ผีดุ

There are 81 entries in this Category.

ปลุกวิญญาณผีตายโหง

วันเกิดเหตุตรงกับวันเสาร์ ตอนบ่ายมีน้องแจง-นักร้องสาวสวยจากแถวปิ่นเกล้าแวะเอาหอยทอดมาฝาก…เราคบ กันมาเกือบเดือนแล้วครับ มีความสุขตามประสาหนุ่มสาวที่ยังไม่มีพันธะผูกพัน ผมเปิดเบียร์จากตู้เย็นมากินกับหอยทอด แจงก็ช่วยจัดบ้านช่องให้เหมือนทุกครั้ง ตกเย็นก็แต่งตัวออกไปหาซื้ออาหารที่ปากซอย โดยสารมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ผ่านไปมาบ่อยๆ

ผมงีบหลับไปตั้งแต่ก่อนแจง จะออกจากบ้านแล้ว…ตื่นขึ้นมาอาบน้ำอาบท่าก็พอดี ได้ยินเสียงบันไดลั่นเอี๊ยดๆ แล้วเดินเข้าห้องนอนโดยไม่พูดไม่จา ผมเกิดระแวงยังไงชอบกลเลยร้องถามออกไปว่า…แจง! แจงเหรอ?

คำตอบคือเสียงเยือกเย็นน่ากลัวพิลึก…จะมีใครล่ะค้า…

เอ๊ะ! แจงเกิดมีลูกเล่นอะไรขึ้นมาล่ะ? ผมรีบล้างสบู่ซ่กๆ แล้วนุ่งผ้าเช็ดตัวออกจากห้องน้ำ…เห็นแจงในความสลัวกำลังเดินช้าๆ ไปทางประตูห้องนอนที่เปิดโล่ง ผมร้องถามว่า…จะไปไหนล่ะ? กลับมานานแล้วเหรอ? แต่ก็ไม่มีคำตอบใดๆ แม้แต่คำเดียว

จู่ๆ ผมก็ขนลุกซ่าไปทั้งตัว รู้สึกว่าอากาศในห้องเยือกเย็นผิดปกติ รีบจ้ำอ้าวตามไปติดๆ แต่ก็ไม่เห็น โผล่เข้าไปดูในครัวก็ไม่มีวี่แววของเธอแม้แต่เงา!

แจงหายไปไหนรวดเร็วปานนี้? เสียงรถแล่นผ่านไปมา ผมใจหายวูบเมื่อนึกถึงแจงที่ซ้อนมอเตอร์ไซค์ทั้งขาไปและขากลับ! หรือว่า…

ปัญหานี้แหละสำคัญ เพราะไม่รู้ว่าจะโดนผีหลอกที่ไหน เมื่อไหร่? ขนาดกลางวันแสกๆ ยังมีคนโดนหลอกมาแล้วนี่นา ถ้าผีมีจริงก็คงจะอยู่ในมิติที่ซ้อนอยู่กับเรานี่แหละ! คนที่เชื่อเรื่องผีมากๆ ยืนยันว่า รอบๆ ตัวเรามีแต่ผี…ผู้ไม่มีร่างกายทั้งนั้นแหละ นับสิบนับร้อยด้วยซ้ำไป!

ผมเป็นคนแถวบางพลัด ถนนจรัญสนิทวงศ์นี่เอง ในซอยยังมีโรงแรมม่านรูดทั้งเล็กและใหญ่ตั้งมาเกิน 30 ปีทั้งนั้น…ใครไม่เชื่อเรื่องผีเต็มร้อยลองมาอยู่แถวบ้านผมดูซีครับ แล้วจะซึ้งว่าความหวาดระแวงจนถึงกลัวผีสุดๆ น่ะเป็นยังไง?

เสียงร่ำลือว่าซอยนี้ผีดุเหลือหลายนั้น พอจะรับฟังได้อยู่ครับ

ในซอยลึกที่เต็มไปด้วยบ้านช่องและผู้คนคึ่กๆ นับวันก็ยิ่งมากหน้าหลายตาขึ้นทุกที มีพวกวัยรุ่นและขาเมายกพวกตีรันฟันแทงกันจนถึงล้มตาย ไหนจะรถราชนกัน เลือดสาดเต็มถนน โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ทั้งส่วนตัวและรับจ้างเกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ ยิ่งรถในซอยไม่แยแสหมวกนิรภัยด้วยแล้ว…ตายมากกว่ารอดครับ!

เมื่อตอนต้นปีก็มีสาวก้นซอยซ้อนมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หักหลบเด็กที่วิ่งเล่นเจี๊ยวจ๊าวไปเสยตูมเข้ากับกำแพงบ้าน…คนขับขาหักทั้ง สองข้าง ผู้โดยสารกะโหลกแตก ทั้งเลือดและมันสมองไหลเยิ้ม…ไม่ช้าก็มีคนเห็นเธอเดินร้องไห้ตอนดึก เล่นเอาเผ่นกระเจิงไปตามๆ กัน

ถัดมาไม่นานก็มีข่าวหญิงสาวโดนฆ่าหมกศพไว้ใต้เตียงในโรงแรมม่านรูด…ช่วง นั้นเกิดเหตุแบบนี้บ่อยครับ ไม่ว่าในฝั่งธนบุรีหรือกรุงเทพฯ จะกลัวผีหรือไม่กลัวก็ตาม ได้ยินข่าวก็ขนหัวลุกแล้ว

ยิ่งหนุ่มสาวที่ไปเคยหลับนอนกันบนเตียงที่มีศพถูกซุกอยู่ข้างล่าง เห็นข่าวแล้วแทบจะสติแตกแค่ไหน ก็คงจะมองเห็นภาพกันได้ง่ายๆ

ผมเองก็อยู่บ้านคนเดียวเสียด้วยซี!

เป็นบ้านชั้นเดียวใต้ถุนเตี้ย มีรั้วรอบขอบชิดอยู่ในซอยแยก พ่อแม่ซื้อที่ปลูกบ้านมาเกือบ 40 ปีแล้ว ผมเองเป็นลูกโทนครับ เมื่อสิ้นบุญพ่อแม่ก็อยู่คนเดียว…แต่ก็ไม่ถึงกับเปลี่ยวใจอะไรนักหนา เพราะมีสาวที่รู้ใจแวะมาพูดคุย…ถูกใจก็อยู่นานหน่อย ไม่ถูกใจก็อำลากันไปอย่างรวดเร็ว

 

เสียงบันไดลั่นเอี๊ยดๆ จนผมสะดุ้งเฮือก รีบปราดเข้าไปมองก็เห็นแจงกำลังหอบหิ้วถุงอาหารพะรุงพะรังขึ้นบันไดมา ปากคอผมแห้งผากแต่ครางออกมาเบาๆ…แจง! เพิ่งมาเหรอ? เล่นเอาเธออดหัวเราะไม่ได้…แน้! เห็นก็เห็นยังจะถามอีก!

รีบเข้าไปช่วยหิ้วถุงโดยไม่ยอมปริปากว่า…มีผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นบันไดเข้า ห้องนอนเพิ่งหายไปเมื่อตะกี้เอง กลัวว่าแจงจะหวาดกลัวเปล่าๆ ได้แต่สงสัยว่าวิญญาณเร่ร่อนของใครหนอที่แวะเข้ามาหา หรือจะเป็นลางว่า ผมต้องชวนแจงมาอยู่เป็นเพื่อนตลอดไปก็ไม่รู้ซีครับ! บรื๋อออ….

ผีฆาตกรเลือดเย็น

“แจ้วเอ๊ย! นี่แน่ะมีคนมาเยอะแยะเลย ทั้งเด็กทั้งคนแก่ นี่เด็กผู้ชาย ไอ้ตี๋ก็นอนข้างยาย เขาเป็นคนจีนหมดเลยนะ” แล้วคุณยายก็พูดภาษาอังกฤษ “แวร์ อาร์ ยู คัมฟรอม? อ๋อ! ไชน่า ไอแอมไทย เฮียร์อีสไทยแลนด์”

คุณยายบอก ว่า ดูซิ! ผู้หญิงจีนอ้วนๆ โผล่หัวมาจากปลายเตียง มีแต่หัวไม่มีตัว และมองไปรอบๆ ห้องอย่างงงงัน คุณยายปลอบเขาเป็นภาษาอังกฤษ

เด็กน้อยหรือไอ้ตี๋ของคุณยายกำลังตื่นขึ้นมาร้องไห้จ้าๆ คุณยายบอกว่าไอ้ตี๋หิวนมมากจะทำยังไงดี?

