ขนหัวลุก

14 entries have been tagged with ขนหัวลุก.

วันป่าช้าแตก

ถ้าให้ดีที่สุดควรทำทุกอย่าง แต่ถ้าไม่มีความสามารถให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง รับรองว่าได้ผล 100 % แต่ต้องยึดมั่นข้อที่ 1 เป็นหลักคือ ไม่กลับไปทำแท้งอีก จึงจะได้ผล

•เมื่อท่านทำวิธีแก้กรรมครั้งนี้แล้ว ถ้ากลับไปทำแท้งอีกผลกรรมจะกลับมาหาท่านหลายร้อยเท่า พันเท่า

•และ หลังจากที่ได้ทำบุญทุกอย่างแล้ว ท่านต้องกลับมาจุดธูป 16 ดอก เพื่อขออโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวรและเจ้าบุญนายคุณ และขอพรหลังจากอโหสิกรรมแล้ว ท่านจะสมหวังทุกประการ

เราไม่ได้สนับสนุนให้เกิดการทำแท้งขึ้น แต่เป็นการช่วยแบ่งเบากรรม และสร้างความสบายใจให้แก่คนที่พลาดพลั้งไปในชีวิต จะเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี เราไม่ได้หวังว่าจะส่งเสริมให้คนทำมากขึ้น แต่เป็นการแก้กรรมที่ถูกต้องที่ดีที่สุด เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด และได้รับประโยชน์สูงสุด สำหรับการแก้กรรมนี้ ใช้ได้ทั้งคนที่ไปทำแท้ง คนที่สนับสนุนการทำแท้ง เช่น แฟนของผู้หญิงที่ท้อง พ่อแม่ของผู้หญิงที่ท้อง และก็เพื่อนที่พาไปทำหรือแนะนำสถานที่ไปทำแท้ง ทุกคนที่กล่าวมานี้ล้วนมีกรรมในการกระทำครั้งนี้ ทางเราขอย้ำว่า เราไม่ได้สนับสนุน ส่งเสริมให้เกิดการทำแท้ง แต่เราต้องการให้แก้กรรมโดยถูกวิธีที่สุด •การตักบาตรเป็นการสั่งสมบุญไปใช้ชาติหน้าไม่มีผลต่อการแก้กรรมในการทำแท้ง

•การทำสังฆทานเป็นการใช้กรรมให้แก่เจ้ากรรมนายเวรไม่มีผลต่อการแก้กรรมทำแท้ง

การแก้กรรมในการทำแท้งที่ดีที่สุดคือ

1.ต้องตั้งจิตอธิฐานว่า ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย จะไม่ทำแท้งอีก การแก้กรรมครั้งนี้ถึงจะได้ผล

2.ต้องบริจาคร่างกาย

3.ต้องบริจาคอวัยวะ

4.ต้องบริจาคเลือดอย่างน้อย 7 ครั้ง

5.ต้องบริจาคเงินเพื่อไถ่ชีวิตโค – กระบือ

6.ซื้อเครื่องมือแพทย์ บริจาคให้กับตามโรงพยาบาล

 

การเดินทางสู่โลกหน้า

ราวห้าโมงเย็น สองพ่อลูกตัดสินใจหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าคนละใบ เดินออกจากซอยแยกเลี้ยวซ้ายตามถนนของซอย 5 วิภาวดี…ลุยน้ำเกือบสะเอวไปได้เชื่องช้า ไม่อยากห่วงหน้าพะวงหลังให้ยุ่งยากใจ…คนรับใช้เก่าแก่ซึ่งเปรียบเสมือนแม่ บ้านของเราก็เป็นคนไว้เนื้อเชื่อใจได้เพราะอยู่กันมาเกือบยี่สิบปีแล้ว

“คุณไปเถอะค่ะ หนูจะเฝ้าบ้านเอง ถึงอยู่คนเดียวก็ไม่กลัว”

แต่ ผมกลับกลัวว่าเราจะไปถึงขนส่งหมอชิตไม่ทัน ไหนจะเคลื่อนที่ได้ช้า ไหนจะกังวลว่ารถทหารที่มาช่วยเหลือประชาชนยามนี้จะทิ้งระยะห่างแค่ไหน? กับจะมีที่ว่างให้เราเบียดเสียดขึ้นไปปักหลักได้หรือเปล่า? ยามเย็นของฤดูหนาวมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว

มองเห็นแสงไฟจากร้านค้าด้านซ้ายอยู่ลิบๆ พร้อมกับเสียงจ๋อมๆ ตามหลังมา

คง ไม่ได้มีแต่เราเท่านั้นหรอกที่ต้องลุยน้ำออกไปรอรถทหาร ผู้ชายผมขาวโพลนพอๆ กับผม หน้าตาดูคุ้นๆ ก็อาจจะไปสถานีขนส่งเพื่อหนีน้ำไปต่างจังหวัดไกลๆ เหมือนกัน

ผ่านหน้าช่อง 7 เลี้ยวซ้ายไปยังต้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน ชายผอมสูงผมขาวก็ยังเดินตามมาใกล้ๆ น้ำลดลงนิดหน่อย…ผมหยุดถอนใจยาวที่ริมถนนพหลโยธิน หันไปมอง ข้างหลังก็ไม่เห็นชายผมขาวผู้นั้นแล้ว

“พ่อตาฝาดละมั้ง?” ลูกชายหัวเราะเมื่อผมเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง “ลุงเพิ่มผมขาวน่ะแกหัวใจวายเพราะเครียดเรื่องน้ำท่วมมาตั้งแต่เมื่อเย็นวาน นี้แล้วนี่นา!”

ผมอยู่ซอยยาสูบ 1 ถนนซูเปอร์ไฮเวย์ ใกล้ๆ กับไทยรัฐ จนเปลี่ยนมาเป็นซอย 5 ถนนวิภาวดีรังสิต เบ็ดเสร็จอยู่มาสี่สิบกว่าปี ตั้งแต่วัยรุ่นจนกลายวัยไม้ใกล้ฝังในปัจจุบัน

วันเสาร์ที่ 6 ตอนเย็น หลานสาววัยสิบขวบที่รอรับแม่ที่เพิ่งกลับจากที่ทำงานใกล้วัดสุทัศน์ วิ่งเข้ามาบอกว่ามีน้ำไหลเข้ามาในซอยแยกราวตาตุ่ม แต่ผมกับลูกจ้างเก่าแก่ช่วยกันขนหนังสือหนังหากับเอกสารต่างๆ ขึ้นโต๊ะบ้าง กองกับยกพื้นข้างโรงรถบ้าง เพื่อนบ้านแวะมาคุยกันเรื่องน้ำท่วมที่เข้าดอนเมืองแล้ว ทุกคนยังมองในแง่ดีว่าคงไม่เข้ามาถึงหมู่บ้านเรา

ราวสองทุ่มครึ่งลูกชายคนโตก็ขับรถปิกอัพกลับจากสำนักงานแถวสี่พระยา ส่วนลูกชายคนเล็กไม่ต้องไปทำงานที่บางบัวทองเพราะบริษัทปิด…หลานเล่นคอมพ์ พ่อ แม่ดูทีวี ส่วนผมขึ้นห้องนอนชั้นบน อ่านหนังสือให้สบายใจไม่ต้องคิดมาก

รุ่งขึ้นก่อนเช้ามืด มหาภัยก็จู่โจมเข้าเล่นงานฉับพลันทันใด!

สายน้ำหลั่งไหลเข้ามาเหมือนน้ำตก สนามเจิ่งนองจนถึงโรงรถ หนังสือกองใหญ่นับสิบๆ กองชุ่มโชก กระจัด กระจาย ก่อนที่น้ำจะทะลักเข้าตัวบ้านเหมือนเล่นกล

จากหน้าแข้งถึงเข่า แล้วสูงขึ้นเรื่อยๆ จนพวกเราต้องตัดสินใจเดี๋ยวนั้นเอง

รีบขนหนังสือที่เหลือกับยกทีวีกับคอมพิวเตอร์ขึ้นชั้นบน ลูกชายคนโตกับลูกเมียช่วยกันเก็บเสื้อผ้ากับข้าวของจำเป็น มุ่งหน้าไปอาศัยบ้านพ่อตาแม่ยายที่เมืองนนท์ ผมกับลูกชายคนเล็กจะไปเช่าโรงแรมต่างจังหวัดอยู่ชั่วคราว

เชื่อไหมครับว่าโรงแรมทุกจังหวัดในภาคกลางเต็มทั้งหมด ไม่ว่าชลบุรี ระยอง แม้แต่จันทบุรีก็เต็มทั้งนั้น…เราไปได้โรงแรมถึงเชียงรายโน่น ผมสั่งจองห้องหนึ่งสัปดาห์ทันที ถ้าน้ำลดก็กลับ แต่ถ้ายังก็จะเช่าต่อคราวละสัปดาห์เรื่อยไป!

