เรื่องผี

There are 50 entries in this Category.

การพนันเมืองผีโหง

จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นใกล้ๆ เล่นเอาหวิดสะดุ้ง หันไปเห็นสาวผมยาวในชุดสีดำ แสงสลัวและวูบวาบจากจอทำให้เห็นใบหน้าสะสวยพอใช้ อายุมากกว่าผมนิดหน่อย กำลังนั่งข้างๆ พร้อมกับชะโงกหน้ามายิ้ม นัยน์ตาเป็น ประกาย…อดสงสัยไม่ได้ว่าเธอเข้ามาหาผมจากตรง ไหนกัน?

ขณะที่ผมกำลัง อึกอัก เธอก็ยิ้มมุมปาก เอื้อมมือมาวางบนโคนขาผมพลางบีบเบาๆ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาช้าๆ แล้วก็เอนศีรษะอิงไหล่ผมจนได้กลิ่นกรุ่นจากสาบสาว ทำให้ผมใจเต้นแรงกว่าเดิม

รู้อยู่เต็มอกว่าเธอเป็นผู้หญิงอย่างว่า มาคอยล่าเหยื่อในโรงหนัง พวกเพื่อนๆ เคยเล่าให้ฟังมาแล้ว ผมเคยเห็นก็จริง แต่ยังไม่เคยโดนจู่โจมจนถึงตัวอย่างนี้มาก่อนเลย

ด้วยความที่ไม่อยาก ให้เธอว่าตัวเองคือไก่อ่อน ทำให้ผมนั่งเฉยราวกับเจนจัดมามาก เธอชมว่าผมรูปหล่อ อยากมีแฟนหน้าตาอย่างนี้…ก่อนจะลงเอยว่าเราไปหาความสุขกันดีกว่า!

ผมทำเป็นใจกับภาพพิศวาสในจอ ถามยิ้มๆ ว่าไม่คิดเงินใช่มั้ย?

เธอทำท่าออเซาะ บอกว่าขอสองร้อยเอง ผมนิ่ง แต่ใจเต้นแรงยิ่งขึ้นเมื่อเธอใช้มือกระตุ้นอารมณ์ชายอย่างช่ำชอง

ใน ที่สุดเธอบอกว่าร้อยเดียวก็ได้ แล้วจัดการกับซิปกางเกงผม ผมรีบปัดมือเธอออก เธอพึมพำว่างั้นก็ไปห้องน้ำ แล้วออกเดินนำหน้าผมที่ลุกเดินตามไปอย่างว่าง่าย…ในตัวผมมีเงินอยู่ร้อย บาทเศษๆ เท่านั้นเอง

 

ตอนนั้นหนังเอ็กซ์หนังอาร์กำลังฮิต ค่าเช่าวิดีโอก็ปาเข้าไปม้วนละ 50 บาทในยุคแรกๆ เสาร์อาทิตย์ผมมักจะแวบไปดูหาประสบการณ์บ่อยๆ ยอมรับว่าใจยังไม่ถึงอย่างพวกเพื่อนๆ ที่เข้าไปดูทั้งชุดนักเรียนเลย กลัวสารวัตรนักเรียนจับได้อย่างจับเด็กโดดเรียนเล่นเน็ตในสมัยนี้…เดี๋ยว พ่อตีตาย!

วันนั้นสบโอกาส ผมก็ออกจากบ้านไปเดินเที่ยวห้างเมอร์รี่คิงส์ก่อน ดูนั่นดูนี่พอเพลินๆ ใจ พอราวบ่ายสองโมงก็มุ่งหน้าไปโรงหนังที่หมายตาไว้เมื่อวาน เป็นหนังฝรั่งทั้งสองเรื่องเลย

คนดูค่อนข้างบางตา อาจจะเป็นเพราะฉายมาหลายวันแล้วก็ได้ ผมเลือกที่นั่งห่างจากคนอื่นๆ จะได้ดูสบายๆ มีสมาธิเต็มที่

ก็เป็นหนังเรตอาร์ธรรมดา แต่ทำให้วัยรุ่นอย่างผมใจเต้นแรงได้เอาการ

ผมดูหนังบ้าง ดูคนอื่นๆ บ้าง ทุกคนดูคล้ายไม่สนใจนัก แต่บางคู่ก็มีกอดจูบและอาจจะลูบคลำกันบ้าง อันที่จริงผมก็เคยเห็นมาหลายครั้งแล้ว แต่ทำไมถึงใจเต้นผิดจังหวะทุกครั้งก็ไม่รู้ซีครับ?

“พี่ๆ มาคนเดียวเหรอ?”

 

ใจจริงอยากรู้มากกว่า ว่าเสียงเล่าลือที่ฟังมามากถึงเรื่องแบบนี้ในโรงหนังจะเป็นยังไง?

ในห้องน้ำชายมีกลิ่นไม่สะอาดเลย แต่ก็ไม่มีคนอื่นๆ เลยเช่นกัน!

“ขอเข้าส้วมแป๊บนึงนะพี่” เธอบอกยิ้มๆ เพิ่งสังเกตว่าเธอนุ่งกระโปรงสั้น สวมเสื้อยืดคอกลม รูปร่างเล็กบางแต่ก็สมส่วนพอใช้ ผมพยักหน้าส่งเดช แต่ใจเต้นระทึก คอยเหลียวมองว่าจะมีใครเข้ามาหรือเปล่า?

จะทำยังไง? ที่ไหน?

พักใหญ่ๆ แล้วเธอก็ยังไม่ออกมา คล้ายกับว่าจะหายสาบสูญเข้าไปในนั้นเลย กลิ่นสกปรกฉุนเฉียวแสบจมูก ขณะที่อากาศเย็นเฉียบกว่าเดิมจนขนลุกซ่า ยิ่งทำให้ผมกระสับกระส่ายมากขึ้น…กลัวว่าคนอื่นจะโผล่เข้าเมื่อไหร่ก็ไม่ รู้ ไม่ว่าจะมาคนเดียว หรือควงกันมาเป็นคู่อย่างผมกับเธอ…

เงียบกริบ ไม่มีสุ้มเสียงอะไรเลย!!

เธอเข้าห้องน้ำริมสุดด้านใน อีก 3-4 ห้องแง้มประตูไว้ ผมชักอึดอัดมากขึ้นเพราะต้องยืนรอแกร่วนานเกือบสิบนาทีแล้ว อดรนทนไม่ไหวเลยร้องถามเข้าไปว่า…เสร็จรึยัง ทำไมเข้าไปนานจัง เดี๋ยวไม่คอยแล้วนะ…

คำตอบคือความเงียบ ผมสุดจะทนแล้ว ตัดสินใจก้าวเข้าไปเคาะประตูเบาๆ แต่มันเปิดผลัวะเข้าไปบัดดล!

นรกเป็นพยาน! ในนั้นมีแต่ความว่างเปล่า ผมรู้สึกคล้ายโดนตีเข้าตรงแสกหน้าจังๆ ม่านตาพร่าพราย ร้องเฮ้ย…! ออกมาคำเดียวก็เผ่นออกจากห้องน้ำนรกจกเปรตนั่นราวกับลมพัด หัวใจเต้นระทึกเหมือนจะแตกทำลายไป

เด็กส่องไฟวิ่งมาที่หน้าประตู เราชนกันจังๆ เขาคว้าแขนผมไว้ได้ทันท่วงทีก่อนจะเสียหลักล้มลงไป แล้วร้องออกมาว่า… เอาอีกแล้วเรอะเนี่ย?

ผมเผ่นกลับบ้านตัวสั่น เข้าห้องปิดประตูยังใจเต้นโครมคราม มือตีนเย็น รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ คล้ายจะเป็นไข้…ประสาทกินจนหวาดระแวงห้องน้ำนอกบ้านทุกแห่ง มาตั้งเกือบปีกว่าจะหาย

ตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงวันนี้ยี่สิบกว่าปีแล้ว ผมยังไม่เคยเข้าโรงหนังชั้นสองอีกเลยครับ!

วิญญาณไม่ลืม

ข้าคิดถึงสมบัติพัสถานที่เคยมี เคยสะสมไว้ด้วยความรักใคร่ แต่ทั้งปวงนั้นข้าก็ได้แต่มองตาปริบๆ ไม่อาจสัมผัสแตะต้องได้เลย แม้แต่เพียงผิวเผินก็ตามที

พวกข้ายังอยู่ในโลกอันว้าเหว่ หงอยเหงาเปล่าเปลี่ยวสิ้นดี! โลกที่ไม่มีทั้งแสงอาทิตย์อบอุ่นยามเช้า แสงจันทร์สีเงินยวงยามค่ำคืน ไม่มีกลิ่นดอกไม้หอมระรื่นชื่นใจ ไม่มีเสียงเพลงขับขานให้เริงรื่นหรือร่ายรำไปตลอดกาลนาน..

