เรื่องสยองขวัญ

There are 3 entries in this Category.

ชำแหละสูตรผีบาคาร่า

ตอนเด็กๆ ไม่ว่าหญิงหรือชายก็ซุกซนพอกัน เช่น ชอบว่ายน้ำไปเกาะเรือโยงบ้าง จนถึงเล่นไต่เชือกที่ผูกโยงระหว่างเรือลำต่างๆ บางทีก็พกหนังสติ๊กเข้าสวน คอยยิงกระรอกตามสวนมะพร้าว เข้าสวนนั้นออกสวนนี้ได้ตามใจชอบ ไม่มีใครห้ามหวงเลย

สาเหตุก็คือกระรอกมันชอบแทะกินลูกมะพร้าวอ่อนๆ ให้เสียหาย ใครยิงกระรอกได้ 1 ตัว ก็จะได้รับมะพร้าวเป็นรางวัลถึง 10 ลูกเชียวค่ะ

นึก ถึงบรรยากาศของเรือกสวนร่มรื่น ปกคลุมด้วยเงาไม้เงียบสงบในครั้งนั้นก็อดใจหายไม่ได้ จำได้ว่าแม่น้ำลำคลองยังใสสะอาด กุ้งปลาชุกชุม ตามท่าเทียบเรือน่ะเขาจับกุ้งตัวใหญ่ๆ ด้วยมือเปล่าได้อย่างสบายมาก

พูดถึงลำคลองทำให้นึกถึงตาแร่มขึ้นมา!

ชาย ชราอายุห้าสิบเศษ ร่างเล็กแต่กำยำ ผิวคล้ำ ผมขาว นัยน์ตาดุ ชอบร่ำสุราเป็นอาจิณ เล่ากันว่าน้ำตาลเมากับปลาสลิดย่างเป็นของโปรดที่สุด ลูกเต้าเติบโตก็ไปอยู่กรุงเทพฯ หมด ตาแร่มอยู่กับยายเหลือสองคน ช่วยกันหากินทางตัดไม้โกงกางมาเผาถ่านขายตั้งแต่ครั้งหนุ่มสาวแล้ว

สอง ผัวเมียมีเรือขุดแบบโบราณทำจากไม้ตะเคียน สำหรับใช้ขนไม้ตะเคียนที่ตัดมาเต็มลำ…หลายๆ คนเชื่อว่าไม้ตะเคียนมีผีสิง แต่เราก็ใช้ทำเรือขุดมาหลายชั่วคนแล้วล่ะค่ะ

วันหนึ่ง ตาแร่มเสร็จงานก็เมาน้ำตาลอยู่หลังบ้าน ยายเหลือจะมาตักน้ำหรืออาบน้ำก็ไม่ทราบแน่ชัด ตาแร่มเรียกหาปลาสลิดย่างก็ไม่มีเสียงขานรับ ครั้นขัดใจลุกออกไปดูก็เห็นเมียแกคว่ำหน้าตายปริ่มๆ น้ำ

ลือกันว่าผีน้ำมาเอายายเหลือไปก็มี เชื่อว่าเป็นอาถรรพณ์เรือตะเคียนก็มี!

งาน ศพผ่านไปแล้ว พวกลูกๆ กลับไปหมด ตาแร่ม ออกไปตัดไม้โกงกางหากินตามเดิม ชาวบ้านเคยเห็นสองตายายบรรทุกไม้กลับบ้าน ใช้กระดานพาดเรือกับชายฝั่ง แล้วช่วยกันขนขึ้นซ้อนไว้เป็นกองใหญ่หน้าบ้าน…บัดนี้ ตาแร่มต้องทำเองคนเดียวทั้งหมด

หน้าตาแกหมองคล้ำลงไปทุกที ท่าทางดูหมดอาลัยตายอยาก ตอนเย็นๆ ก็นั่งซดน้ำตาลริมคลองคนเดียว สูบยาแดงวาบๆ จนเด็กเห็นตอนโพล้เพล้ถึงกับวิ่งอ้าวนึกว่าโดนผีหลอก

