คำสาป

16 entries have been tagged with คำสาป.

วิธีสู้ผีพนันออนไลน์

เวลาออกไปสอนหนังสือก็มีแต่กุญแจเฝ้าบ้าน โชคดีที่ฝากฝังเพื่อนบ้านช่วยดูแลให้ แม้ว่าเราจะไม่มีสมบัติพัสถานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ตามแต่จู่ๆ ก็เกิดเรื่องสยดสยองขึ้นในตอนกลางดึกนั่นเอง!

คืน แรกดิฉันไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยเลย รู้สึกกึ่งฝัน กึ่งจริงว่าได้ยินเสียงใครปล้ำกันอึกอัก หอบหายใจแรง ห้องนอนสะท้านสะเทือนนิดๆ แต่แล้วสรรพสิ่งก็ค่อยจางหายไป…อาจเป็นเพราะความง่วงงุนที่ทำให้ฝืนความ รู้สึกไม่ไหวก็เป็นได้…แต่พอรุ่งเช้าถึงได้พบกับสาเหตุแท้จริง!นั่น คือพิสมัยนอนคว่ำหน้าสะอึกสะอื้นอยู่บนเตียง เล่นเอาดิฉันตกใจ วิ่งไปเขย่าตัวแรงๆ จนเธอพลิกหน้ามา…คุณพระช่วย! หน้าตาแดงช้ำราวกับถูกทุบตีทารุณ เสื้อแสงก็ขาดกระเจิงจนเห็นก้อนเนื้อขาวๆ บางส่วน พิสมัยร้องร่ำอีกครั้งก่อนจะคว้าผ้าห่มมาคลุมร่าง ร้องไห้โฮ…

ดิฉันสับสนไปหมด ใจเต้นแรง ถามซ้ำๆ ซากๆ ว่า…เธอเป็นอะไร? เกิดอะไรขึ้น?ในที่สุด เพื่อนสาวก็เช็ดน้ำตาจนแห้งแล้วหลุดปากว่า…ไอ้ผีนรกมันมาข่มขืนฉันน่ะซี!ส่วนดิฉันเป็นคนปทุมธานีนี่เอง รูปร่างหน้าตาพื้นๆ แต่เราก็รักใคร่กันมากที่สุด ตอนเช้าก็ขึ้นรถศิริมิตรไปสอนหนังสือที่โรงเรียนเดียวกันแถวบางซ่อน ตอนเย็นก็กลับมาหาอาหารกินก่อนเข้าห้องพัก ส่วนมากจะหนีไม่พ้นจากหน้าโรงหนังบางกระบือเธียเตอร์

พวกวัยรุ่นชอบเรียกกันอย่างคะนองปากว่า”คาสิโนออนไลน์เฉลิมบือ”เรานอนในห้องชั้นล่างซึ่งค่อนข้างกว้างและติดกับห้องน้ำ ฉันนอนเตียงเล็กๆ ข้างฝาถัดไปด้านในเป็นเตียงพิสมัย สมัยนั้นราวสองทุ่มเศษก็ดูเงียบเชียบไปเกือบ หมดแล้ว มีแสงไฟฟ้าข้างทางส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาเพียงสลัวๆ เท่านั้น

ตอนมาอยู่ใหม่ๆ ฉันใจคอไม่ค่อยดีเหมือนกันเพราะกลัวทั้งผีทั้งคน!เรื่องผีพอจะอุ่นใจที่แม่ให้ยันต์หลวงพ่อศรีเทพจากวัดเทพนารีบางพลัดมาคุ้ม ครองgclub แต่เรื่องคนต้องคอยระวังตัวเอาเอง เพราะซอยองครักษ์ตอนนั้นยังมีบ้านเรือนไม่กี่สิบหลัง สุดซอยเป็นสวนลึกที่ได้ข่าวว่ามีพวกติดยามาซ่องสุมสูบเฮโรอีน หรือเรียกว่า”ไอระเหย” ตั้งฉายาว่า”สิงห์แค็ป”

ฉันอ้าปากค้าง พิสมัยก็พยุงกายขึ้นมาเสยผม นัยน์ตาแดงช้ำ เล่าว่า…ขณะที่เธอหลับสนิทก็ต้องตกใจตื่นเมื่อมีร่างดำทะมึน เหม็นสาบเหม็นสางกำลังโถมเข้ากอดรัดปลุกปล้ำ ทั้งจูบไปทั่วหน้าและทรวงอก คลึงคลำขยำขยี้ไม่ปรานี ปราศรัยจนเธอหวีดร้องด้วยความเจ็บปวดแทบขาดใจ

เดนนรกตนนั้นยิ่งหอบหายใจหนักหน่วง คำรามฮึ่มฮั่ม อย่างสะใจ มือหยาบหนาอุดปากไว้ อีกข้างหนึ่งฉีกกระชากผ้าผ่อนจนเธอแทบจะเหลือแต่ตัวล้อนจ้อน ลมหายใจเหม็นๆ พลุ่งเข้าใส่ ร่างอุบาทว์เบียดเสียด ยัดเยียดความเป็นผัวให้จนเธอสิ้นสติไป

ฉันประคองเธอไปอาบน้ำชำระกาย พิสมัยนิ่วหน้า บ่นพร่ำแต่ว่าอยากจะฆ่าตัวตายให้พ้นทุกข์ ฉันก็ปลอบโยนไปตามเรื่อง แต่พิสมัยน้ำตาร่วงพรูเมื่อหลุดปากว่า…มันบอกคืนนี้จะมาหาอีก!

“ถ้างั้นก็ต้องเจอดี ไอ้ผีนรก!” ฉันคำรามอย่างลืมตัว

นรกเป็นพยาน! ห้องเราไหวเอี๊ยด กลิ่นเหม็นสาบสางแผ่ซ่าน พิสมัยใช้ฟันกัดขอบผ้าห่มแน่น เบิกตาโพลง…ฉันเพิ่งเห็นร่างกำยำดำทะมึน สูงตระหง่านผิดมนุษย์กำลังย่างสามขุมเข้าไปหาเธอ ยอมรับว่าใจระทึก ปากคอแห้งผาก ควานมือสั่นๆ ไปใต้หมอนจนพบกับgclubผ้ายันต์หลวงพ่อศรีเทพ

เกือบพร้อมๆ กับที่มันโถมเข้าใส่พิสมัย เสียงเธอร้องกรี๊ด ฉันก็โดดผึง กางผ้ายันต์ลงอักขระตะปบเข้าที่แผ่นหลังมันทันที ร่างนั้นผวาเยือก กระตุกเร่าๆ เหมือนโดนจี้ด้วยไฟฟ้าแรงสูง

ยันต์วิเศษของหลวงพ่อศรีเทพไงคะ! แม่บอกว่าท่านขลังทางเมตตามหานิยม ทำมาหากินเจริญดี มีแต่คน รักใคร่…กับมีอิทธิฤทธิ์เหนือภูตผีปีศาจบาคาร่าทั้งหลายอีกด้วย!

วันนั้น เราโทรศัพท์ไปลางานทั้งคู่ ดิฉันไปหาซื้ออาหารมาแบ่งปันกันกิน ชวนเพื่อนพูดคุยเรื่องสนุกๆ ให้เพลิดเพลิน จะได้ไม่หมกมุ่นกับราตรีสยองขวัญที่กำลังจะใกล้เข้ามาทุกที

“คิดแล้ว ก็แปลกนะ” ฉันพูดขำๆ”ไอ้เราอุตส่าห์นอนใกล้ประตูแท้ๆ หน็อย! ไอ้ผีตาเซ่อดันมองไม่เห็นคนสวยซะงั้นแหละ ดีล่ะ! คืนนี้ต้องสั่งสอนมันซะหน่อย”

เลยค่ำไปนานแล้ว…เราดับไฟเข้านอนตาม ปกติ ฉันตระเตรียมยันต์วิเศษไว้ใต้หมอน…ถ้าไอ้เดนนรกบ้ากามบุกบั่นมาด้วยความ ย่ามใจ หมายจะตักตวงรสสวาทดูดดื่มให้หนำใจจากเพื่อนฉันอีก สาบานได้ว่าฉันจะตะเพิดมันกลับลงขุมนรกตามเดิมแน่นอน!

“อ๊ากซ์!! โอ๊ยยย…” มันพลิกหน้ามาเห็นนัยน์ตาแดงจ้า แต่แล้วก็ต้องสั่นเทิ้มไปทั้งตัว…พิสมัยร้องกรี๊ดๆ ไม่ขาดเสียง จนร่างปีศาจนรกเลือนรางจางหาย…เราโผเข้ากอดกันร้องไห้โฮเลยค่ะ!

ผีหลอกหลอนเมื่อเล่นบาคาร่า

คืนนั้นดึกแล้ว พี่เดือนอ่อนแรงลงทุกทีบาคาร่า นอนหลับๆ ตื่นๆ และมักร้องครางด้วยความเจ็บปวด ดิฉันรู้ดีว่าเธอทำใจได้แล้ว ยินดีต้อนรับความตายอย่างหน้าชื่น…แต่ร่างกายของเธอล่ะ มันจะยินยอมพร้อมใจด้วยหรือเปล่าหนอ?

