Ghost

There are 53 entries in this Category.

ปีศาจสุรา

แดดร่มลมตก ไอ้ฉิ่งกับไอ้เลี่ยมหิ้วเหล้ามาจากบ้านน้าแล่มคนละแกลลอนเพราะมีเพื่อนจาก จังหวัดกับ กงไกรลาศมาร่วมวงด้วย ผมหว่านแหได้ปลามาโข ไอ้ตาลจัดการเชือดไก่ต้มป่าส่งกลิ่นหอมฉุยยั่วน้ำลาย พรรคพวกช่วยกันปิ้งปลาทำน้ำจิ้มรสแซบ…วงเหล้าครึกครื้น มีเรื่องตลกสัปดนมาเล่าสู่กันฟังจนขำกลิ้งประสาขี้มา

อ้าว? เลยค่ำไปหน่อยเดียวดันเหล้าหมดซะดื้อๆ ไอ้ตาลรับอาสาไปซื้อเพิ่ม…แต่ลุกจากวงแป๊บเดียวก็หิ้วเหล้ามาแล้ว แถมพาเพื่อนมาอีกคน

วงเหล้าครึกครื้นต่อไป อาศัยแสงไฟที่ต่อจากบ้านพอได้เห็นหน้าเห็นตากัน!

จู่ๆ ไอ้ฉิ่งนึกยังไงไม่รู้ ดันพยักหน้าไปทางเพื่อนที่มันบอกว่ามาจากจังหวัด เล่าว่า…เมื่อวันก่อนเพื่อนไอ้ล้อมมันขี่รถเครื่องไปหาสาว อารามเมาเลยหักรถเป๋ไปชนต้นไม้ริมทางโครมเดียวกะโหลกยุบ คอหัก ไปหายมบาลโดยไม่ได้ล่ำลาเพื่อนฝูงซักคำเดียว

“เดี๋ยวนะ กูนึก ออกแล้ว เพื่อนมึงชื่อไอ้เตยใช่มั้ยวะ?” ไอ้ฉิ่งหันไปทางเพื่อน ซึ่งไอ้ล้อมก็พยักหน้าหงึกๆ ยอมรับ “ไอ้ฉิ่งตบเข่าฉาดฉาน “นั่นไง…เดือนที่แล้วมันก็เคยมากินเหล้ากับพวกเรา”

“ฮ้า! ไอ้เตยตายรึ?” ไอ้ตาลย่นคิ้ว “กูไม่อยากเชื่อเล้ย พวกมึงโกหกใช่มั้ยวะ?”

“กูเปล่านะ” ไอ้ฉิ่งร้อง ทำตาวาว “ไอ้ล้อมมันบอก”

“ตอแหลละมึง” ไอ้ตาลคำราม “ก็ไอ้เตยหิ้วเหล้ามาหยกๆ กูก็เพิ่งพามันมานั่งหัวโด่อยู่นี่ไง!”

พวกเราไม่มีใครกลัวผีเลยตามประสาหนุ่มวัยคะนอง อย่างมากก็รู้สึกขนลุกตอนฟัง แต่แล้วก็ลืมไปหมด เผลอๆ เมาดีเข้ายังบอกว่า…ผีมีจริงก็ขอให้มาเจอกันหน่อยเถอะน่า!

อ้อ! ที่ว่าเมาดีเข้าไปก็เพราะฤทธิ์เหล้าป่าดีกรีแรงขนาดจุดไฟติดน่ะซี…ส.ร.ถ. ว่าซะยังงั้น! เขาต้มเหล้ากันหลายบ้าน ใช้แป้งข้าวเหนียวกับแป้งเชื้อ กลั่นออกมาทางกระบอกไม้ไผ่เล็กๆ ขนาดบ้องกัญชา แหม…ใสแจ๋วเป็นตาตั๊กแตนเชียว

ตอนนั้นแกลลอนละ 160 บาท ก่อนจะขึ้นราคามาเรื่อยจนปาเข้าไปเกือบ 300 บาทแล้ว

หน้าเทศกาลก็ขออนุญาตสรรพสามิตเขาซะหน่อย แต่นอกเทศกาลก็ต้องซ่อนเร้นกันพอสมควร เหล้าแดงราคาสูงๆ น่ะไม่ได้แอ้มเงินพวกเราหรอกคุณ เพราะไอ้หนุ่มลูกทุ่งเงินน้อย อีกอย่างมันก็ไม่ถึงอกถึงใจเหมือนเหล้าป่าที่เคยซดกันมาตั้งแต่หนุ่มแตกพาน

1 แกลลอนต่อ 4-5 คนก็เมาหัวทิ่มบ่อแล้วครับ!

พูดถึงบ่อ เรามักตั้งวงกันใต้ร่มไม้ใกล้บ่อปลา อยากกินปลาก็หว่านแหโครมลงไป ได้ทั้งไอ้ดุกไอ้ช่อนและปลานิล ไม่ว่าจะปิ้ง เผา ผัด แกง มันก็กลายเป็นกับแกล้มรสแซบถึงใจทั้งนั้น

พวกเราเลี้ยงไก่กันทุกบ้าน ตั้งวงเมื่อไหร่ก็จับมาเชือดอ๊อก เดี๋ยวก็ได้ไก่ต้มแช่น้ำปลา ไก่อบฟาง หรือจะหั่นลงหม้อทำเป็นต้มป่าไก่รสแซบ ติดปากติดกลิ่นมาจนป่านนี้แน่ะ

ไอ้ตาลมันทำต้มป่าไก่เก่งครับ สูตรง่ายๆ คือฉีกพริกแห้ง บุบหัวหอม ฝานข่า หั่นตะไคร้ บีบมะนาว ใส่น้ำปลาเข้าไป เดี๋ยวก็หอมฉุยไปสามบ้านแปดบ้าน บอกไม่เชื่อ!

ใครอยากมาร่วมวงก็ไม่ว่ากัน แต่ทางที่ดีควรจะหิ้วเหล้ามาเพิ่มเติมซักแกลลอน ทีนี้ก็สุมหัวกันโจ้เหล้าซดต้มป่าโฮกๆ คุยฟุ้ง หัวเราะเฮฮาดังลั่นไปสามท้องคุ้งทีเดียวเชียว

บางวันเพื่อนฝูงพาเพื่อนมาจากกงไกรลาศมั่ง ตำบลใกล้ๆ บ้าง มาสมทบกันตั้งสิบกว่าคน คุยโม้คุยโตตามนิสัย ไอ้ที่พูดไม่เข้าหูก็ต้องให้เพื่อนพากลับ.. เดี๋ยวโดนยันตกบ่อปลาได้ง่ายๆ

หมุนเวียนกันไปๆ มาๆ จนนับไม่ถ้วนจริงๆ ครับ เดี๋ยวมาร่วมวงบ่อยๆ เดี๋ยวก็หายไปหลายนาน แต่บางคนมาก่อนหรือเกิดเปรี้ยวปากทนไม่ไหวก็ไม่รู้ พอผ่านวงไหนก็แวะวงนั้นจนเมาเพียบ ลืมเหล้าลืมแกล้มฝากวงเราซะดื้อๆ ยังงั้นเอง…ไม่ว่าอะไรกันอยู่แล้ว งานนี้

วันไหนขี้เกียจทำกับข้าวเราก็หาของแกล้มง่ายๆ อย่างมะขามสด มะม่วง มะดัน มะขามป้อม…จิ้มเกลือจิ้มกะปิเคี้ยวกร้วมๆ จนเสียวรากฟัน แต่ก็ชุ่มปากชุ่มคอดีพิลึกละครับ

จนกระทั่งถึงวันเกิดเหตุขนหัวลุก!

พวกเราหันขวับ ยังงุนงงกันทุกคน ยกเว้นไอ้ล้อมที่จ้องมองเพื่อนผู้มากับไอ้ตาลก่อนจะผงะหน้า ตาเบิกโพลง ร้องลั่นว่า…ผีหลอก! ผีหลอกโว้ย…

ผมอ้าปากค้าง มองเห็นหน้าไอ้คนที่มากับไอ้ตาลเลือดท่วมหน้า นัยน์ตาพลัดออกมาห้อยร่องแร่งข้างหนึ่ง อ้าปากฉีกขาดปะหงับๆ พลางส่งเสียงแหบโหย…กูหิวเหล้า!

เท่านั้นกลียุคก็อุบัติขึ้นทันใด…ผมรู้สึกตาลายพร่า เห็นใครๆ ลุกพรวดพราด บางคนโจนลงบ่อดังตูม บางคนร้องโหวยๆ เหมือนคนบ้า ผมเองทะลึ่งพรวดขึ้นได้ก็วิ่งเตลิดไม่คิดชีวิต…วงเหล้าของเราเลิกราไปหลาย วัน กลัวผีจะโผล่เข้ามาอีกน่ะซีครับ…บรื๋อส์!!

