ล่าท้าผี

There are 42 entries in this Category.

นรกส่งผีมาอาฆาต

คืนนั้น เสียงหมาในหมู่บ้านเห่าหอนโหยหวนแทบตลอดคืน จนดิฉันหลับๆ ตื่นๆ บางครั้งก็คล้ายจะแว่วเสียงพึมพำขอบอกขอบใจของวิไล แต่บางคราวก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้เบาๆ มาจากชั้นล่าง เสียงแม่ปลอบลูกสลับกับเสียงกล่อมเห่ ท่ามกลางเสียงยอดไม้กำลังคร่ำครวญกับสายลม…

ฟังเผินๆ เหมือนกับเสียงใครร้องไห้คร่ำครวญ สลับกับเสียงสะอึกสะอื้นด้วยความทุกข์โศกอย่างเหลือประมาณ!

รุ่ง ขึ้น ดิฉันตื่นสายกว่าเดิม รีบลงไปเข้าครัวเพื่อ ตระเตรียมอาหารเช้า ก่อนจะไปเคาะประตูห้องชั้นล่าง แต่ไม่มีเสียงตอบเลยจึงลองผลักประตูเข้าไป ก่อนจะยืนตะลึงพรึงเพริดเหมือนถูกสาปในบัดดล

ไม่มีวิไลกับลูกน้อยอยู่ ในห้อง…ต่อมาจึงได้ทราบว่าจมน้ำตายทั้งแม่ทั้ง ลูกตั้งแต่วันนั้น แล้ววิญญาณเพื่อนก็ตรงดิ่งมาหาดิฉันด้วยความรักและผูกพันทันที…แม้จะน้ำตา ไหลด้วยความเวทนา แต่ก็อดขนหัวลุกไม่ได้หรอกค่ะ!

 

บ้านเมืองล่มจม พินาศวอดวาย ผู้คนเดือดร้อนแทบเลือดตากระเด็นไปตามๆ กันเป็นจำนวนมากมายนับล้านๆ คน

เรือกสวนไร่นาล้วนจมอยู่ใต้น้ำ บ้านเล็กเรือนน้อยปลิวหายไปกับสายน้ำบ้าคลั่ง เชี่ยวกรากเหมือนคนเจ้าโทสะ ทะลักทลายจากเหนือลงภาคกลางแล้วโหมกระหน่ำเข้ากรุงเทพฯ ทำให้ผู้คนสิ้นเนื้อประดาตัว อดอยากปากหมอง น้ำตาอาบหน้า ทุกข์ร้อนจนถึงกับไร้ที่นาคาที่อยู่ ต้องไปอาศัยอยู่ตามศูนย์อพยพนับพันๆ คน

บ้างหลับนอนตามข้างถนนรนแคม กระเซอะกระเซิงราวคนจรจัดก็ปานกัน!

เพื่อนร่วมชาติตาดำๆ ต้องสังเวยชีวิตไปกับสายน้ำเกือบพันคนแล้ว เด็กๆ กับคนชรา คนป่วยที่ต้องหอบหิ้วหนีน้ำกันทุลักทุเล เห็นภาพทางทีวีทำให้หดหู่ รู้สึกอเนจอนาถใจจนบอกไม่ถูก

หลายๆ คนสติแตก และบ้างก็ฆ่าตัวตายเพราะความทุกข์ ความเครียดบีบคั้นจนทนต่อไปไม่ไหว

เรื่องใหญ่โตขนาดนี้ไม่อยากโทษใครหรอกค่ะ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็อดหลับอดนอน ช่วยกันทำงานจนสุดกำลังแล้ว นอกจากทำใจว่ามนุษย์ทำร้ายธรรมชาติก่อน ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ธรรมชาติเอาคืน!

ครอบครัวดิฉันกับเพื่อนบ้านอยู่ที่ ต.บางรักน้อย อ.เมือง จ.นนทบุรี นี่เองค่ะ

จะว่าโชคดีก็ได้ที่น้ำยังท่วมไม่ถึง แต่พวกเรา ก็ช่วยกันสละแรงกายและเงินทองเพื่อช่วยเหลือ เพื่อนร่วมชาติจนสุดกำลัง…ญาติมิตรจากทางเหนือที่ประสบอุทกภัยต้องอพยพลง มาพักพิงชั่วครั้งชั่วคราว พวกเราก็ต้อนรับอย่างเต็มอกเต็มใจ

ตอนแรกเพื่อนสามีพาลูกเมียจากนครสวรรค์ลงมาอยู่ด้วย เราก็จัดห้องชั้นล่างให้จนทางโน้นน้ำลดก็ร่ำลากันกลับไป

อีกไม่กี่วันต่อมา วิไลเพื่อนสนิทดิฉันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมด้วยกัน อยู่ปทุมธานีใกล้ๆ นี่เอง เธออุ้มลูกน้อยอายุขวบเศษที่หลับอยู่กับอก หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้ามาขอพักพิง…สามีเธอไปทำงานที่อยุธยา ตั้งแต่น้ำท่วมได้ไม่นานก็ขาดการติดต่อไปเลย

ดิฉันกุลีกุจอจัดห้องชั้นล่างให้ หาข้าวปลาอาหารให้เพราะวิไลมาถึงตอนค่ำแล้ว บอกว่านั่งรถมาข้ามสะพานที่หน้าวัดก่อนเข้าหมู่บ้านที่ยังเป็นสวนผลไม้นานา ชนิด ส่วนมากเลี้ยงกล้วยไม้กันค่ะ จนมีชื่อไป ทั้งจังหวัด

วิไลบอกว่าน้ำมาเร็วมาก รีบคว้าเสื้อผ้ากับนมลูก หนีออกมาได้ก่อนจะโดนน้ำทะลักเข้าไปเกือบครึ่งบ้าน…กว่าจะมาถึงบ้านดิฉัน ได้ก็เหน็ดเหนื่อยแทบจะขาดใจตาย!

หน้าตาของเธอหม่นหมองซีดเซียว พูดคุยกันสักครู่ก็ขอตัวพักผ่อน บอกว่าชงนมใส่ขวดไว้ให้ลูกเรียบร้อยแล้ว ดิฉันขอให้เธอคิดว่าอยู่บ้านตัวเอง กับทำใจให้สบาย อย่าไปเครียดกับมันนัก…ไม่ช้าเรื่องร้ายๆ ก็จะผ่านไปเอง

ไม่ว่าชีวิตจะมีปัญหายุ่งยาก หรือเกิดเรื่องเดือดร้อนรุนแรงแค่ไหน แต่ชีวิตเราก็ต้องดำเนินต่อไป!

วิไลพยักหน้าช้าๆ ไม่ได้พูดอะไรนอกจากจะมองสบตาดิฉันด้วยแววซาบซึ้ง…แววตาที่ดิฉันจะไม่มีวันลืมได้เลยตลอดกาล

 

วันป่าช้าแตก

ถ้าให้ดีที่สุดควรทำทุกอย่าง แต่ถ้าไม่มีความสามารถให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง รับรองว่าได้ผล 100 % แต่ต้องยึดมั่นข้อที่ 1 เป็นหลักคือ ไม่กลับไปทำแท้งอีก จึงจะได้ผล

•เมื่อท่านทำวิธีแก้กรรมครั้งนี้แล้ว ถ้ากลับไปทำแท้งอีกผลกรรมจะกลับมาหาท่านหลายร้อยเท่า พันเท่า

•และ หลังจากที่ได้ทำบุญทุกอย่างแล้ว ท่านต้องกลับมาจุดธูป 16 ดอก เพื่อขออโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวรและเจ้าบุญนายคุณ และขอพรหลังจากอโหสิกรรมแล้ว ท่านจะสมหวังทุกประการ

เราไม่ได้สนับสนุนให้เกิดการทำแท้งขึ้น แต่เป็นการช่วยแบ่งเบากรรม และสร้างความสบายใจให้แก่คนที่พลาดพลั้งไปในชีวิต จะเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี เราไม่ได้หวังว่าจะส่งเสริมให้คนทำมากขึ้น แต่เป็นการแก้กรรมที่ถูกต้องที่ดีที่สุด เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด และได้รับประโยชน์สูงสุด สำหรับการแก้กรรมนี้ ใช้ได้ทั้งคนที่ไปทำแท้ง คนที่สนับสนุนการทำแท้ง เช่น แฟนของผู้หญิงที่ท้อง พ่อแม่ของผู้หญิงที่ท้อง และก็เพื่อนที่พาไปทำหรือแนะนำสถานที่ไปทำแท้ง ทุกคนที่กล่าวมานี้ล้วนมีกรรมในการกระทำครั้งนี้ ทางเราขอย้ำว่า เราไม่ได้สนับสนุน ส่งเสริมให้เกิดการทำแท้ง แต่เราต้องการให้แก้กรรมโดยถูกวิธีที่สุด •การตักบาตรเป็นการสั่งสมบุญไปใช้ชาติหน้าไม่มีผลต่อการแก้กรรมในการทำแท้ง