เรายืนมองหน้ากันในสถานที่ค่อนข้างมืดทึบ..นึกกลัวนะคะ แต่ก็กล้ายืนสู้หน้าเขาเพราะรู้ว่าเป็นความฝัน ผิดกับบางคืนที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่พบเห็นเป็นเพียงความฝันเท่านั้น..พอดีชาย ชรายิ้มให้อย่างอ่อนโยน แว่วเสียงวู่หวิวมากระทบโสตประสาท

ดิฉันขอถ่ายทอดคำพูดมาสู่กันฟัง ดังนี้ค่ะ

ข้า เคยเป็นคนเหมือนพวกเจ้า เคยมีเลือดเนื้อ มีชีวิต มีหัวใจที่เต้นไม่หยุดหย่อน มีสุขมีทุกข์ มีเสียงหัวเราะเริงร่าและเสียงร่ำไห้ สะอึกสะอื้นคร่ำครวญเมื่อผิดหวังสาหัส ระทมขมขื่นสุดขีด มีเสียงโอดโอยเมื่อเจ็บปวดรวดร้าวถึงหัวใจ

กาลเวลา อ่านไป เกิดขึ้นแล้วก็ต้องตาย ไม่มีใครหลบหนีได้เลย..บ้างถูกเผา บ้างก็ถูกฝัง เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มีพื้นที่สำหรับดำรงอยู่ ไม่ว่ามนุษย์ พืชและสัตว์ก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย..สรรพสิ่งอุบัติขึ้น แล้วก็ต้องเสื่อมสลาย แตกดับไป!

น่าขันที่คนเป็นๆ ส่วนใหญ่ลืมพวกข้าหมดสิ้น ไม่เคยฉุกคิดว่าใครเคยอยู่ เคยใช้ชีวิตบนแผ่นดินนี้มาก่อน..ข้าไม่คิดว่าพวกข้าเคยมีตัวตนซะด้วยซ้ำ

หนัก กว่านั้นคือ หลายๆ คนเรียกพวกข้าว่าผี! ปีศาจ! อสุรกาย! ต่างๆ นานาตามใจชอบ มิหนำซ้ำยังทำท่าหวาดกลัวพวกข้า ขยะแขยงชิงชังข้า พยายามหาวิธีป้องกันตัวเองจากข้า จนถึงขับไล่ไสส่งข้าด้วยกลวิธีสารพัดอย่าง..อนิจจัง!

 

เขาว่าคนเราจะมีความสุขที่สุดก็คือเวลานอนหลับ เพราะจะได้ล่องลอยเข้าสู่โลกของตัวเอง มีอิสรเสรีต่อทุกสิ่งทุกอย่าง หมดปัญหายุ่งเหยิงและสับสนจิปาถะในชีวิตประจำวัน..ก้าวเข้าสู่โลกของความฝัน ที่ทุกคนได้รับสิทธิเสรีทัดเทียมกันทุกประการไม่ว่าคนยิ่งใหญ่หรือคนเล็ก น้อย มั่งมีศรีสุขหรือยากจนข้นแค้นปานใด!

บางครั้งในยามลืมตาขึ้น เคยอาลัยอาวรณ์ความฝันที่ประทับใจ จนสงสัยว่าถ้าเราตายไปแล้วจะได้ความฝันเหมือนตอนมีชีวิตหรือเปล่าหนอ?

สมัยรุ่นๆ ดิฉันเรียนไม่เก่ง มีปัญหาในห้องเรียนเสมอ..ขนาดอายุห้าสิบกว่าแล้วก็ยังฝันบ่อยๆ ว่านั่งเรียนหนังสือ ตื่นขึ้นมายังตกใจเป็นนาน นึกว่าต้องไปเรียนจริงๆ

เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง ดิฉันฝันเห็นผีผู้ชายตนหนึ่ง เป็นชายชราร่างสันทัด ผมขาวโพลน นัยน์ตาดำวาว เดี๋ยวดุร้าย เดี๋ยวเศร้าโศก..ในฝันรู้ดีว่าเขาไม่ใช่คน!ฉุกคิดมั่งไหมว่าข้าต้องทนทุกข์ทรมานปานใด เมื่อต้องคืนลมหายใจให้แก่โลก ร่างกายหยุดเคลื่อน ไหวโดยสิ้นเชิง! ข้ากลายเป็นศพ เป็นผี..

ซากที่ไม่มีใครต้องการถูกยัดใส่โลงแคบๆ ก่อนจะเผาหรือฝังทันใด

คิดหรือเปล่าว่าวิญญาณข้ายังอยู่ เดือดร้อน เจ็บปวดแสนสาหัสแค่ไหนเมื่อเปลวไฟเผาผลาญ โหมไหม้คึ่กๆ รอบตัวข้า? กลืนกินข้าจนเหลือแต่กระดูก เสียงแผดร้องโหยหวนล่ะ พวกเจ้ามีใครเคยได้ยินบ้างหรือเปล่า?

ข้าหวาดกลัวสุดขีดแค่ไหน ที่ถูกทิ้งให้นอนโดดเดี่ยวอยู่ในหลุมเปียกชื้น? สัตว์ใต้ดินและหมู่หนอนพากันคลานกระดิบๆ เข้ามากลุ้มรุม แทะกินเลือดเนื้อข้าด้วยความหิวโหยสุดขีดของพวกมัน!

ได้ยินไหม..เสียงร้องโอดโอยครวญครางของข้าน่ะ?

เฮอะ! พวกเจ้ายังพึมพำถึงพวกข้า กระซิบกระซาบ เหลียวซ้ายขวาด้วยความหวาดระแวง..ไอ้บ้างก็ขนลุกขนชันขณะที่ข้ายังทุรนทุรายอยู่ในกองไฟ!

ข้าไม่ใช่ฝุ่นละอองที่โปรยปรายอยู่ในแสงแดด ไม่ใช่สายลมที่พัดผ่านยอดไม้ ไม่ใช่สายฝนที่ตกพรำอยู่ในป่าหรือภูเขา แต่ข้ายังมีความรู้สึก มีจิตวิญญาณ โหยหาอาวรณ์ถึงชีวิตที่มีเลือดเนื้อ มองเห็นและจับต้องได้ ไม่ใช่กลายเป็นอากาศธาตุหรือความว่างเปล่าอย่างที่พวกเจ้าหลายๆ คนเข้าใจ

ข้านึกถึงคนที่เคยสนิทสนม คนที่รักและชิงชังอยู่เสมอมา..

 

มีแต่เสียงสะอื้นและหยาดน้ำตาไหลรินเงียบเชียบ ตกต้องสู่ความว่างเปล่าอันเป็นนิรันดร์! โปรดเถิดมนุษย์ทั้งหลาย อย่าได้เกลียดกลัวข้าอีกเลย วันหนึ่ง..ไม่ช้าก็เร็วพวกเจ้าทุกผู้ทุกคน ทุกรูปทุกนาม ก็ต้องมาอยู่ในโลกเดียวกับข้าอย่างแน่นอน!

ฆาตกรรมจิตโหด

โทรศัพท์เครื่องที่ผมจะใช้อยู่กลางระหว่างบันไดกับคุณตา ผมเอ่ยปากอย่างสุภาพที่สุดว่าขออนุญาตโทรศัพท์ ท่านผายมือไปทางนั้นแล้วยิ้มให้ ผมค่อย โล่งใจแล้วย่องๆ ไปยืนโทรศัพท์ ตัวลีบเชียว

พอบอกแม่เสร็จก็วางหูเรียบร้อย แล้วหันไปไหว้ คุณตา คราวนี้ท่านยกมือรับไหว้

อ้าว? ท่านรับไหว้พร้อมๆ กับสลายไปในอากาศซะงั้น!

ผมแหกปากลั่น ไม่รู้โจนลงบันไดได้อีท่าไหน คนแตกตื่นกันทั้งบ้าน

ปรากฏ ว่าชายชราท่านนั้นเป็นคุณตาของเพื่อนผมจริงๆ แหละ ท่านตายไปตั้งหลายปีแล้ว ผมว่าคืนนั้นคนบ้านเพื่อนคงไม่เป็นอันหลับอันนอนกันล่ะ…แต่อย่าคิดว่าผีจะ มาเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้ผมไปบ้านนั้นนะครับ ผมยัง ไปเล่นกับเพื่อนเหมือนเดิม แต่ไม่ยอมอยู่จนค่ำมืดอีกเลย

ผมเป็นคนที่เจอผีบ่อยมาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะครับ ไม่รู้เป็นเวรกรรมอะไรซีน่า! บางคนพอรู้เข้าก็มองผมอย่างอิจฉา เขาบอกว่าผมเท่ซะไม่มี! ก็เพราะผมมีซิกธ์เซนส์หรือสัมผัสที่หกไงล่ะครับ

เขาหาว่าผมมีอำนาจจิตพิเศษยิ่งกว่าคนอื่น!

บางคนก็เรียกผมว่า “คนเห็นผี” โธ่…คุณ! มันสยองสิ้นดีละไม่ว่า

การเจอผีของผมนี่ไม่นับที่มาเข้าฝัน หรือ “ผีอำ” ที่เราอาจแย้งได้ว่าเป็นจิตใต้สำนึกหรือประสาทหลอน จริงๆ แล้วผมฝันถึงผีเป็นเรื่องเจ๋งๆ ทั้งนั้นเลย

ผีที่ผมเจอชนิดที่นับว่าเป็นผีจริงๆ อย่างเถียงไม่ออก ก็ต้องเป็นประเภทที่เจอโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ยกตัวอย่างก็แล้วกันครับ…เอาเรื่องที่ผมประทับใจที่สุด!