“เออดี…นี่แจ้ว มีพยาบาลเป็นสาวจีนเดินถือขวดนมออกมาจากกำแพง มาอุ้มไอ้ตี๋ขึ้นแล้วป้อนนมขวด มันดูดจ๊วบๆ เชียว”

หนู ไม่ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้หรอกค่ะ แต่คุณยายหัวเราะอารมณ์ดี บอกหนูว่ามีแต่คนจีนทั้งหมด พยาบาลและคนไข้เดินอยู่รอบเตียงคุณยาย บางคนก็ยิ้มกับท่าน บางคนก็ไม่เห็น และมีหลายคนที่แสดงอาการเจ็บป่วย อ่อนระโหยโรยแรง

“นี่ยายฝันรึเปล่าแจ้ว?” คุณยายถามหนู

ใครจะไปตอบถูกล่ะคะ?

หนูเปิดไฟหัวเตียงไว้ไงคะ ห้องก็เลยสลัวพอจะมองเห็นกันได้

คุณยายเรียกหนูเสียงดังแล้วเล่าอย่างตื่นเต้น

หนูมึนไปหมดแล้ว กลัวจนขนลุกขนพองเลย ล่ะค่ะ

อาการประสาทหลอนของคุณยายตอนนี้มันมีอะไรแปลกๆ ทำไมคุณยายต้องเห็นคนจีน แถมบอกหนูด้วยว่า…รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่เมืองจีนโน่น…

คุณยายไม่เคยรู้สักนิดว่าเตียงที่คุณยายนอนอยู่นั้น แม้ว่าจะเป็นเตียงใหม่เอี่ยม แต่ก็ทำมาจากประเทศจีนค่ะ!

หนู นอนแทบจะคลุมโปง ไม่รู้ว่าคุณยายเห็นอะไรกันแน่…เห็นเป็นเรื่องเป็นราว! ที่สำคัญคือเป็นคนจีนทั้งหมด ราวกับคุณยายหลุดเข้าไปอยู่ในเมืองจีนงั้นแหละ!

…เตียงนี้เป็นเตียงใหม่เอี่ยมทำมาจากต่างประเทศ!

ก่อนอื่นต้องเล่าบรรยากาศห้องหนูให้คุณฟังก่อนว่ามันน่ากลัวแค่ไหน

บ้านหนูตั้งอยู่บนที่ดินเกือบสองไร่แน่ะค่ะ เดิมน่ะหนูอยู่บนตึกใหญ่กับพ่อแม่พี่น้อง ส่วนคุณยายกับคุณย่าอยู่เรือนหลังเล็กที่ปลูกไกลออกไปทางท้ายสวน เป็นเรือนไม้ชั้นเดียว ตอนกลางวันไม่สู้กระไร แต่พอตกกลางคืนมันเงียบและมืด เห็นแล้ววังเวงใจน่าดู

สาเหตุเพราะคุณยายคุณย่านอนแต่หัวค่ำ ยิ่งพอคุณย่าตายแล้ว คุณยายอยู่คนเดียวก็ยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่ แต่คุณยายไม่กลัวนะคะ…

เป็นหนูเองน่ะแหละที่กลัวมากๆ เลย!

เมื่อเดือนก่อนคุณยายเบื่ออาหาร ไม่ยอมกินข้าวจนผอมซีด คุณแม่เลยรีบปรึกษาหมอ คุณหมอให้ไปโรงพยาบาลด่วน…ต้องฟื้นฟูคุณยายอยู่สิบกว่าวัน ด้วยการให้เลือดหนึ่งถุง และบำรุงด้วยอาหารเสริมที่แพงแสนแพง

พอคุณยายกลับบ้านได้ สิ่งที่หนูกลัวก็บังเกิดทันที นั่นคือหนูต้องเป็นคนไปนอนเฝ้าคุณยายตลอดคืนและตลอดไป ตอนกลางวันจะมีคนมาดูแลแบบเช้าไปเย็นกลับ

ขอยอมรับแบบไม่อายว่าหนูกลัวจริงๆ แหม! ไม่ว่าเด็กคนไหนก็ต้องกลัวผีกันทุกคนน่ะแหละค่ะ! หนูเองน่ะทั้งกลัวผีคุณย่ากับกลัวความมืดมิดวังเวง ห้องคุณยายค่อนข้างกว้างขวาง คุณยายนอนเตียงพยาบาล ส่วนหนูปูที่นอนกับพื้นห่างออกมา

คุณยายหนูละเมอเก่งมาก ชอบเห็นภาพหลอนต่างๆ ตามประสาคนชราสมองเสื่อม!

และแล้วคืนหนึ่งตอนตีสาม หนูก็ต้องตกใจสะดุ้งตื่นเพราะเสียงคุณยายเซย์ไฮเป็นภาษาอังกฤษดังลั่นเชียว ค่ะ มันเหมือนกับท่านทักทายคนที่ชอบพอกัน…แต่เปล่าหรอก หนูว่าท่านไม่ได้ละเมอแต่ลืมตาแป๋ว…

 

ฆาตกรรมจิตโหด

โทรศัพท์เครื่องที่ผมจะใช้อยู่กลางระหว่างบันไดกับคุณตา ผมเอ่ยปากอย่างสุภาพที่สุดว่าขออนุญาตโทรศัพท์ ท่านผายมือไปทางนั้นแล้วยิ้มให้ ผมค่อย โล่งใจแล้วย่องๆ ไปยืนโทรศัพท์ ตัวลีบเชียว

พอบอกแม่เสร็จก็วางหูเรียบร้อย แล้วหันไปไหว้ คุณตา คราวนี้ท่านยกมือรับไหว้

อ้าว? ท่านรับไหว้พร้อมๆ กับสลายไปในอากาศซะงั้น!

ผมแหกปากลั่น ไม่รู้โจนลงบันไดได้อีท่าไหน คนแตกตื่นกันทั้งบ้าน

ปรากฏ ว่าชายชราท่านนั้นเป็นคุณตาของเพื่อนผมจริงๆ แหละ ท่านตายไปตั้งหลายปีแล้ว ผมว่าคืนนั้นคนบ้านเพื่อนคงไม่เป็นอันหลับอันนอนกันล่ะ…แต่อย่าคิดว่าผีจะ มาเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้ผมไปบ้านนั้นนะครับ ผมยัง ไปเล่นกับเพื่อนเหมือนเดิม แต่ไม่ยอมอยู่จนค่ำมืดอีกเลย

ผมเป็นคนที่เจอผีบ่อยมาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะครับ ไม่รู้เป็นเวรกรรมอะไรซีน่า! บางคนพอรู้เข้าก็มองผมอย่างอิจฉา เขาบอกว่าผมเท่ซะไม่มี! ก็เพราะผมมีซิกธ์เซนส์หรือสัมผัสที่หกไงล่ะครับ

เขาหาว่าผมมีอำนาจจิตพิเศษยิ่งกว่าคนอื่น!

บางคนก็เรียกผมว่า “คนเห็นผี” โธ่…คุณ! มันสยองสิ้นดีละไม่ว่า

การเจอผีของผมนี่ไม่นับที่มาเข้าฝัน หรือ “ผีอำ” ที่เราอาจแย้งได้ว่าเป็นจิตใต้สำนึกหรือประสาทหลอน จริงๆ แล้วผมฝันถึงผีเป็นเรื่องเจ๋งๆ ทั้งนั้นเลย

ผีที่ผมเจอชนิดที่นับว่าเป็นผีจริงๆ อย่างเถียงไม่ออก ก็ต้องเป็นประเภทที่เจอโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ยกตัวอย่างก็แล้วกันครับ…เอาเรื่องที่ผมประทับใจที่สุด!

เมื่อตอน 10 ขวบเป็นเด็กแสนซน ทุกเย็นเวลาเลิกเรียนแล้วผมชอบไปเล่นที่บ้านเพื่อนจนใกล้ค่ำถึงกลับบ้าน วันหนึ่งผมเล่นเพลินไปหน่อย เงยหน้าขึ้นอีกที…อ้าว? ฟ้ามืดตึ๊ดตื๋อ ตายละวา…รีบโทร.หาแม่ก่อนดีกว่า ป่านนี้เป็นห่วงแย่เลย

แม่ของเพื่อนอนุญาตให้ไปใช้โทรศัพท์ที่ชั้นบน เพราะเครื่องที่อยู่ข้างล่างมันเสีย ชั้นบนบ้านเพื่อนเย็นนั้นยังไม่มีใครขึ้นไป ทุกคนอยู่ชั้นล่างหมด ข้างบนเลยมืดๆ ผมขึ้นบันไดไปสู่ความมืดแล้วกดสวิตช์ไฟแก๊ก…

อุ๊ย! มีคุณตานุ่งกางเกงแพรสีเขียว ใส่เสื้อป่านคอกลมสีขาวๆ นั่งบนเก้าอี้โยก!

