Ghost

There are 53 entries in this Category.

สืบจากศพ

เมื่อถามอ้อมว่าได้กลิ่นนั่นมั้ย? เธอพยายามทำจมูกฟุดฟิดแล้วบอกว่าไม่ได้กลิ่นอะไรเลย นอกจากกลิ่นเนื้อย่าง… สงสัยดิฉันจะคิดไปเอง

จังหวะ นั้นเอง ฝ้ายก็เดินมาหาเราสองคน แล้วหยุดชะงักเหมือนชนเข้ากับอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น…ฝ้ายหันมามอง ดิฉันด้วยสายตาประหลาดใจล้นเหลือ

“ทำไมตรงที่เธอยืนอยู่นี่มันหนาว จัง?” ขนแขนเธอลุกเกรียวอย่างน่าตกใจ ฝ้ายมองซ้ายมองขวาแล้วเงยดูเพดาน เธอสงสัยว่าช่องแอร์จะอยู่แถวนี้ ก่อนจะลองถอยไป 2-3 ก้าวแล้วยิ้มได้ “ดูซิ…มายืนตรงนี้ไม่เย็นเลย”

ใช่ค่ะ…ไอเย็นมันลอยเป็นกลุ่มก้อน ข้างๆ ตัวดิฉันอย่างอธิบายไม่ได้…ครู่ต่อมากลุ่มก้อนไอเย็นก็หายไป คล้ายกับมันเคลื่อนตัวไปทางอื่นรอบๆ ห้อง เพราะเห็นเพื่อนบางคนทำห่อไหล่ ลูบแขนตัวเอง…เดี๋ยวก็ทางโน้น เดี๋ยวก็ทางนี้

อึดใจต่อมา ท่ามกลางเสียงพูดคุยทั่วๆ ห้อง ดิฉันได้ยินเสียงหัวเราะ…คุณพระช่วย! เสียงของเรแน่ๆ ดิฉันรีบมองหา บอกอ้อมว่า…เรมาอยู่กับเราในห้องนี้แล้วละ!

ไม่ ใช่ดิฉันคิดคนเดียว เพื่อนผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกว่าเขารู้สึกแปลกๆ และมองเห็นเรแวบๆ ในกลุ่มพวกเรา! เพื่อนๆ เริ่มหันมามอง ชักจะพูดเรื่องเดียวกันไปทั้งห้อง

“เราอาจจะเป็นอุปาทานหมู่ก็ได้นะ” อ้อมออกความเห็น ซึ่งก็ไม่มีใครขัด…มันอาจจะเป็นไปได้อย่างที่เธอพูด เพราะเราทุกคนกำลังคิดถึงเรกันทั้งนั้น

เงาบางอย่างผ่านแวบเข้ามา ดิฉันจ้องดูแล้วก็ต้องตกตะลึงจนตัวชา!

เร-เป็นคนสวยที่สุดในห้อง แถมเรียนเก่งด้วยละ แล้วยังมีเรื่องขำๆ มาเล่าให้พวกเราหัวเราะกันอยู่เสมอ งานไหนไม่มีเร งานนั้นจะกร่อยไปเลย งานเลี้ยงรุ่นครั้งที่ 13 นี้จึงมีแววเศร้าๆ ฉาบฉายอยู่ทั่วถ้วนทุกใบหน้า ใครๆ ก็พูดถึงเร! อยากให้เรมา…

ตอนหกโมงเย็น ดิฉันกับอ้อมไปถึงงานก่อนเพื่อน เราจองห้องจัดเลี้ยงไว้ที่โรงแรมหรูย่านสีลม ให้ห้องนี้เราจะได้เอะอะกันได้เต็มที่ ไม่ต้องออมเสียง ทำตัวให้เหมือนตอนอยู่โรงเรียน เฮฮามากค่ะ แย่งกันคุย ไม่มีใครฟังใคร

เราผูกพันกันเหมือนพี่เหมือนน้อง เพราะเรียนด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาลแน่ะค่ะ เมื่อเรไปรถคว่ำเสียชีวิต เราจึงรู้สึกเหมือนสูญเสียน้องสาวที่เรารักไปเลย

ราวหนึ่งทุ่มก็มากันเกือบ 30 คน เสียงจ้อกแจ้กจอแจและพูดถึงเรกันทั่วงาน!

“เราว่าป่านนี้เรต้องมาอยู่ในห้องด้วยแน่ๆ” อ้อมพูดกับเพื่อนๆ

ทันใดนั้น ไม่รู้ว่าอุปาทานหรือเปล่านะคะ ดิฉันได้กลิ่นดอกพุดซ้อน…ดอกไม้ที่เรชอบมาก เธอเคยไปที่บ้านดิฉันและชื่นชมกับต้นพุดซ้อนที่เราปลูกไว้…พอได้กลิ่นนี้ ดิฉันถึงกับตื้นตันในลำคอเหมือนมีอะไรมาจุกไว้ น้ำตาก็ปริ่มขึ้นมาทันที!

 

ในกระจกเงาที่ผนัง…เรยืนอยู่ที่นั่น! ร่างเล็กๆ บอบบางของเธออยู่ในชุดผ้าไทยสีแดง-ชุดที่เธอใส่มางานเลี้ยงรุ่นปีที่แล้ว ผมยาวประบ่า คาดด้วยที่คาดผมที่ถักเป็นเปีย แว่นตาของเธอสะท้อนแสงวาววาบ ขณะที่เราก้มหน้านิดหนึ่งเป็นเชิงทักทาย ใบหน้ามีรอยยิ้มละไม

ดิฉันหันมองอ้อมกับเพื่อนๆ พอหันไปที…เธอหายไปแล้ว!

“นี่ประวิตร” ดิฉันสะกิดเพื่อน “ตะกี้ที่เธอบอกว่าเห็นเรน่ะ เห็นยังไง?”

“อ๋อ! ก็แต่งชุดสีแดงๆ คาดผมเปีย แต่เห็นแวบเดียวนะ กะพริบตาทีเดียวก็หายไป ตกใจเหมือนกัน…ถามทำไมเหรอ รึว่าเธอก็เห็นด้วย?”

ดิฉันพยักหน้า “ดูเรเขามีความสุขดีนะ ทั้งๆ ที่เขาตายแบบนั้น”

เรรถพลิกคว่ำ พลิกหลายตลบแล้วตกลงไปในคูที่ต่างจังหวัด ร่างเธอแหลกเหลว กระดูกแตกหักไปทั้งตัว…ทีแรกดิฉันคิดว่าคนเราตายอย่างไรก็คงจะทุกข์ ทรมานอยู่อย่างนั้น แต่การที่ได้เห็นเรในวันเลี้ยงรุ่นครั้งที่ 13 นี่ ทำให้ดิฉันเปลี่ยนแนวความคิดใหม่

ความตายไม่น่ากลัว มันเหมือนเราหกล้มหัวเข่าแตกแล้วมันก็ผ่านไป…เรารักษาแผลหายแล้วใช้ชีวิต สนุกสนานไปตามปกติ ลืมแล้วว่าเราหกล้มมา…ความตายก็คงเป็นเช่นนั้น

เรรถคว่ำ ร่างสูญสลายแต่วิญญาณเธอยังอยู่และยังมีชีวิต ถึงจะเป็นในอีกรูปแบบหนึ่งก็ตาม…รูปแบบที่ไม่มีร่าง กายอย่างเราไงคะ!

ดิฉันนึกขอบคุณเร-เพื่อนรัก การมาของเธอทำให้ดิฉันหายกลัวตายไปเยอะเลย วิญญาณยังอยู่จริงๆ นะคะ เราหมั่นทำความดีกันดีกว่า เชื่อว่าต้องมีผลกับเราในวันหนึ่งแน่นอน!