เจ้าคนเล็กทำหน้าที่โทร.ไปจองที่นั่งรถทัวร์ ปรากฏว่าได้เที่ยว 20.30 น.

ปัญหาที่ทำให้งุนงงยิ่งกว่านั้นก็คือ…เราจะออกจากบ้านได้ยังไง?

หมู่บ้านถูกสายน้ำล้อมกรอบไว้ทั้งหมด ตั้งแต่ซอย 3 จนถึงซอย 5 รถแท็กซี่กับมอเตอร์ไซค์อย่าไปฝัน ตอนนั้นบ่ายสามโมงแล้ว ลูกชายคนโตอพยพลูกเมียออกไปแต่เช้า ระดับน้ำสูงขึ้นทุกที…จนมาหยุดอยู่เกือบถึงสะเอว

เราพยายามหาทางออกทางด้านหลัง เลี้ยวขวาไปทางสถานีทีวีช่อง 7 จากนั้นคงต้องโบกรถยีเอ็มซีของทหารไปขนส่งหมอชิตก่อนเวลาให้ได้ ปัญหาคือเราจะไปที่นั่นได้ ยังไง

“ลุยน้ำไปกันซีพ่อ!”

ลูกชายโพล่ง ผมเกือบจะดุว่าพูดบ้าๆ แต่เมื่อนึกถึงความจริงแสนสาหัสที่ต้องเจอะเจอก็ได้แต่กลืนน้ำลาย

 

การพนันเมืองผีโหง

จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นใกล้ๆ เล่นเอาหวิดสะดุ้ง หันไปเห็นสาวผมยาวในชุดสีดำ แสงสลัวและวูบวาบจากจอทำให้เห็นใบหน้าสะสวยพอใช้ อายุมากกว่าผมนิดหน่อย กำลังนั่งข้างๆ พร้อมกับชะโงกหน้ามายิ้ม นัยน์ตาเป็น ประกาย…อดสงสัยไม่ได้ว่าเธอเข้ามาหาผมจากตรง ไหนกัน?

ขณะที่ผมกำลัง อึกอัก เธอก็ยิ้มมุมปาก เอื้อมมือมาวางบนโคนขาผมพลางบีบเบาๆ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาช้าๆ แล้วก็เอนศีรษะอิงไหล่ผมจนได้กลิ่นกรุ่นจากสาบสาว ทำให้ผมใจเต้นแรงกว่าเดิม

รู้อยู่เต็มอกว่าเธอเป็นผู้หญิงอย่างว่า มาคอยล่าเหยื่อในโรงหนัง พวกเพื่อนๆ เคยเล่าให้ฟังมาแล้ว ผมเคยเห็นก็จริง แต่ยังไม่เคยโดนจู่โจมจนถึงตัวอย่างนี้มาก่อนเลย

ด้วยความที่ไม่อยาก ให้เธอว่าตัวเองคือไก่อ่อน ทำให้ผมนั่งเฉยราวกับเจนจัดมามาก เธอชมว่าผมรูปหล่อ อยากมีแฟนหน้าตาอย่างนี้…ก่อนจะลงเอยว่าเราไปหาความสุขกันดีกว่า!

ผมทำเป็นใจกับภาพพิศวาสในจอ ถามยิ้มๆ ว่าไม่คิดเงินใช่มั้ย?

เธอทำท่าออเซาะ บอกว่าขอสองร้อยเอง ผมนิ่ง แต่ใจเต้นแรงยิ่งขึ้นเมื่อเธอใช้มือกระตุ้นอารมณ์ชายอย่างช่ำชอง

ใน ที่สุดเธอบอกว่าร้อยเดียวก็ได้ แล้วจัดการกับซิปกางเกงผม ผมรีบปัดมือเธอออก เธอพึมพำว่างั้นก็ไปห้องน้ำ แล้วออกเดินนำหน้าผมที่ลุกเดินตามไปอย่างว่าง่าย…ในตัวผมมีเงินอยู่ร้อย บาทเศษๆ เท่านั้นเอง

 

ตอนนั้นหนังเอ็กซ์หนังอาร์กำลังฮิต ค่าเช่าวิดีโอก็ปาเข้าไปม้วนละ 50 บาทในยุคแรกๆ เสาร์อาทิตย์ผมมักจะแวบไปดูหาประสบการณ์บ่อยๆ ยอมรับว่าใจยังไม่ถึงอย่างพวกเพื่อนๆ ที่เข้าไปดูทั้งชุดนักเรียนเลย กลัวสารวัตรนักเรียนจับได้อย่างจับเด็กโดดเรียนเล่นเน็ตในสมัยนี้…เดี๋ยว พ่อตีตาย!

วันนั้นสบโอกาส ผมก็ออกจากบ้านไปเดินเที่ยวห้างเมอร์รี่คิงส์ก่อน ดูนั่นดูนี่พอเพลินๆ ใจ พอราวบ่ายสองโมงก็มุ่งหน้าไปโรงหนังที่หมายตาไว้เมื่อวาน เป็นหนังฝรั่งทั้งสองเรื่องเลย

คนดูค่อนข้างบางตา อาจจะเป็นเพราะฉายมาหลายวันแล้วก็ได้ ผมเลือกที่นั่งห่างจากคนอื่นๆ จะได้ดูสบายๆ มีสมาธิเต็มที่

ก็เป็นหนังเรตอาร์ธรรมดา แต่ทำให้วัยรุ่นอย่างผมใจเต้นแรงได้เอาการ

ผมดูหนังบ้าง ดูคนอื่นๆ บ้าง ทุกคนดูคล้ายไม่สนใจนัก แต่บางคู่ก็มีกอดจูบและอาจจะลูบคลำกันบ้าง อันที่จริงผมก็เคยเห็นมาหลายครั้งแล้ว แต่ทำไมถึงใจเต้นผิดจังหวะทุกครั้งก็ไม่รู้ซีครับ?

“พี่ๆ มาคนเดียวเหรอ?”

 

ใจจริงอยากรู้มากกว่า ว่าเสียงเล่าลือที่ฟังมามากถึงเรื่องแบบนี้ในโรงหนังจะเป็นยังไง?

ในห้องน้ำชายมีกลิ่นไม่สะอาดเลย แต่ก็ไม่มีคนอื่นๆ เลยเช่นกัน!

“ขอเข้าส้วมแป๊บนึงนะพี่” เธอบอกยิ้มๆ เพิ่งสังเกตว่าเธอนุ่งกระโปรงสั้น สวมเสื้อยืดคอกลม รูปร่างเล็กบางแต่ก็สมส่วนพอใช้ ผมพยักหน้าส่งเดช แต่ใจเต้นระทึก คอยเหลียวมองว่าจะมีใครเข้ามาหรือเปล่า?

จะทำยังไง? ที่ไหน?

พักใหญ่ๆ แล้วเธอก็ยังไม่ออกมา คล้ายกับว่าจะหายสาบสูญเข้าไปในนั้นเลย กลิ่นสกปรกฉุนเฉียวแสบจมูก ขณะที่อากาศเย็นเฉียบกว่าเดิมจนขนลุกซ่า ยิ่งทำให้ผมกระสับกระส่ายมากขึ้น…กลัวว่าคนอื่นจะโผล่เข้าเมื่อไหร่ก็ไม่ รู้ ไม่ว่าจะมาคนเดียว หรือควงกันมาเป็นคู่อย่างผมกับเธอ…

เงียบกริบ ไม่มีสุ้มเสียงอะไรเลย!!

เธอเข้าห้องน้ำริมสุดด้านใน อีก 3-4 ห้องแง้มประตูไว้ ผมชักอึดอัดมากขึ้นเพราะต้องยืนรอแกร่วนานเกือบสิบนาทีแล้ว อดรนทนไม่ไหวเลยร้องถามเข้าไปว่า…เสร็จรึยัง ทำไมเข้าไปนานจัง เดี๋ยวไม่คอยแล้วนะ…

คำตอบคือความเงียบ ผมสุดจะทนแล้ว ตัดสินใจก้าวเข้าไปเคาะประตูเบาๆ แต่มันเปิดผลัวะเข้าไปบัดดล!

นรกเป็นพยาน! ในนั้นมีแต่ความว่างเปล่า ผมรู้สึกคล้ายโดนตีเข้าตรงแสกหน้าจังๆ ม่านตาพร่าพราย ร้องเฮ้ย…! ออกมาคำเดียวก็เผ่นออกจากห้องน้ำนรกจกเปรตนั่นราวกับลมพัด หัวใจเต้นระทึกเหมือนจะแตกทำลายไป

เด็กส่องไฟวิ่งมาที่หน้าประตู เราชนกันจังๆ เขาคว้าแขนผมไว้ได้ทันท่วงทีก่อนจะเสียหลักล้มลงไป แล้วร้องออกมาว่า… เอาอีกแล้วเรอะเนี่ย?

