ขนหัวลุก

14 entries have been tagged with ขนหัวลุก.

ผีตัวขาด

คนไม่กลัวผีก็บอกว่า เรื่องผีเป็นเรื่องเหลวไหวเอาไว้หลอกเด็ก พิสูจน์ไม่ได้ ไม่มีตัวตน ถูกเผาเป็นเถ้าถ่านหมดแล้ว…ผงธุลีจะยังมีฤทธิ์เดชอะไรอีกล่ะ?
“มากันเยอะแยะเชียววันนี้…” แกออกชื่อตามเคย บางคนผมไม่รู้จัก แต่บางคนก็พอจะรู้ว่าตายไปแล้ว จนได้ยินเสียงตาเครือดังขึ้นอีกว่า “อ้อ! เจ้าหลาดก็มาด้วย…”

“หลาดไหนล่ะตา?” ผมหันไปมองหน้าแก “ลุงหลาดช่างไม้หรือเปล่า?”

“เออ! ก็เจ้าหลาดน่ะแหละ ไอ้หนูเอ๊ย” แกถอนใจยาว…คราวนี้ผมแน่ใจว่าตาเครือเมาแล้ว เพราะลุงหลาดยังไม่ตาย แถมผมยังมองไม่เห็นลุงหลาดเลย

จนกระทั่งวันรุ่งขึ้นถึงได้ข่าวว่าลุงฉลาด หรือ “หลาด-ช่างไม้” โดนรถชนตายที่บางแคเมื่อ

ตายท้องกลม

ผีไทย

แรงอาฆาตของผี
ตรีณา” เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกของคนไม่เชื่อเรื่องผี

เป็นอันรู้กันอยู่แล้ว ว่าคือผีผู้หญิงมีครรภ์ที่เสียชีวิตพร้อมกันทั้งแม่ทั้งลูกที่อยู่ในท้องซึ่งผีประเพศนี้พวกพ่อมดหมอผีที่หากินในทางทำเสน่ห์หรือน้ำมั นพรายชอบนักชอบหนา พวกที่เรียนทางด้านไสยศาสตร์หรือมนต์ดำ พอรู้ว่าที่ไหนมีผีตายทั้งกลมล่ะก็ จะต้องตระเตรียมข้าวของเครื่องใช้ในพิธี จัดการหาลูกศิ ษย์หรือสมัครพรรคพวก พากันไปที่ป่าช้าขุดศพขึ้นมาจากหลุมเพื่อใช้เทียนลนคางผีตายทั้งกลม เอาน้ำเหลืองมาปลุกเสกทำน้ำมันพราย

เมื่อมีงานทำก็พอดีลุงเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ ป้าก็เจ็บป่วยกระเสาะกระแสะจนต้องออกจากงาน คนทั้งสองไม่มีลูก ต้อมต้องทำงานหนักทั้งในบ้านและนอกบ้านยิ่งกว่าตอนเรียนหนังสือด้วยซ้ำไป!

“คิด ว่าใช้ชาติ ใช้เวรใช้กรรมกันค่ะพี่อ๋อย” เธอบอกดิฉันยิ้มๆ แต่แววตาแห้งผากน่าใจหาย “ชาตินี้ใช้กรรมให้หมด เกิดชาติหน้าเผื่อจะสบายกับเขามั่ง”

ถึงแม้ว่าจะไม่เชื่อเรื่องชาติ นี้ชาติหน้า แต่ดิฉันก็นิ่งฟังเงียบๆ เพราะรู้ดีว่านั่นเป็นการปรับทุกข์ ระบายความอัดอั้นกับใครสักคนที่ไว้วางใจ แม้ว่าจะไม่ได้ช่วยเหลืออะไรก็ตาม…แต่ต้อมทำงานหนักได้ราว 3-4 ปีก็ต้องตกงานเพราะปัญหาฟองสบู่แตก

ดิฉันไปเยี่ยมเธอที่บ้านในซอยอา รีย์ พร้อมด้วยอาหารทั้งสดและแห้งค่อนข้างมาก เราสบตากันเงียบๆ โดยไม่จำเป็นต้องพูดจาอะไรฟูมฟาย…ต้อมบอกว่าป้าเธอนอนหลับอยู่ชั้นบน ส่วนเธอกำลังคิดว่าจะฆ่าตัวตายด้วยวิธีไหนดี?