ลองนึกภาพตามนะครับ…พอขึ้นไปสุดบันไดก็เป็นที่โล่งกว้าง มีห้องนอนอยู่สองด้าน ตรงกลางเป็นลานที่เราสามารถเดินออกไปสู่ระเบียง…เป็นบ้านที่เย็นสบายเชียว แหละ

คุณตานั่งเก้าอี้โยกตรงสุดทางด้านโน้น คือใกล้ประตูที่จะออกระเบียง ท่านโยกเก้าอี้ดังออดแอดๆ แล้วมองผมเขม็ง…ผมยกมือไหว้ ท่านยกมือขึ้นข้างหนึ่ง พยักหน้า และมีสีหน้าอ่อนโยนลง

 

พอใกล้โพล้เพล้ก็ตัวใครตัวมัน ผมรีบกลับบ้านก่อนมืด แม่ก็สบายใจขึ้นด้วย

อีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นตอนผมอายุ 28 แล้วล่ะครับ ไปเที่ยวบ้านเพื่อนอีกคนที่เชียงใหม่…บ้านเพื่อนคนนี้อยู่นอกตัวเมืองไป ราว 10 กิโลเมตร แต่ก็ยังเจริญ ไม่เป็นบ้านนอกแต่อย่างใด คือยังมีตรอกซอกซอย หมู่บ้าน ตึกแถว ร้านค้า ฯลฯ

คืนนั้นเพื่อนๆ ดื่มเหล้าเบียร์ ทำกับแกล้มกันสนุกสนาน เบียร์ที่ผมชอบเกิดหมดตอน 3 ทุ่ม…อ๊ะ! ไม่เป็นไร ผมไปซื้อที่ปากซอยได้ เพื่อนบอกให้เอาจักรยานไปแต่ผมอยากเดิน มันไม่ไกลนี่ครับ ราว 200 เมตรกว่าๆ เท่านั้นเอง

 

จริงอยู่ที่ตลอดซอยมีบ้านช่องสะพรั่งไปหมด แต่ 3 ทุ่ม เนี่ยชาวบ้านเขาเข้าบ้านนอนเงียบกันเกือบหมดแล้ว…มันก็เหมือนผมเดินเดียว ดายอยู่ปลายโลกร้างยังไงยังงั้น!

ระหว่างบ้านเพื่อนกับกลางซอยมีต้นมะขามสูงใหญ่ อายุคงจะหลายสิบปี เผลอๆ อาจจะเกือบร้อยปีก็ได้ ระดับ “มะขามเฒ่า” กิ่งก้านสาขาดูมันแข็งแกร่ง ใบดกหนา ร่มครึ้มมากๆ เลย

ขาไปผมเดินผ่านต้นมะขามได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ แต่ผมคิดว่าเป็นเสียงวิทยุหรือทีวีแว่วมา ก็ไม่ได้คิดอะไร แม้ว่าอากาศในฤดูหนาวค่อนข้างเยือกเย็น เล่นเอาขนลุกซู่บ่อยๆ ก็เถอะน่า

ขากลับ พอเดินผ่านมะขามต้นนั้น ผมเห็นอะไรสีขาวแวบๆ ทางหางตา ไม่อยากคิดว่าเหมือนคนนั่งบน กิ่งมะขามและห้อยขาลงมา…เมื่อไม่คิดก็ก้มหน้าซะ ไม่สนใจมอง

แต่พอเดินคล้อยหลังไม่กี่ก้าว ก็มีเสียงอะไรหนักๆ ตกจากต้นมะขามดังตุ้บ!

หันขวับไปดูตามสัญชาตญาณ ปรากฏว่าเป็นผู้หญิง ผมยาวแต่งชุดนอนขาวๆ โอ้โฮ! ผมโกยแน่บไม่คิดชีวิต ต่อมอะดรีนาลีนขับพลังเหนือมนุษย์ ทำให้ผมวิ่งได้ราว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็มาหอบแฮกๆ ที่บ้านเพื่อน

 

นรกในใจ

วันสยองของผมเกิดขึ้นเมื่อไอ้เก้งขับรถไปชนรถกระบะที่แล่นตัดหน้า ตูมเดียวกระเด็นลงมาคอหักตายคาที่ พ่อแม่มันร้องไห้แทบเป็นบ้า แม่ผมก็หน้าซีดหน้าเซียว พูดแต่ว่าเห็นมั้ย…เป็นไงมั่ง? ทีนี้จักรยานก็ไม่ต้องขี่แล้ว ในซอยเรามีรถวิ่งหนาตา ไปไหนใกล้ๆ ก็เดินเอาแล้วกัน

ผมล่ะเซ็งซะไม่มี!

หลังจากไอ้เก้งตายได้ไม่กี่วันเอง ก็มีคนเห็นวิญญาณ ของมันกลับมาที่บ้านน่ะซีครับ

ตอน นั้นผมเองยังไม่เห็นหรอก แต่เขาเห็นมันขี่มอเตอร์ไซค์เข้าซอยมาตอนดึกๆ ร่างแข็งทื่อ หัวหักห้อย บางคนได้ยินเสียงรถก็จำได้แล้วว่าเป็นรถใคร…บางคนก็ยืนยันว่าเดินเข้าซอย มาดีๆ ก็สวนกับไอ้เก้งที่ขับรถพุ่งปรื๋อหายวับไป เล่นเอาสติแตก ร้องจ้าไปทั้งซอย

คืนหนึ่งผมก็เจอเข้ากับตัวเองจังๆ

วันเสาร์ นั้นผมขอแม่ไปสวนจตุจักร นัดเพื่อนไว้ แม่สั่งให้รีบกลับก่อนค่ำ แต่เราไปเที่ยวสวนรถไฟกันต่อ มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่…ราวทุ่มเศษแม่ก็โทร.มาตามแล้ว พอบอกว่าอยู่ที่ไหน แม่ก็สั่งเสียงเข้มให้รีบกลับบ้านทันที ไม่งั้นจะออกไปตาม

แถมบอกว่าที่นั่นตอนกลางคืนทั้งเปลี่ยวทั้งอันตราย ทั้งโจรทั้งขี้ยาสารพัดมามั่วสุมกัน!

ผม ไม่อยากให้แม่เป็นห่วงมากก็ชวนเพื่อนกลับ ใจน่ะไม่กลัวหรอกครับ ผมพกคัตเตอร์ติดตัวตลอด แถมไม่ต้องเสี่ยงโดนจับเหมือนเพื่อนที่พกมีดสปริงหรือปืนปากกาอีกด้วย

พอ เดินเข้าซอยรู้สึกวังเวงใจชอบกล ทั้งที่เพิ่งจะสามทุ่มได้ ฟ้าครึ้มฝน ไม่รู้คนหายไปไหนหมด แสงไฟฟ้าริมทางก็ดูเยือกเย็นพิลึก ทันใดนั้นเสียงมอเตอร์ไซค์ก็ดังขึ้นเบื้องหลัง ผมหันไปดูเห็นแสงไฟพุ่งจ้า ก่อนจะหายไปดื้อๆ

“ไอ้เก้ง…” ผมนึกขึ้นได้ ปากคอแห้งผากไปหมด รีบเดินขาสั่น…เห็นบ้านอื่นๆ ที่เรียงรายก็ปิดประตูรั้วกันหมด มีแต่ต้นไม้ข้างรั้วยืนทะมึน ไม่มีลมพัดแต่ทำไมมันไหวซู่ๆ ก็ไม่รู้เหมือนกัน

“อย่าหรอกกูนะมึง!” ผมพึมพำ อยากก้าวขาเร็วๆ แต่มันหนักอึ้งเหลือเชื่อ

เสียง มอเตอร์ไซค์หายไปแล้ว…ถ้าไอ้เก้งขับรถตามหลังมาจะทำยังไงดี? ผมคงเผ่นอ้าวเป็นลมพัดแน่ๆ เดินเหลียวหน้าเหลียวหลัง รู้สึกว่ามีใครเดินตามมาใกล้ๆ แต่มองไม่เห็น…

บางคนขยันเรียน ดูตำราลูกเดียว บางคนก็ชอบสะสมหนังสือการ์ตูนตั้งแต่เรียนชั้นประถมแล้ว บางคนชอบวาดรูป เล่นเกม สะสมบัตรเติมเงิน ฯลฯ

ผมคนหนึ่งละที่ชอบเลี้ยงปลากัด แมงมุมสีทอง หนูแฮมสเตอร์ สมัยก่อนเลี้ยงงูเขียวทั้งปากจิ้งจกและสายม่าน ไม่ใช่ชอบซิ่งนรกแบบไอ้เก้งหรอกครับ…เสียวโคตร!

