ความตาย

19 entries have been tagged with ความตาย.

เจอฉันเมื่อเป็นผี

เวลาผ่านไปเกือบเดือน มีอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นหลายราย ชาวบ้านแทบจะลืมเหตุการณ์สยองขวัญนั้นไปเกือบหมด แต่ดิฉันยังจำได้ว่าคนขับมอเตอร์ไซค์คันนั้นชื่อนายชิต บ้านอยู่แถวตลาดใกล้ๆ กันกับตาอั้น-เด็กน้อยที่ต้องมาตายก่อนวัยอันสมควร

ดิฉัน ยังออกไปนั่งเล่นกับหลานชายที่ระเบียงบ้านเสมอ ไม่ทราบมีอะไรมาดลใจให้นึกถึงนายชิตกับตาอั้นผู้ล่วงลับไปแล้ว วันเกิดเหตุ กำลังนั่งคุยกันเพลินๆ เสียงมอเตอร์ไซค์พลันดังกระหึ่มมาจากก้นซอย…

ดิฉัน หันไปมองก็เห็นเสื้อกั๊กสีเขียวของรถรับจ้าง แต่เมื่อหันไปทางขวาก็ต้องอ้าปากค้าง เมื่อเห็นเด็กชายคนหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาวิ่งออกมาจากซอยเล็กเร็วจี๋…

คุณพระช่วย! ภาพสโลว์โมชั่นแสนสยองอุบัติขึ้นมาอีกแล้วค่ะ!

มอเตอร์ไซค์คันนั้น…นรกเป็นพยาน! คนขับคือนายชิต…ส่วนเด็กชายก็คือตาอั้น! ทั้งสองคล้ายจะนัดพบกันตรงจุดเดิม

มอเตอร์ไซค์ทั้งส่วนตัวและรับจ้างแล่นกระหึ่ม ส่วนมากมักจะระมัดระวังอันตรายกันพอสมควร…เสียแต่ไม่ค่อยชอบสวมหมวกนิรภัยกันเสียเลย!

ขนาดออกถนนใหญ่ยังไม่สวมเลยค่ะ เห็นแล้ว เสียวไส้แทน ตำรวจก็ไม่สนใจจับกุม หรือว่ากล่าว ตักเตือนหรอก รู้ทั้งรู้ว่าอันตรายเหลือเกิน ถ้าสวม หมวกกันน็อกจะช่วยได้มากเชียว

เพราะเหตุนี้เอง เรื่องสยองขวัญจึงอุบัติขึ้นต่อหน้าต่อตาดิฉันเอง!

วันเกิดเหตุเป็นบ่ายวันอาทิตย์ ดิฉันไปนั่งที่ม้ายาวริมระเบียงกับหลานชาย มองดูรถรา และผู้คนที่เดินเข้าออกไม่ขาดระยะ ร้านเสริมสวยมีลูกค้าหนาตาเป็นพิเศษ เพราะมาสระผม ไดร์ผมสำหรับไปทำงานในวันรุ่งขึ้น

เสียงมอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่มจนไม่น่าใส่ใจ แต่แล้วคล้ายมีลางสังหรณ์บางอย่าง ทำให้ดิฉันหันไปมองทางก้นซอยโดยไม่ได้ตั้งใจ

รถเครื่องสีแดงเลือดนกกำลังแล่นลิ่วออกมา คนขับไม่ได้สวมหมวกนิรภัยตามเคย! เสื้อวินสีเขียวทำให้รู้ว่าเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง…มีการเคลื่อนไหวทางขวา มือ ดิฉันหันขวับไปมองก็ต้องชาวาบไปทั้งตัวบัดดล

เด็กชายวัยสิบขวบกำลังวิ่งออกมาจากซอยเล็กพอดี!

ตาอั้น…แม่ของแกกำลังรอคิวทำผมอยู่ในร้าน…มอเตอร์ไซค์กับเด็กชายกำลังจะ พบกันตรงหัวมุมตึกแถว แต่ต่างฝ่ายต่างก็มองไม่เห็นกันหรอกค่ะ…เหมือนภาพ สโลว์โมชั่นน่าสยดสยองสิ้นดี

รถสีแดงพุ่งเข้าชนเด็กชายเสียงโครม!

ฝั่งข้ามเป็นตึกแถวเรียงราย มีซอยคั่นทุกหลังขนาดรถแล่นเข้าได้ก็มี เป็นทางเดินแคบๆ ก็มี ตึกแถวมีทั้งเรียงรายราว 5-6 ห้อง กับมีแค่ 2 ห้องที่ทะลุถึงกัน แต่ทุกวันนี้เป็นตึกร้างไปแล้ว

มองจากระเบียงบ้าน ดิฉันไป คือตึกแถว 5 ห้องที่เปิดเป็นร้านอาหาร ร้านขายของชำ อีก 2 ห้องริมซอยเล็กๆ เป็นที่อยู่อาศัย มีรถราขวักไขว่ตอนกลางวัน ผู้คนก็เดินเข้าออกหนาตา บางคนเงยขึ้นมาร้องทักทาย บางคนดิฉันก็ทักลงไป ล้วนแต่คุ้นๆ หน้ากันทั้งนั้นค่ะ

ทั้งรถทั้งคนกระเด็นลงไปกลิ้งบนถนน ตามด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนเข้าไปถึงหัวใจ ผู้คนวิ่งถลาออกมามุงดู ดิฉันเองก็ลุกพรวดพราดขึ้นไปเกาะลูกกรงระเบียงมอง ลงไป เห็นแต่หัวดำๆ กับเสียงพูดเซ็งแซ่…เลือดแดงฉานไหลนองอยู่บนพื้นถนนจนดิฉันรู้สึกปวดมวนใน ช่องท้อง ภาพต่างๆ พร่าเลือนไปชั่วขณะ

ตั้งแต่เกิดมา ดิฉันไม่เคยเห็นภาพสุดสยองแบบนี้มาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว!

ทรุดร่างลงนั่งแปะตามเดิม เสียงหลานชายซักถามอะไรดังแว่วๆ รู้สึกหัวใจเต้นแรง แทบกระทบโพรงอก มือเท้าเย็นชืดไปหมด…ได้ข่าวว่าเด็กชายสลบคาที่ คนขับมอเตอร์ไซค์ศีรษะแตก ดูเหมือนแหลกยับเยิน เพราะไม่ได้สวมหมวกนิรภัย

ไปตายที่โรงพยาบาลทั้งคู่เลยค่ะ!

ดิฉันได้ยินเสียงโครมสนั่น ร่างตาอั้นกระเด็นไปพร้อมๆ กับรถนายชิตล้มคว่ำ ดิฉันลุกพรวดพราดขึ้นไปคุกเข่าเกาะลูกกรงระเบียง จ้องมองด้วยหัวใจเต้นระทึกแทบจะแตกสลายไป

ไม่มีเสียงหวีดร้อง…ไม่มีใครมามุงดูเหมือนคราวนั้น! รถราและผู้คนยังขวักไขว่ไปมาตามปกติ ดิฉันขยี้ตาแล้วจ้องมองอีกครั้งก็ไม่เห็นภาพสยองอะไรเลย ชั่วขณะหนึ่ง ดิฉันคิดว่าตัวเองคงหมกมุ่นจนตาฝาดไปเองแน่ๆ

หรือไม่ก็พลัดหลงเข้าไปในแดนสนธยาไม่รู้เนื้อรู้ตัว แต่ก็เล่นเอาขนหัวลุกไปเลยค่ะ!

รวมพลคนกลัวผี

ตอนแรกเป็นผีในทุ่งนา คนเดินผ่านได้ยินเสียงท่องน้ำจ๋อมๆ พอหันไปดูก็เงียบ แต่เดินต่อเมื่อไหร่เป็นได้ยินเสียงจ๋อมๆ เมื่อนั้น ในที่สุดก็ต้องวิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานแทบเสียสติไปเลย

บางคนเล่าว่าขับ รถกลับบ้านตอนกลางคืน เห็นคนกลุ่มหนึ่งยกโขยงมาจากสวนส้ม เดินตัวแข็งทื่อเหมือนหุ่นยนต์ บางคนบอกว่าเด็กเล็กๆ เดินแก้ผ้าล่อนจ้อนข้างทาง พอนึกได้ว่าเด็กเล็กๆ ที่ไหนจะมาเดินคนเดียวตอนดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้?

คุณพระช่วย! เด็กเจ้ากรรมนั่นก็หายไปแล้ว!

ต่อให้ใจแข็งเป็นเหล็กเป็นไหลแค่ไหน แต่เรื่องกลัวผีนี่ไม่เข้าใครออกใครนะครับ นึกขึ้นได้ก็เผ่นอ้าวจนออกหูหึ่งๆ เรียบร้อยแล้ว

ยิ่ง มีรถเกิดอุบัติเหตุคนตายบ่อยๆ ภูตผีปีศาจก็ยิ่งเฮี้ยนจัดขึ้นทุกที ก็มีคนเห็นร่างดำๆ เดินไปมาอยู่ข้างถนน บ้างก็นั่งร้องไห้อยู่ริมคลอง…ชะลอรถดูก็เห็นตัวเปียกโชกเชียว!