บอกตรงๆ ว่าดิฉันแทบจะช็อก เพราะรู้ว่าต้อมไม่ได้พูดเล่น แล้วเรื่องราวของเธอก็พรั่งพรูออกมา

ต้อ มคบเพื่อนชายชื่อโอม อยู่บริษัทเดียวกัน เมื่อเธอตกงาน แต่โอมรอดตัวได้ ความสัมพันธ์ขาดไปโดยสิ้นเชิง…ขณะที่ต้อมรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ได้ 2 เดือน!

ปัญหา หนักอึ้งแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หรือจะแก้ไขได้รวดเร็วเพียงลัดนิ้วมือเดียว ดิฉันพูดจาหว่านล้อมให้นึกถึงป้าที่เลี้ยงดูมา นึกถึงตัวเองที่ยังสาว…โดยเฉพาะนึกถึงลูกในครรภ์ที่ไม่ได้รู้เรื่องราว ด้วยเลย คนเราไม่มีสิทธิ์ทำลายชีวิตใครแม้แต่ลูกตัวเอง

ตลอดเวลา ต้อมนิ่งเงียบ ใบหน้าสงบราวรูปสลัก นัยน์ตาแดงช้ำแต่แห้งผาก บางครั้งมุมปากก็เผยอยิ้มนิดๆ คล้ายจะเยาะหยันโชคชะตาที่เล่นตลกไม่จบสิ้น

“มีอะไรให้ช่วยก็บอกมา” ดิฉันจับมือเธอไว้ “พี่เต็มใจช่วยทุกอย่าง”

น้ำตาใสๆ ไหลรินลงมาตามร่องแก้มเธอ ต้อมบีบมือดิฉันพลางพึมพำเสียงแหบแห้ง…มีอะไรต้อมจะบอกพี่อ๋อยเป็นคนแรกค่ะ!

หลังจากนั้นอีกไม่นาน ดิฉันก็ฝันถึงต้อมเป็นครั้งแรกในชีวิต…

ใน ฝันนั้น ดิฉันเห็นต้อมนอนหงายอยู่เตียงติดกับผนังขาวโพลน เธอกำลังเอียงหน้ามามองด้วยนัยน์ตาเปียกชุ่ม ฉายแววเจ็บปวดและทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส…ท้องที่แบนแฟบกลับพองอืด…สูง ขึ้นๆ ทุกทีเหมือนคนท้องแก่ใกล้คลอด!

แต่ท้องนั่นก็ยิ่งขยายใหญ่จน น่าสยอง ไม่มีวี่แววว่าจะจบสิ้น ก่อนจะระเบิดตูม เลือดสาดกระจาย ทารกตัวแดงๆ ผุดโผล่ขึ้นมายืนจังก้า ท่ามกลางม่านตาพร่าพราย จนดิฉันกรีดร้องสุดเสียง ลุกผวาขึ้นมากุมหน้าอก หัวใจเต้นกระหน่ำราวจะพังทลายไปบัดดล

รุ่งขึ้นรีบโทร.ไปหาต้อมแต่ เช้า…เธอไม่ได้ฆ่าตัวตายหรอกค่ะ แต่ไปทำแท้งกับหมอเถื่อน กลับมาตกเลือดตายที่บ้าน…ป้าของเธอก็ช็อกตายอยู่หน้าห้องต้อมนั่นเอง

ดิฉัน คิดว่าเป็นกระแสจิตตัวเองมากกว่าเรื่องผี จนกระทั่งเผาศพป้าหลานไปแล้ว เห็นข่าวและภาพโอมขับรถพุ่งชนเสาไฟฟ้าตายคาที่คืนเดียวกับเผาศพต้อม ดิฉันก็ยังคิดว่าเป็นความบังเอิญ…แต่ทำไมขนลุกก็ไม่ทราบจริงๆ ค่ะ!
เพราะคำว่า กม เป็นคำไทยโบราณเก่าแก่ มีหลักฐานในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่หนึ่ง และก็ มีใช้ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง คือ คำว่า “กม” แปลว่า “ทั้งหมด” ตายทั้งกมก็แปลว่า ตายทั้งหมด หรือตายหมดทั้งแม่ทั้งลูกที่อยู่ในท้องนั่นเอง

