ความตาย

19 entries have been tagged with ความตาย.

ผีเพื่อน

เวลาที่อยู่ในนาทีวิกฤต ทุกอย่างเชื่องช้าเหมือนหนังสโลว์โมชั่น มันอาจจะแค่เสี้ยววินาที แต่ดิฉันรู้สึกเหมือนนิรันดร์กาล!

ขณะกำลังตกตะลึง ทำอะไรไม่ถูก ดิฉันรู้สึกว่ามีใครกระทืบบนหลังเท้าข้างที่เหยียบคันเร่ง…รถพุ่งปราดออก ไปเต็มแรงเหมือนลูกธนู ดิฉันรอดตายอย่างหวุดหวิด…รถไฟพุ่งผ่านท้ายรถไปชนิดฉิวเฉียด…คุณพระ ช่วย! กฤตนั่งอยู่บนเบาะที่นั่งข้างคนขับนี่เอง

ใบหน้าของเขาดูกระจ่างใส เขายิ้มให้ดิฉันก่อนจะเลือนหายไป…

ดิฉันหยุดรถ หมดแรงที่จะขับต่อ ต้องรวบรวมสติอีกพักใหญ่จึงจะค่อยๆ ประคองรถไปให้ถึงโรงแรมที่พักได้…ตลอดเวลาก็คิดทบทวนว่ามันเกิดอะไรขึ้น?

กฤตตายตรง

นี้!! เขาถูกรถไฟชนตายตรงที่ดิฉันเพิ่งผ่านมาหยกๆ และดิฉันก็เกือบพบกับมรณะแบบเดียวกับเขานั่นเอง!
กฤต-เป็นเพื่อนผู้ชายที่เรียนหนังสือด้วยกันตั้งแต่ ป.1 จนจบมัธยมปลายที่โรงเรียนสาธิตค่ะ ความรู้สึกจึงผูกพันแบบคนที่โตมาด้วยกัน เราสนิทสนมกันมากตอนเรียนมัธยม พอเรียนจบเราต่างคนก็ต้องแยกย้ายกันไป

ดิฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ แต่พ่อแม่ส่งไปเรียนต่อที่อเมริกา ขณะที่กฤตเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองไทย รวมเวลาแล้วเราห่างเหินกันคนละซีกโลกตั้งเกือบ 5 ปีแน่ะ เราติดต่อกันแค่ไม่กี่ครั้ง เขียนจดหมายถึงกันแค่ 2-3 ฉบับ แต่ใจเรายังไม่ลืมกัน!

ดิฉันขับรถไปส่งกฤตที่บ้านของเขาในคืนนั้น…ระหว่างทางเราพูดคุยกัน กฤตห่วงว่าดิฉันทำงานหนัก กลับบ้านก็ดึก บ้านอยู่ไกลถึงพุทธมณฑลสาย 4 โน่น บ้านสามีของดิฉันน่ะค่ะ

ที่จริงบ้านดิฉันอยู่ลาดพร้าวตอนกลางๆ ถนนสาย เดียวกับบ้านของกฤต เขาห่วงว่าดิฉันจะง่วงและหลับใน อีกอย่างหนึ่ง ดิฉันชอบเปิดวิทยุในรถเสียงดังๆ กฤตบอกว่าไม่ดีเลย…เขาดุเพราะห่วงใยดิฉันมากนั่นเอง

แต่แล้ว…เขากลับต้องเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุร้ายแรงหลังจากคืนนั้นไม่กี่วัน!

กฤตไปทำธุระที่หัวหิน เขาทำงานให้กับโรงแรมเปิดใหม่แห่งหนึ่ง ต้องข้ามทางรถไฟบริเวณใกล้ๆ วัดลั่นทม ทางรถไฟแห่งนี้มีอุบัติเหตุบ่อย เพราะมีต้นไม้ข้างทางบังสายตา คนขับมักมองไม่เห็นว่ารถไฟจะมาเมื่อไหร่

วันที่เกิดเหตุสัญญาณไฟเสียค่ะ!

รถของกฤตอยู่บนรางรถไฟพอดีกับที่หัวรถจักรเสยเข้ามา!!

3 ปีผ่านไป ดิฉันเผอิญต้องไปสัมมนาที่นั่น และต้องขับรถผ่านทางรถไฟนี้

ตอนนั้นเป็นเวลากลางวัน แดดเปรี้ยง ดิฉันง่วงนอนและเปิดเพลงโปรดดังลั่น หวังจะปลุกอารมณ์ให้ตื่นตัว เปิดไม่เปิดเปล่ายังร้องตามไปด้วยชนิดแหกปากร้อง…มันส์ในอารมณ์เหลือเกิน

รถแล่นไปอยู่บนรางรถไฟโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้นนอกจากเสียงเพลง!

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกฤตดังก้องอยู่ใกล้ๆ หู “ระวัง…รถไฟมา!!”

โดยสัญชาตญาณ ดิฉันหันซ้ายหันขวา…ไหน? ไม่เห็นมีรถไฟ!

และแล้ว ดิฉันก็ต้องตกตะลึงจนตัวชา…หัวรถจักรอยู่ห่างจากดิฉันไม่เท่าไหร่เลย มันต้องชนดิฉันแน่ๆ นี่ล่ะ…ฉากความตายของเราเอง

หลังเรียนจบ ดิฉันกลับมาทำงานที่เมืองไทย กฤตมีธุรกิจส่วนตัวของครอบครัวเกี่ยวกับการทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่งบ้าน เราต่างคนต่างแต่งงานมีครอบครัว เมื่อมีภาระยิ่งทำให้ไม่ได้ติดต่อกัน ทั้งที่อยู่ห่างกันแค่เอื้อม คนเราก็เป็นแบบนี้ล่ะค่ะ…เพื่อนเก่าๆ จะจากกันไปมีชีวิตของตนแต่ละวันก็มัวยุ่งอยู่กับลูกกับเมียหรือสามี

วันคืนผ่านไปเป็นเดือนเป็นปี และก็หลายๆ ปี มันเหมือนเราลืมกันสนิท แต่ถ้าเกิดเจอกันเราจะกระดี๊กระด๊า ความรู้สึกรักและผูกพันยังเหมือนเดิมทุกอย่าง!

กฤตกับดิฉันพบกันนานๆ ครั้งในงานเลี้ยงรุ่น ดิฉันไม่ได้ไปทุกปีหรอกค่ะ กฤตเองก็เช่นกัน ฉะนั้นเราก็ ไม่ได้พบกันทุกปีหรอก แต่เมื่อเกือบ 3 ปีก่อนเราไป งานเลี้ยงรุ่นกันทั้งคู่…และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน!
นี่เป็นเพราะความตกใจทำให้ดิฉันเห็นภาพ และได้ยินเสียงเขาหรือคะ?

ดิฉันได้คำตอบอีกไม่กี่อึดใจต่อมา…นั่นคือ ที่หลังเท้าของดิฉันเจ็บมากๆ จริงสินะ! เมื่อตะกี้เขากระทืบคันเร่ง โดยเหยียบลงบนหลังเท้าของดิฉันแรงๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! วันรุ่งขึ้น หลังเท้าของดิฉันเขียวช้ำเป็นรอยใหญ่…มันเกิดขึ้นได้ยังไงคะ? หรือนี่คือร่องรอยที่กฤตฝากไว้จริงๆ?!

