คำสาป

16 entries have been tagged with คำสาป.

ซาตานสั่งล่า

ผมเป็นเพื่อนสนิทที่ไปมาหาสู่กันบ่อยๆ ต้องยืนยันว่าเจ้าโหน่งไม่ได้บ้าบอ หรือสติไม่สมประกอบแน่นอน พูดคุยกันรู้เรื่อง ถามอะไรก็จำได้ พ่อแม่มันก็ชอบให้ผมไปบ้านเขาบ่อยๆ ลูกชายจะได้พูดคุย ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่งั้นมักจะหมกตัวเงียบอยู่ในห้องคนเดียว

ไม่ช้าผมก็ต้องขนหัวลุกเพราะเจ้าโหน่งนี่เอง!

ตอน บ่ายวันนั้นเรานั่งคุยกันที่โต๊ะหินหน้าบ้าน มีต้นมะม่วงกับชมพู่ร่มครึ้ม เจ้าโหน่งมองไปที่รั้วไม้ระแนงแล้วถามว่าเห็นใครไหม? ผมบอกจะเห็นได้ยังไงเพราะรั้วบัง

“ไม่ใช่นอกบ้าน…ที่ใต้ต้นมะม่วงนั่นไง ผู้ชายตัวดำๆ ล่ำเตี้ยกำลังมองเราอยู่”

ผมยืนยันว่าไม่เห็นใครเลย นอกจากผู้คนที่เดินผ่านไปมานอกรั้วเท่านั้น

“มันชื่อสิงห์-ตามข้ามาจากโรงพยาบาลตั้งแต่วันแรก”

วันหนึ่งไปมีเรื่องที่บ้านใหม่ เขม่นกันในร้านเหล้า เจ้าโหน่งโดนเจ้าถิ่นรุมสกรัม ประเคนด้วยไม้หน้าสามจนสลบเหมือด ต้องไปนอนโรงพยาบาลสิบกว่าวันถึงกลับบ้านได้

ตั้งแต่นั้นมา เจ้าโหน่งก็เปลี่ยนนิสัยเหมือนเป็นคนละคน!

เคยชอบเที่ยวเตร่ สนุกสนานเฮฮาก็กลับนิ่งเงียบ ไม่ค่อยออกจากบ้าน ร่างกายซูบผอมลง นัยน์ตาเลื่อนลอยไม่จับคน บางทีก็พยักหน้าหงึกๆ กับใครไม่ทราบ บางทีก็พูดพึมพำคนเดียว จนชาวบ้านนินทาว่ามันกลายเป็นคนบ้าๆ บอๆ เพราะโดนตีหัวจบสลบคราวนั้นเอง

 

“คิดไปเองมั้ง? ไม่ก็ตาฝาด…”

“เปล่า…ไอ้สิงห์ตามข้ามาจริงๆ มันโดนสิบล้อทับตายคาที่ ก่อนข้าจะออกจากโรงพยาบาลได้ 2-3 วันเท่านั้น มันมาขออยู่ด้วยว่ะ! นั่นไง…มันกำลังยิ้มฟันขาวกับเอ็งแน่ะ”

ผมขนลุกซ่า ทั้งที่เป็นกลางวันแสกๆ ก็เถอะเอ้า! ตอนแรกผมคิดว่าเจ้าโหน่งเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ อย่างเขานินทา แต่คำพูดต่อมาของมันยิ่งทำให้ผมเสียวสันหลังมากกว่าเดิม

“ข้ารู้ว่าเอ็งไม่เห็น ใครๆ ก็ไม่เห็น มีแต่ข้าคนเดียวที่เห็นถนัด…ได้ยินเสียงมันด้วย” เจ้าโหน่งถอนใจยาว นัยน์ตาที่จมลึกอยู่ในเบ้าราวกับจะขยายใหญ่ยิ่งกว่าเดิม “ไม่ใช่ไอ้สิงห์คนเดียวนะ…นั่น! ตาปลอดกับลุงฉ่ำ ยายเขียวกับป้าแสง ยืนมองเราอยู่ที่หน้าประตูนั่นไง”

“ไอ้โหน่ง…” ผมคราง ปากคอแห้งผากไปถนัด “เอ็งจะเห็นได้ยังไงวะ? ก็พวกนั้นน่ะตายหมดแล้วนี่หว่า”

“อ้าว? ไอ้เด่นเดินมาอีกคนแล้ว นี่มันตกน้ำตายตอนต้นปีน่ะ!”