ผมเผ่นกลับบ้านตัวสั่น เข้าห้องปิดประตูยังใจเต้นโครมคราม มือตีนเย็น รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ คล้ายจะเป็นไข้…ประสาทกินจนหวาดระแวงห้องน้ำนอกบ้านทุกแห่ง มาตั้งเกือบปีกว่าจะหาย

ตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงวันนี้ยี่สิบกว่าปีแล้ว ผมยังไม่เคยเข้าโรงหนังชั้นสองอีกเลยครับ!

งานเลี้ยงผี

เมื่อถึงหน้าทุเรียน ชาวสวนจะเลือกทุเรียนลูกดีที่สุด 1 ลูก ระดับหมอนทอง 5 พูลั่ง…อะไรประมาณนั้นแหละครับไปถวายที่ศาลพระภูมิ แล้วบนบานศาลกล่าว ขอให้ปีหน้าได้ผลดกมากกว่าปีนี้เถิด…เจ้าประคู้น!

นอก จากผีก็คือพระ!! ในช่วงทุเรียนตกดอก ชาวสวนจะนิยมไปกราบไหว้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่วัดพิกุลเงินขอให้ปีนี้ขาย ได้เงินเป็นหมื่นๆ ถ้าเกินห้าหมื่นจะนำทุเรียนมาแก้บนแน่นอน

เมื่อคุยกันถูกคอบ่อยครั้ง ลุงพัดก็เล่าเรื่องน่าขนหัวลุกให้ผมฟัง ทั้งน่าแปลกประหลาดและน่าสยดสยองจนผมจำได้ไม่มีวันลืมเลือน

สมัยที่ยังหนุ่มฉกรรจ์ พ่อแม่เพิ่งล้มตายไปไล่ๆ กัน ไม่ช้าก็ถึงหน้าทุเรียนระบุพอดี!

ลุง พัดเลือกหมอนทองลูกโตไปถวายศาลพระภูมิในสวนตามธรรมเนียม บอกกล่าวว่าเป็นสิ่งตอบแทน บุญคุณที่ช่วยให้ทุเรียนผลิดอกออกผลน่าชื่นใจ ขายได้เงินทองเป็นกอบเป็นกำ…ปีหน้าฟ้าใหม่ก็ขอให้เจ้าพ่อ จงดลบันดาลให้ทุเรียนติดลูกดกมากกว่านี้เถิด…สาธุ!

สมัยก่อนเรียกกันว่า “ทุเรียนสวน” หมายถึง “ทุเรียนในสวนเมืองนนท์” ส่วนทุเรียนจังหวัดอื่นๆ ไม่ว่าทางภาคตะวันออกหรือภาคใต้เรียก “ทุเรียนนอก” หรือนอกสวนเมืองนนท์นั่นเอง

บางทีเรียก “สวนใน” ก็มีครับ นั่นคือ หมายถึงทุเรียนและพืชผลอื่นๆ ที่ปลูกในแหล่งที่เป็นสวนสองฝั่งเจ้าพระยา คือกรุงเทพฯ ธนบุรี และนนทบุรี ส่วนพื้นที่สวนอื่นๆ แม้จะอยู่ไม่ไกลนัก เช่นสมุทรสาครหรือสมุทรสงคราม ก็จะเรียกว่า “สวนนอก” ทั้งสิ้น

ผู้คนทั้งในและนอกเมืองนนท์จะเรียกผลไม้และพืชผลอื่นๆ คล้ายกัน เช่น ทุเรียนสวน, มะม่วงสวน, มะนาวสวน…ขนาดพริกขี้หนูยังเรียกพริกขี้หนูสวนเลยครับ

เชื่อถือกันว่า “ของสวน” หรือ “สวนใน” จะมีคุณภาพดีกว่าอย่างแน่นอน!

ตอนที่ผมไปอยู่เมืองนนท์ใหม่ๆ ยังพอมีสวนทุเรียนอยู่เป็นพันไร่ วันไหนว่างก็ไปคุยกับลุงพัดวัย 70 เศษ แต่ยังแข็งแรงเพราะออกกำลังทำสวนสม่ำเสมอมาตั้งแต่หนุ่มๆ ได้เห็นทุเรียนพันธุ์ก้านยาวอายุ 100 ปีเศษ

ที่น่าสังเกตก็คือสวนทุเรียนที่ยกร่องเรียงรายนั้นไม่มีการล้อมรั้วเลย กับมีต้นทองหลางปลูกแซมทุเรียนแทบทุกต้นก็ว่าได้

ลุงพัดให้ความรู้ว่าขโมยขโจรยังไม่ชุกชุมนัก การลักขโมยทุเรียนหนามแหลมๆ ถือว่าเป็นเรื่องยากอยู่ พอถึงหน้าทุเรียนระบุ เจ้าของสวนลงมากอดปืนนอนเฝ้ากันขโมยก็พอ…การปลูกต้นทองหลางแซมกับต้น ทุเรียนก็เพื่อช่วยบังลม รากจะทำให้ต้นและดินเย็น ป้องกันหน้าดินพังได้ด้วย

ทำไมทุเรียนสวนจังหวัดนนทบุรีจึงได้โด่งดังนักหนา?

รสชาติอร่อยถูกปากคนทั่วไปน่ะซีครับ คือส่วนมากไม่หวานจัดแต่หวานมัน แถมเมล็ดลีบเล็ก (เม็ดตาย) อีกต่างหาก พันธุ์ที่ขึ้นชื่อลือชามากๆ คือ กำปั่น, หมอนทอง, กบ และก้านยาว เป็นต้น

มีมากมายที่ตำบลบางเลน, บางม่วง และเสาธงหิน

ความเชื่อเรื่องภูตผีหรือพระภูมิเจ้าที่ก็คล้ายๆ กันไม่ว่าจังหวัดไหน แต่ชาวสวนทุเรียนเมืองนนท์จะตั้งศาลพระภูมิไว้ในสวน บูชาด้วยเครื่องเซ่นและดอกไม้ธูปเทียนเหมือนที่อื่นๆ

 

แทบจะไม่ขาดเสียง สรรพสิ่งก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด ลมไม่พัด ใบไม้ไม่กระดิก เมฆหนาทึบเคลื่อนมาบดบังแสงแดดในยามสายจนหมดสิ้น หมาเจ้ากรรมจากสวนขนัดติดๆ กันก็โก่งคอหอนเสียงโหยหวนเยือกเย็น

ลุงพัดรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ปากคอแห้งผาก เหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติ ยกเว้นแต่ความเงียบเชียบน่าใจหาย

ขณะที่จะล่าถอยออกมาด้วยความหวาดระแวง ใจเต้นระทึก ก็ได้ยินเสียงตุ้บ…แม้จะไม่ดังนักก็ทำให้สะดุ้งโหยงสุดตัว!

ทุเรียนหมอนทองที่เพิ่งเซ่นศาลพระภูมิหยกๆ นั่นเองที่ตกลงมาเองเหมือนมีมือใครจับโยน! แต่นั่นยังไม่น่าขนลุกขนพองเท่ากับทุเรียนแตกกระจาย…เหลือแต่เปลือกกับ เม็ดลีบๆ เท่านั้นเอง…ร่างของหญิงสาวผมยาว นุ่งโจงกระเบนสีเขียว ห่มสไบสีตองอ่อนยืนเด่น เป็นรูปเงาเลือนรางอยู่ข้างศาลไม้เก่าแก่ ลุงพัดรู้สึกแก้วหูลั่นเปรี๊ยะ ม่านตาลายพร่า…จ้องมองอีกครั้งภาพนั้นก็จางหายไปแล้ว

ต่อมา ลุงพัดเอาเครื่องเซ่นไปถวายที่ศาลพระภูมิกลางสวนเมื่อไหร่ก็จะบอกกล่าวชัด แจ้งว่า “ขอให้เจ้าแม่จงรับเครื่องเซ่นด้วยเถิด” เจ้าแม่คงพอใจจนไม่ปรากฏร่างให้แกขนหัวลุกอีกเลย!

