เรื่องสยอง

There are 11 entries in this Category.

นรกส่งผีมาอาฆาต

คืนนั้น เสียงหมาในหมู่บ้านเห่าหอนโหยหวนแทบตลอดคืน จนดิฉันหลับๆ ตื่นๆ บางครั้งก็คล้ายจะแว่วเสียงพึมพำขอบอกขอบใจของวิไล แต่บางคราวก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้เบาๆ มาจากชั้นล่าง เสียงแม่ปลอบลูกสลับกับเสียงกล่อมเห่ ท่ามกลางเสียงยอดไม้กำลังคร่ำครวญกับสายลม…

ฟังเผินๆ เหมือนกับเสียงใครร้องไห้คร่ำครวญ สลับกับเสียงสะอึกสะอื้นด้วยความทุกข์โศกอย่างเหลือประมาณ!

รุ่ง ขึ้น ดิฉันตื่นสายกว่าเดิม รีบลงไปเข้าครัวเพื่อ ตระเตรียมอาหารเช้า ก่อนจะไปเคาะประตูห้องชั้นล่าง แต่ไม่มีเสียงตอบเลยจึงลองผลักประตูเข้าไป ก่อนจะยืนตะลึงพรึงเพริดเหมือนถูกสาปในบัดดล

ไม่มีวิไลกับลูกน้อยอยู่ ในห้อง…ต่อมาจึงได้ทราบว่าจมน้ำตายทั้งแม่ทั้ง ลูกตั้งแต่วันนั้น แล้ววิญญาณเพื่อนก็ตรงดิ่งมาหาดิฉันด้วยความรักและผูกพันทันที…แม้จะน้ำตา ไหลด้วยความเวทนา แต่ก็อดขนหัวลุกไม่ได้หรอกค่ะ!

 

บ้านเมืองล่มจม พินาศวอดวาย ผู้คนเดือดร้อนแทบเลือดตากระเด็นไปตามๆ กันเป็นจำนวนมากมายนับล้านๆ คน

เรือกสวนไร่นาล้วนจมอยู่ใต้น้ำ บ้านเล็กเรือนน้อยปลิวหายไปกับสายน้ำบ้าคลั่ง เชี่ยวกรากเหมือนคนเจ้าโทสะ ทะลักทลายจากเหนือลงภาคกลางแล้วโหมกระหน่ำเข้ากรุงเทพฯ ทำให้ผู้คนสิ้นเนื้อประดาตัว อดอยากปากหมอง น้ำตาอาบหน้า ทุกข์ร้อนจนถึงกับไร้ที่นาคาที่อยู่ ต้องไปอาศัยอยู่ตามศูนย์อพยพนับพันๆ คน

บ้างหลับนอนตามข้างถนนรนแคม กระเซอะกระเซิงราวคนจรจัดก็ปานกัน!

เพื่อนร่วมชาติตาดำๆ ต้องสังเวยชีวิตไปกับสายน้ำเกือบพันคนแล้ว เด็กๆ กับคนชรา คนป่วยที่ต้องหอบหิ้วหนีน้ำกันทุลักทุเล เห็นภาพทางทีวีทำให้หดหู่ รู้สึกอเนจอนาถใจจนบอกไม่ถูก

หลายๆ คนสติแตก และบ้างก็ฆ่าตัวตายเพราะความทุกข์ ความเครียดบีบคั้นจนทนต่อไปไม่ไหว

เรื่องใหญ่โตขนาดนี้ไม่อยากโทษใครหรอกค่ะ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็อดหลับอดนอน ช่วยกันทำงานจนสุดกำลังแล้ว นอกจากทำใจว่ามนุษย์ทำร้ายธรรมชาติก่อน ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ธรรมชาติเอาคืน!

ครอบครัวดิฉันกับเพื่อนบ้านอยู่ที่ ต.บางรักน้อย อ.เมือง จ.นนทบุรี นี่เองค่ะ

จะว่าโชคดีก็ได้ที่น้ำยังท่วมไม่ถึง แต่พวกเรา ก็ช่วยกันสละแรงกายและเงินทองเพื่อช่วยเหลือ เพื่อนร่วมชาติจนสุดกำลัง…ญาติมิตรจากทางเหนือที่ประสบอุทกภัยต้องอพยพลง มาพักพิงชั่วครั้งชั่วคราว พวกเราก็ต้อนรับอย่างเต็มอกเต็มใจ

ตอนแรกเพื่อนสามีพาลูกเมียจากนครสวรรค์ลงมาอยู่ด้วย เราก็จัดห้องชั้นล่างให้จนทางโน้นน้ำลดก็ร่ำลากันกลับไป

อีกไม่กี่วันต่อมา วิไลเพื่อนสนิทดิฉันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมด้วยกัน อยู่ปทุมธานีใกล้ๆ นี่เอง เธออุ้มลูกน้อยอายุขวบเศษที่หลับอยู่กับอก หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้ามาขอพักพิง…สามีเธอไปทำงานที่อยุธยา ตั้งแต่น้ำท่วมได้ไม่นานก็ขาดการติดต่อไปเลย

ดิฉันกุลีกุจอจัดห้องชั้นล่างให้ หาข้าวปลาอาหารให้เพราะวิไลมาถึงตอนค่ำแล้ว บอกว่านั่งรถมาข้ามสะพานที่หน้าวัดก่อนเข้าหมู่บ้านที่ยังเป็นสวนผลไม้นานา ชนิด ส่วนมากเลี้ยงกล้วยไม้กันค่ะ จนมีชื่อไป ทั้งจังหวัด

วิไลบอกว่าน้ำมาเร็วมาก รีบคว้าเสื้อผ้ากับนมลูก หนีออกมาได้ก่อนจะโดนน้ำทะลักเข้าไปเกือบครึ่งบ้าน…กว่าจะมาถึงบ้านดิฉัน ได้ก็เหน็ดเหนื่อยแทบจะขาดใจตาย!

หน้าตาของเธอหม่นหมองซีดเซียว พูดคุยกันสักครู่ก็ขอตัวพักผ่อน บอกว่าชงนมใส่ขวดไว้ให้ลูกเรียบร้อยแล้ว ดิฉันขอให้เธอคิดว่าอยู่บ้านตัวเอง กับทำใจให้สบาย อย่าไปเครียดกับมันนัก…ไม่ช้าเรื่องร้ายๆ ก็จะผ่านไปเอง

ไม่ว่าชีวิตจะมีปัญหายุ่งยาก หรือเกิดเรื่องเดือดร้อนรุนแรงแค่ไหน แต่ชีวิตเราก็ต้องดำเนินต่อไป!

วิไลพยักหน้าช้าๆ ไม่ได้พูดอะไรนอกจากจะมองสบตาดิฉันด้วยแววซาบซึ้ง…แววตาที่ดิฉันจะไม่มีวันลืมได้เลยตลอดกาล

 

วันป่าช้าแตก

ถ้าให้ดีที่สุดควรทำทุกอย่าง แต่ถ้าไม่มีความสามารถให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง รับรองว่าได้ผล 100 % แต่ต้องยึดมั่นข้อที่ 1 เป็นหลักคือ ไม่กลับไปทำแท้งอีก จึงจะได้ผล

•เมื่อท่านทำวิธีแก้กรรมครั้งนี้แล้ว ถ้ากลับไปทำแท้งอีกผลกรรมจะกลับมาหาท่านหลายร้อยเท่า พันเท่า

•และ หลังจากที่ได้ทำบุญทุกอย่างแล้ว ท่านต้องกลับมาจุดธูป 16 ดอก เพื่อขออโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวรและเจ้าบุญนายคุณ และขอพรหลังจากอโหสิกรรมแล้ว ท่านจะสมหวังทุกประการ

เราไม่ได้สนับสนุนให้เกิดการทำแท้งขึ้น แต่เป็นการช่วยแบ่งเบากรรม และสร้างความสบายใจให้แก่คนที่พลาดพลั้งไปในชีวิต จะเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี เราไม่ได้หวังว่าจะส่งเสริมให้คนทำมากขึ้น แต่เป็นการแก้กรรมที่ถูกต้องที่ดีที่สุด เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด และได้รับประโยชน์สูงสุด สำหรับการแก้กรรมนี้ ใช้ได้ทั้งคนที่ไปทำแท้ง คนที่สนับสนุนการทำแท้ง เช่น แฟนของผู้หญิงที่ท้อง พ่อแม่ของผู้หญิงที่ท้อง และก็เพื่อนที่พาไปทำหรือแนะนำสถานที่ไปทำแท้ง ทุกคนที่กล่าวมานี้ล้วนมีกรรมในการกระทำครั้งนี้ ทางเราขอย้ำว่า เราไม่ได้สนับสนุน ส่งเสริมให้เกิดการทำแท้ง แต่เราต้องการให้แก้กรรมโดยถูกวิธีที่สุด •การตักบาตรเป็นการสั่งสมบุญไปใช้ชาติหน้าไม่มีผลต่อการแก้กรรมในการทำแท้ง