ผีในน้ำ

ถ้าหาสติมิได้ ใจน้อมลงสู่ภวังค์เข้าถึงความสงบหน้าเดียว หรือมีสติอยู่บ้างแต่เพ่งหรือยินดีชมอยู่แต่ความสุข อันเกิดจากความสงบอันละเอียดอยู่เท่านั้น เรียกว่าอัปปนาฌาน

อัปปนาสมาธินี้มีลักษณะคล้ายกับผู้ที่เข้าอัปปนาฌานจนชำนาญแล้ว ย่อมเข้าหรือออกได้สมประสงค์ ช้านานสักเท่าไรก็ได้

ซึ่งเรียกว่าโลกุตตรฌานอันเป็นวิหารธรรมของพระอริยเจ้า

อัปปนาสมาธิเมื่อมันจะเข้าทีแรกหากสติไม่พอ เผลอตัวเข้ากลายเป็นอัปปนาฌานไปเสีย

ฌานแลสมาธิมีลักษณะและคุณวิเศษผิดแปลกกันโดยย่อ ดังนี้คือ

ฌานไม่ว่าหยาบและละเอียด จิตเข้าถึงภวังค์แล้ว เพ่งหรือยินดีอยู่แต่เฉพาะความสุขเลิศอันเกิดจากเอกัคคตารมณ์อย่างเดียว

สติ สัมปชัญญะหายไป ถึงมีอยู่บ้างก็ไม่สามารถจะทำองค์ปัญญาให้พิจารณาเห็นชัดในอริยสัจธรรมได้ เป็นแต่สักว่ามี ฉะนั้น กิเลสทั้งหลายมีนิวรณ์ 5 เป็นต้น จึงยังละไม่ได้ เป็นแต่สงบอยู่

ส่วนสมาธิไม่ว่าหยาบแลละเอียด เมื่อเข้าถึงสมาธิแล้วมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ตามชั้นแลฐานะของตน เพ่งพิจารณาธรรมทั้งหลายอยู่ มีกายเป็นต้น ค้นคว้าหาเหตุผลเฉพาะในตนจนเห็นชัดตระหนักแน่แน่วตามเป็นจริง

เพื่อให้ความเข้าใจต่อชั้นแห่งสมาธิมีความพิสดารชวนให้ติดตามมากยิ่งขึ้น ขอให้หยิบหนังสือ “พจนานุกรม เพื่อการศึกษาพุทธศาสน์” ฉบับของ พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) เปรียบธรรม 9 ประโยค ราชบัณฑิต มาศึกษา

ขณิกสมาธิ แปลว่า สมาธิชั่วขณะ คือ สมาธิที่เป็นไปชั่วคราว ดำรงอยู่ไม่นาน

จัดเป็นสมาธิขั้นต้นอันเกิดจากการปฏิบัติกรรมฐานที่ทำให้เกิดความสุขสบายได้ ชั่วครู่และเป็นเหตุให้ควบคุมสติอารมณ์ได้ในขณะประกอบกิจหรือศึกษาเล่าเรียน ทำให้ใจเย็น ระงับอารมณ์ได้

อุปจาร แปลว่า การเข้าใกล้ ที่ใกล้เคียง ระยะใกล้ชิด

อุปจารสมาธิ หมายถึง สมาธิเฉียดๆ ใกล้จะเป็นอัปปนา

ยิ่งหากได้หนังสือ “พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์” (ชำระ-เพิ่มเติม ช่วงที่ 1) ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ยิ่งเพิ่มความเข้าใจ

ขณิกสมาธิ สมาธิชั่วขณะ สมาธิขั้นต้นพอสำหรับใช้ในการเล่าเรียนทำการงานให้ได้ผลดีให้จิตใจสงบสบาย ได้พักชั่วคราวและใช้เริ่มปฏิบัติวิปัสสนาได้ อุปจารสมาธิ สมาธิจวนจะแน่วแน่ สมาธิที่ยังไม่ดิ่งถึงที่สุด เป็นขั้นทำให้กิเลสมีนิวรณ์เป็นต้นระงับ ก่อนจะเป็นอัปปนา คือถึงฌาน อัปปนาสมาธิ การเจริญสมาธิที่ทำให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนดทุกขลักษณะ

โปรดอ่าน

 

ว่าสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เป็นต้น ตามขั้นตามภูมิของตน ฉะนั้น สมาธิจึงสามารถละกิเลสมีสักกายทิฏฐิเสียได้

สมาธินี้ถ้าสติอ่อน ไม่สามารถรักษาฐานะของตนไว้ได้ย่อมพลัดเข้าไปสู่ภวังค์เป็นฌานไป

ฌานถ้ามีสติสัมปชัญญะแก่กล้าขึ้นเมื่อไรย่อมกลายเป็นสมาธิได้เมื่อนั้น ในพระวิสุทธิมรรคท่านแสดงสมาธิเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับฌาน

เช่นว่าสมาธิเป็นเหตุให้ได้ฌานชั้นสูงขึ้นไป ดังนี้ก็มี

บางทีท่านแสดงสมาธิเป็นเหตุของฌานเลย เช่นว่า สมาธิเป็นกามาพจร-รูปา พจร-อรูปาพจร ดังนี้ก็มี

แต่ข้าพเจ้าแสดงมานี้ก็มิได้ผิดออกจากนั้น

เป็นแต่ว่า แยกสมถะ ฌาน สมาธิ ออกให้รู้จักหน้าตามัน ในขณะที่มันเกิดขึ้นเฉพาะหน้าเท่านั้น สำหรับผู้ฝึกหัดเป็นไปแล้วจะไม่งง

ที่ท่านแสดงไว้แล้วนั้นเป็นการยืดยาว ยากที่ผู้มีความทรงจำน้อยจะเอามากำหนดรู้ได้

ในความเห็นของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)—————————-สมถะ ธรรมเป็นเครื่องสงบระงับจิต 1 ธรรมยังจิตให้สงบระงับจากนิวรณูป กิเลส 1 การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ

ฌาน การเพ่งอารมณ์จนใจแน่วแน่เป็นอัปปนาสมาธิ 1 ภาวะจิตสงบประณีตซึ่งมีสมาธิเป็นองค์หลักธรรม

สมาธิ ความมีใจตั้งมั่น 1 ความตั้งมั่นแห่งจิต 1 การทำใจให้สงบแน่วแน่ไม่ฟุ้งซ่าน 1 ภาวะที่จิตตั้งเรียบแน่วอยู่ในอารมณ์ คือ สิ่งอันหนึ่งอันเดียว

เป็นเรื่องของความสงบ เป็นเรื่องของความตั้งมั่น แน่วแน่แห่งจิต

ผีที่สวนสวรรค์

ดิฉันอ้าปากค้าง เย็นวาบตั้งแต่ต้นคอไปถึงไขสันหลัง รู้สึกเหมือนถูกนาบด้วยก้อนน้ำแข็ง หันไปมองเพื่อนอีก 2-3 คนก็หน้าขาวซีดไปตามๆ กัน บางคนถึงกับครางเบาๆ อยู่ในลำคอ เมื่อเห็นตาอั้นกำลังพูดคุยกับความว่างเปล่า บางทีก็พยักหน้ามาทางพวกเรา ท่าทางคล้ายกับกำลังพูดคุยกับใครที่เรามองไม่เห็น

เสียงของแกยิ่งทำให้ดิฉันใจเต้นกระหน่ำด้วยความหวาดกลัวสุดขีด!

