั้นเอง

 

ตอนนั้นหนังเอ็กซ์หนังอาร์กำลังฮิต ค่าเช่าวิดีโอก็ปาเข้าไปม้วนละ 50 บาทในยุคแรกๆ เสาร์อาทิตย์ผมมักจะแวบไปดูหาประสบการณ์บ่อยๆ ยอมรับว่าใจยังไม่ถึงอย่างพวกเพื่อนๆ ที่เข้าไปดูทั้งชุดนักเรียนเลย กลัวสารวัตรนักเรียนจับได้อย่างจับเด็กโดดเรียนเล่นเน็ตในสมัยนี้…เดี๋ยว พ่อตีตาย!

วันนั้นสบโอกาส ผมก็ออกจากบ้านไปเดินเที่ยวห้างเมอร์รี่คิงส์ก่อน ดูนั่นดูนี่พอเพลินๆ ใจ พอราวบ่ายสองโมงก็มุ่งหน้าไปโรงหนังที่หมายตาไว้เมื่อวาน เป็นหนังฝรั่งทั้งสองเรื่องเลย

คนดูค่อนข้างบางตา อาจจะเป็นเพราะฉายมาหลายวันแล้วก็ได้ ผมเลือกที่นั่งห่างจากคนอื่นๆ จะได้ดูสบายๆ มีสมาธิเต็มที่

ก็เป็นหนังเรตอาร์ธรรมดา แต่ทำให้วัยรุ่นอย่างผมใจเต้นแรงได้เอาการ

ผมดูหนังบ้าง ดูคนอื่นๆ บ้าง ทุกคนดูคล้ายไม่สนใจนัก แต่บางคู่ก็มีกอดจูบและอาจจะลูบคลำกันบ้าง อันที่จริงผมก็เคยเห็นมาหลายครั้งแล้ว แต่ทำไมถึงใจเต้นผิดจังหวะทุกครั้งก็ไม่รู้ซีครับ?

“พี่ๆ มาคนเดียวเหรอ?”

 

ใจจริงอยากรู้มากกว่า ว่าเสียงเล่าลือที่ฟังมามากถึงเรื่องแบบนี้ในโรงหนังจะเป็นยังไง?

ในห้องน้ำชายมีกลิ่นไม่สะอาดเลย แต่ก็ไม่มีคนอื่นๆ เลยเช่นกัน!

“ขอเข้าส้วมแป๊บนึงนะพี่” เธอบอกยิ้มๆ เพิ่งสังเกตว่าเธอนุ่งกระโปรงสั้น สวมเสื้อยืดคอกลม รูปร่างเล็กบางแต่ก็สมส่วนพอใช้ ผมพยักหน้าส่งเดช แต่ใจเต้นระทึก คอยเหลียวมองว่าจะมีใครเข้ามาหรือเปล่า?

จะทำยังไง? ที่ไหน?

พักใหญ่ๆ แล้วเธอก็ยังไม่ออกมา คล้ายกับว่าจะหายสาบสูญเข้าไปในนั้นเลย กลิ่นสกปรกฉุนเฉียวแสบจมูก ขณะที่อากาศเย็นเฉียบกว่าเดิมจนขนลุกซ่า ยิ่งทำให้ผมกระสับกระส่ายมากขึ้น…กลัวว่าคนอื่นจะโผล่เข้าเมื่อไหร่ก็ไม่ รู้ ไม่ว่าจะมาคนเดียว หรือควงกันมาเป็นคู่อย่างผมกับเธอ…

เงียบกริบ ไม่มีสุ้มเสียงอะไรเลย!!

เธอเข้าห้องน้ำริมสุดด้านใน อีก 3-4 ห้องแง้มประตูไว้ ผมชักอึดอัดมากขึ้นเพราะต้องยืนรอแกร่วนานเกือบสิบนาทีแล้ว อดรนทนไม่ไหวเลยร้องถามเข้าไปว่า…เสร็จรึยัง ทำไมเข้าไปนานจัง เดี๋ยวไม่คอยแล้วนะ…

คำตอบคือความเงียบ ผมสุดจะทนแล้ว ตัดสินใจก้าวเข้าไปเคาะประตูเบาๆ แต่มันเปิดผลัวะเข้าไปบัดดล!

นรกเป็นพยาน! ในนั้นมีแต่ความว่างเปล่า ผมรู้สึกคล้ายโดนตีเข้าตรงแสกหน้าจังๆ ม่านตาพร่าพราย ร้องเฮ้ย…! ออกมาคำเดียวก็เผ่นออกจากห้องน้ำนรกจกเปรตนั่นราวกับลมพัด หัวใจเต้นระทึกเหมือนจะแตกทำลายไป

เด็กส่องไฟวิ่งมาที่หน้าประตู เราชนกันจังๆ เขาคว้าแขนผมไว้ได้ทันท่วงทีก่อนจะเสียหลักล้มลงไป แล้วร้องออกมาว่า… เอาอีกแล้วเรอะเนี่ย?

ผมเผ่นกลับบ้านตัวสั่น เข้าห้องปิดประตูยังใจเต้นโครมคราม มือตีนเย็น รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ คล้ายจะเป็นไข้…ประสาทกินจนหวาดระแวงห้องน้ำนอกบ้านทุกแห่ง มาตั้งเกือบปีกว่าจะหาย

ตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงวันนี้ยี่สิบกว่าปีแล้ว ผมยังไม่เคยเข้าโรงหนังชั้นสองอีกเลยครับ!

วิญญาณไม่ลืม

ข้าคิดถึงสมบัติพัสถานที่เคยมี เคยสะสมไว้ด้วยความรักใคร่ แต่ทั้งปวงนั้นข้าก็ได้แต่มองตาปริบๆ ไม่อาจสัมผัสแตะต้องได้เลย แม้แต่เพียงผิวเผินก็ตามที

พวกข้ายังอยู่ในโลกอันว้าเหว่ หงอยเหงาเปล่าเปลี่ยวสิ้นดี! โลกที่ไม่มีทั้งแสงอาทิตย์อบอุ่นยามเช้า แสงจันทร์สีเงินยวงยามค่ำคืน ไม่มีกลิ่นดอกไม้หอมระรื่นชื่นใจ ไม่มีเสียงเพลงขับขานให้เริงรื่นหรือร่ายรำไปตลอดกาลนาน..