คน ที่ขับรถกลับบ้านดึกๆ เห็นใครวิ่งตัดหน้าหายวูบลงไปในคลอง บางทีเห็นผู้หญิงยืนโบกรถ แต่พอจอดดูก็เห็นร่างเหวอะหวะ หน้าตาเนื้อตัวเปรอะด้วยเลือดสดๆ เล่นเอาแทบสติแตกไปเลยก็มี

ผมเคยเจอ เข้ากับตัวเองจังๆ เมื่อขับรถมากับพี่น้องอีกสองคน กลับจากงานศพที่วัดพระศรีมหาธาตุ กำลังจะเลี้ยวเข้าซอยบ้านอยู่แล้ว พอดีเห็นไฟพุ่งสวนมา แถมใช้ไฟสูงอีกต่างหาก เกือบจะร้องด่าอยู่แล้วเชียว แต่ก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นรถเจ้ากรรมนั่นก็หักพรวดลงคลองไปดื้อๆ เสียงตูมสนั่น!

ขณะนั้นรถราบางตาแล้ว แต่ไม่มีใครแยแสหรือจอดถามไถ่เหตุการณ์เลย พวกเราผู้ชายล้วนๆ รีบลงจากรถไปดูเพื่อช่วยเหลือ ท่ามกลางอากาศเย็นยะเยือกในฤดูฝน…แต่มองเท่าไหร่ก็ไม่เห็นรถคันนั้น…

ไม่เห็นแม้แต่วงน้ำกระเพื่อมที่น่าจะปรากฏให้เห็นในแสงไฟ นอกจากสายลมพัดวูบจนหนาวสะท้านไปทั้งตัว!

เผ่น กันขึ้นรถแทบไม่ทัน ต่างคนต่างนั่งตัวแข็ง ไม่มีใครกล้าปริปากอะไรตลอดทางจนถึงบ้าน รีบเอาน้ำมนต์มาแจกกันล้างหน้าที่ยังซีดเซียวเป็นไก่ต้มอยู่ไม่หาย…ขอให้ ไปที่ชอบๆ เถอะ เจ้าประคุณเอ๋ย…

แค่นี้ก็ขนหัวลุกซู่ซ่าไปตามๆ กันแล้วครับ! บรื๋อออ…

น่าสงสารแต่บรรดา “คุณหูทิพย์” หรือโขลงช้างป่าที่ถือว่าเป็นเจ้าถิ่นตัวจริงเสียงจริงเคยอยู่กินสุขสบายมา นับร้อยปีก็จำเป็นต้องถอยร่น หลบเข้าป่าลึกไปทุกทีจนถึงเขาเขียว นครนายก ปราจีนบุรีโน่น

ทุ่งรังสิตเคยรกร้างในอดีตก็โปรดเกล้าฯ ให้เป็นเมืองธัญบุรี ในปี 2444 อีก 30 ปีต่อมาก็กลายเป็นอำเภอธัญบุรี ขึ้นต่อจังหวัดปทุมธานีในปี 2474 มาจนถึงทุกวันนี้

หนองเสือ ธัญบุรีบ้านผมนี่ แหม…เขาลือกันว่า ผีดุบรรลัยเลยล่ะครับ!

ช่วงนั้นบ้านเรือนชักจะหนาตา บ้านจัดสรรก็ผุดขึ้นหลายแห่ง ผู้คนและรถราคึกคักขึ้นทุกที แม้ว่าด้านหลังจะมีสวนส้มเขียวหวานอยู่นับร้อยไร่ เห็นว่าหนีน้ำเค็มจากบางมดมาปักหลักที่นี่ ต่อมาก็ต้องอพยพไปอยู่สิงห์บุรีบ้าง พิจิตรบ้าง เมื่อดินจืดกับความเจริญจากเมืองหลวงแผ่ขยายมาถึงรวดเร็วแทบตั้งตัวไม่ติด

ถนนเลียบคลองจากรังสิต กลายเป็นทางลัดไปนครนายก เสาร์อาทิตย์มีรถนักท่องเที่ยวผ่านไปมาขวักไขว่ อุบัติเหตุทางถนนก็เกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว

ชนโครมเข้าถ้าไม่ตายก็คางเหลืองไปตามๆ กัน!

ที่น่าขนพองสยองเกล้ากว่านั้นคือ พวกที่ขับรถพุ่งชนต้นไม้เสียงเหมือนฟ้าผ่า หรือไม่ก็พุ่งลงคลอง ส่วนมากกลายเป็นศพทั้งนั้น ผมเคยเห็นพวกมูลนิธิเขางมศพขึ้นมา มีทั้งผู้หญิงผู้ชายแม้แต่เด็กๆ ก็ต้องพลอยจบชีวิตอย่างน่าเศร้าใจ

 

ฆาตกรรมจิตโหด

โทรศัพท์เครื่องที่ผมจะใช้อยู่กลางระหว่างบันไดกับคุณตา ผมเอ่ยปากอย่างสุภาพที่สุดว่าขออนุญาตโทรศัพท์ ท่านผายมือไปทางนั้นแล้วยิ้มให้ ผมค่อย โล่งใจแล้วย่องๆ ไปยืนโทรศัพท์ ตัวลีบเชียว

พอบอกแม่เสร็จก็วางหูเรียบร้อย แล้วหันไปไหว้ คุณตา คราวนี้ท่านยกมือรับไหว้

อ้าว? ท่านรับไหว้พร้อมๆ กับสลายไปในอากาศซะงั้น!

ผมแหกปากลั่น ไม่รู้โจนลงบันไดได้อีท่าไหน คนแตกตื่นกันทั้งบ้าน

ปรากฏ ว่าชายชราท่านนั้นเป็นคุณตาของเพื่อนผมจริงๆ แหละ ท่านตายไปตั้งหลายปีแล้ว ผมว่าคืนนั้นคนบ้านเพื่อนคงไม่เป็นอันหลับอันนอนกันล่ะ…แต่อย่าคิดว่าผีจะ มาเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้ผมไปบ้านนั้นนะครับ ผมยัง ไปเล่นกับเพื่อนเหมือนเดิม แต่ไม่ยอมอยู่จนค่ำมืดอีกเลย

ผมเป็นคนที่เจอผีบ่อยมาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะครับ ไม่รู้เป็นเวรกรรมอะไรซีน่า! บางคนพอรู้เข้าก็มองผมอย่างอิจฉา เขาบอกว่าผมเท่ซะไม่มี! ก็เพราะผมมีซิกธ์เซนส์หรือสัมผัสที่หกไงล่ะครับ

เขาหาว่าผมมีอำนาจจิตพิเศษยิ่งกว่าคนอื่น!

บางคนก็เรียกผมว่า “คนเห็นผี” โธ่…คุณ! มันสยองสิ้นดีละไม่ว่า

การเจอผีของผมนี่ไม่นับที่มาเข้าฝัน หรือ “ผีอำ” ที่เราอาจแย้งได้ว่าเป็นจิตใต้สำนึกหรือประสาทหลอน จริงๆ แล้วผมฝันถึงผีเป็นเรื่องเจ๋งๆ ทั้งนั้นเลย

ผีที่ผมเจอชนิดที่นับว่าเป็นผีจริงๆ อย่างเถียงไม่ออก ก็ต้องเป็นประเภทที่เจอโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ยกตัวอย่างก็แล้วกันครับ…เอาเรื่องที่ผมประทับใจที่สุด!

เมื่อตอน 10 ขวบเป็นเด็กแสนซน ทุกเย็นเวลาเลิกเรียนแล้วผมชอบไปเล่นที่บ้านเพื่อนจนใกล้ค่ำถึงกลับบ้าน วันหนึ่งผมเล่นเพลินไปหน่อย เงยหน้าขึ้นอีกที…อ้าว? ฟ้ามืดตึ๊ดตื๋อ ตายละวา…รีบโทร.หาแม่ก่อนดีกว่า ป่านนี้เป็นห่วงแย่เลย

แม่ของเพื่อนอนุญาตให้ไปใช้โทรศัพท์ที่ชั้นบน เพราะเครื่องที่อยู่ข้างล่างมันเสีย ชั้นบนบ้านเพื่อนเย็นนั้นยังไม่มีใครขึ้นไป ทุกคนอยู่ชั้นล่างหมด ข้างบนเลยมืดๆ ผมขึ้นบันไดไปสู่ความมืดแล้วกดสวิตช์ไฟแก๊ก…

อุ๊ย! มีคุณตานุ่งกางเกงแพรสีเขียว ใส่เสื้อป่านคอกลมสีขาวๆ นั่งบนเก้าอี้โยก!