เมื่อตอน 10 ขวบเป็นเด็กแสนซน ทุกเย็นเวลาเลิกเรียนแล้วผมชอบไปเล่นที่บ้านเพื่อนจนใกล้ค่ำถึงกลับบ้าน วันหนึ่งผมเล่นเพลินไปหน่อย เงยหน้าขึ้นอีกที…อ้าว? ฟ้ามืดตึ๊ดตื๋อ ตายละวา…รีบโทร.หาแม่ก่อนดีกว่า ป่านนี้เป็นห่วงแย่เลย

แม่ของเพื่อนอนุญาตให้ไปใช้โทรศัพท์ที่ชั้นบน เพราะเครื่องที่อยู่ข้างล่างมันเสีย ชั้นบนบ้านเพื่อนเย็นนั้นยังไม่มีใครขึ้นไป ทุกคนอยู่ชั้นล่างหมด ข้างบนเลยมืดๆ ผมขึ้นบันไดไปสู่ความมืดแล้วกดสวิตช์ไฟแก๊ก…

อุ๊ย! มีคุณตานุ่งกางเกงแพรสีเขียว ใส่เสื้อป่านคอกลมสีขาวๆ นั่งบนเก้าอี้โยก!

ลองนึกภาพตามนะครับ…พอขึ้นไปสุดบันไดก็เป็นที่โล่งกว้าง มีห้องนอนอยู่สองด้าน ตรงกลางเป็นลานที่เราสามารถเดินออกไปสู่ระเบียง…เป็นบ้านที่เย็นสบายเชียว แหละ

คุณตานั่งเก้าอี้โยกตรงสุดทางด้านโน้น คือใกล้ประตูที่จะออกระเบียง ท่านโยกเก้าอี้ดังออดแอดๆ แล้วมองผมเขม็ง…ผมยกมือไหว้ ท่านยกมือขึ้นข้างหนึ่ง พยักหน้า และมีสีหน้าอ่อนโยนลง

 

พอใกล้โพล้เพล้ก็ตัวใครตัวมัน ผมรีบกลับบ้านก่อนมืด แม่ก็สบายใจขึ้นด้วย

อีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นตอนผมอายุ 28 แล้วล่ะครับ ไปเที่ยวบ้านเพื่อนอีกคนที่เชียงใหม่…บ้านเพื่อนคนนี้อยู่นอกตัวเมืองไป ราว 10 กิโลเมตร แต่ก็ยังเจริญ ไม่เป็นบ้านนอกแต่อย่างใด คือยังมีตรอกซอกซอย หมู่บ้าน ตึกแถว ร้านค้า ฯลฯ

คืนนั้นเพื่อนๆ ดื่มเหล้าเบียร์ ทำกับแกล้มกันสนุกสนาน เบียร์ที่ผมชอบเกิดหมดตอน 3 ทุ่ม…อ๊ะ! ไม่เป็นไร ผมไปซื้อที่ปากซอยได้ เพื่อนบอกให้เอาจักรยานไปแต่ผมอยากเดิน มันไม่ไกลนี่ครับ ราว 200 เมตรกว่าๆ เท่านั้นเอง

 

จริงอยู่ที่ตลอดซอยมีบ้านช่องสะพรั่งไปหมด แต่ 3 ทุ่ม เนี่ยชาวบ้านเขาเข้าบ้านนอนเงียบกันเกือบหมดแล้ว…มันก็เหมือนผมเดินเดียว ดายอยู่ปลายโลกร้างยังไงยังงั้น!

ระหว่างบ้านเพื่อนกับกลางซอยมีต้นมะขามสูงใหญ่ อายุคงจะหลายสิบปี เผลอๆ อาจจะเกือบร้อยปีก็ได้ ระดับ “มะขามเฒ่า” กิ่งก้านสาขาดูมันแข็งแกร่ง ใบดกหนา ร่มครึ้มมากๆ เลย

ขาไปผมเดินผ่านต้นมะขามได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ แต่ผมคิดว่าเป็นเสียงวิทยุหรือทีวีแว่วมา ก็ไม่ได้คิดอะไร แม้ว่าอากาศในฤดูหนาวค่อนข้างเยือกเย็น เล่นเอาขนลุกซู่บ่อยๆ ก็เถอะน่า

ขากลับ พอเดินผ่านมะขามต้นนั้น ผมเห็นอะไรสีขาวแวบๆ ทางหางตา ไม่อยากคิดว่าเหมือนคนนั่งบน กิ่งมะขามและห้อยขาลงมา…เมื่อไม่คิดก็ก้มหน้าซะ ไม่สนใจมอง

แต่พอเดินคล้อยหลังไม่กี่ก้าว ก็มีเสียงอะไรหนักๆ ตกจากต้นมะขามดังตุ้บ!

หันขวับไปดูตามสัญชาตญาณ ปรากฏว่าเป็นผู้หญิง ผมยาวแต่งชุดนอนขาวๆ โอ้โฮ! ผมโกยแน่บไม่คิดชีวิต ต่อมอะดรีนาลีนขับพลังเหนือมนุษย์ ทำให้ผมวิ่งได้ราว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็มาหอบแฮกๆ ที่บ้านเพื่อน

 

คืนหลอนนรกแตก

ผมปิดไฟในห้องทั้งหมด เหลือไว้แต่ไฟในห้องน้ำที่แง้มประตูให้แสงลอดเข้ามารางๆ

หลัง จากนอนหนุนหมอน ห่มผ้าอย่างสบายผมก็เคลิ้มใกล้หลับ…ทันใดนั้นก็มีเสียงทุบประตูดังมาก มันดังเหมือนมีใครกำลังจะพังประตูเข้ามายังงั้นแหละครับ

ผมผุดลุกขึ้นนั่งงงๆ เกิดอะไรขึ้นเหรอ? ใครเป็นอะไร…หรือว่าไฟไหม้?!

ยัง ไม่ทันจะขยับตัว ผมก็เห็นกับตาว่ามีชายร่างใหญ่ สูงทะมึนราวยักษ์ปักหลั่นใส่ชุดคนไข้โรงพยาบาล เดินทะลุประตูที่ล็อกไว้แน่นหนาเข้ามาดื้อๆ

เขาเข้ามาถึงเตียงก็ทิ้ง ตัวลงนอนข้างๆ ผม ส่วนผมเองยังนั่งตาแป๋วแต่ขยับตัวไม่ได้เลยครับ…เคยได้ยินคนโดนผีอำเล่า ว่าพวกเขาจะนอนตัวแข็ง แต่ผมโดนผีอำในท่านั่งเรอะเนี่ย?

ผมว่าผีอำเพราะเลือดลมในตัวไหลไม่สะดวก ไม่ใช่มีผีมาอำแต่ประการใด!

แต่นี่แปลกมากๆ เลย…

ผม กำลังฝันไปรึไง? ชายร่างใหญ่นอนแข็งทื่อ หอบหายใจยาวๆ แรงๆ สัก 2-3 ทีก็มีเสียงคร่อก…นัยน์ตาเหลือกค้าง จากนั้นก็มีบุรุษพยาบาลโผล่มาจากไหนไม่รู้ มาฉีดยากันเน่าเข้าที่เส้นเลือดที่เขาผ่าบริเวณขา พวกเขาปั๊มยาเสียงฟืดๆ แล้วก็ช่วยกันแต่งตัวศพ…

สรรพสิ่งเงียบเชียบเยือกเย็น จนผมพยายามบอกตัวเองว่าเรากำลังฝันไปเอง!

ภาพที่ผมเห็นมันสว่างเหมือนเราดูหนัง แต่พวกเขาห่อศพเสร็จ แสงสว่างนั้นก็ค่อยๆ จางลง…ห้องผมกลับมืดสลัวตามเดิม

ยอมรับว่าผมงงมาก แต่ก็นึกว่านี่เราคงฝันร้าย เพราะจิตรับรู้ว่าโรงแรมนี้เคยเป็นโรงพยาบาลร้างมาก่อน

ผม ลุกขึ้นมาดื่มน้ำ แล้วกลับมานอนคิดไปคิดมาอยู่นาน หัวใจที่เต้นแรงตอนที่รู้สึกตัวใหม่ๆ เริ่มจะเป็นปกติ…ในที่สุดก็ผล็อยหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้เนื้อรู้ตัว

 

แต่เบื้องหลังที่นี่คือโรงพยาบาลร้างที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ซะให้โก้หร่านสว่างไสว

บอกตรงๆ ว่าผมเองน่ะไม่เคยเชื่อถือเรื่องผีๆ สางๆ เลยครับ!

มิไยที่มีคนกระซิบว่าที่นี่ผีดุจนลือลั่น ผมก็ไม่หวั่นไหว ผีเผออะไรกันคิดไปเองทั้งนั้น! ผมว่าเรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ใจ คนกลัวผีก็มักจะเจอผี จริงมั้ยครับ?

