เรื่องผี

There are 50 entries in this Category.

วิญญาณไม่คืนถิ่น

เมื่อประมาณสองปีมาแล้ว ผมย้ายไปทำงานที่นิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี มีหน้าที่ไปทุกนิคมเพื่อตรวจตราความปลอดภัยในการทำงาน รวมทั้งงานเอกสารซื้อ-ขาย บางครั้งก็ส่งตัวอย่างของให้ทางไซต์งานดู

ตอน เย็นวันนั้น ทางไซต์งานกบินทร์บุรี ต้องการอุปกรณ์ด่วนมาก จำเป็นต้องใช้ในเช้าวันรุ่งขึ้น ต้องรีบหาซื้อและจัดส่งโดยเร็วที่สุด ผมไม่รอช้า จัด การจนเรียบร้อยเมื่อใกล้จะหกโมงเย็น เส้นทางที่ใช้ต่อจากทาง ด่วนก็คือเส้น 304 จากแปดริ้วไปโคราช ออกจากบริษัทแล้ววิ่งรถไปได้ค่อนข้างช้า เพราะว่าหลายเดือนแล้วที่ไม่ได้มานิคมแห่งนี้เลยครับ

โรงงานเหล่านี้ล้วนแต่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง เช่น นิคมอมตะ ชลบุรี, นิคมนวนคร ปทุมธานี หรือนิคมเกตเวย์ ในฉะเชิงเทรา เป็นต้น

คิดถึงครั้งหนึ่งที่เคยมาแวะซื้อข้าวโพดต้มจากแม่ค้าเจ้าหนึ่ง ตั้งแผงอยู่ใกล้ๆ เชิงสะพาน ติดกับต้นไม้ใหญ่ริมทาง…หน้าคมผมยาวดูสะดุดตาไม่หยอก ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปหลายเดือนแล้วเธอจะยังขายข้าวโพดต้มอยู่หรือเปล่าหนอ?

ทันใดนั้น เมื่อรถแล่นมาเกือบใกล้สะพาน ที่มีต้นยางใหญ่สูงตระหง่านอยู่ข้างถนน ผมก็เหลือบไปเห็นแม่ค้าสาวคนที่ผมกำลังนึกถึงพอดี!

แผงอื่นๆ เลิกไปหมดแล้ว เหลืออยู่แต่แผงของเธอเพียงเจ้าเดียวเท่านั้น

ผมจอดรถแล้วเดินไปเพื่อจะซื้อข้าวโพดแปดแถวที่ตั้งใจไว้ มีเพียงแสงตะเกียงโป๊ะที่เธอไว้เพื่อส่องสว่างพอเห็นกันได้ ผมบอกซื้อข้าวโพดพวงหนึ่งประมาณ 4-5 ฝัก เธอยิ้มให้แล้วถามยิ้มๆ ว่า…คุณไม่ได้มานานแล้วใช่ไหมจ๊ะ?

เอ๊ะ! เธอจำผมได้ด้วยหรือนี่? เลยยอมรับว่าใช่…ไม่ได้มาหลายเดือนแล้ว ถามเธอบ้างว่าสบายดี…ขายดีนะ เธอตอบว่า จ้ะ! สบายดี…

ไปถึงจุดหมายสองทุ่มเห็นจะได้…หลังจากส่งของให้ทีมงานเรียบร้อยแล้วก็ รีบ บึ่งรถกลับ เพราะดูท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนตั้งเค้าทะมึน จะเทโครมครามลงมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

ออกจากนิคมผ่านตัวเมืองกบินทร์ฯ ถนนค่อนข้างเปล่าเปลี่ยว ทำให้เยือกเย็นหัวอกหัวใจอย่างบอกไม่ถูก…ผ่านแผงขายข้าวโพดต้มแปดแถวที่ แสนอร่อย รสชาติหอมหวานมีที่เดียวที่นี่…แหม! ถ้าไม่มืดค่ำขนาดนี้ คงได้แวะซื้อข้าวโพดกินเล่นแน่นอน

เสียงเย็นๆ ของเธอกับบรรยากาศเปล่าเปลี่ยว รอบตัวทำให้ผมรู้สึกขนลุกซ่าอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ถามเธอว่าทำไมจึงยังขายอยู่จนมืดค่ำป่านนี้ล่ะ? เธอยิ้มเศร้าๆ ตอบว่าวันนี้ขายไม่ค่อยดี เลยอยู่จนมืดค่ำจ้ะ! ผมล่ำลาเธอ ก่อนจะบอกว่า…แล้วจะแวะมาซื้ออีกนะ! เธอยิ้มหวาน แต่ดวงตาดูเศร้าสร้อยภายใต้แสงตะเกียงแดงๆ นั้น!

ผมกลับขึ้นรถขับมาเรื่อยๆ จนถึงสี่แยกศรีมหาโพธิ ฝนตั้งเค้าทะมึนดูหนักหน่วงขึ้นทุกที ลมพัดอู้ๆ น่ากลัว…รู้สึกมีกลิ่นเหม็นติดจมูกเรื่อยมาตั้งแต่แวะซื้อข้าวโพดแล้วแต่ คิดว่ารถคงขนพวกปลาป่นหรือกระดูกสัตว์เข้าโรงงานอะไรสักอย่าง ทั้งที่ในรถปิดกระจกเปิดแอร์…ลืมคิดถึงเรื่องข้าวโพดไปสนิท

ฝนเริ่มโปรยเม็ดลงมาแล้ว ฟ้าแลบแปลบ สองข้างทางที่เลยสี่แยกศรีมหาโพธิมาแล้วมีต้นไม้น้อยใหญ่หนาทึบ สรรพสิ่งแทบจะมืดมิด มีแต่แสงไฟจากรถผมเท่านั้นที่ส่องสว่างตัดสายฝนที่เริ่มหนาเม็ดขึ้นทุกที

แรงลมทำให้ต้นไม้โอนเอนไปมาในเงามืดเหมือนมือของผีเปรตที่กำลังร้องขอส่วน บุญ ฟ้า แลบวูบวาบ ผ่าเปรี้ยงปร้างคึกคะนองคล้ายจะเผาไหม้ผีเปรตเหล่านี้ให้วอดวายไป

บรรยากาศมันน่ากลัวมากๆ แม้จะอยู่ในรถก็เถอะ แต่อยู่คนเดียวนะครับ!

เปิดวิทยุก็ไม่ติด มีแต่เสียงฟ้าร้องครืนๆ เข้าคลื่นจนต้องปิด จะหยุดรถก็ใช่ที่เพราะมันเปลี่ยวมากๆ แข็งใจขับรถฝ่าสายฝนที่โหมกระหน่ำหนักหน่วง ฟ้าแลบฟ้าผ่าเป็นระยะๆ จนหูอื้อไปหมด เหมือนขับรถอยู่ในนรกอเวจีก็ปานกัน

ผ่านศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน ถึงแยกที่ไปสัตหีบและแยกมาฉะเชิงเทรา ขึ้นเนินซักพักก็ถึงปั๊มปตท.ซ้ายมือ ที่มีนักเล่นจากบ่อนปอยเปตมาแวะซื้อของ กินข้าวกันคึกคักทุกวัน…พอเห็นแสงไฟจากป้ายปั๊มแล้วฝนก็หยุดตก ลมสงบ กลิ่นเหม็นติดจมูกก็หายไป

เมื่อเลี้ยวเข้าปั๊ม จอดรถแล้วควานหาพวงข้าวโพดที่วางไว้ใกล้ๆ เอ๊ะ! ไม่เห็นมี แปลกใจมากๆ ก็วางไว้กับมือแท้ๆ มันจะหายไปได้ยังไง?

ช่างเถอะ! ลงไปหาอะไรกินดีกว่า

อีก 3-4 วันต่อมา ผมมีโอกาสไปที่ไซต์งานกบินทร์บุรีอีก คราวนี้ไปตอนเช้า ได้มีเวลาคุยกับหัวหน้างาน ผมเล่าให้ฟังถึงเรื่องข้าวโพดต้ม แต่เขากลับบอกว่าเมื่อต้นเดือนก่อนมีสิบล้อเสยตายคาที่ไปหนึ่งราย อยู่ใกล้สะพานที่มีต้นยางใหญ่นั่นเอง…ผมขนหัวลุกเลยครับ!

สุสานเก่าแก่

ในยามค่ำคืนจะแว่วเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังแว่วมาตามสายลม หมู หมาก็หอนเสียงโหยหวนเยือกเย็นจับใจ พระเณรเล่าว่าเคยเห็นน้าคำอุ้มลูกออกมาจากเจดีย์แล้วหยุดยืนอยู่ข้างกุฏิ แหงนหน้าขาวซีดมาจ้องมอง..เห็นชัดในแสงจันทร์ เล่นเอาต้องปิดหน้าต่างโครมครามเข้ามุ้งคลุมโปงทันที

บางคืนตอนดึกๆ จะได้ยินเสียงบันไดเก่าๆ ลั่นเอี๊ยดอ๊าด บ่งบอกว่าปีศาจตายทั้งกลมกำลังก้าวขึ้นมา โดยไม่ได้แยแสว่าเป็นกุฏิของพระเณรแต่อย่างใด

เสียงสลัดเสื่อพึ่บพั่บ กับเสียงม้วนเสื่อตอนค่อนรุ่ง ไม่ช้าก็มีเสียงหมาหอนจากใต้ถุนกุฏิตามไปจนถึงเจดีย์อันเป็นที่เก็บกระดูก ของน้าคำ..แสดงว่าผีแม่ลูกมาอาศัยหลับนอนในกุฏิพระนั่นเอง!