•การทำสังฆทานเป็นการใช้กรรมให้แก่เจ้ากรรมนายเวรไม่มีผลต่อการแก้กรรมทำแท้ง

การแก้กรรมในการทำแท้งที่ดีที่สุดคือ

1.ต้องตั้งจิตอธิฐานว่า ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย จะไม่ทำแท้งอีก การแก้กรรมครั้งนี้ถึงจะได้ผล

2.ต้องบริจาคร่างกาย

3.ต้องบริจาคอวัยวะ

4.ต้องบริจาคเลือดอย่างน้อย 7 ครั้ง

5.ต้องบริจาคเงินเพื่อไถ่ชีวิตโค – กระบือ

6.ซื้อเครื่องมือแพทย์ บริจาคให้กับตามโรงพยาบาล

 

ชำแหละสูตรผีบาคาร่า

ตอนเด็กๆ ไม่ว่าหญิงหรือชายก็ซุกซนพอกัน เช่น ชอบว่ายน้ำไปเกาะเรือโยงบ้าง จนถึงเล่นไต่เชือกที่ผูกโยงระหว่างเรือลำต่างๆ บางทีก็พกหนังสติ๊กเข้าสวน คอยยิงกระรอกตามสวนมะพร้าว เข้าสวนนั้นออกสวนนี้ได้ตามใจชอบ ไม่มีใครห้ามหวงเลย

สาเหตุก็คือกระรอกมันชอบแทะกินลูกมะพร้าวอ่อนๆ ให้เสียหาย ใครยิงกระรอกได้ 1 ตัว ก็จะได้รับมะพร้าวเป็นรางวัลถึง 10 ลูกเชียวค่ะ

นึก ถึงบรรยากาศของเรือกสวนร่มรื่น ปกคลุมด้วยเงาไม้เงียบสงบในครั้งนั้นก็อดใจหายไม่ได้ จำได้ว่าแม่น้ำลำคลองยังใสสะอาด กุ้งปลาชุกชุม ตามท่าเทียบเรือน่ะเขาจับกุ้งตัวใหญ่ๆ ด้วยมือเปล่าได้อย่างสบายมาก

พูดถึงลำคลองทำให้นึกถึงตาแร่มขึ้นมา!

ชาย ชราอายุห้าสิบเศษ ร่างเล็กแต่กำยำ ผิวคล้ำ ผมขาว นัยน์ตาดุ ชอบร่ำสุราเป็นอาจิณ เล่ากันว่าน้ำตาลเมากับปลาสลิดย่างเป็นของโปรดที่สุด ลูกเต้าเติบโตก็ไปอยู่กรุงเทพฯ หมด ตาแร่มอยู่กับยายเหลือสองคน ช่วยกันหากินทางตัดไม้โกงกางมาเผาถ่านขายตั้งแต่ครั้งหนุ่มสาวแล้ว

สอง ผัวเมียมีเรือขุดแบบโบราณทำจากไม้ตะเคียน สำหรับใช้ขนไม้ตะเคียนที่ตัดมาเต็มลำ…หลายๆ คนเชื่อว่าไม้ตะเคียนมีผีสิง แต่เราก็ใช้ทำเรือขุดมาหลายชั่วคนแล้วล่ะค่ะ

วันหนึ่ง ตาแร่มเสร็จงานก็เมาน้ำตาลอยู่หลังบ้าน ยายเหลือจะมาตักน้ำหรืออาบน้ำก็ไม่ทราบแน่ชัด ตาแร่มเรียกหาปลาสลิดย่างก็ไม่มีเสียงขานรับ ครั้นขัดใจลุกออกไปดูก็เห็นเมียแกคว่ำหน้าตายปริ่มๆ น้ำ

ลือกันว่าผีน้ำมาเอายายเหลือไปก็มี เชื่อว่าเป็นอาถรรพณ์เรือตะเคียนก็มี!

งาน ศพผ่านไปแล้ว พวกลูกๆ กลับไปหมด ตาแร่ม ออกไปตัดไม้โกงกางหากินตามเดิม ชาวบ้านเคยเห็นสองตายายบรรทุกไม้กลับบ้าน ใช้กระดานพาดเรือกับชายฝั่ง แล้วช่วยกันขนขึ้นซ้อนไว้เป็นกองใหญ่หน้าบ้าน…บัดนี้ ตาแร่มต้องทำเองคนเดียวทั้งหมด

หน้าตาแกหมองคล้ำลงไปทุกที ท่าทางดูหมดอาลัยตายอยาก ตอนเย็นๆ ก็นั่งซดน้ำตาลริมคลองคนเดียว สูบยาแดงวาบๆ จนเด็กเห็นตอนโพล้เพล้ถึงกับวิ่งอ้าวนึกว่าโดนผีหลอก

เคยเผาถ่านเองก็ขายไม้ถูกๆ ให้เขาเอาไปเผา เอาไปส่งโรงงานน้ำตาล แกเองก็ไม่ค่อยออกเรือไปตัดไม้โกงกางมาขายเหมือนเมื่อก่อน

หลาย คนเคยเห็นแกนั่งซดน้ำตาลเงียบเชียบ จู่ๆ ก็กวักมือไปที่เรือขุด ร้องเรียกเสียงดังจนได้ยินว่า…ขึ้นมาหาข้าซี ยายเหลือเอ๊ย! แกจะมัวนั่งกอดเข่าเจ่าจุกอยู่คนเดียวทำไม?

มองไปที่เรือโคลงเคลงนิดๆ ตามระลอกคลื่นก็ไม่เห็นใครซักคน เล่นเอารีบเดินหนีแข้งขาสั่น หัวใจเต้นครึก โครมไปตามๆ กัน

ต่อมาไม่นาน ก็มีคนพบศพตาแร่มนอนหงายเหยียดยาวอยู่ในเรือขุดของแก…นัยน์ตาเบิกโพลง มีแววสดใสคล้ายเห็นหน้าใครที่แกรอคอยมานานแสนนาน

บ้าน เล็กๆ หลังคาสังกะสีเก่าคร่ำก็กลายเป็นบ้านร้าง ในที่สุดก็ทรุดโทรมลงไปกองกับพื้น เรือขุดไม้ตะเคียนก็ไม่มีใครแยแส กลายเป็นเรือรั่วแตกร้าว…จมหายไปใต้น้ำ เหลือแต่เรื่องเล่าน่าขนหัวลุกมาถึงทุกวันนี้เท่านั้นเองค่ะ!

สาวยี่สาร” เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากเรือขุดไม้ตะเคียน

ดิฉันเป็นคน ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ที่เรียกกันติดปากว่า “แม่กลอง” ตั้งแต่สมัยก่อนมาถึงทุกวันนี้แหละค่ะ

สมัยเด็กๆ ได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า ตำบลยี่สารมีพื้นที่เป็นป่าชายเลนมากที่สุดในอัมพวา ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพตัดไม้แถวนั้นไปขายโรงงานน้ำตาล เช่น ไม้ขวาก ไม้ตะบูน เป็นต้น ก่อนที่จะเริ่มปลูกไม้โกงกางมากขึ้น

ตอนแรกๆ ก็ตัดไปขายให้ชาวประมงนำไปเป็นเสาผูกเรือกับผูกโป๊ะเรือ จนมีคนค้นพบคุณภาพวิเศษของไม้ชนิดนี้ในเวลาต่อมา…นั่นคือนำไปเผาถ่านจะได้ ถ่านดีที่สุดค่ะ!

มีการหาพันธุ์ไม้โกงกางมาปลูกกันยกใหญ่ กลายเป็นอาชีพหลักที่มีเตาเผาถ่านทั้งเล็กและใหญ่แทบทุกบ้าน ไปตัดไม้โกงกางก็จะเพาะพันธุ์กล้าไม้ไว้เพื่อนำไปปลูกทดแทน

“ยิ่งเผาถ่าน ป่ายิ่งเพิ่ม!!”