ผมตัวแข็งลิ้นแข็งจนพูดอะไรไม่ออก จ้องมองแทบตาถลนไปยังประตูรั้วก็ไม่เห็นใครที่เจ้าโหน่งเอ่ยชื่อมา…เจ้า เด่นวัยสิบขวบกว่าๆ ที่ตกน้ำตายก็ไม่เห็น!

คุณพระคุณเจ้า! ผมเห็นเจ้าโหน่งยิ้มกว้างขวางขึ้น กวักมือเรียกอย่างอารมณ์ดี

“เข้ามาซีวะไอ้เด่น อยากคุยกันก็เข้ามา” มันพูดเสียงดังก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “เออ! งั้นก็ตามใจเหอะวะ” มันหันมายิ้มกับผม “ไอ้เด่นบอกว่าวันหลัง…มันรู้ว่าเอ็งกลัวมัน”

เจ้าโหน่งทั้งเห็นผี ทั้งได้ยินเสียงผีด้วยเหรอเนี่ย? ตอนแรกผมคิดว่ามันหยอกล้อผมเล่นตามประสาเพื่อนฝูง แต่วันต่อๆ มามันก็ชี้ให้ดูมะม่วงหน้าบ้านต้นนั้น บอกว่าผู้หญิงที่ไหนไม่รู้นั่งอยู่บนกิ่งใหญ่…ผีผูกคอตาย!

“สงสัยจะตายมานานแล้ว พ่อแม่ก็ไม่ยอมเล่าให้ฟัง ตอนกลางคืนข้าเห็นแกห้อยโตงเตง กวักมือหย็อยๆ เรียกข้าไปอยู่ด้วย พอตอนกลางวันก็นั่งร้องไห้อยู่บนกิ่งใหญ่ที่ว่านั่นไง”

ถึงจะมองไม่เห็นอะไรเลย แต่ผมก็รู้สึกแผ่นหลังเย็นวาบ ขนลุกซ่าไปทั้งตัว!

เมื่อกลับบ้านไปถามพ่อเรื่องนี้ ก็ได้ความว่าญาติข้างแม่ของเจ้าโหน่งมาอาศัยอยู่ไม่นานก็ผูกคอตายมาสิบกว่า ปีแล้ว สาเหตุมาจากท้องไม่มีพ่อ

ผมแน่ใจว่าเพื่อนไม่ได้บ้าๆ บอๆ จนเกิดเพ้อเจ้อไปเอง แต่เกิดมีญาณวิเศษหรือพรสวรรค์หลังจากโดนตีจนสลบ…คิดว่าห่างๆ ไปสักพักก่อน ที่ไหนได้ล่ะครับ แค่อีกไม่กี่วันต่อมา เจ้าโหน่งก็ผูกคอตายที่ต้นมะม่วงริมรั้วนั่นเอง

เป็นอันว่าผีแขวนคอเรียกร้องให้เพื่อนผมไปอยู่ด้วยกันได้สำเร็จแล้ว…แบบนี้จะไม่ให้ผมเชื่อว่าผีมีจริงได้ยังไง? บรื๋อออ..

คืนเรียกผี

ป้าแจ่มร่างเล็กบาง ผมดัดสั้นๆ ขาวโพลนเหมือนปุยสำลี…ยายเคยชมป้าแจ่มต่อหน้า ยังติดหูติดใจดิฉันมาจนถึงทุกวันนี้

“แม่แจ่มผมขาวสวย น่าอิจฉาจริงๆ เพราะฉันใจไม่ถึงเหมือนแม่แจ่ม ไม่กล้าปล่อยขาว เลยต้องย้อมผมเดือนละครั้ง”