ในที่สุด พระเณรก็ทนไม่ไหวย้ายหนีไปเกือบหมดสิ้น ผู้ใหญ่พูนรู้ข่าวก็ร้อนใจไปตามหลวงตาโฮมจากอำเภอมาช่วยเหลือ ได้ถามสาเหตุก็ได้ความว่าเจดีย์แตกร้าวไม่อาจจะคุ้มแดดคุ้มฝนได้ วิญญาณได้รับความเดือดร้อนจึงต้องไปอาศัยกุฏิพระอยู่

หลายๆ รายก็ปรากฏแต่เสียงที่แปลกประ หลาดน่าขนลุกขนพอง หรือไม่ก็เป็นกลิ่นสาบสางจนถึงเหม็นเน่า ทำให้รู้แน่ว่าโดนผีหลอกเข้า ให้แล้ว

สาเหตุเพราะมายาการมากมายเช่นนี้เอง จึงเรียกขานกันโดยทั่วไปว่า “ผีหลอก

ผู้เฒ่าผู้แก่บ้านผมที่มหาสารคามเคยให้ความรู้ว่า ขึ้นชื่อว่าผีแล้วย่อมมีทั้งดุมากและดุน้อยแตกต่างกันไป ส่วนมากผีที่ตายตามธรรมชาติคือแก่ตาย หรือถึงแก่อายุขัยมักจะไม่ดุร้ายอะไร ตรงข้ามกับผีตายโหง เช่น ถูกฆ่าตายหรือฆ่าตัวตายจะดุร้ายน่ากลัวที่สุด

ผีกำลังตั้งท้องด้วย เรียกว่าตายท้องกลม หรือ “ตายทั้งกลม” จะยิ่งดุร้ายสาหัสเป็นทวีคูณ!

สมัยเด็กผมอยู่ตำบลหนองกุง อำเภอเมือง เคยเกิดเรื่องสยองขวัญเมื่อมีผู้หญิงตายเพราะการคลอดลูก ชื่อน้าคำ เป็นเมียผู้ใหญ่บ้านชื่อลุงพูน ผีน้าคำดุร้ายที่สุด ไม่เลือกว่าพระเณรล้วนโดนแกหลอกแทบปางตายทั้งนั้น

เคยได้ยินว่าเขาไม่นิยมเผาผีตายทั้งกลม แต่จะฝังไว้ก่อนเป็นปี ส่วนบ้านผมเมื่อสวดสามวันแล้วก็นำศพน้าคำไปเผาที่วัดนาคูณ

ผมจำเหตุการณ์วันนั้นได้ติดตามาถึงทุกวันนี้!

วันเผาศพเกิดดินฟ้าอากาศแปรปรวน เมฆหนาทึบลอยลงต่ำ ลมพัดแรงจนกลายเป็นพายุอื้ออึง ต้นไม้ใหญ่น้อยไหวโยกตามแรงลมโหมกระหน่ำทำท่าจะถอนรากถอนโคนจนคนมาเผาศพหน้า ถอดสี นัยน์ตาเลิ่กลั่กไปตามๆ กัน พวกเด็กๆ ล้วนกอดแขนพ่อแม่แน่นด้วยความหวาดหวั่น บางคนถึงกับร้องไห้ก็มี

เมื่อพระสวดเสร็จก็ทำพิธีเผาศพง่ายๆ ชาวบ้านนั่งยองๆ พนมมือ บ้างก็นั่งกับพื้นมองดูไฟลุกคึ่กๆ ในกองฟอน ควันดำโขมงพุ่งขึ้นมาเป็นสาย ส่ายพุ่งไปตามลมเหมือนมีชีวิตชีวากระนั้น!

จู่ๆ ก็มีเสียงร้องกรี๊ดๆ ออกมาจากกองไฟที่กำลังลุกโชน..เสียงของน้าคำชัดๆ

พวกเด็กร้องไห้ ชาวบ้านผงะหน้า คนที่นั่งยองๆ หงายหลังลงไปตาเหลือกลาน สายลมยิ่งพัดกระ หน่ำ เถ้าถ่านปลิวว่อนไปหมด เสียงร้องกรี๊ดๆ อย่างเจ็บปวดฟังแล้วชวนให้สยดสยองสิ้นดี ผู้หญิงทั้งแก่และสาวเป็นลมเป็นแล้งไปหลายคน

ชาวบ้านที่กลัวจนทนไม่ไหวถึงกับยกมือไหว้พระ แล้วจ้ำอ้าวกลับบ้านไปก่อนที่จะเผาศพเสร็จสิ้น!

ในที่สุดก็เผาศพได้เรียบร้อย ผู้ใหญ่พูนนำกระดูกลูกเมียไปใส่ไว้ในเจดีย์ข้างวัดนาคูณนั่นเอง..แต่วิญญาณ ดุร้ายของผีตายทั้งกลมก็ออกมาอาละวาด เล่นเอาผู้คนขวัญหนีดีฝ่อไปตามๆ กัน!

ตอนโพล้เพล้มีคนเห็นน้าคำนั่งอุ้มลูกพิงเจดีย์ บางวันก็เดินไปมาช้าๆ อยู่รอบเจดีย์นั้น ท่ามกลางเสียงยอดโพธิ์ยอดไทรสะบัดกิ่งใบซู่ซ่าแทบไม่ขาดเสียง

 

หลวงตาจึงให้ผู้ใหญ่พูนทำบุญกระดูกลูกเมีย แล้วซ่อมแซมเจดีย์จนเรียบร้อย..ปีศาจน้าคำก็สงบสุขตั้งแต่นั้นมา!

ผีแพแตก

ลุงกับป้ามีอาชีพทอดแหหาปลาตอนกลางคืน แกบอกว่าปลาชุกชุมกว่าตอนกลางวัน บางคืนยังได้งูเหลือมมาขายอีกต่างหาก…ก่อนจะขึ้นบ้านก็แวะเก็บผักบุ้ง ผักกระเฉดไปส่งแม่ค้าที่ตลาดเจริญผล

คืนหนึ่งก็เจอะเจอเรื่องขนหัวลุกเข้าเต็มเปา!

สาเหตุ มาจากตอนเย็นที่มีศพลอยน้ำคว่ำหน้ามาติดที่แพผักบุ้ง ชาวบ้านมุงดูกันเต็มฝั่ง เห็นสวมเสื้อแดงลอยปริ่มๆ น้ำ บางคนบอกว่าผีคงติดใจที่นี่ถึงไม่ลอยไปที่อื่น บางคนบอกว่าเป็นศพผู้ชายน่ะเพราะนอนคว่ำ ถ้าศพผู้หญิงต้องนอนหงายแน่นอน

ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องสัปดน แต่เชื่อถือกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายแล้วครับ

ลุง หมัดชวนพวกหนุ่มๆ มาช่วยใช้ไม้ยาวๆ ค้ำศพให้ลอยไปที่อื่น แม้ว่าจะมีคนท้วงให้ไปแจ้งตำรวจ ลุงหมัดก็ไม่ยอม ย้อนถามว่า…พวกมึงจะให้เขาขนศพผ่านหมู่บ้านเราหรือ?

ผมเห็นภาพนั้นแล้วขนลุก ติดหูติดตามาถึงป่านนี้!

พอ ไม้กระทบศพเนื้อหนังก็หลุดออกเป็นแผ่นๆ บางทีก็ทั้งกระบิ…ในที่สุดร่างนั้นก็หลุดจากแพ ผักบุ้งลอยตามน้ำไป ผู้หญิงหลายคนว่าคงกินผักบุ้งไม่ลงไปอีกนานแน่นอน

ครั้งก่อนเรียกว่า “หมู่บ้านอาสาจาม” เพราะแขกจามอาสาศึกตั้งแต่สงครามเก้าทัพ ต่อมาก็ยกครอบครัวมาลงหลักปักฐานกันมากมาย สมัยก่อนเรียกว่า “ยกครัว” นับวันยิ่งมีการอพยพครอบครัวมาอยู่กันมากขึ้นทุกที เลยเรียกว่า “บ้านครัว”

แขกจามที่นับถือศาสนาอิสลามก็เรียกว่า “แขก ครัว”

ชาวเขมรก็มีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มมะเปรียง, พุมมะปรางค์, พุมมะเปรย เป็นต้น…อาชีพที่ขึ้นหน้าขึ้นตาคือทอผ้าไหม จิม ทอมป์สัน “ราชาผ้าไหมไทย” ก็มาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ รุ่งเรืองสุดๆ โด่งดังไปทั้งโลก จนหายสาบสูญไปในมาเลเซียเมื่อราว 30-40 ปีมาแล้ว

อาชีพรองลงมาคือทำประมงน้ำจืด เก่งทางดำน้ำ ว่ายน้ำ จับปลา เพราะเคยทำมาก่อนเมื่อตอนอยู่ริมทะเลสาบในกัมพูชา

ทั้งปลาสด ปลากรอบ ปลารมควัน (ด้วยกาบมะพร้าว) สมัยก่อนทั้งกินทั้งขาย แถมนำไปแลกเปลี่ยนกับของกินของใช้ต่างๆ แม้แต่เส้นไหมดิบที่สั่งมาจากเขมรและญวน รวมทั้งภาคอีสานของเราเพื่อนำมาทอเป็นผืนผ้าต่อไป

พวกผู้ใหญ่เล่าว่า การย้อมผ้าทอผ้านั้นเขาถือเคล็ดลางกันมาก เช่น เวลาย้อมจะต้องออกไปไกลผู้คน ไม่ให้พระสงฆ์ หรือผู้หญิงมีครรภ์มีประจำเดือนเข้าใกล้ เชื่อกันว่าจะทำให้สีผ้าซีดจางจนใช้ไม่ได้