เคยเผาถ่านเองก็ขายไม้ถูกๆ ให้เขาเอาไปเผา เอาไปส่งโรงงานน้ำตาล แกเองก็ไม่ค่อยออกเรือไปตัดไม้โกงกางมาขายเหมือนเมื่อก่อน

หลาย คนเคยเห็นแกนั่งซดน้ำตาลเงียบเชียบ จู่ๆ ก็กวักมือไปที่เรือขุด ร้องเรียกเสียงดังจนได้ยินว่า…ขึ้นมาหาข้าซี ยายเหลือเอ๊ย! แกจะมัวนั่งกอดเข่าเจ่าจุกอยู่คนเดียวทำไม?

มองไปที่เรือโคลงเคลงนิดๆ ตามระลอกคลื่นก็ไม่เห็นใครซักคน เล่นเอารีบเดินหนีแข้งขาสั่น หัวใจเต้นครึก โครมไปตามๆ กัน

ต่อมาไม่นาน ก็มีคนพบศพตาแร่มนอนหงายเหยียดยาวอยู่ในเรือขุดของแก…นัยน์ตาเบิกโพลง มีแววสดใสคล้ายเห็นหน้าใครที่แกรอคอยมานานแสนนาน

บ้าน เล็กๆ หลังคาสังกะสีเก่าคร่ำก็กลายเป็นบ้านร้าง ในที่สุดก็ทรุดโทรมลงไปกองกับพื้น เรือขุดไม้ตะเคียนก็ไม่มีใครแยแส กลายเป็นเรือรั่วแตกร้าว…จมหายไปใต้น้ำ เหลือแต่เรื่องเล่าน่าขนหัวลุกมาถึงทุกวันนี้เท่านั้นเองค่ะ!

สาวยี่สาร” เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากเรือขุดไม้ตะเคียน

ดิฉันเป็นคน ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ที่เรียกกันติดปากว่า “แม่กลอง” ตั้งแต่สมัยก่อนมาถึงทุกวันนี้แหละค่ะ

สมัยเด็กๆ ได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า ตำบลยี่สารมีพื้นที่เป็นป่าชายเลนมากที่สุดในอัมพวา ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพตัดไม้แถวนั้นไปขายโรงงานน้ำตาล เช่น ไม้ขวาก ไม้ตะบูน เป็นต้น ก่อนที่จะเริ่มปลูกไม้โกงกางมากขึ้น

ตอนแรกๆ ก็ตัดไปขายให้ชาวประมงนำไปเป็นเสาผูกเรือกับผูกโป๊ะเรือ จนมีคนค้นพบคุณภาพวิเศษของไม้ชนิดนี้ในเวลาต่อมา…นั่นคือนำไปเผาถ่านจะได้ ถ่านดีที่สุดค่ะ!

มีการหาพันธุ์ไม้โกงกางมาปลูกกันยกใหญ่ กลายเป็นอาชีพหลักที่มีเตาเผาถ่านทั้งเล็กและใหญ่แทบทุกบ้าน ไปตัดไม้โกงกางก็จะเพาะพันธุ์กล้าไม้ไว้เพื่อนำไปปลูกทดแทน

“ยิ่งเผาถ่าน ป่ายิ่งเพิ่ม!!”

คำพูดนี้เป็นความจริงค่ะ เพราะเราตัดไม้มาแล้วก็ปลูกขึ้นใหม่ ชาวยี่สารเห็นคุณค่าของไม้โกงกาง ขนาดมีการลงแขกกันปลูกกล้าไม้ กับช่วยกันขนถ่านไปโรงงาน นอกเหนือจากเรื่องอื่นๆ ที่พวกเราล้วนแต่ช่วยกันคนละไม้ละมือมาตลอด

เช่น การทำบุญ ชาวยี่สารก็จะทิ้งบ้านไปทำบุญกันหมดทุกคน ไม่ต้องมีการเฝ้าบ้าน ไม่เคยมีของหาย เวลามีคนตาย ญาติๆ ไม่จำเป็นต้องออกปากเชิญใคร แต่เพื่อนบ้านจะบอกข่าวกันต่อๆ ไป ไม่ช้าชาวบ้านก็แห่แหนมาเยี่ยมศพในวันแรกๆ จนเป็นประเพณีไปแล้ว