ลองนึกภาพตามนะครับ…พอขึ้นไปสุดบันไดก็เป็นที่โล่งกว้าง มีห้องนอนอยู่สองด้าน ตรงกลางเป็นลานที่เราสามารถเดินออกไปสู่ระเบียง…เป็นบ้านที่เย็นสบายเชียว แหละ

คุณตานั่งเก้าอี้โยกตรงสุดทางด้านโน้น คือใกล้ประตูที่จะออกระเบียง ท่านโยกเก้าอี้ดังออดแอดๆ แล้วมองผมเขม็ง…ผมยกมือไหว้ ท่านยกมือขึ้นข้างหนึ่ง พยักหน้า และมีสีหน้าอ่อนโยนลง

 

พอใกล้โพล้เพล้ก็ตัวใครตัวมัน ผมรีบกลับบ้านก่อนมืด แม่ก็สบายใจขึ้นด้วย

อีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นตอนผมอายุ 28 แล้วล่ะครับ ไปเที่ยวบ้านเพื่อนอีกคนที่เชียงใหม่…บ้านเพื่อนคนนี้อยู่นอกตัวเมืองไป ราว 10 กิโลเมตร แต่ก็ยังเจริญ ไม่เป็นบ้านนอกแต่อย่างใด คือยังมีตรอกซอกซอย หมู่บ้าน ตึกแถว ร้านค้า ฯลฯ

คืนนั้นเพื่อนๆ ดื่มเหล้าเบียร์ ทำกับแกล้มกันสนุกสนาน เบียร์ที่ผมชอบเกิดหมดตอน 3 ทุ่ม…อ๊ะ! ไม่เป็นไร ผมไปซื้อที่ปากซอยได้ เพื่อนบอกให้เอาจักรยานไปแต่ผมอยากเดิน มันไม่ไกลนี่ครับ ราว 200 เมตรกว่าๆ เท่านั้นเอง

 

จริงอยู่ที่ตลอดซอยมีบ้านช่องสะพรั่งไปหมด แต่ 3 ทุ่ม เนี่ยชาวบ้านเขาเข้าบ้านนอนเงียบกันเกือบหมดแล้ว…มันก็เหมือนผมเดินเดียว ดายอยู่ปลายโลกร้างยังไงยังงั้น!

ระหว่างบ้านเพื่อนกับกลางซอยมีต้นมะขามสูงใหญ่ อายุคงจะหลายสิบปี เผลอๆ อาจจะเกือบร้อยปีก็ได้ ระดับ “มะขามเฒ่า” กิ่งก้านสาขาดูมันแข็งแกร่ง ใบดกหนา ร่มครึ้มมากๆ เลย

ขาไปผมเดินผ่านต้นมะขามได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ แต่ผมคิดว่าเป็นเสียงวิทยุหรือทีวีแว่วมา ก็ไม่ได้คิดอะไร แม้ว่าอากาศในฤดูหนาวค่อนข้างเยือกเย็น เล่นเอาขนลุกซู่บ่อยๆ ก็เถอะน่า

ขากลับ พอเดินผ่านมะขามต้นนั้น ผมเห็นอะไรสีขาวแวบๆ ทางหางตา ไม่อยากคิดว่าเหมือนคนนั่งบน กิ่งมะขามและห้อยขาลงมา…เมื่อไม่คิดก็ก้มหน้าซะ ไม่สนใจมอง

แต่พอเดินคล้อยหลังไม่กี่ก้าว ก็มีเสียงอะไรหนักๆ ตกจากต้นมะขามดังตุ้บ!

หันขวับไปดูตามสัญชาตญาณ ปรากฏว่าเป็นผู้หญิง ผมยาวแต่งชุดนอนขาวๆ โอ้โฮ! ผมโกยแน่บไม่คิดชีวิต ต่อมอะดรีนาลีนขับพลังเหนือมนุษย์ ทำให้ผมวิ่งได้ราว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็มาหอบแฮกๆ ที่บ้านเพื่อน

 

งานเลี้ยงผี

เมื่อถึงหน้าทุเรียน ชาวสวนจะเลือกทุเรียนลูกดีที่สุด 1 ลูก ระดับหมอนทอง 5 พูลั่ง…อะไรประมาณนั้นแหละครับไปถวายที่ศาลพระภูมิ แล้วบนบานศาลกล่าว ขอให้ปีหน้าได้ผลดกมากกว่าปีนี้เถิด…เจ้าประคู้น!

นอก จากผีก็คือพระ!! ในช่วงทุเรียนตกดอก ชาวสวนจะนิยมไปกราบไหว้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่วัดพิกุลเงินขอให้ปีนี้ขาย ได้เงินเป็นหมื่นๆ ถ้าเกินห้าหมื่นจะนำทุเรียนมาแก้บนแน่นอน

เมื่อคุยกันถูกคอบ่อยครั้ง ลุงพัดก็เล่าเรื่องน่าขนหัวลุกให้ผมฟัง ทั้งน่าแปลกประหลาดและน่าสยดสยองจนผมจำได้ไม่มีวันลืมเลือน

สมัยที่ยังหนุ่มฉกรรจ์ พ่อแม่เพิ่งล้มตายไปไล่ๆ กัน ไม่ช้าก็ถึงหน้าทุเรียนระบุพอดี!

ลุง พัดเลือกหมอนทองลูกโตไปถวายศาลพระภูมิในสวนตามธรรมเนียม บอกกล่าวว่าเป็นสิ่งตอบแทน บุญคุณที่ช่วยให้ทุเรียนผลิดอกออกผลน่าชื่นใจ ขายได้เงินทองเป็นกอบเป็นกำ…ปีหน้าฟ้าใหม่ก็ขอให้เจ้าพ่อ จงดลบันดาลให้ทุเรียนติดลูกดกมากกว่านี้เถิด…สาธุ!

สมัยก่อนเรียกกันว่า “ทุเรียนสวน” หมายถึง “ทุเรียนในสวนเมืองนนท์” ส่วนทุเรียนจังหวัดอื่นๆ ไม่ว่าทางภาคตะวันออกหรือภาคใต้เรียก “ทุเรียนนอก” หรือนอกสวนเมืองนนท์นั่นเอง

บางทีเรียก “สวนใน” ก็มีครับ นั่นคือ หมายถึงทุเรียนและพืชผลอื่นๆ ที่ปลูกในแหล่งที่เป็นสวนสองฝั่งเจ้าพระยา คือกรุงเทพฯ ธนบุรี และนนทบุรี ส่วนพื้นที่สวนอื่นๆ แม้จะอยู่ไม่ไกลนัก เช่นสมุทรสาครหรือสมุทรสงคราม ก็จะเรียกว่า “สวนนอก” ทั้งสิ้น

ผู้คนทั้งในและนอกเมืองนนท์จะเรียกผลไม้และพืชผลอื่นๆ คล้ายกัน เช่น ทุเรียนสวน, มะม่วงสวน, มะนาวสวน…ขนาดพริกขี้หนูยังเรียกพริกขี้หนูสวนเลยครับ

เชื่อถือกันว่า “ของสวน” หรือ “สวนใน” จะมีคุณภาพดีกว่าอย่างแน่นอน!

ตอนที่ผมไปอยู่เมืองนนท์ใหม่ๆ ยังพอมีสวนทุเรียนอยู่เป็นพันไร่ วันไหนว่างก็ไปคุยกับลุงพัดวัย 70 เศษ แต่ยังแข็งแรงเพราะออกกำลังทำสวนสม่ำเสมอมาตั้งแต่หนุ่มๆ ได้เห็นทุเรียนพันธุ์ก้านยาวอายุ 100 ปีเศษ

ที่น่าสังเกตก็คือสวนทุเรียนที่ยกร่องเรียงรายนั้นไม่มีการล้อมรั้วเลย กับมีต้นทองหลางปลูกแซมทุเรียนแทบทุกต้นก็ว่าได้

ลุงพัดให้ความรู้ว่าขโมยขโจรยังไม่ชุกชุมนัก การลักขโมยทุเรียนหนามแหลมๆ ถือว่าเป็นเรื่องยากอยู่ พอถึงหน้าทุเรียนระบุ เจ้าของสวนลงมากอดปืนนอนเฝ้ากันขโมยก็พอ…การปลูกต้นทองหลางแซมกับต้น ทุเรียนก็เพื่อช่วยบังลม รากจะทำให้ต้นและดินเย็น ป้องกันหน้าดินพังได้ด้วย

ทำไมทุเรียนสวนจังหวัดนนทบุรีจึงได้โด่งดังนักหนา?

รสชาติอร่อยถูกปากคนทั่วไปน่ะซีครับ คือส่วนมากไม่หวานจัดแต่หวานมัน แถมเมล็ดลีบเล็ก (เม็ดตาย) อีกต่างหาก พันธุ์ที่ขึ้นชื่อลือชามากๆ คือ กำปั่น, หมอนทอง, กบ และก้านยาว เป็นต้น

มีมากมายที่ตำบลบางเลน, บางม่วง และเสาธงหิน

ความเชื่อเรื่องภูตผีหรือพระภูมิเจ้าที่ก็คล้ายๆ กันไม่ว่าจังหวัดไหน แต่ชาวสวนทุเรียนเมืองนนท์จะตั้งศาลพระภูมิไว้ในสวน บูชาด้วยเครื่องเซ่นและดอกไม้ธูปเทียนเหมือนที่อื่นๆ

 

แทบจะไม่ขาดเสียง สรรพสิ่งก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด ลมไม่พัด ใบไม้ไม่กระดิก เมฆหนาทึบเคลื่อนมาบดบังแสงแดดในยามสายจนหมดสิ้น หมาเจ้ากรรมจากสวนขนัดติดๆ กันก็โก่งคอหอนเสียงโหยหวนเยือกเย็น

ลุงพัดรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ปากคอแห้งผาก เหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติ ยกเว้นแต่ความเงียบเชียบน่าใจหาย

ขณะที่จะล่าถอยออกมาด้วยความหวาดระแวง ใจเต้นระทึก ก็ได้ยินเสียงตุ้บ…แม้จะไม่ดังนักก็ทำให้สะดุ้งโหยงสุดตัว!