คำพูดนี้เป็นความจริงค่ะ เพราะเราตัดไม้มาแล้วก็ปลูกขึ้นใหม่ ชาวยี่สารเห็นคุณค่าของไม้โกงกาง ขนาดมีการลงแขกกันปลูกกล้าไม้ กับช่วยกันขนถ่านไปโรงงาน นอกเหนือจากเรื่องอื่นๆ ที่พวกเราล้วนแต่ช่วยกันคนละไม้ละมือมาตลอด

เช่น การทำบุญ ชาวยี่สารก็จะทิ้งบ้านไปทำบุญกันหมดทุกคน ไม่ต้องมีการเฝ้าบ้าน ไม่เคยมีของหาย เวลามีคนตาย ญาติๆ ไม่จำเป็นต้องออกปากเชิญใคร แต่เพื่อนบ้านจะบอกข่าวกันต่อๆ ไป ไม่ช้าชาวบ้านก็แห่แหนมาเยี่ยมศพในวันแรกๆ จนเป็นประเพณีไปแล้ว

อ้อ! การไปงานศพน่ะไม่ได้ไปตัวเปล่านะคะ ทุกคนจะหอบหิ้วข้าวสาร น้ำตาล พริก หอม กระเทียม ไปช่วยเจ้าภาพอีกด้วย

 

การเดินทางสู่โลกหน้า

ราวห้าโมงเย็น สองพ่อลูกตัดสินใจหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าคนละใบ เดินออกจากซอยแยกเลี้ยวซ้ายตามถนนของซอย 5 วิภาวดี…ลุยน้ำเกือบสะเอวไปได้เชื่องช้า ไม่อยากห่วงหน้าพะวงหลังให้ยุ่งยากใจ…คนรับใช้เก่าแก่ซึ่งเปรียบเสมือนแม่ บ้านของเราก็เป็นคนไว้เนื้อเชื่อใจได้เพราะอยู่กันมาเกือบยี่สิบปีแล้ว

“คุณไปเถอะค่ะ หนูจะเฝ้าบ้านเอง ถึงอยู่คนเดียวก็ไม่กลัว”

แต่ ผมกลับกลัวว่าเราจะไปถึงขนส่งหมอชิตไม่ทัน ไหนจะเคลื่อนที่ได้ช้า ไหนจะกังวลว่ารถทหารที่มาช่วยเหลือประชาชนยามนี้จะทิ้งระยะห่างแค่ไหน? กับจะมีที่ว่างให้เราเบียดเสียดขึ้นไปปักหลักได้หรือเปล่า? ยามเย็นของฤดูหนาวมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว

มองเห็นแสงไฟจากร้านค้าด้านซ้ายอยู่ลิบๆ พร้อมกับเสียงจ๋อมๆ ตามหลังมา

คง ไม่ได้มีแต่เราเท่านั้นหรอกที่ต้องลุยน้ำออกไปรอรถทหาร ผู้ชายผมขาวโพลนพอๆ กับผม หน้าตาดูคุ้นๆ ก็อาจจะไปสถานีขนส่งเพื่อหนีน้ำไปต่างจังหวัดไกลๆ เหมือนกัน

ผ่านหน้าช่อง 7 เลี้ยวซ้ายไปยังต้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน ชายผอมสูงผมขาวก็ยังเดินตามมาใกล้ๆ น้ำลดลงนิดหน่อย…ผมหยุดถอนใจยาวที่ริมถนนพหลโยธิน หันไปมอง ข้างหลังก็ไม่เห็นชายผมขาวผู้นั้นแล้ว

“พ่อตาฝาดละมั้ง?” ลูกชายหัวเราะเมื่อผมเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง “ลุงเพิ่มผมขาวน่ะแกหัวใจวายเพราะเครียดเรื่องน้ำท่วมมาตั้งแต่เมื่อเย็นวาน นี้แล้วนี่นา!”

ผมอยู่ซอยยาสูบ 1 ถนนซูเปอร์ไฮเวย์ ใกล้ๆ กับไทยรัฐ จนเปลี่ยนมาเป็นซอย 5 ถนนวิภาวดีรังสิต เบ็ดเสร็จอยู่มาสี่สิบกว่าปี ตั้งแต่วัยรุ่นจนกลายวัยไม้ใกล้ฝังในปัจจุบัน

วันเสาร์ที่ 6 ตอนเย็น หลานสาววัยสิบขวบที่รอรับแม่ที่เพิ่งกลับจากที่ทำงานใกล้วัดสุทัศน์ วิ่งเข้ามาบอกว่ามีน้ำไหลเข้ามาในซอยแยกราวตาตุ่ม แต่ผมกับลูกจ้างเก่าแก่ช่วยกันขนหนังสือหนังหากับเอกสารต่างๆ ขึ้นโต๊ะบ้าง กองกับยกพื้นข้างโรงรถบ้าง เพื่อนบ้านแวะมาคุยกันเรื่องน้ำท่วมที่เข้าดอนเมืองแล้ว ทุกคนยังมองในแง่ดีว่าคงไม่เข้ามาถึงหมู่บ้านเรา

ราวสองทุ่มครึ่งลูกชายคนโตก็ขับรถปิกอัพกลับจากสำนักงานแถวสี่พระยา ส่วนลูกชายคนเล็กไม่ต้องไปทำงานที่บางบัวทองเพราะบริษัทปิด…หลานเล่นคอมพ์ พ่อ แม่ดูทีวี ส่วนผมขึ้นห้องนอนชั้นบน อ่านหนังสือให้สบายใจไม่ต้องคิดมาก

รุ่งขึ้นก่อนเช้ามืด มหาภัยก็จู่โจมเข้าเล่นงานฉับพลันทันใด!

สายน้ำหลั่งไหลเข้ามาเหมือนน้ำตก สนามเจิ่งนองจนถึงโรงรถ หนังสือกองใหญ่นับสิบๆ กองชุ่มโชก กระจัด กระจาย ก่อนที่น้ำจะทะลักเข้าตัวบ้านเหมือนเล่นกล

จากหน้าแข้งถึงเข่า แล้วสูงขึ้นเรื่อยๆ จนพวกเราต้องตัดสินใจเดี๋ยวนั้นเอง

รีบขนหนังสือที่เหลือกับยกทีวีกับคอมพิวเตอร์ขึ้นชั้นบน ลูกชายคนโตกับลูกเมียช่วยกันเก็บเสื้อผ้ากับข้าวของจำเป็น มุ่งหน้าไปอาศัยบ้านพ่อตาแม่ยายที่เมืองนนท์ ผมกับลูกชายคนเล็กจะไปเช่าโรงแรมต่างจังหวัดอยู่ชั่วคราว

เชื่อไหมครับว่าโรงแรมทุกจังหวัดในภาคกลางเต็มทั้งหมด ไม่ว่าชลบุรี ระยอง แม้แต่จันทบุรีก็เต็มทั้งนั้น…เราไปได้โรงแรมถึงเชียงรายโน่น ผมสั่งจองห้องหนึ่งสัปดาห์ทันที ถ้าน้ำลดก็กลับ แต่ถ้ายังก็จะเช่าต่อคราวละสัปดาห์เรื่อยไป!

เจ้าคนเล็กทำหน้าที่โทร.ไปจองที่นั่งรถทัวร์ ปรากฏว่าได้เที่ยว 20.30 น.

ปัญหาที่ทำให้งุนงงยิ่งกว่านั้นก็คือ…เราจะออกจากบ้านได้ยังไง?

หมู่บ้านถูกสายน้ำล้อมกรอบไว้ทั้งหมด ตั้งแต่ซอย 3 จนถึงซอย 5 รถแท็กซี่กับมอเตอร์ไซค์อย่าไปฝัน ตอนนั้นบ่ายสามโมงแล้ว ลูกชายคนโตอพยพลูกเมียออกไปแต่เช้า ระดับน้ำสูงขึ้นทุกที…จนมาหยุดอยู่เกือบถึงสะเอว

เราพยายามหาทางออกทางด้านหลัง เลี้ยวขวาไปทางสถานีทีวีช่อง 7 จากนั้นคงต้องโบกรถยีเอ็มซีของทหารไปขนส่งหมอชิตก่อนเวลาให้ได้ ปัญหาคือเราจะไปที่นั่นได้ ยังไง

“ลุยน้ำไปกันซีพ่อ!”

ลูกชายโพล่ง ผมเกือบจะดุว่าพูดบ้าๆ แต่เมื่อนึกถึงความจริงแสนสาหัสที่ต้องเจอะเจอก็ได้แต่กลืนน้ำลาย

 

จิตสังหารจากผี

 

บ้านดั้งเดิมสมัยพ่อแม่ที่เสียชีวิตไปเมื่อเร็วๆ นี้ อยู่ในซอยอารีย์ สนามเป้า ถือว่ามีบ้านช่องตึกรามคับคั่ง รถราก็ขวักไขว่หนาตาจนพูดได้เต็มปากว่าไม่เปล่าเปลี่ยวน่ากลัวอะไร ยกเว้นแต่จะมีพวกคนร้ายบ้างก็คงไม่แตกต่างกว่าตรอกซอย หรือในชุมชนอื่นๆ ทั่วไป

จนกระทั่งถึงน้ำท่วมใหญ่คราวนี้เอง! เพราะก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับผู้คนนับแสนนับล้าน อย่างที่ไม่เคยพบเคยเห็นในชีวิต

เพราะน้ำท่วมใหญ่ที่กำลังทะลักเข้ารายล้อมเมืองหลวง เหมือนโดนข้าศึกเตรียมพร้อมจะโจมตีขั้นแตกหักในเร็ววัน…ทำให้ดิฉันต้อง เจอะเจอกับเรื่องสยองขวัญสั่นประสาทมากที่สุดตั้งแต่จำความได้เลยค่ะ!

ครองสามีปลอดภัย…หนังตาหนักอึ้งจิตใจจมดิ่งเข้าสู่ ภวังค์…ล่องลอยไปสู่ความว่างเปล่าและมืดดำราวกับตกไปสู่ห้วงเหวล้ำลึก…

มารู้สึกตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ย่ำขึ้นบันไดมา

ทำให้ผลุนผลันจะไปถอดกลอน แต่ประตูเปิดผาง ร่างสามียืนทะมึน ใบหน้าซีกหนึ่งเปรอะเลือดสดๆ จนดิฉันยกมือขึ้นอุดปาก เบิกตาโพลง หัวใจแทบจะหยุดเต้นบัดดล!