แว่วเสียงคราง ดิฉันรีบลุกไปยืนข้างเตียงคนไข้ทันที เปิดไฟสว่างขึ้น ร้องเรียกชื่อเธอตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นพี่เดือนกระสับกระส่าย ดิ้นรน…แม้จิตใจจะยินยอม แต่ร่างกายยังต่อสู้กับความตายตามสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิต หวงแหนลมหายใจของตนจนถึงวาระสุดท้ายดิฉันกดกริ่งเรียกพยาบาล ร้องร่ำเรียกชื่อพี่เดือนซ้ำๆ กัน เห็นหน้าเธอขาวซีดเหมือนสีผึ้ง หอบหายใจลึกๆ สั้นๆ ก่อนจะหยุดนิ่ง เช่นเดียวกับอาการกระตุกที่ไหล่ทั้งสอง…ขณะที่พยาบาลสองคนผลุนผลันเข้ามา

มนุษย์ทุกคนย่อมจะไม่มีใครหนีพ้นการเกิด แก่ เจ็บ ตายไปได้เด็ดขาด แต่ที่น่าสยดสยองก็คือความตาย-เวลาอันสุดโหดของมนุษย์เราทุกคน “โชคดีที่ตายก่อน” คือสัจจธรรมค่ะ

เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ต้องตายแน่ๆ แล้ว ใครบาคาร่าตายเร็วก็ทรมานน้อย แต่ถ้าใครต้องรอแล้วรออีก กระสับกระส่าย ดิ้นรน ครวญคราง…หรือแม้ว่าจะพูดได้ แต่อาการสั่นกระตุก เกร็ง นัยน์ตาเหลือกลาน ก่อนจะวางวาย มีประกายชีวิตเหลืออยู่น้อยนิดเต็มทีแล้ว

ขอยืนยันว่าคนเราก่อนตายนั้น น่าสยดสยองยิ่งกว่าตายแล้วด้วยซ้ำไป!

บ้านเดิมดิฉันอยู่ชนบท เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าคนดุ ดงนักเลง มีการตีรันฟันแทงกันเป็นประจำ มือปืนขวักไขว่ ฆ่าแกงกันไป-มา ล้างแค้นกันจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

คนที่โดนยิงโดนแทงตายคาที่ หรือไปตายโรงพยาบาลมีหลายราย แต่คนที่เพิ่งโดนอาวุธเจ็บสาหัสใกล้ตาย แต่กระเสือกระสนดิ้นรนอยู่ท่ามกลางชาวบ้านและญาติมิตรที่ตระหนกตกใจจนทำอะไร ไม่ถูก…ดิฉันคิดว่าโดนผีหลอกคงไม่น่ากลัวขนาดนี้หรอกค่ะ

ในชีวิตเคยเห็นคนดิ้นรนก่อนตายไปต่อหน้าถึงสามรายแล้ว!

น้าช้วนโดนคู่อริแทงลิ้นปี่ที่ร้านชำข้างบ้านบาคาร่า มือมีดขึ้นรถหนีไปแล้ว พวกเราได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็วิ่งมาดู ตกตะลึงพรึงเพริดไปตามๆ กันจนทำอะไรไม่ถูกแม้แต่คนเดียว

คนเจ็บนอนดิ้นรนอยู่บนพื้นซีเมนต์หน้าร้าน เลือดเปรอะเต็มอก นัยน์ตาลอยคว้างคล้ายจะไม่รู้ตัว กล้ามเนื้อกระตุกทำให้เกิดอาการดิ้นรนก่อนตาย…ประกายตาดับวูบ แววตาหมองลงทันใด

เมื่อญาติๆ น้าช้วนมาถึงบาคาร่าออนไลน์ จะช่วยกันอุ้มส่งโรงพยาบาล ท่ามกลางเสียงร้องไห้คร่ำครวญ ดวงตาของแกก็เลื่อน ลอยขุ่นมัวราวมีเมฆหมอกสีเทามาปกคลุม น้าชวนหยุดดิ้น…วิญญาณล่องลอยไป

มีเสียงร่ำลือว่าผีน้าช้วนดุนัก แต่ดิฉันไม่เคยเห็นเลย สักครั้ง!

ต่อมาลุงโหมดโดนยิงมาจากดงตาล แกกระเซอะกระเซิงมาจนถึงบ้าน เห็นหน้าขาวซีด หอบฮั่กๆ พี่กิ่งแก้วเป็นพยาบาลสถานีอนามัยออกเวรมาพอดี บอกว่าเสียเลือดมากจนความดันตก หัวใจเต้นเร็วขึ้นเพื่อชดเชยเลือดที่ลดตัวในการบีบของหัวใจแต่ละครั้ง

ในที่สุดร่างกายก็ปรับตัวไม่ได้ ลุงโหมดหายใจหอบๆ แผ่วลงทุกที แต่แล้วกลับดิ้นรนเหมือนชักกระตุก พี่กิ่งแก้วบอกว่าหัวใจไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยงแล้ว…สิ้นเสียง ลุงโหมดก็สิ้นลมหายใจ

รายสุดท้ายคือพี่เดือน-ลูกผู้พี่ของดิฉันเอง!

พี่เดือนรับราชการอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นที่พึ่งของน้องๆ ที่มาเรียนหนังสือ เธอครองโสดจน 47 ปีก็เป็นมะเร็งตับระยะที่ 4 รักษาตัวได้ไม่กี่เดือนก็รู้ว่าใกล้จะถึงวาระสุดท้ายแล้ว

ดิฉันแอบร้องไห้นับครั้งไม่ถ้วน พี่เดือนมีบาคาร่าบุญคุณเหมือนแม่คนที่สอง ถ้าไม่ใช่เพราะความเมตตาของเธอทั้งให้ที่อยู่ ทั้งช่วยเหลือเรื่องเงินเมื่อทางบ้านส่งมาไม่ทัน รวมทั้งการแนะนำสั่งสอนต่างๆ ดิฉันคงไม่ได้มาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ จนจบมหาวิทยาลัยแน่นอน

ประมาณสองอาทิตย์สุดท้าย ดิฉันลางานไปเฝ้าพี่เดือนทั้งวันทั้งคืนเพื่อทดแทนบุญคุณของเธอ…แม้ว่าเรา จะไม่ได้ปริปากเรื่องนี้ต่อกันเลย แววตาพี่เดือนที่มองมาก็บอกว่าเธอรู้ดี และขอบอกขอบใจอย่างลึกซึ้ง

“อย่าคิดมากไปเลยลิน…ความตายคือการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง คือเริ่มไปเกิดใหม่ แต่เกิดเป็นอะไรยังไม่รู้นะ”

พี่เดือนเคยบอกยิ้มๆ ดิฉันแสบร้อนนัยน์ตา นึกภาวนาให้เธอจากไปอย่างสงบด้วยเถิด แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้อดสยองล่วงหน้าไม่ได้หรอกค่ะ…จนกระทั่ง วาระสุดท้ายมาถึง!

 

 

ปลุกวิญญาณผีตายโหง

วันเกิดเหตุตรงกับวันเสาร์ ตอนบ่ายมีน้องแจง-นักร้องสาวสวยจากแถวปิ่นเกล้าแวะเอาหอยทอดมาฝาก…เราคบ กันมาเกือบเดือนแล้วครับ มีความสุขตามประสาหนุ่มสาวที่ยังไม่มีพันธะผูกพัน ผมเปิดเบียร์จากตู้เย็นมากินกับหอยทอด แจงก็ช่วยจัดบ้านช่องให้เหมือนทุกครั้ง ตกเย็นก็แต่งตัวออกไปหาซื้ออาหารที่ปากซอย โดยสารมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ผ่านไปมาบ่อยๆ

ผมงีบหลับไปตั้งแต่ก่อนแจง จะออกจากบ้านแล้ว…ตื่นขึ้นมาอาบน้ำอาบท่าก็พอดี ได้ยินเสียงบันไดลั่นเอี๊ยดๆ แล้วเดินเข้าห้องนอนโดยไม่พูดไม่จา ผมเกิดระแวงยังไงชอบกลเลยร้องถามออกไปว่า…แจง! แจงเหรอ?

คำตอบคือเสียงเยือกเย็นน่ากลัวพิลึก…จะมีใครล่ะค้า…

เอ๊ะ! แจงเกิดมีลูกเล่นอะไรขึ้นมาล่ะ? ผมรีบล้างสบู่ซ่กๆ แล้วนุ่งผ้าเช็ดตัวออกจากห้องน้ำ…เห็นแจงในความสลัวกำลังเดินช้าๆ ไปทางประตูห้องนอนที่เปิดโล่ง ผมร้องถามว่า…จะไปไหนล่ะ? กลับมานานแล้วเหรอ? แต่ก็ไม่มีคำตอบใดๆ แม้แต่คำเดียว

จู่ๆ ผมก็ขนลุกซ่าไปทั้งตัว รู้สึกว่าอากาศในห้องเยือกเย็นผิดปกติ รีบจ้ำอ้าวตามไปติดๆ แต่ก็ไม่เห็น โผล่เข้าไปดูในครัวก็ไม่มีวี่แววของเธอแม้แต่เงา!

แจงหายไปไหนรวดเร็วปานนี้? เสียงรถแล่นผ่านไปมา ผมใจหายวูบเมื่อนึกถึงแจงที่ซ้อนมอเตอร์ไซค์ทั้งขาไปและขากลับ! หรือว่า…

ปัญหานี้แหละสำคัญ เพราะไม่รู้ว่าจะโดนผีหลอกที่ไหน เมื่อไหร่? ขนาดกลางวันแสกๆ ยังมีคนโดนหลอกมาแล้วนี่นา ถ้าผีมีจริงก็คงจะอยู่ในมิติที่ซ้อนอยู่กับเรานี่แหละ! คนที่เชื่อเรื่องผีมากๆ ยืนยันว่า รอบๆ ตัวเรามีแต่ผี…ผู้ไม่มีร่างกายทั้งนั้นแหละ นับสิบนับร้อยด้วยซ้ำไป!