ช่วงที่ผมแตกเนื้อหนุ่ม ผ้าไหมบ้านครัวขายดีมากจนทอไม่ทัน จิม ทอมป์สัน เห็นว่าการทอผ้าแบบโบราณใช้กี่พุ่งทอด้วยมือเสียเวลาโดยใช่เหตุ จึงนำกี่กระตุกซึ่งใช้ทั้งมือและเท้า ทำให้ทอผ้าได้รวดเร็วขึ้นมาใช้งานแทน

แทบทุกบ้านจะมีเส้นไหมสีสวยๆ ตากไว้ตามระเบียงจนกว่าจะแห้ง แล้วกรอเข้าหลอด นำเส้นไหมมาหวีเข้ากี่เพื่อทอเป็นผืนผ้าต่อไปตามต้องการ ทั้งผ้าขาวม้า ผ้าโสร่งมีหมด

บ้านผมยกพื้นใต้ถุนสูงอยู่ใกล้ๆ คลอง ตอนนั้นน้ำยังใสสะอาด มีแพผักบุ้ง ผักกระเฉดงาม สะพรั่ง พอถึงหน้าน้ำเคยมีศพลอยมาแค่ 2-3 ศพ ก็ขนหัวลุกไปตามๆ กัน…พวกผู้ใหญ่ลือว่าผีดุนัก บางทีผีที่ลอยน้ำมาก็ทะลึ่งตึงตังขึ้นดื้อๆ บางทีก็จมหัวดิ่งแต่ชูขาทั้งสองข้างขึ้นมากวัดแกว่งให้เห็นตำตา!

ตกค่ำยังเคยมีคนเห็นร่างดำๆ ลุยน้ำขึ้นมาจากคลองแสนแสบ ส่งเสียงร้องกรี๊ดๆ โหยหวนเยือกเย็นน่ากลัว จนคนที่ได้ยินวิ่งอ้าวกลับบ้าน นอนคลุมโปงตัวสั่นเทาไปทั้งคืน

ไหนจะผีที่กุโบร์อีกล่ะ!!

เขาว่าตอนดึกๆ จะเห็นผู้คนเดินขวักไขว่ บ้างก็นั่งกอดเข่าอยู่ตามหลุมนั้นหลุมนี้ บางทีก็ยืดตัวสูงลิ่วขึ้นไปเหนือหลังคา…พวกเด็กๆ ที่เคยซุกซน วิ่งเล่นเกรียวกราวกันตั้งแต่เย็นจนถึงมืดค่ำ…พอตะวันตกดินก็รีบแยกย้าย กันกลับบ้านแล้วละครับ อารามกลัวโดนผีหลอกน่ะซี

ลุงหมัดกับป้าก๊ะบ้านอยู่ใกล้ๆ ผม เคยบอกกับใครๆ ว่าแกไม่เชื่อเรื่องผีๆ สางๆ หรอก ขืนมัวแต่กลัวผีก็ไม่ต้องทำมาหากินกันพอดี!

 

คืนนั้นลุงหมัดกับป้าก๊ะก็ออกไปหาปลาตามเคย ครั้นตกดึกได้ยินเสียงร้องเอะอะจนชาวบ้านแตกตื่น ถือไฟฉายไปดูก็เห็นลุงกับป้าวิ่งอ้าวจากท่าน้ำตะโกนลั่นๆ ว่าผีหลอก! ไม่เชื่อก็ไปดูได้เลย

ตอนแรกไม่มีใครเชื่อ หาว่าลุงหมัดกับป้าก๊ะตาฝาดไปเอง แต่พอไปดูก็เห็นศพสวมเสื้อแดงนอนคว่ำปริ่มๆ น้ำ กระเพื่อมไปมาอยู่ที่แพผักบุ้งนั่นเอง…ขนหัวลุกไปตามๆ กัน!

ห้องเช่าวิญญาณหลอน

ไม่รู้ว่าหลับไปนานแค่ไหนตอนที่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา แว่วเสียงซู่ซ่าในห้องน้ำด้านใกล้เตียง แม่ยังนอนตัวอุ่นๆ ระบายลมหายใจสม่ำ เสมอ ได้ยินชัดเจนในความเงียบ…ถ้างั้นคงจะเป็นพ่อที่เข้าไปอาบน้ำแน่ๆ เลย

ห้องน้ำที่นั่นไม่มีอ่างหรอกค่ะ แต่เขาทำเป็นม่านกั้นให้ยืนอาบจากฝักบัวด้านใน เอ๊ะ! พ่ออาบน้ำก่อนนอนแล้วนี่นา ดึกดื่นค่อนคืนแบบนี้จะต้องอาบน้ำอีกทำไมกัน? ด้วยความสงสัยหนูจึงชะแง้จากผ้าห่มไปที่เตียงพ่อ…นั่นปะไร! พ่อยังนอนกรนเบาๆ อยู่ที่เตียงตามเดิม

ออกเดินทางหน้าจุฬาฯ ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ราวสามชั่วโมงก็ไปถึงเมืองแกลง แวะสักการะศาลสมเด็จกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือเรียกกันว่า “เสด็จเตี่ย” ท่านโปรดประทัดมากค่ะ คนไปจุดประทัดแก้บนเสียงเปรี้ยงปร้างเกือบตลอดเวลา

จากนั้นก็ไปชมป่าโกงกางที่มีสะพานไม้ให้เดินทอดน่องตามสบาย จนไปได้ครึ่งทางมีโกง กางสีทองเวิ้งว้างเหมือนทะเลต้นไม้ลิบลับ พ่อถ่ายรูปเยอะแยะ โดยเฉพาะหนูกับแม่กลายเป็นดาราหน้ากล้องไปเลย!

เสร็จจากอาหารกลางวันก็ไปเที่ยวบ้านจำรุง ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง จนได้กลายเป็นเครือข่ายองค์กรชุมนุมบ้านจำรุง พวกคุณป้าคุณย่าคุณยายในคณะเราเลือกซื้อผลิต ภัณฑ์ โดยเฉพาะหมวกสวยๆ เป็นที่ระลึกกันแทบทุกคนเลยค่ะ

จากนั้นก็ไปชมอนุสาวรีย์สุนทรภู่ ผีเสื้อสมุทรกลายเป็นดาราดวงเด่นเพราะรูปร่างปั้นไว้ใหญ่โตมากอยู่ด้านหน้า ไม่ว่าใครผ่านมาเห็นก็ต้องถ่ายรูปทุกคน ส่วนพระอภัย นางละเวง สินสมุทร สุดสาคร กับม้ามังกรก็น่ารักน่ามองค่ะ

ดาราที่ไม่มีใครมองข้ามคือชีเปลือยไงคะ!

ศิลปินเขาปั้นเอาไว้ไม่ผิดเพี้ยนจากจินตนาการที่ทุกๆ คนยังจำได้ดี นั่นคือ “หนวดถึงเข่า เคราถึงนม ผมถึงตีน”

นักท่องเที่ยวสาวๆ ชอบถ่ายคู่กับผีเสื้อสมุทรและชีเปลือย ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ค่ะ? หนูเห็นพ่อถ่ายรูปมหากวีสุนทรภู่ที่อยู่ด้านในไกลลิบ คงต้องซูมภาพกันน่าดูนะคะ งานนี้น่ะ

แดดร้อนมากเลยต้องเร่ไปตึกแถวที่ขายของฝาก …เสียงพูดแต่ว่าไม่ซื้อๆ ขี้เกียจหอบกลับบ้าน เอาจริงเข้าหิ้วถุงทุเรียนกวน ผลไม้กวนกันไหล่ลู่ตามๆ กัน บอกว่าอดไม่ได้ค่ะ

หลังอาหารค่ำก็ชวนกันไปถนนคนเดิน แทบไม่น่าเชื่อว่าเขาออกร้านรวงกันคึกคัก แถมมีดนตรีสุน ทราภรณ์วงใหญ่มาประเดิมอีกด้วย ถึงจังหวะเต้นรำสนุกๆ ก็มีหญิงชายออกไปวาดลวดลายกันเพลิด เพลิน ของกินของเล่นมากมายจนตาลาย น่าสนุกจนเดินหลั่งไหลไปตามกันไม่รู้เบื่อเลยค่ะ…

ตายจริง! หนูมัวแต่เพ้อเจ้อเรื่องท่องเที่ยว เดี๋ยวก็ลืมเล่าเรื่องขนหัวไปจนได้!

โรงแรมที่เราพักหรูหราอยู่ใจกลางเมือง ห้องพักก็แสนสะอาดและสุดสวย มีทั้งเตียงคู่และโซฟาริมหน้าต่าง หลังจากอาบน้ำจนสบายตัวแล้วหนูก็นอนเตียงเดียวกับแม่ ส่วนพ่อนอนเตียงติดๆ กัน ดับไฟจนมืดสลัว เหลือแต่แสงสว่างจากห้องน้ำที่แง้มประตูไว้เท่านั้น

ความที่เหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียมาทั้งวัน ทำให้หนูหลับผล็อยอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับแม่ ท่ามกลางแอร์เย็นฉ่ำกำลังสบาบ

แล้วใครที่ไหนดอดเข้ามาอาบน้ำในห้องเราล่ะ?