คุณพระช่วย! ขณะที่ดิฉันกำลังจะวิ่งเข้าไปหา ใบหน้านั้นก็แสยะยิ้ม นัยน์ตาจ้องมองเย้ยหยัน สืบเท้าเข้ามาหาช้าๆ เล่นเอาดิฉันผงะหน้า ซวนเซถอยหลังไปที่เตียง… ท่ามกลางกลิ่นเลือดกับกลิ่นเหงื่อไคลคละคลุ้ง

นรกเป็นพยาน! แววตาขุ่นขวางเหมือนคนบ้าคลั่งคู่นั้น ไม่ใช่ดวงตาของสามีเราแน่นอน! ตรงกันข้าม มันคืออสุรกายที่แฝงมาในร่างสามีดิฉันนั่นเอง!!

พริบตานั้น ร่างอุบาทว์ก็ถาโถมพรวดเดียวเข้ามาถึงตัว สองแขนตวัดรอบเอวพลางระดมจูบหน้าตาที่เบี่ยงหลบบ้าคลั่ง กลิ่นเหม็นแทบสำลักพลุ่งเข้าจมูก แม้มันจะซุกหน้าลงที่ซอกคอด้วยอาการหื่นกระหาย ดิฉันพยายามดิ้นรนเต็มที่ ท่ามกลางเสียงฟืดฟาดไม่หยุดหย่อนจนแทบจะช็อกตายด้วยความหวาดหวั่นสุดขีด

สามีดิฉันทำงานอยู่แถวคลองจั่น กว่าจะขับรถกลับถึงบ้านก็มืดค่ำ ยิ่งเกิดน้ำท่วมในย่านนั้น ไม่ว่าวิภาวดีฯ โชคชัย จนถึงน้ำล้นคลองลาดพร้าวขึ้นมา ต้องหลบเลี่ยงเข้าซอย 48 มาออกสุทธิสาร ยิ่งทำให้กลับบ้านล่าช้าไปถึง 3-4 ทุ่ม ส่วนดิฉันทำงานอยู่โรงพยาบาลย่านราชวิถีใกล้ๆ บ้าน ทำให้รอดตัวไป

ปัญหาสำคัญก็คือเป็นห่วงสามีน่ะซีคะว่าจะหลบหลีก หรือฟันฝ่าสายน้ำที่เอ่อสูงขึ้นทุกทีมาได้หรือเปล่า?

ได้ยินเสียงแตรรถเบาๆ ป้าแจ่มที่นอนชั้นล่างไปเปิดประตูรับก็โล่งใจแล้วค่ะ

บ้าน ที่มีเพียงผู้หญิงสองคน แม้ว่าจะอยู่ใกล้ถนน มีเพื่อนบ้านเรียงรายคับคั่ง แต่ก็อดใจคอตึ้กๆ ตั้กๆ ไม่ได้…จนกระทั่งถึงคืนสยองขวัญที่ดิฉันคิดว่าคงจะเอาชีวิตไม่รอดแล้ว!

คืน นั้นกินอาหารค่ำแล้วดูทีวีที่มีแต่เรื่องน้ำท่วมจนจิตใจหดหู่ ยิ่งดูมาเป็นเดือนก็ยิ่งเครียดจนตัดสินใจขึ้นห้องนอน ส่วนป้าแจ่มก็ยังคอยดูละครหลังข่าวตามความเคยชิน…จิตใจว้าวุ่นสับสนบอกไม่ ถูก โทร.ไปหาสามีก็บอกว่าเขาห้ามเข้าซอยเดิมแล้ว ต้องย้อนกลับไปทางเก่าเพื่อหาทางออกสุทธิสาร ไม่แน่ใจว่าจะทะลุออกสะพานควายได้หรือเปล่า?

ดิฉันรู้สึกอ่อนล้าอิดโรยแทบจะสิ้นเรี่ยวแรง เอนหลังลงบนเตียง มือกำหลวงพ่อทวด ภาวนาให้ท่านช่วยคุ้ม

บัดดล ราวกับฟ้าแลบเข้าสมอง ดิฉันนึกถึงหลวงพ่อทวดที่เป็นมรดกตกทอดมาร่ำร้องอยู่ในอกว่า “หลวงปู่ช่วยลูกด้วย” ก่อนจะกำกระชากจากสร้อยคอขึ้นมาฟาดใส่หน้ามัน!

คราวนี้ภูตนรกแผดร้องโหยหวน ผงะหน้าราวกับโดนอาวุธประเคนเข้าใส่เต็มรัก สองแขนปล่อยร่างดิฉันที่ชูหลวงพ่อทวดเข้าหาร่างที่ถอยกรูดๆ ออกจากประตูไม่เหลียวหลัง…เกือบพร้อมๆ กับที่เสียงป้าแจ่มร้องเอะอะโวยวายมาเข้าหู

ดิฉันสะดุ้งเฮือก ลืมตาตื่นก็พบว่าตัวเองนั่งอยู่บนเตียงนั่นเอง!

หันขวับไปมองประตูก็พบว่ามันเปิดโล่ง รีบกระโดดลงไปที่นั่น ก่อนจะวิ่งลงบันไดเมื่อรู้แน่ว่าสามีกลับมาแล้ว…แต่แล้วก็ใจหายวาบเมื่อ เห็นป้าแจ่มยืนอยู่ข้างรถ ดิฉันถลาเข้าไปหาก็พบว่าสามีนั่งพิงประตู เลือดเปรอะใบหน้าข้างหนึ่งเหมือนกับภาพในฝันไม่มีผิด

ปรากฏว่ามีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งพุ่งเข้ามาชน ทั้งรถและคนขับกระเด็นไปข้างทาง เขาเองก็สิ้นสติไป…ไม่รู้ว่าขับรถมาถึงบ้านได้ยังไง?

ดิฉันหัวเราะทั้งน้ำตาเมื่อรู้ว่าสามีไม่เป็นอะไรมาก… แต่ขนหัวลุกน่ะซีคะ!

พลังแห่งซาตาน

 

ก้อนหน้านั้นหลายปี ผมเคยให้หมอตรวจกระเพาะด้วยการ “กลืนแป้ง” เอกซเรย์มาก่อนแล้ว แต่ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ…แพทย์ชื่อหมออรุณบอกว่าการตรวจลำไส้ใหญ่จะใช้วิธี นั้นไม่ได้ ต้อง “ส่องกล้อง” อย่างเดียวเท่านั้น

ยอมรับว่าหวาดเสียวมากๆ แต่หมออรุณก็บอกให้สบายใจว่าไม่ได้น่ากลัวหรอกเพราะจะ “ดมยา” ให้หลับสบาย ไม่เกินหนึ่งชั่วโมงก็เรียบร้อยหมดทุกอย่าง

ภรรยาจะมาเฝ้าไข้แต่ผมบอกว่าไม่เป็นไร อยู่บ้านกับลูกๆ เถอะ รุ่งขึ้นตอนเย็นค่อยพาลูกแวะมาก็ได้…คืนนั้นพยาบาลก็เอาน้ำโถใหญ่มาให้ ดื่ม เพื่อขับถ่ายกากอาหารออกไปให้หมด รุ่งขึ้นแพทย์จะได้ส่องกล้องดูลำไส้ใหญ่ได้อย่างปลอดโปร่ง ทัศนวิสัยดี ว่างั้นเถอะ!

ก่อนจะดื่มยาระบายครั้งมโหฬารในชีวิต เพื่อนฝูง 2-3 คนก็แวะมาเยี่ยม แถมหอบเบียร์มาหลายกระป๋อง อีกด้วย ผมก็…เลยตามเลย เดี๋ยวก็ต้องกินยาระบายอยู่ดี นี่นา

เพื่อนๆ กลับไปราวสามทุ่ม ผมต้องเข้าห้องน้ำเกือบสิบครั้ง ก่อนจะหลับผล็อยไปอย่างอ่อนเพลียสุดๆ

รุ่งขึ้น ผมก็ถูกเข็นขึ้นเขียง เอ๊ย! เข้าห้องผ่าตัด…เหลือบเห็นสายยางยาวเป็นวาก็แทบจะสลบไปก่อนจะ “ดมยา” ซะด้วยซ้ำ

ครั้นฟื้นขึ้นมาก็ได้ข่าวดีว่าปลอดภัย ไม่มีเนื้อร้ายอะไรงอกงามขึ้นเป็นส่วนเกิน ผมถามว่าเมื่อไหร่ต้องมาส่องกล้องกันอีก? หมออรุณก็หัวเราะอารมณ์ดี บอกว่าถ้าจะเป็นก็อีกนานมาก…อาจจะตายไปก่อนก็ได้!