สามี ป้าแจ่มเสียชีวิตไปเกือบสิบปี อยู่กับลูกๆ หลานๆ อีกหลายคน ตัวเองเป็นครูเก่า ออกมารับบำนาญกินทุกเดือนไม่เดือดร้อน ถึงสิ้นเดือนก็แต่งตัวออกไปรับบำนาญ ขากลับจะมีขนมและผลไม้มาฝากหลานๆ และเด็กข้างบ้านอย่างดิฉันกับพี่น้องเป็นประจำ

บ้านติดกันคือบ้านป้าแจ่ม อายุ 70 เศษ รุ่นเดียวกับยายดิฉัน แต่แม่เรียกว่าป้าแจ่ม ดิฉันกับพี่ๆ น้องๆ ก็พลอยเรียกป้าแจ่มไปด้วย สังเกตว่าถ้าได้ยินพวกเราเรียกแบบนี้ทีไร ป้าแจ่มจะยิ้มละไม นัยน์ตาเป็นประกายด้วยความขบขันระคนพออกพอใจมากๆ เลย

 

เมื่อดิฉันเรียน ม.ปลาย ป้าแจ่มก็ไม่ต้องไปรับบำนาญแล้ว แกบอกว่าตอนนี้เขาโอนเงินเข้าบัญชีให้เลย ดิฉันกับเพื่อนๆ ที่เคยไปวิ่งเล่นที่บ้านป้าแจ่ม ไปมาหาสู่กันเป็นประจำตั้งแต่เด็กจนรุ่นสาว ก็ยังไปหาป้าแจ่มตอนเย็น หรือไม่ก็วันเสาร์วันอาทิตย์อยู่เสมอ

ป้าแจ่มมีเก้าอี้นวมตัวโปรดอยู่ที่เฉลียงร่มรื่น มีทั้งกระดังงา, การะเวก, มหาหงส์ และสายน้ำผึ้งเลื้อยขึ้นตามค้าง ตอนหลังมีไม้เลื้อยพันธุ์ใหม่ ดอกสีขาวเป็นช่อหอมกรุ่น เราเรียกราชาวดี แต่ป้าแจ่มบอกเสียงหัวเราะว่า…ต้องเรียกไลแล็กซีจ๊ะ ถึงจะไม่เชย!

พวกเราขำกลิ้งไปตามๆ กัน ชอบฟังคำพูดแปลกๆ แต่น่าคิดน่าขำของป้าแจ่มทุกคนแหละค่ะ อย่างพูดถึงสวรรค์หรือเทวดา ป้าแจ่มก็จะบอกว่า

“ป้ารอว่าเมื่อไหร่จะได้พบคนที่ป้ารักเสียที! ไม่ว่าพ่อ แม่ ญาติมิตรสนิทสนม สามีกับลูกชายคนโตที่ตายจากไปตั้งแต่เด็กๆ ป้าไม่เชื่อเรื่องสวรรค์-นรก แต่เชื่อว่าโลกหน้ามีจริง ใครอยากไปที่ไหนก็ได้ไปที่นั่น! คืนก่อนลูกชายป้าก็มาหา…”

ขณะนั้นราวห้าโมงเย็นกว่าๆ อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนจนดูเหมือนใกล้ค่ำ ลมพัดวูบ ยอดไม้ไหวซ่า เล่น เอาพวกเราเหลียวซ้ายแลขวาลอกแลก เสียงเยือกเย็นของป้าแจ่มก็ดังวู่หวิวคล้ายจะคละเคล้ามากับสายลม

“เขาบอกว่ามาหาแม่ มารอรับแม่…เวลาของแม่เหลือน้อยลงทุกทีแล้ว! พ่อกับตายายก็จะมารับแม่ด้วย…พวกเราจะได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง! พวกเพื่อนๆ ของแม่อีกหลายคนก็จะมารับเหมือนกัน…ไปด้วยกันเถอะแม่! เราจะได้มีความสุขเหมือนวันคืนเก่าๆ ไงล่ะ…”

“ต๊ายตาย!” ยุพดียกมือทาบอก ทำตาโต “น่ากลัวจังค่ะ”

ดิฉันกลืนน้ำลาย ขนลุกซ่าไปทั้งตัว มองดูนัยน์ตาอมสุขของป้าแจ่มแล้วใจหาย…เป็นนัยน์ตาของคนที่พร้อมจะอำลาโลก นี้ไปสู่โลกหน้า ด้วยความสุขและความหวังเต็มเปี่ยม