วูบหนึ่ง หนูขนลุกซ่าไปทั้งตัว เคยอ่านเรื่องผีที่เขาเจอแบบนี้แต่ไม่กล้าลุกไปดู จนมันเงียบไปเอง แต่คนใจถึงผลักประตูผางเข้าไปก็พบแต่ความว่างเปล่า แถมพื้นห้องน้ำยังแห้งผาก ไม่มีร่องรอยว่าใครเพิ่งจะมาอาบน้ำซู่ซ่าอยู่หยกๆ เลยแม้แต่น้อยนิด

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง อาจจะเป็นเพราะอยากรู้อยากเห็น หรือไม่ก็กลัวเสียจนไม่กล้า เกิดอาการบ้าบิ่น ค่อยๆ เลื่อนตัวออกจากผ้าห่ม ลงเตียงไปที่หน้าห้องน้ำ…เสียงซู่ซ่าเงียบหาย แต่หนูผลักประตูเปิดผางทันใด

คุณพระช่วย! ร่างชายซีดขาวเปล่าเปลือย ผ่ายผอมเหมือนมีแต่หนังหุ้มกระดูกกำลังยืนถือฝักบัวรดหัวที่มีผมขาวๆ ขึ้นหร็อมแหร็ม…หันขวับมาทางหนูแล้วแสยะยิ้มน่าสยอง

หนูได้ยินเสียงตัวเองร้องกรี๊ดๆ จนแสบแก้วหู ไฟสว่างพึ่บ พ่อแม่วิ่งเข้ามากอดและเขย่าตัว หนูร้องไห้โฮ…ยังสงสัยว่าทำไมถึงไม่สิ้นสติไปก็ไม่รู้ซีคะ…ขนหัวลุกค่ะ!

คืนเรียกผี

เหตุการณ์สยองขวัญเกิดขึ้นเมื่อดิฉันย้ายไปอยู่ราวเดือนเศษๆ ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับคนอื่นเท่าไหร่ นอกจากเด็กๆ รุ่นน้องที่เราสนิทสนมกันง่าย ตกเย็นโรงเรียนเลิกก็ออกมาวิ่งเล่นกันเกรียวกราว ดิฉันกลายเป็นหัวโจกของพวกเด็กๆ การเคหะไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

เรา เล่นไล่จับ วิ่งเปี้ยว มอญซ่อนผ้า ขี่ม้าส่งเมือง พวกเด็กผู้ชายก็เล่นหยอดหลุมทอยกองไปตามเรื่อง ตกค่ำถึงจะเข้าบ้านอาบน้ำกินข้าว ดูหนังสือหรือทำการบ้านก่อนเข้านอน

ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่หลับหรอกค่ะ เพราะเด็กๆ น่ะยังไม่มีปัญหารกสมองเหมือนพวกผู้ใหญ่ พอหัวถึงหมอนก็หลับสนิทเรียบร้อย

จนกระทั่งถึงคืนสยองขวัญ!!

คืน นั้น หลังจากอาบน้ำกินข้าวและท่องหนังสือก่อนสอบแล้ว ดิฉันก็เข้านอนตามปกติ…หลับสนิทตามเคยค่อนข้างยาว เพราะมารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตีสี่กว่าๆ แล้ว อันที่จริงก็ยังไม่ถึงเวลาตื่น แต่เกิดตาสว่างจนนอนไม่หลับ ตัดสินใจเปิดมุ้งลุกไปดูวิวที่หน้าต่างยามใกล้รุ่งเล่นเพลินๆ

เมื่อโตขึ้นก็ชอบอ่านเรื่องผี ดูทีวีที่เกี่ยวกับเรื่องผี ไม่ว่าจะเป็นหนังหรือรายการเขย่าขวัญต่างๆ ชนิดเรียกว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้เลยล่ะค่ะ

แหม! ไม่นึกว่าตัวเองจะต้องเจอะเจอกับเรื่องสยองขวัญเข้าเต็มเปานี่คะ!

แม้ว่าจะเป็นเหตุ การณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อราวสิบปีมาแล้ว แต่ภาพน่ากลัวสุดขีดที่ได้เห็นก็ยังติดหูติดตามาถึงทุกวันนี้

ตอนนั้นดิฉันอยู่ในวัยรุ่น มาอาศัยอยู่กับน้าที่การเคหะชุมชนธนบุรี เป็นบ้านชั้นเดียวที่เรียงรายยาวเหยียด พวกเราเรียกกันว่า “ยิงยาว” จนติดปาก ด้านหน้ามีต้นไม้ใหญ่และลานจอดรถกว้างขวาง บรรยากาศสงบสุข ไม่น่าจะมีเรื่องผีๆ สางๆ น่าขนหัวลุกหรอกค่ะ

แต่ที่ไหนได้ล่ะ…

ความรู้สึกเสียว สังหรณ์บางอย่างทำให้ดิฉันเย็นวูบที่ท้ายทอย แล่นวาบไปตามไขสันหลัง ขนลุกซ่าไปทั้งตัว…จนกระทั่งใกล้จะผ่านต้นมะม่วงหน้าบ้านอยู่รอมร่อ เขากลับวิ่งเลี้ยวเข้าไปหาช้าๆ

คุณพระช่วย! นั่นเกิดนรกจกเปรตอะไรขึ้นมา?

ตรงโคนต้นนั้นน้าชายดิฉันลงแปลงดอกไม้เล็กๆ ล้อมรอบไว้ แต่ชายประหลาดกลับวิ่งย่ำไปโดยไม่แยแส…ไม่แต่เท่านั้น ร่างกำยำยังวิ่งเข้าหาโคนต้นไม้ แล้วทะลุหายเข้าไปต่อหน้าต่อตาดิฉันในบัดดล!

คุณพระคุณเจ้าโปรดช่วยด้วยเถิด! ดิฉันรู้สึก เหมือนมีดาวนับล้านๆ ดวงกำลังแตกกระจายเต็มหน้า สีเขียวๆ แดงๆ ทำให้ม่านตาลายพร่า แก้วหูลั่นเปรี๊ยะๆ เพราะเสียงหวีดร้องของตัวเอง ก่อนที่สรรพสิ่งจะวูบวับดับหายไปจากความทรงจำ

ดาวเกลื่อนฟ้าจนมองเห็นลานกว้างด้านหน้า ดูเงียบเชียบเยือกเย็นเหมือนโลกร้าง…จนกระทั่งเหลือบไปเห็นชายคนนั้นเข้าพอดี!

ร่าง ใหญ่กำยำในชุดวอร์์มกำลังวิ่งเหยาะๆ ผ่านหน้าบ้านไป มีฮู้ดคลุมหัวเหมือนนักกีฬา หรืออาจจะเป็นนักมวยในละแวกนั้นที่มาออกกำลังก็เป็นได้ แต่รู้สึกว่าท่าทางออกจะแข็งๆ เหมือนหุ่นยนต์มากกว่าคนธรรมดา

เขาวิ่งไปจนสุดทางแล้วอ้อมกลับมาอีกครั้ง…

ใกล้เข้ามา…ใกล้เข้ามาทุกที!

ดิฉัน นึกเอะใจยังไงไม่รู้เมื่อดูคล้ายเขาไร้ศีรษะ หรืออาจจะเป็นเพราะก้มหน้าก็เป็นได้ แต่ท่าทางวิ่งของชายนั้นก็ดูขัดตาพิลึก เพราะคนเราทั่วๆ ไปต้องแกว่งแขนเวลาวิ่งใช่ไหมคะ แม้ว่าจะงอแขนทั้งสองข้างก็เถอะ แต่ทำไมสองแขนเขาดูแข็งทื่อ แนบชิดกับลำตัวอยู่ตลอดเวลาก็ไม่ทราบ

มารู้สึกตัวอีกทีก็เห็นใบหน้าของน้าชายกับน้าสะใภ้กำลังมองดูด้วยความห่วงใย ได้กลิ่นยาหม่องอวลซ่าน มีเสียงปลอบโยนแว่วๆ ว่าไม่มีอะไร…ไม่เป็นอะไรแล้ว…แต่ดิฉันน่ะปล่อยโฮออกมาด้วยความอัดอั้น ใจสุดขีดเลยค่ะ

ไม่มีใครรู้สาเหตุว่าผีตนนั้นมาจากไหน แต่ดิฉันไม่ยอมโผล่หน้าต่างออกไปดูอะไรตอนกลางค่ำกลางคืนอีกเลยค่ะ! บรื๋ออออ….

วิญญาณร่อนเร่

เมื่ออาทิตย์ก่อนไปเยี่ยมญาติที่พิษณุโลกเสียหลายวัน ถามข่าวคราวถึงพี่น้องที่บางระกำว่าจะทนทานไปได้แค่ไหน? คนเราจะเห็นใจกันก็ในยามทุกข์ยากเดือดร้อนแบบนี้ล่ะค่ะ ช่วยอะไรไม่ได้ก็ปลอบอกปลอบใจกันไปตามเพลง

กลับบ้านคืนแรกก็เจอดีเลยเชียว!