ผีตายไม่ไปไหน

เพื่อนแม่ชื่อป้ารุ้ง ฉันเคยพบครั้งเดียวเอง ตอนที่พาแม่ไปส่งในงานเลี้ยงรุ่นของแม่ แต่บ้านป้ารุ้งหาไม่ยากหรอกค่ะเพราะซอยนี้ฉันถนัดมาก เพื่อนสนิทของฉันก็อยู่ในนี้นี่คะ… เดี๋ยวเอาน้ำพริกกุ้งให้ป้ารุ้งเสร็จก็จะไปหาเพื่อนเป็นรายการต่อไป

นั่นไง! บ้านป้ารุ้งเป็นกำแพงอิฐทาสีปูนแห้ง คือสีส้มอมชมพู ประตูเป็นไม้ระแนงสีน้ำตาลไหม้ สีสนามหญ้าเล็กๆ เขียวขจีอยู่หน้าบ้าน

ฉัน จอดรถริมกำแพงอย่างดิบดีแล้วลงไปกดออด เมฆครึ้มเต็มฟ้าบดบังแสงแดดดีนัก…เอ! บ้านเงียบจัง มีใครอยู่หรือเปล่าหนอ? นี่ก็สิบโมงเช้าพอดี หรือว่าคุณป้าจะนอนตื่นสาย? แต่ก็น่าจะมีเด็กรับใช้นะ ฉันยืนชะเง้อคอยาว รออีกอึดใจใหญ่ๆ ก็กดออดอีกครั้งหนึ่ง…

เกรงใจนะเนี่ย แต่ชักกระวนกระวายขึ้นมาแล้วสิ!

แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งเจ๋งสุดๆ ทุกคนที่ได้ฟังจะต้องทึ่ง อึ้ง เสียวไปกับฉันแน่ๆ

แม้ว่าจะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ฉันยังจำได้…วันนั้นเป็นวันเสาร์ต้นเดือนธันวาคม แม่วานให้ฉันเอาน้ำพริกกุ้งสดที่แม่ทำเองไปให้เพื่อนที่อยู่ในซอยศูนย์วิจัย ที่สำคัญฉันต้องให้น้ำพริกนี้ถึงมือผู้รับ และอธิบายวิธีกินกับวิธีเก็บอีกด้วย

น้ำพริกกุ้งสดที่ว่านี้ทำจากกุ้งแม่ น้ำตัวโตๆ เอามาเผาพอสุก คลุกกับน้ำพริกที่ทำมาจากหอมเผา กระเทียมเผาและพริกชี้ฟ้าเผา หอมมันกุ้งและเคี้ยวเนื้อกุ้งสดเผาได้เต็มคำ

ส่วนวิธีเก็บคือให้เก็บในตู้เย็น พอจะกินก็เอามาวางในอุณหภูมิห้อง โดยไม่ต้องเอาไปตั้งเตาอุ่นกับไฟ ไม่งั้นมันกุ้งจะจับตัวเป็นก้อน เสียรสเลยค่ะ!

 

ทันใดมีเสียงผู้ชายสูงอายุดังมาจากหน้าต่างชั้นบน…รอเดี๋ยวนะหนู!!

ฉันมองเห็นผ้าม่านไหวๆ จากหน้าต่างนั้น และไม่ถึงนาที เสียงประตูกระจกบานเลื่อนที่หน้าตัวบ้านก็เปิดออก ฉันมองเห็นชายชราท่าทางภูมิฐาน นุ่งกางเกงแพรสีเขียว เสื้อผ้าป่านคอกลมสีขาวยืนอยู่ด้านในประตูนั่น ท่านบอกด้วยเสียงดังฟังชัดว่า “เปิดเข้ามาเลยลูก ประตูไม่ได้ล็อก”

ฉันทำตามที่ท่านบอก คือเปิดเข้าไปง่ายๆ แล้วปิดประตูตามหลังให้เรียบร้อย ก่อนจะยกมือไหว้นอบน้อม ท่านรับไหว้และสั่งให้ฉันนั่งรอที่โต๊ะหินหน้าบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะเดินลับหายเข้าไปในบ้าน

ลมเย็นเยือกผสมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยวูบมาจากด้านใน อืม…กลิ่นน้ำอบไทยนี่นา ฉันหันไปมองประตูกระจกปิดสนิท ข้างในเปิดแอร์ รึเปล่า? คงไม่หรอก นี่มันฤดูหนาวนะ

ฉันนั่งคอยอยู่ราวห้านาที บ้านนี้เงียบดีจัง เอ…คุณลุงหายไปเลย ท่านคงเป็นสามีป้ารุ้งนะ ฉันมาปลุกท่านรึเปล่าเนี่ย?

เสียงไขกุญแจดังขึ้นที่ประตูรั้ว!

ฉันเอะใจวูบ ตะกี้ฉันก็ปิดธรรม ดานะ ไม่ได้ล็อกสักหน่อย…ยังไม่ทันนึกอะไรมากกว่านั้น ผู้ใหญ่สองคนก็หอบของพะรุงพะรังเข้ามา…หนึ่งในนั้นคือป้ารุ้ง ฉันจำได้ อีกคนคงเป็นสาวใช้แน่ๆ ทั้งคู่มองเห็นนั่งอยู่ก็ชะงัก และมีทีท่าตกใจเห็นได้ชัด

“สวัสดีค่ะ หนูลูกแม่จุ๋มค่ะ” ฉันรีบประกาศตัว

“อ๋อ! จ้ะ…จำได้ๆ แต่หนูเข้ามาในนี้ได้ยังไงล่ะนี่?” เสียงป้ารุ้งค่อนข้างร้อนรน “ตอนออกไปป้าล็อกกุญแจกับมือแท้ๆ แล้วหนูเข้ามาได้ยังไงกัน?”

“คุณลุงบอกให้หนูเปิดเข้ามาเลยค่ะ…”

แทบจะไม่สิ้นเสียง ป้ารุ้งก็สะดุ้งเฮือก ถุงกับข้าวหลายถุงพลันหลุดร่วงจากมือ คนรับใช้ทำท่าเนื้อตัวสั่นเทา หน้าซีดเผือด ปากสั่นริก ทำท่าว่าจะปล่อยโฮออกมาเดี๋ยวนั้น!

มันเป็นไปไม่ได้เลย! ป้ารุ้งยืนยัน บ้านหลังนี้มีท่านอยู่กับคนรับใช้คนนี้ และหลานอีกสองคนซึ่งขณะนี้ไปเที่ยวทะเลโน่น เมื่อกี้ออกไปจ่ายตลาดจึงไม่มีใครอยู่บ้านเลย!

คุณลุงที่ฉันเห็นน่ะ ฟังจากลักษณะและท่าทางแล้วคงจะเป็นคุณลุงตั้ว สามีป้ารุ้งนั่นแหละ แต่มันผิดปกติตรงที่คุณลุงตายแล้วค่ะ…

ขอย้ำ! ท่านตายไปสองปีกว่าๆ แล้ว เหลือแต่เศษกระดูกเล็กๆ ในโกศที่เก็บไว้ตามประเพณีเท่านั้น แล้วท่านจะมาเรียกให้ดิฉันเข้าบ้านได้อย่างไร?

เรื่องราวของฉัน คุณผู้อ่านคิดว่ามันน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าน้ำท่วม ไฟไหม้บ้านไหมล่ะค่ะ…แม้ว่าขณะนี้ฉันแสนสงสารและเห็นอกเห็นใจผู้ที่ถูกน้ำ ท่วมทุกคนอย่างที่สุดก็เถอะค่ะ!

น้องชายถูกฆ่า

ในงานสวดศพแตนยังร้องไห้ไม่หยุด รำพันว่าเป็นเพราะเธอเองแท้ๆ ที่คิดถึงแพร ไม่ได้ไปงาน คืนนั้นเพราะเป็นเพื่อนคนละกลุ่ม ที่โทร.ไปหา ก็คิดว่าน้องแพรกลับถึงที่พักแล้ว..เธอเป็นต้นเหตุ ให้เพื่อนตาย!

แต่ไม่มีใครโทษเธอหรอกค่ะ นอกจากสยองแทนที่กำลังคุยกับเพื่อนดีๆ ก็มีเสียง…โครม! ดังก้องอยู่ในหูไม่รู้จบสิ้น

คืนวันเผาน้องแพรซีคะ เกิดเรื่องสยองขวัญ เมื่อดิฉันกลับบ้าน รู้สึกใจหายและวังเวงใจอย่างบอกไม่ถูก…ต่อไปนี้ไม่มีน้องแพรอีกแล้ว! พอดีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น!

