หัวขาด

There are 26 entries in this Category.

คืนหลอนนรกแตก

ผมปิดไฟในห้องทั้งหมด เหลือไว้แต่ไฟในห้องน้ำที่แง้มประตูให้แสงลอดเข้ามารางๆ

หลัง จากนอนหนุนหมอน ห่มผ้าอย่างสบายผมก็เคลิ้มใกล้หลับ…ทันใดนั้นก็มีเสียงทุบประตูดังมาก มันดังเหมือนมีใครกำลังจะพังประตูเข้ามายังงั้นแหละครับ

ผมผุดลุกขึ้นนั่งงงๆ เกิดอะไรขึ้นเหรอ? ใครเป็นอะไร…หรือว่าไฟไหม้?!

ยัง ไม่ทันจะขยับตัว ผมก็เห็นกับตาว่ามีชายร่างใหญ่ สูงทะมึนราวยักษ์ปักหลั่นใส่ชุดคนไข้โรงพยาบาล เดินทะลุประตูที่ล็อกไว้แน่นหนาเข้ามาดื้อๆ

เขาเข้ามาถึงเตียงก็ทิ้ง ตัวลงนอนข้างๆ ผม ส่วนผมเองยังนั่งตาแป๋วแต่ขยับตัวไม่ได้เลยครับ…เคยได้ยินคนโดนผีอำเล่า ว่าพวกเขาจะนอนตัวแข็ง แต่ผมโดนผีอำในท่านั่งเรอะเนี่ย?

ผมว่าผีอำเพราะเลือดลมในตัวไหลไม่สะดวก ไม่ใช่มีผีมาอำแต่ประการใด!

แต่นี่แปลกมากๆ เลย…

ผม กำลังฝันไปรึไง? ชายร่างใหญ่นอนแข็งทื่อ หอบหายใจยาวๆ แรงๆ สัก 2-3 ทีก็มีเสียงคร่อก…นัยน์ตาเหลือกค้าง จากนั้นก็มีบุรุษพยาบาลโผล่มาจากไหนไม่รู้ มาฉีดยากันเน่าเข้าที่เส้นเลือดที่เขาผ่าบริเวณขา พวกเขาปั๊มยาเสียงฟืดๆ แล้วก็ช่วยกันแต่งตัวศพ…

สรรพสิ่งเงียบเชียบเยือกเย็น จนผมพยายามบอกตัวเองว่าเรากำลังฝันไปเอง!

ภาพที่ผมเห็นมันสว่างเหมือนเราดูหนัง แต่พวกเขาห่อศพเสร็จ แสงสว่างนั้นก็ค่อยๆ จางลง…ห้องผมกลับมืดสลัวตามเดิม

ยอมรับว่าผมงงมาก แต่ก็นึกว่านี่เราคงฝันร้าย เพราะจิตรับรู้ว่าโรงแรมนี้เคยเป็นโรงพยาบาลร้างมาก่อน

ผม ลุกขึ้นมาดื่มน้ำ แล้วกลับมานอนคิดไปคิดมาอยู่นาน หัวใจที่เต้นแรงตอนที่รู้สึกตัวใหม่ๆ เริ่มจะเป็นปกติ…ในที่สุดก็ผล็อยหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้เนื้อรู้ตัว

 

แต่เบื้องหลังที่นี่คือโรงพยาบาลร้างที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ซะให้โก้หร่านสว่างไสว

บอกตรงๆ ว่าผมเองน่ะไม่เคยเชื่อถือเรื่องผีๆ สางๆ เลยครับ!

มิไยที่มีคนกระซิบว่าที่นี่ผีดุจนลือลั่น ผมก็ไม่หวั่นไหว ผีเผออะไรกันคิดไปเองทั้งนั้น! ผมว่าเรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ใจ คนกลัวผีก็มักจะเจอผี จริงมั้ยครับ?

คืนนั้นผมนอนคนเดียวในห้องเตียงเดี่ยว ห้องสวยๆ บรรยากาศดีๆ ทำให้สบายใจมากๆ รู้สึกว่าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แสนสุโข…ดีล่ะ! พรุ่งนี้ผมจะได้ประชุมอย่างปลอดโปร่งและมีประสิทธิภาพ

ผมกินมื้อค่ำกับเพื่อนร่วมงานทั้งฝ่ายกรุงเทพฯ และอุบลฯ อิ่มหนำสำราญตั้งแต่สองทุ่มเศษๆ ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใดๆ ทั้งสิ้น จากนั้นต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย บางคนขอเข้าห้องพัก แต่บางคนก็หัวเราะต่อกระซิก ชักชวนกันออกไปชมชีวิตราตรีตามประสาผู้ชาย

ส่วนผมขอตัวกลับขึ้นห้อง ตั้งใจจะดูทีวีซักหน่อยแล้วก็อาบน้ำเข้านอนแต่หัวค่ำ

ตอนที่ผมเปิดประตูห้องพักเข้าไปน่ะรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวโดยไม่มีเหตุผล ไฟในห้องก็กะพริบวูบๆ ทำท่าเหมือนจะดับแหล่ไม่ดับแหล่ แต่ก็กลับสว่างเป็นปกติ

ผมไม่ได้ใส่ใจกับทั้งสองเหตุการณ์นี้เลย ที่ผมขนลุกอาจจะเป็นเพราะปะทะกับไอเย็น ส่วนไฟที่กะพริบก็อาจเป็นเพราะกระแสไฟตกอันเป็นสาเหตุธรรมดา

ผมเดินเข้าไปอาบน้ำสระผมอย่างไม่รีบร้อน แล้วก็แต่งชุดนอนมานั่งพิงพนักหัวเตียงดูทีวี แต่แล้วก็เบื่อ เป็นอันว่าปิดไฟนอนดีกว่า

 

เมื่อผมเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเขาก็ขนลุก แล้วบอกว่าผมโดนผีหลอกอย่างน่าสยดสยองที่สุด แต่ผมก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี และคิดว่าตัวเองฝันร้ายอยู่นั่นแหละ…คุณผู้อ่านล่ะครับ คิดว่าสิ่งที่ผมได้ประสบคืนนั้นมันคืออะไรแน่?!

การฆ่าตัวตาย

 

เหตุผลของเธอฟังเข้าท่า ดิฉันเลยไม่ติดใจสงสัยอะไร มีอยู่นิดเดียว…คือคุณยายเจ้าของบ้านเดิมจะเป็นห่วงบ้านของท่านหรือเปล่า เอ่ย? คงไม่หรอกน่า…คิดมากไปได้! ป่านนี้ท่านคงไปเกิดใหม่แล้วละมั้ง?

บ้านนี้น่ารัก ขนาดกำลังเหมาะกับดิฉันและสามี ที่มีลูกชายเล็กๆ เพียงคนเดียว…ดิฉันลาออกจากงานตั้งแต่คลอดลูกแล้วละค่ะ สามีทำงานคนเดียว ส่วนดิฉันเป็นแม่บ้านเต็มตัว ไม่ต้องมีคนรับใช้หรือพี่เลี้ยงเด็ก ดิฉันวาดฝันว่าจะอยู่บ้านเลี้ยงลูกอย่างมีความสุขในบ้านหลังนี้

นกน้อยทำรังแต่พอตัวไงคะ?

ดิฉันอมยิ้มเสมอเมื่อขับรถพาลูกชายวัยสามขวบไปส่งโรงเรียนอนุบาลใกล้บ้าน แล้วแวะซื้อกับข้าวกับปลากลับมาอยู่บ้านตามลำพัง

ขนหัวลุกจากบ้านผีสิง

มัน เป็นบ้านหลังเล็กๆ น่ารักในย่านสุทธิสาร เราซื้อจากเจ้าของที่แสดงอาการว่า เสียดายมันอย่างยิ่ง…เธอเป็นหญิงสาวที่เพิ่งแต่งงาน บอกว่าลงทุนปลูกบ้านหลังนี้ โดยรื้อบ้านไม้หลังเก่าของคุณยายออกไป…คุณยายเธอเสียชีวิตไปสิบกว่าปีแล้ว ละ

“ทีแรกจะให้เป็นเรือนหอค่ะ แต่มีเหตุจำเป็นเพราะคุณแม่ทำกิจการร้านอาหารอยู่ที่เมืองนอก เราก็เลยตัดสินใจขายที่นี่เพื่อไปช่วยทางโน้น”

เมื่ออยู่คนเดียวดิฉันก็เริ่มทำงานบ้าน กวาดถู เก็บเสื้อผ้าไปซักและตาก แหม…อยู่กันแค่สามคนพ่อแม่ลูก งานบ้านไม่ได้หนักหนาอะไรเลย สบายมาก! ราวสิบโมงเช้าก็เสร็จเรียบร้อย ดิฉันจะเปิดทีวีดู หรือไม่ก็คว้าหนังสือเล่มโปรดมานั่งอ่านบนโซฟา…

หลายสัปดาห์ผ่านไป ดิฉันชักจะรู้สึกแปลกๆ แล้วซิคะ!