เราอยู่ซอยเดียวกัน ไอ้เก้งชอบแวะมาหาบ่อยๆ ชวนซ้อนท้ายไปเที่ยว แต่ผมส่ายหน้าบอกเดี๋ยวโดนแม่ด่า ขนาดขี่จักรยานออกไปส่งเพื่อนที่ปากซอยนานหน่อยแม่ก็โทร.เข้ามือถือแล้ว

พอผมบอกว่าเลยไปซื้อของตลาด แม่แทบเป็นลม…สั่งให้รีบกลับบ้านด่วนจี๋ พอมาถึงก็เห็นแม่ยืนตาเขียวแทบขุ่นขวางอยู่หน้าประตูรั้ว สั่งว่าห้ามออกไปถนนใหญ่เด็ดขาด รถมันเยอะกับมีอันตรายมาก ถ้าทำอีกแม่จะทุบจักรยานทิ้งจริงๆ เอ้า!

สาเหตุที่ไอ้เก้งสนิทกับผมมากเพราะมันซึ้งผมครับ

เมื่อปีก่อนมันมาเล่นกีตาร์บ้านผม ขากลับผมได้ยินมันร้องจ๊ากที่ประตูรั้ว…พอวิ่งไปดูก็เห็นงูเขียวหางไหม้ กำลังเลื้อยอยู่ตรงหน้า ผมคว้าคอมันโยนข้ามรั้วไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไอ้เก้งทั้งนับถือและซาบซึ้งบุญคุณผมตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

คิดดูก็แปลกนะ ไอ้เก้งบ้าบิ่น ชอบเสี่ยงตาย แต่ดันกลัวงูตัวเล็กๆ สารภาพว่ามันแพ้งู เจอใกล้ๆ ก็กลัวแทบขาดใจ กลัวจนเกือบฉี่ราด…ถ้าไม่ได้ผมช่วยวันนั้นมันอาจสติแตกก็ได้!

คนที่เราคิดว่าเก่งกาจ ใจถึงสุดๆ น่ะมักจะมีจุดอ่อนทุกคน!

 

ผมกลืนน้ำลายเอื๊อก…ถ้ามึงรักเพื่อนอย่าโผล่มานะ กูจิตหลุดแน่!

คิดอีกทีผมไม่น่าไปช่วยมันเรื่องงูเขียววันนั้นเลย ไอ้เก้งอาจจะจดจำบุญคุณผมไปจนถึงปรโลกก็เป็นได้…ไม่เป็นไร ลืมเรื่องจิ๊บจ๊อยซะ…ไปผุดไปเกิดเสียเถอะ! อย่ามานะขอร้อง! กูกลัวจริงๆ

มีเสียงใครถอนหายใจยืดยาวอยู่ข้างหู ถึงจะมองไม่เห็นแต่ผมก็รู้ว่าเป็นมัน…ไอ้เก้งแน่ๆ ที่มาส่ง…ไม่คิดมั่งนะว่าเพื่อนจะจิตหลุด หัวใจหวิดล่มสลายอยู่แล้ว! ไปสู่ที่ชอบๆ เถอะเพื่อนเอ๋ย…

ถึงบ้านเหมือนขึ้นสวรรค์! ต่อไปนี้ผมคงไม่ยอมกลับบ้านค่ำๆ มืดๆ อีกแล้ว ถึงจะไม่เห็นก็รู้ว่าผีเดินตามมาส่งตลอดทาง! บรื๋อออ…

งานเลี้ยงผี

เมื่อถึงหน้าทุเรียน ชาวสวนจะเลือกทุเรียนลูกดีที่สุด 1 ลูก ระดับหมอนทอง 5 พูลั่ง…อะไรประมาณนั้นแหละครับไปถวายที่ศาลพระภูมิ แล้วบนบานศาลกล่าว ขอให้ปีหน้าได้ผลดกมากกว่าปีนี้เถิด…เจ้าประคู้น!

นอก จากผีก็คือพระ!! ในช่วงทุเรียนตกดอก ชาวสวนจะนิยมไปกราบไหว้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่วัดพิกุลเงินขอให้ปีนี้ขาย ได้เงินเป็นหมื่นๆ ถ้าเกินห้าหมื่นจะนำทุเรียนมาแก้บนแน่นอน

เมื่อคุยกันถูกคอบ่อยครั้ง ลุงพัดก็เล่าเรื่องน่าขนหัวลุกให้ผมฟัง ทั้งน่าแปลกประหลาดและน่าสยดสยองจนผมจำได้ไม่มีวันลืมเลือน

สมัยที่ยังหนุ่มฉกรรจ์ พ่อแม่เพิ่งล้มตายไปไล่ๆ กัน ไม่ช้าก็ถึงหน้าทุเรียนระบุพอดี!

ลุง พัดเลือกหมอนทองลูกโตไปถวายศาลพระภูมิในสวนตามธรรมเนียม บอกกล่าวว่าเป็นสิ่งตอบแทน บุญคุณที่ช่วยให้ทุเรียนผลิดอกออกผลน่าชื่นใจ ขายได้เงินทองเป็นกอบเป็นกำ…ปีหน้าฟ้าใหม่ก็ขอให้เจ้าพ่อ จงดลบันดาลให้ทุเรียนติดลูกดกมากกว่านี้เถิด…สาธุ!

สมัยก่อนเรียกกันว่า “ทุเรียนสวน” หมายถึง “ทุเรียนในสวนเมืองนนท์” ส่วนทุเรียนจังหวัดอื่นๆ ไม่ว่าทางภาคตะวันออกหรือภาคใต้เรียก “ทุเรียนนอก” หรือนอกสวนเมืองนนท์นั่นเอง

บางทีเรียก “สวนใน” ก็มีครับ นั่นคือ หมายถึงทุเรียนและพืชผลอื่นๆ ที่ปลูกในแหล่งที่เป็นสวนสองฝั่งเจ้าพระยา คือกรุงเทพฯ ธนบุรี และนนทบุรี ส่วนพื้นที่สวนอื่นๆ แม้จะอยู่ไม่ไกลนัก เช่นสมุทรสาครหรือสมุทรสงคราม ก็จะเรียกว่า “สวนนอก” ทั้งสิ้น

ผู้คนทั้งในและนอกเมืองนนท์จะเรียกผลไม้และพืชผลอื่นๆ คล้ายกัน เช่น ทุเรียนสวน, มะม่วงสวน, มะนาวสวน…ขนาดพริกขี้หนูยังเรียกพริกขี้หนูสวนเลยครับ

เชื่อถือกันว่า “ของสวน” หรือ “สวนใน” จะมีคุณภาพดีกว่าอย่างแน่นอน!

ตอนที่ผมไปอยู่เมืองนนท์ใหม่ๆ ยังพอมีสวนทุเรียนอยู่เป็นพันไร่ วันไหนว่างก็ไปคุยกับลุงพัดวัย 70 เศษ แต่ยังแข็งแรงเพราะออกกำลังทำสวนสม่ำเสมอมาตั้งแต่หนุ่มๆ ได้เห็นทุเรียนพันธุ์ก้านยาวอายุ 100 ปีเศษ

ที่น่าสังเกตก็คือสวนทุเรียนที่ยกร่องเรียงรายนั้นไม่มีการล้อมรั้วเลย กับมีต้นทองหลางปลูกแซมทุเรียนแทบทุกต้นก็ว่าได้

ลุงพัดให้ความรู้ว่าขโมยขโจรยังไม่ชุกชุมนัก การลักขโมยทุเรียนหนามแหลมๆ ถือว่าเป็นเรื่องยากอยู่ พอถึงหน้าทุเรียนระบุ เจ้าของสวนลงมากอดปืนนอนเฝ้ากันขโมยก็พอ…การปลูกต้นทองหลางแซมกับต้น ทุเรียนก็เพื่อช่วยบังลม รากจะทำให้ต้นและดินเย็น ป้องกันหน้าดินพังได้ด้วย

ทำไมทุเรียนสวนจังหวัดนนทบุรีจึงได้โด่งดังนักหนา?

รสชาติอร่อยถูกปากคนทั่วไปน่ะซีครับ คือส่วนมากไม่หวานจัดแต่หวานมัน แถมเมล็ดลีบเล็ก (เม็ดตาย) อีกต่างหาก พันธุ์ที่ขึ้นชื่อลือชามากๆ คือ กำปั่น, หมอนทอง, กบ และก้านยาว เป็นต้น

มีมากมายที่ตำบลบางเลน, บางม่วง และเสาธงหิน

ความเชื่อเรื่องภูตผีหรือพระภูมิเจ้าที่ก็คล้ายๆ กันไม่ว่าจังหวัดไหน แต่ชาวสวนทุเรียนเมืองนนท์จะตั้งศาลพระภูมิไว้ในสวน บูชาด้วยเครื่องเซ่นและดอกไม้ธูปเทียนเหมือนที่อื่นๆ

 

แทบจะไม่ขาดเสียง สรรพสิ่งก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด ลมไม่พัด ใบไม้ไม่กระดิก เมฆหนาทึบเคลื่อนมาบดบังแสงแดดในยามสายจนหมดสิ้น หมาเจ้ากรรมจากสวนขนัดติดๆ กันก็โก่งคอหอนเสียงโหยหวนเยือกเย็น

ลุงพัดรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ปากคอแห้งผาก เหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติ ยกเว้นแต่ความเงียบเชียบน่าใจหาย

ขณะที่จะล่าถอยออกมาด้วยความหวาดระแวง ใจเต้นระทึก ก็ได้ยินเสียงตุ้บ…แม้จะไม่ดังนักก็ทำให้สะดุ้งโหยงสุดตัว!