ทุเรียนหมอนทองที่เพิ่งเซ่นศาลพระภูมิหยกๆ นั่นเองที่ตกลงมาเองเหมือนมีมือใครจับโยน! แต่นั่นยังไม่น่าขนลุกขนพองเท่ากับทุเรียนแตกกระจาย…เหลือแต่เปลือกกับ เม็ดลีบๆ เท่านั้นเอง…ร่างของหญิงสาวผมยาว นุ่งโจงกระเบนสีเขียว ห่มสไบสีตองอ่อนยืนเด่น เป็นรูปเงาเลือนรางอยู่ข้างศาลไม้เก่าแก่ ลุงพัดรู้สึกแก้วหูลั่นเปรี๊ยะ ม่านตาลายพร่า…จ้องมองอีกครั้งภาพนั้นก็จางหายไปแล้ว

ต่อมา ลุงพัดเอาเครื่องเซ่นไปถวายที่ศาลพระภูมิกลางสวนเมื่อไหร่ก็จะบอกกล่าวชัด แจ้งว่า “ขอให้เจ้าแม่จงรับเครื่องเซ่นด้วยเถิด” เจ้าแม่คงพอใจจนไม่ปรากฏร่างให้แกขนหัวลุกอีกเลย!

ผีกับวิญญาณ

คืนนั้นรถในกรุงเทพฯ ติดสาหัสสากรรจ์ กว่าจะหลุดออกมาได้ก็สองยามเศษแล้ว โอ๊ตแนะนำว่าให้ไปเช้าวันเสาร์ดีกว่ามั้ย? แต่ผมบอกว่าไปคืนนี้แหละน่า เรายังหนุ่มไฟแรงจะกลัวเหนื่อยกลัวเพลียไปทำไม!

อีกอย่างหนึ่งผมก็คน นอนดึก ถ้าโอ๊ตง่วงก็นอนไปในรถแล้วกัน เราคงไปถึงปากช่องราวตีสองไม่เกินตีสาม สบายมาก! ถึงที่นั่นแล้วจะนอนให้สบาย ตื่นสายๆ สักเก้าโมงสิบโมงก็ยังได้

ขับรถตอนกลางคืนน่ะผมชอบมากเลย ไม่ร้อนและรู้สึกสงบลึกลับบอกไม่ถูกครับ

ตอน เข้าเขตปากช่องเครื่องยนต์เกิดสะดุดจนดับไปพักหนึ่ง ขณะนั้นราวตีสอง…บริเวณนั้นมืดสลัว…น่าแปลกที่แทบไม่มีรถร่วมทางเลย! มันน่าจะมีรถบรรทุก รถทัวร์บ้าง แต่นี่ว่างจริงๆ ถนนโล่งมองเห็นแล้วนึกถึงบรรยากาศในแดนสนธยา…ลมหนาวพัดวูบเล่นเอาผมขนลุก เกรียว

จู่ๆ เครื่องก็ติด เฮ้อ…โล่งอกไปที!

ผมออกรถแล่นไปได้ เดี๋ยวเดียว แสงไฟหน้ารถก็ส่องกระทบกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ใส่เสื้อยืดสีขาวๆ กางเกงสามส่วนสีดำๆ เขาเป็นคนตัวเล็ก เตี้ยล่ำ ผมคงไม่ลืมใบหน้านั้นไปอีกนาน…หน้าที่แป้นกว้าง ผมกระเซิง จมูกแบน ตาโตและดำมากด้วย

ที่ผมมีเวลาพิศดูเขาขนาดนั้น เพราะทันทีที่แสงไฟส่องเขา หนุ่มนั่นก็โบกมือขอติดรถไปด้วย ผมชะลอรถทำท่าจะให้เขาขึ้นมา แต่โอ๊ตตบไหล่ผมอย่างแรง

“อย่าหยุด! ไปเลยๆ ไปเดี๋ยวนี้!”

ผม ได้สติก็บึ่งรถฉิว ความรู้สึกตอนนั้นบอกไม่ถูกเลยครับ คือจำได้ว่าเมื่อเห็นเขาโบกรถน่ะผมมึนๆ งงๆ เหมือนเคลิ้มฝัน จนได้ยินเสียงโอ๊ตสติก็กลับมา ครั้นแล้วก็อดรู้สึกผิดไม่ได้…ผมน่าจะรับเขาขึ้นมาด้วย เหมือนคนใจร้ายจริงๆ

“ไม่เห็นเหรอ…” โอ๊ตเสียงสั่น “ตอนแกจอดรถน่ะ แสงไฟกระทบตามันแดงจ้าออกมาเลย น่ากลัวเป็นบ้า..ท่าจะไม่ใช่คน!”

ฟัง แล้วสยอง…ผมไม่ได้เห็นแสงจากนัยน์ตาคู่นั้นหรอกครับ เพียงแต่สะกิดใจว่ามันดำเหลือเกิน…เป็นลูกตาที่ดำใหญ่เกือบเต็มรูปตา ยอมรับเลยครับว่ามือไม้อ่อน เสียวที่มือและฝ่าเท้าแต่ก็ตั้งสติให้มากขึ้น ไม่ขับตะบึงแบบคนเสียสติ ตาก็มองกระจกหลังตลอด

ผมกับโอ๊ตเสียวสันหลังจนกระทั่งรถเลี้ยวเข้ารีสอร์ตของเรา แต่ความกลัวก็ยังอยู่ในใจ

 

หลังจากนั้นก็จัดการปรับปรุงพื้นที่ ปลูกต้นไม้ ดอกไม้และทำสระว่ายน้ำกับบังกะโลสิบกว่าหลัง ทางด้านตะวันตกยังมีภูเขาซึ่งระเบิดทำหิน จนกลายเป็นเนินเขาเตี้ยๆ ดูสวยไปอีกแบบ

ผมมีอาชีพทางนี้อยู่แล้วก็เลยไปช่วยดูแลการเริ่มต้นของกิจการด้วยความเต็มใจ

ทีแรกกะว่าจะเปิดรีสอร์ตนี้ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเปิดเทอมภาคกลาง และต้อนรับการท่องเที่ยวป่าเขาในฤดูหนาว แต่ด้วยปัญหาการก่อสร้างทำให้ทุกอย่างล่าช้าก็เลยต้องเลื่อนไปเปิดตัวเอา เดือนธันวาคม ช่วงเทศกาลปีใหม่

ระหว่างนั้น ผมกับโอ๊ตก็ขึ้นๆ ล่องๆ กรุงเทพฯ กับปากช่องแทบทุกสัปดาห์ โดยผมพยายามเคลียร์งานให้เสร็จภายในวันศุกร์ โอ๊ตจะมาหาที่ทำงานและใช้รถผมขับไปปากช่องด้วยกัน…

ศุกร์สุดท้ายของเดือนนั้นก็ตรงกับคืนฮัลโลวีนพอดี!

ผมไม่ได้คิดอะไรมาก แต่กว่าจะเสร็จงานก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่มแล้วครับ

 

ถ้าผมหยุดรับเขาขึ้นมาล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?

เราเอาของออกจากรถ แล้วเดินเข้าบังกะโลหลังหนึ่งที่แม่บ้านเตรียมเปิดห้องไว้ให้แอร์เย็นฉ่ำ เชียว…ขณะเดินออกมาเพื่อจะหยิบแล็ปท็อปในรถ ผมเห็นใครคนหนึ่งด้อมๆ มองๆ อยู่ข้างนอกรั้ว…เห็นหน้าแล้วเข่าแทบทรุดฮวบเลยครับ!

ผู้ชายคนนั้นเอง! ตาผมไม่ได้ฝาดแน่ รีบเรียกให้เพื่อนดู โอ๊ตก็เห็น…รีบบอกยามที่อยู่ตรงนั้น ยามหันไปมองแต่ไม่มีใครที่รั้วเลยสักคนเดียว

นับแต่วินาทีนั้น ผมไม่ได้เห็นเขาอีกเลย!

เขาเป็นใครก็ไม่รู้ แต่ทบทวนดูแล้วไม่น่าจะใช่คนแน่ จะว่าเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาก็ไม่น่าจะใช่ หรือเป็นคนที่ประสบอุบัติเหตุตรงนั้นแล้วไม่รู้จะไปไหน… เอ๊ะ! หรือว่าเขาต้องการตัวตายตัวแทน

แต่ที่แน่ๆ คือผมจะพยายามไม่ขับรถผ่านเส้นทางนั้นตอนกลางคืนเด็ดขาด ถ้าเกิดเจอเขาเข้าอีกครั้งในยามค่ำคืน เผลอๆ ก็อาจจะช็อกตายคาที่ก็ได้ครับ! บรื๋อออ…

ไฟคลอกตาย

เย็นนั้น ดิฉันออกไปเล่นซ่อนแอบกับเพื่อนๆ ที่ถนนหน้าบ้าน ร่มรื่นด้วยกิ่งก้านของต้นลิ้นจี่ที่ออก ลูกแดงอร่าม ฝั่งตรงข้ามเป็นคูน้ำกั้นสวนส้มโอที่ดูหนาทึบ คล้ายๆ จะมีความเร้นลับซ่อนเร้นอยู่อย่างนั้นแหละค่ะ

ขณะนั้นเอง ป้ากลีบก็เดินถือฟืนท่อนหนึ่งออกจากบ้าน แกนุ่งผ้าดำสวมเสื้อขาว ดิฉันถามว่ายายจะไปไหน? แกก็บอกว่า…ไปเผาผี!