ผีสิงในคาสิโน

เรื่องยังไม่จบแค่นี้ ในวันรุ่งขึ้นทุกคนก็เจอเรื่องเดิมอีกจนเขาบอกว่าเริ่มชินแล้ว คือ จากกลัวจนเลิกกลัวแล้วเพราะเหนื่อยจากการทำงานกันมาก วันนี้ฉันและพี่ที่อยู่ห้องเดียวกันอีกคนยังไม่ไปที่ทำงานเพราะต้องเคลียร์ งานกันในห้อง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็จะไปยังสถานที่ทำงานจึงเดินออกมาปิดล็อกห้องอย่าง ดี แต่ห้องของพี่ผู้ชายกลับเปิดอ้าไว้ทั้งที่พวกเขาออกไปทำงานกันหมด ฉันกำลังจะไปปิดประตูให้แต่พี่ผู้ชายเดินออกมาจากลิฟท์พอดี ฉันจึงตำหนิเขาว่าเปิดประตูทิ้งไว้ทำไม เพราะมีของมีค่าอยู่เยอะมาก พวกเขาก็ยืนยันว่าปิดล็อกเรียบร้อยแล้ว พี่ผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นว่าน้องมาเปิดนะสิบาคาร่าเมื่อวานเขาก็เห็นว่าน้อง เปิดประตูรอพวกเขากลับมา เท่านั้นแหละทุกคนก็รีบชวนกันลงมาข้างล่างทันที

สี่ วันผ่านไปอย่างร้อนๆ หนาวๆ ในที่สุดก็ได้กรับกรุงเทพสักที รู้สึกดีใจมากๆ เพราะรู้สึกกลัว ไม่อยากเจอ แม้จะรู้สึกบ้างแต่ยังดีที่ไม่เคยเห็นแบบจะๆ ก่อนกลับก็ถามแม่บ้านที่โรงแรมจึงได้ความว่า เคยมีนักท่องเที่ยวที่เป็นเด็กเสียชีวิตที่นี่ และเขาก็ไม่ไปไหน ยังคงวนเวียนชวนให้แขกที่มาพักไปเล่นกับเขาอยู่แบบนี้มานานแล้ว

ตอนนั้นฉันและพี่ที่ทำงานรวมกัน 7 คน ไปทำงานที่จ.ภูเก็ต และต้องไปพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ฉันนอนกับพี่ผู้หญิงอีกสองคน ส่วนผู้ชายก็นอนด้วยกันสามคนที่ห้องด้านขวา หัวหน้าอยู่ห้องด้านซ้าย การทำงานผ่านไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งคืนที่หนึ่งของการพักผ่อนผ่านพ้นไปคาสิโนออนไลน์ พวกเราทั้งหมดไปรับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม แต่สีหน้าของพวกเขาดูหมองคล้ำ อ่อนเพลีย คล้ายคนอดนอน ฉันจึงเข้าใจว่าพวกเขาคงแอบไปเที่ยวกลางคืนกันเป็นแน่ จึงไม่ได้ถามไถ่อะไร และพวกเขาก็ไม่พูดอะไรด้วย จากนั้นพวกเราก็ไปทำงานกัน

จนกระทั่งใกล้จะเลิกงาน พวกผู้ชายเริ่มมีอาการไม่อยากกลับที่พัก ทั้งที่ดูง่วงหง่าวหาวนอนกันเป็นทิวแถวแท้ๆ ถามกันไปมาจนได้ความว่า พวกเขาเจอ “ผีเด็กมาเล่นด้วยทั้งคืน!!!” เมื่อเอาผ้าห่มคลุมโปง ผีเด็กก็ดึงผ้าห่มออกอยู่แบบนั้น และวิ่งไปมาภายในห้องอย่างสนุกสนาน (สนุกอยู่คนเดียว) ทำให้พวกเขาต้องอยู่ในอาการหวาดผวา แต่ก็มีคนกล้ากว่าเพื่อน พูดออกมาว่าไม่เล่น จะนอนแล้ว เท่านั้นแหละผีเด็กก็เริ่มลามือ และยอมให้พวกเขานอนแต่โดยดี พี่ๆ บอกว่าไม่อยากเล่าให้ฟังเพราะไม่อยากให้พวกเรากลัวกัน เพราะห้องก็อยู่ติดกันแค่นี้เอง

น่าแปลกที่ห้องของฉันกลับไม่มีใครเจอเลย แต่หัวหน้าคาสิโนที่นอนอยู่ห้องถัดไปกลับเจอเช่นเดียวกัน อาจเป็นเพราะก่อนนอนฉันสวดมนต์ แผ่เมตตา และขออนุญาตสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่นั้นแล้วก็เป็นได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ได้แต่โล่งใจ

แต่แล้วในวันถัดมา ฉันต้องเอาข้อมูลของงานลงเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งอยู่ในห้องของผู้ชาย ฉันและพี่ๆ ที่ทำงานก็นั่งกันในห้องนั้น ทุกคนนั่งทางด้านซ้ายมือของฉันกันหมด ระหว่างที่ฉันนั่งเก็บข้อมูลอยู่นั้นก็รู้สึกเหมือนมีใครเอาหน้ามาเกยไว้บน ไหล่ทางด้านขวาจนรู้สึกเหมือนแก้มแทบจะชนกันจึงหันขวับไปดูเพราะคิดว่าพี่ๆ แกล้ง แต่ปรากฎว่าทุกคนนั่งคุยกันอยู่ที่เดิม เมื่อฉันถามเขาก็ทำหน้างงกันหมด และยืนยันว่าไม่ได้เดินมาทางนี้กันเลย เท่านั้นแหละฉันรีบเรียกพี่อีกคนมานั่งเป็นเพื่อนทันที

 

ผีโลงผุ

ผมย้ายมานอนห้องชั้นล่างที่เดิมเป็นห้องของสาวใช้ เสียอย่างเดียวที่ไม่มีห้องน้ำในตัว ตอนดึกๆ ถ้าปวดท้องก็ต้องเดินออกมาเข้าห้องน้ำที่อยู่ใต้บันได เสียวไส้น่าดู แต่คิดว่าถ้าผีมีจริงเธอคงจะไม่มาหลอกพี่ชายอย่างผมแน่ๆ

บางทีผมไม่กล้ามองไปที่ช่องมืดๆ ของทางขึ้นบันไดเลยครับ!

ที่ ต้องทนอยู่ก็เพราะข้อแรก ในบ้านยังมีข้าวของต่างๆ อีกไม่น้อย โดยเฉพาะหนังสือ ถ้วยโถโอชามที่คุณอาขนไปไม่หมด ท่านเป็นห่วงบ้าน กลัวว่าขโมยขโจรเข้ามาหยิบของไปใช้ตามอำเภอใจ อีกอย่างก็คือกลัวไฟไหม้เพราะไม่มีคนอยู่

ข้อสำคัญคือผมยังไม่มีปัญญาย้ายไปไหน…เงินไม่พอ! อยู่อย่างนี้ไปก่อนแล้วกัน

คืนหนึ่งหลังจากแอนตายไปสามเดือน ผมกำลังเคลิ้มก็พอดีได้ยินเสียงตึงๆ ที่ชั้นบน

เอา แล้วไง…มาล่ะซิ! ผมขนลุกซ่า เอื้อมมือเปิดไฟหัวเตียงแล้วลุกขึ้นนั่ง แหงนมองฝ้าเพดาน…อีกตึงแล้ว! เอ๊ะ…อะไร? จะว่าจิ้งจกตุ๊กแกมันก็ไม่น่าทำได้ขนาดนั้นนี่นา!

ตึ๊กๆๆ…เสียงวิ่ง อยู่บนบ้าน! ชัดแล้ว…ขโมยแน่! ผมจะต้องไล่มันไป ไม่กลัวครับ เชื่อว่ามันมาคนเดียว ฝีเท้ามันแค่หนึ่งคน และคงจะตัวเล็กๆ เบาๆ ด้วย

เสียงนั้นวิ่งไปวิ่งมา ผมมองตาม…มันจะวิ่งไปทำไม?

สักพักก็มีเสียงประตูเปิดแอ๊ด…ประตูห้องนอน! แล้วก็ปึง…เดี๋ยวเถอะ!

แอนทำใจไม่ได้ ดื่มยาล้างห้องน้ำตายอย่างทุรน ทุรายอยู่ในห้องนอนชั้นบนของเธอ!

ความตายของแอนน่าสะเทือนใจนัก คุณอานัยนาร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือดด้วยความรักและเสียดาย…แอนเพิ่ง จะอายุแค่ 22 ปีเท่านั้น เพิ่งเรียนจบปริญญาสาขาบัญชีมาหมาดๆ ได้เกียรตินิยมด้วยครับ

คุณอาเป็นคนไปพบศพในตอนพลบค่ำหลังกลับจากที่ทำงาน…ยาล้างห้องน้ำมีโซดาไฟ ผสมอยู่ มันกัดหลอดอาหารและอวัยวะภายในจนเลือดทะลักออกทางปาก มือกำเกร็ง ตาเหลือกค้าง

เด็กสาวน่ารักกลายเป็นศพเน่าสยดสยอง น่าเวทนา เป็นภาพที่ติดตาคุณอาชนิดไม่รู้ลืม!

คุณอาและสามีกับสาวใช้ขนของออกจากบ้านนี้ไปอยู่คอนโดฯ บอกตรงๆ ว่ากลัวผี…ถึงอยากจะขายบ้านนี้แต่ก็ยังขายไม่ออก ผมเองซึ่งไม่กลัวผีอาสาอยู่เฝ้าบ้านนี้ให้

สรุปแล้ว ผมอยู่ในบ้านสองชั้นที่โอ่โถงนี้เพียงลำพัง ตอนกลางวันก็ปิดไว้เฉยๆ พอเลิกงานก็กลับเข้าบ้านซึ่งมืดตึ๊ดตื๋อไปทั้งหลัง ชาวบ้านชาวช่องถามว่าผมอยู่ได้ยังไง? ไม่กลัวผีเหรอ? ผมตอบว่าผมรักและสงสารแอนจนกลบความกลัว

แต่ถ้าถามว่าหวาดไหม? ต้องยอมรับว่าหวาดครับเพราะบ้านมันเงียบเหลือเกิน…ส่วนใหญ่ในบ้าน โดยเฉพาะชั้นบนทั้งชั้นมืดสนิท

นั่นไง! มันสะดุดอะไรล้มโครมคราม แล้วก็กลิ้งครับ…กลิ้งไปทางโน้นทางนี้

ไม่ใช่คนแล้ว! ผมขนลุกซ่า รู้สึกผมทุกเส้นตั้งชัน ปากคอแห้งผาก ถอยกรูดๆ คนอะไรจะกลิ้งได้ดังลั่นบ้านขนาดนี้! มันกลิ้งแล้วก็ดิ้นตึงๆ จากนั้นก็มีเสียงประตูเปิด มันวิ่งออกมาข้างนอก

ผมเผ่นล่ะ ทั้งที่ยังสวมชุดนอนก็เถอะน่า!