ดิฉันไม่เคยเชื่อว่าเรื่องภูตผีปีศาจมีจริง นอกจากเรื่องเหลวไหล ไร้สาระที่มีแต่เด็กๆ กับคนหัวโบราณ งมงายเรื่องอาถรรพณ์ ปาฏิหาริย์ จิตอ่อน อารมณ์อ่อนไหว เชื่อคนง่าย เห็นอะไรก็คิดว่าเป็นภูตผีไปหมด

คนประเภทนี้มักชอบสะกดจิตตัวเอง ขาดความเข้มแข็ง เชื่อมั่น อยากเห็นในสิ่งที่ตัวเชื่อ ก็เท่านั้นเอง!

แม้แต่จะได้พบกับเหตุการณ์สยดสยองด้วยตัวเองมาแล้ว ดิฉันก็ยังไม่อยากเชื่อเรื่องผี…ส่วนคำตอบแท้จริงจะเป็นอย่างไร ขอบอกว่าไม่ทราบจริงๆ ค่ะ

เพื่อไม่ให้เสียเวลาของท่าน ดิฉันขอเล่าประสบการณ์ขนหัวลุกที่ประสบมาให้ท่านฟังเลยนะคะ

เมื่อครั้งเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจรุนแรง ฟองสบู่แตกใหม่ๆ ดิฉันกับเพื่อนร่วมงานโชคดีที่บริษัทของเราเป็นปึกแผ่นมั่นคง ไม่ต้องปลดพนักงาน หรือให้พนักงานลาออกโดยมีเงินล่อใจ 6-8 เดือน ดิฉันต้องคอยปลอบใจเพื่อนๆ ที่ทำงานบริษัทอื่น…แม้แต่ทำงานแบงก์ก็ไม่วายมีผลกระทบค่ะ

ไม่ทราบจะให้กำลังใจอะไรดีไปกว่า ชีวิตก็อย่างนี้แหละ! ทุกข์กับสุข สมหวังกับผิดหวัง หัวเราะและน้ำตาเป็นของคู่กันเสมอมา

บางครั้งก็ปลอบว่า…ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ใช่มีไว้ให้กลุ้ม! จงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส! ถ้าคิดว่าตัวเองตกอยู่ในความมืดมนที่สุด นั่นแหละแปลว่ากำลังจะมองเห็นแสงเรืองรองรอคอยอยู่ข้างหน้าแล้ว

ก่อนอรุณจะรุ่งย่อมมืดสนิทเสมอ!

หลายๆ ครั้งก็พลอยเหน็ดเหนื่อย ท้อแท้ไปกับพวกเขาด้วย…พูดน่ะง่ายนะคะ แต่ทำยาก เหมือนความเครียด ก็ชอบบอกกันง่ายๆ ว่า “อย่าเครียด” หรือ “เลิกเครียด” ราวกับความเครียดเหมือนไฟฟ้าที่จะกดสวิตช์เปิด-ปิด ได้ตามใจชอบ

ต้อม-คือเพื่อนรุ่นน้องที่โดนผลกระทบจากฟองสบู่แตกกลายเป็นคนตกงาน

ชีวิตบางคนก็อาภัพ โชคร้ายอย่างเหลือเชื่อมาตลอด เหมือนต้อมที่เป็นลูกกำพร้าเพราะพ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เล็กๆ มีป้ากับลุงเลี้ยงดูมาอย่างจำใจจนเรียนจบ ต้อมต้องทำงานบ้านเหมือนคนรับใช้ทั้งเช้าและเย็น เสาร์อาทิตย์อย่าหวังเลยว่าจะได้ไปเที่ยวเตร่ เปิดหูเปิดตาอย่างเพื่อนๆ