วัน นั้นฟ้าครึ้มทั้งวันแต่ไม่มีฝน พวกลูกๆ หลานๆ ป้าได้รับของฝากจากเมืองสองแควแล้วก็หายเงียบ อยู่ข้างบน ป้าอาบน้ำกินข้าวว่าจะเข้าไปเอนหลังเสียหน่อย ราวสองทุ่มกว่าๆ ก็ได้ยินเสียงเรียกป้าแย้ม…ป้าแย้ม…มาจากหน้าต่าง

ได้ยินเสียงก็ จำได้ว่าเป็น แม่แตง คนในซอย เป็นม่ายผัวตายตั้งแต่อายุสี่สิบต้นๆ แต่แกก็ขยันทำมาหากินเลี้ยงลูกชายสองคน กลางวันขี่จักรยานส่งขนมปัง หรือเรียกกันโก้ๆ ว่า “เอเยนต์เบเกอรี่” ตอนบ่ายเดินโพยหวย ตกค่ำออกตามขาไพ่ถ้ามากันไม่ครบสำหรับไพ่ตอง หรือน้อยคนเกินไปสำหรับวงผสมสิบกับป๊อกเด้ง

ไหนจะปั่นรถไปซื้ออาหารมา เลี้ยงพวกขาไพ่อีกล่ะ อย่างก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ หรือราดหน้า ผัดซีอิ๊ว …ขาดขา (ไพ่) จริงๆ แม่แตงก็ต้องลง “คันขา” ไม่งั้นไม่ครบองค์ประชุมเจ้าค่ะ

น้ำท่วมบ้านถึงชั้นสอง หลายๆ หลังอยู่ที่ลุ่มหน่อยก็ถึงกับเกือบมิดหลังคา ข้าวของพินาศวอด วายไปกับสายน้ำ ไร่นาล่มจมถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวไปตามๆ กัน ต้องออกมานอนเรียงรายตามข้างถนนเป็นคนจรจัด! ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะช่วยเหลือหรือแก้ไขเยียวยายังไงมั่ง?

ข้อสำคัญจงอย่าลืมผู้คนทุกข์ยาก แสนจะลำเค็ญสุดๆ ก็แล้วกัน เจ้าประคุณเอ๋ย!

จะว่ารอดตัวเพราะมาอยู่ตลิ่งชันก็พูดไม่ได้เต็มปาก ไม่รู้ว่าน้ำเหนือ จะไหลบ่าเข้ามาถล่มกรุงเทพฯ เมื่อไหร่? ยิ่งแถวเหนือขึ้นไปมีฝนตกกระหน่ำทั้งวันทั้งคืน จนเขื่อนเจ้าพระยา รับน้ำไม่ไหว คนปากน้ำโพอ้อนวอนให้ปล่อยน้ำ แต่คนอยุธยาขอให้กักกันไว้ก่อนซักครึ่งนางกลางเดือน จะได้เก็บเกี่ยวข้าวกล้าได้ทันการณ์

แต่พระพิรุณท่านซ้ำเติมจนทางเขื่อนก็สุดทน ต้องพร่องน้ำลงมาจนได้แหละคุณ

ในยามเดือดร้อนกันแทบทุกหัวระแหงแบบนี้ ผีสางอีนางโกงก็คงจะอดอยากปากหมองเพราะไม่ มีใครทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ เลยออกมาเพ่น พ่านขอส่วนบุญ แต่ผู้คนเห็นเข้าก็อกสั่นขวัญแขวน บอกว่าโดนผีหลอกจนขนหัวลุกไปตามๆ กัน

ป้าเองก็โดนเข้าจังเบอร์เลยค่ะ!

 

ร่างผอมดำ ผมตัดสั้นเป็นกระเซิง ดูแข็งแรงเกินตัว ไม่ว่าใครก็เวทนาแม่ม่ายตัวคนเดียวที่ต้องเลี้ยงลูกกำลังกินกำลังนอน และเรียนหนังสือถึงสองคนกันทั้งนั้น…ขนาดป้าว่าจะเอนหลังเสียหน่อยก็ยังอด ตามแกไปบ้านแม่ระเบียบที่เขาติดบ่อนป๊อกเด้งไม่ได้

อ้อ! ต้องมาเรียกขานกันเบาๆ แล้วตามกันไปเงียบๆ ด้วยนะคะ เพราะพวกลูกหลานป้ามันคอยห้ามปราม หรือไม่ก็กระแหนะกระแหน ไม่อยากให้ไปเล่นไพ่ดึกๆ ดื่นๆ อดตาหลับขับตานอน เดี๋ยวก็จะเป็นลมเป็นแล้งไป แต่ป้าก็ทำเสียงแข็งว่าเรื่องของฉัน ทำงานงกๆ มาแต่สาวยันแก่แล้ว ก็อยากจะหาความสุขก่อนตายให้ตัวเองมั่ง!

ที่จริงป้าชอบไพ่ตองมากกว่า มันสุขุมนุ่มนวล ดี ไม่ต้องรีบล่กๆ ตาหูเหลือกเหมือนผสมสิบหรือป๊อกเด้ง เสียแต่ขาไพ่ตองมักเป็นคนแก่ขนาด 70-80 ขึ้นทั้งนั้น ค่อยๆ ทยอยอำลาไปเกิด ใหม่ แทบจะหาคนเล่นให้ครบ 7 คนได้ยากเย็นเต็มที

ป๊อกเด้งก็ป๊อกเด้ง เดี๋ยวก็ 2 เด้ง 3 เด้ง…จะเด้งเขาหรือเด้งเราก็วัดดวงดูแล้วกัน

ขึ้นบันไดไปบนบ้านแม่ระเบียบ มีรั้วรอบขอบชิด หมาเห่าเบาๆ ตามประสาหมาปากเปราะแม้ว่าจะคุ้นเคยกันดี เจอะเจอขาไพ่ 3-4 คน ก็ไม่แปลกใจอะไรเพราะแม่แตงบอกว่าจะไปตามขาไพ่อีก 2-3 คน มาเพิ่มเติมให้ครึกครื้นหน่อย ก่อนจะแยกกันที่หน้าประตู

พี่ทองทิพย์ เท้าแชร์ประจำซอย แม่ถวิล แม่ชื่น กลับล้อมวงอยู่บนเสื่อกับเจ้าของบ้าน ถามไถ่กันว่าป้าหายไปไหนมาหลายวัน? ได้ข่าวว่าไปเยี่ยมญาติโดนน้ำท่วมต่างจังหวัด…อ้อ! แล้วนี่ป้ากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่? ทำไมถึงรู้ว่าพวกเรากำลังรอขาอยู่พอดี?

“แม่แตงไปตามน่ะซี” ป้าตอบไปตามตรง “เพิ่งแยกกันที่หน้าบ้านเมื่อตะกี้…”

เสียงวี้ดว้ายดังระงม ทุกคนผงะหน้าเบิกตากว้าง แม่ชื่นยกมือปิดปาก เบิกตาโพลง ส่วนพี่ทองทิพย์อ้าปากค้าง แม่ถวิลเรอเอิ๊กเหมือนจะเป็นลม แม่ระเบียบเจ้าของบ้านครางเบาๆ ว่า…ยายแตงเป็นลมตายเมื่อตอนเย็นนี้เอง ตอนนี้ศพยังอยู่ที่วัด! โอย…

บ่อนป๊อกเด้งยังปิดเงียบเชียบมาจนเดี๋ยวนี้…แต่ป้าน่ะเข็ดเรื่องเล่นไพ่ไปจนตายเลยค่ะ กลัวจะมีผีมาตามเข้าบ่อนน่ะซีคะ! บรื๊ออออ….

ไปสู่ความหลัง

 

เมื่อเดือนก่อนผมพาลูกหลานเป็นโขยงไปเยี่ยมบ้าน ได้ข่าวว่าตากรายเป็นโรคปอดตาย เพิ่งเผาไปเมื่อวันก่อนนี่เอง…นึกถึงแล้วใจหายเหมือนกัน เพราะจำได้ว่าสมัยเด็กๆ ชอบฟังนิทานของแก ไม่ว่าเรื่องตลก เรื่องผี เรื่องเพลงพื้นเมืองโด่งดังประจำจังหวัด “เพลงอีแซว” ไงล่ะครับ ตากรายแกเล่าได้สนุกสนานดีนัก

ชื่อแกก็คล้ายกับ “พ่อกร่าย” พ่อเพลงรุ่นพ่อไสว พ่อบัวเผื่อน พ่อโปรย…ตากรายบอกว่าแต่ก่อนเพลงอีแซวที่พ่อไสวสันนิษฐานว่าคงจะมาจากการ “ร้องแซวกันทั้งคืน” แต่เดิมขึ้นต้นว่า…ตั้งวงไว้เผื่อ ปูเสื่อไว้ท่า เอย…จะให้วงฉันราซะแล้วทำไม เอย…

ตากร่ายเป็นคนทำให้มีการเปลี่ยนคำขึ้นต้นเป็น…เอ้ามาเถอะหนากระไรแม่มา… แล้วแตกช่อต่อดอกไปตามใจชอบ เช่น แม่คุณอย่าช้านะแม่หน้านวลใย, แม่จะมัวชักช้าอยู่ทำไม

จนกระทั่งเอามาเล่นมุขโลดโผน เช่น ไหนๆ พี่ก็มาหาถึงที่ แล้วน้องจะมัวยืนคลำเก้าอี้อยู่ทำไม? เพื่อเรียกเสียงฮาจากท่านผู้ชม

อาศัยว่าบ้านเดิมอยู่ใกล้ๆ แค่นี้ รถแล่นสองชั่วโมงจนเหลือแค่ชั่วโมงกว่าก็ถึงแล้ว ผมเลยไปเยี่ยมบ้านบ่อย อย่างน้อยก็เดือนละครั้งให้พ่อแม่ชื่นใจ ไหนจะได้เจอะเจอเพื่อนฝูงทั้งหญิงและชายที่เติบโตมาด้วยกัน พูดคุยกันถึงความหลังตั้งแต่สมัยเด็ก จนแตกหนุ่มแตกสาว มีผัวมีเมีย ลูกเต้าเป็นพรวนไปหมดแล้ว

นอกจากนั้น ยังมีญาติมิตรกับคนอื่นๆ ที่เราเรียกขานกันว่า “พวกบ้าน” สำเนียงสุพรรณเซ็งแซ่ไปหมด คนกรุงเทพฯ เขาว่าพวกเราพูดเหน่อ แต่คนเก่าแก่บ้านผมกลับออกปากว่า…กรุงเทพฯ ก็อยู่ไม่ไกล ทำไมคนที่นั่นมันถึง “พูดเยื้อง” กันทุกคนเลยวะ ไอ้หม่า?