อ้อ! การไปงานศพน่ะไม่ได้ไปตัวเปล่านะคะ ทุกคนจะหอบหิ้วข้าวสาร น้ำตาล พริก หอม กระเทียม ไปช่วยเจ้าภาพอีกด้วย

 

สืบจากศพ

เมื่อถามอ้อมว่าได้กลิ่นนั่นมั้ย? เธอพยายามทำจมูกฟุดฟิดแล้วบอกว่าไม่ได้กลิ่นอะไรเลย นอกจากกลิ่นเนื้อย่าง… สงสัยดิฉันจะคิดไปเอง

จังหวะ นั้นเอง ฝ้ายก็เดินมาหาเราสองคน แล้วหยุดชะงักเหมือนชนเข้ากับอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น…ฝ้ายหันมามอง ดิฉันด้วยสายตาประหลาดใจล้นเหลือ

“ทำไมตรงที่เธอยืนอยู่นี่มันหนาว จัง?” ขนแขนเธอลุกเกรียวอย่างน่าตกใจ ฝ้ายมองซ้ายมองขวาแล้วเงยดูเพดาน เธอสงสัยว่าช่องแอร์จะอยู่แถวนี้ ก่อนจะลองถอยไป 2-3 ก้าวแล้วยิ้มได้ “ดูซิ…มายืนตรงนี้ไม่เย็นเลย”

ใช่ค่ะ…ไอเย็นมันลอยเป็นกลุ่มก้อน ข้างๆ ตัวดิฉันอย่างอธิบายไม่ได้…ครู่ต่อมากลุ่มก้อนไอเย็นก็หายไป คล้ายกับมันเคลื่อนตัวไปทางอื่นรอบๆ ห้อง เพราะเห็นเพื่อนบางคนทำห่อไหล่ ลูบแขนตัวเอง…เดี๋ยวก็ทางโน้น เดี๋ยวก็ทางนี้

อึดใจต่อมา ท่ามกลางเสียงพูดคุยทั่วๆ ห้อง ดิฉันได้ยินเสียงหัวเราะ…คุณพระช่วย! เสียงของเรแน่ๆ ดิฉันรีบมองหา บอกอ้อมว่า…เรมาอยู่กับเราในห้องนี้แล้วละ!

ไม่ ใช่ดิฉันคิดคนเดียว เพื่อนผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกว่าเขารู้สึกแปลกๆ และมองเห็นเรแวบๆ ในกลุ่มพวกเรา! เพื่อนๆ เริ่มหันมามอง ชักจะพูดเรื่องเดียวกันไปทั้งห้อง

“เราอาจจะเป็นอุปาทานหมู่ก็ได้นะ” อ้อมออกความเห็น ซึ่งก็ไม่มีใครขัด…มันอาจจะเป็นไปได้อย่างที่เธอพูด เพราะเราทุกคนกำลังคิดถึงเรกันทั้งนั้น

เงาบางอย่างผ่านแวบเข้ามา ดิฉันจ้องดูแล้วก็ต้องตกตะลึงจนตัวชา!

เร-เป็นคนสวยที่สุดในห้อง แถมเรียนเก่งด้วยละ แล้วยังมีเรื่องขำๆ มาเล่าให้พวกเราหัวเราะกันอยู่เสมอ งานไหนไม่มีเร งานนั้นจะกร่อยไปเลย งานเลี้ยงรุ่นครั้งที่ 13 นี้จึงมีแววเศร้าๆ ฉาบฉายอยู่ทั่วถ้วนทุกใบหน้า ใครๆ ก็พูดถึงเร! อยากให้เรมา…