เรายืนมองหน้ากันในสถานที่ค่อนข้างมืดทึบ..นึกกลัวนะคะ แต่ก็กล้ายืนสู้หน้าเขาเพราะรู้ว่าเป็นความฝัน ผิดกับบางคืนที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่พบเห็นเป็นเพียงความฝันเท่านั้น..พอดีชาย ชรายิ้มให้อย่างอ่อนโยน แว่วเสียงวู่หวิวมากระทบโสตประสาท

ดิฉันขอถ่ายทอดคำพูดมาสู่กันฟัง ดังนี้ค่ะ

ข้า เคยเป็นคนเหมือนพวกเจ้า เคยมีเลือดเนื้อ มีชีวิต มีหัวใจที่เต้นไม่หยุดหย่อน มีสุขมีทุกข์ มีเสียงหัวเราะเริงร่าและเสียงร่ำไห้ สะอึกสะอื้นคร่ำครวญเมื่อผิดหวังสาหัส ระทมขมขื่นสุดขีด มีเสียงโอดโอยเมื่อเจ็บปวดรวดร้าวถึงหัวใจ

กาลเวลา อ่านไป เกิดขึ้นแล้วก็ต้องตาย ไม่มีใครหลบหนีได้เลย..บ้างถูกเผา บ้างก็ถูกฝัง เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มีพื้นที่สำหรับดำรงอยู่ ไม่ว่ามนุษย์ พืชและสัตว์ก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย..สรรพสิ่งอุบัติขึ้น แล้วก็ต้องเสื่อมสลาย แตกดับไป!

น่าขันที่คนเป็นๆ ส่วนใหญ่ลืมพวกข้าหมดสิ้น ไม่เคยฉุกคิดว่าใครเคยอยู่ เคยใช้ชีวิตบนแผ่นดินนี้มาก่อน..ข้าไม่คิดว่าพวกข้าเคยมีตัวตนซะด้วยซ้ำ

หนัก กว่านั้นคือ หลายๆ คนเรียกพวกข้าว่าผี! ปีศาจ! อสุรกาย! ต่างๆ นานาตามใจชอบ มิหนำซ้ำยังทำท่าหวาดกลัวพวกข้า ขยะแขยงชิงชังข้า พยายามหาวิธีป้องกันตัวเองจากข้า จนถึงขับไล่ไสส่งข้าด้วยกลวิธีสารพัดอย่าง..อนิจจัง!

 

เขาว่าคนเราจะมีความสุขที่สุดก็คือเวลานอนหลับ เพราะจะได้ล่องลอยเข้าสู่โลกของตัวเอง มีอิสรเสรีต่อทุกสิ่งทุกอย่าง หมดปัญหายุ่งเหยิงและสับสนจิปาถะในชีวิตประจำวัน..ก้าวเข้าสู่โลกของความฝัน ที่ทุกคนได้รับสิทธิเสรีทัดเทียมกันทุกประการไม่ว่าคนยิ่งใหญ่หรือคนเล็ก น้อย มั่งมีศรีสุขหรือยากจนข้นแค้นปานใด!

บางครั้งในยามลืมตาขึ้น เคยอาลัยอาวรณ์ความฝันที่ประทับใจ จนสงสัยว่าถ้าเราตายไปแล้วจะได้ความฝันเหมือนตอนมีชีวิตหรือเปล่าหนอ?

สมัยรุ่นๆ ดิฉันเรียนไม่เก่ง มีปัญหาในห้องเรียนเสมอ..ขนาดอายุห้าสิบกว่าแล้วก็ยังฝันบ่อยๆ ว่านั่งเรียนหนังสือ ตื่นขึ้นมายังตกใจเป็นนาน นึกว่าต้องไปเรียนจริงๆ

เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง ดิฉันฝันเห็นผีผู้ชายตนหนึ่ง เป็นชายชราร่างสันทัด ผมขาวโพลน นัยน์ตาดำวาว เดี๋ยวดุร้าย เดี๋ยวเศร้าโศก..ในฝันรู้ดีว่าเขาไม่ใช่คน!ฉุกคิดมั่งไหมว่าข้าต้องทนทุกข์ทรมานปานใด เมื่อต้องคืนลมหายใจให้แก่โลก ร่างกายหยุดเคลื่อน ไหวโดยสิ้นเชิง! ข้ากลายเป็นศพ เป็นผี..

ซากที่ไม่มีใครต้องการถูกยัดใส่โลงแคบๆ ก่อนจะเผาหรือฝังทันใด

คิดหรือเปล่าว่าวิญญาณข้ายังอยู่ เดือดร้อน เจ็บปวดแสนสาหัสแค่ไหนเมื่อเปลวไฟเผาผลาญ โหมไหม้คึ่กๆ รอบตัวข้า? กลืนกินข้าจนเหลือแต่กระดูก เสียงแผดร้องโหยหวนล่ะ พวกเจ้ามีใครเคยได้ยินบ้างหรือเปล่า?

ข้าหวาดกลัวสุดขีดแค่ไหน ที่ถูกทิ้งให้นอนโดดเดี่ยวอยู่ในหลุมเปียกชื้น? สัตว์ใต้ดินและหมู่หนอนพากันคลานกระดิบๆ เข้ามากลุ้มรุม แทะกินเลือดเนื้อข้าด้วยความหิวโหยสุดขีดของพวกมัน!

ได้ยินไหม..เสียงร้องโอดโอยครวญครางของข้าน่ะ?

เฮอะ! พวกเจ้ายังพึมพำถึงพวกข้า กระซิบกระซาบ เหลียวซ้ายขวาด้วยความหวาดระแวง..ไอ้บ้างก็ขนลุกขนชันขณะที่ข้ายังทุรนทุรายอยู่ในกองไฟ!

ข้าไม่ใช่ฝุ่นละอองที่โปรยปรายอยู่ในแสงแดด ไม่ใช่สายลมที่พัดผ่านยอดไม้ ไม่ใช่สายฝนที่ตกพรำอยู่ในป่าหรือภูเขา แต่ข้ายังมีความรู้สึก มีจิตวิญญาณ โหยหาอาวรณ์ถึงชีวิตที่มีเลือดเนื้อ มองเห็นและจับต้องได้ ไม่ใช่กลายเป็นอากาศธาตุหรือความว่างเปล่าอย่างที่พวกเจ้าหลายๆ คนเข้าใจ

ข้านึกถึงคนที่เคยสนิทสนม คนที่รักและชิงชังอยู่เสมอมา..

 

มีแต่เสียงสะอื้นและหยาดน้ำตาไหลรินเงียบเชียบ ตกต้องสู่ความว่างเปล่าอันเป็นนิรันดร์! โปรดเถิดมนุษย์ทั้งหลาย อย่าได้เกลียดกลัวข้าอีกเลย วันหนึ่ง..ไม่ช้าก็เร็วพวกเจ้าทุกผู้ทุกคน ทุกรูปทุกนาม ก็ต้องมาอยู่ในโลกเดียวกับข้าอย่างแน่นอน!