คืนนั้นผมนอนคนเดียวในห้องเตียงเดี่ยว ห้องสวยๆ บรรยากาศดีๆ ทำให้สบายใจมากๆ รู้สึกว่าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แสนสุโข…ดีล่ะ! พรุ่งนี้ผมจะได้ประชุมอย่างปลอดโปร่งและมีประสิทธิภาพ

ผมกินมื้อค่ำกับเพื่อนร่วมงานทั้งฝ่ายกรุงเทพฯ และอุบลฯ อิ่มหนำสำราญตั้งแต่สองทุ่มเศษๆ ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใดๆ ทั้งสิ้น จากนั้นต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย บางคนขอเข้าห้องพัก แต่บางคนก็หัวเราะต่อกระซิก ชักชวนกันออกไปชมชีวิตราตรีตามประสาผู้ชาย

ส่วนผมขอตัวกลับขึ้นห้อง ตั้งใจจะดูทีวีซักหน่อยแล้วก็อาบน้ำเข้านอนแต่หัวค่ำ

ตอนที่ผมเปิดประตูห้องพักเข้าไปน่ะรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวโดยไม่มีเหตุผล ไฟในห้องก็กะพริบวูบๆ ทำท่าเหมือนจะดับแหล่ไม่ดับแหล่ แต่ก็กลับสว่างเป็นปกติ

ผมไม่ได้ใส่ใจกับทั้งสองเหตุการณ์นี้เลย ที่ผมขนลุกอาจจะเป็นเพราะปะทะกับไอเย็น ส่วนไฟที่กะพริบก็อาจเป็นเพราะกระแสไฟตกอันเป็นสาเหตุธรรมดา

ผมเดินเข้าไปอาบน้ำสระผมอย่างไม่รีบร้อน แล้วก็แต่งชุดนอนมานั่งพิงพนักหัวเตียงดูทีวี แต่แล้วก็เบื่อ เป็นอันว่าปิดไฟนอนดีกว่า

 

เมื่อผมเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเขาก็ขนลุก แล้วบอกว่าผมโดนผีหลอกอย่างน่าสยดสยองที่สุด แต่ผมก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี และคิดว่าตัวเองฝันร้ายอยู่นั่นแหละ…คุณผู้อ่านล่ะครับ คิดว่าสิ่งที่ผมได้ประสบคืนนั้นมันคืออะไรแน่?!

ผีเพื่อน

เวลาที่อยู่ในนาทีวิกฤต ทุกอย่างเชื่องช้าเหมือนหนังสโลว์โมชั่น มันอาจจะแค่เสี้ยววินาที แต่ดิฉันรู้สึกเหมือนนิรันดร์กาล!

ขณะกำลังตกตะลึง ทำอะไรไม่ถูก ดิฉันรู้สึกว่ามีใครกระทืบบนหลังเท้าข้างที่เหยียบคันเร่ง…รถพุ่งปราดออก ไปเต็มแรงเหมือนลูกธนู ดิฉันรอดตายอย่างหวุดหวิด…รถไฟพุ่งผ่านท้ายรถไปชนิดฉิวเฉียด…คุณพระ ช่วย! กฤตนั่งอยู่บนเบาะที่นั่งข้างคนขับนี่เอง

ใบหน้าของเขาดูกระจ่างใส เขายิ้มให้ดิฉันก่อนจะเลือนหายไป…

ดิฉันหยุดรถ หมดแรงที่จะขับต่อ ต้องรวบรวมสติอีกพักใหญ่จึงจะค่อยๆ ประคองรถไปให้ถึงโรงแรมที่พักได้…ตลอดเวลาก็คิดทบทวนว่ามันเกิดอะไรขึ้น?

กฤตตายตรง

นี้!! เขาถูกรถไฟชนตายตรงที่ดิฉันเพิ่งผ่านมาหยกๆ และดิฉันก็เกือบพบกับมรณะแบบเดียวกับเขานั่นเอง!
กฤต-เป็นเพื่อนผู้ชายที่เรียนหนังสือด้วยกันตั้งแต่ ป.1 จนจบมัธยมปลายที่โรงเรียนสาธิตค่ะ ความรู้สึกจึงผูกพันแบบคนที่โตมาด้วยกัน เราสนิทสนมกันมากตอนเรียนมัธยม พอเรียนจบเราต่างคนก็ต้องแยกย้ายกันไป

ดิฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ แต่พ่อแม่ส่งไปเรียนต่อที่อเมริกา ขณะที่กฤตเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองไทย รวมเวลาแล้วเราห่างเหินกันคนละซีกโลกตั้งเกือบ 5 ปีแน่ะ เราติดต่อกันแค่ไม่กี่ครั้ง เขียนจดหมายถึงกันแค่ 2-3 ฉบับ แต่ใจเรายังไม่ลืมกัน!

ดิฉันขับรถไปส่งกฤตที่บ้านของเขาในคืนนั้น…ระหว่างทางเราพูดคุยกัน กฤตห่วงว่าดิฉันทำงานหนัก กลับบ้านก็ดึก บ้านอยู่ไกลถึงพุทธมณฑลสาย 4 โน่น บ้านสามีของดิฉันน่ะค่ะ

ที่จริงบ้านดิฉันอยู่ลาดพร้าวตอนกลางๆ ถนนสาย เดียวกับบ้านของกฤต เขาห่วงว่าดิฉันจะง่วงและหลับใน อีกอย่างหนึ่ง ดิฉันชอบเปิดวิทยุในรถเสียงดังๆ กฤตบอกว่าไม่ดีเลย…เขาดุเพราะห่วงใยดิฉันมากนั่นเอง

แต่แล้ว…เขากลับต้องเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุร้ายแรงหลังจากคืนนั้นไม่กี่วัน!

กฤตไปทำธุระที่หัวหิน เขาทำงานให้กับโรงแรมเปิดใหม่แห่งหนึ่ง ต้องข้ามทางรถไฟบริเวณใกล้ๆ วัดลั่นทม ทางรถไฟแห่งนี้มีอุบัติเหตุบ่อย เพราะมีต้นไม้ข้างทางบังสายตา คนขับมักมองไม่เห็นว่ารถไฟจะมาเมื่อไหร่

วันที่เกิดเหตุสัญญาณไฟเสียค่ะ!

รถของกฤตอยู่บนรางรถไฟพอดีกับที่หัวรถจักรเสยเข้ามา!!

3 ปีผ่านไป ดิฉันเผอิญต้องไปสัมมนาที่นั่น และต้องขับรถผ่านทางรถไฟนี้

ตอนนั้นเป็นเวลากลางวัน แดดเปรี้ยง ดิฉันง่วงนอนและเปิดเพลงโปรดดังลั่น หวังจะปลุกอารมณ์ให้ตื่นตัว เปิดไม่เปิดเปล่ายังร้องตามไปด้วยชนิดแหกปากร้อง…มันส์ในอารมณ์เหลือเกิน

รถแล่นไปอยู่บนรางรถไฟโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้นนอกจากเสียงเพลง!

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกฤตดังก้องอยู่ใกล้ๆ หู “ระวัง…รถไฟมา!!”

โดยสัญชาตญาณ ดิฉันหันซ้ายหันขวา…ไหน? ไม่เห็นมีรถไฟ!

และแล้ว ดิฉันก็ต้องตกตะลึงจนตัวชา…หัวรถจักรอยู่ห่างจากดิฉันไม่เท่าไหร่เลย มันต้องชนดิฉันแน่ๆ นี่ล่ะ…ฉากความตายของเราเอง

หลังเรียนจบ ดิฉันกลับมาทำงานที่เมืองไทย กฤตมีธุรกิจส่วนตัวของครอบครัวเกี่ยวกับการทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่งบ้าน เราต่างคนต่างแต่งงานมีครอบครัว เมื่อมีภาระยิ่งทำให้ไม่ได้ติดต่อกัน ทั้งที่อยู่ห่างกันแค่เอื้อม คนเราก็เป็นแบบนี้ล่ะค่ะ…เพื่อนเก่าๆ จะจากกันไปมีชีวิตของตนแต่ละวันก็มัวยุ่งอยู่กับลูกกับเมียหรือสามี

วันคืนผ่านไปเป็นเดือนเป็นปี และก็หลายๆ ปี มันเหมือนเราลืมกันสนิท แต่ถ้าเกิดเจอกันเราจะกระดี๊กระด๊า ความรู้สึกรักและผูกพันยังเหมือนเดิมทุกอย่าง!

กฤตกับดิฉันพบกันนานๆ ครั้งในงานเลี้ยงรุ่น ดิฉันไม่ได้ไปทุกปีหรอกค่ะ กฤตเองก็เช่นกัน ฉะนั้นเราก็ ไม่ได้พบกันทุกปีหรอก แต่เมื่อเกือบ 3 ปีก่อนเราไป งานเลี้ยงรุ่นกันทั้งคู่…และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน!
นี่เป็นเพราะความตกใจทำให้ดิฉันเห็นภาพ และได้ยินเสียงเขาหรือคะ?

ดิฉันได้คำตอบอีกไม่กี่อึดใจต่อมา…นั่นคือ ที่หลังเท้าของดิฉันเจ็บมากๆ จริงสินะ! เมื่อตะกี้เขากระทืบคันเร่ง โดยเหยียบลงบนหลังเท้าของดิฉันแรงๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! วันรุ่งขึ้น หลังเท้าของดิฉันเขียวช้ำเป็นรอยใหญ่…มันเกิดขึ้นได้ยังไงคะ? หรือนี่คือร่องรอยที่กฤตฝากไว้จริงๆ?!