นั่นคือ เวลาอยู่คนเดียวจะรู้สึกอึดอัด ไม่เป็นส่วนตัวเลย แปลกไหมล่ะคะ? ฟังดูขัดกันพิลึกนะ อยู่คนเดียวแท้ๆ แต่ดูเหมือนมีใครจ้องมองอยู่ตลอด…เวลาไปเข้าห้องน้ำจะได้ยินคล้ายๆ มีคนเดินอยู่ในบ้าน ทีแรกนึกเสียววูบว่าเป็นขโมย แต่พอออกมาก็ไม่เห็นใครเลยค่ะ

ดิฉันกลัวอยู่ไม่น้อย เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นใครจะมาช่วยล่ะคะ?

เรื่องเสียงฝีเท้าประหลาด ที่เดินไปเดินมาทั่วบ้านนั้น ดิฉันเคยบ่นให้สามีฟัง เขาบอกว่าดิฉันคงหูแว่วไปเอง ทีหลังให้เปิดวิทยุหรือทีวีเป็นเพื่อน เพราะคนเราเวลาอยู่ในที่เงียบมากๆ หูอาจจะแว่วเสียงอะไรขึ้นมาเป็นตุเป็นตะก็ได้

ดิฉันก็อยากจะเชื่อเช่นนั้น แต่คืนหนึ่งก็มีเรื่องที่ทำให้ต้องขนหัวลุก!

คืนนั้นดิฉันนอนบนเตียง มีลูกตูนอยู่ในอ้อมกอด สามีก็หลับอยู่ข้างๆ บนเตียงเดียวกันนี่เอง จู่ๆ ดิฉันก็รู้สึกตัวตื่น พบว่าลูกตูนลืมตาแป๋วอยู่ก่อนแล้ว แกไม่ได้มองหน้าดิฉันหรือร้องกวนโยเยอะไร แต่แกจ้องไปที่ประตูนิ่งๆ

ตอนนั้นดิฉันหันหลังให้ประตูห้อง ลูกตูนผงกศีรษะขึ้นมามองข้ามไหล่ดิฉัน…ห้องเรามีแสงไฟดวงเล็กๆ แบบที่เสียบปลั๊กไว้น่ะค่ะ เป็นสีแดงเรื่อๆ ทำให้ทั้งห้องดูสลัวๆ ไม่มืดสนิท

“ใครมาโหนประตูเราอยู่น่ะแม่?” ลูกตูนถามเบาๆ เล่นเอาดิฉันผวา

“ฝันไปหรือเปล่าลูก…นอนเสียเถอะ ไม่มีอะไรหรอก” ดิฉันกดศีรษะเล็กๆ ให้แนบอก…อีกพักใหญ่แกก็หลับไป…

วันรุ่งขึ้น ลูกตูนวาดรูปเล่นง่วนอยู่คนเดียว พอเสร็จแล้วก็เอามาให้ดู…

ดิฉันใจหายวาบ นั่นเป็นรูปประตูที่มีผู้ชายตัวดำเอามือโหนขอบบน เท้าลอยสูงจากพื้น ลูกตูนใช้ดินสอแรเงาผู้ชายทั้งตัวเลยค่ะ…แกวาดแบบเด็กๆ น่ะ แต่ดิฉันเห็นแล้วกลัวมาก

ภาพนั้นถูกเก็บไว้ในหนังสือที่ดิฉันอ่าน จนในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว ต้องเอาไปคุยกับเจ้าของร้านทำผมหน้าซอย เราสนิทสนมกันพอสมควร

คุณติ๋ว-เจ้าของร้าน พอเห็นภาพที่น้องตูนวาดก็ตะลึงไปเลยค่ะ!

“ถ้าเล่าแล้วคุณอย่ากลัวนะคะ” เธอเริ่มเรื่อง และเล่าว่าบ้านที่ดิฉันซื้อนี้ ตอนที่กำลังก่อสร้างเกิดเรื่องสยอง มีช่างทาสีผูกคอตายเพราะเสียใจที่เมียหนีไปกับชู้

ดิฉันจะทำยังไงดีล่ะคะ? ทำอะไรไม่ถูกเลยเพราะเป็นคนกลัวผีมากๆ เย็นนั้นก็เลยร้องไห้เล่าให้สามีฟัง เขาบอกว่าถ้าอยู่ไม่ได้ก็คงต้องขายละ…ไปอยู่คอนโดมิเนียมแทน

เออแน่ะ! ทำไมทีอย่างนี้ พูดง่ายจัง?

คำตอบน่ะหรือคะ? สามีดิฉันตัดสินใจย้ายบ้านทันทีที่ดิฉันเล่า เพราะเขาสารภาพว่าเขาก็เห็นเหมือนกัน เห็นเงาของผู้ชายคนหนึ่งแขวนคอตัวเองห้อยอยู่ที่ประตู เท้าลอยจากพื้นนิดเดียว

เราขายบ้านนี้แล้ว และรู้สึกเสียใจที่ต้องปิดบังไม่ให้ผู้ที่มาซื้อได้รู้เรื่องนี้ ได้แต่หวังว่าเขาคงไม่ถูกวิญญาณผีผูกคอตายมารบกวนอย่างที่เราเคยโดนมาแล้ว ค่ะ!

ผีไร้บ้าน

ตอนพระสวดจบที่สองผมก็หันไปเจอตองสา ลูกสาวตาไปล่ที่เป็นเพื่อนรุ่นน้องกันมาตั้งแต่เด็กๆ ผมลุกเข้าไปขอบอกขอบใจ ถามถึงพ่อเธอ ตองสาก็เอียงคอมองอย่างสงสัย

“ไม่รู้จริงๆ เหรอ…พ่อถูกรถชนตายหน้าโรงพยาบาลมาเกือบสองปีแล้วจ้ะพี่ธง! คนมันชอบลือบ้าๆ ว่าเห็นพ่อนั่งหลังโกงอยู่ตรงที่แกตายเป็นประจำ”

แหม! ไม่ลืมเรื่องน่าขนหัวลุกหรอกครับ แต่ว่าต้องมีการบอกกล่าวเกริ่นเรื่องราวกันซะหน่อย แม้แต่ลิเกก่อนจะแสดงยังต้องมีการโหมโรง ออกแขกกันพอหอมปากหอมคอนี่นา

ผมมาเผชิญโชคที่เมืองหลวงตั้งแต่พ้นวัยเกณฑ์ทหารแล้วครับ หนักเอาเบาสู้ไม่ยอมแพ้เพื่อส่งเงินไปให้พ่อแม่กับน้องๆ อีกหลายคน จนกระทั่งสิบกว่าปีผ่านไปพอจะตั้งหลักตั้งฐานได้มั่ง…อ้าว? พ่อก็มาตายจากเพราะมะเร็งเฮงๆ ซวยๆ เหลือแต่แม่ที่แก่เฒ่าลงไป ทุกวัน

มีโอกาสเมื่อไหร่ผมเป็นต้องเผ่นขึ้นรถทัวร์ไปเยี่ยมแม่กับน้องๆ ทุกที!

นึกแล้วชักงงๆ เหมือนกัน ผมว่าเพิ่งออกจากบ้านมาหยกๆ นี่เอง ที่ไหนได้ล่ะตอนนี้อายุปาเข้าไปตั้ง 40 กว่าปีแล้วครับ…พวกน้องๆ ก็ออกเรือน มีครอบครัวกันไปหมดแล้ว เหลือแต่น้องชายคนเล็กที่ยังไม่มีเมีย คอยอยู่ดูแลแม่ให้หายห่วงได้ตามสมควร

จนกระทั่งเกิดเรื่องขนหัวลุกขึ้นมาดื้อๆ

 

ใจจริงผมน่ะไม่อยากเสี่ยงหรอกครับ เพราะแม่อายุมากแล้ว ใครๆ ก็รู้ว่าอัตราเสี่ยงสูงอาจจะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้…

อ้าว? ตาไปล่นั่งกอดเข่าอยู่ริมทางนั่นเอง!

แม้จะเห็นข้างๆ ก็จำได้เพราะแกเป็นเพื่อนเกลอของพ่อผม เมื่อราว 3-4 ปีก่อนแกก็มาช่วยงานศพพ่อ ตอนเจอน้องๆ ก็ลืมถามไปว่าแกมาเยี่ยมแม่มั่งหรือเปล่า? ช่างเถอะ! มาเจอะเจอตาไปล่ที่นี่ก็ดีถมไปแล้ว

นั่นคือน้องชายส่งข่าวมาว่าแม่เจ็บหนักด้วยโรคหัวใจ ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล เล่นเอาผมใจหายวูบ ทิ้งการทิ้งงานทุกอย่างรีบบึ่งไปลำปางทันที…โธ่! แม่ทั้งคนน่ะเหมือนพระประจำบ้านประจำชีวิตของลูกๆ ทั้งนั้นแหละครับ

เท่าที่ดูอาการแม่ยังพูดจารู้เรื่อง ถึงแม้จะต้องนอนแซ่วอยู่บนเตียงก็ตามที

แม่ ลูบหัว บีบมือผมเบาๆ น้ำตาซึม ผมเองก็แสบร้อนเบ้าตาไปหมด นึกอยู่ว่าจะเสียเท่าไหร่ก็ให้มันเสียไป แต่ต้องเอาชีวิตแม่ไว้เป็นมิ่งขวัญของพวกเราให้ได้!