พลังแห่งซาตาน

 

ก้อนหน้านั้นหลายปี ผมเคยให้หมอตรวจกระเพาะด้วยการ “กลืนแป้ง” เอกซเรย์มาก่อนแล้ว แต่ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ…แพทย์ชื่อหมออรุณบอกว่าการตรวจลำไส้ใหญ่จะใช้วิธี นั้นไม่ได้ ต้อง “ส่องกล้อง” อย่างเดียวเท่านั้น

ยอมรับว่าหวาดเสียวมากๆ แต่หมออรุณก็บอกให้สบายใจว่าไม่ได้น่ากลัวหรอกเพราะจะ “ดมยา” ให้หลับสบาย ไม่เกินหนึ่งชั่วโมงก็เรียบร้อยหมดทุกอย่าง

ภรรยาจะมาเฝ้าไข้แต่ผมบอกว่าไม่เป็นไร อยู่บ้านกับลูกๆ เถอะ รุ่งขึ้นตอนเย็นค่อยพาลูกแวะมาก็ได้…คืนนั้นพยาบาลก็เอาน้ำโถใหญ่มาให้ ดื่ม เพื่อขับถ่ายกากอาหารออกไปให้หมด รุ่งขึ้นแพทย์จะได้ส่องกล้องดูลำไส้ใหญ่ได้อย่างปลอดโปร่ง ทัศนวิสัยดี ว่างั้นเถอะ!

ก่อนจะดื่มยาระบายครั้งมโหฬารในชีวิต เพื่อนฝูง 2-3 คนก็แวะมาเยี่ยม แถมหอบเบียร์มาหลายกระป๋อง อีกด้วย ผมก็…เลยตามเลย เดี๋ยวก็ต้องกินยาระบายอยู่ดี นี่นา

เพื่อนๆ กลับไปราวสามทุ่ม ผมต้องเข้าห้องน้ำเกือบสิบครั้ง ก่อนจะหลับผล็อยไปอย่างอ่อนเพลียสุดๆ

รุ่งขึ้น ผมก็ถูกเข็นขึ้นเขียง เอ๊ย! เข้าห้องผ่าตัด…เหลือบเห็นสายยางยาวเป็นวาก็แทบจะสลบไปก่อนจะ “ดมยา” ซะด้วยซ้ำ

ครั้นฟื้นขึ้นมาก็ได้ข่าวดีว่าปลอดภัย ไม่มีเนื้อร้ายอะไรงอกงามขึ้นเป็นส่วนเกิน ผมถามว่าเมื่อไหร่ต้องมาส่องกล้องกันอีก? หมออรุณก็หัวเราะอารมณ์ดี บอกว่าถ้าจะเป็นก็อีกนานมาก…อาจจะตายไปก่อนก็ได้!

เฮ้อ…โล่งอกไปที! ภรรยาพาลูกมาเยี่ยมตอนเย็น เพื่อนชุดใหม่โทรศัพท์มาถามข่าวล่วงหน้า ตกค่ำก็หอบเบียร์มาเกือบโหล…ต้องฉลองข่าวดีกันหน่อย พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้ว

จนกระทั่งกลางดึกคืนนั้นเอง!

…ภาพของเพื่อนคู่นั้นค่อยๆ เดินถอยห่างออกไป เลือนรางจางหายไปในแสงไฟเยือกเย็น ผมสะบัดหน้าร้องเฮ้ยๆ อะไรกันวะ? เราคงตาฝาดไปเองแน่ๆ แต่เสียงผมคงดังไปถึงข้างนอก เพราะพยาบาลสาวหุ่นดีคนหนึ่งเดินสวนทางกับผู้ไร้ร่างกายที่หน้าประตูห้องน้ำ เข้ามาทันที

เธอบอกให้ผมนอนพักได้แล้ว ก่อนจะปิดไฟตามเดิม และแล้ว…ร่างสูงระหงที่มีหน้าอกกับสะโพกโดดเด่นก็เดินกลับไปตามเดิม… ละลายหายไปในอากาศธาตุใต้แสงไฟใกล้ๆ ประตูนั่นเอง

ผมหลับตา ความรู้สึกทั้งปวงดับวูบลง…

เมื่อ รู้สึกตัวตอนเช้าก็เห็นหมออรุณเข้ามายิ้มแฉ่งอยู่ข้างๆ เตียง…พยาบาลสาวอวบท้วมผู้หนึ่งยืนเยื้องอยู่ด้านหลัง…ไม่ใช่คนเมื่อคืน แน่นอน ผมอาจจะเมาเบียร์ก็เป็นได้ แต่ภาพที่เห็นคืนนั้นนึกแล้วขนหัวลุกทุกทีเลยครับ!

ผมปิดทีวี ปิดไฟหัวเตียง รูดม่านหนาทึบเรียบร้อย มีแต่แสงไฟหน้าห้องน้ำ ผมนึกถึงญาติสนิทมิตรสหายที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยโรคภัยไข้เจ็บบ้าง ด้วยอุบัติเหตุบ้าง…ทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องตายทั้งนั้น แต่ไม่ว่าใครๆ ก็ล้วนแต่กลัวตาย ไม่อยากตาย…อย่างผมนี่ไง

“รณจักร” เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากคืนหนึ่งในโรงพยาบาล

ผมประสบ กับเรื่องราวน่าขนลุกขนพองเมื่อราว 5-6 ปีก่อน สาเหตุจากระบบขับถ่ายไม่น่าไว้ใจ ต้องไปนอนโรงพยาบาลแถวสุขุมวิทนี่เองเพื่อตรวจร่างกายเป็นเวลา 2 คืน

ตอน นั้นผมอายุ 40 ปลาย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางเดินอาหารที่รู้จักมักคุ้นกันมาราว 3-4 ปี พูดอ้อมๆ ว่าน่าจะตรวจลำไส้ใหญ่ให้แน่นอนว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า? จะมีก้อนเนื้อหรือไม่?

ถ้าพูดกันตรงๆ ก็สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งน่ะแหละครับ!

ใจหายวูบ นึกถึงเพื่อนรุ่นน้องที่ตายเมื่ออายุแค่ 40 ต้นๆ เท่านั้นเอง

เพื่อนชุดใหม่โผล่เข้ามาสองคน หิ้วเบียร์กระป๋องมาฝากเหมือนรายก่อนๆ แถมบอกว่าขืนเอาเบียร์ขวดมาเยี่ยม ก็ต้องแอบๆ ไปขอที่เปิดฝาจากแม่บ้าน…จำได้ไหม?