ผมเป็นคนแถวบางพลัด ถนนจรัญสนิทวงศ์นี่เอง ในซอยยังมีโรงแรมม่านรูดทั้งเล็กและใหญ่ตั้งมาเกิน 30 ปีทั้งนั้น…ใครไม่เชื่อเรื่องผีเต็มร้อยลองมาอยู่แถวบ้านผมดูซีครับ แล้วจะซึ้งว่าความหวาดระแวงจนถึงกลัวผีสุดๆ น่ะเป็นยังไง?

เสียงร่ำลือว่าซอยนี้ผีดุเหลือหลายนั้น พอจะรับฟังได้อยู่ครับ

ในซอยลึกที่เต็มไปด้วยบ้านช่องและผู้คนคึ่กๆ นับวันก็ยิ่งมากหน้าหลายตาขึ้นทุกที มีพวกวัยรุ่นและขาเมายกพวกตีรันฟันแทงกันจนถึงล้มตาย ไหนจะรถราชนกัน เลือดสาดเต็มถนน โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ทั้งส่วนตัวและรับจ้างเกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ ยิ่งรถในซอยไม่แยแสหมวกนิรภัยด้วยแล้ว…ตายมากกว่ารอดครับ!

เมื่อตอนต้นปีก็มีสาวก้นซอยซ้อนมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หักหลบเด็กที่วิ่งเล่นเจี๊ยวจ๊าวไปเสยตูมเข้ากับกำแพงบ้าน…คนขับขาหักทั้ง สองข้าง ผู้โดยสารกะโหลกแตก ทั้งเลือดและมันสมองไหลเยิ้ม…ไม่ช้าก็มีคนเห็นเธอเดินร้องไห้ตอนดึก เล่นเอาเผ่นกระเจิงไปตามๆ กัน

ถัดมาไม่นานก็มีข่าวหญิงสาวโดนฆ่าหมกศพไว้ใต้เตียงในโรงแรมม่านรูด…ช่วง นั้นเกิดเหตุแบบนี้บ่อยครับ ไม่ว่าในฝั่งธนบุรีหรือกรุงเทพฯ จะกลัวผีหรือไม่กลัวก็ตาม ได้ยินข่าวก็ขนหัวลุกแล้ว

ยิ่งหนุ่มสาวที่ไปเคยหลับนอนกันบนเตียงที่มีศพถูกซุกอยู่ข้างล่าง เห็นข่าวแล้วแทบจะสติแตกแค่ไหน ก็คงจะมองเห็นภาพกันได้ง่ายๆ

ผมเองก็อยู่บ้านคนเดียวเสียด้วยซี!

เป็นบ้านชั้นเดียวใต้ถุนเตี้ย มีรั้วรอบขอบชิดอยู่ในซอยแยก พ่อแม่ซื้อที่ปลูกบ้านมาเกือบ 40 ปีแล้ว ผมเองเป็นลูกโทนครับ เมื่อสิ้นบุญพ่อแม่ก็อยู่คนเดียว…แต่ก็ไม่ถึงกับเปลี่ยวใจอะไรนักหนา เพราะมีสาวที่รู้ใจแวะมาพูดคุย…ถูกใจก็อยู่นานหน่อย ไม่ถูกใจก็อำลากันไปอย่างรวดเร็ว

 

เสียงบันไดลั่นเอี๊ยดๆ จนผมสะดุ้งเฮือก รีบปราดเข้าไปมองก็เห็นแจงกำลังหอบหิ้วถุงอาหารพะรุงพะรังขึ้นบันไดมา ปากคอผมแห้งผากแต่ครางออกมาเบาๆ…แจง! เพิ่งมาเหรอ? เล่นเอาเธออดหัวเราะไม่ได้…แน้! เห็นก็เห็นยังจะถามอีก!

รีบเข้าไปช่วยหิ้วถุงโดยไม่ยอมปริปากว่า…มีผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นบันไดเข้า ห้องนอนเพิ่งหายไปเมื่อตะกี้เอง กลัวว่าแจงจะหวาดกลัวเปล่าๆ ได้แต่สงสัยว่าวิญญาณเร่ร่อนของใครหนอที่แวะเข้ามาหา หรือจะเป็นลางว่า ผมต้องชวนแจงมาอยู่เป็นเพื่อนตลอดไปก็ไม่รู้ซีครับ! บรื๋อออ….

ชำแหละศพ

ความโลภที่เป็นความอ่อนแอของมนุษย์ทำให้คิดว่า ถ้าทิ้งไว้คนอื่นก็ต้องมาเอาไปแน่ๆ อย่ากระนั้นเลย นึกเสียว่าเป็นค่าป่วยการที่จะต้องไปแจ้งตำรวจ หรือผู้ใหญ่บ้านให้มาช่วยเก็บศพละกัน

คิดได้อย่างนั้น โตก็รูดแหวนจากนิ้วศพ…มันแค่สองสลึงละมั้ง? แต่เบาะๆ ก็ขายได้หมื่นบาท! แค่นี้ไม่บาปหรอก ไม่ได้ขโมยนี่…เจ้าของก็ตายแล้วนี่นา!

คืนนั้นหมาหอนค่ะ…โตอยู่กับแม่, ยายและพี่สาวชื่อแตง ทุกคนไม่รู้หรอกว่าโตได้อะไรมา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้สึกรู้สาอะไร

ทัน ใดนั้นยายก็เขม้นมองไปที่ประตูรั้วแล้วร้องว่าเดี๋ยวนะ! โตมองตามก็ไม่เห็นใคร หมายังหอนโหยหวน โตหนาวเยือก แหวนคนตายยังอยู่ในกระเป๋าเสื้อ…สักพักยายก็เรียกโตให้ไปหา

ดิฉันไม่ถือสาหรอกค่ะ ให้ความสำคัญที่ว่าเจ้าหล่อนนิสัยใช้ได้ ไม่มือไวและเคารพเชื่อฟังดิฉันอย่างดี ตุ่นเหมือนดิฉันที่ชอบคุยเรื่องผี ฟังไปกลัวไปทั้งที่วัยห่างกันเกือบยี่สิบปี!

เวลาที่ดิฉันกลับจากทำงานตอนค่ำ หรือยามว่างเสาร์อาทิตย์ ตุ่นจะคอยดูแลรับใช้อยู่ใกล้ชิด สามีและลูกๆ ต้องการอะไร เธอจะกุลีกุจอไปหยิบไปหา หรือไปตลาดให้อย่างรวดเร็วทันใจ

วันก่อนสามีพาลูกๆ ไปเรียนพิเศษ ตุ่นช่วยดิฉันรื้อ-จัดห้องหนังสือ พลางเล่าเรื่องน่าสยดสยองให้ฟัง…เป็นเรื่องน้องชายวัยรุ่นของเธอเอง!

เมื่อปลายเดือนที่แล้วนี่เอง โต-หนุ่มวัย 18 ปีขี่มอเตอร์ไซค์มาตามถนนที่แยกจากสายใหญ่ มันเป็นทางเปลี่ยวยาวไกลมุ่งมาบ้านตุ่น ระหว่งทางมีรถมอเตอร์ไซค์อีกคันหนึ่งคว่ำเค้เก้อยู่ริมทาง…ตอนนั้นถนนโล่ง ว่างตลอดสาย

นี่ต้องเป็นอุบัติเหตุแน่ๆ โตเห็นรอยเบรกไหม้ผิวถนนเป็นทางยาว…คู่กรณีหนีไปได้อย่างลอยนวล…โตจอดรถเพื่อลงไปดูเหตุการณ์ทันที

เธอเป็นผู้หญิงรูปร่างสูงโปร่ง นุ่งยีนส์สวมเสื้อสายเดี่ยวสไตล์เดียวกับตุ่น ผมยาวสยายเปื้อนเลือดที่ไหลทะลักพรั่งๆ ออกมาจากกกหู ปากและจมูก นัยน์ตาจ้องหน้าโตเขม็งคล้ายขอความช่วยเหลือ…นัยน์ตาก็บ่งบอกความเจ็บปวด ทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส!

ขณะที่โตหันรีหันขวาง ตาคู่นั้นก็ลอยคว้างเหลือกกลับจนเห็นแต่ตาขาว ร่างกระตุกอยู่ไม่ถึงครึ่งนาทีก็เงียบไป! โตกลัวแทบขาดใจจริงๆ เกิดมายังไม่เคยเห็นคนตายสักครั้งเดียว แล้วนี่ก็มาตายใส่เขา…ตายอยู่กับเขาเพียงลำพัง บนถนนที่โล่งโจ้งไกลสุดลูกหูลูกตา

ตอนแรกหนุ่มโตคิดจะเผ่น เขาจะต้องรีบไปแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านมาดู…แต่เอ๊ะ! ทองคำสุกปลั่ง สะท้อนแสงแดดเห็นจ้า เป็นประกายที่นิ้วกำเกร็ง หงิกหงอ

“ใครน่ะยาย?” โตร้องถาม ใจสั่นคล้ายจะเป็นลม ยายเดินกลับมา…พลางพูดคุยกับอากาศว่างเปล่าข้างๆ กาย

แม่, ยาย, แตงและน้องโตต้องถ่อไปถึงงานศพของสาวนั้น เอาแหวนไปคืนและขอโทษขอโพยญาติๆ จนเรียบร้อย โล่งอกโล่งใจไปตามๆ กัน

ตุ่มสรุปท้ายว่าสมน้ำหน้าไอ้โตมันจริงๆ แต่โชคดีของมันที่ผีมาทวงของคืน มันจะได้เข็ด…ไม่งั้นต่อไปคงต้องสะสมสันดานขโมยขโจรแน่นอน

แล้ว ตุ่มก็แถมท้ายว่า…ผีดุขนาดหวงแหวนวงเดียว คงจะติดตามไปทวงชีวิตจากฆาตกรบนถนนผู้ฆ่าเธอแน่ๆ เพราะไม่มีอะไรที่คนเราจะหวงแหนมากกว่าชีวิตของตัวเอง จริงไหมคะ?