ทุเรียนหมอนทองที่เพิ่งเซ่นศาลพระภูมิหยกๆ นั่นเองที่ตกลงมาเองเหมือนมีมือใครจับโยน! แต่นั่นยังไม่น่าขนลุกขนพองเท่ากับทุเรียนแตกกระจาย…เหลือแต่เปลือกกับ เม็ดลีบๆ เท่านั้นเอง…ร่างของหญิงสาวผมยาว นุ่งโจงกระเบนสีเขียว ห่มสไบสีตองอ่อนยืนเด่น เป็นรูปเงาเลือนรางอยู่ข้างศาลไม้เก่าแก่ ลุงพัดรู้สึกแก้วหูลั่นเปรี๊ยะ ม่านตาลายพร่า…จ้องมองอีกครั้งภาพนั้นก็จางหายไปแล้ว

ต่อมา ลุงพัดเอาเครื่องเซ่นไปถวายที่ศาลพระภูมิกลางสวนเมื่อไหร่ก็จะบอกกล่าวชัด แจ้งว่า “ขอให้เจ้าแม่จงรับเครื่องเซ่นด้วยเถิด” เจ้าแม่คงพอใจจนไม่ปรากฏร่างให้แกขนหัวลุกอีกเลย!

ชำแหละศพ

ความโลภที่เป็นความอ่อนแอของมนุษย์ทำให้คิดว่า ถ้าทิ้งไว้คนอื่นก็ต้องมาเอาไปแน่ๆ อย่ากระนั้นเลย นึกเสียว่าเป็นค่าป่วยการที่จะต้องไปแจ้งตำรวจ หรือผู้ใหญ่บ้านให้มาช่วยเก็บศพละกัน

คิดได้อย่างนั้น โตก็รูดแหวนจากนิ้วศพ…มันแค่สองสลึงละมั้ง? แต่เบาะๆ ก็ขายได้หมื่นบาท! แค่นี้ไม่บาปหรอก ไม่ได้ขโมยนี่…เจ้าของก็ตายแล้วนี่นา!

คืนนั้นหมาหอนค่ะ…โตอยู่กับแม่, ยายและพี่สาวชื่อแตง ทุกคนไม่รู้หรอกว่าโตได้อะไรมา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้สึกรู้สาอะไร

ทัน ใดนั้นยายก็เขม้นมองไปที่ประตูรั้วแล้วร้องว่าเดี๋ยวนะ! โตมองตามก็ไม่เห็นใคร หมายังหอนโหยหวน โตหนาวเยือก แหวนคนตายยังอยู่ในกระเป๋าเสื้อ…สักพักยายก็เรียกโตให้ไปหา

ดิฉันไม่ถือสาหรอกค่ะ ให้ความสำคัญที่ว่าเจ้าหล่อนนิสัยใช้ได้ ไม่มือไวและเคารพเชื่อฟังดิฉันอย่างดี ตุ่นเหมือนดิฉันที่ชอบคุยเรื่องผี ฟังไปกลัวไปทั้งที่วัยห่างกันเกือบยี่สิบปี!

เวลาที่ดิฉันกลับจากทำงานตอนค่ำ หรือยามว่างเสาร์อาทิตย์ ตุ่นจะคอยดูแลรับใช้อยู่ใกล้ชิด สามีและลูกๆ ต้องการอะไร เธอจะกุลีกุจอไปหยิบไปหา หรือไปตลาดให้อย่างรวดเร็วทันใจ

วันก่อนสามีพาลูกๆ ไปเรียนพิเศษ ตุ่นช่วยดิฉันรื้อ-จัดห้องหนังสือ พลางเล่าเรื่องน่าสยดสยองให้ฟัง…เป็นเรื่องน้องชายวัยรุ่นของเธอเอง!

เมื่อปลายเดือนที่แล้วนี่เอง โต-หนุ่มวัย 18 ปีขี่มอเตอร์ไซค์มาตามถนนที่แยกจากสายใหญ่ มันเป็นทางเปลี่ยวยาวไกลมุ่งมาบ้านตุ่น ระหว่งทางมีรถมอเตอร์ไซค์อีกคันหนึ่งคว่ำเค้เก้อยู่ริมทาง…ตอนนั้นถนนโล่ง ว่างตลอดสาย

นี่ต้องเป็นอุบัติเหตุแน่ๆ โตเห็นรอยเบรกไหม้ผิวถนนเป็นทางยาว…คู่กรณีหนีไปได้อย่างลอยนวล…โตจอดรถเพื่อลงไปดูเหตุการณ์ทันที

เธอเป็นผู้หญิงรูปร่างสูงโปร่ง นุ่งยีนส์สวมเสื้อสายเดี่ยวสไตล์เดียวกับตุ่น ผมยาวสยายเปื้อนเลือดที่ไหลทะลักพรั่งๆ ออกมาจากกกหู ปากและจมูก นัยน์ตาจ้องหน้าโตเขม็งคล้ายขอความช่วยเหลือ…นัยน์ตาก็บ่งบอกความเจ็บปวด ทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส!

ขณะที่โตหันรีหันขวาง ตาคู่นั้นก็ลอยคว้างเหลือกกลับจนเห็นแต่ตาขาว ร่างกระตุกอยู่ไม่ถึงครึ่งนาทีก็เงียบไป! โตกลัวแทบขาดใจจริงๆ เกิดมายังไม่เคยเห็นคนตายสักครั้งเดียว แล้วนี่ก็มาตายใส่เขา…ตายอยู่กับเขาเพียงลำพัง บนถนนที่โล่งโจ้งไกลสุดลูกหูลูกตา

ตอนแรกหนุ่มโตคิดจะเผ่น เขาจะต้องรีบไปแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านมาดู…แต่เอ๊ะ! ทองคำสุกปลั่ง สะท้อนแสงแดดเห็นจ้า เป็นประกายที่นิ้วกำเกร็ง หงิกหงอ

“ใครน่ะยาย?” โตร้องถาม ใจสั่นคล้ายจะเป็นลม ยายเดินกลับมา…พลางพูดคุยกับอากาศว่างเปล่าข้างๆ กาย

แม่, ยาย, แตงและน้องโตต้องถ่อไปถึงงานศพของสาวนั้น เอาแหวนไปคืนและขอโทษขอโพยญาติๆ จนเรียบร้อย โล่งอกโล่งใจไปตามๆ กัน

ตุ่มสรุปท้ายว่าสมน้ำหน้าไอ้โตมันจริงๆ แต่โชคดีของมันที่ผีมาทวงของคืน มันจะได้เข็ด…ไม่งั้นต่อไปคงต้องสะสมสันดานขโมยขโจรแน่นอน

แล้ว ตุ่มก็แถมท้ายว่า…ผีดุขนาดหวงแหวนวงเดียว คงจะติดตามไปทวงชีวิตจากฆาตกรบนถนนผู้ฆ่าเธอแน่ๆ เพราะไม่มีอะไรที่คนเราจะหวงแหนมากกว่าชีวิตของตัวเอง จริงไหมคะ?

โตล้มตึง หน้ามืดวูบ…พอรู้ตัวอีกทีก็ค่อยๆ ลืมตา ภาพเบื้องหน้าพร่าพราย หมุนวน มองหน้ายาย หน้าแม่ หน้าพี่แตง…และหน้าซีดขาวของผู้หญิงผมยาวที่ไม่มีตาดำ…

โตแผดร้องสุดเสียง สิ้นสติไปอีกครั้ง!

เช้ามืด น้องชายตัวแสบของตุ่นฟื้น แต่จับไข้สูง แถมมองเห็นแต่ผู้หญิงผมยาวเปื้อนเลือดมาเดินวนเวียนอยู่รอบๆ เตียง…เดี๋ยวหายไป เดี๋ยวก็โผล่มา

โตแทบสติแตก ทนไม่ไหวอีกแล้ว…ร้องไห้สารภาพว่ารูดแหวนมาจากนิ้วศพ โถ! เด็กไม่มีนิสัยขี้ขโมย แต่ตอนนั้นมันคิดอะไรก็ไม่รู้ ถึงได้ลงมือทำอุบาทว์ขนาดนั้นไปได้ลงคอ

ยายกับแม่จุดธูปขอขมา บอกกล่าววิญญาณของสาวตายโหง สัญญาว่าจะนำแหวนไปคืนให้ถึงบ้านเลย!