วันต่อๆ มาป้าแจ่มดูสดชื่นแจ่มใส มองพวกเราด้วยแววตายั่วเย้าและเอ็นดู

“จวนจะได้เวลาของป้าแล้ว อย่าคิดอะไรมากเลยหนู เมื่อคืนสามีป้าก็มาหา พ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงอีกหลายคน…เกิดมาแล้วก็ต้องตาย ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าได้หรอก! ความตายก็เหมือนการนอนหลับหรือฉากผ่านของชีวิต เป็นความฝันที่ไม่มีวันสิ้นสุดของคนเราเท่านั้นเอง”

จนกระทั่งคืนนั้น…เสียงหัวเราะเริงร่าดังมากระทบหูจนดิฉันสะดุ้งตื่น อากาศยามดึกเย็นยะเยือก เหมือนมีอะไรดลใจให้ลุกไปดูที่หน้าต่าง ตรงกับหน้าบ้านป้าแจ่มพอดี

“โอ๊ย! อย่าไปสนใจเลยว่าข้างบนโน้นจะมีจริงหรือเปล่า หรือถ้าเกิดมีจริงๆ ป้าก็คิดว่าเขาคงไม่อยากยุ่งกับพวกเราหรอก”

แต่ พวกเราก็มักจะมีปัญหาเรื่องการเรียน ทั้งการสอบไล่บ้าง สอบเอ็นท์ บ้าง…บางคนก็ผิดหวัง ทำ หน้าเศร้ามาหาป้าแจ่ม บางคนเงียบๆ เฉยๆ แต่บางคนหน้าตาซึมเซาเศร้าหมอง เอ่ยปากว่าจะทำยังไงดี ในเมื่อชีวิตมันไม่เป็นไปอย่างที่เราคิดเลย!

ป้าแจ่มถอนใจยาว บอกกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มละไม

“เรา ก็ต้องฟันฝ่ามันไปน่ะซีจ๊ะ ถึงชีวิตจะผิดหวัง หม่นหมองแค่ไหน เราก็ต้องต่อสู้ต่อไป…ถ้าตอนนี้ยังยิ้มไม่ได้ ก่อนตายเราจะหัวเราะได้ยังไง? แต่ถ้าตายเมื่อไหร่ก็เป็นอันว่าได้หยุดพักไปตลอดกาลเมื่อนั้น”

ยุพดี เพื่อนรุ่นพี่ถามว่าตอนนี้ป้าแจ่มมีความหวังอะไรในชีวิตบ้างล่ะคะ?

คน อื่นๆ เงียบไปหมด แต่ก็อยากรู้คำตอบตรงกัน ป้าแจ่มถอนใจอีกครั้ง นัยน์ตาสีน้ำข้าวเหม่อลอย เหมือนกับกำลังมองหาบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีตัวตน ก่อนจะฝืนยิ้ม

หญิงชายกลุ่มใหญ่ยืนพูดคุยปนหัวเราะกันอยู่ที่ระเบียง ป้าแจ่มแต่งตัวเรียบร้อยเดินยิ้มแย้มออกมา ผมสีเงินยวงดูเป็นประกายอยู่ในแสงจันทร์…แล้วภาพเหล่านั้นก็ค่อยๆ เลือนรางจางหายไปจากม่านน้ำตาของดิฉันเอง!

ผีมาหยอก

สองคนนี่คือเพื่อนซี้ของผม ไปมาหาสู่กันประจำ เย็นๆ วันเสาร์อาทิตย์ ไม่รู้จะไปไหนก็โทร.หาเพื่อน ถ้ามันอยู่ที่บึ่งแมงกะไซค์ไปหา โจ้เหล้าโซดากันมั่ง ยาดองมั่ง ตามกำลังทรัพย์ ตอนค่ำๆ แถวปากซอยภักดีน่ะมีต้นโพธิ์ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาร่มครึ้ม ชาวบ้านเชื่อถือกันว่ามีเจ้าพ่อศักดิ์สิทธิ์ตามฟอร์ม ชอบไปขอหวยกันตรึม แต่ผมเห็นแล้วนึกเสียวๆชอบกล ไม่รู้เป็นไง?