โตล้มตึง หน้ามืดวูบ…พอรู้ตัวอีกทีก็ค่อยๆ ลืมตา ภาพเบื้องหน้าพร่าพราย หมุนวน มองหน้ายาย หน้าแม่ หน้าพี่แตง…และหน้าซีดขาวของผู้หญิงผมยาวที่ไม่มีตาดำ…

โตแผดร้องสุดเสียง สิ้นสติไปอีกครั้ง!

เช้ามืด น้องชายตัวแสบของตุ่นฟื้น แต่จับไข้สูง แถมมองเห็นแต่ผู้หญิงผมยาวเปื้อนเลือดมาเดินวนเวียนอยู่รอบๆ เตียง…เดี๋ยวหายไป เดี๋ยวก็โผล่มา

โตแทบสติแตก ทนไม่ไหวอีกแล้ว…ร้องไห้สารภาพว่ารูดแหวนมาจากนิ้วศพ โถ! เด็กไม่มีนิสัยขี้ขโมย แต่ตอนนั้นมันคิดอะไรก็ไม่รู้ ถึงได้ลงมือทำอุบาทว์ขนาดนั้นไปได้ลงคอ

ยายกับแม่จุดธูปขอขมา บอกกล่าววิญญาณของสาวตายโหง สัญญาว่าจะนำแหวนไปคืนให้ถึงบ้านเลย!

คราวนี้ลำบากละซิ ต้องสืบถามว่าเธอเป็นคนโพนทองยังเป็นนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ แล้วกลับมาเยี่ยมบ้าน ถึงคราวชะตาขาด โดนรถชนตายข้างถนนสายเปลี่ยว

 

ยมทูตใต้ขุมนรก

ตอนกลางวันผู้คนคึ่กๆ แทบจะชนกันตาย รถราขวักไขว่ พ่อค้าแม่ขายเยอะแยะทั้งรถเข็นและแผงลอยบนฟุตปาธ ขนาดรถแล่นเข้ามาแล้วกลับไม่ได้ ต้องเลี้ยวซ้ายเข้าโรงพยาบาลหาทางออกด้านสถานีรถไฟไปโน่นเลย

แหม! ตอนกลางคืนยิ่งดึกยิ่งเปลี่ยว บรรยากาศน่าวังเวงใจชอบกลละคุณ…ผมขึ้นจากเรือแล้วเดินตามบาทวิถีด้านซ้าย เสียงเอะอะจอแจเงียบหาย แต่ก็เดินจนชินแล้วละน่า

พอจะผ่านประตูเข้าตึกใหญ่ด้านข้างอดหันไปมองไม่ได้ซักที!

ตอน นั้นยังมีห้องอุปกรณ์รถเข็น ตรงข้ามกับห้องซ่อมบำรุง ถัดเข้าไปเป็นห้องพักพนักงาน…ถือว่าเป็นชั้นใต้ดินก็ได้ ด้านหน้ามีทางเดินแคบๆ ขนานกับตัวตึก ก่ออิฐถือปูนขนาบข้างปลูกต้นไม้และเป็นที่นั่งพักของคนสูบบุหรี่เรียงรายกัน เป็นตับ

ตอนกลางคืนที่นี่เงียบเชียบเยือกเย็นอยู่ในไฟถนน ประตูที่ถัดห้องซ้ายขวาเข้าไปก็ปิดเงียบแล้ว…ผมเจอประสบการณ์แปลกๆ ที่นั่นบ่อยหน จนกระทั่งชาชินไปเอง

นั่นคือบางคืนผ่านร้านขายยาไป หน่อย อ้าว? ใครมานั่งชันเข่าสูบบุหรี่แดงวาบๆ อยู่น่ะ แต่งชุดขาวแต่หน้าดำปี๋เชียว จู่ๆ ก็ลุกเดิน หายเข้าไปในประตูเหล็กที่ปิดเรียบร้อย เฉยเลย

ไหน…เรื่องผีที่ผมว่าเฉยๆ น่ะหรือคุณ? อาจเป็นเพราะผมอยู่ในย่านที่สมัยก่อนออกจะเปลี่ยว วัดวาอารามเยอะแยะ ไม่ว่าวัดอมรินฯ วัดฉิมฯ วัดวิเศษฯ วัดระฆังฯ ยันวัดอรุณฯ โน่นแน่ะ

เผาผีหรือฝังผีในวัดนี่ครับ ยิ่งวัดเยอะยิ่งมีผีแยะ เขาว่าเปรตก็มี วันดีคืนดีโผล่ขึ้นมาเดินโย่งเย่ง ส่งเสียงกรี๊ดๆ บาดแก้วหูอย่าบอกใครเชียว

ไหนจะโรงพยาบาลศิริราชอีกล่ะ!

นี่ก็คล้ายๆ กับวัดตรงที่มีคนเจ็บคนตาย หนักหนาสาหัสกว่าซะด้วยซ้ำไป เพราะคนใกล้จะตายน่ะ เขาว่าทนทุกข์ทรมานสุดๆ ร้องโอดโอยโหยหวนน่าสมเพชเวทนา แต่ก็ชวนให้ขนลุกขนพองเอาการ…แม้ว่าตัวตายไปแล้วแต่วิญญาณยังอยู่ สิงสู่หลอกหลอนผู้คนจนกว่าจะได้ไปผุดไปเกิดกับเขาซะที!

อ้าว? มีคนล้มตายทุกวัน คงจะเป็นสิบเป็นร้อยละมั้ง? ความจริงผมก็ไม่อยากรู้หรอก เคยเห็นพนักงานเขาห่อผ้าใส่เปลเข็นมาตามทางเดินระหว่างตึกนั้นตึกนี้ ตอนที่ผมเข้าไปเยี่ยมญาติ มิตรน่ะซีครับ…คงจะเอาไปเก็บไว้ในห้องดับจิต รอญาติมารับไปบำเพ็ญกุศลก็เป็นได้

วิญญาณคงจะสิงสู่อยู่ที่ตัวจนสิ้นลม หรือจะตามต้อยๆ ไปถึงในวัดในวาก็ไม่รู้นะครับ เผลอๆ อาจจะมีทั้งสองแบบก็ได้ เพราะเขาเชื่อถือ แถมร่ำลือกันว่าผีดุทั้งโรงพยาบาลทั้งวัดนี่นา!

ในชีวิตไม่เคยเจอผีในวัด แต่ในโรงพยาบาลนี่เล่นเอาขนหัวลุกหลายครั้ง

ความจริงน่ะไม่ค่อยอยากสนใจหรอกครับ เพราะอาชีพผมต้องนั่งเรือข้ามฟากจากท่าพระจันทร์มาขึ้นท่าพรานนกทุกคืนนี่ นา…ทำใจซะว่าต่างคนต่างอยู่ละกัน เป็นวิธีดีที่สุด

 

บางคืนนึกว่าไม่มีใคร แต่พอมองดีๆ ก็เห็นร่างทึบทึมนอนราบอยู่บนขอบรั้วเตี้ยๆ พอจะเดินผ่านก็ลุกพรวดพราดขึ้นนั่งจ้องเขม็ง เล่นเอาหวิดสะดุ้งเหมือน ประสาทอ่อนมีหวังเผ่นแน่ๆ

บางคืนพวกเล่นมาเป็นโขยงเลยครับ นั่งก็มี ยืนก็มี บ้างสูบบุหรี่อัดควันแดงวาบเชียว บ้างก็หัวเราะคิกคัก กลิ่นเหม็นบาดจมูกล่องลอยมาตามลม ผมจ้องมองเคืองๆ นึกอยู่ว่า…อ้อ! คืนนี้มีประชุมนะ หรือจะร่ำลากันไปสู่ภพใหม่ภูมิใหม่ละมั้ง? น่าจะเลี้ยงส่งกันให้ครึกครื้นนะ คุณผี!

 

ผู้ชายตัวสูงๆ เดินอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าชั้นใต้ดิน จู่ๆ เขาก็ข้ามถนนราวกับเผ่นหนีอะไรที่น่าเกลียดน่ากลัวมายังงั้นแหละเอ้า!

“เดี๋ยวๆ รอบด้วย! โอย…” เขาร้องเสียงแหบๆ ชี้ไม้ชี้มือไปยังจุดที่ตัวเองเพิ่งผละมาหยกๆ “นั่น! มันมาเป็นโขยงเลย…”

ผมขนลุกซ่า จ้องมองก็เห็นแต่ความว่างเปล่าในแสงสลัว แต่พอหันมามองเขาให้ถนัดๆ ก็เห็นใบหน้าขาวซีด มีแต่หนังหุ้มกระดูก ดูแล้วเหมือนหัวกะโหลกที่ยังมีหนังหุ้มอยู่งั้นแหละ…สงสัยเพิ่งตายมั้งเลย กลัวผี? ผมเลยต้องเผ่นกระเจิงแทบตับแตกตายในคืนนั่นเอง!