คราวนี้ลำบากละซิ ต้องสืบถามว่าเธอเป็นคนโพนทองยังเป็นนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ แล้วกลับมาเยี่ยมบ้าน ถึงคราวชะตาขาด โดนรถชนตายข้างถนนสายเปลี่ยว

 

ผีกับวิญญาณ

คืนนั้นรถในกรุงเทพฯ ติดสาหัสสากรรจ์ กว่าจะหลุดออกมาได้ก็สองยามเศษแล้ว โอ๊ตแนะนำว่าให้ไปเช้าวันเสาร์ดีกว่ามั้ย? แต่ผมบอกว่าไปคืนนี้แหละน่า เรายังหนุ่มไฟแรงจะกลัวเหนื่อยกลัวเพลียไปทำไม!

อีกอย่างหนึ่งผมก็คน นอนดึก ถ้าโอ๊ตง่วงก็นอนไปในรถแล้วกัน เราคงไปถึงปากช่องราวตีสองไม่เกินตีสาม สบายมาก! ถึงที่นั่นแล้วจะนอนให้สบาย ตื่นสายๆ สักเก้าโมงสิบโมงก็ยังได้

ขับรถตอนกลางคืนน่ะผมชอบมากเลย ไม่ร้อนและรู้สึกสงบลึกลับบอกไม่ถูกครับ

ตอน เข้าเขตปากช่องเครื่องยนต์เกิดสะดุดจนดับไปพักหนึ่ง ขณะนั้นราวตีสอง…บริเวณนั้นมืดสลัว…น่าแปลกที่แทบไม่มีรถร่วมทางเลย! มันน่าจะมีรถบรรทุก รถทัวร์บ้าง แต่นี่ว่างจริงๆ ถนนโล่งมองเห็นแล้วนึกถึงบรรยากาศในแดนสนธยา…ลมหนาวพัดวูบเล่นเอาผมขนลุก เกรียว

จู่ๆ เครื่องก็ติด เฮ้อ…โล่งอกไปที!

ผมออกรถแล่นไปได้ เดี๋ยวเดียว แสงไฟหน้ารถก็ส่องกระทบกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ใส่เสื้อยืดสีขาวๆ กางเกงสามส่วนสีดำๆ เขาเป็นคนตัวเล็ก เตี้ยล่ำ ผมคงไม่ลืมใบหน้านั้นไปอีกนาน…หน้าที่แป้นกว้าง ผมกระเซิง จมูกแบน ตาโตและดำมากด้วย

ที่ผมมีเวลาพิศดูเขาขนาดนั้น เพราะทันทีที่แสงไฟส่องเขา หนุ่มนั่นก็โบกมือขอติดรถไปด้วย ผมชะลอรถทำท่าจะให้เขาขึ้นมา แต่โอ๊ตตบไหล่ผมอย่างแรง

“อย่าหยุด! ไปเลยๆ ไปเดี๋ยวนี้!”

ผม ได้สติก็บึ่งรถฉิว ความรู้สึกตอนนั้นบอกไม่ถูกเลยครับ คือจำได้ว่าเมื่อเห็นเขาโบกรถน่ะผมมึนๆ งงๆ เหมือนเคลิ้มฝัน จนได้ยินเสียงโอ๊ตสติก็กลับมา ครั้นแล้วก็อดรู้สึกผิดไม่ได้…ผมน่าจะรับเขาขึ้นมาด้วย เหมือนคนใจร้ายจริงๆ

“ไม่เห็นเหรอ…” โอ๊ตเสียงสั่น “ตอนแกจอดรถน่ะ แสงไฟกระทบตามันแดงจ้าออกมาเลย น่ากลัวเป็นบ้า..ท่าจะไม่ใช่คน!”

ฟัง แล้วสยอง…ผมไม่ได้เห็นแสงจากนัยน์ตาคู่นั้นหรอกครับ เพียงแต่สะกิดใจว่ามันดำเหลือเกิน…เป็นลูกตาที่ดำใหญ่เกือบเต็มรูปตา ยอมรับเลยครับว่ามือไม้อ่อน เสียวที่มือและฝ่าเท้าแต่ก็ตั้งสติให้มากขึ้น ไม่ขับตะบึงแบบคนเสียสติ ตาก็มองกระจกหลังตลอด

ผมกับโอ๊ตเสียวสันหลังจนกระทั่งรถเลี้ยวเข้ารีสอร์ตของเรา แต่ความกลัวก็ยังอยู่ในใจ

 

หลังจากนั้นก็จัดการปรับปรุงพื้นที่ ปลูกต้นไม้ ดอกไม้และทำสระว่ายน้ำกับบังกะโลสิบกว่าหลัง ทางด้านตะวันตกยังมีภูเขาซึ่งระเบิดทำหิน จนกลายเป็นเนินเขาเตี้ยๆ ดูสวยไปอีกแบบ

ผมมีอาชีพทางนี้อยู่แล้วก็เลยไปช่วยดูแลการเริ่มต้นของกิจการด้วยความเต็มใจ

ทีแรกกะว่าจะเปิดรีสอร์ตนี้ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเปิดเทอมภาคกลาง และต้อนรับการท่องเที่ยวป่าเขาในฤดูหนาว แต่ด้วยปัญหาการก่อสร้างทำให้ทุกอย่างล่าช้าก็เลยต้องเลื่อนไปเปิดตัวเอา เดือนธันวาคม ช่วงเทศกาลปีใหม่

ระหว่างนั้น ผมกับโอ๊ตก็ขึ้นๆ ล่องๆ กรุงเทพฯ กับปากช่องแทบทุกสัปดาห์ โดยผมพยายามเคลียร์งานให้เสร็จภายในวันศุกร์ โอ๊ตจะมาหาที่ทำงานและใช้รถผมขับไปปากช่องด้วยกัน…

ศุกร์สุดท้ายของเดือนนั้นก็ตรงกับคืนฮัลโลวีนพอดี!

ผมไม่ได้คิดอะไรมาก แต่กว่าจะเสร็จงานก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่มแล้วครับ

 

ถ้าผมหยุดรับเขาขึ้นมาล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?

เราเอาของออกจากรถ แล้วเดินเข้าบังกะโลหลังหนึ่งที่แม่บ้านเตรียมเปิดห้องไว้ให้แอร์เย็นฉ่ำ เชียว…ขณะเดินออกมาเพื่อจะหยิบแล็ปท็อปในรถ ผมเห็นใครคนหนึ่งด้อมๆ มองๆ อยู่ข้างนอกรั้ว…เห็นหน้าแล้วเข่าแทบทรุดฮวบเลยครับ!

ผู้ชายคนนั้นเอง! ตาผมไม่ได้ฝาดแน่ รีบเรียกให้เพื่อนดู โอ๊ตก็เห็น…รีบบอกยามที่อยู่ตรงนั้น ยามหันไปมองแต่ไม่มีใครที่รั้วเลยสักคนเดียว

นับแต่วินาทีนั้น ผมไม่ได้เห็นเขาอีกเลย!

เขาเป็นใครก็ไม่รู้ แต่ทบทวนดูแล้วไม่น่าจะใช่คนแน่ จะว่าเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาก็ไม่น่าจะใช่ หรือเป็นคนที่ประสบอุบัติเหตุตรงนั้นแล้วไม่รู้จะไปไหน… เอ๊ะ! หรือว่าเขาต้องการตัวตายตัวแทน

แต่ที่แน่ๆ คือผมจะพยายามไม่ขับรถผ่านเส้นทางนั้นตอนกลางคืนเด็ดขาด ถ้าเกิดเจอเขาเข้าอีกครั้งในยามค่ำคืน เผลอๆ ก็อาจจะช็อกตายคาที่ก็ได้ครับ! บรื๋อออ…

คืนหลอนนรกแตก

ผมปิดไฟในห้องทั้งหมด เหลือไว้แต่ไฟในห้องน้ำที่แง้มประตูให้แสงลอดเข้ามารางๆ

หลัง จากนอนหนุนหมอน ห่มผ้าอย่างสบายผมก็เคลิ้มใกล้หลับ…ทันใดนั้นก็มีเสียงทุบประตูดังมาก มันดังเหมือนมีใครกำลังจะพังประตูเข้ามายังงั้นแหละครับ

ผมผุดลุกขึ้นนั่งงงๆ เกิดอะไรขึ้นเหรอ? ใครเป็นอะไร…หรือว่าไฟไหม้?!

ยัง ไม่ทันจะขยับตัว ผมก็เห็นกับตาว่ามีชายร่างใหญ่ สูงทะมึนราวยักษ์ปักหลั่นใส่ชุดคนไข้โรงพยาบาล เดินทะลุประตูที่ล็อกไว้แน่นหนาเข้ามาดื้อๆ

เขาเข้ามาถึงเตียงก็ทิ้ง ตัวลงนอนข้างๆ ผม ส่วนผมเองยังนั่งตาแป๋วแต่ขยับตัวไม่ได้เลยครับ…เคยได้ยินคนโดนผีอำเล่า ว่าพวกเขาจะนอนตัวแข็ง แต่ผมโดนผีอำในท่านั่งเรอะเนี่ย?