ตะลีตะลานเปิดประตูล็อกกระจก ไม่ยอมหันไปมองบันได พอเปิดประตูได้ก็วิ่งแน่บออกไปที่ถนนในซอย เงินติดตัวก็ไม่มี กุญแจรถก็ไม่ได้เอามา…มันยังอยู่ในห้องนอนโน่น ผมไม่เอาแล้วล่ะครับ

โทรศัพท์มือถือก็อยู่กับกุญแจรถน่ะแหละ สรุปว่าผมวิ่งออกมาตัวเปล่า…เอ๊ย! ไม่ใช่…ใส่แต่ชุดนอน!

สุดท้ายผมก็ไปกดออดเรียกน้าแจ่มเพื่อนบ้าน ถึงจะดึกดื่นเกือบตีสองแล้วก็เถอะ

น้าแจ่มตกอกตกใจ พอเห็นว่าเป็นผมเธอก็เข้าใจโดยไม่ต้องถามสักคำ เปิดบ้านให้ผมไปนอนสั่นเป็นลูกนกโดนลมหนาวเพราะกลัวผีอยู่ในห้องรับแขก

นี่ล่ะครับประสบการณ์ของผม มันจะเป็นอะไรล่ะถ้าไม่ใช่ผี?

ขอสรุปอีกทีว่า คนเราต่อให้รักกันแค่ไหน ตายไปก็เป็นผี มันน่ากลัวสุดขีดเลยล่ะครับ!

เมืองผีดิบ

วันหนึ่ง ป้าบุญเหลือคนข้างบ้านดิฉันก็เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ลุงสังข์ผู้เป็นผัวก็จัดให้มีการรำผีฟ้าขึ้นที่บ้าน ดิฉันก็ไปดูกับเพื่อนๆ และชาวบ้านอีกหลายสิบคน

ปรากฏว่าฟ้ามืดครึ้มทั้งที่เป็นเวลาบ่าย ลมพัดอู้น่ากลัว ป้าบุญเหลือที่นอนแซ่วถึงกับลุกพรวดพราดขึ้นมานั่ง เบิกตาจ้องมองอะไรบางอย่าง ลุงสังข์กับคนอื่นๆ ก็ตื่นเต้นที่เห็นคนเจ็บลุกขึ้นนั่งได้เองทั้งๆ ที่อาการหนักอยู่แท้ๆ

พอคนไปถาม แกก็ชี้มือไปที่ศาลเพียงตา บอกว่า…ทำไมนางทรงกินเครื่องเซ่นล่ะ?

ทุก คนหันขวับแต่ไม่เห็นมีใครที่ศาลนั้นเลย นางทรงและคนฟ้อนคนร้องก็ยังอยู่ห่างๆ ลุงสังข์หน้าซีด แข็งใจเดินไปดูที่ศาลแล้วพูดอะไรไม่ออก คนอื่นๆ ก็เช่นกัน เพราะเครื่องเซ่นหมดเกลี้ยง…ส่วนป้าบุญเหลือค่อยทุเลาจนหายดีตามเดิมค่ะ!

 

วันนี้จะขอเล่าเรื่องความเชื่อถือของชาวบ้านที่สืบเนื่องกันมาแต่โบราณกาลแล้ว…

นั่นคือเรื่อง “ผีปู่ตา” ค่ะ!

ที่อำเภอดิฉันและส่วนมากในภาคอีสาน มักจะมีการเลี้ยงผีปู่ตากันทั้งนั้น ถือว่าเป็นผีของบรรพบุรุษ เชื่อกันว่าผีปู่ตาคือวิญญาณของญาติผู้ใหญ่ที่ยังห่วงใยลูกหลาน มาคอยเฝ้าดูแลและคุ้มครองป้องกันไม่ให้เกิดโพยภัยต่างๆ

ชาวบ้านก็ช่วยกันสร้างศาลปู่ตาเป็นเรือนไม้หลังย่อมๆ แต่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นโดยรอบศาลปู่ตาอีกด้วย เพื่อให้วิญญาณของบรรพชนได้พักอาศัย เรียกกันว่า “ศาลปู่ตา” ค่ะ

พวกผู้ใหญ่เล่าว่า การสร้างศาลปู่ตาไว้ในดงไม้ขนาดใหญ่ นอกจากจะช่วยให้ร่มรื่นแล้ว ยังเป็นการป้องกันคนร้ายไม่ให้บุกบั่นมาตัดโค่นต้นไม้ใหญ่ๆ อันมีค่าอีกด้วย

เมื่อมีศาลปู่ตาอยู่แทบทุกชุมชน ก็ต้องมีผู้สื่อสารระหว่างผีปู่ตากับชาวบ้าน เรียกว่า “เฒ่าจ้ำ”

เรื่องนี้น่าสังเกตว่าหลายจังหวัดในภาคกลางก็มีศาลปู่ตาและผู้สื่อสารเช่น กัน บางแห่งเรียก “เจ้าจ้ำ” บางแห่งก็เรียก “จ้ำ” คำเดียว มีทั้งสระบุรี ลพบุรี และปราจีนบุรี เชื่อว่าลาวพวนตามจังหวัดดังกล่าวคงจะอพยพมาจากอีสาน และนำความเชื่อถือของตนมาด้วยค่ะ

เฒ่าจ้ำในบ้านดิฉันยังมีหน้าที่ดูแลศาลปู่ตา รวมทั้งต้นไม้และสัตว์ต่างๆ ในบริเวณนั้น เพื่อให้สงบร่มรื่นและสะอาดสะอ้านตามสมควร

พิธีเลี้ยงผีปู่ตาก็น่าสนใจนะคะ

ปกติจะทำกันในวันพุธ เป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ครั้ง คือตอน “ลงนา” กับ “ขึ้นนา” ตอนแรกจะทำในเดือน 6 เพื่อเสี่ยงทายในการทำนาและเก็บเกี่ยวว่าน้ำท่าจะบริบูรณ์หรือแห้งแล้ง ส่วนตอนหลังคือเดือน 3 ฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จก็จะทำพิธีอีกครั้งหนึ่ง

เรียกว่า “เลี้ยงลง” กับ “เลี้ยงขึ้น” ค่ะ

ตอนนี้เป็นหน้าที่ของเฒ่าจ้ำจะไปบอกผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้แจ้งข่าวถึงวันทำพิธีด้วยการตีฆ้องบ้าง ตะโกนบอกกันต่อๆ ไปบ้าง เมื่อถึงวันสำคัญแล้วชาวบ้านทุกครัวเรือนก็จะนำหัวหมู ไก่ต้มและสุราไปร่วมพิธีกันอย่างครึกครื้น…เสร็จพิธีก็นำสุราอาหารเหล่า นั้นมาแบ่งปันกันกิน

อ้อ! ระหว่างที่ทำพิธีไหว้ผีปู่ตาก็จะมีการเสี่ยงทายด้วย เช่น การ “เสี่ยงคางไก่” โดยเฒ่าจ้ำจะจุดธูปบอกกล่าวผีปู่ตาว่า…

“ถ้าบ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข น้ำท่าและข้าวปลาอาหารบริบูรณ์แล้ว ก็ขอให้ท่านเจ้าปู่ตาจงดัดแปลงคางไก่ให้โค้งเข้าเหมือนคันเคียวสวยงาม แต่ถ้าจะเกิดความแห้งแล้งก็ขอให้เจ้าปู่ตาจงดัดแปลงคางไก่ให้หงิกงอ หรือถ้าจะเกิดฝนตกหนักจนน้ำท่วม ก็ขอให้เจ้าปู่ตาจงช่วยดัดแปลงคางไก่ให้ตรงๆ ด้วยเถิด”

ปรากฏว่าคำทำนายของผีปู่ตามักจะแม่นยำ จนทำให้ผู้คนเชื่อถือตลอดมา

ประสบการณ์ขนหัวลุกสมัยเด็กของดิฉันคือการรำผีฟ้าค่ะ!