น้องชายถูกฆ่า

ในงานสวดศพแตนยังร้องไห้ไม่หยุด รำพันว่าเป็นเพราะเธอเองแท้ๆ ที่คิดถึงแพร ไม่ได้ไปงาน คืนนั้นเพราะเป็นเพื่อนคนละกลุ่ม ที่โทร.ไปหา ก็คิดว่าน้องแพรกลับถึงที่พักแล้ว..เธอเป็นต้นเหตุ ให้เพื่อนตาย!

แต่ไม่มีใครโทษเธอหรอกค่ะ นอกจากสยองแทนที่กำลังคุยกับเพื่อนดีๆ ก็มีเสียง…โครม! ดังก้องอยู่ในหูไม่รู้จบสิ้น

คืนวันเผาน้องแพรซีคะ เกิดเรื่องสยองขวัญ เมื่อดิฉันกลับบ้าน รู้สึกใจหายและวังเวงใจอย่างบอกไม่ถูก…ต่อไปนี้ไม่มีน้องแพรอีกแล้ว! พอดีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น!

มีผลสำรวจว่า ผู้ที่พูดโทรศัพท์ขณะขับขี่รถยนต์ แม้จะใช้แฮนด์ฟรีก็ตาม สติสัมปชัญญะและสมาธิจะมีน้อย ความรู้สึกตอบสนองต่างๆ จะเชื่องช้าลงพอๆ กับการดื่มสุรา

“ไม่ดื่ม ไม่โทรศัพท์ ไม่รับสาย ขณะขับรถ”

ห้ามผู้ที่ขับขี่ยานยนต์มีแอลกอฮอล์ ในเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถ้าตรวจพบก็จะโดนจับกุม มีโทษปรับจนถึงทำงานรับใช้สังคม…ถ้าทำผิดซ้ำอาจจะโดนห้ามขับรถตลอดไปก็ เป็นได้ เพราะผู้ที่ขับรถ พร้อมกับพูดโทรศัพท์ เปรียบเทียบกับผู้ดื่มเหล้าเบียร์ที่มีแอล กอฮอล์ในเลือด ถึง 78 มิลลิกรัมเปอร์ เซ็นต์…เป็นเรื่องน่ากลัวขนาดไหนคงนึกภาพออกนะคะ

ดิฉันมีประสบการณ์ขนหัวลุกเมื่อปีก่อนมาเล่าสู่กันฟังค่ะ!

“น้องแพร” เป็นเพื่อนร่วมงานบริษัทเดียวกันที่อโศก อายุราว 25 ปี แสนสวยและยังโสด พ่อแม่ที่ต่างจังหวัดฐานะดี ซื้อรถยนต์ให้น้องแพรใช้ตั้งแต่เธอ ได้งานทำ ผิดกับเพื่อนส่วนใหญ่ที่ต้องผ่อนรถเอง หรือไม่ก็อาศัยรถเมล์กับแท็กซี่เป็นประจำ เช่นดิฉันเองเป็นต้น

ตอนเลิกงานเรามักไปหาอะไรดื่มกินกันก่อน กลับบ้าน น้องแพรชอบชวนเพื่อนๆ ขึ้นรถไปยังจุดนัดหมาย มีทั้งเพื่อนร่วมงานกันและบริษัทอื่นทั้งหญิงและชาย แต่ไม่เคยมีปัญหาอะไร

ถ้าจะมีก็คือปัญหาที่น้องแพรชอบพูดโทรศัพท์ขณะขับรถยนต์นี่แหละค่ะ!

แม้เธอไม่ได้โทร.ไปหาใครก่อน แต่มีเสียงเข้าสายประจำ มีทั้งถามจุดพบให้แน่นอนบ้าง เพื่อนๆ โทร. มาคุยบ้าง และมักจะคุยครั้งละนานๆ จนทำให้ดิฉัน ไม่ค่อยสบายใจ

มองโลกในแง่ดีว่ากรุงเทพฯ รถติดโดยเฉพาะ ย่านนั้น ไม่อาจขับปรู๊ดปร๊าดได้หรอก แต่ก็อดเตือน ไม่ได้ว่าอย่าพูดโทรศัพท์ในรถ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าคุยนานนัก…อันตราย!

“แหม! พี่แน็ตก็..” น้องแพรยิ้มฟันขาว ตาใสเชียว “คุยแป๊บเดียวเองค่ะ”

เธอชอบเรียกชื่อดิฉันติดปาก แถมยังหันมามองด้วย เล่นเอาใจหายวูบ..ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นก็ไม่ใช่เพราะโทรศัพท์ แต่มาจากดิฉันที่เอ่ยปากทักท้วง เธอนั่นเอง!

เรากลับราว 3-4 ทุ่ม เธอก็จะขับมาส่งเพื่อนชื่อแตนที่อุรุพงษ์ ส่งดิฉันที่ราชวิถี แล้วขับรถข้ามสะพานกรุงธนฯ กลับห้องพักแถวบางพลัด…เป็นประจำราวสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

ตอนนั้นก็ไม่วายมีโทรศัพท์เข้ามาค่ะ!

ช่วงที่รถแล่นเร็วได้ ดิฉันต้องเอ่ยปากห้ามตรงๆ ว่าอย่าพูดโทรศัพท์ตอนขับรถ อันตรายมาก! น้องแพรก็จะหันมายิ้มหวานเช่นเคย…แหม! พี่แน็ตก็…

ส่วนมากเธอจะเชื่อฟังค่ะ บอกคู่สนทนาที่มีทั้งชายและหญิงว่า…ตอนนี้ขับรถ พี่แน็ตห้ามเม้าธ์ เอาไว้ถึงห้องแล้วค่อยคุยต่อ…แต่บางครั้งเธอจะหัวเราะเฉยเสีย ดิฉันต้องยื่นคำขาดว่าให้หยุดรถ จะลงแท็กซี่ต่อไปเอง! นั่นแหละค่ะน้องแพรจึงยอมบ๊ายบายกับเพื่อน

ครั้งหนึ่งดิฉันบอกให้จอดแต่เธอไม่สนใจ พอถึงไฟแดงก็ปลดซิตเบลต์เปิดประตูลงไปเดินเอง… น้องแพรออกรถได้รีบขับมาจอดรับ ยกมือไหว้ขอโทษจนดิฉันใจอ่อนยอมขึ้นรถ

คืนหนึ่ง น้องแพร ก็ประสบอุบัติเหตุ เสียชีวิตคาที่ เพราะ การพูดโทรศัพท์ขณะ ขับรถ ขณะออกมาจากงานวันเกิดเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ที่ภัตตาคารริมน้ำแถวบางอ้อ…ใกล้จะถึงที่พักของเธออยู่แล้ว

โทรศัพท์ที่เปิดสัญญาณอยู่คือหลักฐานค่ะ!

น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นก็คือ คนที่โทร.คุยกับน้องแพรคือแตนนั่นเอง

มือถือของแตน! เธอรีบกดรับแล้วยกหูรับฟัง ก่อนจะตาเหลือกละล่ำละลักว่าน้องแพรโทร. มา บอกว่าเราคุยกันต่อนะจ๊ะ! แตนพูดแล้วร้องไห้โฮ ย้ำแต่ว่าประสาทจะกินแล้วค่ะ ดิฉันต้องปลอบใจว่าอย่าคิดมาก ทางที่ดีควรปิดมือถือไปเลยจะได้หมดปัญหา

ไม่ถึงอึดใจ มือถือของดิฉันก็ดังขึ้นบ้าง ครั้นกดรับก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย…ขนลุกซ่าไปทั้งตัวที่พบกับความเงียบ เชียบน่าสยดสยองสุดขีด ม่านตา ลายพร่า หูแว่วไปเองว่าได้ยินเสียง…พี่แน็ตขา ลาก่อนนะคะ…

 

ที่มีของ

เรื่องราวของ “ผีตาฮก” เป็นคำตอบที่ชัดเจนอย่างยิ่งเลยละครับ ท่านที่เคารพ

ตาฮกเป็นคนหาปลาในย่านนั้น วันเกิดเหตุแกก็ไปทอดแหหาปลากับลูกชายตามปกติ โดยแกเหวี่ยงแหลากลงไปในแถวถิ่นปลาชุม ลูกชายเป็นคนถือท้าย

วันเกิดเหตุ สองพ่อลูกก็ไปหาปลาตามเคย!

พอ ตาฮกเหวี่ยงแหโครม ก่อนจะลากขึ้นเรือ…ปรากฏว่าพญากุมภีล์ตัวยาวหลายวาก็ทะลึ่งพรวดขึ้นมาอ้า ปากกว้าง งับผางเข้ากลางลำตัวคนชะตาขาดผู้ยังตะลึงงัน แล้วโดดผึงตึงตังลงน้ำเสียงโครมคราม สะท้านสะเทือนจนลูกชายตาฮกตกใจแทบจะตกน้ำตายไปอีกคน

ผีตาฮกดุร้ายสาหัสเพราะแกตายโหงน่าสยดสยองเหลือหลาย!