จนกระทั่งถึงคืนอุบาทว์ชาติชั่ว สาหัสสากรรจ์เหลือใจเข้าจนได้ซีน่า

คืน นั้นฝนเกิดตกตอนดึก พอขึ้นจากเรือก็ซัดจั๊กๆ จนต้องวิ่งเข้าไปหลบในร้านอาหาร ริมแม่น้ำ…จะนั่งเฉยๆ ได้ยังไงล่ะ? เลยต้องสั่งเหล้ากับสั่งแกล้มมากินรอให้ฝนหายน่ะซีครับ

ก่อนจะออกจากร้านได้ก็ดึกโข ฝนยังพรำบางๆ ผมใช้หนังสือพิมพ์คลุมหัวเดินย่ำ

ฟุตปาธแฉะๆ ไปทางสี่แยก…ผู้คนไม่เหลือแล้วครับ สายลมพัดซ่าน้ำฝนร่วงพรูลงมาจนหนาวจับใจ

แสงไฟสะท้อนพื้นถนนเปียกชุ่มเป็นประกายวับ ลมดึกคร่ำครวญวู่หวิวอยู่รอบกาย…ผมเดินไปสักครู่ก็หันไปมองฝั่งขวามือโดยไม่ได้ตั้งใจ

เมืองผีดิบ

วันหนึ่ง ป้าบุญเหลือคนข้างบ้านดิฉันก็เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ลุงสังข์ผู้เป็นผัวก็จัดให้มีการรำผีฟ้าขึ้นที่บ้าน ดิฉันก็ไปดูกับเพื่อนๆ และชาวบ้านอีกหลายสิบคน

ปรากฏว่าฟ้ามืดครึ้มทั้งที่เป็นเวลาบ่าย ลมพัดอู้น่ากลัว ป้าบุญเหลือที่นอนแซ่วถึงกับลุกพรวดพราดขึ้นมานั่ง เบิกตาจ้องมองอะไรบางอย่าง ลุงสังข์กับคนอื่นๆ ก็ตื่นเต้นที่เห็นคนเจ็บลุกขึ้นนั่งได้เองทั้งๆ ที่อาการหนักอยู่แท้ๆ

พอคนไปถาม แกก็ชี้มือไปที่ศาลเพียงตา บอกว่า…ทำไมนางทรงกินเครื่องเซ่นล่ะ?

ทุก คนหันขวับแต่ไม่เห็นมีใครที่ศาลนั้นเลย นางทรงและคนฟ้อนคนร้องก็ยังอยู่ห่างๆ ลุงสังข์หน้าซีด แข็งใจเดินไปดูที่ศาลแล้วพูดอะไรไม่ออก คนอื่นๆ ก็เช่นกัน เพราะเครื่องเซ่นหมดเกลี้ยง…ส่วนป้าบุญเหลือค่อยทุเลาจนหายดีตามเดิมค่ะ!

 

วันนี้จะขอเล่าเรื่องความเชื่อถือของชาวบ้านที่สืบเนื่องกันมาแต่โบราณกาลแล้ว…

นั่นคือเรื่อง “ผีปู่ตา” ค่ะ!

ที่อำเภอดิฉันและส่วนมากในภาคอีสาน มักจะมีการเลี้ยงผีปู่ตากันทั้งนั้น ถือว่าเป็นผีของบรรพบุรุษ เชื่อกันว่าผีปู่ตาคือวิญญาณของญาติผู้ใหญ่ที่ยังห่วงใยลูกหลาน มาคอยเฝ้าดูแลและคุ้มครองป้องกันไม่ให้เกิดโพยภัยต่างๆ

ชาวบ้านก็ช่วยกันสร้างศาลปู่ตาเป็นเรือนไม้หลังย่อมๆ แต่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นโดยรอบศาลปู่ตาอีกด้วย เพื่อให้วิญญาณของบรรพชนได้พักอาศัย เรียกกันว่า “ศาลปู่ตา” ค่ะ

พวกผู้ใหญ่เล่าว่า การสร้างศาลปู่ตาไว้ในดงไม้ขนาดใหญ่ นอกจากจะช่วยให้ร่มรื่นแล้ว ยังเป็นการป้องกันคนร้ายไม่ให้บุกบั่นมาตัดโค่นต้นไม้ใหญ่ๆ อันมีค่าอีกด้วย

เมื่อมีศาลปู่ตาอยู่แทบทุกชุมชน ก็ต้องมีผู้สื่อสารระหว่างผีปู่ตากับชาวบ้าน เรียกว่า “เฒ่าจ้ำ”

เรื่องนี้น่าสังเกตว่าหลายจังหวัดในภาคกลางก็มีศาลปู่ตาและผู้สื่อสารเช่น กัน บางแห่งเรียก “เจ้าจ้ำ” บางแห่งก็เรียก “จ้ำ” คำเดียว มีทั้งสระบุรี ลพบุรี และปราจีนบุรี เชื่อว่าลาวพวนตามจังหวัดดังกล่าวคงจะอพยพมาจากอีสาน และนำความเชื่อถือของตนมาด้วยค่ะ

เฒ่าจ้ำในบ้านดิฉันยังมีหน้าที่ดูแลศาลปู่ตา รวมทั้งต้นไม้และสัตว์ต่างๆ ในบริเวณนั้น เพื่อให้สงบร่มรื่นและสะอาดสะอ้านตามสมควร

พิธีเลี้ยงผีปู่ตาก็น่าสนใจนะคะ

ปกติจะทำกันในวันพุธ เป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ครั้ง คือตอน “ลงนา” กับ “ขึ้นนา” ตอนแรกจะทำในเดือน 6 เพื่อเสี่ยงทายในการทำนาและเก็บเกี่ยวว่าน้ำท่าจะบริบูรณ์หรือแห้งแล้ง ส่วนตอนหลังคือเดือน 3 ฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จก็จะทำพิธีอีกครั้งหนึ่ง

เรียกว่า “เลี้ยงลง” กับ “เลี้ยงขึ้น” ค่ะ

ตอนนี้เป็นหน้าที่ของเฒ่าจ้ำจะไปบอกผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้แจ้งข่าวถึงวันทำพิธีด้วยการตีฆ้องบ้าง ตะโกนบอกกันต่อๆ ไปบ้าง เมื่อถึงวันสำคัญแล้วชาวบ้านทุกครัวเรือนก็จะนำหัวหมู ไก่ต้มและสุราไปร่วมพิธีกันอย่างครึกครื้น…เสร็จพิธีก็นำสุราอาหารเหล่า นั้นมาแบ่งปันกันกิน

อ้อ! ระหว่างที่ทำพิธีไหว้ผีปู่ตาก็จะมีการเสี่ยงทายด้วย เช่น การ “เสี่ยงคางไก่” โดยเฒ่าจ้ำจะจุดธูปบอกกล่าวผีปู่ตาว่า…

“ถ้าบ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข น้ำท่าและข้าวปลาอาหารบริบูรณ์แล้ว ก็ขอให้ท่านเจ้าปู่ตาจงดัดแปลงคางไก่ให้โค้งเข้าเหมือนคันเคียวสวยงาม แต่ถ้าจะเกิดความแห้งแล้งก็ขอให้เจ้าปู่ตาจงดัดแปลงคางไก่ให้หงิกงอ หรือถ้าจะเกิดฝนตกหนักจนน้ำท่วม ก็ขอให้เจ้าปู่ตาจงช่วยดัดแปลงคางไก่ให้ตรงๆ ด้วยเถิด”

ปรากฏว่าคำทำนายของผีปู่ตามักจะแม่นยำ จนทำให้ผู้คนเชื่อถือตลอดมา

ประสบการณ์ขนหัวลุกสมัยเด็กของดิฉันคือการรำผีฟ้าค่ะ!

นั่นคือพิธีกรรมเพื่อรักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะแพทย์และพยาบาลยังไม่ก้าวหน้า ชาวบ้านจึงต้องใช้ไสยศาสตร์เข้าช่วย ขอร้องให้ผีฟ้ามาเข้าทรง หรือ “นางทรง” ที่ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อจากผีฟ้าในยุคก่อนๆ

อย่างแรกต้องตั้งศาลเพียงตาและเครื่องเซ่น มีคนเป่าแคน ทำพิธีไหว้ครู มีคนฟ้อนรำและขับร้องกันเป็นหมู่เพื่ออ้อนวอนขอพรจากผีฟ้า ให้บันดาลความสุขความเจริญให้แก่คนในหมู่บ้าน และขอให้ผีฟ้าช่วยคนเจ็บป่วยหายขาดโดยเร็วไวด้วยเถิด…

 

สุสานร้าง

คนงานก่อสร้างเล่าให้แม่ค้าส้มตำฟังว่า ตอนดึกๆ เขาเคยได้ยินเสียงคล้ายแมวร้อง แต่ฟังอีกทีก็เหมือนเด็กทารกกำลังร้องไห้อย่างทุกข์ทรมาน เขากับเมียที่นอนอยู่ด้วยกันในเพิงก่อสร้างก็เลยเป็นห่วง ชวนกันลุกออกมาดูให้รู้แน่

ตอนแรกสงสัยว่าจะมีคนเอาลูกมาโยนทิ้งแบบ ที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ แต่เสียงนั้นกลับหายเงียบไป แต่ทั้งสองยังไม่ละความพยายามเพราะกลัวว่าเป็นเด็กจริงๆ คงจะแย่แน่เลย

ผลก็คือแว่วเสียงหัวเราะเบาๆ แต่เซ็งแซ่เหมือนหริ่งหรีดดังไปทั่วบริเวณ แล้วมีเสียงกระซิบว่า ขอบคุณนะ! ขอบคุณนะ…

สอง ผัวเมียสะดุ้งโหยง ร้องอุทานด้วยความตกใจ เผ่นกลับไปนอนคลุมโปงตัวสั่นงันงก แต่จากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น มิหนำซ้ำยังถูกลอตเตอรี่เลขท้ายสามตัวตั้งสองใบแน่ะครับ!