•การทำสังฆทานเป็นการใช้กรรมให้แก่เจ้ากรรมนายเวรไม่มีผลต่อการแก้กรรมทำแท้ง

การแก้กรรมในการทำแท้งที่ดีที่สุดคือ

1.ต้องตั้งจิตอธิฐานว่า ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย จะไม่ทำแท้งอีก การแก้กรรมครั้งนี้ถึงจะได้ผล

2.ต้องบริจาคร่างกาย

3.ต้องบริจาคอวัยวะ

4.ต้องบริจาคเลือดอย่างน้อย 7 ครั้ง

5.ต้องบริจาคเงินเพื่อไถ่ชีวิตโค – กระบือ

6.ซื้อเครื่องมือแพทย์ บริจาคให้กับตามโรงพยาบาล

 

ผีเพื่อน

เวลาที่อยู่ในนาทีวิกฤต ทุกอย่างเชื่องช้าเหมือนหนังสโลว์โมชั่น มันอาจจะแค่เสี้ยววินาที แต่ดิฉันรู้สึกเหมือนนิรันดร์กาล!

ขณะกำลังตกตะลึง ทำอะไรไม่ถูก ดิฉันรู้สึกว่ามีใครกระทืบบนหลังเท้าข้างที่เหยียบคันเร่ง…รถพุ่งปราดออก ไปเต็มแรงเหมือนลูกธนู ดิฉันรอดตายอย่างหวุดหวิด…รถไฟพุ่งผ่านท้ายรถไปชนิดฉิวเฉียด…คุณพระ ช่วย! กฤตนั่งอยู่บนเบาะที่นั่งข้างคนขับนี่เอง

ใบหน้าของเขาดูกระจ่างใส เขายิ้มให้ดิฉันก่อนจะเลือนหายไป…

ดิฉันหยุดรถ หมดแรงที่จะขับต่อ ต้องรวบรวมสติอีกพักใหญ่จึงจะค่อยๆ ประคองรถไปให้ถึงโรงแรมที่พักได้…ตลอดเวลาก็คิดทบทวนว่ามันเกิดอะไรขึ้น?

กฤตตายตรง

นี้!! เขาถูกรถไฟชนตายตรงที่ดิฉันเพิ่งผ่านมาหยกๆ และดิฉันก็เกือบพบกับมรณะแบบเดียวกับเขานั่นเอง!
กฤต-เป็นเพื่อนผู้ชายที่เรียนหนังสือด้วยกันตั้งแต่ ป.1 จนจบมัธยมปลายที่โรงเรียนสาธิตค่ะ ความรู้สึกจึงผูกพันแบบคนที่โตมาด้วยกัน เราสนิทสนมกันมากตอนเรียนมัธยม พอเรียนจบเราต่างคนก็ต้องแยกย้ายกันไป

ดิฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ แต่พ่อแม่ส่งไปเรียนต่อที่อเมริกา ขณะที่กฤตเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองไทย รวมเวลาแล้วเราห่างเหินกันคนละซีกโลกตั้งเกือบ 5 ปีแน่ะ เราติดต่อกันแค่ไม่กี่ครั้ง เขียนจดหมายถึงกันแค่ 2-3 ฉบับ แต่ใจเรายังไม่ลืมกัน!

ดิฉันขับรถไปส่งกฤตที่บ้านของเขาในคืนนั้น…ระหว่างทางเราพูดคุยกัน กฤตห่วงว่าดิฉันทำงานหนัก กลับบ้านก็ดึก บ้านอยู่ไกลถึงพุทธมณฑลสาย 4 โน่น บ้านสามีของดิฉันน่ะค่ะ

ที่จริงบ้านดิฉันอยู่ลาดพร้าวตอนกลางๆ ถนนสาย เดียวกับบ้านของกฤต เขาห่วงว่าดิฉันจะง่วงและหลับใน อีกอย่างหนึ่ง ดิฉันชอบเปิดวิทยุในรถเสียงดังๆ กฤตบอกว่าไม่ดีเลย…เขาดุเพราะห่วงใยดิฉันมากนั่นเอง

แต่แล้ว…เขากลับต้องเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุร้ายแรงหลังจากคืนนั้นไม่กี่วัน!

กฤตไปทำธุระที่หัวหิน เขาทำงานให้กับโรงแรมเปิดใหม่แห่งหนึ่ง ต้องข้ามทางรถไฟบริเวณใกล้ๆ วัดลั่นทม ทางรถไฟแห่งนี้มีอุบัติเหตุบ่อย เพราะมีต้นไม้ข้างทางบังสายตา คนขับมักมองไม่เห็นว่ารถไฟจะมาเมื่อไหร่

วันที่เกิดเหตุสัญญาณไฟเสียค่ะ!

รถของกฤตอยู่บนรางรถไฟพอดีกับที่หัวรถจักรเสยเข้ามา!!

3 ปีผ่านไป ดิฉันเผอิญต้องไปสัมมนาที่นั่น และต้องขับรถผ่านทางรถไฟนี้

ตอนนั้นเป็นเวลากลางวัน แดดเปรี้ยง ดิฉันง่วงนอนและเปิดเพลงโปรดดังลั่น หวังจะปลุกอารมณ์ให้ตื่นตัว เปิดไม่เปิดเปล่ายังร้องตามไปด้วยชนิดแหกปากร้อง…มันส์ในอารมณ์เหลือเกิน

รถแล่นไปอยู่บนรางรถไฟโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้นนอกจากเสียงเพลง!

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกฤตดังก้องอยู่ใกล้ๆ หู “ระวัง…รถไฟมา!!”

โดยสัญชาตญาณ ดิฉันหันซ้ายหันขวา…ไหน? ไม่เห็นมีรถไฟ!

และแล้ว ดิฉันก็ต้องตกตะลึงจนตัวชา…หัวรถจักรอยู่ห่างจากดิฉันไม่เท่าไหร่เลย มันต้องชนดิฉันแน่ๆ นี่ล่ะ…ฉากความตายของเราเอง

หลังเรียนจบ ดิฉันกลับมาทำงานที่เมืองไทย กฤตมีธุรกิจส่วนตัวของครอบครัวเกี่ยวกับการทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่งบ้าน เราต่างคนต่างแต่งงานมีครอบครัว เมื่อมีภาระยิ่งทำให้ไม่ได้ติดต่อกัน ทั้งที่อยู่ห่างกันแค่เอื้อม คนเราก็เป็นแบบนี้ล่ะค่ะ…เพื่อนเก่าๆ จะจากกันไปมีชีวิตของตนแต่ละวันก็มัวยุ่งอยู่กับลูกกับเมียหรือสามี

วันคืนผ่านไปเป็นเดือนเป็นปี และก็หลายๆ ปี มันเหมือนเราลืมกันสนิท แต่ถ้าเกิดเจอกันเราจะกระดี๊กระด๊า ความรู้สึกรักและผูกพันยังเหมือนเดิมทุกอย่าง!

กฤตกับดิฉันพบกันนานๆ ครั้งในงานเลี้ยงรุ่น ดิฉันไม่ได้ไปทุกปีหรอกค่ะ กฤตเองก็เช่นกัน ฉะนั้นเราก็ ไม่ได้พบกันทุกปีหรอก แต่เมื่อเกือบ 3 ปีก่อนเราไป งานเลี้ยงรุ่นกันทั้งคู่…และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน!
นี่เป็นเพราะความตกใจทำให้ดิฉันเห็นภาพ และได้ยินเสียงเขาหรือคะ?

ดิฉันได้คำตอบอีกไม่กี่อึดใจต่อมา…นั่นคือ ที่หลังเท้าของดิฉันเจ็บมากๆ จริงสินะ! เมื่อตะกี้เขากระทืบคันเร่ง โดยเหยียบลงบนหลังเท้าของดิฉันแรงๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! วันรุ่งขึ้น หลังเท้าของดิฉันเขียวช้ำเป็นรอยใหญ่…มันเกิดขึ้นได้ยังไงคะ? หรือนี่คือร่องรอยที่กฤตฝากไว้จริงๆ?!