คืนนั้นน้องสาวมา เฝ้าแม่ ผมก็ออกจากโรงพยาบาลเดินมาเรื่อยๆ ด้วยความกังวลใจระคนกับสับสนวุ่นวายยังไงบอกไม่ถูก ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะถามไถ่หมอให้รู้แน่ว่าอาการแม่มากน้อยแค่ไหน? จะต้องผ่าตัดหรือเปล่า?

ตะแกมีสารรูปผอมกงโก้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ นิสัยชอบนุ่งกางเกงขาก๊วยตัวเดียว เสื้อแสงไม่ใส่ ผมมาเห็นแกนั่งกอดเข่าหลังโกงคล้ายจะรอคอยอยู่ที่นี่พอดี!

“ตาไปล่…” ผมร้องทัก แกหันมามองจนใบหน้าข้างหนึ่งกระทบแสงไฟ เห็นแก้มยุบเป็นเงาลึกเพราะความผ่ายผอม ยิ้มเห็นฟันกะดำกะด่าง ผมรีบปราดเข้าไปกอดไหล่แก ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบตามประสาคนชอบพอกัน

อากาศในฤดูหนาวเย็นยะเยือกน่าดู ลมพัดโชยเสียงหวีดหวิวชวนให้วังเวงใจยังไงชอบกล…กลิ่นเหม็นอับสาบสางอวล กรุ่น จนผมสงสัยว่าลมหอบอะไรเน่าเหม็นมาทางเราแน่ๆ

เสียงพวกวัยรุ่นพูดคุยสลับกับเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากใกล้เข้ามา ผมหันไปมอง วัยรุ่นกลุ่มนั้นกลับเงียบกริบ ก้มหน้าก้มตาจ้ำอ้าวราวกับจะออกวิ่งกันชนิดไม่เหลียวหลัง ผมย่นคิ้วหันกลับมาหาตาไปล่ ถามแกว่าเด็กพวกนั้นมันทำท่าเหมือนกลัวอะไรก็ไม่รู้?

“ฮือ…” แกพยักหน้าหงึกๆ กลิ่นเหม็นยิ่งฉุนเฉียวกว่าเดิม ผมเลยตัดสินใจล่ำลาแกเดินมุ่งหน้ากลับบ้าน…ครั้นหันไปมองก็เห็นแกยังนั่ง นิ่งอยู่ตามเดิม

นึกสงสัยตงิดๆ อยู่ว่าตาไปล่แกไม่หนาวมั่งหรือไง? เสื้อแสงก็ไม่ใส่แบบนั้นน่ะ!

อีกสองวันต่อมา แม่ก็สิ้นใจอย่างสงบ แม้ผมจะทำใจได้ว่าคนเราเกิดมาก็ต้องตายกันทั้งนั้นแหละ อยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็ว ผมยังกลั้นน้ำตาไม่อยู่ขณะที่นั่งพนมมือฟังพระสวดศพ ตามองรูปถ่ายของแม่…ต่อไปนี้ผมจะไม่ได้เห็นหน้าแม่อีกแล้วตลอดกาลนาน

 

สุสานร้าง

คนงานก่อสร้างเล่าให้แม่ค้าส้มตำฟังว่า ตอนดึกๆ เขาเคยได้ยินเสียงคล้ายแมวร้อง แต่ฟังอีกทีก็เหมือนเด็กทารกกำลังร้องไห้อย่างทุกข์ทรมาน เขากับเมียที่นอนอยู่ด้วยกันในเพิงก่อสร้างก็เลยเป็นห่วง ชวนกันลุกออกมาดูให้รู้แน่

ตอนแรกสงสัยว่าจะมีคนเอาลูกมาโยนทิ้งแบบ ที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ แต่เสียงนั้นกลับหายเงียบไป แต่ทั้งสองยังไม่ละความพยายามเพราะกลัวว่าเป็นเด็กจริงๆ คงจะแย่แน่เลย

ผลก็คือแว่วเสียงหัวเราะเบาๆ แต่เซ็งแซ่เหมือนหริ่งหรีดดังไปทั่วบริเวณ แล้วมีเสียงกระซิบว่า ขอบคุณนะ! ขอบคุณนะ…

สอง ผัวเมียสะดุ้งโหยง ร้องอุทานด้วยความตกใจ เผ่นกลับไปนอนคลุมโปงตัวสั่นงันงก แต่จากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น มิหนำซ้ำยังถูกลอตเตอรี่เลขท้ายสามตัวตั้งสองใบแน่ะครับ!

ผมเองก็เคยเจอเหมือนกัน…

ตอนพลบ ค่ำวันหนึ่ง ฝนตกพรำๆ ผมดูหนังสือสอบจนล้า เลยปิดแอร์แล้วเปิดหน้าต่างเพื่อรับลมเย็นฉ่ำ หอมกลิ่นไอฝนแล้วยังได้พักสายตาด้วยการมองออกไปไกลๆ ในช่วงก่อสร้างนี้ ตอนเย็นๆ พวกช่างจะมาก่อกองไฟ ปิ้งปลา ทำกับข้าวกินกัน เห็นแสงไฟสีส้มวับๆ แวมๆ

แต่คืนนั้น…ท่ามกลางแสงไฟวูบวาบ ผมเห็นเด็กๆ วิ่งเล่นกันอยู่ชั้นบนของบ้านที่กำลังสร้าง…เอาละซี ผมเจอของจริงแน่ๆ เลย! มีทั้งเด็กหญิงและเด็กชายตัวโตไม่เกินเด็กอนุบาล มี 4-5 คน กำลังเล่นซ่อนแอบกัน!

ใครว่าบ้านปลูกใหม่ไม่มีผีสิง?

ผมคนหนึ่งละครับที่ขอเถียงหัวชนฝา เพราะถ้ามองออกจากหน้าต่างห้องนอนของผมเอง ก็จะมองเห็นบ้านที่สร้างยังไม่ทันเสร็จหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ในความมืด สลัว เห็นแล้วเยือกเย็นหัวใจยังไงบอกไม่ถูก

บ้านหลังนี้อยู่เยื้องๆ กับบ้านผม คนละฝั่งถนนของซอยแคบๆ เมื่อก่อนที่ดินตรงนี้เป็นที่รกร้าง ทั้งๆ ที่ตลอดซอยก็มีบ้านช่องเต็มไปหมดแล้ว ผมอยู่ตั้งแต่เกิดมาเกือบ 20 ปี ชินตากับแผ่นฟ้าที่เปิดโล่งเพราะไม่มีอะไรมาบัง แล้วจู่ๆ เขาก็มาลงหลักปักเสาสร้างตึก 3 ชั้น

แม่เล่าสมัยก่อนบริเวณใกล้ๆ กันนี้มีคลินิกเถื่อนทำแท้ง เมื่อเอาทารกออกจากครรภ์แม่แล้ว เขาก็เอาซากใส่ถุงขยะสีดำมาโยนทิ้งที่พงหญ้ารกนั่นบ่อยๆ คิดแล้วคงไม่ต่ำกว่าพันศพแน่ๆ

ไม่ไกลจากบ้านผมก็เป็นศูนย์ของคุณมีชัย ทำไมไม่ไปที่นั่นก็ไม่รู้ สะดวก ปลอดภัยดีที่สุด ไม่แพงด้วย! ที่ผมรู้เพราะมีสาวใช้บ้านผมต้องไปเรียนวิชา “ตัวเบา”ที่นั่น…ไม่มีสามีแต่อยากมีลูกเฉยเลย

ทุกวันนี้คลินิกเถื่อนนั่นโดนตำรวจซิวไปเรียบร้อยแล้ว!

ได้ข่าวว่าคนที่รับทำแท้งกับเจ้าของคลินิกประสบอุบัติเหตุสยองตายหมู่ไปแล้ว ด้วย ทุกอย่างดูเหมือนจะจบสิ้นเสียที แต่ความสยดสยองยังอยู่ คนเก่าๆ ในซอยรู้ดีกันทั้งนั้นแหละครับ

เมื่อเจ้าของที่ที่เคยร้างมาปลูกบ้าน พวกเราเลยมองๆ กันแบบว่า…น่าเป็นห่วง!

 

ผมขนลุกซ่าไปทั้งตัว…ไม่ใช่คนแน่นอน! ใครจะให้ลูกไปวิ่งบนบ้านที่ยังไม่มีไฟฟ้า ยังไม่ได้สร้างลูกกรงกั้นราวระเบียงเลย มันอันตรายออกจะตายไป

ทันใดนั้น เหมือนจะรู้ว่าผมมอง หรืออาจจะเป็นเพราะเราสื่อกันได้แค่นั้น เพียงไม่กี่วินาทีทุกอย่างก็เงียบสงบ…ผมเล่าให้แม่ฟังคืนนั้นเอง แม่บอกว่าถ้าเห็นแบบนี้ต้องอุทิศส่วนกุศลให้เขาพ้นทุกข์นะ…ก่อนนอนผมก็สวด มนต์แผ่ส่วนกุศลให้ครับ

เรื่องผีที่บ้านใหม่นี้ยังมีอีก คือคนงานคนหนึ่งตื่นขึ้นมากลางดึก มองขึ้นไปบนระเบียงบ้านที่ยังไม่ได้ติดลูกกรง เห็นผู้หญิงผมยาวมาก แต่งชุดขาวตลอดตัว ยืนอุ้มห่อผ้าคล้ายเด็กทารกร้องครวญครางเบาๆ ดังแว่วมา

ผมสงสัยจังเลยว่าบ้านนี้ผียุ่บยั่บไปหมด เจ้าของบ้านเขาจะอยู่กันยังไง?