อ้อ! ส้มโออัมพวาก็ขึ้นชื่อลือชาเหมือนกัน นะคะ

คุณครูสมทรงมีสวนส้มโอมากมาย ก่อนนั้นก็เป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่ปลูกกันมาสมัยปู่ย่าตายาย เมื่อได้ศึกษาค้นคว้าอยู่หลายปีก็พบว่าส้มโอพันธุ์ขาวพวงหรือขาวแป้นอะไรพวก นี้จะเหมาะกับดินและน้ำแถวนครชัยศรี นครปฐมมากกว่าที่อัมพวา

ก็เลยได้พันธุ์ขาวใหญ่มาปลูกแพร่หลาย ใช้ปุ๋ยชีวภาพที่ไม่มีอันตราย กับดินจากนาเกลือมาโรยโคนต้น เขาเรียกเสียไพเราะน่าฟังว่า “ดอกเกลือ”

แหม! ดิฉันก็มัวแต่พูดถึงผลไม้ดังๆ ของอัมพวาเสียเพลิน แต่รับรองว่าไม่ลืมเรื่องขนหัวลุกหรอกค่ะ!

สมัยเด็กๆ ดิฉันมีเพื่อนบ้านที่สนิทกันคือลุงป่วนกับป้ากลีบ สองผัวเมียอายุเกือบห้าสิบแล้วค่ะ แต่ก็ยังแข็งแรงไม่แพ้หนุ่มสาว เพราะอาชีพชาว สวนทำให้ได้ออกกำลังเกือบทั้งวัน มีลูกชายคนเดียวชื่อพี่เปลวก็ไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ

ตอนที่ดิฉันใกล้จะขึ้นป.4 พ่อแม่ก็พาไปเยี่ยมญาติที่วงเวียนใหญ่ ยังได้มีโอกาสพบกับพี่เปลวเลยค่ะ เพราะคนบ้านเราไปอยู่ที่นั่นหลายคน

…พ่อแม่พาดิฉันไปไหว้พระวัดพระแก้ว, วัดโพธิ์และเที่ยวตลาดนัดท้องสนามหลวงน่าตื่นเต้นมากเลย…เกิดมาไม่เคยเห็น ตลาดอะไรจะใหญ่โตเหมือนที่นั่นมาก่อน

แต่เมื่อกลับไปถึงบ้านได้แค่วันเดียว รุ่งขึ้นก็โดนผีหลอกอย่างจัง!

“ไปเผาผียายทองห่อน่ะซี!”

“ยายทองห่อเดินมากับป้าหยกๆ นี่นา” ดิฉันบอกเสียงสั่นๆ “นั่นไง! แกยืนตัวแข็งอยู่ที่นั่น!”

“เฮ้ย!” ป้ากลีบร้องลั่น กลับเป็นฝ่ายกอดดิฉันแน่นขณะที่หันไปดู…ท่ามกลางเสียงหมาหอนมาจากวัด ยอดลิ้นจี่ไหวซ่าอยู่กับสายลม…ร่างของยายทองห่อค่อยๆ เลือนรางจางหายไปต่อหน้าต่อตาเรา ป้ากลีบนึกขึ้นได้ก็ควักผ้าสีแดงออกมาเช็ดน้ำตา

ที่ อัมพวาไม่ได้พูดว่า “ไปเผาศพ” หรอกนะคะ แต่นิยมพูดว่า “ไปเผาผี” กันแทบทั้งนั้น คนที่ไปเผาผีก็มักจะมีฟืนติดมือไปด้วยคนละท่อน คล้ายจะเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดกันมานมนานแล้วว่าต้องถือฟืนไปช่วยเผาผีกัน ทุกคน

พวกเราเล่นซ่อนแอบกันต่อไป…คิดว่าเดี๋ยวป้ากลีบคงจะเดินกลับบ้านเพราะวัดตาพรหมอยู่ใกล้ๆ นั่นเอง

อีก ราว ครึ่งชั่วโมง ดิฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพ่อแม่คงจะไปเผาผีกับเขาด้วย เลยเดินย้อนไปที่บ้าน…แต่กลับเห็นป้ากลีบเดินมากับยายทองห่อ รูปร่างผอมสูง ผิวดำ แต่งตัวดำขาวคล้ายๆ กัน ยายทองห่อทำท่าจะเลี้ยวไปบ้านแกก่อน ดิฉันก็ถามป้ากลีบว่า…ไปเผาผีใครมาล่ะป้า?

คำตอบของแกทำให้ดิฉันใจหายวาบ ผวาไปกอดเอวป้ากลีบอย่างลืมตัว

“โถ…อุตส่าห์มาส่งถึงบ้านเชียวหรือพี่ทองห่อ? ขอบใจละนะ ขอให้ไปที่ชอบๆ เถอะ อย่ามาให้เด็กเล็กเห็นอีกเลย เดี๋ยวมันจะขวัญหนีดีฝ่อตาย”

ดิฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น…ต้องยกมือไหว้ให้ป้ากลีบไปส่งบ้าน พ่อกับแม่เพิ่งกลับมาจากวัดพอดี…ดิฉันนึกถึงหน้าตาของยายทองห่อดิฉันก็ ปล่อยโฮออกมาตอนนั้นเอง!

ยมทูตใต้ขุมนรก

ตอนกลางวันผู้คนคึ่กๆ แทบจะชนกันตาย รถราขวักไขว่ พ่อค้าแม่ขายเยอะแยะทั้งรถเข็นและแผงลอยบนฟุตปาธ ขนาดรถแล่นเข้ามาแล้วกลับไม่ได้ ต้องเลี้ยวซ้ายเข้าโรงพยาบาลหาทางออกด้านสถานีรถไฟไปโน่นเลย

แหม! ตอนกลางคืนยิ่งดึกยิ่งเปลี่ยว บรรยากาศน่าวังเวงใจชอบกลละคุณ…ผมขึ้นจากเรือแล้วเดินตามบาทวิถีด้านซ้าย เสียงเอะอะจอแจเงียบหาย แต่ก็เดินจนชินแล้วละน่า

พอจะผ่านประตูเข้าตึกใหญ่ด้านข้างอดหันไปมองไม่ได้ซักที!

ตอน นั้นยังมีห้องอุปกรณ์รถเข็น ตรงข้ามกับห้องซ่อมบำรุง ถัดเข้าไปเป็นห้องพักพนักงาน…ถือว่าเป็นชั้นใต้ดินก็ได้ ด้านหน้ามีทางเดินแคบๆ ขนานกับตัวตึก ก่ออิฐถือปูนขนาบข้างปลูกต้นไม้และเป็นที่นั่งพักของคนสูบบุหรี่เรียงรายกัน เป็นตับ

ตอนกลางคืนที่นี่เงียบเชียบเยือกเย็นอยู่ในไฟถนน ประตูที่ถัดห้องซ้ายขวาเข้าไปก็ปิดเงียบแล้ว…ผมเจอประสบการณ์แปลกๆ ที่นั่นบ่อยหน จนกระทั่งชาชินไปเอง

นั่นคือบางคืนผ่านร้านขายยาไป หน่อย อ้าว? ใครมานั่งชันเข่าสูบบุหรี่แดงวาบๆ อยู่น่ะ แต่งชุดขาวแต่หน้าดำปี๋เชียว จู่ๆ ก็ลุกเดิน หายเข้าไปในประตูเหล็กที่ปิดเรียบร้อย เฉยเลย

ไหน…เรื่องผีที่ผมว่าเฉยๆ น่ะหรือคุณ? อาจเป็นเพราะผมอยู่ในย่านที่สมัยก่อนออกจะเปลี่ยว วัดวาอารามเยอะแยะ ไม่ว่าวัดอมรินฯ วัดฉิมฯ วัดวิเศษฯ วัดระฆังฯ ยันวัดอรุณฯ โน่นแน่ะ

เผาผีหรือฝังผีในวัดนี่ครับ ยิ่งวัดเยอะยิ่งมีผีแยะ เขาว่าเปรตก็มี วันดีคืนดีโผล่ขึ้นมาเดินโย่งเย่ง ส่งเสียงกรี๊ดๆ บาดแก้วหูอย่าบอกใครเชียว

ไหนจะโรงพยาบาลศิริราชอีกล่ะ!

นี่ก็คล้ายๆ กับวัดตรงที่มีคนเจ็บคนตาย หนักหนาสาหัสกว่าซะด้วยซ้ำไป เพราะคนใกล้จะตายน่ะ เขาว่าทนทุกข์ทรมานสุดๆ ร้องโอดโอยโหยหวนน่าสมเพชเวทนา แต่ก็ชวนให้ขนลุกขนพองเอาการ…แม้ว่าตัวตายไปแล้วแต่วิญญาณยังอยู่ สิงสู่หลอกหลอนผู้คนจนกว่าจะได้ไปผุดไปเกิดกับเขาซะที!

อ้าว? มีคนล้มตายทุกวัน คงจะเป็นสิบเป็นร้อยละมั้ง? ความจริงผมก็ไม่อยากรู้หรอก เคยเห็นพนักงานเขาห่อผ้าใส่เปลเข็นมาตามทางเดินระหว่างตึกนั้นตึกนี้ ตอนที่ผมเข้าไปเยี่ยมญาติ มิตรน่ะซีครับ…คงจะเอาไปเก็บไว้ในห้องดับจิต รอญาติมารับไปบำเพ็ญกุศลก็เป็นได้

วิญญาณคงจะสิงสู่อยู่ที่ตัวจนสิ้นลม หรือจะตามต้อยๆ ไปถึงในวัดในวาก็ไม่รู้นะครับ เผลอๆ อาจจะมีทั้งสองแบบก็ได้ เพราะเขาเชื่อถือ แถมร่ำลือกันว่าผีดุทั้งโรงพยาบาลทั้งวัดนี่นา!