ปลาปีศาจ

ปลาสังกะวาดก็ชุมชะมัด เราเรียกกันว่า “ปลาแขยง” หว่านแหโครมหรือไม่ก็ใช้สวิงตักได้ทีละหลายสิบตัว แม้ว่าจะไม่ค่อยมีราคาค่างวดอะไรเพราะตัวมันขนาดหัวแม่มือ แต่เอามาผัดเผ็ดกินกับข้าว หรือให้พ่อแกล้มเหล้าก็รับรองว่าอร่อยที่ซู้ดดด…

ปลากระทิงชอบอยู่ น้ำลึก เนื้อก็เหนียวเป็นบ้า จนพวกเราไม่อยากยุ่งกับมัน แต่ปลาสวายนี่ซีครับที่น่าสนใจ นอกจากเนื้อหวาน มันย่องแล้วยังชุกชุมอยู่ไม่เบา ตอนนั้นน่ะ

ผมกับเพื่อนๆ ชอบจับปลาสวายกัน แม้กรรมวิธีจะยุ่งยากนิดหน่อยแต่ก็ไม่เกี่ยงงอนอะไร…ไม่นึกว่าจะโดนผีหลอก เข้าเต็มเปาจนหวิดหัวโกร๋นไปตามๆ กัน!

วันเกิดเหตุตอนบ่ายในฤดูหนาวเหมือนตอนนี้แหละครับ

เคยเป็นชุมทางผีเสื้อราตรีกับดงนักเลง มีเรื่องยกพวกเข้าห้ำหั่นกับทหารม้า หรือเหล่ายานเกราะบ่อยครั้ง ไล่ตีกันกระเจิดกระเจิงไปถึงศาลานกกระจอกหน้าโรงเรียนราชินีบน ซึ่งเป็นปลายทางของรถรางสายบางซื่อ-บางกระบือ ระยะสั้นๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของรถรางสายยาวที่มี 2 ตู้คือ บางกระบือ-วิทยุ

ตอนนั้นผมยังเล็กมาก พอรู้ความเขาก็เลิกรถรางไปตั้งปีมะโว้แล้วครับ

นอกจากท่าเขียวไข่กาที่มีเรือจ้างข้ามฟากไปฝั่งธนฯ ส่วนมากเป็นย่านบางอ้อ กับเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาไปถนนทหาร เกียกกาย หรือไม่ก็ท่าตาแหนวัดแก้วฟ้า ถ้าจะข้ามไปวัดเทพนารีแถวบางพลัดก็ไปลงเรือจ้างที่ท่าน้ำสามเสนดีกว่า

บ้านผมอยู่ริมน้ำ คล้อยไปทางท่าวัดจันทร์สโมสรที่ทางเข้าอยู่ตรงข้ามกับตลาดบางกระบือ พวกเพื่อนๆ ทโมนไพรก็อยู่บ้านช่องใกล้ๆ กันทั้งนั้น

อ้อ! ไม่ใช่ว่าเที่ยวเตร่หรือซุกซนไร้สาระเท่า นั้นนะครับ พวกผมยังช่วยพ่อแม่ทำมาหากินอีกต่างหาก!

แหม…คนแม่น้ำซะอย่าง อะไรมันจะถนัดไม้ถนัดมือยิ่งกว่าการหากุ้งหาปลาล่ะครับ? แถมสนุกสนานตื่นเต้นอย่าได้บอกใครเชียว

สมัยนั้นกุ้งปลาชุกชุมมาก แม่น้ำก็ไม่สกปรกเหมือนทุกวันนี้ พวกเราดำน้ำลงไปตามเสา ไม่ช้าก็คว้ากุ้งก้ามกรามตัวโตๆ ติดมือขึ้นมาแล้ว ส่วนพวกมืออาชีพที่เขาหากินทางตกกุ้งอย่างเดียวก็จอดเรือบดขวางน้ำ นั่งนิ่งเป็นรูปปั้น ได้ทั้งกุ้งนางกับก้ามกรามมาขายเป็นกอบเป็นกำ เลี้ยงลูกเมียได้สบายมาก

 

วันนั้นฟ้าครึ้มจนไม่เห็นแดด ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้ฝนหลงฤดูหรือฝนสั่งฟ้าจะเทกระหน่ำลงมา…ไอ้โหนกกับ ไอ้แป้นพายเรือไปวางลอบลอยไม่ไกลจากฝั่งนัก ส่วนผมกับไอ้โก้รอคอยทำหน้าที่สำคัญอยู่ที่ชายน้ำ…นั่นคือการช้อนปลาสวาย ตัวโตๆ เกือบเท่าปลากดคังที่มันเล่นน้ำมาจนพลัดเข้าไปในลอบลอยของเรา

เข้าไปแล้วว่ายหนีไม่สำเร็จหรอกครับ แถม เงี่ยงยังติดตาข่ายพลางดิ้นโผงผางให้เห็นกระจะตาอีกด้วย…

ไอ้สองเกลอนั่นพายเรือเข้าฝั่งแล้ว เดี๋ยวเดียวก็เห็นเหยื่อติดลอบดิ้นน้ำกระจายเล่นเอาผมกับไอ้โก้พยักพเยิดให้ กัน…ลงเรือไปพร้อมกับสวิงขนาดเหมาะมือเพื่อจะช้อนเหยื่อตัวอ้วนๆ ใส่เรือ

ไอ้โก้ถือท้าย ผมคุกเข่าอยู่หัวเรือ ส่วนไอ้สองคนแรกคงยืนลุ้นแทบไม่วางตา…ปลาสวายหลายตัวกำลังตกคลักอยู่ในลอบ จนแทบไม่เชื่อตาตัวเอง รีบเงื้อสวิงจ้วงพรวดแล้วตวัดขึ้นมา รับรองว่าไม่มีทางดิ้นหลุดลงน้ำไปได้เด็ดขาด…

แต่ไหงในสวิงมีแต่ความว่างเปล่าก็ไม่รู้?

“เอ๊ะ! อะไรกันวะ” ผมกับไอ้โก้ร้องเกือบพร้อมๆ กัน เสียงฟ้าร้องครืน รับกันเป็นทอดๆ ไม่ได้ทำให้เราสะดุ้งสะเทือนอะไรหรอกครับ แต่ที่ทำให้เราตกตะลึงพรึงเพริดก็คือ เห็นแต่หัวกะโหลกตาโบ๋ อ้าปากปะหงับๆ คล้ายจะหัวเราะร่าอยู่ในอวนลอยนับสิบๆ หัว!

ผมตกใจสุดขีดจนทิ้งสวิง โดดน้ำตูม ไอ้โก้โดดตามพลางแหกปากจ้า…รอด้วย…รอกูด้วย! แต่ผมหูอื้อตาลาย จ้วงน้ำพรวดๆ ตะกายขึ้นฝั่งได้ยังไงก็ไม่รู้ตัว

ส่วนไอ้แป้นกับไอ้โหนกคงเห็นเหตุการณ์น่าขนลุกทุกอย่างแล้ว…โธ่! ก็พวกมันนั่งก้นจ้ำเบ้า อ้าปากค้าง เบิกตาโพลง…เล่นเอาเราเข็ดหลาบการออกไปหากุ้งหาปลาตั้งแต่นั้นมา ขนาดทุกวันนี้นึกถึงภาพนั้นผมยังขนหัวตั้งอยู่เลยครับ! บรื๋อออ….

ผีในท่อน้ำ

ท่านผู้ใหญ่ที่เล่าเรื่องนี้ให้ข้อสังเกตว่า ถ้าบ้านเรือนใดมีศาลพระภูมิเจ้าที่ชั้นดี ผู้คนในบ้านนั้นก็จะมีแต่ความสุขความเจริญ แต่ถ้าบ้านเรือนใดเกิดความเดือดร้อนวุ่นวาย เกิดปัญหาน่าปวดหัว จนถึงกับคนในบ้านบาดเจ็บล้มตาย ขอให้ตั้งข้อสงสัยที่ศาลพระภูมิก่อนอื่น

แม้ ว่าโชคเคราะห์ย่อมเกิดกับมนุษย์กะทันหัน ไม่มีใครบอกได้ว่าเมื่อใดจะดีหรือร้าย แต่ถ้าเกิดเรื่องร้ายแรงติดๆ กันแล้ว ก็ให้สันนิษฐานว่าอาจเนื่องมาจากศาลพระภูมิก็ได้…คือ วิญญาณร้ายที่สิงสู่อยู่เนรคุณ หรือไม่ก็เกเรเกตุงตามสันดานเดิมน่ะซีคะ

เมื่อ แรกดิฉันยอมรับว่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จนกระทั่งไปประสบกับเรื่องขนหัวลุกด้วยตัวเองที่ชุมชนแห่งหนึ่งแถวสะพานควาย เมื่อราวสิบปีมาแล้ว!