เรื่องนี้น่ากลัวสุดๆ คือที่ช่างโบกปูนเจอเต็มตา จนต้องลาออกก่อนจะสติแตกไปจริงๆ

กลางวันแสกๆ เธอผู้นี้กำลังโบกปูนเพลินเชียว ทันใดนั้นเธอรู้สึกว่ามีใครมาจ้องก็เลยหันขวับไปมอง…

คุณพระคุณเจ้า! ผู้หญิงชุดขาว ผมยาวกำลังทำตาโตเต็มที่เหมือนแกล้งหลอก ยืนตัวแข็งทื่อ อ้าปากพะงาบๆ ในปากมีแต่เลือดสดๆ แดงฉานเต็มปาก

ช่างโบกปูนเคราะห์ร้ายกรีดร้องสุดเสียง จนคนอื่นๆ ตกอกตกใจไปหมด

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าโดนผีหลอกอย่างจังๆ เพราะห้องที่เธอฉาบปูนนั้นมันอยู่ชั้นสอง แล้วผู้หญิงนั่นมายืนอยู่นอกหน้าต่าง…เธอยืนอยู่ได้ยังไงในเมื่อมันเป็น ผนังเรียบๆ

คืนต่อๆ มาผมไม่กล้าเปิดม่านหน้าต่างห้องนอนอีกเลย กลัวว่าจะเห็นอะไรจังๆ ที่ทำให้ช็อกตายน่ะซีครับ! บรื๋อออ…

ถ้ำใต้ดิน

เหวนรกนั้นชื่อก็บอกตรงตัวอยู่แล้ว ที่แน่ๆ ก็คือมี สัตว์ตกลงไปตายมากมายเพราะพลาดพลั้ง หรือลื่นพรวดพราด ลอยละลิ่วลงไปแหลกเหลวกับก้อนหินก้นเหวนั่นปะไร!

ถ้าไม่มีคนตาย หรือตายแค่ 2-3 คน ก็คงไม่มีใครยกย่องว่าเป็นเหวนรกหรอกน่า…จริงมั้ยครับ?

ถ้ำมรณะก็เหมือนกัน!

อาจ จะมีสัตว์ร้ายสิงสู่อยู่ในถ้ำ ตั้งแต่เสือ หมี จนถึงงูเห่า งูจงอาง พิษสงขนาดฉกปั๊บเข้าให้ก็ไม่ต้องไปหาหมอให้เสียเวลา…ขุดหลุมฝังได้เลย! เพราะพิษร้ายจากเขี้ยวอสรพิษชนิดนี้แม้ว่าจะไม่รุนแรงเท่างูเห่า แต่มีจำนวนมากมายกว่างูเห่าราวสองเท่าตัว

หมองูที่เสาวภาท่านยืนยันว่า พิษงูจงอางสามารถฆ่าช้างได้ 1 ตัว ฆ่าคนได้ 20 คน!

สาเหตุก็เพราะในป่าเขาลำเนาไพรแสนเปล่าเปลี่ยวนั่นน่ะ เป็นที่สิงสู่ของบรรดาอสุรกายสารพัดชนิด ไม่ว่าผีมีระดับอย่างเจ้าป่าเจ้าเขา รวมทั้งเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่สิงสถิตอยู่ตามต้นไม้และภูเขา ส่วนมากน่ะจ้องจะเอาชีวิตคนท่าเดียว จนใครที่ผ่านไปมาต้องเซ่นวักตั๊กแตนกัน ถึงจะรอดชีวิตไปได้

อ้อ! ที่อยู่ใกล้ถนนรนแคมหน่อย ก็มีคนสร้างศาลให้อยู่เป็นที่เป็นทาง ต้องจุดธูปเทียนบูชา มีผ้าเหลืองผ้าแดงพันไว้อร่ามไปแทบทั้งต้น

ท่านที่ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดไกลๆ คงจะเคยผ่านศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่เหล่านี้มาแล้ว คนเดินทางจะต้องแสดงความเคารพนบไหว้กันแปลกๆ ตามที่ได้ยินว่า “ท่านโปรด”

เช่นจุดประทัดสนั่นหวั่นไหวเมื่อถึงศาล จนคนที่ขับรถตามมาข้างหลังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ พานนึกว่าเกิดปล้นสะดมขึ้นแล้วก็มี!

ต้องกดแตรแป๊นๆๆ แสบแก้วหูคันละ 3 ครั้งติดๆ กันก็มี คิดดูเถอะว่าตอนที่มีรถราผ่านไปมาหลายๆ คัน บรรดาโชเฟอร์กดแตรบูชาเจ้าพ่อหลักหลวง เจ้าแม่เขาชะโงก ดังสนั่นหวั่นไหวติดๆ กันแบบนั้น คนที่ไม่เคยระแคะระคายมาก่อนจะอกสั่นขวัญแขวนขนาดไหน

ที่ไม่เคยกดแตรก็ต้องกด! ที่ไม่ได้ตั้งใจก็สะดุ้งโหยง พลอยบ้าจี้กดแตรลั่นรถ จนคนที่มาด้วยวี้ดว้ายกันระงมก็เคยปรากฏมาแล้ว!

ตกใจจนกดติดๆ กันเกือบสิบทีกว่าจะหยุดได้ ก็ไม่เป็นไร…เผื่อเหลือเผื่อขาดครับของพรรค์นี้ กด แล้วสบายใจ เข้าทำนอง “เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม”

เหวนรก! ถ้ำมรณะ! ต้นไม้ผีสิง…ของพวกนี้ก็ต้องอยู่ในป่าดงเป็นของธรรมดา

 

นอกจากสัตว์ร้ายต่างๆ แล้วก็อาจจะมีถ้ำนรกหลบซ่อนอยู่ตามหลืบถ้ำมืดสลัว ไม่มีปล่องให้แสงแดดส่องลงมาถึง มัวแต่เดินเก้ๆ กังๆ เหลียวซ้ายแลขวาก็อาจจะหล่นวูบ…รู้สึกคล้ายโดนธรณีสูบเมื่อไหร่ไม่รู้ตัว

ลืมตาอีกทีก็เห็นยมบาลแยกเขี้ยวรอคอยอยู่แล้ว อย่าทำล้อเล่นกับถ้ำนรกไปเชียว!

ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ก็คือเรื่องอื้อฉาว “ขุมทองเมืองกาญจน์” ในถ้ำลิเจีย ที่ใครๆ ไปขุดหากันมาหลายสิบปีแล้ว แม้แต่ทุกวันนี้ก็ยังแยกย้ายกันขุดหาทองคำที่เชื่อว่าทหารญี่ปุ่นฝังไว้ก่อน แพ้สงคราม เรียกว่า “ขุมทองโกโบริ” จนกลายเป็น “ขุมทองโกโบเลอะ” ไปแล้ว

ดูในข่าวทีวีจะเห็นมีการตั้งศาลเพียงตา บูชาบัตรพลีด้วยหัวหมูบายศรี แถมเหล้าตามธรรมเนียมไทยๆ เป็นการบอกกล่าวกับขอขมาลาโทษเจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขาเสียก่อน จะได้ไม่เกิดเรื่องอัปมงคล…พูดตรงๆ ว่าไหว้ผีกันละครับ

ไหว้ไปทำไมกัน?

ก็เพราะเชื่อว่ามีวิญญาณเก่าใหม่สิงสู่ซับซ้อนอยู่ในนั้นมากมาย คือในถ้ำนั่นย่อมเคยมีคนยุคก่อนประวัติ ศาสตร์อาศัยอยู่ จนถึงยุคหลังๆ ที่คนเข้าไปหลบแดดหลบฝน หรือแม้แต่หลบสัตว์ร้าย แล้วก็ต้องล้มตายในถ้ำเพราะเจ็บป่วยบ้าง ถูกฆ่าตายจากคนหรือสัตว์บ้าง

ที่น่าสยดสยองกว่านั้นก็คือ…ถูกผีหักคอตาย!!

โดยเฉพาะพวกที่ไปขุดหาสมบัติ ขุดทอง แต่ต้องมาจบชีวิตเพราะตกเหวตาย เป็นไข้ป่าตาย หลงทางหลงถ้ำจนหมดแรงขาดใจตายไปเอง ขนาดระบุชื่อว่าคนนั้นคนนี้ตายเมื่อใด

ในถ้ำนรกที่ว่าก็ต้องตั้งศาลพร้อมเครื่องบัตรพลีอย่างที่ว่า เพื่อให้วิญญาณหลากหลายเหล่านั้นได้มากินเครื่องเซ่นจนอิ่มหนำสำราญ จะได้ไม่โกรธเกรี้ยว มารบกวนการทำงานให้ยุ่งยากเปล่าๆ

แหม! เป็นผีแล้วยังชอบเครื่องเซ่น คนเป็นๆ จะไม่ให้ชอบ “ส่วย” ได้ยังไงกัน?