“พวก พี่ๆ ของฉันเอง…อ้าว? เธอไปไหนไม่ได้จริงๆ เหรอ? ต้องอยู่ในน้ำแบบนี้ไปตลอดเลย…โถ! น่าสงสารจังเลย…งั้นไปก่อนนะ เอาไว้วันหลังค่อยเจอกัน”

ตาอั้นโบกมือหย็อยๆ ก่อนจะหันกลับมาพบพวกเรานั่งแหมะบนพื้นหญ้าอย่างสิ้นเรี่ยวแรงไปตามๆ กัน ขนลุกซู่ซ่าไปหมด… เคยได้ยินพวกผู้ใหญ่บอกว่าเด็กเล็กๆ จะเห็นผีได้จริงๆ ก่อนนั้นเคยสงสัย แต่เดี๋ยวนี้เชื่อสนิทแล้วค่ะ!

 

พวกเราไปเที่ยวในวันหยุดกันราวสิบกว่าคน ทั้งญาติๆ และเพื่อนบ้าน โดยเหมารถสองแถวทั้งไปและกลับ

เมื่อถึงจุดหมาย พวกเราก็กรูเกรียวกันเข้าไปเลยค่ะ รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นสะพรั่ง ดูร่มครึ้มน่าเย็นตาเย็นใจ ดอกไม้สวยๆ บานสะพรั่ง มีลำธารไหลริน ลมพัดเย็นสบาย เสียงนกน้อยร้องเพลงน่าเพลิดเพลิน ผีเสื้อสีสวยๆ จับกลุ่มบินว่อนผ่านไปมาไม่ขาดสาย

ใบไม้แก่สีน้ำตาลก็ล่องลอยตามลมเชื่องช้าจนกระทั่งลงมาถึงพื้นดิน

เสียงน้ำไหลริน เคล้ากับเสียงยอดไม้กระซิบกระซาบกับสายลม…สมแล้วค่ะที่เขาเรียกว่า “สวนสวรรค์”

มีม้ายาวริมลำธารกับใต้ร่มไม้สูงใหญ่ สนามหญ้ากว้างขวางเขียวขจี เห็นแล้วน่านอนเกลือกกลิ้งดูกลุ่มเมฆล่องลอย เพ้อฝันว่าเป็นรูปนั้นรูปนี้ตามประสาเด็กๆ นกบินผ่านช้าๆ ยอดไม้ไหวเอนตามสายลมเฉื่อยฉิว ราวกับจะขับขานบทเพลงของป่าที่น่ารื่นรมย์ให้พวกเราฟัง

ส่วนที่พวกเราเด็กๆ ชอบมากที่สุด คืนต้นไม้ทุกต้นมีชื่อเขียนบอกไว้ด้วย ทำให้เรารู้จัก ยูง, ยาง, ประดู่, อินทนิล, มะค่า, เสลา, ชิงชัน, พะยูง, กฤษณา…โอ๊ย! มากมายจนนับไม่ถ้วนเลยละค่ะ

“เร้ว! พวกเรา…มาดูอะไรนี่เร้ว…แปลกที่สุดเลย!”

เสียงตะโกนของตาอั้น-น้องชายวัย 7 ขวบของดิฉันทำให้พวกเราหันไปมองเห็นแกกำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ใกล้ๆ พุ่มไม้ ท่าทางตื่นเต้นและชอบอกชอบใจเต็มที่

“ใครเคยเห็นต้นไม้แบบนี้มั้ย? ทายซิว่าต้นอะไร? อย่ามองป้ายชื่อก่อนนะ”

แต่ไม่ได้ผลหรอกค่ะ พวกเราไปถึงก็เห็นชื่อ เลยร้องขึ้นพร้อมๆ กันว่า

“พญาไร้ใบ!!”

ทั้งมุงดูและวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปาก ทำนองว่าต้นไม้อะไรไม่มีใบหรอก มีแต่กิ่งก้านหงิกงอหยิกไปมา แต่ก็เป็นพุ่มสวยแปลกตา เกิดมาพวกเราก็เพิ่งเคยพบเห็นนี่เอง บางคนพูดเล่นๆ ว่าอยากเด็ดกิ่งไปปลูกที่บ้านจังเลย

ขณะนั้น พวกผู้ใหญ่ข้ามลำธารไปปูเสื่อนั่งคุยกันอยู่ใต้ร่มไม้แล้ว บางคนก็นอนหงายสบายใจ เราชักชวนกันไปสมทบ เพราะเริ่มมีการเปิดเสบียงอาหารมาแบ่งปันกันกินแล้ว

ทันใดนั้น ตาอั้นก็ร้องเสียงดังขึ้นมาอีก!

“เราลงไปเล่นน้ำกันมั่งดีกว่า นั่นไง! เด็กๆ เขาเล่นน้ำกันน่าสนุกตั้งหลายคนแน่ะ…เห็นมั้ย?”

ดิฉันกับเพื่อนๆ หันไปมอง แต่ไม่เห็นมีใครในลำธารแม้แต่คนเดียว!

“อย่าพูดมาก รีบข้ามไปหาพ่อแม่เร็วๆ ฝั่งโน้นมีสนามให้วิ่งเล่นกว้างกว่าฝั่งนี้อีก” ดิฉันบอกน้องแล้วเดินนำหน้า มองดูคนอื่นๆ ที่มาเที่ยวสวนสวรรค์กันบางตา หรือว่าจะหลบไปนั่งๆ นอนๆ ตามหลังต้นไม้ด้านในค่อนข้างหนาทึบก็เป็นได้

สังหรณ์บางอย่างทำให้หันไปมองน้องชาย …ตาอั้นกำลังโบกไม้โบกมือไปทางลำธารพอดี

“โบกมือให้ใครน่ะ อั้น? ไม่เห็นมีใครซักคน”

“เด็กผู้หญิงผมยาว ใส่เสื้อแดงไงล่ะ…นั่นไง! เขาเดินขึ้นจากน้ำมาแล้ว! ตัวเปียกโชกเชียว …ไม่หนาวเหรอ?”

 

ซอยนี้มีผี

ผมจำได้แม่นว่าแกนุ่งกางเกงยีนส์ สวมแจ๊กเกตดำ เสื้อตัวในสีส้ม ผมยาวปรกหน้าผาก คาบบุหรี่ติดปากเหมือนที่เคยเห็นทุกครั้ง!

ลม พัดอู้จนเศษกระดาษปลิวว่อน ผมรีบเผ่นกลับบ้าน คิดว่าช่วยเตี่ยปิดร้านแล้วจะได้อาบน้ำ เข้าห้องดูทีวีให้สบายใจ…แต่พอไปถึงก็เห็นเตี่ยท่าทางซึมๆ บอกว่าเพิ่งได้ข่าวเฮียอ๋าโดนคู่อริดักรุมแทงที่สวนมะลิเมื่อตอนเย็น อาการเป็นตายเท่ากัน ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลกลาง!

ร้านแปะเตียงอยู่ในซอยบำรุงรัตน์มาตั้งแต่เตี่ยยังหนุ่ม ปาเข้าไปราว 70 ปี โด่งดังมากเรื่องลูกชิ้นปลาหลายแบบ ล้วนแต่ทำเองทั้งนั้น ลูกชิ้นเหนียวนุ่มน่ากินนักหนา เขาว่าทำจากปลาดาบกับปลาอินทรี ลูกชิ้นกุ้งก็ลือชื่อเช่นกัน รับรองว่าได้กินเนื้อกุ้งล้วนๆ ไม่มีแหกตาผสมแป้งให้เสียยี่ห้อ

ร้านข้าวเสียโปที่ปากซอยเจริญกรุง 19 ฝั่งเดียวกับบ้านผมก็อร่อยเฉียบขาดนัก สมัยก่อนได้ยินเขาเถียงกันว่า ที่ถูกแล้วเรียกว่า “ข้าวเฉียโป” หรือ “ข้าวเสียโป” กันแน่?