ผีอากง

อาม่ามีฐานะดีมาก แต่งตัวประณีตสวยงาม ผมเผ้าแทบไม่กระดิกก็ว่าได้ สวมทั้งสร้อยคอและข้อมือเส้นใหญ่ มีขนมและผลไม้มาเยี่ยมเยียนพวกเราบ่อยๆ อ้อ! ลูกชายอาม่าเป็นคนขับรถเก๋งมาส่ง – มารับถึงประตูบ้านเลยค่ะ น่าชื่นใจแทนจริงๆ

ระยะหลังอาม่ามาหาคุณยายบ่อยขึ้น แทบจะเป็นวันเว้นวัน ธุระสำคัญก็คือมาแนะนำให้คุณยายรักษาตัวด้วยการออกกำลังง่ายๆ ตามแบบคนสูงอายุทั่วไป

มีตำราบริหารแก้ไขเลือดลม และบำบัดโรคต่างๆ เหมือนการฝังเข็มนั่นเอง!

นั่นคือการแกว่งแขนตามคัมภีร์อี้จินจิง ของ “ท่านตั๊กม้อ”

บางครั้งก็มีตำราดึงหู “หวังซูหวา” มาฝาก โดยอาม่ายืนยันว่า หูควบคุมประสาทถึง 365 เส้น และชีพจรถึง 12 สาย ถ้านวดหูบ่อยๆ จะทำให้อวัยวะในช่องท้องแข็งแรง ถือว่าเป็นเคล็ดลับในการรักษาสุขภาพ เป็นยาอายุวัฒนะขนานเอก

“ฉันทำเป็นประจำ ทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน” อาม่าเคยบอกคุณยาย “คนเรารักกันชอบกันก็ต้องช่วยเหลือกัน ไม่อยากเห็นคนที่เรารักเจ็บไข้ได้ป่วย”

หลายปีมาแล้ว ดิฉันอยู่ทุ่งมหาเมฆกับพ่อแม่ และคุณยายอายุ 70 เศษ สุขภาพไม่ค่อยดีนัก เพราะเป็นทั้งเบาหวานและความดันเลือดสูง แต่ยังโชคดีที่ไม่มีอาการหลงๆ ลืมๆ หรืออัลไซเมอร์ที่ได้ข่าวว่าคนชราทั่วไป เป็นกันมาก

ถัดจากบ้านไปราว 200 เมตร มีเพื่อนคุณยายเป็นคนจีนอายุเกือบ 80 ปี แล้วแต่ยังดูแข็งแรง หน้าตาผ่องใส ไม่ทราบจนเดี๋ยวนี้ว่าท่านชื่ออะไร เพราะใครๆ ก็เรียกท่านว่า “อาม่า” ทุกคน รวมทั้งคุณยายดิฉันด้วย

ที่น่าประทับใจก็คือทุกคนพูดตรงกันว่า “อาม่าเป็นจีนผู้ดี”

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ! เพราะเมื่อคุณยายลองทำตามคำแนะนำของอาม่าอย่างสม่ำเสมอก็ทำให้ความดันโลหิตลดลง น้ำตาลในเลือดก็ลดเช่นกัน

อาม่าทราบข่าวก็ยิ้มแย้มอย่างมีความสุข มีตำราบริหารร่างกายสำหรับคนชรามาแนะนำคุณยายบ่อยๆ พอมาถึงก็ผลักประตูห้องรับแขกเข้ามาแบบกันเอง พ่อแม่ดิฉันนับถือท่านเหมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ถ้าดิฉันอยู่ชั้นล่างก็ยกมือไหว้ ต้อนรับขับสู้ หาน้ำและผลไม้ให้ทาน ก่อนจะขึ้นไปเรียกคุณยายที่อยู่ชั้นบนว่า “อาม่ามาหาค่ะ”

คุณยายจะกระวีกระวาดลงมาหา บอกให้ดิฉันตระเตรียมผลไม้บ้าง ขนมแห้งๆ บ้าง เพื่อเป็นสิ่งตอบแทนตอนอาม่าจะกลับบ้าน บางทีก็โทรศัพท์ให้ลูกๆ หลานๆ อาม่ามารับ เพราะระยะทางค่อนข้างไกลสำหรับคนชรา

บางวันอาม่าก็โทรศัพท์มาถาม ว่าคุณยายบริหารร่างกายตามคำแนะนำใหม่ๆ หรือเปล่า? ได้ผลหรือไม่? ดิฉันก็จะบอกข่าวให้อาม่าฟังจนสบายใจทุกครั้ง

“ไม่เป็นไร อาม่ารอได้ หนูนอนพักเถอะ”

ดิฉันเปิดตู้เย็น รินน้ำเก๊กฮวยใส่แก้วมาให้อาม่าที่นั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามโซฟา ท่านขอบอกขอบใจก่อนจะยกขึ้นดื่ม ดิฉันได้โอกาสเดินออกทางประตูหลัง…เลี้ยวไปบอกคุณยายในครัวว่าอาม่ามาหา คุณยายที่กำลังดูแลป้าสายหยุดทำแกงหมูเทโพหอมกรุ่นก็พยักหน้ารับรู้ แล้วรีบเดินตามกันออกมา

อะไรกัน…อาม่าไม่ได้นั่งอยู่ในห้องรับแขกหรอกค่ะ!

คุณยายหาว่า ดิฉันตาฝาด เปิดประตูออกไปก็ไม่เห็น ดิฉันยืนยันว่าเพิ่งเปิดตู้เย็นรินน้ำเก๊กฮวยให้อาม่าดื่มหยกๆ นั่นไงคะ…เหลืออยู่ติดแก้วนิดเดียวเอง คุณยายก็ยังว่าตาฝาดอยู่ดี

วันเกิดเหตุ จำได้ว่าอยู่ในราวห้าโมงเย็น…

ดิฉันอยู่บ้านเพราะเกิดปวดหัวจนไปเรียนไม่ไหว อาจจากนอนดึกเพราะดูตำรามากเกินไป หรือเครียดเรื่องเรียนก็ไม่ทราบแน่ชัด พอดีได้ยินเสียงรองเท้าอาม่าเดินกุกๆ มาที่หน้าห้องรับแขก แล้วผลักประตูเข้ามาอย่างกันเอง แบบเดียวกับที่เคยทำเป็นประจำ

พ่อแม่ยังไม่กลับจากทำงาน คุณยายก็ดูเหมือนจะอยู่ในครัว เพราะชอบเข้าไปดูแลป้าสายหยุดทำกับข้าว คอยบอกนั่นชิมนี่ติโน่นจนติดเป็นนิสัย…การทำกับข้าว อร่อยๆ ให้ลูกหลานกินน่ะเป็นความสุขของท่านมาแต่ไหนแต่ไรแล้วค่ะ

ดิฉันยังมึนหัวนิดๆ ขณะลุกจากโซฟาไปต้อนรับอาม่าแต่งชุดสีม่วงสวยที่เดินเข้ามาถามว่า…อ้าว? วันนี้หนูไม่ไปโรงเรียนหรอกหรือ? ดิฉันตอบไปตามตรงว่าปวดหัวมาตั้งแต่เช้า ตอนนี้ค่อยยังชั่วแล้วค่ะ เชิญอาม่านั่งก่อน หนูจะไปตามคุณยายในครัว

จนกระทั่งเรามารู้ข่าวว่า อาม่าจะออกมาขึ้นรถตอนเกือบ 5 โมงเย็นเพื่อมาหาคุณยาย แต่ลื่นล้มศีรษะฟาดพื้นสลบคาที่…ไปสิ้นใจที่โรงพยาบาลในเวลาไล่เลี่ยกับ ที่ดิฉันเห็นท่านเข้ามาในห้องรับแขกนั่นเอง

ผีสัตว์ร้าย

ป้าและน้าผมเห็นหนอนยั้วเยี้ยในลังก็ร้องลั่นแล้ว ไม่ต้องพูดถึงงูหรอกครับ

เมื่อ 3 ปีก่อนผมก็เลี้ยงอีกัวน่ากับเต่าดาวอินเดีย!

อีกิวน่าเห็นบ่อยเลยไม่น่าตื่นเต้นอย่างมังกรโคโม แต่ผมไม่ชอบสัตว์ใหญ่ บ้านที่ถนนระนองก็ไม่ใช่กว้างขวางนัก ผมเลยซื้อเต่าดาวอินเดียมาเลี้ยง Star of India แปลตรงตัวเลย ซื้อมาตัวละ 1,500 บาทแน่ะ อย่านึกว่าตัวใหญ่โตนะครับ ยาวแค่ 4-5 ซ.ม.เอง คนใจเดียวกันน่ะรู้แน่ แต่หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมแพงจัง?

เต่าตัวน้อยๆ นี่มาจากอินเดีย แม้เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก แต่พวกดาวอินเดียชอบอยู่ในป่าดง ไม่ชอบน้ำ กระดองนูนหนากว่าเต่าทั่วไปราว 2 เท่า มีสีเหลืองโดดเด่นถึงได้ชื่อดาวอินเดีย ตัวไหนกระดองเหลืองมากยิ่งแพงมาก ถ้าตัวโตราว 5-6 นิ้วจะเป็นหมื่นขึ้นไป

น่าแปลกอย่างตรงที่…ถ้ากระดองขาวผ่องราคายิ่งสูงอีกเท่าตัว!