ผีในหลืบ

เราล่องแพซุงจากระแหงไปตามลำน้ำปิงอันคุ้นเคย เป็นไม้กระยาเลยล้วนๆถึงห้าสิบท่อน ลุงอินเจ้าของแพเป็นคนถือท้ายเรือยนต์และทำหน้าที่นำร่องด้วยตัวเอง เพราะบางช่วงก็น้ำไหลเชี่ยว มีคุ้งคดโค้งน่ากลัวหลายแห่ง แถมใต้น้ำยังมีตอที่ต้องหลบเลี่ยงให้ดีอีกด้วย

ยิ่งถ้าเกิดฝนตกหนัก พายุโหมกระหน่ำอื้ออึง สายน้ำไหลแรงและเชี่ยวกรากปานกำลังคลุ้มคลั่ง ถ้าไม่ช่ำชองกับเส้นทางจริงๆ อาจจะทำให้แพถูกเหวี่ยงไปฟาดกับท้ายเกาะแก่งได้ง่ายๆ ขนาดคนนำร่องปีนขึ้นไปดูอยู่บนพะองแล้วก็เถอะเอ้า!

โอย…ไม่ว่าหัวแพหรือท้ายแพก็เถอะครับ ฟาดตูมเข้าไปก็มีแต่จะแตกกระจายเพราะสายน้ำเชี่ยวควั่กทั้งนั้นแหละ

คน ลงหลักเอกกับหลักโทนี่ก็เป็นกำลังสำคัญ ในการปักหลักครูดไถกับพื้นทรายใต้น้ำ จนปักหลักยึดแพได้สำเร็จ…นายจ้างก็ค่อนข้างเกรงอกเกรงใจคนลงหลักพอสมควร

แม้ว่าจะเกิดและเติบโตริมแม่น้ำที่ตำบลระแหง จังหวัดตาก ว่ายน้ำเก่งเกือบพอๆ กับปลา แต่พวกเราก็กลัวผีน้ำกันทุกคนแหละครับ เพราะไม่รู้นี่นาว่ามันจะแอบซ่อนอยู่ที่ไหน? รอคอยฉุดขาเราจมดิ่งลงไปใต้น้ำจนขาดใจตายเมื่อไหร่?

แต่ผีที่น่าสนใจและชวนให้ตื่นเต้นมากที่สุด ก็คือผีผู้หญิงที่แปลงตัวมาหาผู้ชายหนุ่มๆ แล้วร่วมหลับนอนด้วยตลอดคืน

พูดง่ายๆ ว่า “เมียผี” นั่นแหละครับ!

เล่ากันว่าผีแบบนี้มีเยอะแยะหลายประเภท คือมีทั้งนางตานี ผีป่า นางตะเคียนและนางเงือก เป็นต้น แถมยังมีนิสัยขี้หึง ดุร้ายน่ากลัวยิ่งกว่าผู้หญิงธรรมดาทั่วๆ ไปซะด้วยซ้ำ

ไม่คิดเลยว่าเมื่อเติบโตเป็นหนุ่มฉกรรจ์ มีอาชีพรับจ้างล่องแพไปปากน้ำโพจะเจอะเจอเข้ากับตัวเองอย่างชนิดจังๆ

ตอนนั้นผมยังโสด เพิ่งจะเขยิบจากคนงานทั่วๆ ไปมาเป็นคนลงหลักโทได้ไม่กี่เดือน มองเห็นอนาคตคนลงหลักเอกอยู่ไม่ไกลเกินฝัน…แต่ว่าดันเจอะเจอเรื่องขนหัว ลุกเข้าเต็มเปา ไม่ขาดใจตายคาที่ก็นับว่าเป็นบุญเหลือหลายแล้ว

เรื่องเป็นยังงี้ครับ!

เที่ยวนั้นทำท่าว่าจะไม่มีปัญหาอะไร แม้ว่าจะผ่านคลองขลุงไปแล้วเมื่อตอนบ่าย ดินฟ้าอากาศแจ่มใสทำให้การเดินทางราบรื่นจนแทบจะมั่นใจว่ารุ่งขึ้นคงถึงปาก น้ำโพแน่นอน

ตกเย็นเราก็เทียบแพเข้าที่หาดทรายข้างเกาะใหญ่เพื่อค้างคืนที่นั่น

คนงานลงอาบน้ำเล่นน้ำบ้าง เข้าไปพักผ่อนในเพิงที่เรียกว่าทับแถวท้ายแพบ้าง ใครขยันก็ลงไปหากุ้งหาปลา บ้างก็ลุยพงอ้อกอหญ้าขึ้นเกาะ มีทั้งผักบุ้งผักเบี้ยและตำลึง ละหุ่งแดง มะเดื่อ กอไผ่รวกรกครึ้ม ดูเงียบเชียบน่าร่มรื่นดีแท้

ผมอยู่ในกลุ่มหลังเพราะไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอะไรมาก เคยได้ยินเขาลือว่าเกาะนี้เคยมีคนอยู่ แต่เดี๋ยวนี้หายหน้าไปหมดแล้ว

เมื่อปีนป่ายขึ้นไปเดี๋ยวเดียวก็เห็นหลังคากระท่อมเก่าแก่จริงๆ จนกระทั่งผ่านรั้วหนามไผ่ที่สะไว้ไม่แน่นหนาอะไร…กระท่อมร้างนั่นคล้ายมี มนต์ดึงดูดใจให้เดินไปหาไม่รู้ตัว

แทบไม่น่าเชื่อที่เห็นแคร่ไม้ไผ่ริมฝาในกระท่อมหลังคาโหว่ ดูเหมือนจะเพิ่งปัดกวาดไปหยกๆ จนผมหย่อนตัวลงนั่ง เหลียวซ้ายแลขวางุนงงว่าจะร้างจริงหรือเปล่า…ก็พอดีมีสาวสวยนุ่งกระโจมอก ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้ตื่นตะลึงทันใด

 

กาลเวลาผ่านไปช้าเร็วแค่ไหนก็สุดรู้ จนกระทั่งได้ยินเสียงตะโกนเรียกชื่อดังแว่วมาจากด้านล่าง ผมลุกขึ้นนั่งสะบัดหัวงุนงง…คิดว่าคงจะเคลิ้มหลับไปก่อนจะก้มลงมองที่ แคร่…

ไม่มีสาวสวยอวบอั๋นอยู่ที่นั่น นอกจากหญิงเฒ่าผมหงอกกระเซิง ผอมแห้งมีแต่หนังหุ้มกระดูก แก้มยุบนัยน์ตากลวงลึกกำลังยิ้มคล้ายแสยะ…เล่นเอาผมตาลายพร่า แก้วหูลั่นเปรี๊ยะแทบระเบิดออกมา แผดร้องจ้าสุดเสียง… เผ่นกระเจิงออกจากกระท่อมอุบาทว์นั่นทันใด

เพราะเหตุนี้เองที่ผมบอกว่าไม่หัวใจวายคาที่ก็นับว่าเป็นบุญแล้วครับ! บรื๋อออ…

คะเนว่าอายุยี่สิบต้นๆ ผิวคล้ำเนียน ผมดำขลับยาวสยายประบ่า อกอวบอัดสะเอวคอดบางแต่สะ โพกกลับผึ่งผาย ยามเยื้องกรายเข้ามาทำให้ก้อนเนื้อไหวกระเพื่อม…มองสบตาด้วยวี่แววหยาด เยิ้มขณะที่นั่งลงเคียงข้าง กลิ่นคล้ายดอกไม้ป่าหอมกรุ่นจนผมตาพร่ามึนจนคิดอะไรไม่ออก ได้แต่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ เอียงหน้ามาหาด้วยอาการยั่วยวน

ผมโอบร่างอวบ ละมุนเข้ามากอดจูบลูบเคล้า ผ้าซิ่นลุ่ยลงมากองอยู่บนตักขณะที่ผมฝังหน้าลงกับความขาวผ่องดีดดิ้น หอมซ่านจนลืมตัวลืมตายโดยสิ้นเชิง!

โรงแรมผี

เรื่องยังไม่จบแค่นี้ ในวันรุ่งขึ้นทุกคนก็เจอเรื่องเดิมอีกจนเขาบอกว่าเริ่มชินแล้ว คือ จากกลัวจนเลิกกลัวแล้วเพราะเหนื่อยจากการทำงานกันมาก วันนี้ฉันและพี่ที่อยู่ห้องเดียวกันอีกคนยังไม่ไปที่ทำงานเพราะต้องเคลียร์ งานกันในห้อง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็จะไปยังสถานที่ทำงานจึงเดินออกมาปิดล็อกห้องอย่าง ดี แต่ห้องของพี่ผู้ชายกลับเปิดอ้าไว้ทั้งที่พวกเขาออกไปทำงานกันหมด ฉันกำลังจะไปปิดประตูให้แต่พี่ผู้ชายเดินออกมาจากลิฟท์พอดี ฉันจึงตำหนิเขาว่าเปิดประตูทิ้งไว้ทำไม เพราะมีของมีค่าอยู่เยอะมาก พวกเขาก็ยืนยันว่าปิดล็อกเรียบร้อยแล้ว พี่ผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นว่าน้องมาเปิดนะสิ เมื่อวานเขาก็เห็นว่าน้องเปิดประตูรอพวกเขากลับมา เท่านั้นแหละทุกคนก็รีบชวนกันลงมาข้างล่างทันที สี่วันผ่านไปอย่างร้อนๆ หนาวๆ ในที่สุดก็ได้กรับกรุงเทพสักที รู้สึกดีใจมากๆ เพราะรู้สึกกลัว ไม่อยากเจอ แม้จะรู้สึกบ้างแต่ยังดีที่ไม่เคยเห็นแบบจะๆ ก่อนกลับก็ถามแม่บ้านที่โรงแรมจึงได้ความว่า เคยมีนักท่องเที่ยวที่เป็นเด็กเสียชีวิตที่นี่ และเขาก็ไม่ไปไหน ยังคงวนเวียนชวนให้แขกที่มาพักไปเล่นกับเขาอยู่แบบนี้มานานแล้ว อยู่มานานแล้ว…….