มีผลสำรวจว่า ผู้ที่พูดโทรศัพท์ขณะขับขี่รถยนต์ แม้จะใช้แฮนด์ฟรีก็ตาม สติสัมปชัญญะและสมาธิจะมีน้อย ความรู้สึกตอบสนองต่างๆ จะเชื่องช้าลงพอๆ กับการดื่มสุรา

“ไม่ดื่ม ไม่โทรศัพท์ ไม่รับสาย ขณะขับรถ”

ห้ามผู้ที่ขับขี่ยานยนต์มีแอลกอฮอล์ ในเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถ้าตรวจพบก็จะโดนจับกุม มีโทษปรับจนถึงทำงานรับใช้สังคม…ถ้าทำผิดซ้ำอาจจะโดนห้ามขับรถตลอดไปก็ เป็นได้ เพราะผู้ที่ขับรถ พร้อมกับพูดโทรศัพท์ เปรียบเทียบกับผู้ดื่มเหล้าเบียร์ที่มีแอล กอฮอล์ในเลือด ถึง 78 มิลลิกรัมเปอร์ เซ็นต์…เป็นเรื่องน่ากลัวขนาดไหนคงนึกภาพออกนะคะ

ดิฉันมีประสบการณ์ขนหัวลุกเมื่อปีก่อนมาเล่าสู่กันฟังค่ะ!

“น้องแพร” เป็นเพื่อนร่วมงานบริษัทเดียวกันที่อโศก อายุราว 25 ปี แสนสวยและยังโสด พ่อแม่ที่ต่างจังหวัดฐานะดี ซื้อรถยนต์ให้น้องแพรใช้ตั้งแต่เธอ ได้งานทำ ผิดกับเพื่อนส่วนใหญ่ที่ต้องผ่อนรถเอง หรือไม่ก็อาศัยรถเมล์กับแท็กซี่เป็นประจำ เช่นดิฉันเองเป็นต้น

ตอนเลิกงานเรามักไปหาอะไรดื่มกินกันก่อน กลับบ้าน น้องแพรชอบชวนเพื่อนๆ ขึ้นรถไปยังจุดนัดหมาย มีทั้งเพื่อนร่วมงานกันและบริษัทอื่นทั้งหญิงและชาย แต่ไม่เคยมีปัญหาอะไร

ถ้าจะมีก็คือปัญหาที่น้องแพรชอบพูดโทรศัพท์ขณะขับรถยนต์นี่แหละค่ะ!

แม้เธอไม่ได้โทร.ไปหาใครก่อน แต่มีเสียงเข้าสายประจำ มีทั้งถามจุดพบให้แน่นอนบ้าง เพื่อนๆ โทร. มาคุยบ้าง และมักจะคุยครั้งละนานๆ จนทำให้ดิฉัน ไม่ค่อยสบายใจ

มองโลกในแง่ดีว่ากรุงเทพฯ รถติดโดยเฉพาะ ย่านนั้น ไม่อาจขับปรู๊ดปร๊าดได้หรอก แต่ก็อดเตือน ไม่ได้ว่าอย่าพูดโทรศัพท์ในรถ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าคุยนานนัก…อันตราย!

“แหม! พี่แน็ตก็..” น้องแพรยิ้มฟันขาว ตาใสเชียว “คุยแป๊บเดียวเองค่ะ”

เธอชอบเรียกชื่อดิฉันติดปาก แถมยังหันมามองด้วย เล่นเอาใจหายวูบ..ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นก็ไม่ใช่เพราะโทรศัพท์ แต่มาจากดิฉันที่เอ่ยปากทักท้วง เธอนั่นเอง!

เรากลับราว 3-4 ทุ่ม เธอก็จะขับมาส่งเพื่อนชื่อแตนที่อุรุพงษ์ ส่งดิฉันที่ราชวิถี แล้วขับรถข้ามสะพานกรุงธนฯ กลับห้องพักแถวบางพลัด…เป็นประจำราวสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

ตอนนั้นก็ไม่วายมีโทรศัพท์เข้ามาค่ะ!

ช่วงที่รถแล่นเร็วได้ ดิฉันต้องเอ่ยปากห้ามตรงๆ ว่าอย่าพูดโทรศัพท์ตอนขับรถ อันตรายมาก! น้องแพรก็จะหันมายิ้มหวานเช่นเคย…แหม! พี่แน็ตก็…

ส่วนมากเธอจะเชื่อฟังค่ะ บอกคู่สนทนาที่มีทั้งชายและหญิงว่า…ตอนนี้ขับรถ พี่แน็ตห้ามเม้าธ์ เอาไว้ถึงห้องแล้วค่อยคุยต่อ…แต่บางครั้งเธอจะหัวเราะเฉยเสีย ดิฉันต้องยื่นคำขาดว่าให้หยุดรถ จะลงแท็กซี่ต่อไปเอง! นั่นแหละค่ะน้องแพรจึงยอมบ๊ายบายกับเพื่อน

ครั้งหนึ่งดิฉันบอกให้จอดแต่เธอไม่สนใจ พอถึงไฟแดงก็ปลดซิตเบลต์เปิดประตูลงไปเดินเอง… น้องแพรออกรถได้รีบขับมาจอดรับ ยกมือไหว้ขอโทษจนดิฉันใจอ่อนยอมขึ้นรถ

คืนหนึ่ง น้องแพร ก็ประสบอุบัติเหตุ เสียชีวิตคาที่ เพราะ การพูดโทรศัพท์ขณะ ขับรถ ขณะออกมาจากงานวันเกิดเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ที่ภัตตาคารริมน้ำแถวบางอ้อ…ใกล้จะถึงที่พักของเธออยู่แล้ว

โทรศัพท์ที่เปิดสัญญาณอยู่คือหลักฐานค่ะ!

น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นก็คือ คนที่โทร.คุยกับน้องแพรคือแตนนั่นเอง

มือถือของแตน! เธอรีบกดรับแล้วยกหูรับฟัง ก่อนจะตาเหลือกละล่ำละลักว่าน้องแพรโทร. มา บอกว่าเราคุยกันต่อนะจ๊ะ! แตนพูดแล้วร้องไห้โฮ ย้ำแต่ว่าประสาทจะกินแล้วค่ะ ดิฉันต้องปลอบใจว่าอย่าคิดมาก ทางที่ดีควรปิดมือถือไปเลยจะได้หมดปัญหา

ไม่ถึงอึดใจ มือถือของดิฉันก็ดังขึ้นบ้าง ครั้นกดรับก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย…ขนลุกซ่าไปทั้งตัวที่พบกับความเงียบ เชียบน่าสยดสยองสุดขีด ม่านตา ลายพร่า หูแว่วไปเองว่าได้ยินเสียง…พี่แน็ตขา ลาก่อนนะคะ…

 

เสียงเรียกจากขุมนรก

ผีดุวิญญาณจ้องจะหลอกหลอนผู้คน ไม่ยอมไปผุดไปเกิดเสียที!

ว่าแต่จะหลอก แบบไหน? ส่งกลิ่นเหม็นเน่า, ทำเสียงกุกกัก, สะอึกสะอื้นคร่ำครวญ น่าขนหัวลุก หรือปรากฏกายให้เห็นในสภาพคนปกติ หรือเละเทะน่าสยดสยองสุดขีด

ถ้า เรานอนอยู่ดีๆ แล้วมีผีเดินโย่งเย่งออกมาจากห้องน้ำ แต่เรามองดูนิ่งๆ ผีจะทำยังไงต่อไปนะ? ถ้าเราเปิดไฟเพื่อมองให้ชัดๆ ผีจะตกใจหรืออับอายไหม? จะหนีหรือว่ายังอยู่?

ใกล้เวลานัดดิฉันก็ลุกขึ้นแต่งตัว…ห้องนี้มี อะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึก หดหู่ หม่นหมอง จนกระทั่งนึกถึงความตายมากที่สุด…ยอมรับว่าถึงกับขนหัวลุกแน่ะค่ะ!

เมื่อถามว่าจะไปเที่ยวไหนดี? สายสมรผู้เคยร่างเล็กบางในอดีตอันไกลโพ้นก็แจ้วๆ มาทางมือถือว่า ไปเที่ยวใกล้ๆ แค่ 2-3 วันกลับก็ดีถมไป สาเหตุคือห่วงหลานสาววัยห้าขวบกำลังช่างพูดเป็นต่อยหอย เธอ “ติดหลาน” ค่ะ แต่ชอบบอกว่า “หลานติด” เฉยเลย

ระยองคือจุดหมาย ปลายทาง!

ดิฉันไม่ได้โผล่ไปตั้งสิบกว่าปีแล้ว ได้ฟังเธอจาระไนแล้วนึกเห็นภาพทันที

สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ เป็นสวนสมุนไพรแห่งแรกของเมืองไทยที่สวยที่สุด สมบูรณ์ที่สุด ใช้เวลา สร้างกว่า 20 ปี ภายใต้แนวคิด

“สวนแห่งการเรียนรู้อย่างรื่นรมย์…พลาดไม่ได้เด็ดขาด”

นอกจากนั้นยังมีป่าประดู่ ไปดูของดี “พระนอนตะแคงซ้าย” องค์ใหญ่ที่สุด เคยเห็นไหมเล่า? ตกค่ำก็กินนอนโฮเต็ลชั้นหนึ่งชายทะเล แถมมีหาดส่วนตัวแสนสวยอีกต่างหาก บรรยากาศโรแมนติกที่สุด หนุ่มสาวชอบก็ไปฮันนีมูน…

ฟังแล้วน่าสนุกจนตกลงใจไปด้วยทันที!