ตอนหกโมงเย็น ดิฉันกับอ้อมไปถึงงานก่อนเพื่อน เราจองห้องจัดเลี้ยงไว้ที่โรงแรมหรูย่านสีลม ให้ห้องนี้เราจะได้เอะอะกันได้เต็มที่ ไม่ต้องออมเสียง ทำตัวให้เหมือนตอนอยู่โรงเรียน เฮฮามากค่ะ แย่งกันคุย ไม่มีใครฟังใคร

เราผูกพันกันเหมือนพี่เหมือนน้อง เพราะเรียนด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาลแน่ะค่ะ เมื่อเรไปรถคว่ำเสียชีวิต เราจึงรู้สึกเหมือนสูญเสียน้องสาวที่เรารักไปเลย

ราวหนึ่งทุ่มก็มากันเกือบ 30 คน เสียงจ้อกแจ้กจอแจและพูดถึงเรกันทั่วงาน!

“เราว่าป่านนี้เรต้องมาอยู่ในห้องด้วยแน่ๆ” อ้อมพูดกับเพื่อนๆ

ทันใดนั้น ไม่รู้ว่าอุปาทานหรือเปล่านะคะ ดิฉันได้กลิ่นดอกพุดซ้อน…ดอกไม้ที่เรชอบมาก เธอเคยไปที่บ้านดิฉันและชื่นชมกับต้นพุดซ้อนที่เราปลูกไว้…พอได้กลิ่นนี้ ดิฉันถึงกับตื้นตันในลำคอเหมือนมีอะไรมาจุกไว้ น้ำตาก็ปริ่มขึ้นมาทันที!

 

ในกระจกเงาที่ผนัง…เรยืนอยู่ที่นั่น! ร่างเล็กๆ บอบบางของเธออยู่ในชุดผ้าไทยสีแดง-ชุดที่เธอใส่มางานเลี้ยงรุ่นปีที่แล้ว ผมยาวประบ่า คาดด้วยที่คาดผมที่ถักเป็นเปีย แว่นตาของเธอสะท้อนแสงวาววาบ ขณะที่เราก้มหน้านิดหนึ่งเป็นเชิงทักทาย ใบหน้ามีรอยยิ้มละไม

ดิฉันหันมองอ้อมกับเพื่อนๆ พอหันไปที…เธอหายไปแล้ว!

“นี่ประวิตร” ดิฉันสะกิดเพื่อน “ตะกี้ที่เธอบอกว่าเห็นเรน่ะ เห็นยังไง?”

“อ๋อ! ก็แต่งชุดสีแดงๆ คาดผมเปีย แต่เห็นแวบเดียวนะ กะพริบตาทีเดียวก็หายไป ตกใจเหมือนกัน…ถามทำไมเหรอ รึว่าเธอก็เห็นด้วย?”

ดิฉันพยักหน้า “ดูเรเขามีความสุขดีนะ ทั้งๆ ที่เขาตายแบบนั้น”

เรรถพลิกคว่ำ พลิกหลายตลบแล้วตกลงไปในคูที่ต่างจังหวัด ร่างเธอแหลกเหลว กระดูกแตกหักไปทั้งตัว…ทีแรกดิฉันคิดว่าคนเราตายอย่างไรก็คงจะทุกข์ ทรมานอยู่อย่างนั้น แต่การที่ได้เห็นเรในวันเลี้ยงรุ่นครั้งที่ 13 นี่ ทำให้ดิฉันเปลี่ยนแนวความคิดใหม่

ความตายไม่น่ากลัว มันเหมือนเราหกล้มหัวเข่าแตกแล้วมันก็ผ่านไป…เรารักษาแผลหายแล้วใช้ชีวิต สนุกสนานไปตามปกติ ลืมแล้วว่าเราหกล้มมา…ความตายก็คงเป็นเช่นนั้น

เรรถคว่ำ ร่างสูญสลายแต่วิญญาณเธอยังอยู่และยังมีชีวิต ถึงจะเป็นในอีกรูปแบบหนึ่งก็ตาม…รูปแบบที่ไม่มีร่าง กายอย่างเราไงคะ!