นั่นคือพิธีกรรมเพื่อรักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะแพทย์และพยาบาลยังไม่ก้าวหน้า ชาวบ้านจึงต้องใช้ไสยศาสตร์เข้าช่วย ขอร้องให้ผีฟ้ามาเข้าทรง หรือ “นางทรง” ที่ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อจากผีฟ้าในยุคก่อนๆ

อย่างแรกต้องตั้งศาลเพียงตาและเครื่องเซ่น มีคนเป่าแคน ทำพิธีไหว้ครู มีคนฟ้อนรำและขับร้องกันเป็นหมู่เพื่ออ้อนวอนขอพรจากผีฟ้า ให้บันดาลความสุขความเจริญให้แก่คนในหมู่บ้าน และขอให้ผีฟ้าช่วยคนเจ็บป่วยหายขาดโดยเร็วไวด้วยเถิด…

 

เจ้าที่แรง

พ่อจัดการปลูกกระท่อมทำด้วยไม้ไผ่ทั้งหลัง ฝาก็ใช้ไม้ไผ่ขัดแตะ พื้นหรือฟากก็ใช้ไม้ไผ่ แต่หลังคาใช้หญ้าคา พ่อบอกว่าทนแดดทนฝนอย่างน้อยก็ 2-3 ปี

ข้างบ้านมีลำธารเล็กๆ น้ำเย็นมาก บรรยากาศเงียบสงบ อากาศสดชื่น เย็นสบายดีเราอยู่กันอย่างมีความสุข เพราะพี่ชายทั้งสองก็โรงเรียนปิดเทอมพอดี กลางคืนเราจุดตะเกียงรั้วนอนคุยกัน แล้ววางแผนที่จะทำไร่ต่อไป

ที่สองคนจะนอนข้างซ้ายของแม่ น้องชายกับดิฉันนอนขวา แต่ดิฉันได้เปรียบที่ได้นอนใกล้พ่อด้วย

กว่า พ่อจะกลับจากป่าที่ทำไร่มาก็มืดทุกวัน บางครั้งเจอเพื่อนบ้านถูกคอกัน ก็จะมีการตั้งวงก๊งเหล้าตามประสาผู้ชาย และมักจะติดลมจนดึกดื่นราว 3-4 ทุ่มขึ้นไป

วันหนึ่งพ่อบอกว่าวันนี้อย่าเพิ่งรีบนอนกันนะ จะเอาขนุนมาฝาก ดิฉันก็ไม่นอนจนดึก พ่อกลับมาพร้อมกับขนุนสุกลูกโต หอมฉุยเลย พ่อบอกว่าพรุ่งนี้ค่อยกินนะลูก จะได้กินพร้อมๆ กัน ดิฉันก็จำต้องรอด้วยความอยากกินจนนอนไม่ค่อยหลับ

เมื่อถึงเวลานอน พ่อจะนอนนอกมุ้งโดยบ่นว่าร้อน เดี๋ยวจะเข้ามุ้งตอนอากาศเย็นกว่านี้หน่อย แล้วพ่อก็หลับ ส่วนดิฉันยังนอนลืมตาอยู่…

พ่อแม่ดิฉันมีลูก 4 คน อาชีพทำนา ยามว่างจากหน้านาพ่อก็หาลำไพ่พิเศษด้วยการตระเวนเล่นดนตรีไทย แล้วแต่จะมีใครจ้าง ดนตรีก็มีประเภท แตรวง ปี่พาทย์ พ่อเองถนัดเล่นซอมากที่สุด เมื่อลูกชาย 2 คนเติบโต เล่นดนตรีเก่งแล้ว พ่อก็วางมือ

ยามว่างพ่อชอบออกตระเวนป่า จับจองที่บ้าง ปลูกมัน ปลูกถั่วแล้วแต่พื้นดินจะอำนวย ชอบไปคนเดียว 7 วัน 10 วันตามความพอใจ ครั้งหลังนี่ชวนแม่ไปด้วย ปล่อยให้ลูกอยู่ด้วยกันตามลำพังพี่ๆ น้องๆ

ดิฉันเป็นคนที่ 3 มีน้องชายอีกคน อายุไล่เลี่ยกัน

ครั้งสุดท้ายพ่อพาเข้าป่าทั้งหมด บอกว่าได้ที่ทำไร่กับถางหญ้าไว้แล้ว ตั้งใจจะลงข้าวโพด ถั่วลิสงกับมันเทศ…ตกลงพวกเราเดินทางด้วยรถไฟบรรทุกซุงของบริษัทหนึ่ง ตอนบ่ายรถมุ่งเข้าป่า รุ่งเช้าก็บรรทุกซุงท่อนใหญ่ๆ ออกมาส่งโรงเลื่อยในตัวจังหวัด

ครอบครัวเราโดยสารรถไฟเข้าป่าวันต่อมา โดยไปสิ้นสุดลงที่ “ลาดกระทิง”

 

ทันใดนั้นดิฉันก็ใจหายวาบเมื่อเห็นร่างหนึ่ง ดำทะมึนสูงใหญ่มาก เดินขึ้นบันไดมาช้าๆ ดูน่ากลัวที่สุด ดิฉันร้องเรียกพ่อสุดเสียง บอกว่ามีใครขึ้นบ้าน เพราะบ้านเราไม่มีประตู ขึ้นบันไดมาก็ถึงที่ที่พวกเรานอน พ่อตกใจเสียงดิฉัน แต่บอกว่าพ่อไม่เห็นมีใครเลยสักคน

ดิฉันบอกว่านั่นไง! เดินเข้ามาทางหัวนอนแล้วเพิ่งเดินลงบันไดไปหยกๆ นี่เอง!

พ่อบอกไม่มีอะไรหรอกลูก นอนซะเถอะ…

ตื่นเช้ายังไม่หายตื่นเต้นจากความกลัวเมื่อคืนนี้เลย!

ตอนสายๆ รู้ว่าแม่ไม่สบาย มีอาการปวดหัวเหมือนมีคนมาบีบคอเมื่อคืนนี้…เจ็บมาก แต่ร้องไม่ออก

แม่ล้มป่วย แต่ก็ไม่ถึงกับอาการหนัก เป็นๆ หายๆ ชวนพ่อกลับเข้าเมือง แต่พ่อบอกอีก 2-3 วันนะ…พวกเราก็อยู่กันมาอีก 5-6 วัน หลังจากเหตุการณ์น่ากลัวในคืนนั้น

คราวนี้พ่อเป็นคนเห็นร่างนั้นเองเดินขึ้นบันไดมา…เมื่อพ่อเอะอะโวยวายขึ้น ร่างน่ากลัวนั้นก็หันกลับเดินลงบันไดไป!

คืนต่อมาไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนนอนประจำที่หลับกันหมด จนกระทั่งตื่นขึ้นตอนเช้าจึงได้ตกใจแทบช็อกไปตามๆ กัน เมื่อเห็นพ่อนอนลืมตาโพลง รอบคอเขียวช้ำและหมุนได้รอบ

ดิฉันเองยังเด็กไม่ค่อยรู้รายละเอียด รู้แต่ว่าพ่อไปนอนวัด แม่เจ็บหนัก

ดิฉันถูกส่งตัวกลับไปหาลุงกับป้าในเมือง ถูกกันไม่ให้เจอกับแม่ที่รักษาตัวอยู่โรงพยาบาล และมารู้แน่อีกครั้งเมื่อลุงกับป้าบอกว่าพ่อตายแล้ว!

มีคนเล่ากันว่า ก่อนตายพ่อไปยืนฉี่รดต้นไม้ใหญ่ในป่า ด้วยความเมาจึงได้พูดจาท้าทายขึ้นลอยๆ ว่า ถ้าแน่จริงก็ให้ไปหาที่บ้าน…เท่ากับพ่อได้ท้าทายสิ่งที่ไม่ควรลบหลู่ชนิด ที่ไม่น่าจะกระทำเลย

ทุกคนมาทราบเมื่อพ่อตายไปแล้ว

ที่ทราบแน่ชัดยิ่งขึ้นก็เพราะมีพระอาจารย์ที่วัดท่านนั่งทางในดูจึงรู้สาเหตุ

ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่เชื่อในเรื่องนี้ ตอนยังเด็กอาจจะไม่ค่อยประสีประสานัก แต่เมื่อเติบโตขึ้นได้ประสบเหตุการณ์น่าขนหัวลุกทำนองนี้หลายครั้ง ทำให้เชื่อสนิทเลยค่ะว่า…วิญญาณมีจริง!