ฉันจึงเข้าใจว่าพวกเขาคงแอบไปเที่ยวกลางคืนกันเป็นแน่ จึงไม่ได้ถามไถ่อะไร และพวกเขาก็ไม่พูดอะไรด้วย จากนั้นพวกเราก็ไปทำงานกัน จนกระทั่งใกล้จะเลิกงาน พวกผู้ชายเริ่มมีอาการไม่อยากกลับที่พัก ทั้งที่ดูง่วงหง่าวหาวนอนกันเป็นทิวแถวแท้ๆ ถามกันไปมาจนได้ความว่า พวกเขาเจอ “ผีเด็กมาเล่นด้วยทั้งคืน!!!” เมื่อเอาผ้าห่มคลุมโปง ผีเด็กก็ดึงผ้าห่มออกอยู่แบบนั้น และวิ่งไปมาภายในห้องอย่างสนุกสนาน (สนุกอยู่คนเดียว) ทำให้พวกเขาต้องอยู่ในอาการหวาดผวา แต่ก็มีคนกล้ากว่าเพื่อน พูดออกมาว่าไม่เล่น จะนอนแล้ว เท่านั้นแหละผีเด็กก็เริ่มลามือ และยอมให้พวกเขานอนแต่โดยดี พี่ๆ บอกว่าไม่อยากเล่าให้ฟังเพราะไม่อยากให้พวกเรากลัวกัน เพราะห้องก็อยู่ติดกันแค่นี้เอง

น่าแปลกที่ห้องของฉันกลับไม่มีใครเจอเลย แต่หัวหน้าที่นอนอยู่ห้องถัดไปกลับเจอเช่นเดียวกัน อาจเป็นเพราะก่อนนอนฉันสวดมนต์ แผ่เมตตา และขออนุญาตสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่นั้นแล้วก็เป็นได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ได้แต่โล่งใจ แต่แล้วในวันถัดมา ฉันต้องเอาข้อมูลของงานลงเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งอยู่ในห้องของผู้ชาย ฉันและพี่ๆ ที่ทำงานก็นั่งกันในห้องนั้น ทุกคนนั่งทางด้านซ้ายมือของฉันกันหมด ระหว่างที่ฉันนั่งเก็บข้อมูลอยู่นั้นก็รู้สึกเหมือนมีใครเอาหน้ามาเกยไว้บน ไหล่ทางด้านขวาจนรู้สึกเหมือนแก้มแทบจะชนกันจึงหันขวับไปดูเพราะคิดว่าพี่ๆ แกล้ง แต่ปรากฎว่าทุกคนนั่งคุยกันอยู่ที่เดิม เมื่อฉันถามเขาก็ทำหน้างงกันหมด และยืนยันว่าไม่ได้เดินมาทางนี้กันเลย เท่านั้นแหละฉันรีบเรียกพี่อีกคนมานั่งเป็นเพื่อนทันที

เรื่องยังไม่จบแค่นี้ ในวันรุ่งขึ้นทุกคนก็เจอเรื่องเดิมอีกจนเขาบอกว่าเริ่มชินแล้ว คือ จากกลัวจนเลิกกลัวแล้วเพราะเหนื่อยจากการทำงานกันมาก วันนี้ฉันและพี่ที่อยู่ห้องเดียวกันอีกคนยังไม่ไปที่ทำงานเพราะต้องเคลียร์ งานกันในห้อง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็จะไปยังสถานที่ทำงานจึงเดินออกมาปิดล็อกห้องอย่าง ดี แต่ห้องของพี่ผู้ชายกลับเปิดอ้าไว้ทั้งที่พวกเขาออกไปทำงานกันหมด ฉันกำลังจะไปปิดประตูให้แต่พี่ผู้ชายเดินออกมาจากลิฟท์พอดี ฉันจึงตำหนิเขาว่าเปิดประตูทิ้งไว้ทำไม เพราะมีของมีค่าอยู่เยอะมาก พวกเขาก็ยืนยันว่าปิดล็อกเรียบร้อยแล้ว พี่ผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นว่าน้องมาเปิดนะสิ เมื่อวานเขาก็เห็นว่าน้องเปิดประตูรอพวกเขากลับมา เท่านั้นแหละทุกคนก็รีบชวนกันลงมาข้างล่างทันที สี่วันผ่านไปอย่างร้อนๆ หนาวๆ ในที่สุดก็ได้กรับกรุงเทพสักที รู้สึกดีใจมากๆ เพราะรู้สึกกลัว ไม่อยากเจอ แม้จะรู้สึกบ้างแต่ยังดีที่ไม่เคยเห็นแบบจะๆ ก่อนกลับก็ถามแม่บ้านที่โรงแรมจึงได้ความว่า เคยมีนักท่องเที่ยวที่เป็นเด็กเสียชีวิตที่นี่ และเขาก็ไม่ไปไหน ยังคงวนเวียนชวนให้แขกที่มาพักไปเล่นกับเขาอยู่แบบนี้มานานแล้ว อยู่มานานแล้ว…….

 

ผีตายไม่ไปไหน

เพื่อนแม่ชื่อป้ารุ้ง ฉันเคยพบครั้งเดียวเอง ตอนที่พาแม่ไปส่งในงานเลี้ยงรุ่นของแม่ แต่บ้านป้ารุ้งหาไม่ยากหรอกค่ะเพราะซอยนี้ฉันถนัดมาก เพื่อนสนิทของฉันก็อยู่ในนี้นี่คะ… เดี๋ยวเอาน้ำพริกกุ้งให้ป้ารุ้งเสร็จก็จะไปหาเพื่อนเป็นรายการต่อไป

นั่นไง! บ้านป้ารุ้งเป็นกำแพงอิฐทาสีปูนแห้ง คือสีส้มอมชมพู ประตูเป็นไม้ระแนงสีน้ำตาลไหม้ สีสนามหญ้าเล็กๆ เขียวขจีอยู่หน้าบ้าน

ฉัน จอดรถริมกำแพงอย่างดิบดีแล้วลงไปกดออด เมฆครึ้มเต็มฟ้าบดบังแสงแดดดีนัก…เอ! บ้านเงียบจัง มีใครอยู่หรือเปล่าหนอ? นี่ก็สิบโมงเช้าพอดี หรือว่าคุณป้าจะนอนตื่นสาย? แต่ก็น่าจะมีเด็กรับใช้นะ ฉันยืนชะเง้อคอยาว รออีกอึดใจใหญ่ๆ ก็กดออดอีกครั้งหนึ่ง…

เกรงใจนะเนี่ย แต่ชักกระวนกระวายขึ้นมาแล้วสิ!

แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งเจ๋งสุดๆ ทุกคนที่ได้ฟังจะต้องทึ่ง อึ้ง เสียวไปกับฉันแน่ๆ

แม้ว่าจะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ฉันยังจำได้…วันนั้นเป็นวันเสาร์ต้นเดือนธันวาคม แม่วานให้ฉันเอาน้ำพริกกุ้งสดที่แม่ทำเองไปให้เพื่อนที่อยู่ในซอยศูนย์วิจัย ที่สำคัญฉันต้องให้น้ำพริกนี้ถึงมือผู้รับ และอธิบายวิธีกินกับวิธีเก็บอีกด้วย

น้ำพริกกุ้งสดที่ว่านี้ทำจากกุ้งแม่ น้ำตัวโตๆ เอามาเผาพอสุก คลุกกับน้ำพริกที่ทำมาจากหอมเผา กระเทียมเผาและพริกชี้ฟ้าเผา หอมมันกุ้งและเคี้ยวเนื้อกุ้งสดเผาได้เต็มคำ

ส่วนวิธีเก็บคือให้เก็บในตู้เย็น พอจะกินก็เอามาวางในอุณหภูมิห้อง โดยไม่ต้องเอาไปตั้งเตาอุ่นกับไฟ ไม่งั้นมันกุ้งจะจับตัวเป็นก้อน เสียรสเลยค่ะ!

 

ทันใดมีเสียงผู้ชายสูงอายุดังมาจากหน้าต่างชั้นบน…รอเดี๋ยวนะหนู!!