บ้านเรือนละแวกนั้นค่อนข้างแออัดยัดเยียด ผู้คนส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขายในตลาดบ้าง หาบเร่แผง ลอยบ้าง รวมทั้งเป็นช่วงไม้ช่างปูน จนถึงรับจ้างสาร พัด…ส่วนหนึ่งเป็นพวกพนักงานบริษัทห้างร้านและรัฐ วิสาหกิจ

วัน หนึ่งมีครอบ ครัวใหม่มาเช่าบ้านอยู่ใกล้ๆ ชื่อพี่สันต์กับพี่เพ็ญ มีลูกชายหญิงสองคนกำลัง เข้าวัยรุ่นทั้งคู่…เรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่เขาตั้งศาลพระภูมิแล้วค่ะ!

ไม่ใช่ว่าศาลเก่าไม่ มีนะคะ แต่เป็นศาลไม้เก่าแก่และผุพังจนล้มไปนานแล้ว คนเช่ารายก่อนๆ ก็ไม่ได้สนใจ แต่รายนี้ไปซื้อศาลสวยๆ คล้ายโบสถ์จำลองจากสวนจตุจักร มาพร้อมกับคนทำพิธีตั้งศาล เขามีหัวหมู ไก่ต้ม เหล้า มะพร้าวอ่อน ขนมนมเนยกับดอกไม้สวยๆ จุดธูปเทียนเซ่นไหว้ มีเด็กๆ มามุงดูหลายคน

 

บ้างก็เชื่อว่าผีมาขอส่วนบุญต่างหาก แต่คนที่เห็นผีไม่มีใครคิดถึงเรื่องนี้เลยค่ะ มีแต่จะขนหัวลุกกันทั้งนั้น บ้างก็เชื่อว่าผีมาเยี่ยมเยียนญาติมิตรเพราะจิตรักใคร่ผูกพันมากกว่า

ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็คือผีที่ถูกฆ่า ติดตามมาล้างแค้นผู้ทำลายชีวิตตน เพราะเกิดความอาฆาตรุนแรง จนกว่าจะแก้แค้นได้สำเร็จ

เมื่อปีก่อนก็มีข่าว ว่าฆาตกรหนุ่มมาสารภาพกับตำรวจถึงโรงพัก ว่าตนเป็นผู้ฆ่าภิกษุชรารูปหนึ่งเพื่อชิงทรัพย์ แม้ว่าจะหลบหนีไปได้โดยไร้ร่องรอยก็จริง แต่แล้วก็ทนไม่ไหวจนต้องมาสารภาพผิด

ตอนแรกเจ้าหน้า ที่คิดว่าสติไม่สมประ กอบ แต่เมื่อสอบ สวนไม่นานก็มีหลักฐานชี้ชัดว่าชายนั้นเป็นฆาตกรจริงๆ สาเหตุสำคัญก็คือ ภิกษุชราผู้โดนทำร้ายจนถึงแก่มรณภาพไปแล้วนั้น ได้มาปรากฏกายให้เห็น ติดตามทวงหนี้ชีวิตไม่ลดละจนฆาตกรแทบสติแตกตายนั่นเอง

สำหรับผีหลอกอีกแบบหนึ่งคือ เป็นวิญญาณชั่วช้ากาลีที่สุด!

ภูตผีปีศาจทั้งหลายก็เหมือนผู้คนทั่วๆ ไป คือมีทั้งดีและชั่วคละเคล้ากันไป

สัมภเวสี – ผีเร่ร่อน หรือวิญญาณแสวงแดนเกิดทั้งปวงนั้น นอกจากจะหิวโหยร้องขอส่วนบุญจากญาติมิตรบ้าง จากผู้อื่นบ้าง บางครั้งยังถือโอกาสสวมรอยแทนผู้อื่นอย่างหน้าตาเฉย…ยกตัวอย่างง่ายๆ คือสิ่งที่เราเรียกว่าพระภูมิเจ้าที่นั่นแหละค่ะ

เมื่อมีการตั้งศาลพระภูมิก็จะต้องมีผู้รู้มาทำพิธีตั้งศาล เซ่นสรวงด้วยเครื่องบัตรพลีเพื่อให้วิญญาณชั้นสูง เช่น เจ้าที่เจ้าทาง เทพาอารักษ์มาสิงสู่ แต่บังเอิญมีวิญญาณร้ายผ่านมาพอดี ถือโอกาสสวมรอยเข้าไปกินเครื่องเซ่นจนอิ่มสำราญ แล้วยึดเอาศาลนั้นเป็นที่อยู่เสียเลย

วิญญาณชั้นดีหมดโอกาส เพราะมาถึงตามคำเชิญต่อเมื่อสายเกินไปเสียแล้ว!

เมื่อภูตพเนจรเข้าสิงสู่ศาลในระยะแรกก็ไม่มีอะไร เนื่องจากมีที่อยู่กินแสนผาสุก มีคนนำเครื่องเซ่นมาสังเวยทุกวัน ไม่ต้องร่อนเร่หากินตามแบบผีไม่มีศาลเหมือนก่อนอีกแล้ว

แต่ขึ้นชื่อว่าคนชั่วหรือวิญญาณร้ายก็มีอุปนิสัยคล้ายๆ กัน คือชอบกลั่นแกล้งรังแกให้ผู้อื่น เดือดร้อน แม้ว่าผู้นั้นจะมีบุญคุณ ให้ที่อยู่ที่กินก็ไม่ละเว้น

 

จู่ๆ ฟ้าก็มืดครึ้ม ลมพัดอู้ๆ เหมือนเสียงใครกำลังหัวเราะอย่างเบิกบานใจ จนหลายๆ คนบอกว่าขนลุกขนพองไปตามๆ กัน!

หลังจากนั้นไม่นาน ครอบครัวนี้ก็มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันตลอด ลูกชายติดยา (แถวนั้นมีมากด้วย) ลูกสาวกลายเป็นเด็กใจแตก ลงเอยด้วยการโดนข่มขืนฆ่าในตึกร้างแถวนั้น

พ่อหันเข้าหาเหล้าจนถูกไล่ออกจากงาน แม่ก็กลายเป็นคนโมโหร้าย ทั้งบ่นบ้าและหาเรื่องด่าทอแทบไม่หยุดปาก นัยน์ตาขุ่นขวางเหมือนคนวิกลจริต

วันสุดท้ายเกิดไฟไหม้บ้านตอนดึก เพลิงนรกลุกลามจนบ้านช่องแถวนั้นวอดวายไปสิบกว่าหลัง บ้านต้นเพลิงตายหมดค่ะ…ตอนที่พวกเราตื่นตกใจ ขนของหนีไฟกันอลหม่านก็ได้ยินเสียงหัวเราะเย้ยหยันมาเข้าหู…

เสียงนรกจกเปรตนั่นดังมาจากศาลพระภูมิที่มีไฟลุกท่วม…ขนหัวลุกจริงๆ ค่ะ!

ปีศาจสุรา

แดดร่มลมตก ไอ้ฉิ่งกับไอ้เลี่ยมหิ้วเหล้ามาจากบ้านน้าแล่มคนละแกลลอนเพราะมีเพื่อนจาก จังหวัดกับ กงไกรลาศมาร่วมวงด้วย ผมหว่านแหได้ปลามาโข ไอ้ตาลจัดการเชือดไก่ต้มป่าส่งกลิ่นหอมฉุยยั่วน้ำลาย พรรคพวกช่วยกันปิ้งปลาทำน้ำจิ้มรสแซบ…วงเหล้าครึกครื้น มีเรื่องตลกสัปดนมาเล่าสู่กันฟังจนขำกลิ้งประสาขี้มา

อ้าว? เลยค่ำไปหน่อยเดียวดันเหล้าหมดซะดื้อๆ ไอ้ตาลรับอาสาไปซื้อเพิ่ม…แต่ลุกจากวงแป๊บเดียวก็หิ้วเหล้ามาแล้ว แถมพาเพื่อนมาอีกคน

วงเหล้าครึกครื้นต่อไป อาศัยแสงไฟที่ต่อจากบ้านพอได้เห็นหน้าเห็นตากัน!

จู่ๆ ไอ้ฉิ่งนึกยังไงไม่รู้ ดันพยักหน้าไปทางเพื่อนที่มันบอกว่ามาจากจังหวัด เล่าว่า…เมื่อวันก่อนเพื่อนไอ้ล้อมมันขี่รถเครื่องไปหาสาว อารามเมาเลยหักรถเป๋ไปชนต้นไม้ริมทางโครมเดียวกะโหลกยุบ คอหัก ไปหายมบาลโดยไม่ได้ล่ำลาเพื่อนฝูงซักคำเดียว

“เดี๋ยวนะ กูนึก ออกแล้ว เพื่อนมึงชื่อไอ้เตยใช่มั้ยวะ?” ไอ้ฉิ่งหันไปทางเพื่อน ซึ่งไอ้ล้อมก็พยักหน้าหงึกๆ ยอมรับ “ไอ้ฉิ่งตบเข่าฉาดฉาน “นั่นไง…เดือนที่แล้วมันก็เคยมากินเหล้ากับพวกเรา”

“ฮ้า! ไอ้เตยตายรึ?” ไอ้ตาลย่นคิ้ว “กูไม่อยากเชื่อเล้ย พวกมึงโกหกใช่มั้ยวะ?”