เรื่องราวมากลับตาลปัตรตรงที่ไปถึงจุดนัดพบในเกษตรตอน 06.00 น. นอกจากจะไม่พบสายสมรแล้วยังได้รับโทรศัพท์จากเธอว่า หกล้มในห้องน้ำ ข้อเท้าแพลง ปวดมากขึ้นจนลูกชายต้องขับรถไปส่งโรงพยาบาล อาการไม่หนักหนาอะไร นอนพักไม่กี่วันก็เดินได้แล้ว

“ขอโทษจริงๆ จ้ะ วานเธอช่วยเที่ยวเผื่อด้วยนะ…คืนนี้นอนคนเดียวไม่ต้องกลัวฉันจะถอดจิตไปนอนเป็นเพื่อนด้วย ฮิๆๆ อูย…”

สายสมรไม่วายมีอารมณ์ขัน แม้จะร่องแร่งอยู่โรงพยาบาล ดิฉันตัดสินใจว่า…ตกกระไดพลอยกระโดดแล้วกัน นอนคนเดียวก็ไม่แปลกอะไร…จะโดนผีหลอกก็ให้มันรู้ไป!

…นั่งรถทัวร์สองชั้นปรับอากาศ ดูวิวสวยๆ แปลกตาจนถึงสวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ ในเนื้อที่ 60 ไร่ ตกแต่งได้สวยงามเหลือเชื่อ มีพันธุ์ไม้กว่า 260 ชนิด กว่า 20,000 ต้น อากาศบริสุทธิ์ปลอดโปร่ง หายใจได้เต็มปอด นั่งรถ NGV ชมสวนได้สบายๆ ด้วยละค่ะ

ราว 15.00 น.ถึงโรงแรม…บีชแอนด์สปา ได้พัก ผ่อนร่างกายคนแก่ที่ต้องตื่นมาแต่ก่อนไก่โห่ซะที!

พอก้าวเข้าห้องก็เย็นวูบ…ตอนแรกนึกว่าเย็นเพราะแอร์ แต่ไม่น่าใช่นะ เนื่องจากเราต้องเสียบกุญแจเข้าช่องเพื่อเปิดไฟเสียก่อน…แต่ช่างเถอะ อาจเป็นเพราะอากาศในฤดูฝนก็ได้ หมู่นี้ฝนตกหนักบ่อยๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

โห…ห้องนอนเขาสวยมากจริงๆ ค่ะ เตียงกว้างขวางน่าเกลือกกลิ้ง มีทั้งชุดโซฟา โต๊ะทำงาน โต๊ะอาหาร…ต่อให้มาอยู่กัน 5-6 คนก็มีที่นอน โดยไม่ต้องลงไปนอนบนพื้นด้วย

อาบน้ำเสร็จก็ตั้งใจจะงีบเอาแรง แต่กลับไม่หลับ จะเปิดทีวีดูก็อย่าเลย…เรามาพักผ่อนนี่นา ขอทิ้งความยุ่งเหยิงวุ่นวายของบ้านเมืองไว้ก่อน…เดินไปเปิดม่านหนาๆ ออกก็เห็นทะเลสวยๆ เต็มตา ต้องเลื่อนประตูกระจกออกไปเกาะลูกกรงมองให้เต็มอิ่ม

แหม! นัดกินข้าวชั้นล่างตั้ง 18.30 น. จะทำอะไร ดีล่ะ ถ้าไม่นอนพักผ่อนน่ะ?

“ฮะแอ้ม!” เสียงกระแอมข้างหลังเล่นเอาสะดุ้งโหยงหันขวับ แต่ไม่เห็นมีใครเลย ดีนะที่เราไม่ประสาทอ่อน ไม่งั้นคงเผ่นออกจากห้องแล้ว…

เสียงนั้นน่ะเป็นคนกระแอมชัดๆ!

ปิดม่าน กลับขึ้นไปนอนริมเตียงด้านโคมไฟและโทรศัพท์ ในห้องมืดสลัว มีเพียงแสงไฟที่ลอดออกมาจากห้องน้ำที่แง้มประตูไว้…หลับตา คิดอะไรไปร้อยแปด ฟุ้งซ่านน่าดู

คิดถึงเรื่องโรงแรมผีดุต่างๆ เช่นที่เชียงใหม่มีโรงแรมเก่าๆ ร่ำลือว่าผีดุนัก ดุขนาดออกมาวิ่งโครมๆ รอบห้องให้ดูซึ่งๆ หน้า ที่เพชรบูรณ์ก็เลื่องลือว่าลิฟต์มักหยุดที่ชั้น 5 ตรงกับประตูห้องพักที่เกิดฆาตกรรม จนเจ้าของต้องเอาไม้มาปิดตายไว้ แต่ลิฟต์ก็หยุดที่นั่นเป็นประจำ

ว่าแต่ผีพวกนั้นตายในโรงแรมใช่ไหม? ตายเพราะหมดอายุขัย หรือฆ่าตัวตายเพราะหมดกำลังจะยืนหยัดต่อไป แหละหรือว่าโดนฆาตกรรมอำพราง

 

ผีคนแก่

ผีคนแก่

ผมเดินก้มๆ เงยๆ เก็บกระป๋องใส่ถุงไปเรื่อยๆ ท่ามกลางบรรยากาศเย็นเยือกและมืดสลัว เงียบเชียวน่าวังเวงใจ มีแต่เสียงแมลงกรีดปีกเซ็งแซ่ แต่พอใกล้เข้าไปมันก็เงียบเสียง ก่อนจะบรรเลงบท เพลงของมันอีกครั้งเมื่อผมเดินผ่านไป

เดินมาไกลโข เกือบสองกิโลเมตรเห็นจะได้ กระป๋องใกล้จะเต็มถุงแล้ว…เดี๋ยวเก็บอีก 2-3 ใบก็จะกลับบ้านเพื่อล้างกระป๋อง ขัดสนิมบางใบให้เรียบร้อยก่อนจะหิ้วไปขายแล้วเลยไปโรงเรียน…

ฉับพลันนั้นเอง แสงไฟฉายก็สาดจ้าเข้าไปกระทบกับอะไรบางอย่างเข้าจังๆ

พ่อทำงานที่สถานี แม่ทำงานบ้าน ทั้งตักน้ำ ผ่าฟืน เลี้ยงลูกเต้าเป็นโขยง จำได้ว่าพ่อแม่ต้องเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ผมเองแม้จะยังเด็ก แต่ก็เป็นลูกคนโตต้องช่วยพ่อแม่ทำมาหากินแล้ว ไม่มีโอกาสได้นอนอุตุให้สบายจนตะวันโด่งเหมือนพวกลูกคนรวยเขาหรอกครับ

ตอนนั้นผมอายุเพิ่ง 11-12 ขวบ แต่ต้องตื่นพร้อมพ่อตั้งแต่ตี 4 เพื่อออกไปทำงานด้วยกันทั้งสองคน ส่วนแม่ก็เข้าครัวไปหุงข้าว ต้มแกงเอาไว้รอพวกเราเหมือนกัน ปล่อยให้พวกตัวเล็กๆ หลับสบายไปก่อน

งานหลักของพ่อคือรับจ้างขนกระ เป๋าใบโตๆ ของผู้โดยสารจากรถไฟไปขึ้นรถหลังสถานี ได้ค่าแรงใบละ 50 สตางค์ งานสำหรับเด็กๆ อย่างผมคือหากระป๋องนมไปขาย

หลายท่านอาจจะสงสัยว่าจะเอากระป๋องนมจากที่ไหนทุกวัน? หาได้แล้วจะเอาไปขายให้ใคร?

เรื่องเป็นยังงี้ครับ

สมัยนั้นกระป๋องนมตามต่างจังหวัด โดยเฉพาะตามสถานีรถไฟมีความสำคัญมาก เนื่องจากนำไปใส่กาแฟก็ได้ ใส่ข้าวต้มก็ได้ เอาเชือกกล้วยร้อยรูที่ฝากระป๋อง มีขายกันตามร้านกาแฟและร้านข้าวต้ม…แต่ที่ใช้มากที่สุดก็คือใส่ของที่ว่า สำหรับเร่ขายเวลารถไฟเทียบสถานี!

ส่วนที่จะไปเก็บกระป๋องเปล่าที่ไหนนั้น ถ้าท่านนึกภาพออกก็คงรู้ว่าเมื่อผู้ซื้อดื่มกาแฟหรือกินข้าวต้มหมดแล้ว ก็ต้องเหวี่ยงกระป๋องเปล่าจากหน้าต่างรถทิ้งไปตามสองข้างทาง

รัศมีการเดินหากระป๋องเปล่าของผมอยู่ในราว 2-3 กิโลเมตรจากสถานี

แล้วจะเก็บใส่อะไร? ฝากระป๋องคมๆ ไม่บาดเนื้อหนังแย่หรือ?