ฉันมองเห็นผ้าม่านไหวๆ จากหน้าต่างนั้น และไม่ถึงนาที เสียงประตูกระจกบานเลื่อนที่หน้าตัวบ้านก็เปิดออก ฉันมองเห็นชายชราท่าทางภูมิฐาน นุ่งกางเกงแพรสีเขียว เสื้อผ้าป่านคอกลมสีขาวยืนอยู่ด้านในประตูนั่น ท่านบอกด้วยเสียงดังฟังชัดว่า “เปิดเข้ามาเลยลูก ประตูไม่ได้ล็อก”

ฉันทำตามที่ท่านบอก คือเปิดเข้าไปง่ายๆ แล้วปิดประตูตามหลังให้เรียบร้อย ก่อนจะยกมือไหว้นอบน้อม ท่านรับไหว้และสั่งให้ฉันนั่งรอที่โต๊ะหินหน้าบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะเดินลับหายเข้าไปในบ้าน

ลมเย็นเยือกผสมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยวูบมาจากด้านใน อืม…กลิ่นน้ำอบไทยนี่นา ฉันหันไปมองประตูกระจกปิดสนิท ข้างในเปิดแอร์ รึเปล่า? คงไม่หรอก นี่มันฤดูหนาวนะ

ฉันนั่งคอยอยู่ราวห้านาที บ้านนี้เงียบดีจัง เอ…คุณลุงหายไปเลย ท่านคงเป็นสามีป้ารุ้งนะ ฉันมาปลุกท่านรึเปล่าเนี่ย?

เสียงไขกุญแจดังขึ้นที่ประตูรั้ว!

ฉันเอะใจวูบ ตะกี้ฉันก็ปิดธรรม ดานะ ไม่ได้ล็อกสักหน่อย…ยังไม่ทันนึกอะไรมากกว่านั้น ผู้ใหญ่สองคนก็หอบของพะรุงพะรังเข้ามา…หนึ่งในนั้นคือป้ารุ้ง ฉันจำได้ อีกคนคงเป็นสาวใช้แน่ๆ ทั้งคู่มองเห็นนั่งอยู่ก็ชะงัก และมีทีท่าตกใจเห็นได้ชัด

“สวัสดีค่ะ หนูลูกแม่จุ๋มค่ะ” ฉันรีบประกาศตัว

“อ๋อ! จ้ะ…จำได้ๆ แต่หนูเข้ามาในนี้ได้ยังไงล่ะนี่?” เสียงป้ารุ้งค่อนข้างร้อนรน “ตอนออกไปป้าล็อกกุญแจกับมือแท้ๆ แล้วหนูเข้ามาได้ยังไงกัน?”

“คุณลุงบอกให้หนูเปิดเข้ามาเลยค่ะ…”

แทบจะไม่สิ้นเสียง ป้ารุ้งก็สะดุ้งเฮือก ถุงกับข้าวหลายถุงพลันหลุดร่วงจากมือ คนรับใช้ทำท่าเนื้อตัวสั่นเทา หน้าซีดเผือด ปากสั่นริก ทำท่าว่าจะปล่อยโฮออกมาเดี๋ยวนั้น!

มันเป็นไปไม่ได้เลย! ป้ารุ้งยืนยัน บ้านหลังนี้มีท่านอยู่กับคนรับใช้คนนี้ และหลานอีกสองคนซึ่งขณะนี้ไปเที่ยวทะเลโน่น เมื่อกี้ออกไปจ่ายตลาดจึงไม่มีใครอยู่บ้านเลย!

คุณลุงที่ฉันเห็นน่ะ ฟังจากลักษณะและท่าทางแล้วคงจะเป็นคุณลุงตั้ว สามีป้ารุ้งนั่นแหละ แต่มันผิดปกติตรงที่คุณลุงตายแล้วค่ะ…

ขอย้ำ! ท่านตายไปสองปีกว่าๆ แล้ว เหลือแต่เศษกระดูกเล็กๆ ในโกศที่เก็บไว้ตามประเพณีเท่านั้น แล้วท่านจะมาเรียกให้ดิฉันเข้าบ้านได้อย่างไร?

เรื่องราวของฉัน คุณผู้อ่านคิดว่ามันน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าน้ำท่วม ไฟไหม้บ้านไหมล่ะค่ะ…แม้ว่าขณะนี้ฉันแสนสงสารและเห็นอกเห็นใจผู้ที่ถูกน้ำ ท่วมทุกคนอย่างที่สุดก็เถอะค่ะ!

น้องชายถูกฆ่า

ในงานสวดศพแตนยังร้องไห้ไม่หยุด รำพันว่าเป็นเพราะเธอเองแท้ๆ ที่คิดถึงแพร ไม่ได้ไปงาน คืนนั้นเพราะเป็นเพื่อนคนละกลุ่ม ที่โทร.ไปหา ก็คิดว่าน้องแพรกลับถึงที่พักแล้ว..เธอเป็นต้นเหตุ ให้เพื่อนตาย!

แต่ไม่มีใครโทษเธอหรอกค่ะ นอกจากสยองแทนที่กำลังคุยกับเพื่อนดีๆ ก็มีเสียง…โครม! ดังก้องอยู่ในหูไม่รู้จบสิ้น

คืนวันเผาน้องแพรซีคะ เกิดเรื่องสยองขวัญ เมื่อดิฉันกลับบ้าน รู้สึกใจหายและวังเวงใจอย่างบอกไม่ถูก…ต่อไปนี้ไม่มีน้องแพรอีกแล้ว! พอดีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น!

มีผลสำรวจว่า ผู้ที่พูดโทรศัพท์ขณะขับขี่รถยนต์ แม้จะใช้แฮนด์ฟรีก็ตาม สติสัมปชัญญะและสมาธิจะมีน้อย ความรู้สึกตอบสนองต่างๆ จะเชื่องช้าลงพอๆ กับการดื่มสุรา

“ไม่ดื่ม ไม่โทรศัพท์ ไม่รับสาย ขณะขับรถ”

ห้ามผู้ที่ขับขี่ยานยนต์มีแอลกอฮอล์ ในเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถ้าตรวจพบก็จะโดนจับกุม มีโทษปรับจนถึงทำงานรับใช้สังคม…ถ้าทำผิดซ้ำอาจจะโดนห้ามขับรถตลอดไปก็ เป็นได้ เพราะผู้ที่ขับรถ พร้อมกับพูดโทรศัพท์ เปรียบเทียบกับผู้ดื่มเหล้าเบียร์ที่มีแอล กอฮอล์ในเลือด ถึง 78 มิลลิกรัมเปอร์ เซ็นต์…เป็นเรื่องน่ากลัวขนาดไหนคงนึกภาพออกนะคะ

ดิฉันมีประสบการณ์ขนหัวลุกเมื่อปีก่อนมาเล่าสู่กันฟังค่ะ!

“น้องแพร” เป็นเพื่อนร่วมงานบริษัทเดียวกันที่อโศก อายุราว 25 ปี แสนสวยและยังโสด พ่อแม่ที่ต่างจังหวัดฐานะดี ซื้อรถยนต์ให้น้องแพรใช้ตั้งแต่เธอ ได้งานทำ ผิดกับเพื่อนส่วนใหญ่ที่ต้องผ่อนรถเอง หรือไม่ก็อาศัยรถเมล์กับแท็กซี่เป็นประจำ เช่นดิฉันเองเป็นต้น

ตอนเลิกงานเรามักไปหาอะไรดื่มกินกันก่อน กลับบ้าน น้องแพรชอบชวนเพื่อนๆ ขึ้นรถไปยังจุดนัดหมาย มีทั้งเพื่อนร่วมงานกันและบริษัทอื่นทั้งหญิงและชาย แต่ไม่เคยมีปัญหาอะไร

ถ้าจะมีก็คือปัญหาที่น้องแพรชอบพูดโทรศัพท์ขณะขับรถยนต์นี่แหละค่ะ!

แม้เธอไม่ได้โทร.ไปหาใครก่อน แต่มีเสียงเข้าสายประจำ มีทั้งถามจุดพบให้แน่นอนบ้าง เพื่อนๆ โทร. มาคุยบ้าง และมักจะคุยครั้งละนานๆ จนทำให้ดิฉัน ไม่ค่อยสบายใจ

มองโลกในแง่ดีว่ากรุงเทพฯ รถติดโดยเฉพาะ ย่านนั้น ไม่อาจขับปรู๊ดปร๊าดได้หรอก แต่ก็อดเตือน ไม่ได้ว่าอย่าพูดโทรศัพท์ในรถ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าคุยนานนัก…อันตราย!

“แหม! พี่แน็ตก็..” น้องแพรยิ้มฟันขาว ตาใสเชียว “คุยแป๊บเดียวเองค่ะ”

เธอชอบเรียกชื่อดิฉันติดปาก แถมยังหันมามองด้วย เล่นเอาใจหายวูบ..ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นก็ไม่ใช่เพราะโทรศัพท์ แต่มาจากดิฉันที่เอ่ยปากทักท้วง เธอนั่นเอง!

เรากลับราว 3-4 ทุ่ม เธอก็จะขับมาส่งเพื่อนชื่อแตนที่อุรุพงษ์ ส่งดิฉันที่ราชวิถี แล้วขับรถข้ามสะพานกรุงธนฯ กลับห้องพักแถวบางพลัด…เป็นประจำราวสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

ตอนนั้นก็ไม่วายมีโทรศัพท์เข้ามาค่ะ!