ในชีวิตไม่เคยเจอผีในวัด แต่ในโรงพยาบาลนี่เล่นเอาขนหัวลุกหลายครั้ง

ความจริงน่ะไม่ค่อยอยากสนใจหรอกครับ เพราะอาชีพผมต้องนั่งเรือข้ามฟากจากท่าพระจันทร์มาขึ้นท่าพรานนกทุกคืนนี่ นา…ทำใจซะว่าต่างคนต่างอยู่ละกัน เป็นวิธีดีที่สุด

 

บางคืนนึกว่าไม่มีใคร แต่พอมองดีๆ ก็เห็นร่างทึบทึมนอนราบอยู่บนขอบรั้วเตี้ยๆ พอจะเดินผ่านก็ลุกพรวดพราดขึ้นนั่งจ้องเขม็ง เล่นเอาหวิดสะดุ้งเหมือน ประสาทอ่อนมีหวังเผ่นแน่ๆ

บางคืนพวกเล่นมาเป็นโขยงเลยครับ นั่งก็มี ยืนก็มี บ้างสูบบุหรี่อัดควันแดงวาบเชียว บ้างก็หัวเราะคิกคัก กลิ่นเหม็นบาดจมูกล่องลอยมาตามลม ผมจ้องมองเคืองๆ นึกอยู่ว่า…อ้อ! คืนนี้มีประชุมนะ หรือจะร่ำลากันไปสู่ภพใหม่ภูมิใหม่ละมั้ง? น่าจะเลี้ยงส่งกันให้ครึกครื้นนะ คุณผี!

 

ผู้ชายตัวสูงๆ เดินอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าชั้นใต้ดิน จู่ๆ เขาก็ข้ามถนนราวกับเผ่นหนีอะไรที่น่าเกลียดน่ากลัวมายังงั้นแหละเอ้า!

“เดี๋ยวๆ รอบด้วย! โอย…” เขาร้องเสียงแหบๆ ชี้ไม้ชี้มือไปยังจุดที่ตัวเองเพิ่งผละมาหยกๆ “นั่น! มันมาเป็นโขยงเลย…”

ผมขนลุกซ่า จ้องมองก็เห็นแต่ความว่างเปล่าในแสงสลัว แต่พอหันมามองเขาให้ถนัดๆ ก็เห็นใบหน้าขาวซีด มีแต่หนังหุ้มกระดูก ดูแล้วเหมือนหัวกะโหลกที่ยังมีหนังหุ้มอยู่งั้นแหละ…สงสัยเพิ่งตายมั้งเลย กลัวผี? ผมเลยต้องเผ่นกระเจิงแทบตับแตกตายในคืนนั่นเอง!

จนกระทั่งถึงคืนอุบาทว์ชาติชั่ว สาหัสสากรรจ์เหลือใจเข้าจนได้ซีน่า

คืน นั้นฝนเกิดตกตอนดึก พอขึ้นจากเรือก็ซัดจั๊กๆ จนต้องวิ่งเข้าไปหลบในร้านอาหาร ริมแม่น้ำ…จะนั่งเฉยๆ ได้ยังไงล่ะ? เลยต้องสั่งเหล้ากับสั่งแกล้มมากินรอให้ฝนหายน่ะซีครับ

ก่อนจะออกจากร้านได้ก็ดึกโข ฝนยังพรำบางๆ ผมใช้หนังสือพิมพ์คลุมหัวเดินย่ำ

ฟุตปาธแฉะๆ ไปทางสี่แยก…ผู้คนไม่เหลือแล้วครับ สายลมพัดซ่าน้ำฝนร่วงพรูลงมาจนหนาวจับใจ

แสงไฟสะท้อนพื้นถนนเปียกชุ่มเป็นประกายวับ ลมดึกคร่ำครวญวู่หวิวอยู่รอบกาย…ผมเดินไปสักครู่ก็หันไปมองฝั่งขวามือโดยไม่ได้ตั้งใจ

การฝังศพ

หนุ่มนาเกลือ” เล่าประสบการณ์สยองเมื่อเกิดโลงแตกกลางศาลาสวดศพ

สมัยเด็กๆ ผมอยู่สมุทรสงคราม หรือ “แม่กลอง” จังหวัดที่เล็กที่สุด แต่อุดมสมบูรณ์ที่สุด เป็นเมืองที่ทำอุตสาหกรรมอาหารทะเลใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้

อ้อ! อย่าว่ายังงั้นยังงี้เลยครับ ขอโฆษณาประชา สัมพันธ์กันหน่อยว่าเดือนหน้า หรือเมษายน ลิ้นจี่มีลูกสุกสะพรั่งเต็มเมืองแล้ว ขอเชิญท่านผู้อ่านไปชิมลิ้นจี่กันเยอะๆ นะครับ ปีนี้ดกดื่นมากเหลือเกิน นึกว่าช่วยเหลือพี่น้องชาวสวนลิ้นจี่แม่กลองมั่งละกัน

รับประกันการันตีว่าอร่อยถูกใจจริงๆ สาบานให้ไปชิมลิ้นจี่แม่กลองได้เลย

วันนี้จะเล่าเรื่องขนหัวลุกของผีนาเกลือครับ!

แหม! ไม่ต้องโฆษณาขายเกลือก็ยังได้ เพราะเกลือแม่กลองคุณภาพดีเหลือหลายอยู่แล้ว ไม่ว่าเกลือเค็มเกลือจืด ที่เอามาทำเครื่องสำอางพอกหน้าคุณผู้หญิง ขจัดสิวฝ้าหน้าตกกระชะงัดนักหนา

ขอแนะนำนิดเดียว สำหรับท่านที่ขับรถผ่านไปมาระหว่างกรุงเทพฯ ราชบุรี เพชรบุรี หัวหิน…คือถ้าจะแวะซื้อเกลือกลับบ้านก็จงเลือกเกลือเก่านะครับ คุณภาพดีกว่าเกลือใหม่ ไม่ว่าจะนำไปปรุงอาหารหรือดองผักดองปลา อย่าใช้เกลือใหม่เชียว!

วิธีสังเกตคือดูก้นถุงว่าเปียกแฉะหรือเปล่า? ถ้าใช่ก็เป็นเกลือใหม่ อีกวิธีคือลองเอามือกำดู ถ้าไม่ติดมือคือเกลือเก่า เพราะถ้าเอาเกลือใหม่ไปดองผักดองปลาจะทำให้สีสันดำคล้ำ แถมออกรสขมอีกต่างหาก

อ๋อ…ชาวนาเกลือบางคนก็เดือดร้อน รีบเอาเกลือใหม่มาขายน่ะซีครับ!

บ้านผมทำนาเกลือมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายายแล้วละคุณ

คิดถึงเพลงหนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือแล้วอดขำไม่ได้ …นาข้าวน่ะชอบฝน! แต่นาเกลือเห็นฝนตั้งเค้ามาแต่ไกลก็กลุ้มอกกลุ้มใจไปตามๆ กัน เพราะถ้าพระพิรุณเกิดซัดซู่ซ่าลงมา มีหวังขาดทุนย่อยยับแน่นอน เลยต้องทำนาเกลือในฤดูร้อนไงครับ

ปู่ผมเล่าว่าสมัยก่อน เมื่อน้ำทะเลท่วมท้นขึ้นมาหลายๆ วัน จะเหลือตะกอนขาวๆ หรือผลึกเกลือนั่นล่ะครับ พอจับปลากระบอกมาได้เหลือกินก็เอาเกลือคลุกไว้ จะทำให้ปลาอยู่ได้หลายวันไม่เน่าไม่เสีย…ถือว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านล่ะ กัน!

จากน้ำลึกก็มาถึงน้ำตื้น…แค่ 4-5 วันก็ได้ผลึกเกลือแล้ว จึงได้ริอ่านทำนาเกลือขึ้นมาก่อนจะถึงฤดูใหม่ นาเกลือก็จะมีแผ่นดำๆ เกลื่อนกลาด ชาวบ้านเรียกว่า “ดินหนังหมา” ต้องโกยทิ้งไปก่อน ไม่งั้นจะได้ผลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แถมเกลือคุณภาพต่ำอีกต่างหาก

พวกผมจะรู้จัก “เกลือตัวผู้” กับ “เกลือตัวเมีย” ตั้งแต่เด็กๆ เพราะพ่อแม่สอนว่าเกลือตัวผู้จะเม็ดเล็กๆ ยาวคล้ายข้าวสาร แต่เกลือตัวเมียจะออกป้อม สั้น เกลือตัวผู้ใช้ทำยา โดยฝนกับโกร่งหรือฝาละมีก็ได้…แก้เด็กเป็นซางหรือตานขโมยมาตั้งแต่ครั้ง ปู่ย่าตายายโน่นแน่ะคุณ

เรื่องผีๆ สางๆ ก็มีเกลือตัวผู้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นะครับ!

เชื่อถือกันมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วว่า ถ้ามีใครตายก็เอาเกลือตัวผู้โรยสะดือศพไว้เป็นเคล็ด เชื่อว่าจะทำให้ศพนั้นไม่เน่า หรือส่งกลิ่นน่ารังเกียจ ก่อนจะถึงวันเผาราว 3 วัน 7 วัน

จนกระทั่งเกิดเรื่องขนหัวลุกขึ้นมา!