ดาวอินเดียเป็นเต่ารักสงบ ไม่ชอบน้ำ แถมเป็นมังสวิรัติกินแต่พืชผัก เช่น แครอต แตงกวา ผักกาด… เลี้ยงง่ายและน่ารักด้วย ใส่ลังไว้หลังตู้เย็น ดูแล้วเพลินใจจริงๆ

เรื่องน้ำกินไม่ต้องห่วง เพราะมันได้น้ำจากพืชผักที่กินอยู่แล้ว

พ่อบอกว่าเต่าเป็นสัตว์มงคล สมัยก่อนมียันต์เต่าเรือน เอาไว้คุ้มครองบ้านจากอัคคีภัยและภัยโจร!

เคยเห็นในทีวีว่าเต่าทะเลคลานขึ้นมาวางไข่ น้ำตาไหลพรากน่าสงสาร…มันทั้งเหน็ดเหนื่อยและเจ็บปวดเหมือนคนคลอดลูกนั่น แหละ! เขาว่ามันหลั่งสารเกลือจากนัยน์ตา เพราะกระดองทั้งแข็งและหนาเป็นอุปสรรค บ้างก็ว่ามีน้ำเค็มติดมาจนต้องหลั่งน้ำตาไล่น้ำเค็มที่จะกลายเป็นเกลือปิด นัยน์ตา

“ดาวอินเดีย” ตัวน้อยๆ แสนน่ารักของผม ซื้อมาเลี้ยงให้ชื่นอกชื่นใจได้แค่ 5-6 เดือน ก็มีเด็กซนข้างบ้านดอดมาเล่นตอนผมเผลอ เอาน้ำให้มันกินมั่ง จับหยอดน้ำใส่ปากมั่งด้วยความหวังดี เจ้าเต่าแสนสวยของผมเซื่องซึมอยู่ไม่กี่วันก็ตาย

ไม่ใช่นักสะสมเปลือกหอยหรือกระดองเต่า รวมทั้งซากสัตว์ทั้งหลาย…ผมเลยเอาเจ้าดาวอินเดียที่ไม่มีลมหายใจไปวางไว้ โคนต้นโมกออกดอกขาวสะพรั่ง

นัยน์ตาแสบร้อนตอนที่บอกว่า…เฝ้าบ้านอยู่ที่นี่นะเจ้าเต่าน้อย!

พวกหมากับแมวถือว่าเป็นสัตว์ประจำบ้าน ผมเริ่มเลี้ยงผีเสื้อตั้งแต่ยังเป็นไข่ จับมาจากต้นยี่โถหน้าบ้าน เปลี่ยนเป็นเส้นเล็กๆ เท่าเส้นด้าย เติบโตเป็นตัวหนอน มันกินใบยี่โถจุมากๆ ก่อนเป็นดักแด้ ชักใยออกมาเป็นผีเสื้อ

พอมันกลายเป็นผีเสื้อสวยๆ มักจะเกาะตามบ่าและแขนผมเป็นประจำ ราว 2-3 วันถึงจะโบยบินออกไปหากินตามธรรมชาติ แม่บอกว่ามันรู้ตัวว่าผมเป็นคนดูแลมันตั้งแต่ยังเป็นไข่แน่ะ!

จะจริงหรือเปล่าไม่รู้ซีครับ แต่ตอนไปเที่ยวน้ำตกละอูที่หัวหินกับพ่อแม่น่ะ มีผีเสื้อฝูงใหญ่นับร้อยตัวพันตัวบินว่อนลานตา…มันชอบมาบินเกาะผมเพียบเลย

พ่อแซวว่าชาติก่อนผมคงเคยเป็นผีเสื้อละมั้ง?

แต่ไม่ใช่หรอก เพราะต่อมาผมก็เลี้ยงงู เลี้ยงหนู เลี้ยงด้วงตัวกว่าง ตั้งแต่มันยังเป็นหนอนยึกยืดอยู่แน่ะ ส่วนมากไปซื้อร้านอาหนูที่สวนจตุจักร หรือไม่ก็ตลาดนัดซันเดย์วันเสาร์อาทิตย์ ทั้งซื้อสัตว์และอาหารสัตว์จนกลายเป็นขาประจำ

งูเขียวปากจิ้งจก งูสายม่าน พวกนี้น่ารักครับ ลำบากตรงที่ต้องหาจิ้งจกให้มันกิน ต้องเป็นๆ ด้วยนะ! หนูแฮมสเตอร์ซื้อมาเลี้ยงคู่เดียว เดือนกว่าๆ มันก็ออกลูกมา 3-4 ตัว เผลอหน่อยมันออกมาอีกโขยงแล้ว ต้องแจกเพื่อนฝูงไป…เลี้ยงไม่ไหวน่ะซีครับ

เพื่อนนักเรียนเอาปลากัดสวยๆ มาให้หลายตัว บอกว่าตอบแทนที่ผมแบ่งลูกหนูแฮมสเตอร์ไปให้เดือนก่อน ผมก็เอาใส่ขวดเรียงรายไว้ที่ระเบียงใกล้ๆ ต้นโมกนั่นเอง

เรื่องน่าขนหัวลุกเกิดขึ้นเมื่อมีเพื่อนมาซ้อมกีตาร์ มาเล่นวิดีโอเกมที่บ้านแล้วถามว่า…ไหนลื้อบอกเต่าตาย? เมื่อกี้ยังเห็นมันคลานต้วมเตี้ยมอยู่ที่ต้นโมกเลย

ผมหัวเราะไม่สนใจ แต่อาทิตย์ต่อมาป้าฉวี-ครูเก่าในซอยแวะมาฝากมังคุดให้แม่ แกเรียกลูกมังคุดเพราะลูกเล็กๆ แต่หอมหวานแทบไม่มีเม็ด แกบอกว่าเมื่อเดินเข้ามาก็เห็นเต่าตัวใหญ่หลังนูนยาวเท่าแขน…ถามว่า

“วศินเลี้ยงไว้หรือลูก? โอย…ป้าเห็นแล้วกลัวแทบตาย”

ผมออกไปดูก็ไม่เห็นอะไร นอกจากซากเจ้าดาวอินเดียอยู่ที่เดิม!

แม่ถึงกับขนลุกซ่า หันมามองผม…สัตว์ที่ตายแล้ว จะเป็นผีเหมือนคนหรือเปล่าก็ไม่รู้? แต่ถ้ามีขโมยเข้าบ้านอาจจะเผ่นหนีเพราะเห็นเต่ายักษ์ยืนจังก้า ยืดหัวขึ้นอ้าปากคมกริบ น่ากลัวก็เป็นได้…ผมก็ได้แต่นึกหวังไป….

ป้อมร้าง วิญญาณหลอน

ผีดุ
ไม่ใช่ป้อมร้างด้วยซ้ำ แถมตั้งอยู่ที่โค้งกรอกยายชา ต.เนินพระ อ.เมือง ริมถนนสุขุมวิทสายเก่าในจังหวัดระยองนี่เอง… ถ้าใครสงสัยว่าป้อมผีสิงจะน่าสยดสยองจนขนหัวลุกแค่ไหน ก็ลองคิดจากจำนวนชีวิตผู้คนที่ต้องมาโดนสังเวยเกือบ 100 ศพเข้าไปแล้ว มักจะมีคนบอกกล่าวถึงชุมทางผีดุใหญ่ๆ ที่หนีไม่พ้นจาก ถนนผีสิง, โค้งร้อยศพ, โรงแรมผีดุ, รถผีสิง, บ้านร้างสุดเฮี้ยน, หอพักสุดหลอน ไปจนถึงชายหาดกินคน, ซอยนี้ผีอยู่ ฯลฯ

แต่ที่เหลือเชื่อ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องจริงอันน่าขนพองสยองเกล้าก็คือ….ป้อมผีสิง!

พูดให้ชัดๆ ก็คือ ป้อมตำรวจ!!

ที่ตั้งของป้อมนี้อยู่แถวหัวโค้งพอดี สร้างด้วยปูนชั้นเดียวอย่างที่มักจะพบเห็นกันทั่วไป แต่น่าแปลกตรงที่รอบๆ ป้อมมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นแน่นหนาจนดูรกครึ้ม บรรยากาศชวนให้น่าวังเวงใจไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน

ลมเจ้ากรรมที่มักกระโชกกับยอดไม้ให้เกิดเสียงซู่ซ่าเกรียวกราวราวกับมีใครกลุ่มใหญ่กำลังหัวเราะครืนด้วยความขบขันเต็มประดา

ที่น่าสะดุดตาก็คือ บริเวณหน้าป้อมมีร่องรอยถูกรถเฉี่ยวชนจนแผงเหล็กหักงอ แถมมีเศษกระจกกับเศษชิ้นส่วนรถตกอยู่เกลื่อนกลาดอีกต่างหาก…มองเผินๆ นึกว่าเป็นป้อมร้างยังไงยังงั้น!