เฮ้อ…โล่งอกไปที! ภรรยาพาลูกมาเยี่ยมตอนเย็น เพื่อนชุดใหม่โทรศัพท์มาถามข่าวล่วงหน้า ตกค่ำก็หอบเบียร์มาเกือบโหล…ต้องฉลองข่าวดีกันหน่อย พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้ว

จนกระทั่งกลางดึกคืนนั้นเอง!

…ภาพของเพื่อนคู่นั้นค่อยๆ เดินถอยห่างออกไป เลือนรางจางหายไปในแสงไฟเยือกเย็น ผมสะบัดหน้าร้องเฮ้ยๆ อะไรกันวะ? เราคงตาฝาดไปเองแน่ๆ แต่เสียงผมคงดังไปถึงข้างนอก เพราะพยาบาลสาวหุ่นดีคนหนึ่งเดินสวนทางกับผู้ไร้ร่างกายที่หน้าประตูห้องน้ำ เข้ามาทันที

เธอบอกให้ผมนอนพักได้แล้ว ก่อนจะปิดไฟตามเดิม และแล้ว…ร่างสูงระหงที่มีหน้าอกกับสะโพกโดดเด่นก็เดินกลับไปตามเดิม… ละลายหายไปในอากาศธาตุใต้แสงไฟใกล้ๆ ประตูนั่นเอง

ผมหลับตา ความรู้สึกทั้งปวงดับวูบลง…

เมื่อ รู้สึกตัวตอนเช้าก็เห็นหมออรุณเข้ามายิ้มแฉ่งอยู่ข้างๆ เตียง…พยาบาลสาวอวบท้วมผู้หนึ่งยืนเยื้องอยู่ด้านหลัง…ไม่ใช่คนเมื่อคืน แน่นอน ผมอาจจะเมาเบียร์ก็เป็นได้ แต่ภาพที่เห็นคืนนั้นนึกแล้วขนหัวลุกทุกทีเลยครับ!

ผมปิดทีวี ปิดไฟหัวเตียง รูดม่านหนาทึบเรียบร้อย มีแต่แสงไฟหน้าห้องน้ำ ผมนึกถึงญาติสนิทมิตรสหายที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยโรคภัยไข้เจ็บบ้าง ด้วยอุบัติเหตุบ้าง…ทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องตายทั้งนั้น แต่ไม่ว่าใครๆ ก็ล้วนแต่กลัวตาย ไม่อยากตาย…อย่างผมนี่ไง

“รณจักร” เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากคืนหนึ่งในโรงพยาบาล

ผมประสบ กับเรื่องราวน่าขนลุกขนพองเมื่อราว 5-6 ปีก่อน สาเหตุจากระบบขับถ่ายไม่น่าไว้ใจ ต้องไปนอนโรงพยาบาลแถวสุขุมวิทนี่เองเพื่อตรวจร่างกายเป็นเวลา 2 คืน

ตอน นั้นผมอายุ 40 ปลาย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางเดินอาหารที่รู้จักมักคุ้นกันมาราว 3-4 ปี พูดอ้อมๆ ว่าน่าจะตรวจลำไส้ใหญ่ให้แน่นอนว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า? จะมีก้อนเนื้อหรือไม่?

ถ้าพูดกันตรงๆ ก็สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งน่ะแหละครับ!

ใจหายวูบ นึกถึงเพื่อนรุ่นน้องที่ตายเมื่ออายุแค่ 40 ต้นๆ เท่านั้นเอง

เพื่อนชุดใหม่โผล่เข้ามาสองคน หิ้วเบียร์กระป๋องมาฝากเหมือนรายก่อนๆ แถมบอกว่าขืนเอาเบียร์ขวดมาเยี่ยม ก็ต้องแอบๆ ไปขอที่เปิดฝาจากแม่บ้าน…จำได้ไหม?

ผมเปิดไฟกลางห้อง ลุกขึ้นมานั่งซดเบียร์กับเพื่อน…ถึงจะขัดเขินนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ก็ผมไม่ใช่คนไข้นี่นา เพื่อนก็บอกว่าซดเบียร์เย็นๆ ซักสองกระป๋อง เดี๋ยวก็หลับสบายแล้ว! พวกเราขอลาไปก่อน…

หน้าผมชาเห่อ ขนลุกซ่าไปทั้งตัว ร้องว่า…อะไรนะ? เฮ้ย! นี่พวกลื้อ…แล้วสุ้มเสียงแหบแห้งก็ขาดหายไปในลำคอ แผ่นหลังเย็นวาบเหมือนถูกนาบด้วยก้อนน้ำแข็ง อ้าปากค้าง เบิกตาโพลง ตัวแข็งทื่ออยู่กับที่บัดดล

เพื่อนสองคนที่มาเยี่ยมผมเป็นรายล่าสุดน่ะ ตายไปแล้วทั้งสองคน จากอุบัติเหตุรถชนกัน กับตายเพราะ มะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่ออายุ 40 ต้นๆ นั่นปะไร!

 

วิธีสู้ผีพนันออนไลน์

เวลาออกไปสอนหนังสือก็มีแต่กุญแจเฝ้าบ้าน โชคดีที่ฝากฝังเพื่อนบ้านช่วยดูแลให้ แม้ว่าเราจะไม่มีสมบัติพัสถานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ตามแต่จู่ๆ ก็เกิดเรื่องสยดสยองขึ้นในตอนกลางดึกนั่นเอง!

คืน แรกดิฉันไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยเลย รู้สึกกึ่งฝัน กึ่งจริงว่าได้ยินเสียงใครปล้ำกันอึกอัก หอบหายใจแรง ห้องนอนสะท้านสะเทือนนิดๆ แต่แล้วสรรพสิ่งก็ค่อยจางหายไป…อาจเป็นเพราะความง่วงงุนที่ทำให้ฝืนความ รู้สึกไม่ไหวก็เป็นได้…แต่พอรุ่งเช้าถึงได้พบกับสาเหตุแท้จริง!นั่น คือพิสมัยนอนคว่ำหน้าสะอึกสะอื้นอยู่บนเตียง เล่นเอาดิฉันตกใจ วิ่งไปเขย่าตัวแรงๆ จนเธอพลิกหน้ามา…คุณพระช่วย! หน้าตาแดงช้ำราวกับถูกทุบตีทารุณ เสื้อแสงก็ขาดกระเจิงจนเห็นก้อนเนื้อขาวๆ บางส่วน พิสมัยร้องร่ำอีกครั้งก่อนจะคว้าผ้าห่มมาคลุมร่าง ร้องไห้โฮ…

ดิฉันสับสนไปหมด ใจเต้นแรง ถามซ้ำๆ ซากๆ ว่า…เธอเป็นอะไร? เกิดอะไรขึ้น?ในที่สุด เพื่อนสาวก็เช็ดน้ำตาจนแห้งแล้วหลุดปากว่า…ไอ้ผีนรกมันมาข่มขืนฉันน่ะซี!ส่วนดิฉันเป็นคนปทุมธานีนี่เอง รูปร่างหน้าตาพื้นๆ แต่เราก็รักใคร่กันมากที่สุด ตอนเช้าก็ขึ้นรถศิริมิตรไปสอนหนังสือที่โรงเรียนเดียวกันแถวบางซ่อน ตอนเย็นก็กลับมาหาอาหารกินก่อนเข้าห้องพัก ส่วนมากจะหนีไม่พ้นจากหน้าโรงหนังบางกระบือเธียเตอร์

พวกวัยรุ่นชอบเรียกกันอย่างคะนองปากว่า”คาสิโนออนไลน์เฉลิมบือ”เรานอนในห้องชั้นล่างซึ่งค่อนข้างกว้างและติดกับห้องน้ำ ฉันนอนเตียงเล็กๆ ข้างฝาถัดไปด้านในเป็นเตียงพิสมัย สมัยนั้นราวสองทุ่มเศษก็ดูเงียบเชียบไปเกือบ หมดแล้ว มีแสงไฟฟ้าข้างทางส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาเพียงสลัวๆ เท่านั้น

ตอนมาอยู่ใหม่ๆ ฉันใจคอไม่ค่อยดีเหมือนกันเพราะกลัวทั้งผีทั้งคน!เรื่องผีพอจะอุ่นใจที่แม่ให้ยันต์หลวงพ่อศรีเทพจากวัดเทพนารีบางพลัดมาคุ้ม ครองgclub แต่เรื่องคนต้องคอยระวังตัวเอาเอง เพราะซอยองครักษ์ตอนนั้นยังมีบ้านเรือนไม่กี่สิบหลัง สุดซอยเป็นสวนลึกที่ได้ข่าวว่ามีพวกติดยามาซ่องสุมสูบเฮโรอีน หรือเรียกว่า”ไอระเหย” ตั้งฉายาว่า”สิงห์แค็ป”

ฉันอ้าปากค้าง พิสมัยก็พยุงกายขึ้นมาเสยผม นัยน์ตาแดงช้ำ เล่าว่า…ขณะที่เธอหลับสนิทก็ต้องตกใจตื่นเมื่อมีร่างดำทะมึน เหม็นสาบเหม็นสางกำลังโถมเข้ากอดรัดปลุกปล้ำ ทั้งจูบไปทั่วหน้าและทรวงอก คลึงคลำขยำขยี้ไม่ปรานี ปราศรัยจนเธอหวีดร้องด้วยความเจ็บปวดแทบขาดใจ

เดนนรกตนนั้นยิ่งหอบหายใจหนักหน่วง คำรามฮึ่มฮั่ม อย่างสะใจ มือหยาบหนาอุดปากไว้ อีกข้างหนึ่งฉีกกระชากผ้าผ่อนจนเธอแทบจะเหลือแต่ตัวล้อนจ้อน ลมหายใจเหม็นๆ พลุ่งเข้าใส่ ร่างอุบาทว์เบียดเสียด ยัดเยียดความเป็นผัวให้จนเธอสิ้นสติไป

ฉันประคองเธอไปอาบน้ำชำระกาย พิสมัยนิ่วหน้า บ่นพร่ำแต่ว่าอยากจะฆ่าตัวตายให้พ้นทุกข์ ฉันก็ปลอบโยนไปตามเรื่อง แต่พิสมัยน้ำตาร่วงพรูเมื่อหลุดปากว่า…มันบอกคืนนี้จะมาหาอีก!