โรงแรมผีสิง

 

 

ราวๆ สองทุ่ม ผมได้ยินเสียงประตูห้องข้างๆ ปิดดังปังใหญ่ เล่นเอาตกใจแทบสะดุ้ง แหม…เรากำลังตรวจงานเพลินๆ เล่นแบบนี้แย่จริงๆ ช่างไม่มีมารยาทเสียเลย

อ้อ! ลืมเล่าไปว่าห้องผมกับห้องนั้นมีประตูเปิดถึงกันได้ ซึ่งต้องใช้กุญแจแม่บ้านไขเท่านั้นเพราะมันล็อกอยู่ และก็ไม่มีลูกบิดหรือกลอนเลย มีแต่กุญแจลุ่นๆ อย่างเดียวเท่านั้น

หลังจากประตูปิดปังแล้วก็ได้ยินเสียงคนคุยกัน พวกเขาคงซื้อของมาด้วยถึงได้มีเสียงถุง ก๊อบแก๊บดังอยู่ตลอด ผมชักรำคาญแต่ไม่รู้จะทำยังไงดี ก็เลยก้มหน้าก้มตาตรวจงานต่อ…พอเริ่มมีสมาธิ หูก็ไม่ได้ยินเสียงอื่นใด จนกระทั่ง…

นั่นคือการอบรมพนักงานบริษัทโดยมากัน 3 ผลัด ผลัดละ 3 วัน พวกเขาพักในค่าย ผมเองเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารส่วนบุคคลขอพักโรงแรมดีกว่า ผมมีรถขับเอง สะดวกสบาย และนิสัยผมไม่ชอบปะปน นอนร่วมห้องกับใคร โดยเฉพาะคนแปลกหน้า

ห้องที่พักอยู่ชั้น 3 ประตูลิฟต์เปิดมาก็แทบจะต้องกับประตูห้องผมพอดี!

เคย ได้ยินมาว่าลักษณะแบบนั้นเป็นอาถรรพณ์… ไม่จริงหรอก สะดวกดีด้วยซ้ำ เดินออกจากลิฟต์แค่ไม่กี่ก้าวก็ไขประตูเข้าห้อง เลย แต่คนที่กลัวอาถรรพณ์เขาบอกว่าถ้าดึกๆ เอาลูกกะตามองตรง “ตาแมว” หรือกระจกกลมๆ เล็กๆ ที่ประตูเราจะเห็น…ผี!!

ผมเคยลองมองดูนะครับ ไม่เห็นมีอะไรเลย แต่ยอมรับว่ามันวังเวงใจน่าดู

เมื่อ กินอาหารเย็นราวทุ่มเศษก็ขึ้นห้อง อาบน้ำเปลี่ยนชุดให้สบายๆ จากนั้นก็เอางานขึ้นมาทำ นอกจากบางวันที่ค่ายมีการเล่นภาคกลางคืน ผมก็จะไปดูแลจนกว่าจะเสร็จงาน…แต่คืนแรกที่ผมพักก็เจอเรื่องแปลกประหลาด ทันที!

“ปังๆๆๆๆ!!” เสียงเขย่าประตูที่เปิดถึงกัน…มันจะทำอะไรของมันวะ?

ผมชักยัวะขึ้นมา…ทำเอาตกอกตกใจเป็นครั้งที่สองแล้วนะ! ผมเริ่มคิดว่าห้องนั้นคงมีเด็กมาด้วย ถ้าเป็นผู้ใหญ่ทำ…ไม่บ้าก็คงใกล้ตายมั้ง ถึงได้เขย่าประตูชาวบ้านเขาแบบนี้น่ะ!

เงียบไปพักหนึ่งก็เขย่าอีกแล้ว…ปังๆๆๆ แล้วก็เงียบกริบ…ไม่ได้การแล้วล่ะ ผมต้องทำให้เขารู้ซะบ้างว่าห้องนี้มีคนอยู่!

คิดแล้วก็ผลุนผลันไปตบประตูสองปัง แค่นี้เขาก็ต้องรู้แล้วล่ะ…ผมเอาหูแนบกับประตู ฟังซิว่าเขาจะว่ายังไงกันมั่ง? แต่ไม่มีเสียงอะไรเลย มันเงียบสนิทราวไร้ผู้คน

เฮ้อ! แปลก…

ผมจ้องประตูบานนี้อยู่พักใหญ่ แล้วค่อยๆ ถอยมานั่งเตียง หยิบงานขึ้นมาตรวจต่อ…อ้าว? ยังไม่ทันรวบรวมสมาธิเลยก็เกิดเสียงทะเลาะกันบ๊งเบ๊ง…มันเป็นภาษาจีนครับ ดังลั่นเชียว…เอ้า! ทะเลาะกันเข้าไป…สัก 5 นาทีก็หยุด แล้วเงียบกริบ

ผมยอมแพ้…เปิดทีวีดูดีกว่า จนสี่ทุ่มชักง่วงเลยปิดทีวีเข้านอน

ในความมืด ผมกำลังจะหลับก็ได้ยินเสียงเกาประตูด้านข้างดังแกร๊กๆ สักพัก…เขาทะเลาะกันอีกแล้ว คราวนี้นานเชียวเกือบ 15 นาทีได้…พอเหนื่อยก็ย้ายของกันล่ะซิ เสียงเลื่อนเตียงเลื่อนตู้… เอ้า! โป๊ะไฟล้มดังโครม!

ไม่ไหวแล้ว ผมเองน่ะกว่าจะหลับได้ก็แทบแย่…พอรุ่งเช้ารีบลงไปบอกกับทางโรงแรม ผู้หญิงที่รับเรื่องทำหน้าพิกล ผมเห็นเธอขนลุกเกรียวชัดๆ แต่กลับบอกว่าไม่มีอะไร…แล้วจะจัดการให้

คืนที่ 2 ที่ 3 เหตุการณ์ยังเหมือนเดิม จนผมไปถามแม่บ้าน…เธอตบอกผางบอกเสียงระรัวว่า “ย้ายห้องเถอะคุณ! ฉันจะช่วยคุณย้ายเอง ไปอยู่ชั้น 4 ดีกว่า ห้องข้างๆ คุณน่ะไม่มีใครกล้าอยู่หรอกค่ะ”

แล้วเธอก็มือไม้สั่น เปิดห้องนั้นให้ดู!

แปลกประหลาดที่สุด ห้องนั้นไม่มีใครอยู่จริงๆ มันเหม็นอับและอึดอัดพิกล…แม่บ้านรีบปิดประตูแล้วเล่าว่า ห้องนี้เคยมีคนไต้หวันมาพักสองคนผัวเมีย แล้วก็ทะเลาะกันโดยไม่รู้สาเหตุจนผัวระงับโทสะไม่ได้ เอาโป๊ะไฟขว้างหัวเมียแตกเป็นแผลฉกรรจ์ จนเธอกะโหลกแตกแต่ไม่ได้ตายทันที

เธอคงมาทุบประตูที่เชื่อมระหว่างห้องเพื่อขอความช่วยเหลือ…เมื่อพบอีกทีเธอก็สิ้นใจในห้องนี้แหละ

ผมจะเชื่อผีดีมั้ยเนี่ย? มันมีพลังลึกลับบางอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้…ไม่เอาละ! ผมทำตามที่คุณแม่บ้านบอกดีกว่า แต่ไม่ได้ย้ายห้องนอน…ผมย้ายไปนอนค่ายกับพวกพนักงานบริษัท ปลอดภัยกว่ากันเยอะเลยครับ!

ผีเพื่อน

เวลาที่อยู่ในนาทีวิกฤต ทุกอย่างเชื่องช้าเหมือนหนังสโลว์โมชั่น มันอาจจะแค่เสี้ยววินาที แต่ดิฉันรู้สึกเหมือนนิรันดร์กาล!

ขณะกำลังตกตะลึง ทำอะไรไม่ถูก ดิฉันรู้สึกว่ามีใครกระทืบบนหลังเท้าข้างที่เหยียบคันเร่ง…รถพุ่งปราดออก ไปเต็มแรงเหมือนลูกธนู ดิฉันรอดตายอย่างหวุดหวิด…รถไฟพุ่งผ่านท้ายรถไปชนิดฉิวเฉียด…คุณพระ ช่วย! กฤตนั่งอยู่บนเบาะที่นั่งข้างคนขับนี่เอง

ใบหน้าของเขาดูกระจ่างใส เขายิ้มให้ดิฉันก่อนจะเลือนหายไป…

ดิฉันหยุดรถ หมดแรงที่จะขับต่อ ต้องรวบรวมสติอีกพักใหญ่จึงจะค่อยๆ ประคองรถไปให้ถึงโรงแรมที่พักได้…ตลอดเวลาก็คิดทบทวนว่ามันเกิดอะไรขึ้น?

กฤตตายตรง

นี้!! เขาถูกรถไฟชนตายตรงที่ดิฉันเพิ่งผ่านมาหยกๆ และดิฉันก็เกือบพบกับมรณะแบบเดียวกับเขานั่นเอง!
กฤต-เป็นเพื่อนผู้ชายที่เรียนหนังสือด้วยกันตั้งแต่ ป.1 จนจบมัธยมปลายที่โรงเรียนสาธิตค่ะ ความรู้สึกจึงผูกพันแบบคนที่โตมาด้วยกัน เราสนิทสนมกันมากตอนเรียนมัธยม พอเรียนจบเราต่างคนก็ต้องแยกย้ายกันไป

ดิฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ แต่พ่อแม่ส่งไปเรียนต่อที่อเมริกา ขณะที่กฤตเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองไทย รวมเวลาแล้วเราห่างเหินกันคนละซีกโลกตั้งเกือบ 5 ปีแน่ะ เราติดต่อกันแค่ไม่กี่ครั้ง เขียนจดหมายถึงกันแค่ 2-3 ฉบับ แต่ใจเรายังไม่ลืมกัน!