แม่ ผมเล่าว่าตอนดึกๆ ชาวบ้านใกล้เคียงแกไม่เป็นอันหลับอันนอน เพราะเสียงตึงตังโครมครามเหมือนแผ่นกระดานตีกันดังสนั่น คนที่ได้ยินก็พากันขนลุกขนพองด้วยความสยดสยองไปตามๆ กัน

วันนี้จะเล่าเรื่อง “ศาลเจ้าพระยา” ที่หน้าวัดท่าข้ามสู่กันฟังครับ

ที่นั่นอยู่ใน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ฯ บ้านเกิดเมืองนอนของผมเอง มีเรื่องราวน่าขนหัวลุกหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำตาปี ที่ขึ้นชื่อลือชาว่าจระเข้ชุกชุมนักหนาในอดีต แถมเรื่องของโจรผู้ร้ายฉกาจฉกรรจ์ รวมทั้งเรื่องฆ่าฟันกันชนิดไม่ปรานีปราศรัยของคนที่แตกต่างกันในลัทธิอีก ต่างหาก

นั่นคือตอนหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม อันน่าขนพองสยองเกล้า แถบถิ่นนั้นกลายเป็นพื้นที่สีแดงที่เจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองก็ทำอะไรมากไม่ ได้หรอกครับ

โดยเฉพาะเรื่องราวแถวย่านวัดท่าข้าม ที่พวกเรานิยมเรียกกันว่า “วัดหัวแหลม”

สาเหตุก็คือ วัดนั้นตั้งอยู่ตรงหัวมุมที่แม่น้ำตาปีมาบรรจบกับแม่น้ำพันดุง หรือเรียกตามภาษาทางการว่า “แม่น้ำคีรีรัฐ” ก่อนจะไหลลงสู่ทะเลระยะทางราว 20 กิโลเมตร

สมัยนั้นเป็นทั้งถิ่นนักเลงโตที่ทางการทำอะไรไม่ได้ ตอนหลังต้องใช้วิธีเกลือจิ้มเกลือ โดยแต่งตั้งหัวหน้าใหญ่ให้เป็นกำนันซะเลย เพราะไหน จะเป็นพื้นที่สีแดงอย่างที่ว่า จนมีการฆ่าแกงกัน ดุเดือดเลือดพล่าน…

ประจักษ์พยานคือมีศพลอยน้ำมาตามแม่น้ำทั้งสองสาย ผ่านวัดหัวแหลมแทบไม่เว้นตะละวัน!

ทุกศพล้วนแต่มีร่องรอยโดนยิงโดนฟัน หรือโดนแทงมาทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่ว่าตกน้ำตายธรรมดาๆ เสียที่ไหนเล่า

“ศาลเจ้าพระยาท่าข้าม” ที่ว่านั้น เชื่อถือกันมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายายว่าเป็นที่สิงสถิตของพญาชาละวัน หรือจระเข้ยักษ์ผู้เป็นใหญ่แห่งลุ่มน้ำตาปี มีถ้ำอยู่ใต้น้ำ อิทธิฤทธิ์สูงส่งน่าเกรงขามครั่นคร้ามเป็นยิ่งนัก เรียกขานกันอีกแบบหนึ่งว่า “ศาลเจ้าพญาท่าข้าม” ซึ่งหมายถึงพญาจระเข้นั่นเอง

จระเข้ชุกชุมขนาดขึ้นมานอนเกยตลิ่งอาบ แดด เป็นประจักษ์พยานอันดีว่าที่นั่นมีชาละวันชุกชุมปานใด!

เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า เรือที่ขึ้นล่องในยุคนั้นต้องทำลูกกรงล้อมประทุนไว้แม้แต่คนแจวเรือก็ต้อง เอาไม้ไผ่มาล้อมคอกไว้ เพื่อป้องกันจระเข้ไม่ให้พุ่งพรวดจากใต้น้ำ โดดโผงผางขึ้นมาขย้ำกลางตัว ลากลงไปเป็นเหยื่อได้ง่ายๆ

หลายๆ คนในภาคอื่นเคยกังขาว่าจระเข้ลุ่มตาปีดุร้ายฉกาจฉกรรจ์ถึงปานนั้นเชียวละหรือ?

เท่านั้นยังไม่พอ!!

ตอนกลางวันแสกๆ เสียงอุบาทว์นั่นก็ดังขึ้นอีกหลายครั้ง แม่เล่าว่าชาวบ้านพากันแห่ไปดูก็เห็นกระดานท้องเรือของตาฮกกระดกขึ้นมาทุก แผ่น แล้วฟาดปังๆ ลงไปเหมือนมีใครจับกระแทกกระทั้นให้เห็นคาตา…

รายการนี้เล่นเอาคนขวัญอ่อนเป็นลมเป็นแล้งไปหลายราย!

เมื่อราวๆ สามสิบกว่าปีมาแล้ว ชาวบ้าน สร้างศาลเจ้าพระยาท่าข้ามไว้ที่หน้าวัดหัวแหลม…เมื่อความเจริญแผ่กระจาย เข้ามาเรื่อยๆ ก็เหลือแต่เรื่องราวน่าขนหัวลุกไว้เล่าสู่กันฟังเท่านั้นครับ

เสียงเรียกจากขุมนรก

ผีดุวิญญาณจ้องจะหลอกหลอนผู้คน ไม่ยอมไปผุดไปเกิดเสียที!

ว่าแต่จะหลอก แบบไหน? ส่งกลิ่นเหม็นเน่า, ทำเสียงกุกกัก, สะอึกสะอื้นคร่ำครวญ น่าขนหัวลุก หรือปรากฏกายให้เห็นในสภาพคนปกติ หรือเละเทะน่าสยดสยองสุดขีด

ถ้า เรานอนอยู่ดีๆ แล้วมีผีเดินโย่งเย่งออกมาจากห้องน้ำ แต่เรามองดูนิ่งๆ ผีจะทำยังไงต่อไปนะ? ถ้าเราเปิดไฟเพื่อมองให้ชัดๆ ผีจะตกใจหรืออับอายไหม? จะหนีหรือว่ายังอยู่?

ใกล้เวลานัดดิฉันก็ลุกขึ้นแต่งตัว…ห้องนี้มี อะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึก หดหู่ หม่นหมอง จนกระทั่งนึกถึงความตายมากที่สุด…ยอมรับว่าถึงกับขนหัวลุกแน่ะค่ะ!

เมื่อถามว่าจะไปเที่ยวไหนดี? สายสมรผู้เคยร่างเล็กบางในอดีตอันไกลโพ้นก็แจ้วๆ มาทางมือถือว่า ไปเที่ยวใกล้ๆ แค่ 2-3 วันกลับก็ดีถมไป สาเหตุคือห่วงหลานสาววัยห้าขวบกำลังช่างพูดเป็นต่อยหอย เธอ “ติดหลาน” ค่ะ แต่ชอบบอกว่า “หลานติด” เฉยเลย

ระยองคือจุดหมาย ปลายทาง!

ดิฉันไม่ได้โผล่ไปตั้งสิบกว่าปีแล้ว ได้ฟังเธอจาระไนแล้วนึกเห็นภาพทันที

สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ เป็นสวนสมุนไพรแห่งแรกของเมืองไทยที่สวยที่สุด สมบูรณ์ที่สุด ใช้เวลา สร้างกว่า 20 ปี ภายใต้แนวคิด

“สวนแห่งการเรียนรู้อย่างรื่นรมย์…พลาดไม่ได้เด็ดขาด”

นอกจากนั้นยังมีป่าประดู่ ไปดูของดี “พระนอนตะแคงซ้าย” องค์ใหญ่ที่สุด เคยเห็นไหมเล่า? ตกค่ำก็กินนอนโฮเต็ลชั้นหนึ่งชายทะเล แถมมีหาดส่วนตัวแสนสวยอีกต่างหาก บรรยากาศโรแมนติกที่สุด หนุ่มสาวชอบก็ไปฮันนีมูน…

ฟังแล้วน่าสนุกจนตกลงใจไปด้วยทันที!

เรื่องราวมากลับตาลปัตรตรงที่ไปถึงจุดนัดพบในเกษตรตอน 06.00 น. นอกจากจะไม่พบสายสมรแล้วยังได้รับโทรศัพท์จากเธอว่า หกล้มในห้องน้ำ ข้อเท้าแพลง ปวดมากขึ้นจนลูกชายต้องขับรถไปส่งโรงพยาบาล อาการไม่หนักหนาอะไร นอนพักไม่กี่วันก็เดินได้แล้ว

“ขอโทษจริงๆ จ้ะ วานเธอช่วยเที่ยวเผื่อด้วยนะ…คืนนี้นอนคนเดียวไม่ต้องกลัวฉันจะถอดจิตไปนอนเป็นเพื่อนด้วย ฮิๆๆ อูย…”

สายสมรไม่วายมีอารมณ์ขัน แม้จะร่องแร่งอยู่โรงพยาบาล ดิฉันตัดสินใจว่า…ตกกระไดพลอยกระโดดแล้วกัน นอนคนเดียวก็ไม่แปลกอะไร…จะโดนผีหลอกก็ให้มันรู้ไป!