เรือนจำผี

ผีไทย

เรือนจำผีสิง
เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งที่อดีตเคยเป็นเรือนกักขังนักโทษเก่ามาก่อน จึงไม่แปลกที่จะกลายเป็นดินแดนที่ใช้ประหารนักโทษมากมายหลายศพจนนับไม่ถ้วน !! นัก เรียนชมรมสังคมต้องอยู่ศึกษาประวัติที่โรงเรียนจนดึก กว่าอาจารย์จะปล่อยกลับก็ล่วงเลยเวลามาเกือบสี่ทุ่ม ห้องสังคมนั้นตั้งอยู่ที่ตึก 5 ชั้น 3 บริเวณมุมด้านหลังสุด ดังนั้น เมื่อจะกลับก็ต้องเดินจากด้านหลังมาลงบันไดด้านหน้า ขณะที่ตามรายทางก็มีไฟเพียงไม่กี่ดวง

ระหว่างที่เหล่านักเรียนสังคมต่างรีบเดินออกมาเพื่อกลับบ้าน ปรากฏว่า “ลิง” ดันลืมโทรศัพท์มือถือไว้จึงต้องเดินกลับไปเอา พร้อมบอกให้ “นัด” เพื่อนสนิทรออยู่ตรงนี้อย่าไปไหน จะรีบไปรีบกลับ ขณะที่ครู และเพื่อนคนอื่นๆ ต่างรีบกลับจึงขอตัวไปก่อน ขณะที่ “นัด” รอเพื่อนอยู่เพียงลำพังนั้น ก็เกิดได้ยินเสียงเพลงคล้ายๆ รำสวด แล้วก็เสียงคนตะโกนโวยวาย “อย่าๆๆๆ ผมไม่ไป ปล่อยผม !!!! อย่าทำผมเลย” วินาทีนั้น “นัด” เริ่มแปลกๆ ที่ดึกแล้วจะมีใครมาตะโกนร้องแบบนี้ได้

เวลาผ่านไปสักพัก เสียงทุกอย่างเงียบไปจนน่าวังเวง “นัด” เริ่มรู้สึกกลัว พยายามมองซ้ายมองขวา แต่เพื่อนที่ไปเอาของก็ยังไม่กลับมา ตอนนี้เริ่มมีเสียงคล้ายๆ คนลากอะไรซักอย่างคล้ายโซ่แว่วมา มันเริ่มดังขึ้นๆ ๆ แล้วก็ใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ๆ จังหวะนั้น “นัด” ทนไม่ไหวจึงคิดที่จะวิ่งหนีออกไป แต่พรึ่บบบ มีมือหนึ่งมาจับที่แขนของเธอไว้ แต่พอหันไปก็พบว่าคนที่มาจับมือคือ “ลิง” เพื่อนสนิทของเธอเอง.. “นัด” รีบถาม “ลิง” ว่าได้ยินเสียงคนลากอะไรหรือเปล่า ? ซึ่ง “ลิง” ก็ตอบกลับมาทันทีเลยว่า “ได้ยิน เสียงคล้ายโซ่ใช่ไหม” เท่านั้นแหละทั้งสองคนต่างจับมือวิ่งลงตึกแบบไม่คิดชีวิต

ระหว่างที่วิ่งลงตึกอยู่ดีๆ “นัด” สะบัดมือ “ลิง” ออกอย่างกระทันหัน!! แล้วเดินกลับไปทางเดิมราวกับเหมือนโดนสะกด “ลิง” รู้แล้วว่าเพื่อนต้องโดนอะไรบางอย่างแน่ๆ จึงวิ่งไปหาพร้อมเขย่าตัว และตบหน้าเรียกสติเพื่อนอย่างนัด” กับ “ลิง” ไม่รีรออะไรแล้ว ทั้งคู่รู้แก่ใจแล้วว่าเป็นสิ่งลี้ลับแน่นอน จึงรีบวิ่งลงตึกแบบไม่คิดชีวิตจนกระทั่งไปชนกับใครคนหนึ่ง โครมมม !! พอตั้งสติได้ก็รู้ว่าคนที่ชนนั้นคือ “คงพ่อของลิง” คนเก่าแก่ของโรงเรียน ทั้งสองจึงเล่าเรื่องที่เจอให้ลุงคงฟังทันที