คนที่เรียกว่าข้าวเฉียโปก็เพราะเป็นชื่ออาหารจีนอย่างหนึ่ง แต่คนที่ยืนยันว่าเป็นข้าวเสียโปก็เพราะแถวสามยอดสมัยก่อนมีโรงหวย นักพนันที่เสียโปแทบหมดกระเป๋าก็เลยมาหาอาหารถูกๆ ที่หาบขายมากินกันตาย เลยเรียกว่าข้าวเสียโป!

คิดแล้วก็เป็นงงเอาการนะครับ!

ไม่ใช่ข้าวหน้าเป็ด ข้าวหมูแดงหมูกรอบ เพราะเป็นทั้งข้าวหน้าเป็ดผสมกับหมูแดงหมูกรอบ ไหนจะใส่กุนเชียง กระเพาะหมู หูหมู ลิ้นหมู ตับแก้ว (ตับที่ยัดด้วยมันหมู) ราดด้วยน้ำเป็ดย่าง รสชาติหวานมันและเค็มพร้อมสรรพ

ผักที่แนมมาก็ไม่ใช่แตงกวาหรือไช้เท้ากรอบๆ แต่เป็นผักลวก มีทั้งถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง น้ำจิ้มน้ำซีอิ๊วผสมน้ำส้มสายชูรสเด็ดจริงๆ ให้ดิ้นตาย …จานเดียวอิ่มตื้อไปทั้งวัน

ตกลงว่าชื่อข้าวเฉียโปหรือเสียโปกันแน่?

เจ้าของร้านเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนจะมีส่ำเซียนพกอุปกรณ์เล่นพนันเป็นไม้กระบอกใส่ติ้วเป็นสีๆ มีแต้มคล้ายเซียมซี ใครดึงได้แต้มมากถือว่า “เสียโป” ต้องเสียเงินให้นักเล่นคนอื่นๆ แต่ถ้ามีข้าวหาบสารพัดหน้ามาขายก็ต้องควักกระเป๋าเลี้ยง…นี่เองคือที่มา ของคำว่าเสียโป!

เพราะความที่เป็นคนชอบหาของอร่อยๆ กิน นี่แหละครับ ทำให้ผมเจอะเจอประสบการณ์ขนหัวลุกโดยไม่นึกฝัน

วันนั้นผมช่วยเตี่ยขายของตั้งแต่เช้า เป็นกับข้าวที่กินกับข้าวต้มเหมือนตอนเช้า ผมเลยหลบไปร้านแปะเตียง เล็กแห้งลูกชิ้นปลา-เล็กต้มยำใส่ทั้งลูกชิ้นปลากับลูกชิ้นกุ้ง

กลับไปทำงานต่อจนตกค่ำ รีบล้างหน้าล้างตาบึ่งไปเจริญกรุงซอย 19 เพราะหิวเต็มทน

ตอนนั้นราวทุ่มเศษ ผมยืนรอสักครู่ก็ได้โต๊ะว่าง สั่งข้าวเสียโปแบบแยกเครื่องมาหม่ำทันที… มองไปที่หน้าร้านก็เห็นคนมายืนออกันราว 5-6 คน จะทันหรือเปล่าก็ไม่รู้เพราะร้านเขาปิดแค่สองทุ่มเท่านั้นเอง

รู้สึกจะคุ้นหน้าอยู่คนสองคน พอหันไปอีกทีก็ใช่เลย เฮียอ๋า-คนดังย่านพลับพลาไชย แกเป็นเพื่อนรุ่นน้องของเตี่ยผมเอง…เฮียอ๋าพยักหน้าให้ผมยิ้มๆ แบบทักทาย ผมจะเรียกมาร่วมโต๊ะก็ไม่ได้ครับ ไหนจะโต๊ะเล็ก แถมนั่งกันเต็มอีกต่างหาก

ข้างนอกลมพัดแรง ฝนทำท่าจะเทลงมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้!

รีบก้มหน้าก้มตากินอาหารเร็วขึ้น ไม่อยากให้คนหิวต้องรอไส้แขวนนานนักหรอกครับ อกเขาอกเรา! แต่พอจ่ายเงินเสร็จเดินออกมาก็ไม่เห็นเฮียอ๋าซะแล้ว

จะว่าแกขี้เกียจรอเลยไปหากินร้านอื่นก็ไม่ใช่ เพราะเฮียอ๋าเป็นแฟนประจำข้าวเสียโปเหมือนผม แต่จะว่าแกได้โต๊ะว่างเข้าไปตอนผมก้มหน้าควักเงิน…หันไปดูในร้านเล็กๆ นั่นก็ไม่เห็นเฮียอ๋าแม้แต่เงา

 

ผมอ้าปากค้าง ขนหัวลุกเกรียว ร้องแต่ว่าไม่จริงๆ ขณะที่เตี่ยพูดต่อโดยไม่สนใจ

“พรุ่งนี้อั๊วจะไปเยี่ยมมันหน่อย ชั่วๆ ดีๆ มันก็ไม่เคยมาระรานเรา เรียกอั๊วว่าเฮียตั้งแต่เด็กจนโต”

ผมทนไม่ไหวก็ร้องว่า เพิ่งเห็นเฮียอ๋าที่หน้าร้านเสียโปมาหยกๆ…เตี่ยส่ายหน้าโดยไม่พูดไม่จา รุ่งขึ้นไปเยี่ยมเฮียอ๋าแล้วกลับมาบอกว่าโดนแทงสาหัสจนหมอช่วยไม่ไหว เพิ่งสิ้นใจเมื่อตอนกลางดึกนี่เอง

แล้วที่ผมเห็นเมื่อตอนค่ำวานคืออะไรกันแน่ล่ะ?

ถึงตอนนั้นเฮียอ๋ายังไม่สิ้นลมก็ออกจากโรงพยาบาลมารอกินข้าวเสียโปไม่ได้แน่ๆ คิดไม่ออกจริงๆ ได้แต่ขนหัวลุกครับ!

ผีสิงต้นไม้

ตะเคียนต้นนี้อยู่ในเขตวัดตะเคียนงาม ตำบลกระแสบน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ตั้งชื่อตามต้นตะเคียน ซึ่งมีอยู่สองต้น ความสูงใหญ่และอายุไล่เลี่ย กัน น่าแปลกต้นซ้ายได้ชื่อว่าเจ้าพ่อตะเคียน ผิดกับตะเคียนทั่วไปซึ่งเชื่อถือกันว่าเป็นเพศหญิง ส่วนต้นขวาคือเจ้าแม่ตะเคียนทอง ที่มีอิทธิฤทธิ์ให้ชาวบ้านร้านช่องเลื่อมใสและเคารพนับถือกันมาช้านานแล้ว

ตะเคียน คู่นั้นมีผ้าแพรหลากสีสันพันรอบลำต้น โดยผู้คนที่มาบนบานศาลกล่าวเรื่องต่างๆ ได้รับความสำเร็จสมปรารถนา อีกทั้งมีการสร้างศาลไม้เล็กๆ ไว้ให้เป็นที่อยู่อาศัยและเซ่นไหว้มาช้านานหลายสิบปี จนศาลนั้นโดนทั้งแดดและฝนกระทั่งเก่าแก่ใกล้ผุพังไปตามกาลเวลา

เมื่อราวสองปีก่อนก็เกิดเรื่องน่าอกสั่นขวัญแขวนอุบัติขึ้นมา!