“พูดเยื้อง” ก็หมายถึง “พูดเหน่อ” นั่นแหละครับ

จำได้ว่าแม่เพลงดังๆ รุ่นนั้นก็มีแม่ตลุ่ม แม่บัวผัน ลงมาถึงแม่ขวัญจิตที่เล่นอีแซวมาตั้งแต่เด็ก จนโด่งดังได้เป็นศิลปินแห่งชาติแบบแม่บัวผัน เดี๋ยวนี้ก็ปาเข้าไปหกสิบกว่าแล้ว แต่ยังมีชื่อเสียงไม่ลดราลงไปเลย

“เอย…เขาว่าคนเราเกิดมาย่อมจะมีขันธ์ 5 ไม่ว่าทั้งหญิงทั้งชาย หนุ่มตายก่อนแก่ แก่ตายก่อนหนุ่ม เขาตายกันเสียออกกลุ้มเอ็งรู้ไหม เขาเวียนเจ็บเวียนไข้เวียนตายเวียนเกิด เอากำหนัดมากำเนิดแต่ไหน เราเวียนเจ็บไข้ในวัฏสงสาร ชีวิตของเรามันจะนานไปซักแค่ไหน เอ็งจะหลงระเริงเพลิงมันจะเผา ชีวิตเอ็งจะเข้ากองไฟ เอ่ชา…”

ผมกระเดือกน้ำลายลงคอยากเย็น สายลมพัดผ่านยอดไม้ร่มครึ้มอยู่ในแสงจันทร์เหมือนจะโบกสะบัดเอาเสียงเพลง พื้นเมืองเก่าแก่ที่ซึมซับไว้หลายสิบปี ให้ล่องลอยออกมาขับกล่อมผู้คนในยามราตรีอันเยือกเย็นจับใจ!

เสียงพ่อเพลงตอบโต้ ผสมผสานกับเสียงคอสอง คอสาม ร้องขัดเข้าจังหวะ ดังกระท่อนกระแท่นเต็มที ไม่ชัดเจนเหมือนเสียงแม่เพลงเก่าแก่ ถ้าจำไม่ผิดก็คือแม่ตลุ่ม คู่ปรับตัวลือของพ่อกร่าย

คืนนั้นผมแยกย้ายจากเพื่อนฝูงเก่าๆ ที่ร้านในตลาดกลับบ้าน แสงจันทร์ขาวนวลอย่างที่เขาเรียกว่า “แทบจะจับมดได้” มาถึงบ้าน ลมเย็นฉ่ำพัดโชยไม่ขาดสายทำให้อาการมึนนิดๆ แทบจะหายไปจนหมดสิ้น ขณะที่เสียงอะไรคุ้นๆ หูดังล่องลอยมาตามลม…

เสียงเพลงพื้นบ้านแน่ๆ แต่แทนที่จะเป็นอีแซว กลับเป็นเพลงฉ่อยที่ไม่มีรำมะนา แต่เป็นเสียงกลองสองหน้า ฉิ่ง กรับและการตบมือให้จังหวะครึกครื้น

คุณพระช่วย! เสียงแม่บัวผันครับ สุดยอดแม่เพลงอีแซวแห่งเมืองสุพรรณบุรี!

“เอย…เอ็งมีเงินกี่กอง มีทองกี่หาบ มาถึงก็จะคาบเม็ดใน เอ่ชา…”

เสียงแม่บัวผันดังขึ้นชัดเจนอีกครั้ง สำเนียงละห้อยหวนคล้ายจะกล่าวคำอำลาอยู่ในที…

“วิสัยไก่ดีมันต้องตีกันด้วยแข้ง ถ้าเพลงดีว่า แดงค่อยกันไม่ได้…เราว่ากันพอนวลๆ พอหอมหวนปลายหู ผู้คนเขาก็ดูกันได้ เอ่ชา…”

ผมยืนนิ่งงันอยู่ที่ระเบียงบ้านเหมือนกลายเป็นรูปปั้น สายลมเย็นยะเยือกหอบเอาเสียงเพลงและเสียงดนตรีคึกคักระคนกับเสียงหัวเราะ เฮฮา ล่องลอยไปกับสายลมยามดึกเหมือนการทักทายของอดีตกาลไม่ผิดเลย…

ขอยืนยันว่าไม่ได้หวาดกลัวต่อเสียงเพลงเก่าๆ เหล่านั้นหรอกครับ ตรงกันข้าม กลับซาบซึ้งต่อเสียงเพลงแห่งความหลังสมัยเด็กและวัยหนุ่มด้วยซ้ำ แต่ทำไมขนหัวลุกก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ!

ทะเลกลืนศพ

วันเกิดเหตุ เรากำลังเล่นน้ำตอนเย็นอยู่ดีๆ ท่ามกลางผู้คนหนาตาในวันอาทิตย์ จู่ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงหวีดร้องแสบแก้วหู ผมหันขวับไปดูก็เห็นสาววัยรุ่นคนหนึ่งหน้าตาตื่น ลุยน้ำพรวดๆ ขึ้นฝั่งได้ก็ร้องไห้โฮ

“มีคนมาฉุดขาฉันจริงๆ” เธอร้องกระหืดกระหอบปนสะอื้น หันไปชี้มือบริเวณที่เธอเพิ่งหนีมาหยกๆ “นั่นไง! ผู้หญิงผมยาวใส่เสื้อแดงนั่นแหละ ที่ฉุดขาฉันจนแทบจะจมน้ำตายเมื่อตะกี้นี้เอง”

คนอื่นๆ ทำหน้าตางุนงงไปตามๆ กัน เพราะไม่มีใครเห็นผู้หญิงผมยาวเสื้อแดงในน้ำ…ผมเองก็ไม่เห็นหรอกครับ แต่รีบเผ่นขึ้นจากน้ำพร้อมกับเพื่อนๆ เพราะยังจำภาพผู้หญิงผมยาวใส่เสื้อแดงที่จมน้ำตายวันก่อนได้ติดหูติดตา

ปัจจุบันนี้กลายเป็นสวนสาธารณะที่เปิด-ปิดเป็นเวลา และห้ามคนลงไปเล่นน้ำเด็ดขาด แต่เรื่องเก่าๆ น่าขนหัวลุกก็ยังคงเล่าสู่กันฟังมาจนถึงทุกวันนี้!

ชาวบ้านเรียกว่า หนองปรือ มาแต่สมัยปู่ย่าตายาย ลือกันว่าผีดุชะมัดยาด!

สาเหตุเพราะมีเด็กๆ กับพวกหนุ่มสาวชอบลงไปเล่นน้ำกันสนุกครึกครื้น จนเกิดอุบัติเหตุเกือบจมน้ำตาย คนชะตาขาดก็ตายไปเลยปีละหลายคน แต่ไม่ค่อยมีใครหวาดกลัวนัก

เขาว่าผีจมน้ำตายเป็นผีตายโหงที่เฮี้ยนสุดๆ

ลองคิดดูก็เห็นจริงนะครับ เพราะผีอยู่ใต้น้ำน่ะเรามองเห็นเสียเมื่อไหร่ล่ะ? ขณะเล่นน้ำเพลินๆ อาจจะมีสายตาเขียวปัดหรือแดงก่ำ จ้องมองอย่างมุ่งร้ายหมายขวัญอยู่ใต้น้ำ ใกล้เข้ามา…ใกล้เข้ามาทุกที! พอได้จังหวะก็คว้าหมับเข้าที่ท่อนขา ฉุดวูบจมดิ่งลงไปในน้ำลึก

แค่คิดว่ามีอะไรเย็นๆ ลื่นๆ มาพันแข้งพันขา มองก็ไม่เห็น ผมว่าใครโดนเข้าก็ขนหัวลุกแล้วละครับ! อึ๋ยยย….

บางวันมีพวกนักเรียนแถวดอนเมือง แห่กันมาเล่นน้ำทั้งผู้หญิงผู้ชาย ที่เรารู้ก็เพราะเห็นเขาใส่ช็อปของสถาบัน พวกเรารุ่นเด็กกว่าเล่นน้ำจนเหนื่อยก็ขึ้นมาหาซื้อขนม น้ำส้มน้ำหวานจากแม่ค้ารถเข็นริมทะเลสาบนั่นเอง

สิ่งที่สะดุดตาพวกเราก็คือศาลเล็กๆ หลายศาลตั้งอยู่รอบตลิ่ง เป็นสิ่งยืนยันว่ามีคนจมน้ำตายไปมากน้อยขนาดไหน!

คือมีคนตายเมื่อไหร่พวกญาติๆ ก็จะตั้งศาลให้เมื่อนั้น เชื่อว่าวิญญาณจะได้มีที่อยู่อาศัย ไม่ต้องกลายเป็นผีไม่มีศาล หรือไม่ต้องดักดานอยู่ใต้น้ำเย็นยะเยือกไปตลอดกาล

พวกผู้ใหญ่เขาว่าผีมาเอาวิญญาณไป อยู่เป็นเพื่อนบ้าง หรือทำให้คนอื่นจมน้ำตายตัวเองจะได้ไปผุดไปเกิดบ้าง…แต่เราคิดว่าผู้ใหญ่ แค่ขู่ ไม่อยากให้เราไปเล่นน้ำกันเท่านั้นเอง

เด็กๆ หัวอ่อนยังพอจะหลอกได้ แต่พวกทโมนไพรอย่างพวกผมไม่กลัวเลย เพราะเรายกโขยงกันไปเล่นน้ำคราวละ 5-6 คนเป็นอย่างต่ำ

อ้อ! เลือกลงน้ำแถวหน้าวัดนะครับ เพราะมันตื้นดี!