แถวนั้นหรือเรียกกันติดปากมานานว่า ก.ม. 11ร่ำลือว่าผีดุชะมัด เพราะมีรถชนกันบ่อยครั้ง ไม่ว่าที่วิภาวดีฯ หรือถนนตัดใหม่ เรียกกันซะหรูหราว่า “โลคัลโรด” หรือของจริงก็คือถนนเลียบทางรถไฟน่ะแหละคุณ

มีทั้งด้านนอกและด้านในที่เลียบชุมชน แต่ว่าเป็นทางตันนะครับ ผมเห็นกลับรถกันมาหลายรายแล้ว

นอกจากตายเพราะอุบัติเหตุรถชนกันแล้ว ยังมีการตายโหงน่าสยดสยองเพราะรถไฟทับตายอีกล่ะ…แหม! รถไฟนี่ไม่ต้องทับหรอกครับ แค่ชนก็ตายแหงๆ อยู่แล้ว ถึงจะมีสถานีย่อยที่หน้าชุมชน แต่พวกรถเร็วรถด่วน ไม่จอด นอกจากรถระยะใกล้อย่างกรุงเทพฯ-ลพบุรี ตอนเย็นๆ

ไหนจะมีการตีรันฟันแทงกันตามระเบียบเพราะฤทธิ์สุรา ทั้งนักเลงทั้งวัยรุ่น กินเหล้าเข้าไปก็เลยเห็นช้างเท่าสุกรได้ง่ายๆ จนถึงกับบาดเจ็บล้มตายกันหลายครั้งหลายครา

เจ้าหงกับเจ้าตี๋ในฐานะเจ้าถิ่น เคยเล่าว่ามีคนดวงซวยโดนผีหลอก วิ่งกระเจิดกระเจิงมาหลายรายแล้วครับ

บ้านอยู่หลังสถานีรถไฟนี่เอง มีเพื่อนสมัยเรียนและตอนวัยรุ่นอยู่หลายคน ส่วนมากอยู่ละแวกเดียวกัน บ้างก็แถววัดเสมียนนารี บ้างก็เลยไปทางชุมชนสวนผัก, ชุมชนภักดี ก.ม.11 โน่นแน่ะ

ไม่มีเพื่อนเป็นลูกคนรวยอย่างบ้านกลางกรุงอะไรนั่นหรอกครับ ส่วนมากอยู่สลัมกันทั้งนั้นแหละ เช่น เจ้าหงอยู่สวนผัก เจ้าตี๋อยู่ภักดี

อ้อ! เมื่อตะกี้ผมเล่าว่าเมายาดอง?

แถวนั้นมีอยู่ 2 เจ้า ตั้งแผงค่อนข้างห่างกัน แต่อยู่ทางด้านทางรถไฟทั้ง 2 แผง ตอนเย็นๆ มีลูกค้าแวะเข้าไปอุดหนุนกันคึกคักพอสมควร มีตัวยาเด็ดๆ เขียนติดโหลเอาไว้ยั่วใจดีพิลึกละ

ช้างผสมโขลง, ม้ากระทืบโรง, พลังเสือโคร่ง, โด่ไม่รู้ล้ม, กลิ้งกลางดง, สาวสะกิดแม่, เฒ่าปล้ำสาว…โอ๊ย! พวกผมยังหนุ่มพลังสูงแท้ๆ ยังอดลองมันซะทุกอย่างไม่ได้นี่นา!

วันเกิดเหตุ ตอนเย็นผมนึกเปรี้ยวปากอยากกินยาดองขึ้นมาดื้อๆ เลยนัดแนะเพื่อนซี้ทั้งคู่ไปที่ร้านด้านใน ใกล้จะถึงทางตัน อากาศตอนต้นปีเย็นกำลังสบายๆ ผมไปถึงก่อนก็เลยสั่งม้ากระทืบโรงมาอุ่นเครื่องรอ…

แหม! ร้อนท้องซู่ซ่าอย่าบอกใครเชียว มีคนคุ้นๆ หน้ากันที่เพิงยาดองก็ยิ้มให้กันมั่ง ทักทายกันมั่ง… มีเพื่อนดีกว่ามีศัตรู จริงมั้ยครับ?
รถไฟแล่นฉึกฉักผ่านทางหลังเพิงขายยาดองไป แสงสว่างชักเหลือน้อยลงทุกที!