ผมเปิดไฟกลางห้อง ลุกขึ้นมานั่งซดเบียร์กับเพื่อน…ถึงจะขัดเขินนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ก็ผมไม่ใช่คนไข้นี่นา เพื่อนก็บอกว่าซดเบียร์เย็นๆ ซักสองกระป๋อง เดี๋ยวก็หลับสบายแล้ว! พวกเราขอลาไปก่อน…

หน้าผมชาเห่อ ขนลุกซ่าไปทั้งตัว ร้องว่า…อะไรนะ? เฮ้ย! นี่พวกลื้อ…แล้วสุ้มเสียงแหบแห้งก็ขาดหายไปในลำคอ แผ่นหลังเย็นวาบเหมือนถูกนาบด้วยก้อนน้ำแข็ง อ้าปากค้าง เบิกตาโพลง ตัวแข็งทื่ออยู่กับที่บัดดล

เพื่อนสองคนที่มาเยี่ยมผมเป็นรายล่าสุดน่ะ ตายไปแล้วทั้งสองคน จากอุบัติเหตุรถชนกัน กับตายเพราะ มะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่ออายุ 40 ต้นๆ นั่นปะไร!

 

วิญญาณนรกมาเยือน

พูดถึง “ผีอำ” นี่ผมว่าทุกคนคงเคยโดนมาแล้วทั้งนั้น อธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ว่าเรานอนทับเส้น เลือดลมเดินไม่สะดวกเลยเกิดอาการคล้ายอัมพาตชั่วคราว บวกกับอาการสะลึมสะลือ อยากตื่นแต่ขยับตัวไม่ได้ ลุกไม่ขึ้น และตกอยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น คราวนี้พอมองเห็นอะไรอย่าง เงา หรือเสื้อผ้าที่แขวนอยู่มืดๆ จิตก็เอาไปจินตนาการเห็นเป็นผีเป็นสางไป…พูดง่ายๆ ว่าประสาทหลอนนั่นเอง

สยอง ยิ่งกว่านั้น คือความหนาวเหน็บจับใจ แทงเข้าไปถึงกระดูกดำทั้งร่าง หนาวอย่างบอกไม่ถูก คล้ายกับความอบอุ่นแห่งชีวิตทั้งหมดถูกสูบออกไปอย่างฉับพลัน

ทันใด นั้น ผมมองเห็นร่างที่น่ากลัวที่สุดร่างหนึ่งนั่งอยู่บนเตียง ที่แม่กับป้ากำลังคุยกันอยู่…มันก้มลงมองผม ใบหน้ามีแต่เนื้อแห้งๆ ติดกระดูกเป็นหย่อมๆ ตากลวงโบ๋ จมูกโหว่ และปากก็น่าเกลียดน่ากลัวเหลือเกิน…

มันมีปากครับ แต่แห้งและร่นขึ้นไปจนฟันยื่นออกมา ผมเผ้าของมันเกรอะกรังรุงรัง และนั่น…รอบคอของมันมีเชือกเปื้อนเลือดเปื้อนน้ำเหลืองรัดอยู่แน่น มันครางเสียงแหบๆ และก้มลงมาเรื่อยๆ จนห่างจากหน้าผมแค่คืบ กลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งแทบสำลัก มือสองข้างของมันยืดออกมายึดแขนผมไว้แน่นจนผมเจ็บ….

รู้สึกว่าตัว เองอยู่ในอีกมิติหนึ่ง ทั้งๆ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องยังชัดเจนราวกับผมไม่ได้หลับ…แม่กับป้าคุยกัน พี่เอ้กับอั๋นทำท่าง่วง แล้วลงมานอนข้างผม

 

น่ากลัวอยู่เหมือนกัน แต่มันไม่ใช่ผี! เวลาใครมาเล่าเรื่องผีอำ ผมก็ฟังไปงั้นๆ เพราะไม่คิดว่าเป็นผีเป็นสางซักนิดเดียว

จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นกับตัวผมเมื่อต้นปีนี้เอง!

ผมไปค้างบ้านคุณป้าที่นครสวรรค์ ตอนนั้นเราไปทำบุญกัน มีผม แม่ พี่สาวและน้องชาย เรานอนรวมกันในห้องของคุณป้า ส่วนลุงเขยซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เสียสละย้ายไปนอนห้องรับแขก

จริงๆ แล้วบ้านนี้เป็นบ้านเช่าครับ คุณป้ากับคุณลุงเป็นคนกรุงเทพฯ แต่เมื่อมาทำงานที่นี่ก็เลยหาบ้านที่อยู่สะดวกสบายอยู่กันสองคนตายาย เพราะลูกสาวยังเรียนอยู่อเมริกา

คืนนั้นผมปูที่นอนลงกับพื้นข้างเตียง วางเรียงไปสามที่คือผมกับพี่สาวและน้องชาย ส่วนคุณป้ากับแม่นอนบนเตียง

ดึกมากแล้วครับ..สองยามกว่าเห็นจะได้ แม่ยังคุยกับคุณป้าโดยมีพี่เอ้และน้องอั๋นนั่งร่วมวงด้วย ส่วนผมนอนฟังเขาคุยกัน รู้สึกเหมือนจะไม่สบายยังไงไม่รู้ อาจเป็นเพราะนั่งรถไฟมาตั้งห้าชั่วโมงกว่า แล้วยังมาช่วยคุณป้าซื้อของทำบุญสำหรับพรุ่งนี้อีก

ผมรู้สึกง่วงงุนอย่างประหลาด จำได้ว่าตัวเองนอนหงาย มือขวาวางบนอก และทันทีที่หลับตาก็รู้สึกเหมือนมีแรงแม่เหล็กดึงจิตใจผมให้ดิ่งลง…ดิ่ง ลง…

ผมไม่เคยเป็นแบบนี้เลยครับ ก็เลยพยายามดิ้นรนและลืมตาขึ้น ทุกอย่างในห้องยังปกติ…เสียงแม่กับคุณป้าคุยกัน สลับกับเสียงหัวเราะของพี่เอ้กับน้องอั๋น ผมถอนใจแล้วหลับตาลงอีก…ความรู้สึกเดิมก็กลับมา! มันน่ากลัวจริงๆ เหมือนมีอะไรฉุดดึงให้เราดิ่งลิ่วๆ ลงไปในหุบเหวที่มืดมน…

คราวนี้ผมไม่สามารถช่วยให้ตัวเองหลุดพ้นจากมัน ได้เลย!