ช่วงที่รถแล่นเร็วได้ ดิฉันต้องเอ่ยปากห้ามตรงๆ ว่าอย่าพูดโทรศัพท์ตอนขับรถ อันตรายมาก! น้องแพรก็จะหันมายิ้มหวานเช่นเคย…แหม! พี่แน็ตก็…

ส่วนมากเธอจะเชื่อฟังค่ะ บอกคู่สนทนาที่มีทั้งชายและหญิงว่า…ตอนนี้ขับรถ พี่แน็ตห้ามเม้าธ์ เอาไว้ถึงห้องแล้วค่อยคุยต่อ…แต่บางครั้งเธอจะหัวเราะเฉยเสีย ดิฉันต้องยื่นคำขาดว่าให้หยุดรถ จะลงแท็กซี่ต่อไปเอง! นั่นแหละค่ะน้องแพรจึงยอมบ๊ายบายกับเพื่อน

ครั้งหนึ่งดิฉันบอกให้จอดแต่เธอไม่สนใจ พอถึงไฟแดงก็ปลดซิตเบลต์เปิดประตูลงไปเดินเอง… น้องแพรออกรถได้รีบขับมาจอดรับ ยกมือไหว้ขอโทษจนดิฉันใจอ่อนยอมขึ้นรถ

คืนหนึ่ง น้องแพร ก็ประสบอุบัติเหตุ เสียชีวิตคาที่ เพราะ การพูดโทรศัพท์ขณะ ขับรถ ขณะออกมาจากงานวันเกิดเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ที่ภัตตาคารริมน้ำแถวบางอ้อ…ใกล้จะถึงที่พักของเธออยู่แล้ว

โทรศัพท์ที่เปิดสัญญาณอยู่คือหลักฐานค่ะ!

น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นก็คือ คนที่โทร.คุยกับน้องแพรคือแตนนั่นเอง

มือถือของแตน! เธอรีบกดรับแล้วยกหูรับฟัง ก่อนจะตาเหลือกละล่ำละลักว่าน้องแพรโทร. มา บอกว่าเราคุยกันต่อนะจ๊ะ! แตนพูดแล้วร้องไห้โฮ ย้ำแต่ว่าประสาทจะกินแล้วค่ะ ดิฉันต้องปลอบใจว่าอย่าคิดมาก ทางที่ดีควรปิดมือถือไปเลยจะได้หมดปัญหา

ไม่ถึงอึดใจ มือถือของดิฉันก็ดังขึ้นบ้าง ครั้นกดรับก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย…ขนลุกซ่าไปทั้งตัวที่พบกับความเงียบ เชียบน่าสยดสยองสุดขีด ม่านตา ลายพร่า หูแว่วไปเองว่าได้ยินเสียง…พี่แน็ตขา ลาก่อนนะคะ…

 

ผีในน้ำ

ถ้าหาสติมิได้ ใจน้อมลงสู่ภวังค์เข้าถึงความสงบหน้าเดียว หรือมีสติอยู่บ้างแต่เพ่งหรือยินดีชมอยู่แต่ความสุข อันเกิดจากความสงบอันละเอียดอยู่เท่านั้น เรียกว่าอัปปนาฌาน

อัปปนาสมาธินี้มีลักษณะคล้ายกับผู้ที่เข้าอัปปนาฌานจนชำนาญแล้ว ย่อมเข้าหรือออกได้สมประสงค์ ช้านานสักเท่าไรก็ได้

ซึ่งเรียกว่าโลกุตตรฌานอันเป็นวิหารธรรมของพระอริยเจ้า

อัปปนาสมาธิเมื่อมันจะเข้าทีแรกหากสติไม่พอ เผลอตัวเข้ากลายเป็นอัปปนาฌานไปเสีย

ฌานแลสมาธิมีลักษณะและคุณวิเศษผิดแปลกกันโดยย่อ ดังนี้คือ

ฌานไม่ว่าหยาบและละเอียด จิตเข้าถึงภวังค์แล้ว เพ่งหรือยินดีอยู่แต่เฉพาะความสุขเลิศอันเกิดจากเอกัคคตารมณ์อย่างเดียว

สติ สัมปชัญญะหายไป ถึงมีอยู่บ้างก็ไม่สามารถจะทำองค์ปัญญาให้พิจารณาเห็นชัดในอริยสัจธรรมได้ เป็นแต่สักว่ามี ฉะนั้น กิเลสทั้งหลายมีนิวรณ์ 5 เป็นต้น จึงยังละไม่ได้ เป็นแต่สงบอยู่

ส่วนสมาธิไม่ว่าหยาบแลละเอียด เมื่อเข้าถึงสมาธิแล้วมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ตามชั้นแลฐานะของตน เพ่งพิจารณาธรรมทั้งหลายอยู่ มีกายเป็นต้น ค้นคว้าหาเหตุผลเฉพาะในตนจนเห็นชัดตระหนักแน่แน่วตามเป็นจริง

เพื่อให้ความเข้าใจต่อชั้นแห่งสมาธิมีความพิสดารชวนให้ติดตามมากยิ่งขึ้น ขอให้หยิบหนังสือ “พจนานุกรม เพื่อการศึกษาพุทธศาสน์” ฉบับของ พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) เปรียบธรรม 9 ประโยค ราชบัณฑิต มาศึกษา

ขณิกสมาธิ แปลว่า สมาธิชั่วขณะ คือ สมาธิที่เป็นไปชั่วคราว ดำรงอยู่ไม่นาน

จัดเป็นสมาธิขั้นต้นอันเกิดจากการปฏิบัติกรรมฐานที่ทำให้เกิดความสุขสบายได้ ชั่วครู่และเป็นเหตุให้ควบคุมสติอารมณ์ได้ในขณะประกอบกิจหรือศึกษาเล่าเรียน ทำให้ใจเย็น ระงับอารมณ์ได้

อุปจาร แปลว่า การเข้าใกล้ ที่ใกล้เคียง ระยะใกล้ชิด

อุปจารสมาธิ หมายถึง สมาธิเฉียดๆ ใกล้จะเป็นอัปปนา

ยิ่งหากได้หนังสือ “พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์” (ชำระ-เพิ่มเติม ช่วงที่ 1) ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ยิ่งเพิ่มความเข้าใจ

ขณิกสมาธิ สมาธิชั่วขณะ สมาธิขั้นต้นพอสำหรับใช้ในการเล่าเรียนทำการงานให้ได้ผลดีให้จิตใจสงบสบาย ได้พักชั่วคราวและใช้เริ่มปฏิบัติวิปัสสนาได้ อุปจารสมาธิ สมาธิจวนจะแน่วแน่ สมาธิที่ยังไม่ดิ่งถึงที่สุด เป็นขั้นทำให้กิเลสมีนิวรณ์เป็นต้นระงับ ก่อนจะเป็นอัปปนา คือถึงฌาน อัปปนาสมาธิ การเจริญสมาธิที่ทำให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนดทุกขลักษณะ

โปรดอ่าน

 

ว่าสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เป็นต้น ตามขั้นตามภูมิของตน ฉะนั้น สมาธิจึงสามารถละกิเลสมีสักกายทิฏฐิเสียได้

สมาธินี้ถ้าสติอ่อน ไม่สามารถรักษาฐานะของตนไว้ได้ย่อมพลัดเข้าไปสู่ภวังค์เป็นฌานไป

ฌานถ้ามีสติสัมปชัญญะแก่กล้าขึ้นเมื่อไรย่อมกลายเป็นสมาธิได้เมื่อนั้น ในพระวิสุทธิมรรคท่านแสดงสมาธิเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับฌาน

เช่นว่าสมาธิเป็นเหตุให้ได้ฌานชั้นสูงขึ้นไป ดังนี้ก็มี

บางทีท่านแสดงสมาธิเป็นเหตุของฌานเลย เช่นว่า สมาธิเป็นกามาพจร-รูปา พจร-อรูปาพจร ดังนี้ก็มี

แต่ข้าพเจ้าแสดงมานี้ก็มิได้ผิดออกจากนั้น

เป็นแต่ว่า แยกสมถะ ฌาน สมาธิ ออกให้รู้จักหน้าตามัน ในขณะที่มันเกิดขึ้นเฉพาะหน้าเท่านั้น สำหรับผู้ฝึกหัดเป็นไปแล้วจะไม่งง

ที่ท่านแสดงไว้แล้วนั้นเป็นการยืดยาว ยากที่ผู้มีความทรงจำน้อยจะเอามากำหนดรู้ได้

ในความเห็นของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)—————————-สมถะ ธรรมเป็นเครื่องสงบระงับจิต 1 ธรรมยังจิตให้สงบระงับจากนิวรณูป กิเลส 1 การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ

ฌาน การเพ่งอารมณ์จนใจแน่วแน่เป็นอัปปนาสมาธิ 1 ภาวะจิตสงบประณีตซึ่งมีสมาธิเป็นองค์หลักธรรม

สมาธิ ความมีใจตั้งมั่น 1 ความตั้งมั่นแห่งจิต 1 การทำใจให้สงบแน่วแน่ไม่ฟุ้งซ่าน 1 ภาวะที่จิตตั้งเรียบแน่วอยู่ในอารมณ์ คือ สิ่งอันหนึ่งอันเดียว

เป็นเรื่องของความสงบ เป็นเรื่องของความตั้งมั่น แน่วแน่แห่งจิต