“ถ้างั้นก็ต้องเจอดี ไอ้ผีนรก!” ฉันคำรามอย่างลืมตัว

นรกเป็นพยาน! ห้องเราไหวเอี๊ยด กลิ่นเหม็นสาบสางแผ่ซ่าน พิสมัยใช้ฟันกัดขอบผ้าห่มแน่น เบิกตาโพลง…ฉันเพิ่งเห็นร่างกำยำดำทะมึน สูงตระหง่านผิดมนุษย์กำลังย่างสามขุมเข้าไปหาเธอ ยอมรับว่าใจระทึก ปากคอแห้งผาก ควานมือสั่นๆ ไปใต้หมอนจนพบกับgclubผ้ายันต์หลวงพ่อศรีเทพ

เกือบพร้อมๆ กับที่มันโถมเข้าใส่พิสมัย เสียงเธอร้องกรี๊ด ฉันก็โดดผึง กางผ้ายันต์ลงอักขระตะปบเข้าที่แผ่นหลังมันทันที ร่างนั้นผวาเยือก กระตุกเร่าๆ เหมือนโดนจี้ด้วยไฟฟ้าแรงสูง

ยันต์วิเศษของหลวงพ่อศรีเทพไงคะ! แม่บอกว่าท่านขลังทางเมตตามหานิยม ทำมาหากินเจริญดี มีแต่คน รักใคร่…กับมีอิทธิฤทธิ์เหนือภูตผีปีศาจบาคาร่าทั้งหลายอีกด้วย!

วันนั้น เราโทรศัพท์ไปลางานทั้งคู่ ดิฉันไปหาซื้ออาหารมาแบ่งปันกันกิน ชวนเพื่อนพูดคุยเรื่องสนุกๆ ให้เพลิดเพลิน จะได้ไม่หมกมุ่นกับราตรีสยองขวัญที่กำลังจะใกล้เข้ามาทุกที

“คิดแล้ว ก็แปลกนะ” ฉันพูดขำๆ”ไอ้เราอุตส่าห์นอนใกล้ประตูแท้ๆ หน็อย! ไอ้ผีตาเซ่อดันมองไม่เห็นคนสวยซะงั้นแหละ ดีล่ะ! คืนนี้ต้องสั่งสอนมันซะหน่อย”

เลยค่ำไปนานแล้ว…เราดับไฟเข้านอนตาม ปกติ ฉันตระเตรียมยันต์วิเศษไว้ใต้หมอน…ถ้าไอ้เดนนรกบ้ากามบุกบั่นมาด้วยความ ย่ามใจ หมายจะตักตวงรสสวาทดูดดื่มให้หนำใจจากเพื่อนฉันอีก สาบานได้ว่าฉันจะตะเพิดมันกลับลงขุมนรกตามเดิมแน่นอน!

“อ๊ากซ์!! โอ๊ยยย…” มันพลิกหน้ามาเห็นนัยน์ตาแดงจ้า แต่แล้วก็ต้องสั่นเทิ้มไปทั้งตัว…พิสมัยร้องกรี๊ดๆ ไม่ขาดเสียง จนร่างปีศาจนรกเลือนรางจางหาย…เราโผเข้ากอดกันร้องไห้โฮเลยค่ะ!

ผีพนันบาคาร่าออนไลน์

ไม่ต้องบอกก็รู้ทั้งนั้นแหละค่ะ ว่าไม่มีใครอยากให้มีคนเจ็บคนตายแม้แต่คนเดียว หรือไม่อยากเห็นมีอุบัติเหตุสยดสยองเกิดขึ้นเลย ไม่ว่าตอนสงกรานต์หรือไม่สงกรานต์

ดิฉันมีเรื่องขนหัวลุกเรื่องสงกรานต์ปีที่แล้วมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

ลุง บุญเรืองอายุ 50 เศษ เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งอยู่บ้านใกล้ๆ ดิฉันที่ประชาสงเคราะห์ ดินแดง แกเป็นคนร่าเริง คุยสนุก ปราดเปรียวไม่แพ้พวกหนุ่มๆ ราวกับอายุต้น 40 เท่านั้น

 

คำขวัญทำนองนี้เกลื่อนบ้านเมืองคาสิโนทั่วประเทศตั้งแต่ก่อนสงกรานต์แล้วล่ะค่ะ บางทีก็มีลูกเล่นแปลกๆ กับเขย่าขวัญเยอะแยะ แต่เอาจริงเข้าก็บ่มิไก๊ หรือไม่ได้ผลนั่นแหละคุณ

รัฐมนตรีบางคนเห็นสถิติคนเจ็บคนตายพุ่งกว่า ปีก่อน ท่านก็ให้สัมภาษณ์หน้าตาเฉยว่า จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีป้องกันอย่างรีบด่วน…7 วันอันตรายเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่สิบปีอันตราย!

บางท่านก็ออกมาจีบปากจีบคอในอาการของ ผู้เจนจัดเรื่องอุบัติเหตุ ไม่มีตัวจับเลยซีน่า

“สาเหตุเกิดจากเมาแล้วขับเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือขับรถเร็ว!”

ที่น่าตลกมากคือการประกาศลดจำนวนอุบัติเหตุ, ลดจำนวนผู้บาดเจ็บและผู้ตายว่าให้เหลือเท่านั้นเท่านี้ แม้ว่าจะโดนโจมตีมาตั้งแต่ปีก่อนแล้วว่าไร้สาระ! คิดได้ไงเนี่ย? แต่ปีนี้ท่านๆ ก็ยังวางมาดขรึม ตีมึนไม่รู้ไม่ชี้ ฟันธงโครมครามว่าเรื่องอัปมงคลประจำเทศกาลจะต้องลดลงเท่านั้นเท่านี้

ยังดีที่ไม่กล้าบอกจำนวนคนเจ็บคนตายบาคาร่าออนไลน์ นอกจากกำกวมว่าต้องลดลงเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์…แหม! เรื่องพูดจากั๊กๆ นี่คนใหญ่คนโตเมืองไทยถนัดนักเชียวค่ะตอนเช้าๆ เย็นๆ แกจะขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านบ้านดิฉัน ถ้าพบกันแกจะร้องทักทายเหมือนสมัยก่อนว่า…ไปขี่รถเที่ยวกันไหมจ๊ะคนสวย? ดิฉันก็โบกมือให้แกแบบที่เคยทำมาสิบกว่าปีแล้ว

วันหนึ่งได้ข่าวร้าย…ลุงบุญเรืองถูกรถเมล์เฉี่ยวชนที่ปากซอย คอหักตายคาที่!

ตอนเกิดเหตุราวเดือนเมษายน มีคนเห็นผีลุงบุญเรืองพนันบอล ขี่รถแล่นช้าๆ ไปมาในซอยบ่อยครั้ง บางทีได้ยินเสียงเครื่องยนต์อย่างเดียวแต่ไม่เห็นรถและคนขับ ต่างขนหัวลุกเกรียวกราวไปตามๆ กัน เพราะจำได้แม่นว่าเป็นรถ ลุงบุญเรือ

 

กระทั่งเสียงนั้นใกล้เข้ามา ดิฉันยืนตัวแข็ง จ้องมองเห็นแต่ความว่างเปล่า กระทั่งเสียงรถแล่นมาหยุดอยู่ตรงหน้าบ้านใกล้ๆ ดิฉัน อากาศในเดือนเมษายนลดตัววูบลงจนเย็นเฉียบ แล้วมีเสียงที่แสนจะคุ้นเคยดังขึ้นชัดเจนว่า…ไปขี่รถเที่ยวกันไหมจ๊ะ คนสวย?