ผมว่าผีอำเพราะเลือดลมในตัวไหลไม่สะดวก ไม่ใช่มีผีมาอำแต่ประการใด!

แต่นี่แปลกมากๆ เลย…

ผม กำลังฝันไปรึไง? ชายร่างใหญ่นอนแข็งทื่อ หอบหายใจยาวๆ แรงๆ สัก 2-3 ทีก็มีเสียงคร่อก…นัยน์ตาเหลือกค้าง จากนั้นก็มีบุรุษพยาบาลโผล่มาจากไหนไม่รู้ มาฉีดยากันเน่าเข้าที่เส้นเลือดที่เขาผ่าบริเวณขา พวกเขาปั๊มยาเสียงฟืดๆ แล้วก็ช่วยกันแต่งตัวศพ…

สรรพสิ่งเงียบเชียบเยือกเย็น จนผมพยายามบอกตัวเองว่าเรากำลังฝันไปเอง!

ภาพที่ผมเห็นมันสว่างเหมือนเราดูหนัง แต่พวกเขาห่อศพเสร็จ แสงสว่างนั้นก็ค่อยๆ จางลง…ห้องผมกลับมืดสลัวตามเดิม

ยอมรับว่าผมงงมาก แต่ก็นึกว่านี่เราคงฝันร้าย เพราะจิตรับรู้ว่าโรงแรมนี้เคยเป็นโรงพยาบาลร้างมาก่อน

ผม ลุกขึ้นมาดื่มน้ำ แล้วกลับมานอนคิดไปคิดมาอยู่นาน หัวใจที่เต้นแรงตอนที่รู้สึกตัวใหม่ๆ เริ่มจะเป็นปกติ…ในที่สุดก็ผล็อยหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้เนื้อรู้ตัว

 

แต่เบื้องหลังที่นี่คือโรงพยาบาลร้างที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ซะให้โก้หร่านสว่างไสว

บอกตรงๆ ว่าผมเองน่ะไม่เคยเชื่อถือเรื่องผีๆ สางๆ เลยครับ!

มิไยที่มีคนกระซิบว่าที่นี่ผีดุจนลือลั่น ผมก็ไม่หวั่นไหว ผีเผออะไรกันคิดไปเองทั้งนั้น! ผมว่าเรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ใจ คนกลัวผีก็มักจะเจอผี จริงมั้ยครับ?

คืนนั้นผมนอนคนเดียวในห้องเตียงเดี่ยว ห้องสวยๆ บรรยากาศดีๆ ทำให้สบายใจมากๆ รู้สึกว่าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แสนสุโข…ดีล่ะ! พรุ่งนี้ผมจะได้ประชุมอย่างปลอดโปร่งและมีประสิทธิภาพ

ผมกินมื้อค่ำกับเพื่อนร่วมงานทั้งฝ่ายกรุงเทพฯ และอุบลฯ อิ่มหนำสำราญตั้งแต่สองทุ่มเศษๆ ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใดๆ ทั้งสิ้น จากนั้นต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย บางคนขอเข้าห้องพัก แต่บางคนก็หัวเราะต่อกระซิก ชักชวนกันออกไปชมชีวิตราตรีตามประสาผู้ชาย

ส่วนผมขอตัวกลับขึ้นห้อง ตั้งใจจะดูทีวีซักหน่อยแล้วก็อาบน้ำเข้านอนแต่หัวค่ำ

ตอนที่ผมเปิดประตูห้องพักเข้าไปน่ะรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวโดยไม่มีเหตุผล ไฟในห้องก็กะพริบวูบๆ ทำท่าเหมือนจะดับแหล่ไม่ดับแหล่ แต่ก็กลับสว่างเป็นปกติ

ผมไม่ได้ใส่ใจกับทั้งสองเหตุการณ์นี้เลย ที่ผมขนลุกอาจจะเป็นเพราะปะทะกับไอเย็น ส่วนไฟที่กะพริบก็อาจเป็นเพราะกระแสไฟตกอันเป็นสาเหตุธรรมดา

ผมเดินเข้าไปอาบน้ำสระผมอย่างไม่รีบร้อน แล้วก็แต่งชุดนอนมานั่งพิงพนักหัวเตียงดูทีวี แต่แล้วก็เบื่อ เป็นอันว่าปิดไฟนอนดีกว่า

 

เมื่อผมเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเขาก็ขนลุก แล้วบอกว่าผมโดนผีหลอกอย่างน่าสยดสยองที่สุด แต่ผมก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี และคิดว่าตัวเองฝันร้ายอยู่นั่นแหละ…คุณผู้อ่านล่ะครับ คิดว่าสิ่งที่ผมได้ประสบคืนนั้นมันคืออะไรแน่?!

ไฟคลอกตาย

เย็นนั้น ดิฉันออกไปเล่นซ่อนแอบกับเพื่อนๆ ที่ถนนหน้าบ้าน ร่มรื่นด้วยกิ่งก้านของต้นลิ้นจี่ที่ออก ลูกแดงอร่าม ฝั่งตรงข้ามเป็นคูน้ำกั้นสวนส้มโอที่ดูหนาทึบ คล้ายๆ จะมีความเร้นลับซ่อนเร้นอยู่อย่างนั้นแหละค่ะ

ขณะนั้นเอง ป้ากลีบก็เดินถือฟืนท่อนหนึ่งออกจากบ้าน แกนุ่งผ้าดำสวมเสื้อขาว ดิฉันถามว่ายายจะไปไหน? แกก็บอกว่า…ไปเผาผี!

อ้อ! ส้มโออัมพวาก็ขึ้นชื่อลือชาเหมือนกัน นะคะ

คุณครูสมทรงมีสวนส้มโอมากมาย ก่อนนั้นก็เป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่ปลูกกันมาสมัยปู่ย่าตายาย เมื่อได้ศึกษาค้นคว้าอยู่หลายปีก็พบว่าส้มโอพันธุ์ขาวพวงหรือขาวแป้นอะไรพวก นี้จะเหมาะกับดินและน้ำแถวนครชัยศรี นครปฐมมากกว่าที่อัมพวา

ก็เลยได้พันธุ์ขาวใหญ่มาปลูกแพร่หลาย ใช้ปุ๋ยชีวภาพที่ไม่มีอันตราย กับดินจากนาเกลือมาโรยโคนต้น เขาเรียกเสียไพเราะน่าฟังว่า “ดอกเกลือ”

แหม! ดิฉันก็มัวแต่พูดถึงผลไม้ดังๆ ของอัมพวาเสียเพลิน แต่รับรองว่าไม่ลืมเรื่องขนหัวลุกหรอกค่ะ!

สมัยเด็กๆ ดิฉันมีเพื่อนบ้านที่สนิทกันคือลุงป่วนกับป้ากลีบ สองผัวเมียอายุเกือบห้าสิบแล้วค่ะ แต่ก็ยังแข็งแรงไม่แพ้หนุ่มสาว เพราะอาชีพชาว สวนทำให้ได้ออกกำลังเกือบทั้งวัน มีลูกชายคนเดียวชื่อพี่เปลวก็ไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ

ตอนที่ดิฉันใกล้จะขึ้นป.4 พ่อแม่ก็พาไปเยี่ยมญาติที่วงเวียนใหญ่ ยังได้มีโอกาสพบกับพี่เปลวเลยค่ะ เพราะคนบ้านเราไปอยู่ที่นั่นหลายคน

…พ่อแม่พาดิฉันไปไหว้พระวัดพระแก้ว, วัดโพธิ์และเที่ยวตลาดนัดท้องสนามหลวงน่าตื่นเต้นมากเลย…เกิดมาไม่เคยเห็น ตลาดอะไรจะใหญ่โตเหมือนที่นั่นมาก่อน

แต่เมื่อกลับไปถึงบ้านได้แค่วันเดียว รุ่งขึ้นก็โดนผีหลอกอย่างจัง!

“ไปเผาผียายทองห่อน่ะซี!”

“ยายทองห่อเดินมากับป้าหยกๆ นี่นา” ดิฉันบอกเสียงสั่นๆ “นั่นไง! แกยืนตัวแข็งอยู่ที่นั่น!”