ผมเองก็เคยเจอเหมือนกัน…

ตอนพลบ ค่ำวันหนึ่ง ฝนตกพรำๆ ผมดูหนังสือสอบจนล้า เลยปิดแอร์แล้วเปิดหน้าต่างเพื่อรับลมเย็นฉ่ำ หอมกลิ่นไอฝนแล้วยังได้พักสายตาด้วยการมองออกไปไกลๆ ในช่วงก่อสร้างนี้ ตอนเย็นๆ พวกช่างจะมาก่อกองไฟ ปิ้งปลา ทำกับข้าวกินกัน เห็นแสงไฟสีส้มวับๆ แวมๆ

แต่คืนนั้น…ท่ามกลางแสงไฟวูบวาบ ผมเห็นเด็กๆ วิ่งเล่นกันอยู่ชั้นบนของบ้านที่กำลังสร้าง…เอาละซี ผมเจอของจริงแน่ๆ เลย! มีทั้งเด็กหญิงและเด็กชายตัวโตไม่เกินเด็กอนุบาล มี 4-5 คน กำลังเล่นซ่อนแอบกัน!

ใครว่าบ้านปลูกใหม่ไม่มีผีสิง?

ผมคนหนึ่งละครับที่ขอเถียงหัวชนฝา เพราะถ้ามองออกจากหน้าต่างห้องนอนของผมเอง ก็จะมองเห็นบ้านที่สร้างยังไม่ทันเสร็จหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ในความมืด สลัว เห็นแล้วเยือกเย็นหัวใจยังไงบอกไม่ถูก

บ้านหลังนี้อยู่เยื้องๆ กับบ้านผม คนละฝั่งถนนของซอยแคบๆ เมื่อก่อนที่ดินตรงนี้เป็นที่รกร้าง ทั้งๆ ที่ตลอดซอยก็มีบ้านช่องเต็มไปหมดแล้ว ผมอยู่ตั้งแต่เกิดมาเกือบ 20 ปี ชินตากับแผ่นฟ้าที่เปิดโล่งเพราะไม่มีอะไรมาบัง แล้วจู่ๆ เขาก็มาลงหลักปักเสาสร้างตึก 3 ชั้น

แม่เล่าสมัยก่อนบริเวณใกล้ๆ กันนี้มีคลินิกเถื่อนทำแท้ง เมื่อเอาทารกออกจากครรภ์แม่แล้ว เขาก็เอาซากใส่ถุงขยะสีดำมาโยนทิ้งที่พงหญ้ารกนั่นบ่อยๆ คิดแล้วคงไม่ต่ำกว่าพันศพแน่ๆ

ไม่ไกลจากบ้านผมก็เป็นศูนย์ของคุณมีชัย ทำไมไม่ไปที่นั่นก็ไม่รู้ สะดวก ปลอดภัยดีที่สุด ไม่แพงด้วย! ที่ผมรู้เพราะมีสาวใช้บ้านผมต้องไปเรียนวิชา “ตัวเบา”ที่นั่น…ไม่มีสามีแต่อยากมีลูกเฉยเลย

ทุกวันนี้คลินิกเถื่อนนั่นโดนตำรวจซิวไปเรียบร้อยแล้ว!

ได้ข่าวว่าคนที่รับทำแท้งกับเจ้าของคลินิกประสบอุบัติเหตุสยองตายหมู่ไปแล้ว ด้วย ทุกอย่างดูเหมือนจะจบสิ้นเสียที แต่ความสยดสยองยังอยู่ คนเก่าๆ ในซอยรู้ดีกันทั้งนั้นแหละครับ

เมื่อเจ้าของที่ที่เคยร้างมาปลูกบ้าน พวกเราเลยมองๆ กันแบบว่า…น่าเป็นห่วง!

 

ผมขนลุกซ่าไปทั้งตัว…ไม่ใช่คนแน่นอน! ใครจะให้ลูกไปวิ่งบนบ้านที่ยังไม่มีไฟฟ้า ยังไม่ได้สร้างลูกกรงกั้นราวระเบียงเลย มันอันตรายออกจะตายไป

ทันใดนั้น เหมือนจะรู้ว่าผมมอง หรืออาจจะเป็นเพราะเราสื่อกันได้แค่นั้น เพียงไม่กี่วินาทีทุกอย่างก็เงียบสงบ…ผมเล่าให้แม่ฟังคืนนั้นเอง แม่บอกว่าถ้าเห็นแบบนี้ต้องอุทิศส่วนกุศลให้เขาพ้นทุกข์นะ…ก่อนนอนผมก็สวด มนต์แผ่ส่วนกุศลให้ครับ

เรื่องผีที่บ้านใหม่นี้ยังมีอีก คือคนงานคนหนึ่งตื่นขึ้นมากลางดึก มองขึ้นไปบนระเบียงบ้านที่ยังไม่ได้ติดลูกกรง เห็นผู้หญิงผมยาวมาก แต่งชุดขาวตลอดตัว ยืนอุ้มห่อผ้าคล้ายเด็กทารกร้องครวญครางเบาๆ ดังแว่วมา

ผมสงสัยจังเลยว่าบ้านนี้ผียุ่บยั่บไปหมด เจ้าของบ้านเขาจะอยู่กันยังไง?

เรื่องนี้น่ากลัวสุดๆ คือที่ช่างโบกปูนเจอเต็มตา จนต้องลาออกก่อนจะสติแตกไปจริงๆ

กลางวันแสกๆ เธอผู้นี้กำลังโบกปูนเพลินเชียว ทันใดนั้นเธอรู้สึกว่ามีใครมาจ้องก็เลยหันขวับไปมอง…

คุณพระคุณเจ้า! ผู้หญิงชุดขาว ผมยาวกำลังทำตาโตเต็มที่เหมือนแกล้งหลอก ยืนตัวแข็งทื่อ อ้าปากพะงาบๆ ในปากมีแต่เลือดสดๆ แดงฉานเต็มปาก

ช่างโบกปูนเคราะห์ร้ายกรีดร้องสุดเสียง จนคนอื่นๆ ตกอกตกใจไปหมด

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าโดนผีหลอกอย่างจังๆ เพราะห้องที่เธอฉาบปูนนั้นมันอยู่ชั้นสอง แล้วผู้หญิงนั่นมายืนอยู่นอกหน้าต่าง…เธอยืนอยู่ได้ยังไงในเมื่อมันเป็น ผนังเรียบๆ

คืนต่อๆ มาผมไม่กล้าเปิดม่านหน้าต่างห้องนอนอีกเลย กลัวว่าจะเห็นอะไรจังๆ ที่ทำให้ช็อกตายน่ะซีครับ! บรื๋อออ…

ผีในน้ำ

ถ้าหาสติมิได้ ใจน้อมลงสู่ภวังค์เข้าถึงความสงบหน้าเดียว หรือมีสติอยู่บ้างแต่เพ่งหรือยินดีชมอยู่แต่ความสุข อันเกิดจากความสงบอันละเอียดอยู่เท่านั้น เรียกว่าอัปปนาฌาน

อัปปนาสมาธินี้มีลักษณะคล้ายกับผู้ที่เข้าอัปปนาฌานจนชำนาญแล้ว ย่อมเข้าหรือออกได้สมประสงค์ ช้านานสักเท่าไรก็ได้

ซึ่งเรียกว่าโลกุตตรฌานอันเป็นวิหารธรรมของพระอริยเจ้า

อัปปนาสมาธิเมื่อมันจะเข้าทีแรกหากสติไม่พอ เผลอตัวเข้ากลายเป็นอัปปนาฌานไปเสีย

ฌานแลสมาธิมีลักษณะและคุณวิเศษผิดแปลกกันโดยย่อ ดังนี้คือ

ฌานไม่ว่าหยาบและละเอียด จิตเข้าถึงภวังค์แล้ว เพ่งหรือยินดีอยู่แต่เฉพาะความสุขเลิศอันเกิดจากเอกัคคตารมณ์อย่างเดียว

สติ สัมปชัญญะหายไป ถึงมีอยู่บ้างก็ไม่สามารถจะทำองค์ปัญญาให้พิจารณาเห็นชัดในอริยสัจธรรมได้ เป็นแต่สักว่ามี ฉะนั้น กิเลสทั้งหลายมีนิวรณ์ 5 เป็นต้น จึงยังละไม่ได้ เป็นแต่สงบอยู่

ส่วนสมาธิไม่ว่าหยาบแลละเอียด เมื่อเข้าถึงสมาธิแล้วมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ตามชั้นแลฐานะของตน เพ่งพิจารณาธรรมทั้งหลายอยู่ มีกายเป็นต้น ค้นคว้าหาเหตุผลเฉพาะในตนจนเห็นชัดตระหนักแน่แน่วตามเป็นจริง

เพื่อให้ความเข้าใจต่อชั้นแห่งสมาธิมีความพิสดารชวนให้ติดตามมากยิ่งขึ้น ขอให้หยิบหนังสือ “พจนานุกรม เพื่อการศึกษาพุทธศาสน์” ฉบับของ พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) เปรียบธรรม 9 ประโยค ราชบัณฑิต มาศึกษา

ขณิกสมาธิ แปลว่า สมาธิชั่วขณะ คือ สมาธิที่เป็นไปชั่วคราว ดำรงอยู่ไม่นาน

จัดเป็นสมาธิขั้นต้นอันเกิดจากการปฏิบัติกรรมฐานที่ทำให้เกิดความสุขสบายได้ ชั่วครู่และเป็นเหตุให้ควบคุมสติอารมณ์ได้ในขณะประกอบกิจหรือศึกษาเล่าเรียน ทำให้ใจเย็น ระงับอารมณ์ได้