“อ๊อด” เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากผีอำ

ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบฟัง เรื่องผีมาก ฟังแล้วก็กลัวจนอยู่คนเดียวไม่ได้ จนตอนนี้อายุ 20 ปีแล้วก็ยังเหมือนเดิมครับ แต่ผมไม่เชื่อเรื่องผีอำ นอกจากจะคิดไปเองเท่านั้น

 

ด้วยเรี่ยวแรงที่เหลือเพียงน้อยนิด ผมร้องออกมาและเห็นพี่เอ้ชะงักจากการปัดหมอนปัดที่นอน เธอมองผมแล้วหัวเราะ คล้ายขำว่าผมนอนกัดฟัน นอนละเมอ! โธ่เอ๋ย…ผมกำลังจะขาดใจตายอยู่แล้ว!

ขอนิดเดียว…ขอให้เธอจับตัวผมเขย่า…

คำภาวนาของผมได้ผล!

พี่เอ้จับแขนผมเขย่าเบาๆ เท่านั้นละครับ ผมตื่นขึ้นมาเต็มที่ ผีร้ายหายไป แต่ผมยังเจ็บแขนไม่หายเลย…เจ็บทั้งสองข้าง! ผมร้องว่าถูกผีอำ ผีหลอกเกือบตาย…

ปรากฏว่าบ้านที่คุณป้ามาเช่านี้ ชาวบ้านเขาลือกันว่าเป็นบ้านผีสิง เพราะเจ้าของบ้านผูกคอตายอยู่เดียวดาย กว่าจะมีคนมาพบศพก็เป็นเดือนแน่ะครับ

คุณลุงคุณป้าไม่กลัวผี ส่วนผีตนนั้นก็ไม่มาหลอกท่าน เพิ่งจะมาโดนแจ๊กพอตที่ผมนี่แหละ ผู้ใหญ่บอกว่าเขาคงมาขอส่วนบุญน่ะ

ผมเชื่อว่างานนี้ผีมาจริงๆ ก็เพราะผมไม่เคย รู้เรื่องคนผูกคอตายมาก่อนเลย แต่สิ่งที่ผม เจอน่ะมันตรงกับข้อมูลประวัติของบ้านนี้อย่างน่าขนลุกครับ!

เจอฉันเมื่อเป็นผี

เวลาผ่านไปเกือบเดือน มีอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นหลายราย ชาวบ้านแทบจะลืมเหตุการณ์สยองขวัญนั้นไปเกือบหมด แต่ดิฉันยังจำได้ว่าคนขับมอเตอร์ไซค์คันนั้นชื่อนายชิต บ้านอยู่แถวตลาดใกล้ๆ กันกับตาอั้น-เด็กน้อยที่ต้องมาตายก่อนวัยอันสมควร

ดิฉัน ยังออกไปนั่งเล่นกับหลานชายที่ระเบียงบ้านเสมอ ไม่ทราบมีอะไรมาดลใจให้นึกถึงนายชิตกับตาอั้นผู้ล่วงลับไปแล้ว วันเกิดเหตุ กำลังนั่งคุยกันเพลินๆ เสียงมอเตอร์ไซค์พลันดังกระหึ่มมาจากก้นซอย…

ดิฉัน หันไปมองก็เห็นเสื้อกั๊กสีเขียวของรถรับจ้าง แต่เมื่อหันไปทางขวาก็ต้องอ้าปากค้าง เมื่อเห็นเด็กชายคนหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาวิ่งออกมาจากซอยเล็กเร็วจี๋…

คุณพระช่วย! ภาพสโลว์โมชั่นแสนสยองอุบัติขึ้นมาอีกแล้วค่ะ!

มอเตอร์ไซค์คันนั้น…นรกเป็นพยาน! คนขับคือนายชิต…ส่วนเด็กชายก็คือตาอั้น! ทั้งสองคล้ายจะนัดพบกันตรงจุดเดิม

มอเตอร์ไซค์ทั้งส่วนตัวและรับจ้างแล่นกระหึ่ม ส่วนมากมักจะระมัดระวังอันตรายกันพอสมควร…เสียแต่ไม่ค่อยชอบสวมหมวกนิรภัยกันเสียเลย!

ขนาดออกถนนใหญ่ยังไม่สวมเลยค่ะ เห็นแล้ว เสียวไส้แทน ตำรวจก็ไม่สนใจจับกุม หรือว่ากล่าว ตักเตือนหรอก รู้ทั้งรู้ว่าอันตรายเหลือเกิน ถ้าสวม หมวกกันน็อกจะช่วยได้มากเชียว

เพราะเหตุนี้เอง เรื่องสยองขวัญจึงอุบัติขึ้นต่อหน้าต่อตาดิฉันเอง!

วันเกิดเหตุเป็นบ่ายวันอาทิตย์ ดิฉันไปนั่งที่ม้ายาวริมระเบียงกับหลานชาย มองดูรถรา และผู้คนที่เดินเข้าออกไม่ขาดระยะ ร้านเสริมสวยมีลูกค้าหนาตาเป็นพิเศษ เพราะมาสระผม ไดร์ผมสำหรับไปทำงานในวันรุ่งขึ้น

เสียงมอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่มจนไม่น่าใส่ใจ แต่แล้วคล้ายมีลางสังหรณ์บางอย่าง ทำให้ดิฉันหันไปมองทางก้นซอยโดยไม่ได้ตั้งใจ

รถเครื่องสีแดงเลือดนกกำลังแล่นลิ่วออกมา คนขับไม่ได้สวมหมวกนิรภัยตามเคย! เสื้อวินสีเขียวทำให้รู้ว่าเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง…มีการเคลื่อนไหวทางขวา มือ ดิฉันหันขวับไปมองก็ต้องชาวาบไปทั้งตัวบัดดล

เด็กชายวัยสิบขวบกำลังวิ่งออกมาจากซอยเล็กพอดี!

ตาอั้น…แม่ของแกกำลังรอคิวทำผมอยู่ในร้าน…มอเตอร์ไซค์กับเด็กชายกำลังจะ พบกันตรงหัวมุมตึกแถว แต่ต่างฝ่ายต่างก็มองไม่เห็นกันหรอกค่ะ…เหมือนภาพ สโลว์โมชั่นน่าสยดสยองสิ้นดี

รถสีแดงพุ่งเข้าชนเด็กชายเสียงโครม!