เอ…วิญญาณมาอยู่ที่ศาลแล้วยังมีผีที่ไหนมาคอยฉุดขาคนอยู่ใต้น้ำล่ะ? เป็นงงแฮะ

วันหนึ่งก็เห็นเหตุการณ์ตื่นเต้น น่าขนหัวลุกเข้าพอดี!

พวกเรายกโขยงไปเล่นน้ำตรงจุดเดิม พวกนักเรียนวัยรุ่นก็เล่นน้ำถัดออกไป เขาคงไม่รู้มั้งว่าตรงนั้นน้ำลึก หรือไม่ก็ว่ายน้ำกันแข็งทุกคนแล้ว

ทันใดนั้นก็มีเสียงผู้หญิงร้องตะโกนขึ้นว่า…ช่วยด้วยๆ เราหันไปดูก็เห็นพวกวัยรุ่นหัวเราะเฮฮากัน ตอนแรกนึกว่าล้อกันเล่น แต่อีกครู่เดียวก็ร้องเอะอะโวยวายกันยกใหญ่…ผู้หญิงจมน้ำ!!

เอาละซี! รีบดำผุดดำว่ายกันหูตาเหลือก มีผู้หญิงสองคนรีบขึ้นจากน้ำ ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ พร่ำแต่ว่า…นึกว่าล้อเล่น! โธ่…จมน้ำจริงๆ ด้วย

ตอนแรกยังงมศพไม่พบ แม่ค้าแนะนำให้จุดธูปบอกเจ้าที่ พวกวัยรุ่นก็ทำตามก่อนจะดำน้ำงมหาเพื่อนอีกครั้ง

คราวนี้พบครับ! คนหนึ่งโผล่โพล่งขึ้นมาตะโกนว่าเจอแล้วๆ ปรากฏว่าคนตายเกาะเสาไม้ไผ่ใต้น้ำเอาไว้แน่น พวกผู้ชายช่วยกันลงไปดึงร่างที่กลายเป็นศพขึ้นมาทุลักทุเล พวกเพื่อนผู้หญิงร้องไห้โฮไปตามๆ กัน…สายลมคร่ำครวญเยือกเย็นกับระลอกคลื่นน่าขนหัวลุก

สาวเคราะห์ร้ายนุ่งกางเกงยีนส์ สวมเสื้อสีแดง ผมยาวชุ่มโชก…ผมกับเพื่อนๆ รีบวิ่งกลับบ้านใกล้ๆ ทันที พวกเราเลิกไปเล่นน้ำหลายวัน แต่ไม่ช้าก็เข้ารอยเดิมจนได้!

ต้นไม้ผีสิง

ป้ามีลูกชายสองคนกำลังเรียนมหาวิทยาลัย นิสัยดีทั้งคู่ ไม่ชอบเที่ยวเตร่ นอกจากดูหนังสือหรือเล่นเกมเล่นเน็ตอยู่ในห้อง

นักเรียนม.4 อย่างหนูก็ได้อาศัยพี่เอกับพี่บีนี่แหละค่ะ ที่ช่วยให้คำแนะนำเรื่องการเรียน และคงจะช่วยติวให้ไปอีกนานเชียวล่ะ ถ้าหนูอยู่บ้านนี้ไปนานๆ

ทราบว่าคุณลุงที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นานด้วยโรคหัวใจเป็นคนรักต้นไม้ ทั้งไม้ดอกและไม้ใบ ท่านปลูกไว้เต็มแทบรอบๆ บ้านเลยค่ะ หนูรู้จักแต่พวกมะค่า มะยม ทับทิม กับมะลิ กุหลาบ มหาหงส์ วาสนา กับอัญชัน บานเช้าและบานเย็นที่ดูเหมือนว่าจะขึ้นเองตามที่ว่างๆ

อ้อ! ที่ริมรั้วมีต้นจำปีสูงมากจนต้องแหงนคอตั้งบ่า หนูว่าคงจะสูงกว่าหลังคาตึกสองชั้นแน่ๆ ใครจะมีปัญญาปีนป่ายขึ้นไปเก็บดอกสวยๆ และหอมกรุ่นของมันล่ะคะ?

มีมิตรร้อยคนยังนับว่าน้อยไป มีศัตรูคนเดียวถือว่ามากไป!

หนูได้รับคำชมเชยว่ามีน้ำใจ แถมเก่งที่กล้าปีนป่ายขึ้นต้นไม้สูงๆ ได้ด้วย พอดีสาวๆ ที่วิ่งหนีตอนแรกย้อนกลับมาดู หนูก็เลยแจกดอกจำปีที่เหลือให้จนหมด ถามว่าพี่ๆ วิ่งหนีอะไรกันคะ แถมร้องจนหนูตกใจหวิดตกจากต้นจำปี

ตอนนี้เองค่ะ ที่หนูได้รับฟังเรื่องราวน่าขนหัวลุก!

ลำดวนเคยเป็นสาวใช้ของบ้านป้านวลมาหลายปี แต่แล้วก็เกิดท้องไม่มีพ่อขึ้นมา ป้านวลปลอบใจว่าไม่เป็น ไรหรอก ไหนๆ เรื่องก็ล่วงเลยมาถึงป่านนี้แล้ว ออกลูกออกเต้าที่นี่แหละ แล้วจะช่วยเลี้ยงดูให้…ขออย่างเดียวอย่าไปทำแท้ง ก่อเวรสร้างกรรมฆ่าเด็กก็แล้วกัน

แต่ลำดวนคิดสั้น ใช้บันไดปีนขึ้นไปผูกคอตายในตอนดึกที่จำปีต้นนั้นเอง!

ข่าวคราวว่าผีลำดวนดุร้ายนัก เพราะเป็นผีตายท้องกลมก็ร่ำลือไปทั้งซอย เดี๋ยวคนนั้นมองเห็นบนต้นจำปี เดี๋ยวคนนี้มองเห็นร่างห้อยต่องแต่งน่าสยดสยอง…ช่วงหลังๆ ซาไปแต่เมื่อพวกสาวๆ กลุ่มนั้นเกิดแหงนหน้าขึ้นมาเห็นหนูเข้าก็เลยตกใจนึกว่าโดนผีหลอก ถึงได้หวีดร้องโหยหวน วิ่งกระเจิงจนผ้าผ่อนแทบจะหลุดไปตามๆ กัน

พวกสาวๆ ที่เคยมาด้อมๆ มองๆ ก็ซาไป บางคนบอกว่าจะไปขอป้านวลโดยใช้ไม้สอยเอา แต่เมื่อนึกถึงปีศาจดุร้ายที่สิงสู่อยู่ก็อ่อนอกอ่อนใจไปเอง
บางวันหนูเห็นพวกสาวๆ ในซอยเดินผ่านไปมา แทบทุกคนจะชะเง้อมองดอกขาวๆ ของมันอย่างเสียดมเสียดายทั้งนั้น…แหม! ถ้าต้นไม่สูงนักหนูคงจะปีนป่ายขึ้นไปเก็บมาแจกจ่ายให้พวกเธอหรอกค่ะ

อ้าว? ใกล้ๆ กำแพงรั้วนั้นมีบันไดไม้เตี้ยๆ ราว 5-6 ขั้นวางทิ้งจมพงหญ้า…ที่แท้ก็เป็นบันไดพาดต้นไม้นั่นเอง รูปสี่เหลี่ยมคางหมู หนูเลยลองเอามาพาดที่ต้นจำปี… พอดีเลยค่ะ

เย็นนั้น จากบันไดขั้นบนสุด หนูก็ปีนป่ายไปตามกิ่งก้านอื่นๆ อย่างคล่องแคล่วตามประสาเด็กบ้านนอก จัดแจงเด็ดจำปีดอกสวยๆ หอมกรุ่นใส่กระเป๋าเสื้อ…มองลงไปเห็นพวกสาวๆ เดินผ่านมาแล้วชี้ชวนกันให้ดูดอกจำปีขาวสล้างแทบเต็มต้น แน่ล่ะว่าอยากได้กันทุกคน!