อุปจาร แปลว่า การเข้าใกล้ ที่ใกล้เคียง ระยะใกล้ชิด

อุปจารสมาธิ หมายถึง สมาธิเฉียดๆ ใกล้จะเป็นอัปปนา

ยิ่งหากได้หนังสือ “พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์” (ชำระ-เพิ่มเติม ช่วงที่ 1) ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ยิ่งเพิ่มความเข้าใจ

ขณิกสมาธิ สมาธิชั่วขณะ สมาธิขั้นต้นพอสำหรับใช้ในการเล่าเรียนทำการงานให้ได้ผลดีให้จิตใจสงบสบาย ได้พักชั่วคราวและใช้เริ่มปฏิบัติวิปัสสนาได้ อุปจารสมาธิ สมาธิจวนจะแน่วแน่ สมาธิที่ยังไม่ดิ่งถึงที่สุด เป็นขั้นทำให้กิเลสมีนิวรณ์เป็นต้นระงับ ก่อนจะเป็นอัปปนา คือถึงฌาน อัปปนาสมาธิ การเจริญสมาธิที่ทำให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนดทุกขลักษณะ

โปรดอ่าน

 

ว่าสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เป็นต้น ตามขั้นตามภูมิของตน ฉะนั้น สมาธิจึงสามารถละกิเลสมีสักกายทิฏฐิเสียได้

สมาธินี้ถ้าสติอ่อน ไม่สามารถรักษาฐานะของตนไว้ได้ย่อมพลัดเข้าไปสู่ภวังค์เป็นฌานไป

ฌานถ้ามีสติสัมปชัญญะแก่กล้าขึ้นเมื่อไรย่อมกลายเป็นสมาธิได้เมื่อนั้น ในพระวิสุทธิมรรคท่านแสดงสมาธิเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับฌาน

เช่นว่าสมาธิเป็นเหตุให้ได้ฌานชั้นสูงขึ้นไป ดังนี้ก็มี

บางทีท่านแสดงสมาธิเป็นเหตุของฌานเลย เช่นว่า สมาธิเป็นกามาพจร-รูปา พจร-อรูปาพจร ดังนี้ก็มี

แต่ข้าพเจ้าแสดงมานี้ก็มิได้ผิดออกจากนั้น

เป็นแต่ว่า แยกสมถะ ฌาน สมาธิ ออกให้รู้จักหน้าตามัน ในขณะที่มันเกิดขึ้นเฉพาะหน้าเท่านั้น สำหรับผู้ฝึกหัดเป็นไปแล้วจะไม่งง

ที่ท่านแสดงไว้แล้วนั้นเป็นการยืดยาว ยากที่ผู้มีความทรงจำน้อยจะเอามากำหนดรู้ได้

ในความเห็นของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)—————————-สมถะ ธรรมเป็นเครื่องสงบระงับจิต 1 ธรรมยังจิตให้สงบระงับจากนิวรณูป กิเลส 1 การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ

ฌาน การเพ่งอารมณ์จนใจแน่วแน่เป็นอัปปนาสมาธิ 1 ภาวะจิตสงบประณีตซึ่งมีสมาธิเป็นองค์หลักธรรม

สมาธิ ความมีใจตั้งมั่น 1 ความตั้งมั่นแห่งจิต 1 การทำใจให้สงบแน่วแน่ไม่ฟุ้งซ่าน 1 ภาวะที่จิตตั้งเรียบแน่วอยู่ในอารมณ์ คือ สิ่งอันหนึ่งอันเดียว

เป็นเรื่องของความสงบ เป็นเรื่องของความตั้งมั่น แน่วแน่แห่งจิต

เสียงเรียกจากขุมนรก

ผีดุวิญญาณจ้องจะหลอกหลอนผู้คน ไม่ยอมไปผุดไปเกิดเสียที!

ว่าแต่จะหลอก แบบไหน? ส่งกลิ่นเหม็นเน่า, ทำเสียงกุกกัก, สะอึกสะอื้นคร่ำครวญ น่าขนหัวลุก หรือปรากฏกายให้เห็นในสภาพคนปกติ หรือเละเทะน่าสยดสยองสุดขีด

ถ้า เรานอนอยู่ดีๆ แล้วมีผีเดินโย่งเย่งออกมาจากห้องน้ำ แต่เรามองดูนิ่งๆ ผีจะทำยังไงต่อไปนะ? ถ้าเราเปิดไฟเพื่อมองให้ชัดๆ ผีจะตกใจหรืออับอายไหม? จะหนีหรือว่ายังอยู่?

ใกล้เวลานัดดิฉันก็ลุกขึ้นแต่งตัว…ห้องนี้มี อะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึก หดหู่ หม่นหมอง จนกระทั่งนึกถึงความตายมากที่สุด…ยอมรับว่าถึงกับขนหัวลุกแน่ะค่ะ!

เมื่อถามว่าจะไปเที่ยวไหนดี? สายสมรผู้เคยร่างเล็กบางในอดีตอันไกลโพ้นก็แจ้วๆ มาทางมือถือว่า ไปเที่ยวใกล้ๆ แค่ 2-3 วันกลับก็ดีถมไป สาเหตุคือห่วงหลานสาววัยห้าขวบกำลังช่างพูดเป็นต่อยหอย เธอ “ติดหลาน” ค่ะ แต่ชอบบอกว่า “หลานติด” เฉยเลย

ระยองคือจุดหมาย ปลายทาง!

ดิฉันไม่ได้โผล่ไปตั้งสิบกว่าปีแล้ว ได้ฟังเธอจาระไนแล้วนึกเห็นภาพทันที

สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ เป็นสวนสมุนไพรแห่งแรกของเมืองไทยที่สวยที่สุด สมบูรณ์ที่สุด ใช้เวลา สร้างกว่า 20 ปี ภายใต้แนวคิด

“สวนแห่งการเรียนรู้อย่างรื่นรมย์…พลาดไม่ได้เด็ดขาด”

นอกจากนั้นยังมีป่าประดู่ ไปดูของดี “พระนอนตะแคงซ้าย” องค์ใหญ่ที่สุด เคยเห็นไหมเล่า? ตกค่ำก็กินนอนโฮเต็ลชั้นหนึ่งชายทะเล แถมมีหาดส่วนตัวแสนสวยอีกต่างหาก บรรยากาศโรแมนติกที่สุด หนุ่มสาวชอบก็ไปฮันนีมูน…

ฟังแล้วน่าสนุกจนตกลงใจไปด้วยทันที!

เรื่องราวมากลับตาลปัตรตรงที่ไปถึงจุดนัดพบในเกษตรตอน 06.00 น. นอกจากจะไม่พบสายสมรแล้วยังได้รับโทรศัพท์จากเธอว่า หกล้มในห้องน้ำ ข้อเท้าแพลง ปวดมากขึ้นจนลูกชายต้องขับรถไปส่งโรงพยาบาล อาการไม่หนักหนาอะไร นอนพักไม่กี่วันก็เดินได้แล้ว

“ขอโทษจริงๆ จ้ะ วานเธอช่วยเที่ยวเผื่อด้วยนะ…คืนนี้นอนคนเดียวไม่ต้องกลัวฉันจะถอดจิตไปนอนเป็นเพื่อนด้วย ฮิๆๆ อูย…”

สายสมรไม่วายมีอารมณ์ขัน แม้จะร่องแร่งอยู่โรงพยาบาล ดิฉันตัดสินใจว่า…ตกกระไดพลอยกระโดดแล้วกัน นอนคนเดียวก็ไม่แปลกอะไร…จะโดนผีหลอกก็ให้มันรู้ไป!

…นั่งรถทัวร์สองชั้นปรับอากาศ ดูวิวสวยๆ แปลกตาจนถึงสวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ ในเนื้อที่ 60 ไร่ ตกแต่งได้สวยงามเหลือเชื่อ มีพันธุ์ไม้กว่า 260 ชนิด กว่า 20,000 ต้น อากาศบริสุทธิ์ปลอดโปร่ง หายใจได้เต็มปอด นั่งรถ NGV ชมสวนได้สบายๆ ด้วยละค่ะ

ราว 15.00 น.ถึงโรงแรม…บีชแอนด์สปา ได้พัก ผ่อนร่างกายคนแก่ที่ต้องตื่นมาแต่ก่อนไก่โห่ซะที!

พอก้าวเข้าห้องก็เย็นวูบ…ตอนแรกนึกว่าเย็นเพราะแอร์ แต่ไม่น่าใช่นะ เนื่องจากเราต้องเสียบกุญแจเข้าช่องเพื่อเปิดไฟเสียก่อน…แต่ช่างเถอะ อาจเป็นเพราะอากาศในฤดูฝนก็ได้ หมู่นี้ฝนตกหนักบ่อยๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

โห…ห้องนอนเขาสวยมากจริงๆ ค่ะ เตียงกว้างขวางน่าเกลือกกลิ้ง มีทั้งชุดโซฟา โต๊ะทำงาน โต๊ะอาหาร…ต่อให้มาอยู่กัน 5-6 คนก็มีที่นอน โดยไม่ต้องลงไปนอนบนพื้นด้วย

อาบน้ำเสร็จก็ตั้งใจจะงีบเอาแรง แต่กลับไม่หลับ จะเปิดทีวีดูก็อย่าเลย…เรามาพักผ่อนนี่นา ขอทิ้งความยุ่งเหยิงวุ่นวายของบ้านเมืองไว้ก่อน…เดินไปเปิดม่านหนาๆ ออกก็เห็นทะเลสวยๆ เต็มตา ต้องเลื่อนประตูกระจกออกไปเกาะลูกกรงมองให้เต็มอิ่ม

แหม! นัดกินข้าวชั้นล่างตั้ง 18.30 น. จะทำอะไร ดีล่ะ ถ้าไม่นอนพักผ่อนน่ะ?