ตำรวจทุกนายล้วนแต่ทราบเรื่องผีดุสุดขีดกันทั้งนั้น จนไม่มีใครอยากไปประจำอยู่ เพราะมีเสียงร่ำลือว่าป้อมนี้ผีดุที่สุด ไม่ว่าตำรวจคนไหนมาอยู่ต้องเจอะเจอกับเหตุการณ์แปลกประหลาด น่าขนหัวลุกทั้งนั้น

บางนายถึงกับยืนยันว่ามีผีโผล่มาให้เห็นซึ่งๆ หน้า ตกใจสุดขีดจนสติแตก วิ่งเตลิดหนีไม่คิดชีวิตก็มี บางคนแข้งขาอ่อนถึงกับลุกไม่ไหว มีอยู่รายหนึ่งช็อกคาป้อมไปเลย

จ.ส.ต.ติรกิจ บุญสม หน.ที่พักสายตรวจเนินพระ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวที่รู้ถึงกิตติศัพท์ผีดุของป้อมนี้ว่า เรื่องราวที่ ร่ำลือ กันแพร่หลายล้วนแต่เป็นเรื่องจริง!

ชั่วเวลา 7-8 ปีที่สร้างป้อมขึ้นมา มีรถวิ่งแหกโค้งจนพลิกคว่ำ ต้องสังเวยชีวิตไปเกือบ 60 ศพแล้ว แถมบางคันยังพุ่งเข้าชนป้อมตำรวจจนพังยับเยิน เคราะห์ดีที่ตำรวจเผ่นหนีความตายออกไปได้ฉิวเฉียดเต็มที

ในที่สุดก็ต้องสร้างป้อมใหม่…นั่นคือย้ายเข้ามาสร้างด้านในที่มีต้นไม้ ใหญ่ 3 ต้นเป็นเกราะป้องกันรถพุ่งเข้าชน แต่ก็ไม่วายเกิดอุบัติเหตุสยองอยู่ตลอดมา

เมื่อตอนกลางปี 2545 ก็มีรถแหกโค้งตายคาที่อีก 2 ศพ!!

เรื่อง ที่น่าขนหัวลุกสุดขีดก็คือ มีรถเฉี่ยวชนกัน แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บสาหัส…เมื่อผู้คนที่รอดมาได้ทั้งหมด 8 คนล้วน แต่ออกมายืนนอกรถ ทันใดนั้นรถยนต์คันหนึ่งก็วิ่งแหกโค้งห้อตะบึงเข้าใส่กลุ่มคนเหมือนนรก บันดาล…โครมเดียวตายคาที่ทั้งหมด 8 คน!

ป้อมผีดุวิญญาณเฮี้ยนแห่งนี้สร้างขึ้นมาตั้งแต่พ.ศ.2538 โดยตั้งเด่นอยู่ริมถนนเช่นเดียวกับป้อมปกติทั้งหลาย เมื่อเกิดเรื่องสยองขนาดคุณโปลิศยังต้องเผ่นหนี ยอมละทิ้งเวรยาม ขึ้นสน.ขอย้ายกันกลางดึกก็มี…ทำให้มีการเล่าลือกันปากต่อปากว่าป้อมนี้ผี ดุที่สุดในบรรดาป้อมตำรวจทั้งเมืองไทย

อุบัติเหตุสยองสุดขีด แทบจะฉีกร่างผู้เคราะห์ร้ายออกเป็นชิ้นๆ เลือดแดงฉานสาดกระจายไปที่ผนังป้อมเหมือนใครเอาสีเลือดไปสาดใส่ไม่มีผิด

จ.ส.ต.ติรกิจเล่าว่า ขณะที่ตนเข้าเวรกลางดึกก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งมาเดินอยู่หน้าป้อมใน ชุดกางเกงขาว เสื้อดำ ตอนแรกก็คิดว่าคงจะมารอรถ แต่เมื่อจู่ๆ เธอก็หันขวับมาจ้องเขม็ง…ใบหน้าเปรอะไปด้วยคราบเลือดเห็นชัด เล่นเอาเข่าอ่อนอยู่ในป้อมนั่นเอง

ในที่สุด ปีศาจตนนั้นก็ค่อยๆ เลือนรางจางหายไป

ต่อจากคืนนั้นก็ยังประสบกับเรื่องสยองบ่อยหน มีเสียงร้องโหยหวน…ช่วยด้วย ช่วยด้วย ดังมาเข้าหูแทบทุกคืน ไม่ว่าตำรวจคนไหนมาเข้าเวรก็ต้องจุดธูปขอให้เจ้าที่เจ้าทางช่วยคุ้มครองด้วย กันทั้งนั้น

เงยหน้ามองก็แทบช็อกคาที่ เพราะภาพที่เห็นคือเงาดำทะมึน สูงตระหง่าน…รีบพนมมือสวดมนต์แผ่ส่วนกุศลจนร่างนั้นหายไป

ส.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ อดกล้า ตำรวจประจำป้อมนี้อีกคนได้เล่าว่า ตนไม่ใช่คนกลัวผี แต่เมื่อมาคืนแรกก็เจอดีจากเสียงเคาะประตูจึงร้องถามว่าใคร? แต่คำตอบคือความเงียบ จนต้องลุกออกไปดูแต่ก็ไม่เห็นใคร จึงกลับมานอนต่อก่อนจะสะดุ้งตกใจตื่นเพราะมีใครมากระชากขารุนแรงจนตกเตียง

เรือสำเภาผี

ชายชราอายุห้าสิบเศษ ร่างเล็กกำยำ ผิวคล้ำ ผมขาว นัยน์ตาดุ ชอบร่ำสุรา…เล่ากันว่าน้ำตาลเมากับปลาสลิดย่างเป็นของโปรดที่สุด ลูกเต้าเติบโตก็ไปอยู่กรุงเทพฯ กันหมด ตาแร่มอยู่กับยายเหลือสองคน ช่วยกันทำมาหากินทางตัดไม้โกงกางมาเผาถ่านขายตั้งแต่สมัยหนุ่มสาวมาแล้ว

สองผัวเมียมีเรือขุดแบบโบราณทำจากไม้ตะเคียน สำหรับใช้ขนไม้โกงกางที่ตัดมาเต็มลำ เที่ยวละหลายร้อยท่อน…ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อถือกันว่าไม้ตะเคียนมีผีสิงนะคะ แต่พวกเราก็ใช้เรือขุดจากไม้ตะเคียนมาหลายชั่วคนแล้วละค่ะ

วันหนึ่ง ตาแร่มเสร็จงานก็เมาน้ำตาลอยู่หลังบ้าน ยายเหลือมาตักน้ำหรือจะมาอาบน้ำก็ไม่ทราบแน่ชัด ตาแร่มเรียกหาปลาสลิดย่างของโปรดก็ไม่มีเสียงขานรับ ครั้นลุกออกมาดูก็เห็นเมียแกคว่ำหน้าตายปริ่มๆ น้ำ

มีเสียงพูดกันว่ายายเหลือเป็นลมบ้าง โดนผีน้ำมาเอาตัวไปบ้าง…บางคนเชื่อว่าเป็นอาถรรพณ์เรือตะเคียนก็มี!

งานศพผ่านไปแล้ว พวกลูกเต้ามาเผาแม่เรียบร้อยก็พากันกลับกรุงเทพฯ ไปหมดทุกคน ตาแร่มออกไปตัดไม้โกงกางมาเลี้ยงชีพตามเดิม ชาวบ้านเคยเห็นสองตายายบรรทุกไม้โกงกางกลับบ้าน ใช้กระดานพาดเรือกับชายฝั่ง แล้วช่วยกันขนไม้ลำเลียงขึ้นมาซ้อนไว้เป็นกองใหญ่หน้าบ้าน…บัดนี้ตาแร่ มต้องทำเองคนเดียวทั้งหมด แม้จะเห็นใจก็ไม่รู้จะช่วยเหลือยังไง

ตาแร่มหน้าตาหมองคล้ำลงทุกที ท่าทางเหนื่อยหน่ายคล้ายหมดอาลัยตายอยากในชีวิต ตอนเย็นๆ ก็ไปนั่งซดน้ำตาลเงียบๆ ริมคลองคนเดียว สูบยาแดงวาบๆ จนเด็กๆ เห็นตอนโพล้เพล้ถึงกับวิ่งอ้าวเพราะนึกว่าโดนผีหลอก

ตอนเด็กๆ นั้น ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็ซุกซนพอกัน เช่นชอบว่ายน้ำไปเกาะเรือโยงสินค้า จนถึงเล่นไต่เชือกที่ผูกโยงระหว่างเรือลำต่างๆ บางทีก็พกหนังสติ๊กเข้าสวน คอยยิงกระรอกตามสวนมะพร้าว เข้าสวนนั้นออกสวนนี้ได้ตามใจชอบ ไม่มีใครห้ามหวงเลย

สาเหตุก็คือ กระรอกมันชอบแทะกินลูกมะพร้าวอ่อนๆ ให้เสียหาย ใครยิงกระรอกได้ 1 ตัว ก็จะได้รับมะพร้าวเป็นรางวัลถึง 10 ลูกเชียวค่ะ

นึกถึงบรรยากาศของเรือกสวนที่ร่มรื่น ปกคลุมด้วยเงาไม้เงียบสงบในครั้งนั้นก็อดใจหายไม่ได้ นึกถึงแม่น้ำลำคลองใสสะอาด กุ้งปลาชุกชุม ตามท่าเทียบเรือน่ะเขาจับกุ้งตัวใหญ่ๆ ด้วยมือเปล่าได้อย่างสบายมาก

พูดถึงลำคลองก็ทำให้นึกถึงตาแร่มขึ้นมา!