กลาง ดึกคืนนั้น มีทั้งพายุและฝนโหมกระหน่ำหนักหน่วง ชาวบ้านใกล้เคียงได้ยินเสียงยอดไม้โดนพายุรุนแรง ตามด้วยเสียงกิ่งก้านเสียดสีกันไม่ขาดสาย ฟังคล้ายเสียงผู้หญิงกำลังร่ำร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส สะท้านสะเทือนเข้าไปถึงหัวอกหัวใจจนขนลุกขนพองไปตามๆ กัน

ไม้ใหญ่ทั้งสองชนิดเชื่อกันว่ามีผีสิงโดยธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องมีใครผูกคอตายหรือตกลงมาตายเหมือนต้นไม้ชนิดอื่นๆ ด้วยซ้ำไป

จังหวัดระยองก็มีเจ้าแม่ตะเคียนทอง เชื่อกันว่าเป็นตะเคียนใหญ่ที่สุด อายุมากที่สุดในประเทศไทย

ความใหญ่ขนาดแปด คนโอบ อายุไม่ต่ำกว่าห้าร้อยปี!

 

บัดดลนั้น เสียงเปรี๊ยะปร๊ะก็ดังกระหึ่ม ราวเสียงใครกรีดร้องกึกก้อง ตามด้วยเสียงครึกโครม สนั่นหวั่นไหวปานเสียงฟ้าผ่า แผ่นดินสะท้านสะเทือนจนบ้านช่องพลอยสั่นไหว แทบจะพังทลายไปด้วยกันในพริบตา!

รุ่งเช้า ชาวบ้านก็ออกมาเห็นภาพที่ทำให้ตะลึงพรึงเพริด แทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าภาพที่เห็นจะเป็นความจริง

นั่นคือ ตะเคียนเจ้าแม่กิ่งใหญ่หักสะบั้นลงมากองอยู่บนพื้นดิน ความใหญ่โตและยาวเหยียดเหมือนจะเป็นตะเคียนอีกต้นหนึ่งที่หักโค่นลงมา จนต้องช่วยกันตั้งแคร่และเลื่อยออกเป็นสองท่อนยกขึ้นวางไว้ใกล้ๆ กับรั้ววัดนั่นเอง

เมื่อพูดถึงเสียงเสียดสีเอี๊ยดอ๊าด คล้ายเสียงร้องร่ำคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวดก่อนจะหักโค่นลงมา ก็ทำให้ผู้คนถึงกับขนลุกขนชันด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง ราวกับเสียงนั้นยังติดหูอยู่ในความทรงจำไม่รู้หาย

เรื่องราวน่าขนหัวลุกก็อุบัติขึ้นแต่นั้นมา!

ในยามค่ำคืน มีคนเห็นผู้หญิงผมยาวแต่งชุดไทยโบราณเดินผ่านไปมา บางครั้งก็เห็นชัดเจน แต่บางคราวก็เห็นเพียง วอบๆ แวบๆ แล้วก็หายไป มีเสียงร่ำไห้โหย หวนดังขึ้นมาแทนที่

 

แม้แต่นักท่องเที่ยวจากจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งกรุงเทพฯ ก็มีไกด์พามาเที่ยวชมกันคึกคักหนาตา

มีผู้นำเสื้อผ้าของสตรี ชุดไทยสวยๆ งามๆ มาแก้บนมากมาย โดยแขวนไว้ในตู้พลาสติกด้านซ้าย มีถาดใส่ไฟแช็กที่เชื่อว่าเจ้าแม่โปรดปรานหลายสิบอัน ไหนจะตุ๊กตาม้าและเด็ก โดยเฉพาะกระบอก เซียมซีที่เล่าขานกันว่ามีผู้โชคดีถูกหวยรวยลอตเตอรี่กันมาหลายรายแล้วเพราะ เจ้าแม่ให้โชค

เจ้าแม่ตะเคียนทองในวัดตะเคียนงาม นอก จากจะเก่าแก่ใหญ่โต อำนวยอวยพรให้ผู้มา กราบไหว้แล้ว ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าศึกษาสนใจของจังหวัดระยองอีกด้วยครับ

มีคนฝันเห็นผู้หญิงที่เชื่อว่าเป็นเจ้าแม่ตะเคียน ทองมาร้องห่มร้องไห้ คร่ำครวญว่าไร้ที่อยู่อาศัย ไม่มีชายคาคุ้มแดดคุ้มฝน ต้องทุกข์ทนอยู่กลางแจ้งมาตลอดเวลา ได้รับความทุกข เวทนามาช้านานแล้ว

หนัก เข้าชาวบ้านก็ร่วมมือร่วมใจกันสร้างศาลใหม่เป็นการเป็นงาน มีหลังคาและฝาสามด้าน ทำรูปปั้นเจ้าแม่ตะเคียนทองแต่งองค์ทรงเครื่องสวยงาม มีบริวารขนาดเล็กเป็นสาวสวยขนาบซ้ายขวา ผู้คนศรัทธาเลื่อมใสเข้าไปกราบไหว้ ทั้งขอพรและทั้งบนบานศาลกล่าวเรื่องราวต่างๆ ปรากฏว่าสมปรารถนากันมากมาย จนขึ้นชื่อลือชาไปทั้งเมืองระยอง

ผีมาหยอก

สองคนนี่คือเพื่อนซี้ของผม ไปมาหาสู่กันประจำ เย็นๆ วันเสาร์อาทิตย์ ไม่รู้จะไปไหนก็โทร.หาเพื่อน ถ้ามันอยู่ที่บึ่งแมงกะไซค์ไปหา โจ้เหล้าโซดากันมั่ง ยาดองมั่ง ตามกำลังทรัพย์ ตอนค่ำๆ แถวปากซอยภักดีน่ะมีต้นโพธิ์ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาร่มครึ้ม ชาวบ้านเชื่อถือกันว่ามีเจ้าพ่อศักดิ์สิทธิ์ตามฟอร์ม ชอบไปขอหวยกันตรึม แต่ผมเห็นแล้วนึกเสียวๆชอบกล ไม่รู้เป็นไง?

แถวนั้นหรือเรียกกันติดปากมานานว่า ก.ม. 11ร่ำลือว่าผีดุชะมัด เพราะมีรถชนกันบ่อยครั้ง ไม่ว่าที่วิภาวดีฯ หรือถนนตัดใหม่ เรียกกันซะหรูหราว่า “โลคัลโรด” หรือของจริงก็คือถนนเลียบทางรถไฟน่ะแหละคุณ

มีทั้งด้านนอกและด้านในที่เลียบชุมชน แต่ว่าเป็นทางตันนะครับ ผมเห็นกลับรถกันมาหลายรายแล้ว

นอกจากตายเพราะอุบัติเหตุรถชนกันแล้ว ยังมีการตายโหงน่าสยดสยองเพราะรถไฟทับตายอีกล่ะ…แหม! รถไฟนี่ไม่ต้องทับหรอกครับ แค่ชนก็ตายแหงๆ อยู่แล้ว ถึงจะมีสถานีย่อยที่หน้าชุมชน แต่พวกรถเร็วรถด่วน ไม่จอด นอกจากรถระยะใกล้อย่างกรุงเทพฯ-ลพบุรี ตอนเย็นๆ

ไหนจะมีการตีรันฟันแทงกันตามระเบียบเพราะฤทธิ์สุรา ทั้งนักเลงทั้งวัยรุ่น กินเหล้าเข้าไปก็เลยเห็นช้างเท่าสุกรได้ง่ายๆ จนถึงกับบาดเจ็บล้มตายกันหลายครั้งหลายครา

เจ้าหงกับเจ้าตี๋ในฐานะเจ้าถิ่น เคยเล่าว่ามีคนดวงซวยโดนผีหลอก วิ่งกระเจิดกระเจิงมาหลายรายแล้วครับ

บ้านอยู่หลังสถานีรถไฟนี่เอง มีเพื่อนสมัยเรียนและตอนวัยรุ่นอยู่หลายคน ส่วนมากอยู่ละแวกเดียวกัน บ้างก็แถววัดเสมียนนารี บ้างก็เลยไปทางชุมชนสวนผัก, ชุมชนภักดี ก.ม.11 โน่นแน่ะ

ไม่มีเพื่อนเป็นลูกคนรวยอย่างบ้านกลางกรุงอะไรนั่นหรอกครับ ส่วนมากอยู่สลัมกันทั้งนั้นแหละ เช่น เจ้าหงอยู่สวนผัก เจ้าตี๋อยู่ภักดี

อ้อ! เมื่อตะกี้ผมเล่าว่าเมายาดอง?