หลังจากที่ได้ฟังเรื่องจากนักเรียนทั้งสอง ลุงคงถึงกับตกใจ พร้อมเตือนว่า “ทำไมถึงไม่รีบลงมาพร้อมกันเยอะๆ ที่นี่เฮี้ยนมาก ลุงยังไม่กล้าขึ้นไปเลย หลายปีก่อนเคยมีเด็กหายไปไม่มีแม้กระทั่งศพ” สองสาวได้ฟังถึงกับสั่นผวา ด้าน “นัด” ก็เล่าให้ฟังอีกว่า ตอนที่สะบัดมือ “ลิง” เพราะระหว่างวิ่งได้หันกลับไป เห็น “ลิง” ยืนอยู่ จึงสะบัดมือออกเพราะคิดว่าเป็นมือผี แต่พอเดินไปหา “ลิง” ร่างของลิงก็กลับเปลี่ยนเป็นผู้ชายเหมือนนักโทษมีโซตรวนคล้องขาอยู่ จากนั้นก็ไม่รู้เรื่องอีกเลย มารู้สึกตัวอีกทีถูกตบหน้า

นับแต่เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครได้พบเห็นสองสาวนักเรียนสังคมนั้นอีกเลย เพราะอาจจะลาออกไปเรียนที่อื่น แต่เรื่องนี้ก็ยังคงถูกบอกเล่าจากปากต่อปากสู่รุ่นน้องที่เข้ามาเรียนโรงเรียนแห่งนี้อยู่เรื่อยๆ..

วิญญาญหวงถิ่น

ผีไทย

วันนี้ประสบการณ์เจอวิญญาณจากทางบ้ายมาครับความน่ากลัวชวนขนหัวลุกจะมากน้อยก็ต้องไปลองอ่านกันครับ

เพื่อนแม่ชื่อป้ารุ้ง ฉันเคยพบครั้งเดียวเอง ตอนที่พาแม่ไปส่งในงานเลี้ยงรุ่นของแม่ แต่บ้านป้ารุ้งหาไม่ยากหรอกค่ะเพราะซอยศูนย์วิจัยนี่ฉันถนัดมากเพื่อนสนิทของฉันก็อยู่ในนี้นี่คะ เดี๋ยวเอาน้ำพริกกุ้งสดให้ป้ารุ้งเสร็จฉันก็จะไปหาเพื่อนเป็นรายการต่อไป นั่นไง! บ้านป้ารุ้งเป็นกำแพงอิฐทาสีปูนแห้ง คือสีส้มอมชมพู ประตูเป็นไม้ระแนงสีน้ำตาลไหม้ มีสนามหญ้าเล็กๆ เขียวขจีอยู่หน้าบ้าน ฉันจอดรถริมกำแพงอย่างดิบดีแล้วลงไปกดออด เอ…บ้านเงียบจัง! มีใครอยู่รึเปล่าหนอ? นี่ก็สิบโมงเช้าพอดี หรือว่าคุณป้าจะนอนตื่นสาย แต่ก็น่าจะมีเด็กรับใช้นะ ฉันชะเง้อคอยาว รออีกอึดใจใหญ่ๆ ก็กดออดอีกครั้งหนึ่ง… เกรงใจนะเนี่ย แต่ชักกระวนกระวายขึ้นมาแล้วซิ ทันใดมีเสียงผู้ชายสูงอายุดังมา จากหน้าต่างชั้นบน “รอเดี๋ยวนะหนู” ฉันมองเห็นผ้าม่านไหวๆ จากหน้าต่างนั้น และไม่ถึงนาที เสียงประตูกระจกบานเลื่อนที่หน้าตัวบ้านก็เปิดออก ฉันเห็นชายท่าทางภูมิฐาน นุ่งกางเกงแพรสีเขียว เสื้อผ้าป่านคอกลมสีขาวยืนอยู่ด้านในประตูนั่น ท่านบอกด้วยเสียงดังฟังชัดว่า “เปิดเข้ามาเลยลูก ประตูรั้วไม่ได้ล็อก” ฉันทำตามที่ท่านบอก คือเปิดเข้าไปง่ายๆ แล้วก็ปิดประตูตามหลังให้เรียบร้อย ก่อนจะยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ท่านรับไหว้และให้ฉันนั่งรอที่โต๊ะหินหน้าบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะเดินหายลับเข้าไปในบ้าน ลมเย็นเยือกผสมกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยวูบมาจากด้านใน อือม์…กลิ่นน้ำอบไทยนี่นา ฉันหันไปมองประตูกระจกปิดสนิท ข้างในเปิดแอร์รึเปล่า? คงไม่หรอก นี่มันหน้าหนาวนะ ฉันนั่งคอยอยู่ราวห้านาที บ้านนี้เงียบดีจัง เอ…คุณลุงหายไปเลย ท่านคงเป็นสามีป้ารุ้งนะ ฉันมาปลุกท่านรึเปล่าเนี่ย? เสียงไขกุญแจดังขึ้นที่ประตูรั้ว ฉันเอะใจ…ตะกี้ฉันก็ปิดธรรมดานะ ไม่ได้ล็อกสักหน่อย…ยังไม่ทันนึกอะไรมากกว่านั้น ผู้หญิงสองคนก็หอบของพะรุงพะรังเข้ามา…หนึ่งในนั้นคือป้ารุ้ง ฉันจำได้ อีกคนคงเป็นสาวใช้แน่ๆ ทั้งคู่มองเห็นฉันนั่งอยู่ก็ชะงักและมีทีท่าตกใจเห็นได้ชัด “สวัสดีค่ะ หนูลูกแม่จุ๋มค่ะ” ฉันรีบประกาศตัว “อ๋อ! จ้ะ…จำได้ๆ แต่หนูเข้ามาได้ยังไงละนี่” เสียงป้ารุ้งค่อนข้างร้อนรน “ตอนออกไปป้าล็อกกุญแจกับมือ แล้วหนูเข้ามาได้ยังไง?” “คุณลุงบอกให้หนูเปิดเข้ามาเลยค่ะ” ฉันอธิบาย ป้ารุ้งสะดุ้งเฮือก ถุงกับข้าวหลายถุงพลันหลุดร่วงจากมือ…คนรับใช้ทำท่าเนื้อตัวสั่นเทา หน้าซีดเผือด ปากสั่นระริก… มันเป็นไปไม่ได้เลย! ป้ารุ้งยืนยัน บ้านหลังนี้มีท่านอยู่กับคนรับใช้คนนี้ และหลานอีกสองคนซึ่งขณะนี้ไปเที่ยวทะเลโน่น เมื่อกี้ออกไปจ่ายตลาดจึงไม่มีใครอยู่บ้านเลย คุณลุงที่ฉันเห็นน่ะ ฟังจากลักษณะและท่าทางแล้วคงจะเป็นคุณลุงตั้ว สามีป้ารุ้งนั่นแหละ แต่มันผิดปกติตรงที่คุณลุงตายแล้วค่ะ…ขอย้ำ! ท่านตายไปสองปีแล้วจะมาเรียกให้ฉันเข้าบ้านได้อย่างไร!