“กูเปล่านะ” ไอ้ฉิ่งร้อง ทำตาวาว “ไอ้ล้อมมันบอก”

“ตอแหลละมึง” ไอ้ตาลคำราม “ก็ไอ้เตยหิ้วเหล้ามาหยกๆ กูก็เพิ่งพามันมานั่งหัวโด่อยู่นี่ไง!”

พวกเราไม่มีใครกลัวผีเลยตามประสาหนุ่มวัยคะนอง อย่างมากก็รู้สึกขนลุกตอนฟัง แต่แล้วก็ลืมไปหมด เผลอๆ เมาดีเข้ายังบอกว่า…ผีมีจริงก็ขอให้มาเจอกันหน่อยเถอะน่า!

อ้อ! ที่ว่าเมาดีเข้าไปก็เพราะฤทธิ์เหล้าป่าดีกรีแรงขนาดจุดไฟติดน่ะซี…ส.ร.ถ. ว่าซะยังงั้น! เขาต้มเหล้ากันหลายบ้าน ใช้แป้งข้าวเหนียวกับแป้งเชื้อ กลั่นออกมาทางกระบอกไม้ไผ่เล็กๆ ขนาดบ้องกัญชา แหม…ใสแจ๋วเป็นตาตั๊กแตนเชียว

ตอนนั้นแกลลอนละ 160 บาท ก่อนจะขึ้นราคามาเรื่อยจนปาเข้าไปเกือบ 300 บาทแล้ว

หน้าเทศกาลก็ขออนุญาตสรรพสามิตเขาซะหน่อย แต่นอกเทศกาลก็ต้องซ่อนเร้นกันพอสมควร เหล้าแดงราคาสูงๆ น่ะไม่ได้แอ้มเงินพวกเราหรอกคุณ เพราะไอ้หนุ่มลูกทุ่งเงินน้อย อีกอย่างมันก็ไม่ถึงอกถึงใจเหมือนเหล้าป่าที่เคยซดกันมาตั้งแต่หนุ่มแตกพาน

1 แกลลอนต่อ 4-5 คนก็เมาหัวทิ่มบ่อแล้วครับ!

พูดถึงบ่อ เรามักตั้งวงกันใต้ร่มไม้ใกล้บ่อปลา อยากกินปลาก็หว่านแหโครมลงไป ได้ทั้งไอ้ดุกไอ้ช่อนและปลานิล ไม่ว่าจะปิ้ง เผา ผัด แกง มันก็กลายเป็นกับแกล้มรสแซบถึงใจทั้งนั้น

พวกเราเลี้ยงไก่กันทุกบ้าน ตั้งวงเมื่อไหร่ก็จับมาเชือดอ๊อก เดี๋ยวก็ได้ไก่ต้มแช่น้ำปลา ไก่อบฟาง หรือจะหั่นลงหม้อทำเป็นต้มป่าไก่รสแซบ ติดปากติดกลิ่นมาจนป่านนี้แน่ะ

ไอ้ตาลมันทำต้มป่าไก่เก่งครับ สูตรง่ายๆ คือฉีกพริกแห้ง บุบหัวหอม ฝานข่า หั่นตะไคร้ บีบมะนาว ใส่น้ำปลาเข้าไป เดี๋ยวก็หอมฉุยไปสามบ้านแปดบ้าน บอกไม่เชื่อ!

ใครอยากมาร่วมวงก็ไม่ว่ากัน แต่ทางที่ดีควรจะหิ้วเหล้ามาเพิ่มเติมซักแกลลอน ทีนี้ก็สุมหัวกันโจ้เหล้าซดต้มป่าโฮกๆ คุยฟุ้ง หัวเราะเฮฮาดังลั่นไปสามท้องคุ้งทีเดียวเชียว

บางวันเพื่อนฝูงพาเพื่อนมาจากกงไกรลาศมั่ง ตำบลใกล้ๆ บ้าง มาสมทบกันตั้งสิบกว่าคน คุยโม้คุยโตตามนิสัย ไอ้ที่พูดไม่เข้าหูก็ต้องให้เพื่อนพากลับ.. เดี๋ยวโดนยันตกบ่อปลาได้ง่ายๆ

หมุนเวียนกันไปๆ มาๆ จนนับไม่ถ้วนจริงๆ ครับ เดี๋ยวมาร่วมวงบ่อยๆ เดี๋ยวก็หายไปหลายนาน แต่บางคนมาก่อนหรือเกิดเปรี้ยวปากทนไม่ไหวก็ไม่รู้ พอผ่านวงไหนก็แวะวงนั้นจนเมาเพียบ ลืมเหล้าลืมแกล้มฝากวงเราซะดื้อๆ ยังงั้นเอง…ไม่ว่าอะไรกันอยู่แล้ว งานนี้

วันไหนขี้เกียจทำกับข้าวเราก็หาของแกล้มง่ายๆ อย่างมะขามสด มะม่วง มะดัน มะขามป้อม…จิ้มเกลือจิ้มกะปิเคี้ยวกร้วมๆ จนเสียวรากฟัน แต่ก็ชุ่มปากชุ่มคอดีพิลึกละครับ

จนกระทั่งถึงวันเกิดเหตุขนหัวลุก!

พวกเราหันขวับ ยังงุนงงกันทุกคน ยกเว้นไอ้ล้อมที่จ้องมองเพื่อนผู้มากับไอ้ตาลก่อนจะผงะหน้า ตาเบิกโพลง ร้องลั่นว่า…ผีหลอก! ผีหลอกโว้ย…

ผมอ้าปากค้าง มองเห็นหน้าไอ้คนที่มากับไอ้ตาลเลือดท่วมหน้า นัยน์ตาพลัดออกมาห้อยร่องแร่งข้างหนึ่ง อ้าปากฉีกขาดปะหงับๆ พลางส่งเสียงแหบโหย…กูหิวเหล้า!

เท่านั้นกลียุคก็อุบัติขึ้นทันใด…ผมรู้สึกตาลายพร่า เห็นใครๆ ลุกพรวดพราด บางคนโจนลงบ่อดังตูม บางคนร้องโหวยๆ เหมือนคนบ้า ผมเองทะลึ่งพรวดขึ้นได้ก็วิ่งเตลิดไม่คิดชีวิต…วงเหล้าของเราเลิกราไปหลาย วัน กลัวผีจะโผล่เข้ามาอีกน่ะซีครับ…บรื๋อส์!!

ปีศาจในตึกร้าง

ขณะที่เวียนเทียนสูดดมสารพิษจากถุงพลาสติกจนเกิดอาการ “เหวอ” หมดทุกคน บ้างก็ขุดหาสมบัติ บ้างกำลังหาทางปีนป่ายจะขึ้นไปคว้าดวงจันทร์…จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้อยู่ใกล้ๆ หันไปดูเห็นเด็กชายราวสิบขวบนั่งฟุบหน้าอยู่กับผนังตึกผุพัง จนเหลือแต่อิฐแดงๆ

“เฮ้ย! มาร้องไห้ทำไมวะ อยากดมกาวกะพวกกูหรือไง?

ถาม แล้วก็เข้าไปเขย่าตัว เด็กเจ้ากรรมหันขวับมาตาแดงจ้าพลางคำราม…แว่!! เล่นเอาแตกฮือเหมือนผึ้งแตกรัง ร้องเอะอะเอ็ดตะโรเหมือนคนบ้า วิ่งชนกันล้มลุกคลุกคลาน หัวร้างข้างแตกไปตามๆ กัน

ตั้งแต่นั้นมา พวกเด็กดมกาวก็หาทำเลใหม่ ไปยึดเอาสะพานลอยมั่วสุมกันสูดดมสารนรกต่อไป ได้โอกาสก็ตีชิงวิ่งราวให้ผู้คนต้องเดือดร้อน จนถึงบาดเจ็บล้มตายเป็นประจำ

เขา ว่ากรุงเทพฯ คือเมืองสวรรค์! แต่ถ้าคุณไม่ระวังตัวให้ดีๆ กรุงเทพฯ ก็อาจกลายเป็นเมืองนรกอเวจีไปได้ง่ายๆ เพราะทั้งภูตผีและโจรผู้ร้ายเต็มเมือง คอยจ้องจะเล่นงานคุณอยู่ตลอดเวลา…

รถราแล่นคึ่กๆ เสียงดังหนวกหู ไหนจะควันพิษคละคลุ้ง รถราติดขัดแทบตลอดทั้งวัน คอนโดฯ อพาร์ตเมนต์ หอพัก ห้องแบ่งเช่าสะพรั่งไปหมด ผู้คนสับสนปนเปกันจนดูไม่ออกว่าใครคนดี-คนชั่ว สุจริตชนหรือโจรผู้ร้าย เราไม่อาจคาดเดาได้หรอกครับ

ที่ร้ายกาจอันตรายสุดๆ คือพวกขี้ยา!!