แถวนั้นมีอยู่ 2 เจ้า ตั้งแผงค่อนข้างห่างกัน แต่อยู่ทางด้านทางรถไฟทั้ง 2 แผง ตอนเย็นๆ มีลูกค้าแวะเข้าไปอุดหนุนกันคึกคักพอสมควร มีตัวยาเด็ดๆ เขียนติดโหลเอาไว้ยั่วใจดีพิลึกละ

ช้างผสมโขลง, ม้ากระทืบโรง, พลังเสือโคร่ง, โด่ไม่รู้ล้ม, กลิ้งกลางดง, สาวสะกิดแม่, เฒ่าปล้ำสาว…โอ๊ย! พวกผมยังหนุ่มพลังสูงแท้ๆ ยังอดลองมันซะทุกอย่างไม่ได้นี่นา!

วันเกิดเหตุ ตอนเย็นผมนึกเปรี้ยวปากอยากกินยาดองขึ้นมาดื้อๆ เลยนัดแนะเพื่อนซี้ทั้งคู่ไปที่ร้านด้านใน ใกล้จะถึงทางตัน อากาศตอนต้นปีเย็นกำลังสบายๆ ผมไปถึงก่อนก็เลยสั่งม้ากระทืบโรงมาอุ่นเครื่องรอ…

แหม! ร้อนท้องซู่ซ่าอย่าบอกใครเชียว มีคนคุ้นๆ หน้ากันที่เพิงยาดองก็ยิ้มให้กันมั่ง ทักทายกันมั่ง… มีเพื่อนดีกว่ามีศัตรู จริงมั้ยครับ?
รถไฟแล่นฉึกฉักผ่านทางหลังเพิงขายยาดองไป แสงสว่างชักเหลือน้อยลงทุกที!

ลุงม้วนถามถึงเจ้าหงกับเจ้าตี๋ ผมบอกว่าเดี๋ยวคงมาสมทบ คืนนี้ว่าจะไปต่อแถวย่านเกษตร-นวมินทร์กัน ลุงม้วนก็เตือนว่าขับรถขับราระวังหน่อย เดี๋ยวจะพลาดพลั้งไป…

ว่าแล้วแกก็ขอตัวไปทำมาหากินต่อ…

ผมหันไปโบกไม้โบกมือให้เพื่อนรุ่นน้า พอดีเห็นเจ้าหงบึ่งรถออกมา มีเจ้าตี๋ซ้อนท้ายพอมาถึงก็รีบออกเนื้อออกตัวว่ามาช้าเพราะรอเจ้าตี๋ แล้วถามว่าเมื่อตะกี้ผมโบกมือให้ใครหย็อยๆ น่ะ

“ลุงม้วนไง” ผมตอบ “แกเพิ่งลุกไปหยกๆ พวกมึงก็มา”

เจ้าหงปล่อยก๊ากทันใด
พี่ชิต เจ้าติ่ง ลุงม้วน…เราเคยเห็นกันบ่อยหน บางคนมาสั่งแค่ก๊งสองก๊งแล้วก็บึ่งรถไปมั่ง เดินตีต๊อกไปมั่ง วันนั้นมีถุงม้วนคนเดียวที่ปักหลักคุยกับผมเอิ๊กอ๊ากตามประสาคนถูกคอกัน

ลุงม้วนอายุ 40 กว่าๆ ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างอยู่ย่านนั้นแหละ หุ่นผอมดำ หน้ากระดูก ผมหงอกประปราย ใครๆ เขาเรียกลุงๆ กันทั้งนั้น ผมก็เลยเรียกลุงมั่ง
“มึงกินเหล้ากับลุงม้วนเรอะ? โอ๊ย! ฮาแตกเลยกู แกเพิ่งโดนรถกระบะชนตายที่หน้าวัดเสมียนเมื่อคืนนี้เอง”

มันหัวเราะเยาะแล้วหันไปพยักพเยิดกับเจ้าตี๋ แต่ผมขนลุกซ่า รู้สึกหน้าชาเห่อเหมือนกินว่านเข้าไปทั้งกอ ชี้มือสั่นระริกไปที่แก้วเหล้าเปล่าๆ ที่ยังตั้งอยู่ทนโท่ เล่นเอาเพื่อนทั้งสองอ้าปากค้าง หน้าขาวซีดลงทันตาเห็น…

ลุงม้วนตายไปแล้วจริงๆ เพราะแกไม่ได้สวมหมวกนิรภัย แบบเดียวกับพวกที่ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างตามตรอกตามซอย หรือแม้แต่ออกสู่ถนนใหญ่แล้วนั่นแหละครับ

นักรบแห่งความตาย

ผีดุซักผ้า, ใหม่ย้ายไปชาร์ลสตันตามสงครามกลางเมือง, พบว่าตัวเองตื่นขึ้นมาที่จังหวะของสิบสองในแต่ละคืนโดยก้องของล้อหนักผ่านในถนน แต่เธออาศัยอยู่บนถนนท้ายตายและมีคำอธิบายสำหรับเสียงไม่มี สามีของเธอจะไม่ยอมให้เธอมองออกไปนอกหน้าต่างเมื่อเธอได้ยินเสียงบอกให้เธอออกดีพอเพียงอย่างเดียว ในที่สุดเธอก็ถามผู้หญิงคนหนึ่งที่ล้างในอ่างอาบน้ำที่อยู่ถัดจากเธอ ผู้หญิงกล่าวว่า.. “สิ่งที่คุณได้ยินคือกองทัพแห่งความตายพวกเขาจะทหารที่เสียชีวิตในโรงพยาบาลโดยไม่ทราบว่าสงครามจบแต่ละคืนพวกเขาลุกขึ้นมาจากหลุมฝังศพของพวกเขาและไปเพื่อเสริมสร้างลีในเวอร์จิเนียเพื่อเสริมสร้าง กองกำลังอ่อนแอใต้. ”

ในคืนถัดไปซักผ้าหลุดออกจากเตียงไปดูกองทัพของผ่านความตาย เธอลุกขึ้นยืนสะกดผูกพันตามหน้าต่างเป็นสีเทาหมอกกลิ้งผ่าน ภายในหมอกเธอมองเห็นรูปร่างของม้าและสามารถได้ยินเสียงห้าวของมนุษย์และ rumble ของศีลถูกลากผ่านถนนตามด้วยเสียงของเท้าเดิน พลทหารขี่ม้า, รถพยาบาลรถบรรทุกและศีลที่ผ่านมาก่อนดวงตาของเธอ, shrouded ทั้งหมดในสีเทา หลังจากสิ่งที่ดูเหมือนชั่วโมง, เธอได้ยินเสียงแตรระเบิดไกลแล้วเงียบ

เมื่อซักผ้าออกมาจากความงุนงงของเธอเธอพบว่าหนึ่งในอ้อมแขนของเธอเป็นอัมพาต เธอไม่เคยทำวันเต็มซักตั้งแต่

ผีไม่ลืมถิ่น

ผีดุ
ฟังแล้วนะคะ…แหม! ขอโทษเถอะ ป้าอยากตบปากมันจังเลยค่ะ!