ตากลึง อายุ 70 เศษล้มตายอย่างน่าอิจฉาที่สุด คือแกนอนหลับอยู่ดีๆ ก็เลยหลับตลอดกาล ไม่ต้องเจ็บป่วยทนทุกข์ทรมาน หรือทำให้ลูกหลานเดือดร้อน แต่ก็ทำตกอกตกใจเอาการ…นึกไม่ถึงว่าคนแก่ที่ยังแข็งแรงอย่างตากลึงจะจากไป อย่างกะทันหันแบบนี้

วันสวดศพที่วัด เพื่อนบ้านก็ช่วยงานศพกันพร้อมหน้าพร้อมตา ผมกับพ่อไปฟังสวดทุกคืนเพราะตากลึงมีศักดิ์เป็นน้องชายของปู่ผม แต่เราเรียกตากลึงว่าตาเหมือนคนอื่นๆ ในละแวกนั้น

จนกระทั่งสวดศพถึงคืนที่สาม ก่อนจะเผาวันรุ่งขึ้น!

พระสวดเสร็จก็เหลือพวกคอเหล้ากับคอหมากรุก ล้อมวงโจ้กันเป็นเพื่อนศพ…จู่ๆ ก็มีเสียงกุกกักมาจากโลงผี เล่นเอาเหลียวขวับไปมองเป็นตาเดียวกัน…หรือตากลึงจะฟื้นขึ้นมา?

ท่ามกลางความเปล่าเปลี่ยวและเยือกเย็น หมาหอนโจ๋วบาดใจ ผมเบียดพ่อแจขณะที่เสียงกุกกักเงียบไป…

ทันใดนั้นเอง เกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่าขนหัวลุก นรกเถอะ! โลงผีสั่นพั่บๆ เหมือนตากลึงกำลังดิ้นรนเต็มที่ ในที่สุดก็โลงแตกผาง! ศพตากลึงหล่นโครมครามลงพื้นศาลาน่าสยดสยอง ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งไปหมด ทุกคนเผ่นพรึ่บขึ้นพร้อมๆ กันด้วยความตระหนกตกใจสุดขีด

ผีหลอกโว้ย! เฮ้ย! ฮ้าย! โฮ้ย…ดังระเบ็งเซ็งแซ่จนฟังไม่ได้ศัพท์

กว่าจะจัดการให้หายอุจาดได้ก็ปั่นป่วนกันไปหมด…ชาวบ้านพูดกันว่าลูกหลานคง จะลืมโรยเกลือตัวผู้ใส่สะดือ ศพ ผีตากลึงถึงได้เหม็นเน่า พองอึ้ดทึ่ดจนโลงแตกน่าสยดสยอง…น่าขนหัวลุกไหมล่ะครับ?!

ท่านทำอะไรก็ตามจะได้รับความร่วมมือร่วมแรงจากญาติมิตรเป็นอย่างดี ได้รับของขวัญของรางวัลและรับการชำระหนี้ เพื่อนร่วมงานจะเกิดวิวาทกันเอง เพื่อนคนหนึ่งจะจากท่านไปไม่กลับมาอีก

เก้าอี้ผีดุ

ทีแรกดิฉันคิดว่าเป็นคนเดียว แต่พอมาคุยกันถึงได้ รู้ว่า สามี ลูกสาวและลูกชายก็เห็นภาพแบบเดียวกับที่ดิฉันเห็น บางทียังไม่หลับด้วยซ้ำ แค่เคลิ้มๆ จิตก็ดิ่งราวถูกแม่เหล็กดูดไปเลย…แล้วก็จะกลับไปอยู่ในมิติของเรือนน้ำอีก แล้ว!

ถ้าถามว่ากลัวไหม? ตอบได้ว่าทุกคนไม่กลัว อาจจะกังวลใจนิดๆ ว่าเรากำลังถูกอะไรบางอย่างครอบงำ…พูดง่ายๆ ก็ประเภทผีสิงหรือผีเข้า ทำนองนั้น

เราแน่ใจว่าเก้าอี้โยกตัวนี้ต้องเป็นของเก่าแก่จริงๆ เจ้าของเดิมก็คงรักและหวงน่าดู…เธอสิงอยู่ที่เก้าอี้ หรือคะ?

เปล่า เลย! เวลาลุกมาเดินเปิดตู้เย็นดื่มน้ำตอนดึกๆ ต้องเดินผ่านเก้าอี้ตัวนี้ ไฟก็ไม่ได้เปิดเพราะมีแสงสลัวจากภายนอก เราไม่เคยเห็นผี เห็นวิญญาณ แถมไม่เคยหวาดหวั่น ขนลุกขนชันหนาวเยือกอีกด้วย…ทุกอย่างเป็นปกติดี!

ดิฉันเองยังอยู่ในวัย 40 กว่าๆ ยังจำได้ถึงเก้าอี้ไม้รูปทรงสง่างาม ขาทั้งสี่ติดอยู่บนแผ่นไม้ที่ดัดขัดเกลาให้โค้ง คุณปู่และคุณพ่อดิฉันชอบนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ จิบกาแฟ ดูทีวี หรือดูหลานๆ วิ่งกันจากเก้าอี้โยกนี้แหละค่ะ

เมื่อเวลาผ่านไปก็ไม่เห็นใครนิยมนั่งเก้าอี้โยกเหมือนเดิม

พวกเรามักจะชอบโซฟานุ่มๆ ขดตัวสบายๆ เผลอๆ ก็เหยียดตัวนอนหลับ หรือไม่ก็เป็นเบาะอันใหญ่ สูง ภายในยัดเม็ดโฟมกลมๆ เวลานั่งจะจมอยู่ในนั้น…เป็นความสุขไปอีกแบบหนึ่ง

ปกติดิฉันไม่ชอบเก้าอี้โยกหรอกค่ะ เพราะนั่งแล้วเวียนหัว อายุปูนนี้เกือบจะ 50 อยู่รอมร่อ ที่เขาเรียกว่า…เลือดจะไปลมจะมานั่นไงคะ!

กระทั่งเมื่อผ่านร้านขายของเก่าย่านสุขุมวิท ดิฉันเห็นเก้าอี้โยกตัวหนึ่ง มันดูดึงดูดใจบอกไม่ถูก อาจจะเพราะรูปทรง เนื้อไม้และสีธรรมชาติงดงามนั้น ทำให้หวนกลับไปคิดถึงความสุขความอบอุ่นในวัยเยาว์

ดิฉันซื้อเก้าอี้ตัวนั้นอย่างไม่ลังเล รู้สึกเหมือนพบส่วนหนึ่งของตนที่ทำหายไปนานแล้ว!

เมื่อนำเก้าอี้โยกมาตั้งไว้ในห้องดูทีวี ลูกสาวลูกชายวัยรุ่นกับสามีดูจะชอบอกชอบใจไม่เบา ถึงกับแย่งกันนั่งแน่ะค่ะ บอกว่าสนุกแปลกๆ ดี

ส่วนดิฉันเองนั่งแล้วเวียนหัว ที่ซื้อมาก็เพราะความสุขในใจ และก็คิดไม่ผิด เพราะลูกๆ ดูจะรักเก้าอี้โยกตัวนี้เป็นพิเศษ ลูกสาวถึงกับหาเบาะมารองนั่งและที่พิงพนัก…น่านั่งขึ้นอีกเยอะเลย

เผลอๆ ดิฉันยังหย่อนตัวลงไป มันเหมือนเก้าอี้โอบอุ้มเนื้อตัวเอาไว้ ที่วางแขนทั้งสองข้างก็คล้ายท่อนแขนที่กำลังจะโอบกอด พอหลับตาเอาปลายเท้าแตะพื้น เก้าอี้ก็โยกเบาๆ ช่างนุ่มนวลดีจริง…ไปๆ มาๆ เผลอหลับไปบนเก้าอี้ตัวนี้บ่อยมาก

แต่แล้วก็มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นค่ะ!

ดิฉันมักจะฝันว่านั่งอยู่ในเรือนริมแม่น้ำ บนเก้าอี้ตัวนี้เลย…ขณะที่โยกเก้าอี้เบาๆ พลางมองดูสายน้ำไหลผ่านหน้า มีเรือพาย มีกอผักตบชวา…ทุกอย่างดูสะอาด ปราศ จากมลพิษ คิดๆ แล้วคงเป็นช่วงเวลาเมื่อ 50-60 ปีก่อนแน่เลย

บางทีก็เป็นยามเช้า มีพระพายเรือบิณฑบาต แม่น้ำเป็นประกายสีชมพูกุหลาบและแสงเงินแสงทอง บางครั้งก็ยามบ่ายแสนเงียบสงบ

ในฝันนั้นคล้ายกับดิฉันเป็นผู้หญิงอีกคนที่ไม่ใช่ตัวเอง บางทีเวลาตื่นยังงงๆ พิกล มันปรับเวลาไม่ถูกค่ะ…ลืมตาตื่นขึ้นมาก็กลายเป็นปัจจุบัน…

 

ดิฉันเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย สอนประวัติศาสตร์ เชื่อทั้งเรื่องวิญญาณและบาปบุญคุณโทษ เคยพูดคุยกับผู้รู้…ท่านบอกว่าบางทีก็ไม่ใช่ผีสางนางไม้ แต่เป็นพลังบางอย่างที่ประทับรอยอยู่ที่นั่น อาจจะเป็นเก้าอี้ เตียง รถยนต์ หรือแม้แต่รถเข็น

กระแสพลังนั้นอาจจะเป็นความสุขที่ล้ำลึก เมื่อเจ้าของเก้าอี้โยกนั่งตรงนี้ รู้สึกแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่านับเป็นปีๆ หรือสิบๆ ปี มันสุขปนเศร้าบอกไม่ถูก…

เธออาจกำลังคิดถึงใคร หรือดื่มด่ำ รักสถานที่ ผูกพันกับชีวิตเงียบสงบเช่นนั้นก็เป็นได้

โชคดีที่พลังบนเก้าอี้โยกตัวนี้เป็นพลังบวก พลังที่ดีงาม ถ้าเป็นพลังลบละก็แย่เลย…สมมติว่าเจ้าของเดิมหดหู่ซึมเศร้า เหงาหงอย อยากตาย! พวกเราก็จะได้รับความรู้สึกนั้นด้วยแน่นอน!