ดิฉันขับรถไปส่งกฤตที่บ้านของเขาในคืนนั้น…ระหว่างทางเราพูดคุยกัน กฤตห่วงว่าดิฉันทำงานหนัก กลับบ้านก็ดึก บ้านอยู่ไกลถึงพุทธมณฑลสาย 4 โน่น บ้านสามีของดิฉันน่ะค่ะ

ที่จริงบ้านดิฉันอยู่ลาดพร้าวตอนกลางๆ ถนนสาย เดียวกับบ้านของกฤต เขาห่วงว่าดิฉันจะง่วงและหลับใน อีกอย่างหนึ่ง ดิฉันชอบเปิดวิทยุในรถเสียงดังๆ กฤตบอกว่าไม่ดีเลย…เขาดุเพราะห่วงใยดิฉันมากนั่นเอง

แต่แล้ว…เขากลับต้องเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุร้ายแรงหลังจากคืนนั้นไม่กี่วัน!

กฤตไปทำธุระที่หัวหิน เขาทำงานให้กับโรงแรมเปิดใหม่แห่งหนึ่ง ต้องข้ามทางรถไฟบริเวณใกล้ๆ วัดลั่นทม ทางรถไฟแห่งนี้มีอุบัติเหตุบ่อย เพราะมีต้นไม้ข้างทางบังสายตา คนขับมักมองไม่เห็นว่ารถไฟจะมาเมื่อไหร่

วันที่เกิดเหตุสัญญาณไฟเสียค่ะ!

รถของกฤตอยู่บนรางรถไฟพอดีกับที่หัวรถจักรเสยเข้ามา!!

3 ปีผ่านไป ดิฉันเผอิญต้องไปสัมมนาที่นั่น และต้องขับรถผ่านทางรถไฟนี้

ตอนนั้นเป็นเวลากลางวัน แดดเปรี้ยง ดิฉันง่วงนอนและเปิดเพลงโปรดดังลั่น หวังจะปลุกอารมณ์ให้ตื่นตัว เปิดไม่เปิดเปล่ายังร้องตามไปด้วยชนิดแหกปากร้อง…มันส์ในอารมณ์เหลือเกิน

รถแล่นไปอยู่บนรางรถไฟโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้นนอกจากเสียงเพลง!

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกฤตดังก้องอยู่ใกล้ๆ หู “ระวัง…รถไฟมา!!”

โดยสัญชาตญาณ ดิฉันหันซ้ายหันขวา…ไหน? ไม่เห็นมีรถไฟ!

และแล้ว ดิฉันก็ต้องตกตะลึงจนตัวชา…หัวรถจักรอยู่ห่างจากดิฉันไม่เท่าไหร่เลย มันต้องชนดิฉันแน่ๆ นี่ล่ะ…ฉากความตายของเราเอง

หลังเรียนจบ ดิฉันกลับมาทำงานที่เมืองไทย กฤตมีธุรกิจส่วนตัวของครอบครัวเกี่ยวกับการทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่งบ้าน เราต่างคนต่างแต่งงานมีครอบครัว เมื่อมีภาระยิ่งทำให้ไม่ได้ติดต่อกัน ทั้งที่อยู่ห่างกันแค่เอื้อม คนเราก็เป็นแบบนี้ล่ะค่ะ…เพื่อนเก่าๆ จะจากกันไปมีชีวิตของตนแต่ละวันก็มัวยุ่งอยู่กับลูกกับเมียหรือสามี

วันคืนผ่านไปเป็นเดือนเป็นปี และก็หลายๆ ปี มันเหมือนเราลืมกันสนิท แต่ถ้าเกิดเจอกันเราจะกระดี๊กระด๊า ความรู้สึกรักและผูกพันยังเหมือนเดิมทุกอย่าง!

กฤตกับดิฉันพบกันนานๆ ครั้งในงานเลี้ยงรุ่น ดิฉันไม่ได้ไปทุกปีหรอกค่ะ กฤตเองก็เช่นกัน ฉะนั้นเราก็ ไม่ได้พบกันทุกปีหรอก แต่เมื่อเกือบ 3 ปีก่อนเราไป งานเลี้ยงรุ่นกันทั้งคู่…และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน!
นี่เป็นเพราะความตกใจทำให้ดิฉันเห็นภาพ และได้ยินเสียงเขาหรือคะ?

ดิฉันได้คำตอบอีกไม่กี่อึดใจต่อมา…นั่นคือ ที่หลังเท้าของดิฉันเจ็บมากๆ จริงสินะ! เมื่อตะกี้เขากระทืบคันเร่ง โดยเหยียบลงบนหลังเท้าของดิฉันแรงๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! วันรุ่งขึ้น หลังเท้าของดิฉันเขียวช้ำเป็นรอยใหญ่…มันเกิดขึ้นได้ยังไงคะ? หรือนี่คือร่องรอยที่กฤตฝากไว้จริงๆ?!

ปลาปีศาจ

ปลาสังกะวาดก็ชุมชะมัด เราเรียกกันว่า “ปลาแขยง” หว่านแหโครมหรือไม่ก็ใช้สวิงตักได้ทีละหลายสิบตัว แม้ว่าจะไม่ค่อยมีราคาค่างวดอะไรเพราะตัวมันขนาดหัวแม่มือ แต่เอามาผัดเผ็ดกินกับข้าว หรือให้พ่อแกล้มเหล้าก็รับรองว่าอร่อยที่ซู้ดดด…

ปลากระทิงชอบอยู่ น้ำลึก เนื้อก็เหนียวเป็นบ้า จนพวกเราไม่อยากยุ่งกับมัน แต่ปลาสวายนี่ซีครับที่น่าสนใจ นอกจากเนื้อหวาน มันย่องแล้วยังชุกชุมอยู่ไม่เบา ตอนนั้นน่ะ

ผมกับเพื่อนๆ ชอบจับปลาสวายกัน แม้กรรมวิธีจะยุ่งยากนิดหน่อยแต่ก็ไม่เกี่ยงงอนอะไร…ไม่นึกว่าจะโดนผีหลอก เข้าเต็มเปาจนหวิดหัวโกร๋นไปตามๆ กัน!

วันเกิดเหตุตอนบ่ายในฤดูหนาวเหมือนตอนนี้แหละครับ

เคยเป็นชุมทางผีเสื้อราตรีกับดงนักเลง มีเรื่องยกพวกเข้าห้ำหั่นกับทหารม้า หรือเหล่ายานเกราะบ่อยครั้ง ไล่ตีกันกระเจิดกระเจิงไปถึงศาลานกกระจอกหน้าโรงเรียนราชินีบน ซึ่งเป็นปลายทางของรถรางสายบางซื่อ-บางกระบือ ระยะสั้นๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของรถรางสายยาวที่มี 2 ตู้คือ บางกระบือ-วิทยุ

ตอนนั้นผมยังเล็กมาก พอรู้ความเขาก็เลิกรถรางไปตั้งปีมะโว้แล้วครับ

นอกจากท่าเขียวไข่กาที่มีเรือจ้างข้ามฟากไปฝั่งธนฯ ส่วนมากเป็นย่านบางอ้อ กับเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาไปถนนทหาร เกียกกาย หรือไม่ก็ท่าตาแหนวัดแก้วฟ้า ถ้าจะข้ามไปวัดเทพนารีแถวบางพลัดก็ไปลงเรือจ้างที่ท่าน้ำสามเสนดีกว่า

บ้านผมอยู่ริมน้ำ คล้อยไปทางท่าวัดจันทร์สโมสรที่ทางเข้าอยู่ตรงข้ามกับตลาดบางกระบือ พวกเพื่อนๆ ทโมนไพรก็อยู่บ้านช่องใกล้ๆ กันทั้งนั้น

อ้อ! ไม่ใช่ว่าเที่ยวเตร่หรือซุกซนไร้สาระเท่า นั้นนะครับ พวกผมยังช่วยพ่อแม่ทำมาหากินอีกต่างหาก!