ป้า เองอายุเลยหกสิบมาหลายปีแล้ว นึกถึงวันคืนเก่าๆ แล้วใจหายค่ะ ทำไมกาลเวลามันผ่านไปเร็วนักก็ไม่รู้? เมื่อสิบกว่าปีก่อน แม่ค้าที่ตลาดยอด บางลำพู เรียกว่าป้าๆ ช่วยซื้อผลไม้หน่อยซีคะ! เล่นเอาเกือบสะดุ้งแน่ ใจหายหมดเลย…ยกมือขึ้นลูบผมหงอกประปรายอย่างลืมตัว ต่อมาพวกหนุ่มสาวแถวบ้านที่บางขุนพรหมก็เรียกป้าๆ กันไปหมด

ผีดุ
“ผีมันเห็นว่าแก่ซะขนาดนี้ ไม่ช้าก็จะกลายเป็นผีด้วยกันอยู่แล้ว! เผลอๆ ผีเห็นมันยังตกกะใจ…นึกว่าเจอผีหลอกซะอีกแน่ะ!”

มาตอนนี้โดนเรียกยาย! แต่ฟังแล้วเฉยๆ ค่ะ ไม่ยินดียินร้ายอะไรหรอก…ฉันไม่อยากแก่ แต่ก็ยินดีที่จะแก่! พูดเอาเท่ ตามเทรนด์เค้าทันมั้ยเนี่ย?
“ตาเถร!” ป้าหลุดออกไปเต็มปากเต็มคำ เพราะใบหน้านั้นคือตาอ๋อชัดๆ แถมยืดคอเข้ามาหาจนป้าผงะหงาย ร้องแว้! จนป้าหวิดสลบ ตาเหลือก ยกมือขึ้นกุมอก ใจเต้นโครมคราม…ตาเบิ้มเดินผ่านป้าไปแล้ว

พุทโธธัมโม! จะหลอกก็หลอกดีๆ ซี่ ดันแปลงตัวมาหลอกแบบนี้น่ะมันไม่แฟร์ย่ะ! คนแก่ก็มีหัวใจนะยะ…ขอบอก! เอิ๊ก…ลมใส่ซีคะคุณ!
คนปูนป้าน่ะเลิกทำการงานกันแล้ว ป้าเองก็เหมือนกัน ยังดีที่มีลูกๆ หลานๆ คอยดูแล แต่ถึงไม่มีป้าก็มีบำนาญกินละค่ะ รับใช้หลวงท่านมาเกือบ 40 ปีแล้วนี่นา ป้าก็ช่วยดูแลบ้าน ทำงานเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่จะทำได้ ตอนเย็นๆ มานั่งหน้าบ้านคอยหลานที่มีผู้หญิงกับผู้ชาย ซนเป็นทโมนไพรทั้งคู่เชียว เฮ้อ…แต่ก็รักมันนะ

บางวันก็ไปวัด ไม่ว่าวัดอินทร์, วัดสามพระยา, วัดใหม่อมตรส, วัดเอี่ยม…วัดหลังนี่ไปบ่อย ไหว้ท่านท้าวมหาพรหมบ้าง หลวงปู่ทวดบ้าง เจ้าแม่กวนอิมบ้าง นึกครึ้มๆ ก็ซื้อมาลัยกับหมากพลูที่เขาขายหน้าวิหารไปถวายท่าน แล้วก็เสี่ยงเซียมซี

อ้าว? ก็เพื่อหาเลขเด็ดไปเล่นหวยน่ะซีคะ งวดละสองสามร้อยบาทพอให้ได้ลุ้นระทึกก็ยังดี ผู้หญิงคราวป้าแถมเป็นม่ายผัวตาย จะมีอะไรส่วนตัวให้ลุ้นล่ะคะคุณ?

มัวแต่เรื่อยเปื่อยถึงเรื่องอื่นเสียเวลา ขอเข้าเรื่องขนหัวลุกเลยนะคะ!

ตาอ๋อ-คนในซอยเมากลับบ้านตอนค่ำ โดนรถชนแถวปากซอยตายคาที่

ที่เรียกตาอ๋อน่ะไม่ใช่คนแก่นะคุณ เราชอบเรียกคนรุ่นลูกรุ่นหลานว่า พ่อนั่นแม่นี่, ตานั่นยายนี่จนติดปาก…ตาอ๋อน่ะอายุราวสี่สิบ อ่อนกว่าลูกชายคนโตของป้าเสียอีก แกชอบเหล้าค่ะ เมาแล้วซ่าเป็นประจำ

มาถึงเรื่องสำคัญคือเขาลือว่าผีตาอ๋อเฮี้ยนนัก ไม่ต้องพูดถึงกลางค่ำกลางคืนจะมาหลอกหลอนเลยค่ะ นั่นน่ะผีเบ็ดเตล็ด! ตาอ๋อนี่ผีมีปริญญาการันตีเชียวนะคุณ!

แกมาหลอกหลอนกลางวันแสกๆ ตอนบ่ายตอนเย็นไปยันโพล้เพล้ เดินปะปนกับคนในซอยน่ะแหละ ไม่ค่อยมีใครสนใจจนกระทั่งมองหน้าจังๆ จึงเห็นตาอ๋อยิ้มให้ พอจำได้ก็ร้องโวยวายเหมือนคนบ้าหรือเจ๊กตื่นไฟ โว้ยๆ จนแตกตื่นกันไปทั้งซอย

ตอนแรกก็ว่าตาฝาด แต่เอ๊ะ! นับวันยิ่งหนาหูขึ้นทุกที ป้านั่งเล่นหน้าบ้านคอยหลานเล็กๆ กลับจากโรงเรียน มองดูคนผ่านไปมา รู้จักกันก็ทักทายกัน…แต่ไม่เคยเจอตาอ๋อซักที ตอนแกยังไม่ตายก็ถูกชะตากันดีค่ะ

เย็นหนึ่งป้าก็เจอดีเข้าให้!

ขณะนั่งมองดูคนเดินผ่านไปมาแล้วนึกถึงตาอ๋อ…คนไหนนะ? แต่ก็ไม่เห็นจนห้าโมงกว่าๆ หน้าหนาวค่ำเร็ว ฟ้าครึ้ม แดดหายไปหมด ก็พอดีมองเห็น…

ตาอ๋อนี่นา! ยกมือป้องหน้า ขยับแว่นจ้องมองให้แน่ใจ เห็นนุ่งกางเกงยีนส์สวมเสื้อยืดขาวคุ้นตา ยอมรับว่ากลัวนิดๆ แต่พอเขาเดินใกล้เข้ามาก็ไม่ใช่ตาอ๋อหรอกค่ะแต่เป็นตาเบิ้ม เขาวัยเดียวกัน สูงต่ำดำขาวพอๆ กัน ตาเบิ้มยิ้มให้ป้าจนกำลังจะผ่านหน้าไปรอมร่อ…นึกยังไงไม่รู้ดันหันขวับมา

อาถรรพณ์ งานศพ

ผีไทย

สวัสดีครับเรื่องราวเล้นลับวันนี้เป็นเรื่องงานศพจากทางบ้าน ที่ได้ไปงานและได้ทำสิ่งที่ไม่ควรเรื่องนี้อ่านเป็นอุทหรณ์กันครับ