ดิฉันแทบจะปล่อยโฮใบหน้าร้อนวูบแล้วเย็นวาบ ปากลิ้นแข็งจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่นึกว่า…ไม่ไปหรอกค่ะ ลุงขา…หนูกลัวแล้ว! ลุงไปสู่ที่ชอบๆ เถอะนะคะ…

มีเสียงถอนหายใจยืดยาวตามด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ อยู่ในลำคอ ครั้นแล้วมอเตอร์ไซค์ที่มีแต่เสียงก็ค่อยๆ แล่นห่างออกไปทางปากซอย ดิฉันยังสงสัยว่าทำไมถึงไม่ล้มแผละลงไปแต่แรก…แต่ที่แน่ๆ คือไม่กล้าออกไปรดน้ำต้นไม้ตอนค่ำอีกเลย

คืนหนึ่งก็เกิดเรื่องขนหัวลุกโดยไม่คาดฝัน!

ก่อนถึงสงกรานต์สองวันมีงานเลี้ยงที่บริษัท กว่าจะกลับได้ก็เกือบ 4 ทุ่ม ขณะขับรถจะเลี้ยวเข้าซอย เห็นมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งแล่นตะบึงสวนทางมา คล้ายคนขับเมามายหรือบ้าคลั่งจนขาดสติ รถส่ายเหมือนงูเลื้อย ดิฉันตกใจเกือบจะเบรกอยู่แล้ว ไม่รู้ว่ารถบ้าคันนั้นจะพุ่งเข้าใส่หรือเปล่า?

ทันใดนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์คุ้นหูก็ดังกระหึ่มขึ้นทางขวามือ!

เย็นวาบไปทั้งตัวเมื่อหันขวับไปมอง…

ลุงบุญเรืองกำลังควบรถพุ่งเข้าใส่มอเตอร์ไซค์คันนั้นเหมือนภาพในคืนฝันร้าย ดิฉันอยากจะหลับตาแต่ก็ลืมโพลง มองดูรถอุบาทว์คันนั้นหักวูบเข้าไปปะทะกับต้นไม้ข้างทาง เสียงโครมสนั่นเหมือนฟ้าผ่า ร่างคนขับลอยลิ่วขึ้นไปก่อนจะหล่นพลั่กลงมากองแน่นิ่งบนถนน

ไม่มีรถมอเตอร์ไซค์ของลุงบุญเรืองอีกแล้ว

มือเท้าอ่อนจนขับต่อไม่ไหว…ไทยมุงกับตำรวจเข้ามา ชายนั้นตายคาที่ เลือดไหลนองน่าเสียวไส้ นัยน์ตาเหลือกค้างลืมโพลง ทุกคนลงความเห็นว่าคนขับเมามายจนขับรถพุ่งชนต้นไม้เอง!

คงมีดิฉันคนเดียวที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น…ขอบคุณค่ะ ลุงบุญเรือง!

ผีหลอกในโรงแรมคาสิโน

มีพระบวชใหม่อยู่ห้องติดกัน คืนแรกผมก็กำชับให้สวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน แต่เมื่อผมไปธุระที่บ้านเดิม 2-3 วันกลับมา พระรูปนั้นก็เข้ามาบอกเสียงสั่นเครือ หน้าตาซีดเซียวแทบจะเป็นคนละคน

“พอหลวงตาไม่อยู่ผมนอนไม่ได้เลย ต้นมะม่วงหลังห้องเขย่าโครมๆ จนผมต้องนอนคลุมโปงทั้งคืน”

ถามว่าสวดมนต์ทุกคืนหรือเปล่าก็ก้มหน้า ตอบ อ่อยๆ ว่าลืมไป! ในบาคาร่าออนไลน์ที่สุดก็ต้องย้ายไปอยู่ร่วมกับพระอีกด้านหนึ่ง

ทุก วันนี้กุฏิผมยังมีพระบวชใหม่มาอยู่ 7-15 วัน อย่างมากก็เกือบเดือน บางครั้งเอาไว้เก็บพัสดุต่างๆ มันเงียบสงบดีแม้ค่อนข้างจะเยือกเย็นน่าวังเวงใจก็ตามผมเองก็เหมือนกัน ถ้าคืนไหนลืมสวดมนต์ จิ้งจกจะร้องนอกห้องเพื่อมาขอส่วนบุญต้องแผ่เมตตาไปให้…จะเชื่อเรื่องผีๆ สางๆ หรือความเร้นลับเหนือธรรมชาติหรือไม่ โปรดพิจารณาด้วยตนเองเถิด!

สถานที่เกิดเหตุก็วนเวียนอยู่จังหวัดพิษณุโลกนี่แหละ แก่งโสภา วังทอง ทรัพย์ไพรวัลย์ เพราะผมบวชเรียนที่นั่นมานมนานกาเลแล้ว…วันนี้ก็มีเรื่องขนหัวลุกมาเล่า สู่กันฟังตามเคย

หลังจากเปลี่ยนสถานที่ ได้เปิดหูเปิดตาที่วัดเผ่าไทยเป็นเวลาพอสมควรแล้วกราบลาเจ้าอาวาสกลับมาอยู่ วัดเดิมของตน ต่อมาหลวงพ่อให้ผมมาอยู่วัดโสภาราม ตำบลแก่งโสภา ซึ่งใกล้ถนนใหญ่หน่อย

เมื่อผมไปกราบนมัสการเจ้าอาวาสท่านก็ดีใจหาย ให้ผมไปอยู่ท้ายสุดใกล้เมรุราว 20 เมตรได้ ท่านบอกว่าเงียบสงบดี ผมก็เห็นดีด้วยเพราะห่างไกลจากความวุ่นวายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเสียงเอะอะหนวกหูอันไม่พึงประสงค์คาสิโน

ครั้นเข้าไปเปิดห้องแล้วทำความสะอาด เล่นเอาอดสะอึกไม่ได้เมื่อนึกถึงเมรุเผาผีที่ว่า…พอเปิดหน้าต่างก็เจอแล้ว!

การทำความสะอาดกุฏิยังไม่เรียบร้อยดี ก็บังเอิญมีงานศพที่ศาลาสังเวชหน้าเมรุใกล้ๆ กันนั่นเอง

คืนแรกต้องมีการสวดพระธรรมแต่พระสวดไม่พอ ต้องไปนิมนต์พระจากวัดทรัพย์ไพรวัลย์มาจนครบ 8 รูปตามที่เจ้าภาพขอร้อง…งานสวดจะเริ่ม 2 ทุ่มตรง!

“ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น” คือป้ายติดตาลปัตรที่พระเริ่มสวด

“กุสะลา ธัมมา…” เสียงเยือกเย็นชวนให้วังเวงใจดังขึ้นในความเงียบ ญาติโยมทุกคนพนมมือนิ่งฟัง…อาจจะนึกปลงอนิจจังได้ในความเป็นปกติธรรมดาของ สัตว์โลกทั้งหลายที่ไม่มีใครหลบหนีได้สำเร็จ

เมื่อสวดจบแล้ว พระก็แยกย้ายกันกลับกุฏิของตน ญาติโยมก็กินของว่าง บ้างก็หันหน้าพูดคุยกัน และบ้างก็งัดเอากระดานหมากรุกขึ้นมา…ส่วนหนึ่งจะหาอะไรทำแก้เหงาเพื่ออยู่ เป็นเพื่อนศพตามธรรมเนียม

ผมเองเมื่อเปิดกุฏิ เปิดไฟก็ถึงกับยืนคาสิโนตะลึงเมื่อเห็นจิ้งจกเต็มเพดานสิบกว่าตัว สายตาทุกคู่คล้ายจะจ้องมองผมเขม็ง พยายามทำใจให้เป็นปกติ นึกเสียว่าเป็นเพื่อนร่วมโลก ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายเหมือนเรา…แล้วสวดมนต์เข้านอนตามเคย

งานสวดศพ 3 คืนผมก็ไปทุกคืน ตอนเช้าฉันเช้า ตอนเพลเลี้ยงอาหารพระ 20 รูป ตกบ่ายสวดมาติกาให้แก่ผู้ตาย แล้วนำศพเวียนเมรุ 3 รอบ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) แล้วนำศพไปวางบนหน้าเตาเพื่อให้ญาติวางดอกไม้จันทน์ (จุติ จุตัง ปรมัง สุขัง)

พอเสร็จเรียบร้อยจุดไฟเผา พระก็เริ่มสวดหน้าไฟ กุสะลา ธัมมา เป็นเสร็จพิธี!

หลังจากอาบน้ำในตอนค่ำ อ่านหนังสือพิมพ์ที่ซื้อมา

ตามปกติ 2 ทุ่มผมจะเริ่มสวดมนต์ แต่คืนนั้นลืม พอผมมองดูเพดานก็รู้สึกใจวูบวาบพิกล…จิ้งจกไม่รู้มาจากไหนมากมายจนแทบจะดำ มืดไปหมด ผมจึงตั้งสติสวดมนต์แผ่เมตตาไปให้สรรพสัตว์มันก็จากไปเงียบๆ

น่าแปลกที่มองไม่ทันว่ามันหายไปทางไหนเร็วนัก หนา คล้ายๆ กับว่าพวกมันจะละลายหายไปในอากาศธาตุยังงั้นแหละ

ถ้าคืนไหนไม่สวดหรือสวดดึกบาคาร่าออนไลน์ มันจะร้องจนรำคาญ ต้องยอมแพ้มัน!