ฝั่งข้ามเป็นตึกแถวเรียงราย มีซอยคั่นทุกหลังขนาดรถแล่นเข้าได้ก็มี เป็นทางเดินแคบๆ ก็มี ตึกแถวมีทั้งเรียงรายราว 5-6 ห้อง กับมีแค่ 2 ห้องที่ทะลุถึงกัน แต่ทุกวันนี้เป็นตึกร้างไปแล้ว

มองจากระเบียงบ้าน ดิฉันไป คือตึกแถว 5 ห้องที่เปิดเป็นร้านอาหาร ร้านขายของชำ อีก 2 ห้องริมซอยเล็กๆ เป็นที่อยู่อาศัย มีรถราขวักไขว่ตอนกลางวัน ผู้คนก็เดินเข้าออกหนาตา บางคนเงยขึ้นมาร้องทักทาย บางคนดิฉันก็ทักลงไป ล้วนแต่คุ้นๆ หน้ากันทั้งนั้นค่ะ

ทั้งรถทั้งคนกระเด็นลงไปกลิ้งบนถนน ตามด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนเข้าไปถึงหัวใจ ผู้คนวิ่งถลาออกมามุงดู ดิฉันเองก็ลุกพรวดพราดขึ้นไปเกาะลูกกรงระเบียงมอง ลงไป เห็นแต่หัวดำๆ กับเสียงพูดเซ็งแซ่…เลือดแดงฉานไหลนองอยู่บนพื้นถนนจนดิฉันรู้สึกปวดมวนใน ช่องท้อง ภาพต่างๆ พร่าเลือนไปชั่วขณะ

ตั้งแต่เกิดมา ดิฉันไม่เคยเห็นภาพสุดสยองแบบนี้มาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว!

ทรุดร่างลงนั่งแปะตามเดิม เสียงหลานชายซักถามอะไรดังแว่วๆ รู้สึกหัวใจเต้นแรง แทบกระทบโพรงอก มือเท้าเย็นชืดไปหมด…ได้ข่าวว่าเด็กชายสลบคาที่ คนขับมอเตอร์ไซค์ศีรษะแตก ดูเหมือนแหลกยับเยิน เพราะไม่ได้สวมหมวกนิรภัย

ไปตายที่โรงพยาบาลทั้งคู่เลยค่ะ!

ดิฉันได้ยินเสียงโครมสนั่น ร่างตาอั้นกระเด็นไปพร้อมๆ กับรถนายชิตล้มคว่ำ ดิฉันลุกพรวดพราดขึ้นไปคุกเข่าเกาะลูกกรงระเบียง จ้องมองด้วยหัวใจเต้นระทึกแทบจะแตกสลายไป

ไม่มีเสียงหวีดร้อง…ไม่มีใครมามุงดูเหมือนคราวนั้น! รถราและผู้คนยังขวักไขว่ไปมาตามปกติ ดิฉันขยี้ตาแล้วจ้องมองอีกครั้งก็ไม่เห็นภาพสยองอะไรเลย ชั่วขณะหนึ่ง ดิฉันคิดว่าตัวเองคงหมกมุ่นจนตาฝาดไปเองแน่ๆ

หรือไม่ก็พลัดหลงเข้าไปในแดนสนธยาไม่รู้เนื้อรู้ตัว แต่ก็เล่นเอาขนหัวลุกไปเลยค่ะ!

ผีทำนายไพ่บาคาร่า

นี่มันเกิดบ้าบอคอแตกอะไรขึ้นมาบาคาร่าบนมือถือ? ผมหันไปเห็นกล่องผ้าดำนั่นเลยเอื้อมมือไปหยิบมาเปิดออกดู ข้างในเป็นกล่องกระดาษ มีไข่เป็ดหนึ่งฟอง ดูๆ แล้วก็ไม่เห็นจะน่ามีพิษสงอะไร

ตัดสินใจไปลองสตาร์ตรถดูใหม่ อ๊ะ…คราวนี้ติดปร๋อ แต่ปัญหาคาใจยังไม่หายเลยตีรถกลับไปบริเวณที่รกร้างซึ่งผมรับตาลุงหน้าตาดุ ดันนั่นขึ้นมา…จอดรถแล้วใช้ผ้าดำห่อกล่องใส่ไข่ไว้ตามเดิม เดินสวบๆ ไปถึงต้นไม้ร่มครึ้ม ขยะเกลื่อน ก่อนจะวางห่อไข่นั่นไว้แล้วหันหลังกลับทันที

สงสัยจะเป็นไข่ไสยศาสตร์ของหมอแขกเรืองอาคม ลืมที่ไหนไม่ลืม ดันมาลืมทิ้งไว้ในรถผมเฉยเลย แต่ก็ทำให้ผมขนหัวลุกละครับ! บรื๋ออออ.

เรื่องราวสยดสยอง น่าขนลุกขนพองต่างๆ นานาที่ผมเคยดูหนัง อ่านหนังสือ รวมทั้งที่เขาเล่าให้ฟัง รับรองว่าไม่ได้กระผีกของเรื่องแปลกประหลาดที่ผมเคยพบเมื่อ 2-3 ปีก่อน เพราะมันแสนมหัศจรรย์ รวมทั้งทำให้ขนพองสยองเกล้าอีกต่างหาก!

ผมเป็นคนขับแท็กซี่อาชีพครับ

โถ…อย่าไปพูดถึงมีรถเป็นของตัวเองให้ช้ำใจดีกว่า วันๆ ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งไม่ต่ำกว่าสิบชั่วโมงก็เพื่อหาเงินไปประเคนให้ เถ้าแก่กับค่าแก๊ส วันไหนเหลือ 400-500 บาทก็ถือว่าโชคดีแล้ว

เส้นทางที่ถนัดถนี่ก็ต้องเจริญกรุง เยาวราช พระรามสี่ อย่างดีก็สุขุมวิทต้นๆ เพราะบ้านพักอยู่แถวหัวลำโพง ผมขับกะค่ำราว 4-5 โมงเย็น ตีรวดไปตี 2 ตี 3 เลยครับ

หัวค่ำวันเกิดเหตุผมรับบาคาร่าอาซิ้มมาจากสวนกวางตุ้ง จุดหมายคือปากซอยนานาใต้ฝั่งพระรามสี่…พออาซิ้มลงปุ๊บ ผมออกรถได้ไม่นาน คุณลุงวัยห้าสิบเศษ ผิวคล้ำ หน้าตาดุเอาการ แถมไว้หนวดเฟิ้ม นุ่งโสร่งสวมเสื้อดำแบะอกเห็นเสื้อยืดสีคล้ำก็โบกให้จอด เปิดประตูรถขึ้นมาได้บอกสั้นๆ

“ไปคลองเตย แถวคลองไผ่สิงโต” เสียงแกดุดันพิลึก “เหยียบเลยโว้ยไอ้น้อง!”