ลุงม้วนถามถึงเจ้าหงกับเจ้าตี๋ ผมบอกว่าเดี๋ยวคงมาสมทบ คืนนี้ว่าจะไปต่อแถวย่านเกษตร-นวมินทร์กัน ลุงม้วนก็เตือนว่าขับรถขับราระวังหน่อย เดี๋ยวจะพลาดพลั้งไป…

ว่าแล้วแกก็ขอตัวไปทำมาหากินต่อ…

ผมหันไปโบกไม้โบกมือให้เพื่อนรุ่นน้า พอดีเห็นเจ้าหงบึ่งรถออกมา มีเจ้าตี๋ซ้อนท้ายพอมาถึงก็รีบออกเนื้อออกตัวว่ามาช้าเพราะรอเจ้าตี๋ แล้วถามว่าเมื่อตะกี้ผมโบกมือให้ใครหย็อยๆ น่ะ

“ลุงม้วนไง” ผมตอบ “แกเพิ่งลุกไปหยกๆ พวกมึงก็มา”

เจ้าหงปล่อยก๊ากทันใด
พี่ชิต เจ้าติ่ง ลุงม้วน…เราเคยเห็นกันบ่อยหน บางคนมาสั่งแค่ก๊งสองก๊งแล้วก็บึ่งรถไปมั่ง เดินตีต๊อกไปมั่ง วันนั้นมีถุงม้วนคนเดียวที่ปักหลักคุยกับผมเอิ๊กอ๊ากตามประสาคนถูกคอกัน

ลุงม้วนอายุ 40 กว่าๆ ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างอยู่ย่านนั้นแหละ หุ่นผอมดำ หน้ากระดูก ผมหงอกประปราย ใครๆ เขาเรียกลุงๆ กันทั้งนั้น ผมก็เลยเรียกลุงมั่ง
“มึงกินเหล้ากับลุงม้วนเรอะ? โอ๊ย! ฮาแตกเลยกู แกเพิ่งโดนรถกระบะชนตายที่หน้าวัดเสมียนเมื่อคืนนี้เอง”

มันหัวเราะเยาะแล้วหันไปพยักพเยิดกับเจ้าตี๋ แต่ผมขนลุกซ่า รู้สึกหน้าชาเห่อเหมือนกินว่านเข้าไปทั้งกอ ชี้มือสั่นระริกไปที่แก้วเหล้าเปล่าๆ ที่ยังตั้งอยู่ทนโท่ เล่นเอาเพื่อนทั้งสองอ้าปากค้าง หน้าขาวซีดลงทันตาเห็น…

ลุงม้วนตายไปแล้วจริงๆ เพราะแกไม่ได้สวมหมวกนิรภัย แบบเดียวกับพวกที่ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างตามตรอกตามซอย หรือแม้แต่ออกสู่ถนนใหญ่แล้วนั่นแหละครับ

ชานชลาสยอง

ผีดุ
ฤดูหนาวค่ำเร็ว ดูวิวไปไม่นานก็มองอะไรไม่เห็นตั้งแต่ก่อนถึงอยุธยาด้วยซ้ำ ขณะที่เรายกโขยงไปที่ตู้เสบียง โชคดีที่ได้โต๊ะในสุด ผู้คนค่อนข้างหนาตาและทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ผมกรุ่นเบียร์ชุ่มฉ่ำอย่างเพลิดเพลิน มองดูลูกเมียสั่งอาหารมากินอย่างเอร็ดอร่อย แม้เหตุการณ์นี้จะผ่านมาราวสามปีแล้ว แต่ความแปลกประหลาดและน่าขนลุกขนพองก็ยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ และติดหูติดตาผมอยู่ไม่รู้ลืมเลือน ราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อคืนที่ผ่านมานี่เอง!