มีพระบวชใหม่อยู่ห้องติดกัน คืนแรกผมก็กำชับให้สวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน แต่เมื่อผมไปธุระที่บ้านเดิม 2-3 วันกลับมา พระรูปนั้นก็เข้ามาบอกเสียงสั่นเครือ หน้าตาซีดเซียวแทบจะเป็นคนละคน

“พอหลวงตาไม่อยู่ผมนอนไม่ได้เลย ต้นมะม่วงหลังห้องเขย่าโครมๆ จนผมต้องนอนคลุมโปงทั้งคืน”

ถามว่าสวดมนต์ทุกคืนหรือเปล่าก็ก้มหน้า ตอบ อ่อยๆ ว่าลืมไป! ในบาคาร่าออนไลน์ที่สุดก็ต้องย้ายไปอยู่ร่วมกับพระอีกด้านหนึ่ง

ทุกวันนี้กุฏิผมยังมีพระบวชใหม่มาอยู่ 7-15 วัน อย่างมากก็เกือบเดือน บางครั้งเอาไว้เก็บพัสดุต่างๆ มันเงียบสงบดีแม้ค่อนข้างจะเยือกเย็นน่าวังเวงใจก็ตามผมเองก็เหมือนกัน ถ้าคืนไหนลืมสวดมนต์ จิ้งจกจะร้องนอกห้องเพื่อมาขอส่วนบุญต้องแผ่เมตตาไปให้…จะเชื่อเรื่องผีๆ สางๆ หรือความเร้นลับเหนือธรรมชาติหรือไม่ โปรดพิจารณาด้วยตนเองเถิด!

เพื่อนฆ่าเพื่อน

กฤตไปทำธุระที่หัวหิน เขาทำงานให้กับโรงแรมเปิดใหม่แห่งหนึ่ง ต้องข้ามทางรถไฟบริเวณใกล้ๆ วัดลั่นทม ทางรถไฟแห่งนี้มีอุบัติเหตุบ่อย เพราะมีต้นไม้ข้างทางบังสายตา คนขับมักมองไม่เห็นว่ารถไฟจะมาเมื่อไหร่

วันที่เกิดเหตุสัญญาณไฟเสียค่ะ!

รถของกฤตอยู่บนรางรถไฟพอดีกับที่หัวรถจักรเสยเข้ามา!!

3 ปีผ่านไป ดิฉันเผอิญต้องไปสัมมนาที่นั่น และต้องขับรถผ่านทางรถไฟนี้

ตอน นั้นเป็นเวลากลางวัน แดดเปรี้ยง ดิฉันง่วงนอนและเปิดเพลงโปรดดังลั่น หวังจะปลุกอารมณ์ให้ตื่นตัว เปิดไม่เปิดเปล่ายังร้องตามไปด้วยชนิดแหกปากร้อง…มันส์ในอารมณ์เหลือเกิน

รถแล่นไปอยู่บนรางรถไฟโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้นนอกจากเสียงเพลง!

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกฤตดังก้องอยู่ใกล้ๆ หู “ระวัง…รถไฟมา!!”

โดยสัญชาตญาณ ดิฉันหันซ้ายหันขวา…ไหน? ไม่เห็นมีรถไฟ!

และแล้ว ดิฉันก็ต้องตกตะลึงจนตัวชา…หัวรถจักรอยู่ห่างจากดิฉันไม่เท่าไหร่เลย มันต้องชนดิฉันแน่ๆ นี่ล่ะ…ฉากความตายของเราเอง

เวลาที่อยู่ในนาทีวิกฤต ทุกอย่างเชื่องช้าเหมือนหนังสโลว์โมชั่น มันอาจจะแค่เสี้ยววินาที แต่ดิฉันรู้สึกเหมือนนิรันดร์กาล!

กฤต-เป็นเพื่อนผู้ชายที่เรียนหนังสือด้วยกันตั้งแต่ ป.1 จนจบมัธยมปลายที่โรงเรียนสาธิตค่ะ ความรู้สึกจึงผูกพันแบบคนที่โตมาด้วยกัน เราสนิทสนมกันมากตอนเรียนมัธยม พอเรียนจบเราต่างคนก็ต้องแยกย้ายกันไป

ดิฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ แต่พ่อแม่ส่งไปเรียนต่อที่อเมริกา ขณะที่กฤตเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองไทย รวมเวลาแล้วเราห่างเหินกันคนละซีกโลกตั้งเกือบ 5 ปีแน่ะ เราติดต่อกันแค่ไม่กี่ครั้ง เขียนจดหมายถึงกันแค่ 2-3 ฉบับ แต่ใจเรายังไม่ลืมกัน!

หลังเรียนจบ ดิฉันกลับมาทำงานที่เมืองไทย กฤตมีธุรกิจส่วนตัวของครอบครัวเกี่ยวกับการทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่งบ้าน เราต่างคนต่างแต่งงานมีครอบครัว เมื่อมีภาระยิ่งทำให้ไม่ได้ติดต่อกัน ทั้งที่อยู่ห่างกันแค่เอื้อม คนเราก็เป็นแบบนี้ล่ะค่ะ…เพื่อนเก่าๆ จะจากกันไปมีชีวิตของตนแต่ละวันก็มัวยุ่งอยู่กับลูกกับเมียหรือสามี

วันคืนผ่านไปเป็นเดือนเป็นปี และก็หลายๆ ปี มันเหมือนเราลืมกันสนิท แต่ถ้าเกิดเจอกันเราจะกระดี๊กระด๊า ความรู้สึกรักและผูกพันยังเหมือนเดิมทุกอย่าง!

กฤตกับดิฉันพบกันนานๆ ครั้งในงานเลี้ยงรุ่น ดิฉันไม่ได้ไปทุกปีหรอกค่ะ กฤตเองก็เช่นกัน ฉะนั้นเราก็ ไม่ได้พบกันทุกปีหรอก แต่เมื่อเกือบ 3 ปีก่อนเราไป งานเลี้ยงรุ่นกันทั้งคู่…และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน!

ดิฉันขับรถไปส่งกฤตที่บ้านของเขาในคืนนั้น…ระหว่างทางเราพูดคุยกัน กฤตห่วงว่าดิฉันทำงานหนัก กลับบ้านก็ดึก บ้านอยู่ไกลถึงพุทธมณฑลสาย 4 โน่น บ้านสามีของดิฉันน่ะค่ะ

ที่จริงบ้านดิฉันอยู่ลาดพร้าวตอนกลางๆ ถนนสาย เดียวกับบ้านของกฤต เขาห่วงว่าดิฉันจะง่วงและหลับใน อีกอย่างหนึ่ง ดิฉันชอบเปิดวิทยุในรถเสียงดังๆ กฤตบอกว่าไม่ดีเลย…เขาดุเพราะห่วงใยดิฉันมากนั่นเอง

แต่แล้ว…เขากลับต้องเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุร้ายแรงหลังจากคืนนั้นไม่กี่วัน!

 

ขณะกำลังตกตะลึง ทำอะไรไม่ถูก ดิฉันรู้สึกว่ามีใครกระทืบบนหลังเท้าข้างที่เหยียบคันเร่ง…รถพุ่งปราดออก ไปเต็มแรงเหมือนลูกธนู ดิฉันรอดตายอย่างหวุดหวิด…รถไฟพุ่งผ่านท้ายรถไปชนิดฉิวเฉียด…คุณพระ ช่วย! กฤตนั่งอยู่บนเบาะที่นั่งข้างคนขับนี่เอง

ใบหน้าของเขาดูกระจ่างใส เขายิ้มให้ดิฉันก่อนจะเลือนหายไป…

ดิฉันหยุดรถ หมดแรงที่จะขับต่อคาสิโน ต้องรวบรวมสติอีกพักใหญ่จึงจะค่อยๆ ประคองรถไปให้ถึงโรงแรมที่พักได้…ตลอดเวลาก็คิดทบทวนว่ามันเกิดอะไรขึ้น?

กฤตตายตรงนี้!! เขาถูกรถไฟชนตายตรงที่ดิฉันเพิ่งผ่านมาหยกๆ และดิฉันก็เกือบพบกับมรณะแบบเดียวกับเขานั่นเอง!

นี่เป็นเพราะความตกใจทำให้ดิฉันเห็นภาพ และได้ยินเสียงเขาหรือคะ?

ดิฉันได้คำตอบอีกไม่กี่อึดใจต่อมา…นั่นคือ ที่หลังเท้าของดิฉันเจ็บมากๆ จริงสินะ! เมื่อตะกี้เขากระทืบคันเร่ง โดยเหยียบลงบนหลังเท้าของดิฉันแรงๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! วันรุ่งขึ้น หลังเท้าของดิฉันเขียวช้ำเป็นรอยใหญ่…มันเกิดขึ้นได้ยังไงคะ? หรือนี่คือร่องรอยที่กฤตฝากไว้จริงๆ?!