…นั่งรถทัวร์สองชั้นปรับอากาศ ดูวิวสวยๆ แปลกตาจนถึงสวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ ในเนื้อที่ 60 ไร่ ตกแต่งได้สวยงามเหลือเชื่อ มีพันธุ์ไม้กว่า 260 ชนิด กว่า 20,000 ต้น อากาศบริสุทธิ์ปลอดโปร่ง หายใจได้เต็มปอด นั่งรถ NGV ชมสวนได้สบายๆ ด้วยละค่ะ

ราว 15.00 น.ถึงโรงแรม…บีชแอนด์สปา ได้พัก ผ่อนร่างกายคนแก่ที่ต้องตื่นมาแต่ก่อนไก่โห่ซะที!

พอก้าวเข้าห้องก็เย็นวูบ…ตอนแรกนึกว่าเย็นเพราะแอร์ แต่ไม่น่าใช่นะ เนื่องจากเราต้องเสียบกุญแจเข้าช่องเพื่อเปิดไฟเสียก่อน…แต่ช่างเถอะ อาจเป็นเพราะอากาศในฤดูฝนก็ได้ หมู่นี้ฝนตกหนักบ่อยๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

โห…ห้องนอนเขาสวยมากจริงๆ ค่ะ เตียงกว้างขวางน่าเกลือกกลิ้ง มีทั้งชุดโซฟา โต๊ะทำงาน โต๊ะอาหาร…ต่อให้มาอยู่กัน 5-6 คนก็มีที่นอน โดยไม่ต้องลงไปนอนบนพื้นด้วย

อาบน้ำเสร็จก็ตั้งใจจะงีบเอาแรง แต่กลับไม่หลับ จะเปิดทีวีดูก็อย่าเลย…เรามาพักผ่อนนี่นา ขอทิ้งความยุ่งเหยิงวุ่นวายของบ้านเมืองไว้ก่อน…เดินไปเปิดม่านหนาๆ ออกก็เห็นทะเลสวยๆ เต็มตา ต้องเลื่อนประตูกระจกออกไปเกาะลูกกรงมองให้เต็มอิ่ม

แหม! นัดกินข้าวชั้นล่างตั้ง 18.30 น. จะทำอะไร ดีล่ะ ถ้าไม่นอนพักผ่อนน่ะ?

“ฮะแอ้ม!” เสียงกระแอมข้างหลังเล่นเอาสะดุ้งโหยงหันขวับ แต่ไม่เห็นมีใครเลย ดีนะที่เราไม่ประสาทอ่อน ไม่งั้นคงเผ่นออกจากห้องแล้ว…

เสียงนั้นน่ะเป็นคนกระแอมชัดๆ!

ปิดม่าน กลับขึ้นไปนอนริมเตียงด้านโคมไฟและโทรศัพท์ ในห้องมืดสลัว มีเพียงแสงไฟที่ลอดออกมาจากห้องน้ำที่แง้มประตูไว้…หลับตา คิดอะไรไปร้อยแปด ฟุ้งซ่านน่าดู

คิดถึงเรื่องโรงแรมผีดุต่างๆ เช่นที่เชียงใหม่มีโรงแรมเก่าๆ ร่ำลือว่าผีดุนัก ดุขนาดออกมาวิ่งโครมๆ รอบห้องให้ดูซึ่งๆ หน้า ที่เพชรบูรณ์ก็เลื่องลือว่าลิฟต์มักหยุดที่ชั้น 5 ตรงกับประตูห้องพักที่เกิดฆาตกรรม จนเจ้าของต้องเอาไม้มาปิดตายไว้ แต่ลิฟต์ก็หยุดที่นั่นเป็นประจำ

ว่าแต่ผีพวกนั้นตายในโรงแรมใช่ไหม? ตายเพราะหมดอายุขัย หรือฆ่าตัวตายเพราะหมดกำลังจะยืนหยัดต่อไป แหละหรือว่าโดนฆาตกรรมอำพราง

 

ผีที่สวนสวรรค์

ดิฉันอ้าปากค้าง เย็นวาบตั้งแต่ต้นคอไปถึงไขสันหลัง รู้สึกเหมือนถูกนาบด้วยก้อนน้ำแข็ง หันไปมองเพื่อนอีก 2-3 คนก็หน้าขาวซีดไปตามๆ กัน บางคนถึงกับครางเบาๆ อยู่ในลำคอ เมื่อเห็นตาอั้นกำลังพูดคุยกับความว่างเปล่า บางทีก็พยักหน้ามาทางพวกเรา ท่าทางคล้ายกับกำลังพูดคุยกับใครที่เรามองไม่เห็น

เสียงของแกยิ่งทำให้ดิฉันใจเต้นกระหน่ำด้วยความหวาดกลัวสุดขีด!

“พวก พี่ๆ ของฉันเอง…อ้าว? เธอไปไหนไม่ได้จริงๆ เหรอ? ต้องอยู่ในน้ำแบบนี้ไปตลอดเลย…โถ! น่าสงสารจังเลย…งั้นไปก่อนนะ เอาไว้วันหลังค่อยเจอกัน”

ตาอั้นโบกมือหย็อยๆ ก่อนจะหันกลับมาพบพวกเรานั่งแหมะบนพื้นหญ้าอย่างสิ้นเรี่ยวแรงไปตามๆ กัน ขนลุกซู่ซ่าไปหมด… เคยได้ยินพวกผู้ใหญ่บอกว่าเด็กเล็กๆ จะเห็นผีได้จริงๆ ก่อนนั้นเคยสงสัย แต่เดี๋ยวนี้เชื่อสนิทแล้วค่ะ!

 

พวกเราไปเที่ยวในวันหยุดกันราวสิบกว่าคน ทั้งญาติๆ และเพื่อนบ้าน โดยเหมารถสองแถวทั้งไปและกลับ

เมื่อถึงจุดหมาย พวกเราก็กรูเกรียวกันเข้าไปเลยค่ะ รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นสะพรั่ง ดูร่มครึ้มน่าเย็นตาเย็นใจ ดอกไม้สวยๆ บานสะพรั่ง มีลำธารไหลริน ลมพัดเย็นสบาย เสียงนกน้อยร้องเพลงน่าเพลิดเพลิน ผีเสื้อสีสวยๆ จับกลุ่มบินว่อนผ่านไปมาไม่ขาดสาย

ใบไม้แก่สีน้ำตาลก็ล่องลอยตามลมเชื่องช้าจนกระทั่งลงมาถึงพื้นดิน

เสียงน้ำไหลริน เคล้ากับเสียงยอดไม้กระซิบกระซาบกับสายลม…สมแล้วค่ะที่เขาเรียกว่า “สวนสวรรค์”

มีม้ายาวริมลำธารกับใต้ร่มไม้สูงใหญ่ สนามหญ้ากว้างขวางเขียวขจี เห็นแล้วน่านอนเกลือกกลิ้งดูกลุ่มเมฆล่องลอย เพ้อฝันว่าเป็นรูปนั้นรูปนี้ตามประสาเด็กๆ นกบินผ่านช้าๆ ยอดไม้ไหวเอนตามสายลมเฉื่อยฉิว ราวกับจะขับขานบทเพลงของป่าที่น่ารื่นรมย์ให้พวกเราฟัง

ส่วนที่พวกเราเด็กๆ ชอบมากที่สุด คืนต้นไม้ทุกต้นมีชื่อเขียนบอกไว้ด้วย ทำให้เรารู้จัก ยูง, ยาง, ประดู่, อินทนิล, มะค่า, เสลา, ชิงชัน, พะยูง, กฤษณา…โอ๊ย! มากมายจนนับไม่ถ้วนเลยละค่ะ

“เร้ว! พวกเรา…มาดูอะไรนี่เร้ว…แปลกที่สุดเลย!”

เสียงตะโกนของตาอั้น-น้องชายวัย 7 ขวบของดิฉันทำให้พวกเราหันไปมองเห็นแกกำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ใกล้ๆ พุ่มไม้ ท่าทางตื่นเต้นและชอบอกชอบใจเต็มที่

“ใครเคยเห็นต้นไม้แบบนี้มั้ย? ทายซิว่าต้นอะไร? อย่ามองป้ายชื่อก่อนนะ”

แต่ไม่ได้ผลหรอกค่ะ พวกเราไปถึงก็เห็นชื่อ เลยร้องขึ้นพร้อมๆ กันว่า

“พญาไร้ใบ!!”

ทั้งมุงดูและวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปาก ทำนองว่าต้นไม้อะไรไม่มีใบหรอก มีแต่กิ่งก้านหงิกงอหยิกไปมา แต่ก็เป็นพุ่มสวยแปลกตา เกิดมาพวกเราก็เพิ่งเคยพบเห็นนี่เอง บางคนพูดเล่นๆ ว่าอยากเด็ดกิ่งไปปลูกที่บ้านจังเลย

ขณะนั้น พวกผู้ใหญ่ข้ามลำธารไปปูเสื่อนั่งคุยกันอยู่ใต้ร่มไม้แล้ว บางคนก็นอนหงายสบายใจ เราชักชวนกันไปสมทบ เพราะเริ่มมีการเปิดเสบียงอาหารมาแบ่งปันกันกินแล้ว

ทันใดนั้น ตาอั้นก็ร้องเสียงดังขึ้นมาอีก!