เต้นตกใจมาหลายอย่าง เช่น ผีหลอก แผ่นดินไหว ไฟไหม้ น้ำท่วม ซึ่งฉันก็รอดมาได้ทุกครั้ง และทุกสิ่งทุกอย่างก็ประทับใจไม่รู้ลืมแต่มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งซึ่งเจ๋งสุดๆ ทุกคนที่ได้ฟังจะต้องทึ่งไปกับฉันแน่ๆถึงแม้กาลเวลาจะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ฉันยังจำได้…วันนั้นเป็นวันเสาร์กลางเดือนธันวาคม แม่วานให้ฉันเอาน้ำพริกกุ้งสดที่แม่ทำเองไปให้เพื่อนที่อยู่ในซอยศูนย์วิจัย ที่สำคัญฉันต้องให้น้ำพริกนี้ถึงมือผู้รับและต้องอธิบายวิธีกินกับวิธีเก็บ อีกด้วย

น้ำพริกที่สุดแสนอร่อยนี้ทำจากกุ้งแม่น้ำตัวโตๆ เอามาเผาพอสุก คลุกกับน้ำพริกที่ทำจากหอมเผา กระเทียมเผา และพริกชี้ฟ้าเผา หอมมันกุ้งและเคี้ยวเนื้อกุ้งสดเผาได้เต็มคำ ส่วนวิธีเก็บคือให้เก็บในตู้เย็น พอจะกินก็เอามาวางในอุณหภูมิห้อง โดยไม่ต้องเอาไปตั้งเตาอุ่นกับไฟ ไม่งั้นมันกุ้งจะจับตัวเป็นก้อนเสียรสเลยค่ะ