เรื่องนี้หายห่วงได้เลย แม่ผมจัดการหาผ้าหนาๆ มาเย็บเป็นถุงสำหรับสะพายบ่า แล้วมีเชือกร้อยสำหรับรูดปากถุงให้แน่นหนา ฝากระป๋องจะได้ไม่บาดลูก กับสิ่งของในถุงจะได้ไม่ร่วงหล่นลงไปง่ายๆ

แล้วจะเอากระป๋องสกปรกนั่นไปขายใคร?

อ๋อ…ผมจะต้องเอากระป๋องที่เก็บได้มาล้างทำความสะอาดเสียก่อน โดนคมที่ฝาบาดบ่อยๆ จนเคยชินแล้วครับ ก่อนจะนำไปขายที่หลังสถานีราคา 12 ใบ 1 บาท! เฮ้อ…คิดแล้วยังเหนื่อยไม่หายจริงๆ ครับ พับผ่าเถอะเอ้า!

จนกระทั่งเจอะเหตุการณ์น่าขนหัวลุกเข้าเต็มเปา!!

ใกล้ย่ำรุ่งวันนั้นอากาศค่อนข้างเยือกเย็นเพราะฝนตกหนักเมื่อคืน ผมแยกกับพ่อที่สถานีแล้วเดินย่ำต๊อก ฉายไฟวูบวาบหากระป๋องเปล่าไปเรื่อยๆ ด้วยความเคยชินโดยไม่ได้หวั่นหวาดอะไร

นรกเป็นพยาน! มันคือใบหน้าที่คล้ายมนุษย์ แต่แสนจะน่าเกลียดน่ากลัวจนไฟฉายแทบจะหลุดจากมือ!

“เฮ้ย! อะไรโว้ย…”

ผมหลุดปากร้องลั่น ผงะหน้าจนแทบจะหงายผลึ่งก้นจ้ำเบ้า เมื่อเห็นใบหน้าอันเหี่ยวย่น ผมขาวโพลน แก้มยุบเป็นหลุม นัยน์ตาลึกกลวง กำลังเบิกกว้างจ้องมองผมอย่างมุ่งร้ายหมายขวัญ สองขาผมสั่นเทา เกือบจะหันกลับเพื่อโกยอ้าวอยู่รอมร่อ…พอดีเสียงแหบๆ ดังขึ้น

“กูเอง! ไอ้นุ้ย…กูเอง! มึงจำยายชิตไม่ได้หรือวะ? ไอ้…” เสียงด่าตามประสาบ้านเราดังเป็นชุด “โอย…มึงทำเอากูแทบจะเป็นลมตาย!”

โธ่! ยายชิตก็มาเก็บกระป๋องไปขายแบบผมเหมือนกัน ผัวแกเป็นพนักงานขับรถไฟ เข้าๆ ออกๆ ประจำอยู่ที่สถานีนั่นเอง! ยายชิตนะยายชิต…เล่นเอาผมเกือบช็อกตายคาที่เช่นกัน…ขนหัวลุกครับ!

คืนอาถรรณ์

นักจิตวิทยาพบว่า ในบางคนจะมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุหรือล้มป่วยในวันศุกร์ที่ 13 ซึ่งมีการให้เหตุผลเอาไว้ว่าเป็นเพราะบางคนรู้สึกวิตกจริตเป็นอย่างมากในวัน ศุกร์ที่ 13 โดยทางศูนย์จัดการความเครียดและสถาบันอาบำบัดการกลัวในเมืองแอชวิลล์ มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา ประเมินว่าในแต่ละครั้งที่มีวันศุกร์ที่ 13 สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นเงิน 800 – 900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทีเดียว เพราะว่าประชาชนบางคนไม่กล้าเดินทางไปไหนและไม่กล้าแม้แต่จะไปทำงาน

ว่า กันว่าความเชื่อที่ว่าถ้าวันศุกร์เกิดไปตรงกับวันที่ 13 ของเดือนใดก็ตามแล้ว จะกลายเป็นวันแห่งความโชคร้ายนั้นเป็นความเชื่อของชาวตะวันตก โดยต้นตอแห่งความเชื่อนี้มาจาก อาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซู (The Last Supper) โดยเชื่อกันว่าในอาหารมื้อนั้นมีผู้ร่วมรับประทานอาหารกับพระองค์ 13 คนก่อนที่พระองค์จะถูกนำตัวไปตรึงบนไม้กางเขนใน วันศุกร์ประเสริฐ (Good Friday)

ในขณะที่มีอีกความเชื่อหนึ่งกล่าวว่าวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 1307 เป็นวันที่พระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศส ทำการจับกุมตัวบรรดาอัศวินเทมพลาร์ชาวฝรั่งเศสจำนวนหลายร้อยคนไป ก่อนจะนำตัวไปทรมานและสังหาร เพื่อนำทรัพย์สินของพวกเขามาเป็นของฝรั่งเศส

จน ทำให้เกิดโรคกลัววันศุกร์ที่ 13 มีชื่อเรียกว่า Paraskavedekatriaphobia หรือ paraskevidekatriaphobia หรือfriggatriskaidekaphobia ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของโรค triskaidekaphobia คือ โรคกลัวหมายเลข 13

และ ที่มาที่ทำให้วันศุกร์ 13 กลายเป็นวันโชคร้ายไปทั่วนั้นน่าจะมาจากภาพยนตร์สยองขวัญอย่าง ศุกร์ 13 ฝันหวาน หรือ “Friday the 13th” ซึ่งเรื่องเกี่ยวกับฆากรต่อเนื่องในสหรัฐอเมริกา ซึ่งตัวเอกของเรื่องมีเอกลักษณ์เด่นคือการสวมหน้ากากฮ็อกกี้ เพื่อปกปิดใบหน้า ก่อนทำการฆาตกรรมเหยื่อ

สำหรับความเชื่อเรื่อง ศุกร์ 13 เป็นวันไม่ดีนั้นส่วนใหญ่จะเชื่อกันในหมู่ชาวตะวันตกเสียเป็นส่วนมาก ซึ่งเรื่องแบบนี้นั้นถือเป็น

ปีศาจในตึกร้าง

ขณะที่เวียนเทียนสูดดมสารพิษจากถุงพลาสติกจนเกิดอาการ “เหวอ” หมดทุกคน บ้างก็ขุดหาสมบัติ บ้างกำลังหาทางปีนป่ายจะขึ้นไปคว้าดวงจันทร์…จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้อยู่ใกล้ๆ หันไปดูเห็นเด็กชายราวสิบขวบนั่งฟุบหน้าอยู่กับผนังตึกผุพัง จนเหลือแต่อิฐแดงๆ

“เฮ้ย! มาร้องไห้ทำไมวะ อยากดมกาวกะพวกกูหรือไง?

ถาม แล้วก็เข้าไปเขย่าตัว เด็กเจ้ากรรมหันขวับมาตาแดงจ้าพลางคำราม…แว่!! เล่นเอาแตกฮือเหมือนผึ้งแตกรัง ร้องเอะอะเอ็ดตะโรเหมือนคนบ้า วิ่งชนกันล้มลุกคลุกคลาน หัวร้างข้างแตกไปตามๆ กัน

ตั้งแต่นั้นมา พวกเด็กดมกาวก็หาทำเลใหม่ ไปยึดเอาสะพานลอยมั่วสุมกันสูดดมสารนรกต่อไป ได้โอกาสก็ตีชิงวิ่งราวให้ผู้คนต้องเดือดร้อน จนถึงบาดเจ็บล้มตายเป็นประจำ

เขา ว่ากรุงเทพฯ คือเมืองสวรรค์! แต่ถ้าคุณไม่ระวังตัวให้ดีๆ กรุงเทพฯ ก็อาจกลายเป็นเมืองนรกอเวจีไปได้ง่ายๆ เพราะทั้งภูตผีและโจรผู้ร้ายเต็มเมือง คอยจ้องจะเล่นงานคุณอยู่ตลอดเวลา…

รถราแล่นคึ่กๆ เสียงดังหนวกหู ไหนจะควันพิษคละคลุ้ง รถราติดขัดแทบตลอดทั้งวัน คอนโดฯ อพาร์ตเมนต์ หอพัก ห้องแบ่งเช่าสะพรั่งไปหมด ผู้คนสับสนปนเปกันจนดูไม่ออกว่าใครคนดี-คนชั่ว สุจริตชนหรือโจรผู้ร้าย เราไม่อาจคาดเดาได้หรอกครับ

ที่ร้ายกาจอันตรายสุดๆ คือพวกขี้ยา!!