แหม…คนแม่น้ำซะอย่าง อะไรมันจะถนัดไม้ถนัดมือยิ่งกว่าการหากุ้งหาปลาล่ะครับ? แถมสนุกสนานตื่นเต้นอย่าได้บอกใครเชียว

สมัยนั้นกุ้งปลาชุกชุมมาก แม่น้ำก็ไม่สกปรกเหมือนทุกวันนี้ พวกเราดำน้ำลงไปตามเสา ไม่ช้าก็คว้ากุ้งก้ามกรามตัวโตๆ ติดมือขึ้นมาแล้ว ส่วนพวกมืออาชีพที่เขาหากินทางตกกุ้งอย่างเดียวก็จอดเรือบดขวางน้ำ นั่งนิ่งเป็นรูปปั้น ได้ทั้งกุ้งนางกับก้ามกรามมาขายเป็นกอบเป็นกำ เลี้ยงลูกเมียได้สบายมาก

 

วันนั้นฟ้าครึ้มจนไม่เห็นแดด ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้ฝนหลงฤดูหรือฝนสั่งฟ้าจะเทกระหน่ำลงมา…ไอ้โหนกกับ ไอ้แป้นพายเรือไปวางลอบลอยไม่ไกลจากฝั่งนัก ส่วนผมกับไอ้โก้รอคอยทำหน้าที่สำคัญอยู่ที่ชายน้ำ…นั่นคือการช้อนปลาสวาย ตัวโตๆ เกือบเท่าปลากดคังที่มันเล่นน้ำมาจนพลัดเข้าไปในลอบลอยของเรา

เข้าไปแล้วว่ายหนีไม่สำเร็จหรอกครับ แถม เงี่ยงยังติดตาข่ายพลางดิ้นโผงผางให้เห็นกระจะตาอีกด้วย…

ไอ้สองเกลอนั่นพายเรือเข้าฝั่งแล้ว เดี๋ยวเดียวก็เห็นเหยื่อติดลอบดิ้นน้ำกระจายเล่นเอาผมกับไอ้โก้พยักพเยิดให้ กัน…ลงเรือไปพร้อมกับสวิงขนาดเหมาะมือเพื่อจะช้อนเหยื่อตัวอ้วนๆ ใส่เรือ

ไอ้โก้ถือท้าย ผมคุกเข่าอยู่หัวเรือ ส่วนไอ้สองคนแรกคงยืนลุ้นแทบไม่วางตา…ปลาสวายหลายตัวกำลังตกคลักอยู่ในลอบ จนแทบไม่เชื่อตาตัวเอง รีบเงื้อสวิงจ้วงพรวดแล้วตวัดขึ้นมา รับรองว่าไม่มีทางดิ้นหลุดลงน้ำไปได้เด็ดขาด…

แต่ไหงในสวิงมีแต่ความว่างเปล่าก็ไม่รู้?

“เอ๊ะ! อะไรกันวะ” ผมกับไอ้โก้ร้องเกือบพร้อมๆ กัน เสียงฟ้าร้องครืน รับกันเป็นทอดๆ ไม่ได้ทำให้เราสะดุ้งสะเทือนอะไรหรอกครับ แต่ที่ทำให้เราตกตะลึงพรึงเพริดก็คือ เห็นแต่หัวกะโหลกตาโบ๋ อ้าปากปะหงับๆ คล้ายจะหัวเราะร่าอยู่ในอวนลอยนับสิบๆ หัว!

ผมตกใจสุดขีดจนทิ้งสวิง โดดน้ำตูม ไอ้โก้โดดตามพลางแหกปากจ้า…รอด้วย…รอกูด้วย! แต่ผมหูอื้อตาลาย จ้วงน้ำพรวดๆ ตะกายขึ้นฝั่งได้ยังไงก็ไม่รู้ตัว

ส่วนไอ้แป้นกับไอ้โหนกคงเห็นเหตุการณ์น่าขนลุกทุกอย่างแล้ว…โธ่! ก็พวกมันนั่งก้นจ้ำเบ้า อ้าปากค้าง เบิกตาโพลง…เล่นเอาเราเข็ดหลาบการออกไปหากุ้งหาปลาตั้งแต่นั้นมา ขนาดทุกวันนี้นึกถึงภาพนั้นผมยังขนหัวตั้งอยู่เลยครับ! บรื๋อออ….

วิญญาณร้องไห้

วิญญาณทุกข์ – “แต่ท่านคะ อาหารของคนอื่นหรือจะอร่อยเท่ากับอาหารของลูกหลานเรา, บุญของคนอื่นหรือจะให้ความสุขเท่ากับบุญที่ลูกหลานทำให้, ลูกหลานของโยมเขาไม่ได้มาทำบุญให้โยมประมาณ 1 ปีแล้ว ทั้งๆ ที่บ้านเขาอยู่ใกล้วัดนี่เอง”

ได้ฟังดังนั้นก็อึ้งไปเหมือนกัน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบไปว่า

“อาตมา คงไปบอกเขาตรงๆ ไม่ได้หรอก เพราะถ้าญาติของโยมไม่มีศรัทธา หรือไม่มีความเชื่อในเรื่องนี้ เขาจะหาว่าพระมาหลอกเพราะไม่มีหลักฐานใดๆ จะไปยืนยันได้, เอาอย่างนี้ อาตมาจะเขียนบทความนี้ลงหนังสือไตรรัตน์ (และข่าวสด) ถ้ามีคนอ่านแล้วปฏิบัติตาม โยมก็จะได้บุญด้วยในฐานะที่เป็นต้นเหตุ, ตกลงนะ”

วิญญาณตอบว่า “แล้วแต่ท่านจะเห็นสมควรค่ะ”

หลังจากคุยกับวิญญาณเสร็จสิ้น ผู้เขียนก็เดินมาในศาลาการเปรียญวัด ซึ่งเป็นเวลาที่พระส่วนใหญ่สวดมนต์จบพอดี จึงได้ถามรองเจ้าอาวาสว่า

“หลวงพี่ คนชื่อนี้ๆ บ้านเขาอยู่ที่ไหน?”

ท่านรองตอบว่า “อยู่ใกล้ๆ วัดนี่เอง”

 

ในเวลา 18.00-19.30 น. ของทุกๆ วัน พระส่วนใหญ่ของที่นี่จะสวดมนต์เย็นที่ศาลาการเปรียญ (ไม่ได้สวดในโบสถ์เหมือนวัดทั่วๆ ไป) ผู้เขียน ขี้เกียจลงไปทำวัตรกับเขา แต่เลี่ยงมาเดินจงกรมที่รอบโบสถ์แทน

โบสถ์นี้อยู่ติดกับป่าช้าและเมรุ ห่างจากศาลาการเปรียญพอสมควร บริเวณรอบๆ โบสถ์ ทางวัดได้จัดทำเป็นกำแพงเก็บกระดูกคนตาย ปัจจุบันมีกระดูกเต็มเกือบทุกช่องแล้ว

เดินจงกรมไปมาสักพักความมืดก็เริ่มคืบคลานเข้ามา แต่ผู้เขียนไม่กลัวอะไร เพราะเป็นวัดที่เคยอยู่มาตั้งแต่เด็ก คิดอยู่ว่าวิญญาณที่อยู่ ณ วัดแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นญาติกับเรา

ขณะที่ตะวันตกดินไปนานแล้ว เดินไปมาสักพัก ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวน ผู้เขียนก็เลยหยุดเดิน ตั้งใจเงี่ยหูฟัง เพื่อต้องการแยกแยะว่าเป็นเสียงอะไร

ช่วงแรกก็ยังงงๆ ว่าเป็นเสียงอะไรแน่เพราะไม่เข้าใจ สักพักได้ยินอีกก็ตั้งใจฟัง พอครั้งที่ 3 ได้ยินอีก แต่คราวนี้รู้แล้วว่าไม่ใช่เสียงคน เพราะเสียงกรีดร้องแบบนี้คือเสียงผี… (วิญญาณ) ผู้หญิงสูงอายุที่อยู่ตรงกำแพงโบสถ์

สักพัก ผู้เขียนหายใจเข้ายาวๆ ตั้งสติให้มั่น เดินตรงไปที่กำแพงโบสถ์ ต้นเสียงที่เก็บกระดูกคนตาย แล้วก็ถามเขาว่า “โยมมีอะไรหรือจึงกรีดร้องเสียงดัง?”

วิญญาณตอบว่า “อยากให้ท่านช่วยไปบอกลูกหลานของโยมหน่อยค่ะ ว่าให้มาทำบุญที่วัดนี้บ้าง เพราะลูกหลานของโยมไม่ได้มาวัดนานแล้ว โยมคิดถึง…ไปบอกให้เขามาทำบุญแม่เขาบ้าง”

ผู้เขียน – “แล้วบ้านเขาอยู่ไหน?”

วิญญาณ – “อยู่ใกล้ๆ วัดนี่เองค่ะ”

ผู้เขียน – “แล้วโยมอยู่ที่นี่ไม่ได้อนุโมทนาบุญกับคนอื่นๆ หรือเพราะที่วัดนี้มีคนมาทำบุญเป็นประจำอยู่แล้ว ทำไมจะต้องรอให้ลูกหลานทำบุญให้อย่างเดียวเล่า? อนุโมทนาบุญกับคนอื่นก็ได้”

 

“ผู้เขียน – “แล้วพวกลูกหลานเขาไม่มาทำบุญที่วัดหรอกหรือ?”

ท่านรอง – “ไม่เลย นับตั้งแต่เอากระดูกแม่มาไว้ที่กำแพงโบสถ์ก็หายไปไม่ได้มาทำบุญที่วัดอีกเลย หายไปเป็นปีแล้ว แม้พระจะบิณฑบาตหน้าบ้านก็ไม่ยอมใส่บาตรด้วยซ้ำ”

ได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งประหลาดใจ เพราะข้อมูลที่ได้รับกับวิญญาณให้มาตรงกัน คิดอยู่ว่าสักวันหนึ่งจะเขียนบทความลงในหนังสือสักครั้ง เพิ่งจะมีโอกาสในฉบับนี้

ว่าแต่ว่า คุณผู้อ่านทำบุญให้คุณพ่อ – คุณแม่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่???