ฝนตกลงมาห่าใหญ่ ทำให้เพื่อนๆที่มาร่วมงานกลับบ้านไม่ได้ จึงถือโอกาสนั่งคุยกันต่อขณะนั้นเอง “สุชาติ”เพื่อนจอมซ่า ได้โพลงพูดขึ้นมาว่า นี่นะงานนี้เลี้ยงแค่ “ข้าวต้ม” ถ้าเป็นงานเขานะ จะเลี้ยง “พิซซ่า”

ซึ่งในกลุ่มเพื่อนก็ได้แต่มองหน้ากันไปมา แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก สักพักจู่ๆ เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่ม ก็เดินไปที่กระดานดำ ซึ่งไว้สำหรับเขียนหมายกำหนดการ งานศพและเจ้าภาพในแต่ล่ะคืน ไม่มีใครรู้ได้ว่า เพื่อนคนนี้เกิด “พิเรน”หรือมีอะไรมา “ดลใจ” จู่ๆก็ใช้ผ้าลบชื่อ “คนตาย”ที่เขียนไว้บนกระดานดำออก และเขียนชื่อ “สุชาติ”เพื่อนจอมซ่าของผมลงไปแทนๆที่มันจะรู้สึกโกธร แต่ “สุชาติ”กลับบอกว่า “นามสกุล”เขียนผิด ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเพื่อนๆในกลุ่ม

เมื่อเรื่องเป็นอย่างนี้ เพื่อนที่เขียนก็เลยเถิด เขียนวันตาย วันเผา เอาไว้ให้เสร็จ แต่ “สุชาติ”ก็ตะโกนบอกลับมาว่า “ตายวันนี้ เผาวันนี้ไม่เอา” ขอเลื่อน “ไปตายอีก 7 วัน”ดีกว่า วันนั้นหลังจากฝนหยุดตกทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น เมื่อเร็วๆนี้ เมื่อ “คุณพ่อ”ของเพื่อนกระผมคนหนึ่ง สมัยเรียนตั้งแต่เรียน “ช่างกลไทยสุริยะ บางเขน” ได้เสียชีวิตลง ด้วยโรคมะเร็ง ปัจจุบันทันด่วน เมื่อเสียชีวิตลงเพื่อนผมในฐานะลูกก็ต้องมีหน้าที่ หาวัดเพื่อต้องสวดพระอภิธรรม ซึ่งวัดแถวบ้านมันบอกกันว่าต้องมีเส้นมีสายพอสมควรถึงจะเอาศพมาตั้งได้
“สุชา ติ” หนึ่งในเพื่อนหัวโจกสมันเรียนก็ได้ เดินทางมาร่วมงานศพพร้อมกับเพื่อนๆกลุ่มหนึ่งจนฟังสวดเสร็จแขกก็ทยอยกลับแต่ “สุชาติ”กับเพื่อนๆยังคงนั่งคุยติดลมกับเพื่อนๆ และ “โอ้”ลูกของผู้เสียชีวิต อย่างออกรสออกชาติ เพราะเพื่อนๆ รวมถึง ไม่ได้เจอะเจอกันมานานมาก การเจอในครั้งนี้ทำให้มีเรื่อง “เม้าท์”กันอย่างเมามันส์

หลังผ่านไปไม่กี่วัน “สุชาติ”ได้โทรมาหา “โอ้”เพื่อนของผมอีกคน และบ่นว่ารู้สึกเหนื่อยๆ นอนไม่ค่อยหลับเลย มักจะฝันแปลกๆบ่อยมาก ในความฝันเห็นมีคนจะชวนไปอยู่ด้วย แต่ไม่รู้ไปไหนคล้ายๆกับวัดที่เคยไปงานศพของ “พ่อโอ้” และ“สุชาติ”บอกต่อว่า  ผีในความฝันก็เดินตามคนๆนั้นไป เจอคนแต่พอทักก็ไม่มีใครคุยด้วยสักคน เลยตัดสินใจวิ่งหนี จนหกล้ม ซึ่งจากการบอกเล่าในเรื่องของความฝัน “โอ้”เองไม่ค่อยเชื่อนัก แต่หลังจาก หลังจาก “สุชาติและโอ้”ได้เจอกัน ทำให้ให้ “โอ้”ถึงกับตกใจ ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

ต่อมาประมาณอาทิตย์กว่าๆ กลุ่มเพื่อนๆได้มีการนัดแนะไปเที่ยว “ย่านเธค” ถนนวิภาวดีรังสิต

ซึ่งมี”สุชาติ”ไปด้วย ตลอดเวลาที่เพื่อนๆกำลังสนุกสนานกัน “สุชาติ”ได้เดินมาบอกกับผมว่า “วันนี้เหนื่อยมาก”

ขอ ตัวกลับบ้านไปคาสิโนก่อน ซึ่งผมและเพื่อนก็เอ๊ะใจว่าทำไหม “สุชาติ” จึงกลับก่อนและมีสีหน้าไม่สู้ดีเลย ทั้งที่เคยเป็นคนที่ร่าเริงและสนุกสนาน แต่ก็ได้เก็บไว้ในใจ เพราะอาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวที่เพื่อนไม่สบายใจอยู่

หลัง จาก “สุชาติ” ตัวกลับออกไป พวกเราก็กลับมาสนุกสนานกันต่อ จนเวลาผ่านไปได้เกือบตี 3 มีโทรศัพท์จากแฟน “สุชาติ” โทรเข้ามาถึง “โอ้”ว่า “สุชาติล้มหัวฟาดพื้น” เสียชีวิตและที่ รพ.พวกราที่กำลังสนุกอยู่หันมามองหน้ากันอย่างงๆว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเราจึงตัดสินใจเดินทางไป รพ.ทันที ซึ่งหมอได้วินิฉัยพบว่า “ปอด”ของ “สุชาติ”แฟบหาย ไปข้างหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติเพราะ “สุชาติ”เป็นคนไม่ดื่ม และไม่สูบบุหรี่ สร้างความเสียใจกับเพื่อนในกลุ่ม แต่ขณะนั้นเพื่อนคนหนึ่งได้ ทักออกมาว่า “เรื่องที่เขียนวันตายในกระดานดำที่วัด เจ้าสุชาติ มันตายก่อน ที่เขียนกำหนดวันตายเอาไว้ 1 วัน “ หลังจากรุ่งขึ้นญาติๆรวมถึงพวกเราก็ไปที่ รพ.เพื่อขอรับศพ “สุชาติ”ออกมาบำเพ็ญกุศล แต่เมื่อติดต่อวัดใกล้ๆบ้านก็ได้รับคำตอบว่าเต็มหมด

“เจ้าโอ้” จึงได้โทรไปติดต่อวัดที่เคยสวดพ่อมัน ก็ปรากฏว่ามีคนจองแล้ว แต่ที่ทุกคนกำลังวุ่นหาวัดอยู่นั้นเอง เจ้าหน้าของวัดที่ “เจ้าโอ้”โทรเข้าไปถามโทรกลับมาว่า “ศาลาว่างแล้ว” เอาศพมาได้ ซึ่งเมื่อถึงวัดเพื่อนทุกคน ก็ต้องตะลึงเมื่อ “เป็นวัดเดียวกับที่สวดศพ พ่อเจ้าโอ้ และเป็นศาลาเดียวกัน ที่ “เพื่อนคนหนึ่งไปลบชื่อคนตาย และใส่ชื่อ สุชาติ และวันตาย วันเผา เมื่ออาทิตย์ก่อนที่ผ่านมา ” เรื่องนี้ใครว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ ก็ตามใจ