หรือถ้าเป็นเรื่องผี เจ้าของเขาหวง ไม่อยากให้เราครอบครองสมบัติของเขาแล้วปรากฏตัวหลอกหลอนทวงคืนละก็หัวโกร๋น กันทั้งบ้านแน่ๆ น่าขนลุกเอาการ

ดิฉันแน่ใจว่าวิญญาณเจ้าของไม่ได้อยู่ที่เก้าอี้โยกนี้หรอกค่ะ มันเป็นเพียงพลังหรือกระแสจิตที่สวยงาม…เป็นเรื่องที่แปลกดีนะคะ!

เจ้าที่แรง

พ่อจัดการปลูกกระท่อมทำด้วยไม้ไผ่ทั้งหลัง ฝาก็ใช้ไม้ไผ่ขัดแตะ พื้นหรือฟากก็ใช้ไม้ไผ่ แต่หลังคาใช้หญ้าคา พ่อบอกว่าทนแดดทนฝนอย่างน้อยก็ 2-3 ปี

ข้างบ้านมีลำธารเล็กๆ น้ำเย็นมาก บรรยากาศเงียบสงบ อากาศสดชื่น เย็นสบายดีเราอยู่กันอย่างมีความสุข เพราะพี่ชายทั้งสองก็โรงเรียนปิดเทอมพอดี กลางคืนเราจุดตะเกียงรั้วนอนคุยกัน แล้ววางแผนที่จะทำไร่ต่อไป

ที่สองคนจะนอนข้างซ้ายของแม่ น้องชายกับดิฉันนอนขวา แต่ดิฉันได้เปรียบที่ได้นอนใกล้พ่อด้วย

กว่า พ่อจะกลับจากป่าที่ทำไร่มาก็มืดทุกวัน บางครั้งเจอเพื่อนบ้านถูกคอกัน ก็จะมีการตั้งวงก๊งเหล้าตามประสาผู้ชาย และมักจะติดลมจนดึกดื่นราว 3-4 ทุ่มขึ้นไป

วันหนึ่งพ่อบอกว่าวันนี้อย่าเพิ่งรีบนอนกันนะ จะเอาขนุนมาฝาก ดิฉันก็ไม่นอนจนดึก พ่อกลับมาพร้อมกับขนุนสุกลูกโต หอมฉุยเลย พ่อบอกว่าพรุ่งนี้ค่อยกินนะลูก จะได้กินพร้อมๆ กัน ดิฉันก็จำต้องรอด้วยความอยากกินจนนอนไม่ค่อยหลับ

เมื่อถึงเวลานอน พ่อจะนอนนอกมุ้งโดยบ่นว่าร้อน เดี๋ยวจะเข้ามุ้งตอนอากาศเย็นกว่านี้หน่อย แล้วพ่อก็หลับ ส่วนดิฉันยังนอนลืมตาอยู่…

พ่อแม่ดิฉันมีลูก 4 คน อาชีพทำนา ยามว่างจากหน้านาพ่อก็หาลำไพ่พิเศษด้วยการตระเวนเล่นดนตรีไทย แล้วแต่จะมีใครจ้าง ดนตรีก็มีประเภท แตรวง ปี่พาทย์ พ่อเองถนัดเล่นซอมากที่สุด เมื่อลูกชาย 2 คนเติบโต เล่นดนตรีเก่งแล้ว พ่อก็วางมือ

ยามว่างพ่อชอบออกตระเวนป่า จับจองที่บ้าง ปลูกมัน ปลูกถั่วแล้วแต่พื้นดินจะอำนวย ชอบไปคนเดียว 7 วัน 10 วันตามความพอใจ ครั้งหลังนี่ชวนแม่ไปด้วย ปล่อยให้ลูกอยู่ด้วยกันตามลำพังพี่ๆ น้องๆ

ดิฉันเป็นคนที่ 3 มีน้องชายอีกคน อายุไล่เลี่ยกัน

ครั้งสุดท้ายพ่อพาเข้าป่าทั้งหมด บอกว่าได้ที่ทำไร่กับถางหญ้าไว้แล้ว ตั้งใจจะลงข้าวโพด ถั่วลิสงกับมันเทศ…ตกลงพวกเราเดินทางด้วยรถไฟบรรทุกซุงของบริษัทหนึ่ง ตอนบ่ายรถมุ่งเข้าป่า รุ่งเช้าก็บรรทุกซุงท่อนใหญ่ๆ ออกมาส่งโรงเลื่อยในตัวจังหวัด

ครอบครัวเราโดยสารรถไฟเข้าป่าวันต่อมา โดยไปสิ้นสุดลงที่ “ลาดกระทิง”

 

ทันใดนั้นดิฉันก็ใจหายวาบเมื่อเห็นร่างหนึ่ง ดำทะมึนสูงใหญ่มาก เดินขึ้นบันไดมาช้าๆ ดูน่ากลัวที่สุด ดิฉันร้องเรียกพ่อสุดเสียง บอกว่ามีใครขึ้นบ้าน เพราะบ้านเราไม่มีประตู ขึ้นบันไดมาก็ถึงที่ที่พวกเรานอน พ่อตกใจเสียงดิฉัน แต่บอกว่าพ่อไม่เห็นมีใครเลยสักคน

ดิฉันบอกว่านั่นไง! เดินเข้ามาทางหัวนอนแล้วเพิ่งเดินลงบันไดไปหยกๆ นี่เอง!

พ่อบอกไม่มีอะไรหรอกลูก นอนซะเถอะ…

ตื่นเช้ายังไม่หายตื่นเต้นจากความกลัวเมื่อคืนนี้เลย!

ตอนสายๆ รู้ว่าแม่ไม่สบาย มีอาการปวดหัวเหมือนมีคนมาบีบคอเมื่อคืนนี้…เจ็บมาก แต่ร้องไม่ออก

แม่ล้มป่วย แต่ก็ไม่ถึงกับอาการหนัก เป็นๆ หายๆ ชวนพ่อกลับเข้าเมือง แต่พ่อบอกอีก 2-3 วันนะ…พวกเราก็อยู่กันมาอีก 5-6 วัน หลังจากเหตุการณ์น่ากลัวในคืนนั้น

คราวนี้พ่อเป็นคนเห็นร่างนั้นเองเดินขึ้นบันไดมา…เมื่อพ่อเอะอะโวยวายขึ้น ร่างน่ากลัวนั้นก็หันกลับเดินลงบันไดไป!

คืนต่อมาไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนนอนประจำที่หลับกันหมด จนกระทั่งตื่นขึ้นตอนเช้าจึงได้ตกใจแทบช็อกไปตามๆ กัน เมื่อเห็นพ่อนอนลืมตาโพลง รอบคอเขียวช้ำและหมุนได้รอบ

ดิฉันเองยังเด็กไม่ค่อยรู้รายละเอียด รู้แต่ว่าพ่อไปนอนวัด แม่เจ็บหนัก

ดิฉันถูกส่งตัวกลับไปหาลุงกับป้าในเมือง ถูกกันไม่ให้เจอกับแม่ที่รักษาตัวอยู่โรงพยาบาล และมารู้แน่อีกครั้งเมื่อลุงกับป้าบอกว่าพ่อตายแล้ว!

มีคนเล่ากันว่า ก่อนตายพ่อไปยืนฉี่รดต้นไม้ใหญ่ในป่า ด้วยความเมาจึงได้พูดจาท้าทายขึ้นลอยๆ ว่า ถ้าแน่จริงก็ให้ไปหาที่บ้าน…เท่ากับพ่อได้ท้าทายสิ่งที่ไม่ควรลบหลู่ชนิด ที่ไม่น่าจะกระทำเลย

ทุกคนมาทราบเมื่อพ่อตายไปแล้ว

ที่ทราบแน่ชัดยิ่งขึ้นก็เพราะมีพระอาจารย์ที่วัดท่านนั่งทางในดูจึงรู้สาเหตุ

ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่เชื่อในเรื่องนี้ ตอนยังเด็กอาจจะไม่ค่อยประสีประสานัก แต่เมื่อเติบโตขึ้นได้ประสบเหตุการณ์น่าขนหัวลุกทำนองนี้หลายครั้ง ทำให้เชื่อสนิทเลยค่ะว่า…วิญญาณมีจริง!