ดิฉันนึกขอบคุณเร-เพื่อนรัก การมาของเธอทำให้ดิฉันหายกลัวตายไปเยอะเลย วิญญาณยังอยู่จริงๆ นะคะ เราหมั่นทำความดีกันดีกว่า เชื่อว่าต้องมีผลกับเราในวันหนึ่งแน่นอน!

น้องชายถูกฆ่า

ในงานสวดศพแตนยังร้องไห้ไม่หยุด รำพันว่าเป็นเพราะเธอเองแท้ๆ ที่คิดถึงแพร ไม่ได้ไปงาน คืนนั้นเพราะเป็นเพื่อนคนละกลุ่ม ที่โทร.ไปหา ก็คิดว่าน้องแพรกลับถึงที่พักแล้ว..เธอเป็นต้นเหตุ ให้เพื่อนตาย!

แต่ไม่มีใครโทษเธอหรอกค่ะ นอกจากสยองแทนที่กำลังคุยกับเพื่อนดีๆ ก็มีเสียง…โครม! ดังก้องอยู่ในหูไม่รู้จบสิ้น

คืนวันเผาน้องแพรซีคะ เกิดเรื่องสยองขวัญ เมื่อดิฉันกลับบ้าน รู้สึกใจหายและวังเวงใจอย่างบอกไม่ถูก…ต่อไปนี้ไม่มีน้องแพรอีกแล้ว! พอดีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น!

มีผลสำรวจว่า ผู้ที่พูดโทรศัพท์ขณะขับขี่รถยนต์ แม้จะใช้แฮนด์ฟรีก็ตาม สติสัมปชัญญะและสมาธิจะมีน้อย ความรู้สึกตอบสนองต่างๆ จะเชื่องช้าลงพอๆ กับการดื่มสุรา

“ไม่ดื่ม ไม่โทรศัพท์ ไม่รับสาย ขณะขับรถ”

ห้ามผู้ที่ขับขี่ยานยนต์มีแอลกอฮอล์ ในเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถ้าตรวจพบก็จะโดนจับกุม มีโทษปรับจนถึงทำงานรับใช้สังคม…ถ้าทำผิดซ้ำอาจจะโดนห้ามขับรถตลอดไปก็ เป็นได้ เพราะผู้ที่ขับรถ พร้อมกับพูดโทรศัพท์ เปรียบเทียบกับผู้ดื่มเหล้าเบียร์ที่มีแอล กอฮอล์ในเลือด ถึง 78 มิลลิกรัมเปอร์ เซ็นต์…เป็นเรื่องน่ากลัวขนาดไหนคงนึกภาพออกนะคะ

ดิฉันมีประสบการณ์ขนหัวลุกเมื่อปีก่อนมาเล่าสู่กันฟังค่ะ!

“น้องแพร” เป็นเพื่อนร่วมงานบริษัทเดียวกันที่อโศก อายุราว 25 ปี แสนสวยและยังโสด พ่อแม่ที่ต่างจังหวัดฐานะดี ซื้อรถยนต์ให้น้องแพรใช้ตั้งแต่เธอ ได้งานทำ ผิดกับเพื่อนส่วนใหญ่ที่ต้องผ่อนรถเอง หรือไม่ก็อาศัยรถเมล์กับแท็กซี่เป็นประจำ เช่นดิฉันเองเป็นต้น

ตอนเลิกงานเรามักไปหาอะไรดื่มกินกันก่อน กลับบ้าน น้องแพรชอบชวนเพื่อนๆ ขึ้นรถไปยังจุดนัดหมาย มีทั้งเพื่อนร่วมงานกันและบริษัทอื่นทั้งหญิงและชาย แต่ไม่เคยมีปัญหาอะไร

ถ้าจะมีก็คือปัญหาที่น้องแพรชอบพูดโทรศัพท์ขณะขับรถยนต์นี่แหละค่ะ!