ข้อคิด….

“อย่ารอให้ลูกหลานทำบุญให้ ให้ทำบุญด้วยตนเองยามมีชีวิตเถิด ตายไปแล้ว ยากนักที่จะมีใครทำบุญให้” “เดี๋ยวนี้ท่านเปรียบเหมือนใบไม้เหลือง ยมทูตเล่าก็ปรากฏแก่ท่านแล้ว ทั้งท่านก็ยืนอยู่ที่ปากทางของความเสื่อม ทั้งเสบียงกรังของท่านก็ยังไม่มี”

 

ผีในท่อน้ำ

ท่านผู้ใหญ่ที่เล่าเรื่องนี้ให้ข้อสังเกตว่า ถ้าบ้านเรือนใดมีศาลพระภูมิเจ้าที่ชั้นดี ผู้คนในบ้านนั้นก็จะมีแต่ความสุขความเจริญ แต่ถ้าบ้านเรือนใดเกิดความเดือดร้อนวุ่นวาย เกิดปัญหาน่าปวดหัว จนถึงกับคนในบ้านบาดเจ็บล้มตาย ขอให้ตั้งข้อสงสัยที่ศาลพระภูมิก่อนอื่น

แม้ ว่าโชคเคราะห์ย่อมเกิดกับมนุษย์กะทันหัน ไม่มีใครบอกได้ว่าเมื่อใดจะดีหรือร้าย แต่ถ้าเกิดเรื่องร้ายแรงติดๆ กันแล้ว ก็ให้สันนิษฐานว่าอาจเนื่องมาจากศาลพระภูมิก็ได้…คือ วิญญาณร้ายที่สิงสู่อยู่เนรคุณ หรือไม่ก็เกเรเกตุงตามสันดานเดิมน่ะซีคะ

เมื่อ แรกดิฉันยอมรับว่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จนกระทั่งไปประสบกับเรื่องขนหัวลุกด้วยตัวเองที่ชุมชนแห่งหนึ่งแถวสะพานควาย เมื่อราวสิบปีมาแล้ว!

บ้านเรือนละแวกนั้นค่อนข้างแออัดยัดเยียด ผู้คนส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขายในตลาดบ้าง หาบเร่แผง ลอยบ้าง รวมทั้งเป็นช่วงไม้ช่างปูน จนถึงรับจ้างสาร พัด…ส่วนหนึ่งเป็นพวกพนักงานบริษัทห้างร้านและรัฐ วิสาหกิจ

วัน หนึ่งมีครอบ ครัวใหม่มาเช่าบ้านอยู่ใกล้ๆ ชื่อพี่สันต์กับพี่เพ็ญ มีลูกชายหญิงสองคนกำลัง เข้าวัยรุ่นทั้งคู่…เรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่เขาตั้งศาลพระภูมิแล้วค่ะ!

ไม่ใช่ว่าศาลเก่าไม่ มีนะคะ แต่เป็นศาลไม้เก่าแก่และผุพังจนล้มไปนานแล้ว คนเช่ารายก่อนๆ ก็ไม่ได้สนใจ แต่รายนี้ไปซื้อศาลสวยๆ คล้ายโบสถ์จำลองจากสวนจตุจักร มาพร้อมกับคนทำพิธีตั้งศาล เขามีหัวหมู ไก่ต้ม เหล้า มะพร้าวอ่อน ขนมนมเนยกับดอกไม้สวยๆ จุดธูปเทียนเซ่นไหว้ มีเด็กๆ มามุงดูหลายคน

 

บ้างก็เชื่อว่าผีมาขอส่วนบุญต่างหาก แต่คนที่เห็นผีไม่มีใครคิดถึงเรื่องนี้เลยค่ะ มีแต่จะขนหัวลุกกันทั้งนั้น บ้างก็เชื่อว่าผีมาเยี่ยมเยียนญาติมิตรเพราะจิตรักใคร่ผูกพันมากกว่า

ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็คือผีที่ถูกฆ่า ติดตามมาล้างแค้นผู้ทำลายชีวิตตน เพราะเกิดความอาฆาตรุนแรง จนกว่าจะแก้แค้นได้สำเร็จ

เมื่อปีก่อนก็มีข่าว ว่าฆาตกรหนุ่มมาสารภาพกับตำรวจถึงโรงพัก ว่าตนเป็นผู้ฆ่าภิกษุชรารูปหนึ่งเพื่อชิงทรัพย์ แม้ว่าจะหลบหนีไปได้โดยไร้ร่องรอยก็จริง แต่แล้วก็ทนไม่ไหวจนต้องมาสารภาพผิด

ตอนแรกเจ้าหน้า ที่คิดว่าสติไม่สมประ กอบ แต่เมื่อสอบ สวนไม่นานก็มีหลักฐานชี้ชัดว่าชายนั้นเป็นฆาตกรจริงๆ สาเหตุสำคัญก็คือ ภิกษุชราผู้โดนทำร้ายจนถึงแก่มรณภาพไปแล้วนั้น ได้มาปรากฏกายให้เห็น ติดตามทวงหนี้ชีวิตไม่ลดละจนฆาตกรแทบสติแตกตายนั่นเอง

สำหรับผีหลอกอีกแบบหนึ่งคือ เป็นวิญญาณชั่วช้ากาลีที่สุด!

ภูตผีปีศาจทั้งหลายก็เหมือนผู้คนทั่วๆ ไป คือมีทั้งดีและชั่วคละเคล้ากันไป

สัมภเวสี – ผีเร่ร่อน หรือวิญญาณแสวงแดนเกิดทั้งปวงนั้น นอกจากจะหิวโหยร้องขอส่วนบุญจากญาติมิตรบ้าง จากผู้อื่นบ้าง บางครั้งยังถือโอกาสสวมรอยแทนผู้อื่นอย่างหน้าตาเฉย…ยกตัวอย่างง่ายๆ คือสิ่งที่เราเรียกว่าพระภูมิเจ้าที่นั่นแหละค่ะ

เมื่อมีการตั้งศาลพระภูมิก็จะต้องมีผู้รู้มาทำพิธีตั้งศาล เซ่นสรวงด้วยเครื่องบัตรพลีเพื่อให้วิญญาณชั้นสูง เช่น เจ้าที่เจ้าทาง เทพาอารักษ์มาสิงสู่ แต่บังเอิญมีวิญญาณร้ายผ่านมาพอดี ถือโอกาสสวมรอยเข้าไปกินเครื่องเซ่นจนอิ่มสำราญ แล้วยึดเอาศาลนั้นเป็นที่อยู่เสียเลย

วิญญาณชั้นดีหมดโอกาส เพราะมาถึงตามคำเชิญต่อเมื่อสายเกินไปเสียแล้ว!

เมื่อภูตพเนจรเข้าสิงสู่ศาลในระยะแรกก็ไม่มีอะไร เนื่องจากมีที่อยู่กินแสนผาสุก มีคนนำเครื่องเซ่นมาสังเวยทุกวัน ไม่ต้องร่อนเร่หากินตามแบบผีไม่มีศาลเหมือนก่อนอีกแล้ว

แต่ขึ้นชื่อว่าคนชั่วหรือวิญญาณร้ายก็มีอุปนิสัยคล้ายๆ กัน คือชอบกลั่นแกล้งรังแกให้ผู้อื่น เดือดร้อน แม้ว่าผู้นั้นจะมีบุญคุณ ให้ที่อยู่ที่กินก็ไม่ละเว้น

 

จู่ๆ ฟ้าก็มืดครึ้ม ลมพัดอู้ๆ เหมือนเสียงใครกำลังหัวเราะอย่างเบิกบานใจ จนหลายๆ คนบอกว่าขนลุกขนพองไปตามๆ กัน!

หลังจากนั้นไม่นาน ครอบครัวนี้ก็มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันตลอด ลูกชายติดยา (แถวนั้นมีมากด้วย) ลูกสาวกลายเป็นเด็กใจแตก ลงเอยด้วยการโดนข่มขืนฆ่าในตึกร้างแถวนั้น

พ่อหันเข้าหาเหล้าจนถูกไล่ออกจากงาน แม่ก็กลายเป็นคนโมโหร้าย ทั้งบ่นบ้าและหาเรื่องด่าทอแทบไม่หยุดปาก นัยน์ตาขุ่นขวางเหมือนคนวิกลจริต

วันสุดท้ายเกิดไฟไหม้บ้านตอนดึก เพลิงนรกลุกลามจนบ้านช่องแถวนั้นวอดวายไปสิบกว่าหลัง บ้านต้นเพลิงตายหมดค่ะ…ตอนที่พวกเราตื่นตกใจ ขนของหนีไฟกันอลหม่านก็ได้ยินเสียงหัวเราะเย้ยหยันมาเข้าหู…

เสียงนรกจกเปรตนั่นดังมาจากศาลพระภูมิที่มีไฟลุกท่วม…ขนหัวลุกจริงๆ ค่ะ!