พวกเงินหนาเล่นยาอี ยาไอซ์ หรือสูดโคเคน ถือว่าชั้นสูงเพราะเงินหนา ไม่ค่อยสร้างปัญหาให้ชาวบ้านเท่าไหร่ เปิดห้องหรูเสพยามั่วเซ็กซ์กันค่อนข้างมิดชิด ยก เว้นพวกซ่าเปิดเพลงดังแสบแก้วหูเพื่อนข้างห้อง มักจะโดนโทร.ไปแจ้งตำรวจให้มาซิวไปทั้งโขยง

สาวๆ วัยเอ๊าะ นัก เรียนนักศึกษาก็มี เห็นแล้วน่าสงสารพ่อแม่จริงๆ ครับ

พวกที่เล่นผงขาว เสพยาบ้า ลงมาถึงพวกเด็กๆ ดมกาวนี่ซีน่ากลัวมาก มักจะหลบมุมตามตึกร้างบ้านร้าง หรือไม่ก็ซากตึกแถวที่รื้อไว้ครึ่งๆ กลางๆ มีมากมายเกือบทุกซอยก็ว่าได้ กลายเป็นมุมมืดหรือสวรรค์ของพวกขี้ยาไปเลย

อ้อ! สวรรค์ของหนุ่มสาวที่คิดสั้น อาศัยเป็นวิมานชั่วคราวเข้าไปพลอดรักกันด้วย ยามซวยผู้ชายก็โดนฆ่าทิ้ง ผู้หญิงโดนกลุ้มรุมข่มขืนเพราะความชะล่าใจไม่เข้าเรื่อง

ขยะเกลื่อนกลาด ทั้งหนังสือพิมพ์ ซองบุหรี่ ถุงพลาสติก ถุงยางอนามัย กระป๋องเบียร์ กับถุงขนม กระป๋องกาว 3 เค เศษอาหาร…บางคืนผมเดินผ่านได้ยินเสียงพูดคุยดังพึมพำ กลิ่นเหม็นเอียนๆ ลอยมากระทบจมูกก็มี

ในมุมกลับ มันคือนรกของพลเมืองดี!

พวกผู้หญิงสาวๆ ที่ต้องเดินผ่านตอนกลางคืน โดนจี้ โดนทำร้าย รวมทั้งโดนลากเข้าไปข่มขืนในมุมลี้ลับของซากตึก ที่คนนอกมองเข้าไปไม่เห็นนั่นแหละ

มีคนตายเพราะโด๊ปยาเกินขนาด ถูกฆ่าชิงทรัพย์ โดนข่มขืนฆ่าปิดปาก เรื่องผีดุก็ชักจะร่ำลือกันหนาหู ถือว่าธรรมดาเพราะไม่ว่าซอยไหนๆ ก็มีคนตาย ทั้งโดนฆาตกรรมกับอุบัติเหตุทั้งนั้น

แหม! เรื่องที่เล่าลือกันปากต่อปากน่ะ ฟังแล้วเล่นเอาขนลุกขนพองจริงๆ ครับ

หนุ่มเดินเข้าซอยมาก็เห็นสาวสวยสายเดี่ยว หุ่นเซ็กซี่ ผมยาวสยาย เดินบิดสะโพกงอนงามเข้าไปในซากตึก เกิดสงสัยว่าสาวสวยอุตริเข้าไปทำไม หรือจะให้ท่าแบบล่อไอ้เข้ละมั้ง? เลยตามก้นต�อยๆ เข้าไปเพื่อพิสูจน์ให้รู้แน่

ลมเย็นๆ พัดวูบ สาวเจ้าหันขวับมายิ้มหวาน แต่ปากกว้างตั้งคืบ อากาศเหม็นคลุ้ง เล่นเอาหนุ่มร้องจ๊าก หงายหลังล้มตึง พอลุกขึ้นได้ก็หมุนตัวกลับ เผ่นอ้าวไม่คิดชีวิต สติแตกกระเจิงไปเลย

นักศึกษาหญิงกลับหอพักมาสามคน คิดว่าคงไม่มีอะไรหรอกน่า แต่พอผ่านซากตึกนั่นก็เห็นเด็กชายเดินโซเซออกมา ตอนแรกคิดว่าคงจะเป็นพวกเด็กเมายา…

คุณพระช่วย! เลือดสดๆ แดงฉานเต็มอก อ้าปากร้องแต่ไม่มีเสียง ร่างโงนเงนไปมา พวกสาวๆ ร้องแต่ว่าเด็กโดนแทง! ทำท่าจะวิ่งเข้าไปช่วยเหลือ แต่เด็กอุบาทว์นั่นหายวับไปกับตา

“ว้าย! ผีหลอกแล้ว! ช่วยด้วย…”

เสียงแผดจ้าเข้าใส่กันจนต่างคนต่างตกใจ ร้องเหมือนคนบ้าจี้ วิ่งเตลิดเปิดเปิง ล้มลุก คลุกคลานไปตามๆ กัน สบถสาบานว่าจะไม่ยอมเดินผ่านซอยนี้ตอนค่ำคืนอีกต่อไป เสียเงินค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างยังดีกว่าหัวใจล่มสลายเพราะโดนผีหลอกเอาจังๆ

ขนาดพวกวัยรุ่นที่ดอดเข้าไปดมกาวยังไม่วายเจอดีเลยครับ!

 

ผีกลางเมือง

 

เพื่อนบ้านบางคนบอกว่าหลุมเล็กๆ ตื้นๆ เหมาะสำหรับเด็กลงไปยืนแล้วโยนเงินใส่หลุมไกลๆ เพื่อวัดความแม่นยำมากกว่า แต่คนฟังก็ยังปวดหัวอยู่ดี โดยเฉพาะคำว่า “หลุมเมือง” ทำยังไงก็ไม่เข้าใจจริงๆ

จนกระทั่งถึงคืนขนหัวลุก!

ผมเสร็จธุระ เกี่ยวกับการตกลงซื้อขายพืชไร่ราวสองทุ่มกว่า กินข้าวเรียบร้อยแล้วก็ขับปิกอัพกลับบ้าน..คืนนั้นเดือนหงายแจ่มฟ้า แต่รถราไม่ค่อยมีทำให้เดินทางสะดวก กระทั่งใกล้หลุมเมืองที่ว่า ผมก็ชะลอรถโดยไม่รู้ตัว

ต้นไม้ใหญ่ยืนโดดเด่นอยู่ริมทางต้นเดียว เสียงลมพัดโชยมากับเสียงหัวเราะคิกคักชัดเจนน่าเอะใจ จ้องมองไปที่หลุมเมืองก็ได้เห็นภาพแปลก ประหลาดที่ทำให้ขนลุกซู่ซ่าเกรียวกราวไปทั้งตัว!

ฟ้าดินเป็นพยาน! เด็กๆ ราวสิบขวบทั้งหญิงและชายไว้ผมจุกทุกคน ยืนอยู่ในหลุมตื้นบ้างลึกบ้าง กำลังโบกไม้โบกมือพลางหัวเราะต่อกระซิกกันเสียงเยือกเย็น ฟังแล้วถึงกับสะท้านสะเทือนเข้าไปถึงหัวอกหัวใจ

คิดว่าท่านผู้อ่านคงจะรู้กันดีว่าต้นศรีมหาโพธิ ได้มาจากพุทธคยา ประเทศอินเดียเรื่องไผ่ตง หวานก็เหมือนกัน รับรองว่าไม่มีที่ไหนโอชะเหมือนบ้านผมอีกแล้ว รวมทั้งหน่อไม้ต่างๆ ก็ได้รับคำชมเชยจากคนต่างถิ่นว่า หน่อไม้ปราจีนอร่อยที่ซู้ดดด…

ผลไม้ลือเลื่องแทบไม่ต้องเอ่ยถึงก็ยังได้

คิดดูซีครับว่าปราจีนเป็นจังหวัดในเขตเขาใหญ่ หรือภาคอีสานตอนล่าง แล้วยังมีเนื้อที่ไปทางสระแก้ว ชลบุรี ระยอง…จัดอยู่ในจังหวัดหนึ่งของภาคตะวันออก แล้วผลไม้นานาพันธุ์จะไม่ดกดื่น ทั้งน่ากินและเอร็ดอร่อยถูกปากนักชิมได้ยังไง?