“ฮะแอ้ม!” เสียงกระแอมข้างหลังเล่นเอาสะดุ้งโหยงหันขวับ แต่ไม่เห็นมีใครเลย ดีนะที่เราไม่ประสาทอ่อน ไม่งั้นคงเผ่นออกจากห้องแล้ว…

เสียงนั้นน่ะเป็นคนกระแอมชัดๆ!

ปิดม่าน กลับขึ้นไปนอนริมเตียงด้านโคมไฟและโทรศัพท์ ในห้องมืดสลัว มีเพียงแสงไฟที่ลอดออกมาจากห้องน้ำที่แง้มประตูไว้…หลับตา คิดอะไรไปร้อยแปด ฟุ้งซ่านน่าดู

คิดถึงเรื่องโรงแรมผีดุต่างๆ เช่นที่เชียงใหม่มีโรงแรมเก่าๆ ร่ำลือว่าผีดุนัก ดุขนาดออกมาวิ่งโครมๆ รอบห้องให้ดูซึ่งๆ หน้า ที่เพชรบูรณ์ก็เลื่องลือว่าลิฟต์มักหยุดที่ชั้น 5 ตรงกับประตูห้องพักที่เกิดฆาตกรรม จนเจ้าของต้องเอาไม้มาปิดตายไว้ แต่ลิฟต์ก็หยุดที่นั่นเป็นประจำ

ว่าแต่ผีพวกนั้นตายในโรงแรมใช่ไหม? ตายเพราะหมดอายุขัย หรือฆ่าตัวตายเพราะหมดกำลังจะยืนหยัดต่อไป แหละหรือว่าโดนฆาตกรรมอำพราง

 

ผีแพแตก

ลุงกับป้ามีอาชีพทอดแหหาปลาตอนกลางคืน แกบอกว่าปลาชุกชุมกว่าตอนกลางวัน บางคืนยังได้งูเหลือมมาขายอีกต่างหาก…ก่อนจะขึ้นบ้านก็แวะเก็บผักบุ้ง ผักกระเฉดไปส่งแม่ค้าที่ตลาดเจริญผล

คืนหนึ่งก็เจอะเจอเรื่องขนหัวลุกเข้าเต็มเปา!

สาเหตุ มาจากตอนเย็นที่มีศพลอยน้ำคว่ำหน้ามาติดที่แพผักบุ้ง ชาวบ้านมุงดูกันเต็มฝั่ง เห็นสวมเสื้อแดงลอยปริ่มๆ น้ำ บางคนบอกว่าผีคงติดใจที่นี่ถึงไม่ลอยไปที่อื่น บางคนบอกว่าเป็นศพผู้ชายน่ะเพราะนอนคว่ำ ถ้าศพผู้หญิงต้องนอนหงายแน่นอน

ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องสัปดน แต่เชื่อถือกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายแล้วครับ

ลุง หมัดชวนพวกหนุ่มๆ มาช่วยใช้ไม้ยาวๆ ค้ำศพให้ลอยไปที่อื่น แม้ว่าจะมีคนท้วงให้ไปแจ้งตำรวจ ลุงหมัดก็ไม่ยอม ย้อนถามว่า…พวกมึงจะให้เขาขนศพผ่านหมู่บ้านเราหรือ?

ผมเห็นภาพนั้นแล้วขนลุก ติดหูติดตามาถึงป่านนี้!

พอ ไม้กระทบศพเนื้อหนังก็หลุดออกเป็นแผ่นๆ บางทีก็ทั้งกระบิ…ในที่สุดร่างนั้นก็หลุดจากแพ ผักบุ้งลอยตามน้ำไป ผู้หญิงหลายคนว่าคงกินผักบุ้งไม่ลงไปอีกนานแน่นอน

ครั้งก่อนเรียกว่า “หมู่บ้านอาสาจาม” เพราะแขกจามอาสาศึกตั้งแต่สงครามเก้าทัพ ต่อมาก็ยกครอบครัวมาลงหลักปักฐานกันมากมาย สมัยก่อนเรียกว่า “ยกครัว” นับวันยิ่งมีการอพยพครอบครัวมาอยู่กันมากขึ้นทุกที เลยเรียกว่า “บ้านครัว”

แขกจามที่นับถือศาสนาอิสลามก็เรียกว่า “แขก ครัว”

ชาวเขมรก็มีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มมะเปรียง, พุมมะปรางค์, พุมมะเปรย เป็นต้น…อาชีพที่ขึ้นหน้าขึ้นตาคือทอผ้าไหม จิม ทอมป์สัน “ราชาผ้าไหมไทย” ก็มาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ รุ่งเรืองสุดๆ โด่งดังไปทั้งโลก จนหายสาบสูญไปในมาเลเซียเมื่อราว 30-40 ปีมาแล้ว

อาชีพรองลงมาคือทำประมงน้ำจืด เก่งทางดำน้ำ ว่ายน้ำ จับปลา เพราะเคยทำมาก่อนเมื่อตอนอยู่ริมทะเลสาบในกัมพูชา

ทั้งปลาสด ปลากรอบ ปลารมควัน (ด้วยกาบมะพร้าว) สมัยก่อนทั้งกินทั้งขาย แถมนำไปแลกเปลี่ยนกับของกินของใช้ต่างๆ แม้แต่เส้นไหมดิบที่สั่งมาจากเขมรและญวน รวมทั้งภาคอีสานของเราเพื่อนำมาทอเป็นผืนผ้าต่อไป

พวกผู้ใหญ่เล่าว่า การย้อมผ้าทอผ้านั้นเขาถือเคล็ดลางกันมาก เช่น เวลาย้อมจะต้องออกไปไกลผู้คน ไม่ให้พระสงฆ์ หรือผู้หญิงมีครรภ์มีประจำเดือนเข้าใกล้ เชื่อกันว่าจะทำให้สีผ้าซีดจางจนใช้ไม่ได้

ช่วงที่ผมแตกเนื้อหนุ่ม ผ้าไหมบ้านครัวขายดีมากจนทอไม่ทัน จิม ทอมป์สัน เห็นว่าการทอผ้าแบบโบราณใช้กี่พุ่งทอด้วยมือเสียเวลาโดยใช่เหตุ จึงนำกี่กระตุกซึ่งใช้ทั้งมือและเท้า ทำให้ทอผ้าได้รวดเร็วขึ้นมาใช้งานแทน

แทบทุกบ้านจะมีเส้นไหมสีสวยๆ ตากไว้ตามระเบียงจนกว่าจะแห้ง แล้วกรอเข้าหลอด นำเส้นไหมมาหวีเข้ากี่เพื่อทอเป็นผืนผ้าต่อไปตามต้องการ ทั้งผ้าขาวม้า ผ้าโสร่งมีหมด

บ้านผมยกพื้นใต้ถุนสูงอยู่ใกล้ๆ คลอง ตอนนั้นน้ำยังใสสะอาด มีแพผักบุ้ง ผักกระเฉดงาม สะพรั่ง พอถึงหน้าน้ำเคยมีศพลอยมาแค่ 2-3 ศพ ก็ขนหัวลุกไปตามๆ กัน…พวกผู้ใหญ่ลือว่าผีดุนัก บางทีผีที่ลอยน้ำมาก็ทะลึ่งตึงตังขึ้นดื้อๆ บางทีก็จมหัวดิ่งแต่ชูขาทั้งสองข้างขึ้นมากวัดแกว่งให้เห็นตำตา!

ตกค่ำยังเคยมีคนเห็นร่างดำๆ ลุยน้ำขึ้นมาจากคลองแสนแสบ ส่งเสียงร้องกรี๊ดๆ โหยหวนเยือกเย็นน่ากลัว จนคนที่ได้ยินวิ่งอ้าวกลับบ้าน นอนคลุมโปงตัวสั่นเทาไปทั้งคืน

ไหนจะผีที่กุโบร์อีกล่ะ!!

เขาว่าตอนดึกๆ จะเห็นผู้คนเดินขวักไขว่ บ้างก็นั่งกอดเข่าอยู่ตามหลุมนั้นหลุมนี้ บางทีก็ยืดตัวสูงลิ่วขึ้นไปเหนือหลังคา…พวกเด็กๆ ที่เคยซุกซน วิ่งเล่นเกรียวกราวกันตั้งแต่เย็นจนถึงมืดค่ำ…พอตะวันตกดินก็รีบแยกย้าย กันกลับบ้านแล้วละครับ อารามกลัวโดนผีหลอกน่ะซี

ลุงหมัดกับป้าก๊ะบ้านอยู่ใกล้ๆ ผม เคยบอกกับใครๆ ว่าแกไม่เชื่อเรื่องผีๆ สางๆ หรอก ขืนมัวแต่กลัวผีก็ไม่ต้องทำมาหากินกันพอดี!

 

คืนนั้นลุงหมัดกับป้าก๊ะก็ออกไปหาปลาตามเคย ครั้นตกดึกได้ยินเสียงร้องเอะอะจนชาวบ้านแตกตื่น ถือไฟฉายไปดูก็เห็นลุงกับป้าวิ่งอ้าวจากท่าน้ำตะโกนลั่นๆ ว่าผีหลอก! ไม่เชื่อก็ไปดูได้เลย

ตอนแรกไม่มีใครเชื่อ หาว่าลุงหมัดกับป้าก๊ะตาฝาดไปเอง แต่พอไปดูก็เห็นศพสวมเสื้อแดงนอนคว่ำปริ่มๆ น้ำ กระเพื่อมไปมาอยู่ที่แพผักบุ้งนั่นเอง…ขนหัวลุกไปตามๆ กัน!