เคยเผาถ่านเองก็ขายถูกๆ ให้เขาเอาไปเผา ไปส่งโรงงานน้ำตาล…แกเองก็ไม่ค่อยจะออกไปตัดไม้โกงกางมาขายเหมือนเมื่อ ก่อน หน้าตาท่าทางซังกะตายเหมือนอยู่ไปวันๆ เท่านั้นเอง

หลายคนเคยเห็นแกนั่งซดน้ำตาลอยู่เงียบเชียบ จู่ๆ ก็กวักมือไปที่เรือขุดไม้ตะเคียน ร้องเรียกเสียงดังจนได้ยินว่า

“ขึ้นมาหาข้าซี ยายเหลือเอ๊ย! แกจะนั่งกอดเข่าเจ่าจุกอยู่ทำไม?”

มองไปที่เรือก็เห็นโคลงเคลงนิดๆ ตามระลอกคลื่น แต่ไม่เห็นมีใครซักคนเดียวเล่นเอารีบเดินหนีแข้งขาสั่น หัวใจเต้นระทึกครึกโครมไปตามๆ กัน

ต่อมาไม่นาน ก็มีคนพบศพตาแร่มนอนหงายเหยียดยาวอยู่ในเรือขุดของแก มุมปากเหี่ยวย่นมีรอยยิ้มนิดๆ นัยน์ตาลืมค้างเบิกโพลง มีแววสดใสคล้ายได้เห็นหน้าใครที่แกรอคอยมานานแสนนาน

บ้านเล็กๆ หลังคาสังกะสีเก่าคร่ำ ก็กลายเป็นบ้านร้าง ในที่สุดก็ทรุดโทรมลงไปกองกับพื้น…

เรือขุดไม้ตะเคียนลำนั้นไม่มีใครแยแส กลายเป็นเรือรั่วแตกร้าว…จมหายไปใต้น้ำ เหลือแต่เรื่องเล่าน่าขนหัวลุกมาถึงทุกวันนี้เท่านั้นเองค่ะ!

โทรศัพท์ผีสิง

ตอนเลิกงานเรามักจะไปหาอะไรดื่มกินกันก่อนกลับบ้าน น้องแพรจะชวนเพื่อนๆ ขึ้นรถไปยังจุดหมาย เราไม่ได้ไปเฉพาะคนในบริษัทเดียวกัน แต่มีเพื่อนฝูงที่ไหนใครสะดวกก็แวะมา ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ถึงเวลาจ่ายเงินก็แชร์กัน ไม่มีปัญหาอะไร

ถ้าจะมีก็คือปัญหาที่น้องแพรชอบพูดโทรศัพท์ขณะขับรถนี่แหละค่ะ!

ต้องยอมรับว่าเธอไม่ได้โทร.ไปหาใครก่อน แต่มีเสียงเข้าสายเป็นประจำ มีทั้งถามจุดนัดพบให้แน่นอนบ้าง เพื่อนๆ โทร.มาคุยบ้าง ส่วนมากมักจะเป็นเรื่องไร้สาระและคุยกันครั้งละนานๆ ทำให้ดิฉันที่นั่งคู่กับเธอไม่ค่อยสบาย ใจนัก

พยายามมองโลกในแง่ดีว่า ในกรุงเทพฯ รถราติดขัด โดยเฉพาะย่านนั้น ไม่อาจจะขับปรู๊ดปร๊าดได้หรอก แต่ก็อดเตือนไม่ได้ว่าอย่าพูดโทรศัพท์ในรถ ถ้าจำเป็นก็อย่าคุยนานนัก…อันตราย!

“แหม! พี่แน็ตก็…” น้องแพรยิ้มฟันขาว ตาใสเชียว “คุยแป๊บเดียวเองค่ะ”

เธอชอบเรียกชื่อดิฉันติดปาก แถมยังหันมามองด้วย เล่นเอาใจหายวูบ…ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นก็ไม่ใช่เพราะโทรศัพท์ แต่มาจากดิฉันที่เอ่ยปากทักท้วงเธอน่ะเอง

ดิฉันมีเรื่องน่ากลัวมากๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อน มาเล่าสู่กันฟังค่ะ

“น้องแพร” เป็นเพื่อนร่วมงานที่บริษัทเดียวกัน อยู่ถนนอโศก เธออายุราว 24-25 ปี แสนสวย หุ่นดีและยังโสด ร่าเริงน่ารัก แถมช่างพูดช่างคุยเรื่องสนุกๆ น่าเพลิดเพลิน พ่อแม่เป็นเศรษฐีอยู่ต่างจังหวัด ซื้อรถยนต์ให้ลูกสาวใช้ตั้งแต่เธอได้งานทำ ผิดกับเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ที่ต้องผ่อนรถเอง หรือไม่ก็อาศัยรถเมล์กับแท็กซี่ เช่น ดิฉันเอง เป็นต้น

ขากลับราว 3-4 ทุ่ม เธอก็จะขับรถไปส่งเพื่อนชื่อแตนที่อุรุพงษ์ ส่งดิฉันที่ราชวิถี ตัวเองก็ขับรถข้ามสะพานกรุงธนกลับอพาร์ตเมนต์แถวบางพลัด…เป็นประจำราว สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ตอนนั้นก็ไม่วายมีโทรศัพท์เข้ามาค่ะ

ช่วงที่รถแล่นเร็วได้ดิฉันต้องห้ามปรามตรงๆ ว่าอย่าพูดโทรศัพท์ตอนขับรถ อันตรายมาก! น้องแพรก็จะหันมายิ้มหวานเช่นเคย…แหม! พี่แน็ตก็…พูดคุยกับเพื่อนทั้งชายและหญิงว่า…ตอนนี้ขับรถพี่แน็ตห้าม เม้าธ์ เอาไว้ถึงห้องแล้วค่อยคุยกันต่อ! แต่บางครั้งเธอจะหัวเราะเฉยเสียดื้อๆ ดิฉันต้องยื่นคำขาดเสียงแข็งว่าให้หยุดรถเดี๋ยวนี้ พี่จะลงต่อแท็กซี่ไปเอง!

นั่นแหละค่ะน้องแพรจึงยอมบ๊ายบายกับเพื่อน

ครั้งหนึ่ง ดิฉันบอกให้จอดแต่น้องแพรไม่สนใจ พอถึงไฟแดงดิฉันก็ปลดซีตเบลต์ปิดประตูลงไปเอง…น้องแพรออกรถได้ก็รีบขับมา จอดรับ ยกมือไหว้ขอโทษจนดิฉันใจอ่อน กลับไปขึ้นรถใหม่

ไม่ถึงอึดใจก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ดิฉันหยิบมือถือขึ้นรับ แต่ไม่ได้ยินเสียงใครพูดอะไรเลย…ขนลุกซ่าไปทั้งตัวที่พบกับความเงียบน่า สยดสยองสุดขีด ม่านตาลายพร่า หูแว่วไปเองว่าได้ยินเสียงเคล้าสะอื้นดังขึ้น…พี่แน็ตขา ลาก่อนนะคะ!

ดิฉันกลืนน้ำลายก่อนพึมพำเสียงสั่นเครือ…ลาก่อนจ้ะ น้องแพร…

คืนหนึ่ง น้องแพรก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตคาที่ เพราะการพูดโทรศัพท์ขณะขับรถ ขณะที่ออกมาจากงานวันเกิดเพื่อนรุ่นมัธยม ที่ภัตตาคารแถวบางอ้อใกล้จะถึงที่พักอยู่แล้ว…โทรศัพท์ที่เปิดสัญญาณอยู่ คือหลักฐานค่ะ

น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นก็คือ คนที่โทร.คุยกับน้องแพรคือแตนนั่นเอง!