จู่ๆ เสียงวี้ดว้ายจากสาวๆ ราว 4-5 คนก็ดังลั่นเข้าหู จนหนูหวิดร่วงจากกิ่งใหญ่ด้วยอารามตกใจ มองเห็นสาวๆ พวกนั้นวิ่งกระเจิงเหมือนมดแดงแตกรัง เล่นเอาหนูชักใจคอไม่ค่อยดีเพราะตอนนั้นเย็นมากแล้ว…

หลังจากค่อยๆ ไต่ลงบันไดมาถึงพื้นดิน เดินไปที่ประตูด้วยความสงสัยว่าพวกสาวๆ รุ่นพี่ตกใจเรื่องอะไรกัน? เห็นพวกคุณน้าคุณป้า 2-3 คนผ่านมาหนูก็ล้วงดอกจำปีส่งให้ บอกว่าเพิ่งขึ้นไปเก็บมาหยกๆ แม่สอนว่าคนเราควรมีน้ำใจกับคนอื่นบ่อยๆ ค่ะ
“ป่านนี้วิญญาณเธอคงไปผุดไปเกิดแล้วค่ะ” หนูบอกกับทุกๆ คน ใจจริงไม่เชื่อว่าจะมีภูตผีสิงต้นไม้ในบ้านอยู่จนป่านนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นผีผูกคอตายก็เถอะ เผลอๆ คนที่บอกว่าโดนผีหลอกอาจจะอุปาทานไปเอง จนเกิดตาฝาดก็เป็นได้

เย็นนั้น หนูลงไปเดินเล่นที่สนาม หรือจะเรียกว่าสวนดอกไม้ร่มรื่นน่าสบายใจก็ยังได้ เห็นผู้คนเดินผ่านไปมา หลายๆ คนหันมามอง ชี้มาที่หนูแล้วหัวเราะกันคิกคัก พอจะเดาได้ว่าเขาคงพูดกันถึงเรื่องที่หนูขึ้นไปเก็บดอกจำปีวันก่อน

แหม! แหงนหน้ามองเห็นดอกขาวสะพรั่ง แทบจะได้กลิ่นติดจมูกแน่ะค่ะ…หนูตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไต่บันได ปีนต้นขึ้นไปเก็บดอกจำปีมาดอมดมให้ชื่นใจ…

ก้าวขึ้นบันไดแค่ 2-3 ขั้นก็ต้องหยุดชะงัก เพราะแดดครึ้มลงกะทันหัน ยอดไม้ไหวซ่าน่าเอะใจ หนูแหงนหน้าขึ้นมองก็ต้องชาวาบไปทั้งตัว เมื่อเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งสวมเสื้อยืดนุ่งกางเกงขาสั้นนั่งแกว่งขาอยู่บนกิ่ง ใหญ่ กำลังก้มหน้าลงมามองยิ้มๆ

แม้จะไม่เป็นร่างภูตผีน่ากลัว แต่หนูก็รู้อยู่เต็มอกว่าผู้หญิงนั่นคือใคร…มืออ่อนจนปล่อยขั้นบันไดหล่น ตุ๊บลงดิน…ตั้งแต่นั้นมาหนูก็เลิกสนใจจำปีผีสิงต้นนั้นไปเลยค่ะ!

ผีฟ้า

Ghost
พี่ฟ้าช่างคิดช่างฝัน ชอบมองดูต้นลั่นทมใหญ่หน้าบ้าน มีกิ่งก้านมากมาย เวลาออกดอกสีแดงหอมฟุ้ง… เขาว่าไม่ควรปลูกในบ้าน เพราะชื่อลั่นทมคล้ายๆ กับ “ระทม” ควรปลูกในวัดมากกว่า แต่พ่อแม่พี่ฟ้าไม่ถือค่ะ ปลูกทั้งมะม่วง ขนุน มะตูม ปีบ ลิ้นฟ้า ตีนเป็ด ทับทิมและวาสนา…ปะปนกันไปหมด

พวกสาวๆ ในหมู่บ้านก็ชอบมาขอเก็บลั่นทมบ่อยๆ พี่ฟ้าไม่หวงเลย บอกให้เก็บตามสบาย เคยบอกหนูด้วยว่า…อยากขึ้นไปนั่งบนกิ่งลั่นทมสูงๆ มองดูดาว คิดว่านั่งอยู่ที่กิ่งจันทร์ตามใจฝันไงคะ!

ตอนโรงเรียนปิดเทอมตุลาคม พี่ฟ้าขออนุญาตพ่อแม่ไปเที่ยวหัวหินกับเพื่อนๆ น่าอิจฉาจังเลย… หนูอยากไปเที่ยวมั่งแต่พ่อแม่ไม่ว่าง และไม่ยอมให้ไปกับเพื่อนๆ ค่ะ

คืนแรกที่พี่ฟ้าไปหัวหิน หนูก็ฝันถึงเธอ…

ในฝันนั้น พี่ฟ้ากำลังเล่นน้ำทะเลกับเพื่อนๆ แถมโบกมือให้ด้วย เสียงคลื่นซัดหาดกับเสียงหัวเราะเริงร่าของพวกสาวๆ รุ่นพี่ ทำให้หนูอยากจะโผลงน้ำ แหวก ว่ายให้ชื่นฉ่ำใจจริงๆ ค่ะ

สงสัยว่าจิตใจของเราคงจะผูกพันกันมาก เหมือนเครื่องส่งกับเครื่องรับ เพียงแต่หนูไม่รู้ว่าใครเป็นคนส่งคนรับกันแน่…คงเป็นเพราะหนูคิดถึงเธอพอๆ กับพี่ฟ้าคิดถึงหนูก็ได้ค่ะ

คืนต่อมาหนูก็ฝันถึงพี่ฟ้าอีกนะคะ!

คราวนี้ไม่ใช่ที่หาดทรายชายทะเลแล้ว แต่เป็นที่หน้าบ้านเรานี่เอง…พี่ฟ้าขึ้นไปนั่งอยู่บนกิ่งใหญ่เกือบบนสุด ของต้นลั่นทมแดง ไม่รู้ว่าเธอขึ้นไปตอนไหน เพราะหนูเห็นเมื่อพี่ฟ้ากำลังนั่งเงยหน้ามองดาวอย่างผาสุกจนน่าอิจฉา ผมยาวสยายของเธอปลิวไสวตามแรงลมน่ามองจังเลย

“พี่ฟ้าๆ” หนูเรียกเบาๆ แต่เธอคงไม่ได้ยินเพราะอยู่สูงเหลือเกิน แต่สักครู่…ราวกับจะรู้ว่าหนูกำลังแหงนมอง เพราะเธอก้มลงมายิ้มหวาน โบกมือให้อย่างร่าเริง

พี่ฟ้าสวยมากๆ จนไม่รู้จะบอกยังไง เธอสวยเหมือนนางฟ้าสมชื่อ นิสัยใจคอก็ดีมากเลย สุภาพเรียบร้อย อ่อนโยน พูดเสียงหวาน คิ้วโก่งเหมือน วงพระจันทร์ นัยน์ตาโตและดำขลับ สุกใสไม่ต่างกับดวงดาว

เธอเคยถามหนูว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร? หนูตอบทันทีเลยว่า…อยากสวยเหมือนพี่ฟ้าค่ะ! เธอหัวเราะกิ๊ก กอดหนูแน่นเชียว

“แล้วพี่ฟ้าล่ะคะ อยากเป็นอะไร?”

“อยากเป็นนางฟ้าจริงๆ น่ะซีจ๊ะ นางฟ้าที่นั่งห้อยขาอยู่บนเสี้ยวจันทร์เหมือนนั่งชิงช้า จะได้มองดูดาวนับล้านๆ ดวงรอบตัวใกล้ๆ คงจะมีความสุขมากๆ เลยนะจ๊ะ”

แหม! ดูเผินๆ เหมือนพี่ฟ้ากำลังนั่งอยู่บนกิ่งจันทร์จริงๆ ค่ะ แต่ใจหนูรู้ว่าเป็นกิ่งลั่นทม กลัวเธอจะพลัดตกลงมาน่ะซีคะ…ก็เธอนั่งท่าทางสบายๆ ราวกับนั่งคุยกับหนูที่ม้าหินริมรั้วข้างบ้านอย่างนั้นแหละ

เอ…เขาว่ากิ่งลั่นทมมันเปราะ หักง่ายไม่ใช่เหรอคะ? แต่หนูว่าคงไม่จริงมั้ง ไม่งั้นพี่ฟ้าคนสวยจะนั่งห้อยขาตามสบายได้ไง? หรือไม่ก็เพราะเธอร่างเล็กบอบบางเหมือนนางฟ้าที่ล่องลอยในเทพนิยาย มือถือคทา มีดวงดาวจิ๋วๆ ส่องแสงด้วยล่ะค่ะ

พี่ฟ้าบอกว่าไปเที่ยวสองคืน จะซื้อเปลือกหอยสวยๆ ที่หัวหินกับขนมอร่อยๆ ที่เมืองเพชรมาฝากหนูด้วยล่ะ…

เย็นนี้เธอก็จะกลับบ้านแล้ว!

นั่นไงคะ…พอหนูวิ่งตื๋อออกจากบ้าน ก็เห็นพี่ฟ้ากำลังนั่งอยู่บนกิ่งลั่นทมแดงเหมือนกับในความฝันพอดี หนูตะโกนเรียกอย่างดีใจ…พี่ฟ้าๆ พี่ฟ้ามาแล้ว! เที่ยวหัวหินสนุกไหมคะ? ซื้อหอยสวยๆ กับขนมอร่อยๆ มาฝากหนูหรือเปล่า?

พี่ฟ้าก้มลงมอง โบกมือให้หนูหย็อยๆ แหม! มาถึงก็ซนเลยนะ! หนูนึกขณะวิ่งผ่านรั้วเข้าประตูเปิดกว้าง …หันไปมองทางต้นลั่นทมแดงก็ไม่เห็นพี่สาวคนสวยของหนูเสียแล้ว

หนูตกตะลึง ใจหายวูบ ขนลุกซ่าไปทั้งตัวด้วยสัญชาตญาณอะไรบางอย่าง…

จริงด้วยค่ะ! รถพี่ฟ้าเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำที่เขาย้อย คนอื่นๆ แค่ฟกช้ำดำเขียว แต่พี่ฟ้าของหนูคอหักตายคาที่…ขอให้วิญญาณของเธอล่องลอยขึ้นไปนั่งบนกิ่ง จันทร์ ชมหมู่ดาวระยิบระยับอย่างผาสุกตลอดไปนะคะ!