“เฮ้ย!” ป้ากลีบร้องลั่น กลับเป็นฝ่ายกอดดิฉันแน่นขณะที่หันไปดู…ท่ามกลางเสียงหมาหอนมาจากวัด ยอดลิ้นจี่ไหวซ่าอยู่กับสายลม…ร่างของยายทองห่อค่อยๆ เลือนรางจางหายไปต่อหน้าต่อตาเรา ป้ากลีบนึกขึ้นได้ก็ควักผ้าสีแดงออกมาเช็ดน้ำตา

ที่ อัมพวาไม่ได้พูดว่า “ไปเผาศพ” หรอกนะคะ แต่นิยมพูดว่า “ไปเผาผี” กันแทบทั้งนั้น คนที่ไปเผาผีก็มักจะมีฟืนติดมือไปด้วยคนละท่อน คล้ายจะเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดกันมานมนานแล้วว่าต้องถือฟืนไปช่วยเผาผีกัน ทุกคน

พวกเราเล่นซ่อนแอบกันต่อไป…คิดว่าเดี๋ยวป้ากลีบคงจะเดินกลับบ้านเพราะวัดตาพรหมอยู่ใกล้ๆ นั่นเอง

อีก ราว ครึ่งชั่วโมง ดิฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพ่อแม่คงจะไปเผาผีกับเขาด้วย เลยเดินย้อนไปที่บ้าน…แต่กลับเห็นป้ากลีบเดินมากับยายทองห่อ รูปร่างผอมสูง ผิวดำ แต่งตัวดำขาวคล้ายๆ กัน ยายทองห่อทำท่าจะเลี้ยวไปบ้านแกก่อน ดิฉันก็ถามป้ากลีบว่า…ไปเผาผีใครมาล่ะป้า?

คำตอบของแกทำให้ดิฉันใจหายวาบ ผวาไปกอดเอวป้ากลีบอย่างลืมตัว

“โถ…อุตส่าห์มาส่งถึงบ้านเชียวหรือพี่ทองห่อ? ขอบใจละนะ ขอให้ไปที่ชอบๆ เถอะ อย่ามาให้เด็กเล็กเห็นอีกเลย เดี๋ยวมันจะขวัญหนีดีฝ่อตาย”

ดิฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น…ต้องยกมือไหว้ให้ป้ากลีบไปส่งบ้าน พ่อกับแม่เพิ่งกลับมาจากวัดพอดี…ดิฉันนึกถึงหน้าตาของยายทองห่อดิฉันก็ ปล่อยโฮออกมาตอนนั้นเอง!

ผีโลงผุ

ผมย้ายมานอนห้องชั้นล่างที่เดิมเป็นห้องของสาวใช้ เสียอย่างเดียวที่ไม่มีห้องน้ำในตัว ตอนดึกๆ ถ้าปวดท้องก็ต้องเดินออกมาเข้าห้องน้ำที่อยู่ใต้บันได เสียวไส้น่าดู แต่คิดว่าถ้าผีมีจริงเธอคงจะไม่มาหลอกพี่ชายอย่างผมแน่ๆ

บางทีผมไม่กล้ามองไปที่ช่องมืดๆ ของทางขึ้นบันไดเลยครับ!

ที่ ต้องทนอยู่ก็เพราะข้อแรก ในบ้านยังมีข้าวของต่างๆ อีกไม่น้อย โดยเฉพาะหนังสือ ถ้วยโถโอชามที่คุณอาขนไปไม่หมด ท่านเป็นห่วงบ้าน กลัวว่าขโมยขโจรเข้ามาหยิบของไปใช้ตามอำเภอใจ อีกอย่างก็คือกลัวไฟไหม้เพราะไม่มีคนอยู่

ข้อสำคัญคือผมยังไม่มีปัญญาย้ายไปไหน…เงินไม่พอ! อยู่อย่างนี้ไปก่อนแล้วกัน

คืนหนึ่งหลังจากแอนตายไปสามเดือน ผมกำลังเคลิ้มก็พอดีได้ยินเสียงตึงๆ ที่ชั้นบน

เอา แล้วไง…มาล่ะซิ! ผมขนลุกซ่า เอื้อมมือเปิดไฟหัวเตียงแล้วลุกขึ้นนั่ง แหงนมองฝ้าเพดาน…อีกตึงแล้ว! เอ๊ะ…อะไร? จะว่าจิ้งจกตุ๊กแกมันก็ไม่น่าทำได้ขนาดนั้นนี่นา!

ตึ๊กๆๆ…เสียงวิ่ง อยู่บนบ้าน! ชัดแล้ว…ขโมยแน่! ผมจะต้องไล่มันไป ไม่กลัวครับ เชื่อว่ามันมาคนเดียว ฝีเท้ามันแค่หนึ่งคน และคงจะตัวเล็กๆ เบาๆ ด้วย

เสียงนั้นวิ่งไปวิ่งมา ผมมองตาม…มันจะวิ่งไปทำไม?

สักพักก็มีเสียงประตูเปิดแอ๊ด…ประตูห้องนอน! แล้วก็ปึง…เดี๋ยวเถอะ!

แอนทำใจไม่ได้ ดื่มยาล้างห้องน้ำตายอย่างทุรน ทุรายอยู่ในห้องนอนชั้นบนของเธอ!

ความตายของแอนน่าสะเทือนใจนัก คุณอานัยนาร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือดด้วยความรักและเสียดาย…แอนเพิ่ง จะอายุแค่ 22 ปีเท่านั้น เพิ่งเรียนจบปริญญาสาขาบัญชีมาหมาดๆ ได้เกียรตินิยมด้วยครับ

คุณอาเป็นคนไปพบศพในตอนพลบค่ำหลังกลับจากที่ทำงาน…ยาล้างห้องน้ำมีโซดาไฟ ผสมอยู่ มันกัดหลอดอาหารและอวัยวะภายในจนเลือดทะลักออกทางปาก มือกำเกร็ง ตาเหลือกค้าง

เด็กสาวน่ารักกลายเป็นศพเน่าสยดสยอง น่าเวทนา เป็นภาพที่ติดตาคุณอาชนิดไม่รู้ลืม!

คุณอาและสามีกับสาวใช้ขนของออกจากบ้านนี้ไปอยู่คอนโดฯ บอกตรงๆ ว่ากลัวผี…ถึงอยากจะขายบ้านนี้แต่ก็ยังขายไม่ออก ผมเองซึ่งไม่กลัวผีอาสาอยู่เฝ้าบ้านนี้ให้

สรุปแล้ว ผมอยู่ในบ้านสองชั้นที่โอ่โถงนี้เพียงลำพัง ตอนกลางวันก็ปิดไว้เฉยๆ พอเลิกงานก็กลับเข้าบ้านซึ่งมืดตึ๊ดตื๋อไปทั้งหลัง ชาวบ้านชาวช่องถามว่าผมอยู่ได้ยังไง? ไม่กลัวผีเหรอ? ผมตอบว่าผมรักและสงสารแอนจนกลบความกลัว

แต่ถ้าถามว่าหวาดไหม? ต้องยอมรับว่าหวาดครับเพราะบ้านมันเงียบเหลือเกิน…ส่วนใหญ่ในบ้าน โดยเฉพาะชั้นบนทั้งชั้นมืดสนิท

นั่นไง! มันสะดุดอะไรล้มโครมคราม แล้วก็กลิ้งครับ…กลิ้งไปทางโน้นทางนี้

ไม่ใช่คนแล้ว! ผมขนลุกซ่า รู้สึกผมทุกเส้นตั้งชัน ปากคอแห้งผาก ถอยกรูดๆ คนอะไรจะกลิ้งได้ดังลั่นบ้านขนาดนี้! มันกลิ้งแล้วก็ดิ้นตึงๆ จากนั้นก็มีเสียงประตูเปิด มันวิ่งออกมาข้างนอก

ผมเผ่นล่ะ ทั้งที่ยังสวมชุดนอนก็เถอะน่า!

ตะลีตะลานเปิดประตูล็อกกระจก ไม่ยอมหันไปมองบันได พอเปิดประตูได้ก็วิ่งแน่บออกไปที่ถนนในซอย เงินติดตัวก็ไม่มี กุญแจรถก็ไม่ได้เอามา…มันยังอยู่ในห้องนอนโน่น ผมไม่เอาแล้วล่ะครับ

โทรศัพท์มือถือก็อยู่กับกุญแจรถน่ะแหละ สรุปว่าผมวิ่งออกมาตัวเปล่า…เอ๊ย! ไม่ใช่…ใส่แต่ชุดนอน!

สุดท้ายผมก็ไปกดออดเรียกน้าแจ่มเพื่อนบ้าน ถึงจะดึกดื่นเกือบตีสองแล้วก็เถอะ

น้าแจ่มตกอกตกใจ พอเห็นว่าเป็นผมเธอก็เข้าใจโดยไม่ต้องถามสักคำ เปิดบ้านให้ผมไปนอนสั่นเป็นลูกนกโดนลมหนาวเพราะกลัวผีอยู่ในห้องรับแขก

นี่ล่ะครับประสบการณ์ของผม มันจะเป็นอะไรล่ะถ้าไม่ใช่ผี?

ขอสรุปอีกทีว่า คนเราต่อให้รักกันแค่ไหน ตายไปก็เป็นผี มันน่ากลัวสุดขีดเลยล่ะครับ!