จำได้ว่าตอนนั้นค่ำวันอาทิตย์ รถราไม่ถึงกับคับคั่งนัก…ชำเลืองดูกระจกหลังเห็นแกนั่งชิดซ้าย วางกล่องผูกผ้าดำไว้บนเบาะด้านขวา หน้าตาท่าทางไม่มีอารมณ์ที่จะพูดคุยใดๆ ทั้งสิ้น

อ้อ! ลืมบอกไปว่าผมรับแกมาจากริมทางเปลี่ยวรกร้าง มีห้องแถวโย้เย้จวนพัง ศาลเจ้าเก่าแก่ใกล้สิ้นสภาพ ขยะเกลื่อนกลาดไปหมด ทั้งที่เป็นย่านเจริญแท้ๆ ท่าทางบอกว่าคงจะโดนไล่ที่หรือเวนคืนอะไรประมาณนี้แหละครับ

ไม่ช้าก็ผ่านคลองเตย ด้านซ้ายเป็นถนนใหญ่โอ่อ่า แหม…ไหนจะเป็นที่ตั้งบริษัทหลักทรัพย์กับศูนย์การประชุมแห่งชาติ สิริกิติ์…ผมผ่านคลองเตยที่มีรถหนาตาหน่อย ตาลุงที่คงเป็นมุสลิมหันขวับไปมองทางซ้ายแล้วร้องเอะอะ…จอดๆ โว้ย!

ท่าทางเหมือนแกเจอคนรู้จักหรือจุดหมายก็ไม่ทราบ ผมรีบเบรกรถเกือบพร้อมๆ กับที่แกส่งใบละร้อยให้แล้วพูดเร็วปรื๋อ…ไม่ต้องทอนว่ะ! ก่อนจะผลักประตูผลุนผลันลงไป

ผมหาทางกลับรถแล้วตีกลับทางเก่าอันคุ้นเคย…ก่อนจะถึงจุดที่รับแกขึ้นมาก็ บังเอิญเหลือบดูทางกระจกหลัง…อ้าว? อารามรีบร้อนทำให้ตาลุงลืมกล่องผ้าดำไว้บนรถผมเฉยเลย!

แทบจะฉับพลันทันใดนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์ก็สำลักแพร่ดๆ เบนหัวไปจอดสนิท…อะไรกันวะ? ผมคำราม ลองสตาร์ตเครื่องใหม่อีก 2-3 ครั้งก็ไร้ผล เล่นเอาหัวเสียผลักประตูออกมาเตะข้างรถระบายอารมณ์

รถคันอื่นๆ วิ่งแซงไปไม่แยแส ผมเองก็งูๆ ปลาๆ เต็มทีเรื่องเครื่องยนต์ พอดีมีแท็กซี่คันหนึ่งมาจอดข้างหน้าแล้วลงมาถามไถ่ ผมก็บอกไปตามตรงว่าขับมาดีๆ เสือกเครื่องพังซะงั้น!

หมอนั่นอายุรุ่นพี่นิดหน่อย รูปร่างล่ำสันบึกบึนจัดการเปิดท้ายรถ หยิบเชือกเส้นใหญ่มาโยงรถผมแล้วขึ้นไป สตาร์ตรถ ผมเองก็ขึ้นนั่งประจำที่…เสียงเครื่องยนต์คันหน้าดังกระหึ่ม…

นรกเป็นพยาน! จู่ๆ ไฟท้ายรถนั่นก็ลุกพึ่บขึ้นดื้อๆ

ผมด่าขรม เราเผ่นจากรถลงมาพร้อมๆ กัน ผมคว้าถังดับเพลิงที่ติดรถมาช่วยฉีดไฟอยู่ครู่หนึ่ง…เชือกขาดร่องแร่ง คนมีน้ำใจหน้าขาวซีดก่อนจะเผ่นขึ้นรถแล้วตะบึงไปชนิดไม่เหลียวหลัง!

บ้าชะมัด! ไม่รู้ว่าเกิดนรกจกเปรตอะไรขึ้น? จนกระทั่งตุ๊กตุ๊กคันหนึ่งแถวนั้นมาถามไถ่อย่างมีน้ำใจ ผมก็เล่าแต่ว่ารถเสีย เขาจัดการล่ามเชือกแล้วสตาร์ตเครื่อง! คุณพระช่วย…

อะไรกันนั่น…เขาหันขวับมามองรถผม อ้าปากค้าง นัยน์ตาเหลือกลาน แผดร้องโหวกโหวยเหมือนเห็นอะไรน่าเกลียดน่ากลัวสุดขีด ก่อนจะตะบึงรถไม่คิดชีวิตจนเชือกหลุด…หายลับไปกับแสงไฟยามราตรีอีกราย

คราวนี้ผมเข่าอ่อน เปิดประตูนั่งแหมะอย่างสิ้นเรี่ยวแรง

รถเสีย ไฟไหม้ ตุ๊กตุ๊ก หันมาเห็นอะไรหน้ารถผมแล้วร้องจ้าสุดเสียง!

 

วิธีสู้ผีพนันออนไลน์

เวลาออกไปสอนหนังสือก็มีแต่กุญแจเฝ้าบ้าน โชคดีที่ฝากฝังเพื่อนบ้านช่วยดูแลให้ แม้ว่าเราจะไม่มีสมบัติพัสถานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ตามแต่จู่ๆ ก็เกิดเรื่องสยดสยองขึ้นในตอนกลางดึกนั่นเอง!

คืน แรกดิฉันไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยเลย รู้สึกกึ่งฝัน กึ่งจริงว่าได้ยินเสียงใครปล้ำกันอึกอัก หอบหายใจแรง ห้องนอนสะท้านสะเทือนนิดๆ แต่แล้วสรรพสิ่งก็ค่อยจางหายไป…อาจเป็นเพราะความง่วงงุนที่ทำให้ฝืนความ รู้สึกไม่ไหวก็เป็นได้…แต่พอรุ่งเช้าถึงได้พบกับสาเหตุแท้จริง!นั่น คือพิสมัยนอนคว่ำหน้าสะอึกสะอื้นอยู่บนเตียง เล่นเอาดิฉันตกใจ วิ่งไปเขย่าตัวแรงๆ จนเธอพลิกหน้ามา…คุณพระช่วย! หน้าตาแดงช้ำราวกับถูกทุบตีทารุณ เสื้อแสงก็ขาดกระเจิงจนเห็นก้อนเนื้อขาวๆ บางส่วน พิสมัยร้องร่ำอีกครั้งก่อนจะคว้าผ้าห่มมาคลุมร่าง ร้องไห้โฮ…