แม้เธอไม่ได้โทร.ไปหาใครก่อน แต่มีเสียงเข้าสายประจำ มีทั้งถามจุดพบให้แน่นอนบ้าง เพื่อนๆ โทร. มาคุยบ้าง และมักจะคุยครั้งละนานๆ จนทำให้ดิฉัน ไม่ค่อยสบายใจ

มองโลกในแง่ดีว่ากรุงเทพฯ รถติดโดยเฉพาะ ย่านนั้น ไม่อาจขับปรู๊ดปร๊าดได้หรอก แต่ก็อดเตือน ไม่ได้ว่าอย่าพูดโทรศัพท์ในรถ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าคุยนานนัก…อันตราย!

“แหม! พี่แน็ตก็..” น้องแพรยิ้มฟันขาว ตาใสเชียว “คุยแป๊บเดียวเองค่ะ”

เธอชอบเรียกชื่อดิฉันติดปาก แถมยังหันมามองด้วย เล่นเอาใจหายวูบ..ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นก็ไม่ใช่เพราะโทรศัพท์ แต่มาจากดิฉันที่เอ่ยปากทักท้วง เธอนั่นเอง!

เรากลับราว 3-4 ทุ่ม เธอก็จะขับมาส่งเพื่อนชื่อแตนที่อุรุพงษ์ ส่งดิฉันที่ราชวิถี แล้วขับรถข้ามสะพานกรุงธนฯ กลับห้องพักแถวบางพลัด…เป็นประจำราวสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

ตอนนั้นก็ไม่วายมีโทรศัพท์เข้ามาค่ะ!

ช่วงที่รถแล่นเร็วได้ ดิฉันต้องเอ่ยปากห้ามตรงๆ ว่าอย่าพูดโทรศัพท์ตอนขับรถ อันตรายมาก! น้องแพรก็จะหันมายิ้มหวานเช่นเคย…แหม! พี่แน็ตก็…

ส่วนมากเธอจะเชื่อฟังค่ะ บอกคู่สนทนาที่มีทั้งชายและหญิงว่า…ตอนนี้ขับรถ พี่แน็ตห้ามเม้าธ์ เอาไว้ถึงห้องแล้วค่อยคุยต่อ…แต่บางครั้งเธอจะหัวเราะเฉยเสีย ดิฉันต้องยื่นคำขาดว่าให้หยุดรถ จะลงแท็กซี่ต่อไปเอง! นั่นแหละค่ะน้องแพรจึงยอมบ๊ายบายกับเพื่อน

ครั้งหนึ่งดิฉันบอกให้จอดแต่เธอไม่สนใจ พอถึงไฟแดงก็ปลดซิตเบลต์เปิดประตูลงไปเดินเอง… น้องแพรออกรถได้รีบขับมาจอดรับ ยกมือไหว้ขอโทษจนดิฉันใจอ่อนยอมขึ้นรถ

คืนหนึ่ง น้องแพร ก็ประสบอุบัติเหตุ เสียชีวิตคาที่ เพราะ การพูดโทรศัพท์ขณะ ขับรถ ขณะออกมาจากงานวันเกิดเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ที่ภัตตาคารริมน้ำแถวบางอ้อ…ใกล้จะถึงที่พักของเธออยู่แล้ว

โทรศัพท์ที่เปิดสัญญาณอยู่คือหลักฐานค่ะ!

น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นก็คือ คนที่โทร.คุยกับน้องแพรคือแตนนั่นเอง

มือถือของแตน! เธอรีบกดรับแล้วยกหูรับฟัง ก่อนจะตาเหลือกละล่ำละลักว่าน้องแพรโทร. มา บอกว่าเราคุยกันต่อนะจ๊ะ! แตนพูดแล้วร้องไห้โฮ ย้ำแต่ว่าประสาทจะกินแล้วค่ะ ดิฉันต้องปลอบใจว่าอย่าคิดมาก ทางที่ดีควรปิดมือถือไปเลยจะได้หมดปัญหา

ไม่ถึงอึดใจ มือถือของดิฉันก็ดังขึ้นบ้าง ครั้นกดรับก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย…ขนลุกซ่าไปทั้งตัวที่พบกับความเงียบ เชียบน่าสยดสยองสุดขีด ม่านตา ลายพร่า หูแว่วไปเองว่าได้ยินเสียง…พี่แน็ตขา ลาก่อนนะคะ…