พวกเงินหนาเล่นยาอี ยาไอซ์ หรือสูดโคเคน ถือว่าชั้นสูงเพราะเงินหนา ไม่ค่อยสร้างปัญหาให้ชาวบ้านเท่าไหร่ เปิดห้องหรูเสพยามั่วเซ็กซ์กันค่อนข้างมิดชิด ยก เว้นพวกซ่าเปิดเพลงดังแสบแก้วหูเพื่อนข้างห้อง มักจะโดนโทร.ไปแจ้งตำรวจให้มาซิวไปทั้งโขยง

สาวๆ วัยเอ๊าะ นัก เรียนนักศึกษาก็มี เห็นแล้วน่าสงสารพ่อแม่จริงๆ ครับ

พวกที่เล่นผงขาว เสพยาบ้า ลงมาถึงพวกเด็กๆ ดมกาวนี่ซีน่ากลัวมาก มักจะหลบมุมตามตึกร้างบ้านร้าง หรือไม่ก็ซากตึกแถวที่รื้อไว้ครึ่งๆ กลางๆ มีมากมายเกือบทุกซอยก็ว่าได้ กลายเป็นมุมมืดหรือสวรรค์ของพวกขี้ยาไปเลย

อ้อ! สวรรค์ของหนุ่มสาวที่คิดสั้น อาศัยเป็นวิมานชั่วคราวเข้าไปพลอดรักกันด้วย ยามซวยผู้ชายก็โดนฆ่าทิ้ง ผู้หญิงโดนกลุ้มรุมข่มขืนเพราะความชะล่าใจไม่เข้าเรื่อง

ขยะเกลื่อนกลาด ทั้งหนังสือพิมพ์ ซองบุหรี่ ถุงพลาสติก ถุงยางอนามัย กระป๋องเบียร์ กับถุงขนม กระป๋องกาว 3 เค เศษอาหาร…บางคืนผมเดินผ่านได้ยินเสียงพูดคุยดังพึมพำ กลิ่นเหม็นเอียนๆ ลอยมากระทบจมูกก็มี

ในมุมกลับ มันคือนรกของพลเมืองดี!

พวกผู้หญิงสาวๆ ที่ต้องเดินผ่านตอนกลางคืน โดนจี้ โดนทำร้าย รวมทั้งโดนลากเข้าไปข่มขืนในมุมลี้ลับของซากตึก ที่คนนอกมองเข้าไปไม่เห็นนั่นแหละ

มีคนตายเพราะโด๊ปยาเกินขนาด ถูกฆ่าชิงทรัพย์ โดนข่มขืนฆ่าปิดปาก เรื่องผีดุก็ชักจะร่ำลือกันหนาหู ถือว่าธรรมดาเพราะไม่ว่าซอยไหนๆ ก็มีคนตาย ทั้งโดนฆาตกรรมกับอุบัติเหตุทั้งนั้น

แหม! เรื่องที่เล่าลือกันปากต่อปากน่ะ ฟังแล้วเล่นเอาขนลุกขนพองจริงๆ ครับ

หนุ่มเดินเข้าซอยมาก็เห็นสาวสวยสายเดี่ยว หุ่นเซ็กซี่ ผมยาวสยาย เดินบิดสะโพกงอนงามเข้าไปในซากตึก เกิดสงสัยว่าสาวสวยอุตริเข้าไปทำไม หรือจะให้ท่าแบบล่อไอ้เข้ละมั้ง? เลยตามก้นต�อยๆ เข้าไปเพื่อพิสูจน์ให้รู้แน่

ลมเย็นๆ พัดวูบ สาวเจ้าหันขวับมายิ้มหวาน แต่ปากกว้างตั้งคืบ อากาศเหม็นคลุ้ง เล่นเอาหนุ่มร้องจ๊าก หงายหลังล้มตึง พอลุกขึ้นได้ก็หมุนตัวกลับ เผ่นอ้าวไม่คิดชีวิต สติแตกกระเจิงไปเลย

นักศึกษาหญิงกลับหอพักมาสามคน คิดว่าคงไม่มีอะไรหรอกน่า แต่พอผ่านซากตึกนั่นก็เห็นเด็กชายเดินโซเซออกมา ตอนแรกคิดว่าคงจะเป็นพวกเด็กเมายา…

คุณพระช่วย! เลือดสดๆ แดงฉานเต็มอก อ้าปากร้องแต่ไม่มีเสียง ร่างโงนเงนไปมา พวกสาวๆ ร้องแต่ว่าเด็กโดนแทง! ทำท่าจะวิ่งเข้าไปช่วยเหลือ แต่เด็กอุบาทว์นั่นหายวับไปกับตา

“ว้าย! ผีหลอกแล้ว! ช่วยด้วย…”

เสียงแผดจ้าเข้าใส่กันจนต่างคนต่างตกใจ ร้องเหมือนคนบ้าจี้ วิ่งเตลิดเปิดเปิง ล้มลุก คลุกคลานไปตามๆ กัน สบถสาบานว่าจะไม่ยอมเดินผ่านซอยนี้ตอนค่ำคืนอีกต่อไป เสียเงินค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างยังดีกว่าหัวใจล่มสลายเพราะโดนผีหลอกเอาจังๆ

ขนาดพวกวัยรุ่นที่ดอดเข้าไปดมกาวยังไม่วายเจอดีเลยครับ!

 

มหาสทุทรกลืนคน

ปีนี้ฝนแรงเหลือเกิน ตั้งแต่เหนือลงมาโน่น เหมือนเทวดากริ้วโกรธจนสาดน้ำลงมาจนหมดฟ้า โหมกระหน่ำทั้งวันทั้งคืน อย่าว่าแต่ดินโคลนจากภูเขาจะถล่มทลายย่อยยับ ก้อนน้ำยิ่งรวมตัวกันเป็นเกลียวคลื่นมหึมา บ้าคลั่ง ไหลหลั่งถาโถมลงมาตามแม่น้ำลำคลองจนเอ่อท้น แผ่กระจายไปทุกทิศทุกทาง

รุ่งขึ้น ตะวันสาดแสงเจิดจ้า สว่างไสว มองเห็นสายชลเวิ้งว้างแทบสุดลูกหูลูกตาตามเดิม!

เรือ บรรเทาทุกข์ขนอาหารและของใช้มาแจกจ่ายผู้คนที่ยังจับเจ่ารอคอย อยู่ตามหน้า ต่างและหลังคา…ล้วนแต่ยกมือท่วมหัวไปตามๆ กัน ด้วยความซาบซึ้งและระลึกถึงน้ำจิตน้ำใจที่เผื่อแผ่แก่เพื่อนมนุษย์ของคนร่วม ชาติ ร่วมเผ่าพันธุ์…

เมื่อจะแวะไปที่บ้านโย้เย้หลังนั้น ใครคนหนึ่งก็บอกว่าสองแม่ลูกจมน้ำตายไปสองวันแล้ว…เหลือแต่บ้านร้างไม่มี ใครอยู่เลยแม้แต่ชีวิตเดียว!

ไร่ นาสาโทจมหายไปใต้น้ำ บ้านเล็กเรือนน้อยจ่อมจมถึงหลังคา หลายสิบหลายร้อยหลังคาเรือนถูกกระแสน้ำรุนแรง เชี่ยวกราก พัดกระเจิงไปในสายชลขุ่นข้น เช่นเดียวกับต้นไม้ที่ถูกถอนรากถอนโคนล่องลอยไปลิบๆ

แม่ยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาอันไหลรินไม่ต่างกับความทุกข์ทนของแม่พระธรณี…

แม่กอดลูกชายตัวน้อยไว้กับอก เหม่อมองไปยังกระแสเชี่ยวกรากเหมือนจะถล่มทลายสรรพสิ่งที่ขวางหน้าให้พินาศวอดวายไปในพริบตา

“เดี๋ยวพ่อก็จะกลับมาแล้ว” แม่บอกลูกด้วยเสียงปลอบโยน แต่คล้ายจะบอกกล่าวตัวเองมากกว่า “อีกไม่นานหรอกลูก พ่อต้องได้ข้าวได้น้ำมาให้เรา อย่ากลัวไปเลยลูกเอ๋ย…”

เสียงนั้นขาดหายไปเพราะก้อนสะอื้นที่ประดังขึ้นมาจุกลำคอ เหลืออยู่แต่เสียงสายน้ำสาดซ่าครึกโครมราวกับจะประกาศก้องถึงชัย ชนะยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ที่ทรงพลังเหนือมวลมนุษย์ตัวกระจ้อยร่อยเสมอมา!

ท้องฟ้ามืดครึ้ม หนักอึ้งด้วยเมฆฝน มีเสียงคำรามครืนครัน สะท้านสะเทือนไปถึงหัวอกหัวใจของทุกคนที่ได้ยิน

แม่กอดกระชับลูกน้อยแน่นหนามากกว่าเดิม…

วันก่อนนั้นยังเห็นบ้านช่องที่ลดหลั่นลงไปวิ่งวุ่นขนของหนีน้ำ แต่ไม่ช้าไม่นานก็ต้องตะเกียกตะกายป่ายปีนขึ้นไปบนหลังคา บ้างก็ลงเรือจ้าละหวั่นหลบหนีมหันตภัยที่จู่โจมเข้าใส่จนตั้งตัวไม่ทัน

อีกไม่กี่วันต่อมา บ้านที่สูงขึ้นหน่อยก็ประสบ ชะตากรรมแบบเดียวกัน!