“เราลงไปเล่นน้ำกันมั่งดีกว่า นั่นไง! เด็กๆ เขาเล่นน้ำกันน่าสนุกตั้งหลายคนแน่ะ…เห็นมั้ย?”

ดิฉันกับเพื่อนๆ หันไปมอง แต่ไม่เห็นมีใครในลำธารแม้แต่คนเดียว!

“อย่าพูดมาก รีบข้ามไปหาพ่อแม่เร็วๆ ฝั่งโน้นมีสนามให้วิ่งเล่นกว้างกว่าฝั่งนี้อีก” ดิฉันบอกน้องแล้วเดินนำหน้า มองดูคนอื่นๆ ที่มาเที่ยวสวนสวรรค์กันบางตา หรือว่าจะหลบไปนั่งๆ นอนๆ ตามหลังต้นไม้ด้านในค่อนข้างหนาทึบก็เป็นได้

สังหรณ์บางอย่างทำให้หันไปมองน้องชาย …ตาอั้นกำลังโบกไม้โบกมือไปทางลำธารพอดี

“โบกมือให้ใครน่ะ อั้น? ไม่เห็นมีใครซักคน”

“เด็กผู้หญิงผมยาว ใส่เสื้อแดงไงล่ะ…นั่นไง! เขาเดินขึ้นจากน้ำมาแล้ว! ตัวเปียกโชกเชียว …ไม่หนาวเหรอ?”

 

ปีศาจในตึกร้าง

ขณะที่เวียนเทียนสูดดมสารพิษจากถุงพลาสติกจนเกิดอาการ “เหวอ” หมดทุกคน บ้างก็ขุดหาสมบัติ บ้างกำลังหาทางปีนป่ายจะขึ้นไปคว้าดวงจันทร์…จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้อยู่ใกล้ๆ หันไปดูเห็นเด็กชายราวสิบขวบนั่งฟุบหน้าอยู่กับผนังตึกผุพัง จนเหลือแต่อิฐแดงๆ

“เฮ้ย! มาร้องไห้ทำไมวะ อยากดมกาวกะพวกกูหรือไง?

ถาม แล้วก็เข้าไปเขย่าตัว เด็กเจ้ากรรมหันขวับมาตาแดงจ้าพลางคำราม…แว่!! เล่นเอาแตกฮือเหมือนผึ้งแตกรัง ร้องเอะอะเอ็ดตะโรเหมือนคนบ้า วิ่งชนกันล้มลุกคลุกคลาน หัวร้างข้างแตกไปตามๆ กัน

ตั้งแต่นั้นมา พวกเด็กดมกาวก็หาทำเลใหม่ ไปยึดเอาสะพานลอยมั่วสุมกันสูดดมสารนรกต่อไป ได้โอกาสก็ตีชิงวิ่งราวให้ผู้คนต้องเดือดร้อน จนถึงบาดเจ็บล้มตายเป็นประจำ

เขา ว่ากรุงเทพฯ คือเมืองสวรรค์! แต่ถ้าคุณไม่ระวังตัวให้ดีๆ กรุงเทพฯ ก็อาจกลายเป็นเมืองนรกอเวจีไปได้ง่ายๆ เพราะทั้งภูตผีและโจรผู้ร้ายเต็มเมือง คอยจ้องจะเล่นงานคุณอยู่ตลอดเวลา…

รถราแล่นคึ่กๆ เสียงดังหนวกหู ไหนจะควันพิษคละคลุ้ง รถราติดขัดแทบตลอดทั้งวัน คอนโดฯ อพาร์ตเมนต์ หอพัก ห้องแบ่งเช่าสะพรั่งไปหมด ผู้คนสับสนปนเปกันจนดูไม่ออกว่าใครคนดี-คนชั่ว สุจริตชนหรือโจรผู้ร้าย เราไม่อาจคาดเดาได้หรอกครับ

ที่ร้ายกาจอันตรายสุดๆ คือพวกขี้ยา!!

พวกเงินหนาเล่นยาอี ยาไอซ์ หรือสูดโคเคน ถือว่าชั้นสูงเพราะเงินหนา ไม่ค่อยสร้างปัญหาให้ชาวบ้านเท่าไหร่ เปิดห้องหรูเสพยามั่วเซ็กซ์กันค่อนข้างมิดชิด ยก เว้นพวกซ่าเปิดเพลงดังแสบแก้วหูเพื่อนข้างห้อง มักจะโดนโทร.ไปแจ้งตำรวจให้มาซิวไปทั้งโขยง

สาวๆ วัยเอ๊าะ นัก เรียนนักศึกษาก็มี เห็นแล้วน่าสงสารพ่อแม่จริงๆ ครับ

พวกที่เล่นผงขาว เสพยาบ้า ลงมาถึงพวกเด็กๆ ดมกาวนี่ซีน่ากลัวมาก มักจะหลบมุมตามตึกร้างบ้านร้าง หรือไม่ก็ซากตึกแถวที่รื้อไว้ครึ่งๆ กลางๆ มีมากมายเกือบทุกซอยก็ว่าได้ กลายเป็นมุมมืดหรือสวรรค์ของพวกขี้ยาไปเลย

อ้อ! สวรรค์ของหนุ่มสาวที่คิดสั้น อาศัยเป็นวิมานชั่วคราวเข้าไปพลอดรักกันด้วย ยามซวยผู้ชายก็โดนฆ่าทิ้ง ผู้หญิงโดนกลุ้มรุมข่มขืนเพราะความชะล่าใจไม่เข้าเรื่อง

ขยะเกลื่อนกลาด ทั้งหนังสือพิมพ์ ซองบุหรี่ ถุงพลาสติก ถุงยางอนามัย กระป๋องเบียร์ กับถุงขนม กระป๋องกาว 3 เค เศษอาหาร…บางคืนผมเดินผ่านได้ยินเสียงพูดคุยดังพึมพำ กลิ่นเหม็นเอียนๆ ลอยมากระทบจมูกก็มี

ในมุมกลับ มันคือนรกของพลเมืองดี!

พวกผู้หญิงสาวๆ ที่ต้องเดินผ่านตอนกลางคืน โดนจี้ โดนทำร้าย รวมทั้งโดนลากเข้าไปข่มขืนในมุมลี้ลับของซากตึก ที่คนนอกมองเข้าไปไม่เห็นนั่นแหละ

มีคนตายเพราะโด๊ปยาเกินขนาด ถูกฆ่าชิงทรัพย์ โดนข่มขืนฆ่าปิดปาก เรื่องผีดุก็ชักจะร่ำลือกันหนาหู ถือว่าธรรมดาเพราะไม่ว่าซอยไหนๆ ก็มีคนตาย ทั้งโดนฆาตกรรมกับอุบัติเหตุทั้งนั้น

แหม! เรื่องที่เล่าลือกันปากต่อปากน่ะ ฟังแล้วเล่นเอาขนลุกขนพองจริงๆ ครับ

หนุ่มเดินเข้าซอยมาก็เห็นสาวสวยสายเดี่ยว หุ่นเซ็กซี่ ผมยาวสยาย เดินบิดสะโพกงอนงามเข้าไปในซากตึก เกิดสงสัยว่าสาวสวยอุตริเข้าไปทำไม หรือจะให้ท่าแบบล่อไอ้เข้ละมั้ง? เลยตามก้นต�อยๆ เข้าไปเพื่อพิสูจน์ให้รู้แน่

ลมเย็นๆ พัดวูบ สาวเจ้าหันขวับมายิ้มหวาน แต่ปากกว้างตั้งคืบ อากาศเหม็นคลุ้ง เล่นเอาหนุ่มร้องจ๊าก หงายหลังล้มตึง พอลุกขึ้นได้ก็หมุนตัวกลับ เผ่นอ้าวไม่คิดชีวิต สติแตกกระเจิงไปเลย

นักศึกษาหญิงกลับหอพักมาสามคน คิดว่าคงไม่มีอะไรหรอกน่า แต่พอผ่านซากตึกนั่นก็เห็นเด็กชายเดินโซเซออกมา ตอนแรกคิดว่าคงจะเป็นพวกเด็กเมายา…

คุณพระช่วย! เลือดสดๆ แดงฉานเต็มอก อ้าปากร้องแต่ไม่มีเสียง ร่างโงนเงนไปมา พวกสาวๆ ร้องแต่ว่าเด็กโดนแทง! ทำท่าจะวิ่งเข้าไปช่วยเหลือ แต่เด็กอุบาทว์นั่นหายวับไปกับตา

“ว้าย! ผีหลอกแล้ว! ช่วยด้วย…”

เสียงแผดจ้าเข้าใส่กันจนต่างคนต่างตกใจ ร้องเหมือนคนบ้าจี้ วิ่งเตลิดเปิดเปิง ล้มลุก คลุกคลานไปตามๆ กัน สบถสาบานว่าจะไม่ยอมเดินผ่านซอยนี้ตอนค่ำคืนอีกต่อไป เสียเงินค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างยังดีกว่าหัวใจล่มสลายเพราะโดนผีหลอกเอาจังๆ

ขนาดพวกวัยรุ่นที่ดอดเข้าไปดมกาวยังไม่วายเจอดีเลยครับ!