เขตเมืองทวาราวดี?

นี่ก็ตรงตัวเผง เผลอๆ จะเป็นเมืองเก่าสมัยขอมเรืองอำนาจด้วยซ้ำ เพราะที่นั่นมีศิลาแลงสำหรับก่อสร้างปราสาทหรือเทวสถานมากมาย…มีเรื่อง แปลกประหลาดและน่าขนหัวลุกปะปนอยู่ด้วยเป็นธรรมดา

วันนี้ผมจะเล่าเรื่อง “หลุมเมือง” ที่ศรีมหาโพธิให้ฟังครับ!

ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางหรือบุกป่าฝ่าเขาอะไรให้เหนื่อยยาก เพราะหลุมเมืองที่ว่าน่ะอยู่ริมถนน แถมติดกับหมู่บ้านด้วยซ้ำ

เป็นหลุมลึกบ้างตื้นบ้าง ประมาณว่าขนาดเอวเด็ก 10 ขวบ อย่างลึกก็ไม่เกินอกเรียงรายกันอวดตาผู้คน แถมแฝงปริศนาท้าทายว่า หลุมเมืองน้อยใหญ่ทั้งหลายแหล่นั่นน่ะทั้งหมดมีอยู่กี่หลุม? และใช้สำหรับทำอะไรกันแน่? คนโบราณคงไม่อุตส่าห์ลงทุนลงแรงขุดเล่นแก้เหงาดอกน่า?

ผมต้องขับรถผ่านเส้นทางนี้บ่อยครั้ง ถ้ามีเพื่อนฝูงจากต่างจังหวัดมาหาก็ถือโอกาสพาไปดู ทดลองกระโดดขึ้น-ลงสนุกสนาน แล้วให้ช่วยกันนับว่าทั้งหมดมีกี่หลุม?

40-41 แล้วแต่จะเชื่อมั่น แต่หลายๆ คนยืนยันว่ามีหลุมเล็กๆ เตี้ยๆ ถูกใบไม้แห้งคลุมจนแทบมองไม่เห็น รวมแล้วเป็น 44 หลุม

ผิดครับ เพราะเขานับกันชนิดเป็นการเป็นงานได้ทั้งหมดถึง 48 หลุมนั่นแน่ะ!

ว่าแต่หลุมเมืองนี่ผู้คนยุคก่อนหลายร้อยปีเขาขุดไว้เพื่ออะไรกัน?

รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จมาเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2451 ท่านทรงสันนิษฐานไว้ว่า “เป็นหลุมสำหรับโขลกปูนที่จะปั้นลวดลายเครื่องประดับปรางค์ปราสาท”

ส่วนคนรุ่นเก่ากว่านั้นบอกว่าเป็นหลุมสำหรับเล่นกีฬาพื้นบ้าน เรียกว่า “หลุมเมือง”

แถมบอกกล่าวถึงวิธีเล่นว่าไปนั่งข้างหลุมแล้วหยอดเงินใส่หลุมไปเรื่อยๆ จนเงินหมดก็หยิบเงินในหลุมอื่นมาหยอดต่อจนหมดเงินแล้วถูกปรับเป็นแพ้

ฟังแล้วก็ยังงงๆ อยู่ครับ

คุณพระคุณเจ้า! เด็กๆ ที่ไหนจะยกโขยงเป็นสิบๆ คนมาเล่นหลุมเมืองในยามค่ำมืดดึกดื่นแบบนี้?

ทันใดนั้นเอง เสียงหัวเราะน่าขนลุกก็หายเงียบไป เด็กเจ้ากรรมกลุ่มนั้นค่อยๆ หันมามองผมอย่างเชื่องช้า นัยน์ตาแดงจ้าราวถ่านไฟที่กำลังคุอยู่ในเตา ผมตบเกียร์เหยียบคันเร่ง ตะบึงรถรวดเดียวถึงบ้าน

 

สุสานเก่าแก่

ในยามค่ำคืนจะแว่วเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังแว่วมาตามสายลม หมู หมาก็หอนเสียงโหยหวนเยือกเย็นจับใจ พระเณรเล่าว่าเคยเห็นน้าคำอุ้มลูกออกมาจากเจดีย์แล้วหยุดยืนอยู่ข้างกุฏิ แหงนหน้าขาวซีดมาจ้องมอง..เห็นชัดในแสงจันทร์ เล่นเอาต้องปิดหน้าต่างโครมครามเข้ามุ้งคลุมโปงทันที

บางคืนตอนดึกๆ จะได้ยินเสียงบันไดเก่าๆ ลั่นเอี๊ยดอ๊าด บ่งบอกว่าปีศาจตายทั้งกลมกำลังก้าวขึ้นมา โดยไม่ได้แยแสว่าเป็นกุฏิของพระเณรแต่อย่างใด

เสียงสลัดเสื่อพึ่บพั่บ กับเสียงม้วนเสื่อตอนค่อนรุ่ง ไม่ช้าก็มีเสียงหมาหอนจากใต้ถุนกุฏิตามไปจนถึงเจดีย์อันเป็นที่เก็บกระดูก ของน้าคำ..แสดงว่าผีแม่ลูกมาอาศัยหลับนอนในกุฏิพระนั่นเอง!

ในที่สุด พระเณรก็ทนไม่ไหวย้ายหนีไปเกือบหมดสิ้น ผู้ใหญ่พูนรู้ข่าวก็ร้อนใจไปตามหลวงตาโฮมจากอำเภอมาช่วยเหลือ ได้ถามสาเหตุก็ได้ความว่าเจดีย์แตกร้าวไม่อาจจะคุ้มแดดคุ้มฝนได้ วิญญาณได้รับความเดือดร้อนจึงต้องไปอาศัยกุฏิพระอยู่

หลายๆ รายก็ปรากฏแต่เสียงที่แปลกประ หลาดน่าขนลุกขนพอง หรือไม่ก็เป็นกลิ่นสาบสางจนถึงเหม็นเน่า ทำให้รู้แน่ว่าโดนผีหลอกเข้า ให้แล้ว

สาเหตุเพราะมายาการมากมายเช่นนี้เอง จึงเรียกขานกันโดยทั่วไปว่า “ผีหลอก

ผู้เฒ่าผู้แก่บ้านผมที่มหาสารคามเคยให้ความรู้ว่า ขึ้นชื่อว่าผีแล้วย่อมมีทั้งดุมากและดุน้อยแตกต่างกันไป ส่วนมากผีที่ตายตามธรรมชาติคือแก่ตาย หรือถึงแก่อายุขัยมักจะไม่ดุร้ายอะไร ตรงข้ามกับผีตายโหง เช่น ถูกฆ่าตายหรือฆ่าตัวตายจะดุร้ายน่ากลัวที่สุด

ผีกำลังตั้งท้องด้วย เรียกว่าตายท้องกลม หรือ “ตายทั้งกลม” จะยิ่งดุร้ายสาหัสเป็นทวีคูณ!

สมัยเด็กผมอยู่ตำบลหนองกุง อำเภอเมือง เคยเกิดเรื่องสยองขวัญเมื่อมีผู้หญิงตายเพราะการคลอดลูก ชื่อน้าคำ เป็นเมียผู้ใหญ่บ้านชื่อลุงพูน ผีน้าคำดุร้ายที่สุด ไม่เลือกว่าพระเณรล้วนโดนแกหลอกแทบปางตายทั้งนั้น

เคยได้ยินว่าเขาไม่นิยมเผาผีตายทั้งกลม แต่จะฝังไว้ก่อนเป็นปี ส่วนบ้านผมเมื่อสวดสามวันแล้วก็นำศพน้าคำไปเผาที่วัดนาคูณ

ผมจำเหตุการณ์วันนั้นได้ติดตามาถึงทุกวันนี้!

วันเผาศพเกิดดินฟ้าอากาศแปรปรวน เมฆหนาทึบลอยลงต่ำ ลมพัดแรงจนกลายเป็นพายุอื้ออึง ต้นไม้ใหญ่น้อยไหวโยกตามแรงลมโหมกระหน่ำทำท่าจะถอนรากถอนโคนจนคนมาเผาศพหน้า ถอดสี นัยน์ตาเลิ่กลั่กไปตามๆ กัน พวกเด็กๆ ล้วนกอดแขนพ่อแม่แน่นด้วยความหวาดหวั่น บางคนถึงกับร้องไห้ก็มี

เมื่อพระสวดเสร็จก็ทำพิธีเผาศพง่ายๆ ชาวบ้านนั่งยองๆ พนมมือ บ้างก็นั่งกับพื้นมองดูไฟลุกคึ่กๆ ในกองฟอน ควันดำโขมงพุ่งขึ้นมาเป็นสาย ส่ายพุ่งไปตามลมเหมือนมีชีวิตชีวากระนั้น!