อาหารการกินเริ่มหมดไป แม้แต่น้ำในตุ่มก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว พ่อต้องบุกบั่นออกไปด้านหลังเพื่อหาอาหารมาให้ลูกเมีย…

ได้ข่าวว่าทางการเขาเริ่มเอาอาหารกับน้ำลงเรือมาแจกผู้คนแล้ว…ผู้คนนับ ร้อยๆ ในหมู่บ้านนี้ที่กำลังอดอยาก หิวโหย ทนทุกข์ทรมาน จนหลายๆ คนซึมเศร้าไม่ค่อยพูดค่อยจา มีวี่แววว่าอยากจะฆ่าตัวตาย ทำลายชีวิตตัวเองที่ยากแค้นแสนลำเค็ญเต็มประดา!

ไหนจะงูเงี้ยวเขี้ยวขอที่ล่องลอยมาตามน้ำ ตะขาบและแมงป่องพิษสงร้ายกาจจนต้องไล่ทุบไล่ตีกันวุ่นวายแทบไม่หยุดหย่อน

ฟ้าหมองมัว มืดครึ้มลงทุกทีแล้ว แต่พ่อก็ยังไม่กลับมา…

หรือจะโดนงูร้ายขบกัดจนสิ้นใจไม่มีใครรู้เห็น?

หรือจะเฝ้ารอข้าวปลาอาหาร ที่เขาว่ามีทั้งถุงยังชีพกับข้าวกล่อง น้ำกิน พอประทังชีวิตให้อยู่รอดไปวันๆ

ฟ้ามืดมัวเต็มที…น้ำตาแม่ไม่มีจะไหลแล้ว ได้แต่กอดลูกชะเง้อชะแง้แลหาพ่อ… เมื่อไหร่หนอพ่อจะกลับมา? ก่อนที่ลูกเมียจะอดตาย หรือไม่ก็น้ำท่วมจนต้องตะกายหนีขึ้นไปอยู่บนหลังคาเหมือนบ้านที่อยู่ต่ำลง ไป…

แต่บ้านพวกนั้นหลายสิบหลังก็จมหายไปใต้น้ำจนหมดสิ้นแล้ว!

ปีกมืดดำของราตรีกางออกปกคลุมสรรพสิ่ง โดยเฉพาะความหมองเศร้าระคนกับน่าอัปยศอดสู ทิ้งไว้แต่เสียงสะอื้นไห้กับเสียงหัวเราะครื้นเครงของสายน้ำบ้าคลั่ง ที่กระทำย่ำยีมวลมนุษย์ได้สาสมใจ

 

ซอยนี้มีผี

ผมจำได้แม่นว่าแกนุ่งกางเกงยีนส์ สวมแจ๊กเกตดำ เสื้อตัวในสีส้ม ผมยาวปรกหน้าผาก คาบบุหรี่ติดปากเหมือนที่เคยเห็นทุกครั้ง!

ลม พัดอู้จนเศษกระดาษปลิวว่อน ผมรีบเผ่นกลับบ้าน คิดว่าช่วยเตี่ยปิดร้านแล้วจะได้อาบน้ำ เข้าห้องดูทีวีให้สบายใจ…แต่พอไปถึงก็เห็นเตี่ยท่าทางซึมๆ บอกว่าเพิ่งได้ข่าวเฮียอ๋าโดนคู่อริดักรุมแทงที่สวนมะลิเมื่อตอนเย็น อาการเป็นตายเท่ากัน ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลกลาง!

ร้านแปะเตียงอยู่ในซอยบำรุงรัตน์มาตั้งแต่เตี่ยยังหนุ่ม ปาเข้าไปราว 70 ปี โด่งดังมากเรื่องลูกชิ้นปลาหลายแบบ ล้วนแต่ทำเองทั้งนั้น ลูกชิ้นเหนียวนุ่มน่ากินนักหนา เขาว่าทำจากปลาดาบกับปลาอินทรี ลูกชิ้นกุ้งก็ลือชื่อเช่นกัน รับรองว่าได้กินเนื้อกุ้งล้วนๆ ไม่มีแหกตาผสมแป้งให้เสียยี่ห้อ

ร้านข้าวเสียโปที่ปากซอยเจริญกรุง 19 ฝั่งเดียวกับบ้านผมก็อร่อยเฉียบขาดนัก สมัยก่อนได้ยินเขาเถียงกันว่า ที่ถูกแล้วเรียกว่า “ข้าวเฉียโป” หรือ “ข้าวเสียโป” กันแน่?

คนที่เรียกว่าข้าวเฉียโปก็เพราะเป็นชื่ออาหารจีนอย่างหนึ่ง แต่คนที่ยืนยันว่าเป็นข้าวเสียโปก็เพราะแถวสามยอดสมัยก่อนมีโรงหวย นักพนันที่เสียโปแทบหมดกระเป๋าก็เลยมาหาอาหารถูกๆ ที่หาบขายมากินกันตาย เลยเรียกว่าข้าวเสียโป!

คิดแล้วก็เป็นงงเอาการนะครับ!

ไม่ใช่ข้าวหน้าเป็ด ข้าวหมูแดงหมูกรอบ เพราะเป็นทั้งข้าวหน้าเป็ดผสมกับหมูแดงหมูกรอบ ไหนจะใส่กุนเชียง กระเพาะหมู หูหมู ลิ้นหมู ตับแก้ว (ตับที่ยัดด้วยมันหมู) ราดด้วยน้ำเป็ดย่าง รสชาติหวานมันและเค็มพร้อมสรรพ

ผักที่แนมมาก็ไม่ใช่แตงกวาหรือไช้เท้ากรอบๆ แต่เป็นผักลวก มีทั้งถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง น้ำจิ้มน้ำซีอิ๊วผสมน้ำส้มสายชูรสเด็ดจริงๆ ให้ดิ้นตาย …จานเดียวอิ่มตื้อไปทั้งวัน

ตกลงว่าชื่อข้าวเฉียโปหรือเสียโปกันแน่?

เจ้าของร้านเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนจะมีส่ำเซียนพกอุปกรณ์เล่นพนันเป็นไม้กระบอกใส่ติ้วเป็นสีๆ มีแต้มคล้ายเซียมซี ใครดึงได้แต้มมากถือว่า “เสียโป” ต้องเสียเงินให้นักเล่นคนอื่นๆ แต่ถ้ามีข้าวหาบสารพัดหน้ามาขายก็ต้องควักกระเป๋าเลี้ยง…นี่เองคือที่มา ของคำว่าเสียโป!

เพราะความที่เป็นคนชอบหาของอร่อยๆ กิน นี่แหละครับ ทำให้ผมเจอะเจอประสบการณ์ขนหัวลุกโดยไม่นึกฝัน

วันนั้นผมช่วยเตี่ยขายของตั้งแต่เช้า เป็นกับข้าวที่กินกับข้าวต้มเหมือนตอนเช้า ผมเลยหลบไปร้านแปะเตียง เล็กแห้งลูกชิ้นปลา-เล็กต้มยำใส่ทั้งลูกชิ้นปลากับลูกชิ้นกุ้ง

กลับไปทำงานต่อจนตกค่ำ รีบล้างหน้าล้างตาบึ่งไปเจริญกรุงซอย 19 เพราะหิวเต็มทน

ตอนนั้นราวทุ่มเศษ ผมยืนรอสักครู่ก็ได้โต๊ะว่าง สั่งข้าวเสียโปแบบแยกเครื่องมาหม่ำทันที… มองไปที่หน้าร้านก็เห็นคนมายืนออกันราว 5-6 คน จะทันหรือเปล่าก็ไม่รู้เพราะร้านเขาปิดแค่สองทุ่มเท่านั้นเอง

รู้สึกจะคุ้นหน้าอยู่คนสองคน พอหันไปอีกทีก็ใช่เลย เฮียอ๋า-คนดังย่านพลับพลาไชย แกเป็นเพื่อนรุ่นน้องของเตี่ยผมเอง…เฮียอ๋าพยักหน้าให้ผมยิ้มๆ แบบทักทาย ผมจะเรียกมาร่วมโต๊ะก็ไม่ได้ครับ ไหนจะโต๊ะเล็ก แถมนั่งกันเต็มอีกต่างหาก

ข้างนอกลมพัดแรง ฝนทำท่าจะเทลงมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้!