ดิฉันสับสนไปหมด ใจเต้นแรง ถามซ้ำๆ ซากๆ ว่า…เธอเป็นอะไร? เกิดอะไรขึ้น?ในที่สุด เพื่อนสาวก็เช็ดน้ำตาจนแห้งแล้วหลุดปากว่า…ไอ้ผีนรกมันมาข่มขืนฉันน่ะซี!ส่วนดิฉันเป็นคนปทุมธานีนี่เอง รูปร่างหน้าตาพื้นๆ แต่เราก็รักใคร่กันมากที่สุด ตอนเช้าก็ขึ้นรถศิริมิตรไปสอนหนังสือที่โรงเรียนเดียวกันแถวบางซ่อน ตอนเย็นก็กลับมาหาอาหารกินก่อนเข้าห้องพัก ส่วนมากจะหนีไม่พ้นจากหน้าโรงหนังบางกระบือเธียเตอร์

พวกวัยรุ่นชอบเรียกกันอย่างคะนองปากว่า”คาสิโนออนไลน์เฉลิมบือ”เรานอนในห้องชั้นล่างซึ่งค่อนข้างกว้างและติดกับห้องน้ำ ฉันนอนเตียงเล็กๆ ข้างฝาถัดไปด้านในเป็นเตียงพิสมัย สมัยนั้นราวสองทุ่มเศษก็ดูเงียบเชียบไปเกือบ หมดแล้ว มีแสงไฟฟ้าข้างทางส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาเพียงสลัวๆ เท่านั้น

ตอนมาอยู่ใหม่ๆ ฉันใจคอไม่ค่อยดีเหมือนกันเพราะกลัวทั้งผีทั้งคน!เรื่องผีพอจะอุ่นใจที่แม่ให้ยันต์หลวงพ่อศรีเทพจากวัดเทพนารีบางพลัดมาคุ้ม ครองgclub แต่เรื่องคนต้องคอยระวังตัวเอาเอง เพราะซอยองครักษ์ตอนนั้นยังมีบ้านเรือนไม่กี่สิบหลัง สุดซอยเป็นสวนลึกที่ได้ข่าวว่ามีพวกติดยามาซ่องสุมสูบเฮโรอีน หรือเรียกว่า”ไอระเหย” ตั้งฉายาว่า”สิงห์แค็ป”

ฉันอ้าปากค้าง พิสมัยก็พยุงกายขึ้นมาเสยผม นัยน์ตาแดงช้ำ เล่าว่า…ขณะที่เธอหลับสนิทก็ต้องตกใจตื่นเมื่อมีร่างดำทะมึน เหม็นสาบเหม็นสางกำลังโถมเข้ากอดรัดปลุกปล้ำ ทั้งจูบไปทั่วหน้าและทรวงอก คลึงคลำขยำขยี้ไม่ปรานี ปราศรัยจนเธอหวีดร้องด้วยความเจ็บปวดแทบขาดใจ

เดนนรกตนนั้นยิ่งหอบหายใจหนักหน่วง คำรามฮึ่มฮั่ม อย่างสะใจ มือหยาบหนาอุดปากไว้ อีกข้างหนึ่งฉีกกระชากผ้าผ่อนจนเธอแทบจะเหลือแต่ตัวล้อนจ้อน ลมหายใจเหม็นๆ พลุ่งเข้าใส่ ร่างอุบาทว์เบียดเสียด ยัดเยียดความเป็นผัวให้จนเธอสิ้นสติไป

ฉันประคองเธอไปอาบน้ำชำระกาย พิสมัยนิ่วหน้า บ่นพร่ำแต่ว่าอยากจะฆ่าตัวตายให้พ้นทุกข์ ฉันก็ปลอบโยนไปตามเรื่อง แต่พิสมัยน้ำตาร่วงพรูเมื่อหลุดปากว่า…มันบอกคืนนี้จะมาหาอีก!

“ถ้างั้นก็ต้องเจอดี ไอ้ผีนรก!” ฉันคำรามอย่างลืมตัว

นรกเป็นพยาน! ห้องเราไหวเอี๊ยด กลิ่นเหม็นสาบสางแผ่ซ่าน พิสมัยใช้ฟันกัดขอบผ้าห่มแน่น เบิกตาโพลง…ฉันเพิ่งเห็นร่างกำยำดำทะมึน สูงตระหง่านผิดมนุษย์กำลังย่างสามขุมเข้าไปหาเธอ ยอมรับว่าใจระทึก ปากคอแห้งผาก ควานมือสั่นๆ ไปใต้หมอนจนพบกับgclubผ้ายันต์หลวงพ่อศรีเทพ

เกือบพร้อมๆ กับที่มันโถมเข้าใส่พิสมัย เสียงเธอร้องกรี๊ด ฉันก็โดดผึง กางผ้ายันต์ลงอักขระตะปบเข้าที่แผ่นหลังมันทันที ร่างนั้นผวาเยือก กระตุกเร่าๆ เหมือนโดนจี้ด้วยไฟฟ้าแรงสูง

ยันต์วิเศษของหลวงพ่อศรีเทพไงคะ! แม่บอกว่าท่านขลังทางเมตตามหานิยม ทำมาหากินเจริญดี มีแต่คน รักใคร่…กับมีอิทธิฤทธิ์เหนือภูตผีปีศาจบาคาร่าทั้งหลายอีกด้วย!

วันนั้น เราโทรศัพท์ไปลางานทั้งคู่ ดิฉันไปหาซื้ออาหารมาแบ่งปันกันกิน ชวนเพื่อนพูดคุยเรื่องสนุกๆ ให้เพลิดเพลิน จะได้ไม่หมกมุ่นกับราตรีสยองขวัญที่กำลังจะใกล้เข้ามาทุกที

“คิดแล้ว ก็แปลกนะ” ฉันพูดขำๆ”ไอ้เราอุตส่าห์นอนใกล้ประตูแท้ๆ หน็อย! ไอ้ผีตาเซ่อดันมองไม่เห็นคนสวยซะงั้นแหละ ดีล่ะ! คืนนี้ต้องสั่งสอนมันซะหน่อย”

เลยค่ำไปนานแล้ว…เราดับไฟเข้านอนตาม ปกติ ฉันตระเตรียมยันต์วิเศษไว้ใต้หมอน…ถ้าไอ้เดนนรกบ้ากามบุกบั่นมาด้วยความ ย่ามใจ หมายจะตักตวงรสสวาทดูดดื่มให้หนำใจจากเพื่อนฉันอีก สาบานได้ว่าฉันจะตะเพิดมันกลับลงขุมนรกตามเดิมแน่นอน!

“อ๊ากซ์!! โอ๊ยยย…” มันพลิกหน้ามาเห็นนัยน์ตาแดงจ้า แต่แล้วก็ต้องสั่นเทิ้มไปทั้งตัว…พิสมัยร้องกรี๊ดๆ ไม่ขาดเสียง จนร่างปีศาจนรกเลือนรางจางหาย…เราโผเข้ากอดกันร้องไห้โฮเลยค่ะ!