จู่ๆ ก็มีเสียงร้องกรี๊ดๆ ออกมาจากกองไฟที่กำลังลุกโชน..เสียงของน้าคำชัดๆ

พวกเด็กร้องไห้ ชาวบ้านผงะหน้า คนที่นั่งยองๆ หงายหลังลงไปตาเหลือกลาน สายลมยิ่งพัดกระ หน่ำ เถ้าถ่านปลิวว่อนไปหมด เสียงร้องกรี๊ดๆ อย่างเจ็บปวดฟังแล้วชวนให้สยดสยองสิ้นดี ผู้หญิงทั้งแก่และสาวเป็นลมเป็นแล้งไปหลายคน

ชาวบ้านที่กลัวจนทนไม่ไหวถึงกับยกมือไหว้พระ แล้วจ้ำอ้าวกลับบ้านไปก่อนที่จะเผาศพเสร็จสิ้น!

ในที่สุดก็เผาศพได้เรียบร้อย ผู้ใหญ่พูนนำกระดูกลูกเมียไปใส่ไว้ในเจดีย์ข้างวัดนาคูณนั่นเอง..แต่วิญญาณ ดุร้ายของผีตายทั้งกลมก็ออกมาอาละวาด เล่นเอาผู้คนขวัญหนีดีฝ่อไปตามๆ กัน!

ตอนโพล้เพล้มีคนเห็นน้าคำนั่งอุ้มลูกพิงเจดีย์ บางวันก็เดินไปมาช้าๆ อยู่รอบเจดีย์นั้น ท่ามกลางเสียงยอดโพธิ์ยอดไทรสะบัดกิ่งใบซู่ซ่าแทบไม่ขาดเสียง

 

หลวงตาจึงให้ผู้ใหญ่พูนทำบุญกระดูกลูกเมีย แล้วซ่อมแซมเจดีย์จนเรียบร้อย..ปีศาจน้าคำก็สงบสุขตั้งแต่นั้นมา!

คืนเรียกผี

เหตุการณ์สยองขวัญเกิดขึ้นเมื่อดิฉันย้ายไปอยู่ราวเดือนเศษๆ ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับคนอื่นเท่าไหร่ นอกจากเด็กๆ รุ่นน้องที่เราสนิทสนมกันง่าย ตกเย็นโรงเรียนเลิกก็ออกมาวิ่งเล่นกันเกรียวกราว ดิฉันกลายเป็นหัวโจกของพวกเด็กๆ การเคหะไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

เรา เล่นไล่จับ วิ่งเปี้ยว มอญซ่อนผ้า ขี่ม้าส่งเมือง พวกเด็กผู้ชายก็เล่นหยอดหลุมทอยกองไปตามเรื่อง ตกค่ำถึงจะเข้าบ้านอาบน้ำกินข้าว ดูหนังสือหรือทำการบ้านก่อนเข้านอน

ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่หลับหรอกค่ะ เพราะเด็กๆ น่ะยังไม่มีปัญหารกสมองเหมือนพวกผู้ใหญ่ พอหัวถึงหมอนก็หลับสนิทเรียบร้อย

จนกระทั่งถึงคืนสยองขวัญ!!

คืน นั้น หลังจากอาบน้ำกินข้าวและท่องหนังสือก่อนสอบแล้ว ดิฉันก็เข้านอนตามปกติ…หลับสนิทตามเคยค่อนข้างยาว เพราะมารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตีสี่กว่าๆ แล้ว อันที่จริงก็ยังไม่ถึงเวลาตื่น แต่เกิดตาสว่างจนนอนไม่หลับ ตัดสินใจเปิดมุ้งลุกไปดูวิวที่หน้าต่างยามใกล้รุ่งเล่นเพลินๆ

เมื่อโตขึ้นก็ชอบอ่านเรื่องผี ดูทีวีที่เกี่ยวกับเรื่องผี ไม่ว่าจะเป็นหนังหรือรายการเขย่าขวัญต่างๆ ชนิดเรียกว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้เลยล่ะค่ะ

แหม! ไม่นึกว่าตัวเองจะต้องเจอะเจอกับเรื่องสยองขวัญเข้าเต็มเปานี่คะ!

แม้ว่าจะเป็นเหตุ การณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อราวสิบปีมาแล้ว แต่ภาพน่ากลัวสุดขีดที่ได้เห็นก็ยังติดหูติดตามาถึงทุกวันนี้

ตอนนั้นดิฉันอยู่ในวัยรุ่น มาอาศัยอยู่กับน้าที่การเคหะชุมชนธนบุรี เป็นบ้านชั้นเดียวที่เรียงรายยาวเหยียด พวกเราเรียกกันว่า “ยิงยาว” จนติดปาก ด้านหน้ามีต้นไม้ใหญ่และลานจอดรถกว้างขวาง บรรยากาศสงบสุข ไม่น่าจะมีเรื่องผีๆ สางๆ น่าขนหัวลุกหรอกค่ะ

แต่ที่ไหนได้ล่ะ…

ความรู้สึกเสียว สังหรณ์บางอย่างทำให้ดิฉันเย็นวูบที่ท้ายทอย แล่นวาบไปตามไขสันหลัง ขนลุกซ่าไปทั้งตัว…จนกระทั่งใกล้จะผ่านต้นมะม่วงหน้าบ้านอยู่รอมร่อ เขากลับวิ่งเลี้ยวเข้าไปหาช้าๆ

คุณพระช่วย! นั่นเกิดนรกจกเปรตอะไรขึ้นมา?

ตรงโคนต้นนั้นน้าชายดิฉันลงแปลงดอกไม้เล็กๆ ล้อมรอบไว้ แต่ชายประหลาดกลับวิ่งย่ำไปโดยไม่แยแส…ไม่แต่เท่านั้น ร่างกำยำยังวิ่งเข้าหาโคนต้นไม้ แล้วทะลุหายเข้าไปต่อหน้าต่อตาดิฉันในบัดดล!

คุณพระคุณเจ้าโปรดช่วยด้วยเถิด! ดิฉันรู้สึก เหมือนมีดาวนับล้านๆ ดวงกำลังแตกกระจายเต็มหน้า สีเขียวๆ แดงๆ ทำให้ม่านตาลายพร่า แก้วหูลั่นเปรี๊ยะๆ เพราะเสียงหวีดร้องของตัวเอง ก่อนที่สรรพสิ่งจะวูบวับดับหายไปจากความทรงจำ

ดาวเกลื่อนฟ้าจนมองเห็นลานกว้างด้านหน้า ดูเงียบเชียบเยือกเย็นเหมือนโลกร้าง…จนกระทั่งเหลือบไปเห็นชายคนนั้นเข้าพอดี!

ร่าง ใหญ่กำยำในชุดวอร์์มกำลังวิ่งเหยาะๆ ผ่านหน้าบ้านไป มีฮู้ดคลุมหัวเหมือนนักกีฬา หรืออาจจะเป็นนักมวยในละแวกนั้นที่มาออกกำลังก็เป็นได้ แต่รู้สึกว่าท่าทางออกจะแข็งๆ เหมือนหุ่นยนต์มากกว่าคนธรรมดา

เขาวิ่งไปจนสุดทางแล้วอ้อมกลับมาอีกครั้ง…

ใกล้เข้ามา…ใกล้เข้ามาทุกที!

ดิฉัน นึกเอะใจยังไงไม่รู้เมื่อดูคล้ายเขาไร้ศีรษะ หรืออาจจะเป็นเพราะก้มหน้าก็เป็นได้ แต่ท่าทางวิ่งของชายนั้นก็ดูขัดตาพิลึก เพราะคนเราทั่วๆ ไปต้องแกว่งแขนเวลาวิ่งใช่ไหมคะ แม้ว่าจะงอแขนทั้งสองข้างก็เถอะ แต่ทำไมสองแขนเขาดูแข็งทื่อ แนบชิดกับลำตัวอยู่ตลอดเวลาก็ไม่ทราบ

มารู้สึกตัวอีกทีก็เห็นใบหน้าของน้าชายกับน้าสะใภ้กำลังมองดูด้วยความห่วงใย ได้กลิ่นยาหม่องอวลซ่าน มีเสียงปลอบโยนแว่วๆ ว่าไม่มีอะไร…ไม่เป็นอะไรแล้ว…แต่ดิฉันน่ะปล่อยโฮออกมาด้วยความอัดอั้น ใจสุดขีดเลยค่ะ

ไม่มีใครรู้สาเหตุว่าผีตนนั้นมาจากไหน แต่ดิฉันไม่ยอมโผล่หน้าต่างออกไปดูอะไรตอนกลางค่ำกลางคืนอีกเลยค่ะ! บรื๋ออออ….