รีบก้มหน้าก้มตากินอาหารเร็วขึ้น ไม่อยากให้คนหิวต้องรอไส้แขวนนานนักหรอกครับ อกเขาอกเรา! แต่พอจ่ายเงินเสร็จเดินออกมาก็ไม่เห็นเฮียอ๋าซะแล้ว

จะว่าแกขี้เกียจรอเลยไปหากินร้านอื่นก็ไม่ใช่ เพราะเฮียอ๋าเป็นแฟนประจำข้าวเสียโปเหมือนผม แต่จะว่าแกได้โต๊ะว่างเข้าไปตอนผมก้มหน้าควักเงิน…หันไปดูในร้านเล็กๆ นั่นก็ไม่เห็นเฮียอ๋าแม้แต่เงา

 

ผมอ้าปากค้าง ขนหัวลุกเกรียว ร้องแต่ว่าไม่จริงๆ ขณะที่เตี่ยพูดต่อโดยไม่สนใจ

“พรุ่งนี้อั๊วจะไปเยี่ยมมันหน่อย ชั่วๆ ดีๆ มันก็ไม่เคยมาระรานเรา เรียกอั๊วว่าเฮียตั้งแต่เด็กจนโต”

ผมทนไม่ไหวก็ร้องว่า เพิ่งเห็นเฮียอ๋าที่หน้าร้านเสียโปมาหยกๆ…เตี่ยส่ายหน้าโดยไม่พูดไม่จา รุ่งขึ้นไปเยี่ยมเฮียอ๋าแล้วกลับมาบอกว่าโดนแทงสาหัสจนหมอช่วยไม่ไหว เพิ่งสิ้นใจเมื่อตอนกลางดึกนี่เอง

แล้วที่ผมเห็นเมื่อตอนค่ำวานคืออะไรกันแน่ล่ะ?

ถึงตอนนั้นเฮียอ๋ายังไม่สิ้นลมก็ออกจากโรงพยาบาลมารอกินข้าวเสียโปไม่ได้แน่ๆ คิดไม่ออกจริงๆ ได้แต่ขนหัวลุกครับ!

ศพขึ้นอืด

ตอนนั้นผมยังเป็นวัยรุ่น ไม่ใช่วัยใกล้ชราเหมือนตอนนี้ ยอมรับว่าไม่ค่อยรู้สึกทุกข์ยากอย่างพวกผู้ใหญ่เท่าไหร่ ได้เล่นน้ำกับเพื่อนๆ โดดกันตูมๆ แล้วว่ายแข่งกันไปกลางน้ำเวิ้งว้างที่เอ่อท้นขึ้นมาถึงถนน เรือนแพต่ำเตี้ยอยู่ในดงผักบุ้ง ผักกระเฉด กับกอสวะที่ลอยมาเกยบ้าง โดนสายน้ำพัดไปกินบ้าง กุ้งปลาชุกชุม ไม่ว่าจะตกเบ็ด เหวี่ยงแหเป็นได้กุ้งปลาเกินหม้อแกงซะด้วยซ้ำ

ที่น่าสยองตอนแรกๆ แต่แล้วก็กลายเป็นชาชินในเวลาไม่ช้าก็คือศพลอยน้ำน่ะซีครับ เพราะมีลอยอึ้ดทึ่ดผ่านเอื่อยๆ ไปใกล้บ้าง ไกลบ้างแทบทุกวัน!

ได้ข่าว ว่าผ่านไปและอยู่แถวหน้าวัดแก้วฟ้าจุฬามณี ปากคลองบางซื่อฝั่งนี้ กับวัดฉัตรแก้วจงกลณีที่บางอ้อฝั่งโน่น ตกเป็นภาระให้พระเณรและสัปเหร่อต้องมาช่วยกันเอาศพขึ้นเผาในฐานะศพไม่มีญาติ ชาวบ้านก็มาช่วยกันทำบุญเล็กๆ น้อยๆ คนละไม้ละมือ อุทิศส่วนกุศลให้ตามประเพณี

ใครจะว่าปีไหนน้ำท่วมมากที่สุด โดยเฉพาะปี 2538 กับ 2539 ก็ตามสะดวกเถอะครับ แต่สำหรับผมน่ะน้ำท่วมปี 2526 แสนจะสาหัสสากรรจ์ที่สุดเท่าที่เคยเจอะเคยเจอ!

สาเหตุเพราะมันท่วมท้นตั้งแต่กลางปียันปลายปีเชียวแหละคุณเอ๋ย

น้ำเหนือบ่า น้ำทะเลหนุน เขื่อนพร่องน้ำลงมาไม่หยุดหย่อน ทางกรุงเทพฯ ก็ยังไม่มีมาตรการป้องกันจริงจังเหมือนในยุคหลังๆ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนล้วนแต่เวิ้งว้างไปด้วยสายน้ำน่าขนลุกขนพองซะทั้งนั้น!

ยิ่งพวกที่อาศัยอยู่ตามชายน้ำอย่างพระรามหก เชิงสะพานกรุงธน ศาลเจ้าแม่ทับทิมแทบจะจมหายไปในสายน้ำ พวกท่าพระจันทร์ ท่าโรงโม่ไปยันท่าเตียน กับฝั่งตรงข้ามอย่างบางอ้อ บางพลัด บางกอกน้อย บางหลวง ฯลฯ โอย… พูดไปแล้วก็เหมือนตกนรกทั้งเป็นจริงๆ ครับ

ตกค่ำ บรรยากาศเยือกเย็นน่าดู ยอดไม้คร่ำครวญกับสายลมน่าวังเวงใจสิ้นดี…ฟังแล้วเหมือนใครกลุ่มใหญ่กำลัง ร้องไห้ สะอึกสะอื้นคร่ำครวญแทบทั้งคืนจนผู้คนในละแวกนั้นขนลุกขนพองไปตามๆ กัน

เขาว่าวิญญาณของคนจมน้ำตายจะไม่ไปผุดไปเกิด จนกว่าจะเรียกร้องวิญญาณดวงใหม่ไปสิงสู่อยู่แทน!

คืนนั้นก็เกิดเรื่องสยองขวัญทำให้ชาวเรือแพแทบจะจับไข้หัวโกร๋นไปตามๆ กัน

ผมกำลังเคลิ้มหลับในตอนกลางดึก เรือนแพโยกโยนเบาๆ เหมือนนอนเปลที่เคยชินมาแต่ไหนแต่ไร เสียงคลื่นกระซิบกระซาบคร่ำครวญเคล้ากับเสียงใบไม้เสียดส่ายฟังคล้ายเสียง บ่นพร่ำไม่หยุดหย่อน… จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงจ๋อมๆๆ ดังอยู่ใกล้ๆ แพลูกบวบด้านหน้าพอดี ทำให้แน่ใจว่าเสียงแปลกๆ นั่นคงจะทำให้ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา

ลมดึกจากแม่น้ำเจ้าพระยาพัดแรงจนเย็นยะเยือก ยิ่งทำให้ผมหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจเมื่อรู้แน่ว่าภาพที่เห็นนั้นไม่ใช่ มนุษย์…แต่มันคือผีหรือวิญญาณที่จมน้ำตาย

ผมเผ่นเข้ามุ้งคลุมโปง ใจเต้นโครมๆ จนหลับผล็อยไป…นึกถึงภาพสยองขวัญคืนนั้นแล้วยังขนหัวลุกมาจนถึงทุกวันนี้เลยครับ!

ตอนแรกก็ยังงุนงงว่าเป็นเสียงอะไรกัน? หรือว่าจะหูฝาดเฝื่อนไปเอง?

นึกเอะใจจนต้องลุกขึ้นไปดูให้รู้ว่าเป็นเสียงอะไรแน่…

ฟ้าขาวด้วยดวงดาวพร่างพราย ทำให้มีแสงสว่างใกล้เคียงกับกลางวัน มองเห็นระลอกคลื่นระยิบระยับบนสายน้ำเวิ้งว้างไปถึงฝั่งตรงข้ามที่ดูไกลลิบๆ แทบสุดลูกหูลูกตา…แต่ยังมองไม่เห็นว่าเจ้าเสียงจ๋อมๆๆ สะดุดหูมันดังมาจากไหน

“จ๋อมๆๆ” คราวนี้ดังชัดเจนอยู่ใกล้ๆ นี่เอง!

ผมเพ่งตามองเพราะบริเวณนั้นอยู่ใต้เงาไม้หนาทึบริมทาง ซึ่งแผ่กิ่งก้านมาคลุมเรือนแพของเราไว้…แล้วผมก็ได้เห็นภาพนั้น คุณพระคุณเจ้าโปรดช่วยลูกด้วยเถิด! มันเป็นภาพสุดสยองที่จะไม่มีวันลืมเลือนไปได้เลยจนกว่าชีวิตจะสิ้นสลาย…

ชายผอมดำแช่อยู่ในน้ำครึ่งค่อนตัว ผมยาวเปียกโชกปรกหน้าผากจนเห็นแค่นัยน์ตาขาวๆ เหลือกลานด้วยความหวาดกลัว สองมือตะกายลูกบวบไม่หยุดหย่อน แต่ความเปียกชุ่มทำให้ลื่นจนเกาะไม่อยู่ เสียงที่ฟังคล้ายจ๋อมๆๆ ก็คือมือทั้งสองข้างลื่นตกลงน้ำนั่นเอง