ในคืนสวดศพแตนยังร้องไห้ไม่หยุด รำพันว่าเป็นเพราะเธอเองแท้ๆ ที่คิดถึงเพื่อน ที่โทร.ไปหาก็คิดว่าน้องแพรกลับถึงห้องพักแล้ว…เธอเป็นต้นเหตุที่ทำให้ เพื่อนตาย! แต่ไม่มีใครโทษแตนหรอกค่ะ นอกจากสยองแทนที่กำลังคุยกับ เพื่อนดีๆ ก็มีเสียง…โครม! ดังก้องอยู่ในหูไม่รู้จักจบสิ้น

วันเผาน้องแพรซีคะ เกิดเรื่องสยองขวัญเมื่อดิฉันกลับบ้าน รู้สึกใจหายและวังเวงใจอย่างบอกไม่ถูก…ต่อไปนี้ไม่มีน้องแพรแล้ว! พอดีมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

กดรับก็ได้ยินเสียงแตนละล่ำละลักมาว่า น้องแพรโทร.มาหา บอกว่าเราคุยกันต่อนะจ๊ะ! แตนพูดแล้วก็ร้องไห้โฮ ย้ำแต่ว่าประสาทจะกินแล้วค่ะ ดิฉันต้องปลอบใจว่าอย่าคิดมาก ทางที่ดีควรปิดมือถือไปเลยจะได้หมดปัญหา

โครงกระดูกเดินได้

สมัย เด็กผมอยู่ที่บ้านขาม อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์…ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม…บ้านผมมีวัดสระบัวงาม เจ้าอาวาสคือพระครูโสภณ เป็นที่เคารพนับถือของคนทั้งอำเภอและจังหวัดก็ว่าได้

ท่านเป็น กรรมฐาน เชี่ยวชาญทางคาถาอาคม เก่งกาจทางไสยเวท ทั้งรักษาโรคร้ายให้ชาวบ้าน ช่วยเหลือให้พ้นทุกข์ด้วยเมตตาของท่าน จนชื่อเสียงเลื่องลือไปไกล

เล่ากันว่า หลวงพ่อท่านได้คัมภีร์มาจากถ้ำแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดน่านในสมัยหนุ่ม

เป็นคัมภีร์จากโครงกระดูกครับ!!

คืนหนึ่ง ขณะที่หลวงพ่อนั่งปฏิบัติกรรมฐานอยู่ในถ้ำ อำนาจพลังจิตทำให้ท่านมองเห็นโครงกระดูกมนุษย์ จึงได้แผ่เมตตาให้วิญญาณที่ล่องลอยสิงสู่อยู่ตามวิบากกรรม จงไปผุดไปเกิดในภพใหม่เสียเถิด

จู่ๆ ก็เกิดเสียงลมพัดอื้ออึงอยู่ภายนอก ราวกับเกิดมหาวาตะรุนแรงเหลือหลาย…แล้วเสียงเยือกเย็นก็ดังโหยหวนมากับ เสียงลม ท่ามกลางความมืดมิดเปล่าเปลี่ยวของราตรี

เสียงจากผู้ไม่มีร่างกายบอกกล่าวว่า ขอให้หลวงพ่อนำเอาคัมภีร์ที่ฝังอยู่ทางขวามือของโครงกระดูกนั้น ไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้พ้นทุกข์ด้วย! หลวงพ่อก็รับคำ เสียงโหยหวนนั้นจึงจางหายไป

พระครูโสภณเคยเล่าให้ญาติโยมฟังว่า ในที่สุดท่านก็ขุดพบคัมภีร์นั้นสมจริงตามที่วิญญาณบอกกล่าวไว้ ต่อมาท่านได้ศึกษาจนแตกฉาน นำมาปฏิบัติได้ผลจนถึงบัดนี้!

ว่ากัน ว่า คำจารึกในคัมภีร์นั้นมีทั้งทางดีและทางร้าย เนื่องจากมีคาถาอาคมและไสยเวทต่างๆ เช่นการรักษาโรคร้าย การทำยาสั่งและเสน่ห์ยาแฝดเป็นต้น แต่หลวงพ่อท่านเลือกนำแต่สิ่งที่เป็นคุณประโยชน์แก่คนทั่วไปมาใช้เท่านั้น

เช่น รักษาคนเจ็บป่วย ใครโดนยาสั่งยาเสน่ห์มา ท่านก็ช่วยถอนยาถอนเสน่ห์ให้ แม้แต่คนติดเหล้าที่มีอยู่ไม่น้อย ต้องการจะเลิกดื่มสุราก็มาหาท่านเช่นกัน

วันนั้น ตาเตยถูกลูกเมียลากมายามที่แกยังไม่เมา ขอให้หลวงพ่อช่วย “บวชเหล้า” ตาเตยสัก 2 ปีเถิดจะได้เลิกเมาหัวราน้ำ รู้จักทำมาหากินเหมือนชาวบ้านเขาเสียที

คำว่า “บวชเหล้า” หมายถึงผู้ติดเหล้าจะสาบานตัวว่าจะหยุดดื่มเหล้า 1 ปี หรือ 2-3 ปีก็แล้วแต่จะตั้งจิตไว้

ถ้าอดเหล้าไปได้ระยะหนึ่ง เห็นว่าตนทนไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องไปลาบวช หรือไปถอนคำสาบานกับหลวงพ่อเอง…ต่อจากนั้นก็สุดแต่บุญแต่กรรมแล้วกัน

แต่ถ้าใครไม่มาลาบวช แล้วทวนสาบานกลับไปดื่มเหล้าก็จะต้องมีอันเป็นไปตามคำสาบานแน่นอน

หลวงพ่อให้ตาเตยเขียนชื่อ และวัน เดือน ปีเกิดไว้ให้ท่าน แล้วถามว่าจะบวชเหล้ากี่ปี? ตาเตยผอมดำ ผมขาวโพลน นุ่งโสร่งเก่าๆ ตัวเดียว มีผ้าขาวม้าห่มสไบเฉียงก็หลุดปากว่า…ผมจะหยุดกินเหล้าไปจนตายเลยครับ!

ลูกเมียรีบร้องห้ามว่า ขอแค่ปีเดียวก็พอ ต่อจากนั้นค่อยว่ากันใหม่ ตาเตยยืนกรานว่าจะอดจนวันตายจริงๆ จนเกิดโต้เถียงกับลูกเมียอื้ออึง…

ในที่สุดก็สาบานว่าจะอดเหล้า 2 ปี!

พ่อแม่กราบลาหลวงพ่อพาผมกลับบ้านก่อน เลยไม่ได้ยินว่าแกสาบานไว้ยังไง?

ต่อจากนั้น ชาวบ้านก็คอยดูว่าตาเตยจะอดเหล้าไปได้กี่วัน ไม่ช้าคงจะวิ่งแจ้นไปหาหลวงพ่อ ขอถอนคำสาบานกับท่านเพราะอดเหล้าต่อไปไม่ไหว

ผิดคาดไปตามๆ กัน เมื่อเวลาผ่านไปเป็นเดือนๆ ก็ไม่เห็นตาเตยแตะต้องสุราเหมือนเช่นเคย หน้าตาค่อยผ่องใสขึ้น ร่างกายแข็งแรง กลายเป็นขยันทำมาหากินจนชาวบ้านแปลกใจไปตามๆ กัน

เวลาผ่านไปราว 6-7 เดือนก็เกิดเรื่องขนหัวลุกขึ้นมา!

พลบค่ำ วัวควายกำลังจะเข้าคอก เสียงโหยหวนก็ดังมาจากทุ่งหลังบ้าน พวกเราตกใจวิ่งออกไปดูก็ได้ยินถนัดหู… โว้ย! ผีหลอก…ช่วยด้วย!!

ตาเตยนั่นเอง…แกวิ่งมาล้มข้างๆ บ้าน นัยน์ตาเหลือกลาน ชี้ไม้ชี้มือไปที่ทุ่งเปลี่ยวด้านหลัง ร้องว่า…หัวกะโหลกตาโบ๋! โครงกระดูกทั้งนั้นเลย…มันจะฆ่ากู!

ขาดคำก็สำลักเลือดพรวดแดง ฉาน ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ลูกเมียแกร้องไห้โฮ…ตาเตยขาดใจตายตรงนั้นเอง! บางคนว่าแกเป็นวัณโรคตาย แต่คนส่วนมากไม่เชื่อหรอกครับ เพราะได้กลิ่นเหม็นเหล้าหึ่งจากศพตาเตยกันทุกคน! บรื๋ออออ