เรา-คือผมและครอบครัว ประกอบด้วยเมียหนึ่งกับลูกชายวัยสิบกว่าขวบสองคน เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่โดยรถด่วนขบวนพิเศษเพื่อชมงานพฤกษ ศาสตร์โลกให้ชื่นฉ่ำทั้งนัยน์ตาและหัวใจ

ผมกับเมียได้ที่นั่งฝั่ง ซ้าย ลูกชายทั้งสองได้ฝั่งขวา พวกเราล้วนแต่ตื่นเต้นเพราะไม่ได้นั่งรถไฟมาเกือบปีแล้ว ตั้งแต่ไปเที่ยวหัวหินเมื่อปีกลาย

อาจจะเป็นเพราะเปลี่ยน บรรยากาศ กับรสชาติของอาหารชื่อดังมาเนิ่นนานของรถไฟก็ได้ เช่น ยำเนื้อ, แหนม, ข้าวผัด เป็นต้น แถมยังมีมันทอดทั้งแบบถุงและกระป๋องตามยุคสมัยให้แกล้มเหล้าเบียร์อีกด้วย

โต๊ะด้านขวาก็มีหญิงชายสองคู่กำลังดื่มกินและพูดคุยกันอย่างสำราญใจเช่นกัน

ราว ทุ่มเศษ เมียผมก็ขอตัวพาลูกๆ กลับไปที่นั่งซึ่งอยู่ห่างราว 2-3 โบกี้…ใกล้เวลาที่พนักงานจะมาจัดเตียงแล้ว เธอไม่วายกำชับกำชาให้ผมรีบกลับเพราะกลัวจะดื่มมากจนป่ายปีนบันไดขึ้นไปนอน ชั้นบนไม่สะดวก

เสียงล้อเหล็กขยี้รางดังกระหึ่ม อย่างที่พวกเด็กๆ ชอบเรียกว่า “ฉึกฉักรถไฟ” กับ “ถึงก็ช่าง-ไม่ถึงก็ช่าง” บางทีก็มีเสียงหวูดกรีดแหลม ฟังเผินๆ เหมือนเปรตร้องขอส่วนบุญ…กล่อมอารมณ์ให้เพลิดเพลินดีพิลึก

ผู้คนที่คับคั่งในตอนใกล้ค่ำก็ชักบางตาลงทุกที!

มี ฝรั่งวัยกลางคนกับหนุ่มไทยหุ่นบึกบึนนั่งซดเบียร์กันอยู่โต๊ะด้านหน้าของชาย ผมขาวอีกโต๊ะเดียวที่เหลืออยู่ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็น “เสือไบ” กับคู่ขา ที่หัวเราะต่อกระซิกกัน ส่งสายตาหยาดเยิ้มให้กัน…แต่สมัยนี้มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาเต็มที

ผมสั่ง เบียร์ขวดใหม่ กับได้โอกาสสูบบุหรี่เสียทีเมื่อนั่งอยู่คนเดียว ทั้งๆ ที่โต๊ะอื่นๆ เขาก็สูบกันสบายอารมณ์ไม่ต้องห่วงว่าควันจะไปรบกวนใคร เพราะมันจะปลิวกระจายไปทางหน้าต่างทันที…แถมมีที่เขี่ยบุหรี่ที่พนักงาน เขาเข้าใจเทน้ำลงไปแล้วแปะด้วยทิชชู ทำให้ขี้บุหรี่ไม่กระเด็นไปรบกวนคนอื่นๆ

ลมเย็นๆ โกรกกรูมาเย็นชื่น เบียร์ก็เย็นฉ่ำจนดวดดื่มได้ลื่นคอ เทใส่แก้วจนหมดแล้วสั่งขวดใหม่… พร้อมๆ กับหันไปมองด้านขวาอีกครั้ง แต่หนุ่มสาวสองคู่หายไปแล้ว มีหนุ่มใหญ่วัยค่อนคน ผิวกร้านแดดตัดกับผมขาวโพลนมานั่งดวดดื่มสุราไทยอยู่เดียวดาย

พนักงาน เข้ามาถามทุกโต๊ะคล้ายๆ กันว่าจะสั่งอาหารอะไรเพิ่มเติมอีกหรือเปล่า เพราะห้องครัวจะปิดแล้ว แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสั่งอะไรอีก นอกจากเบียร์กับโซดาเท่านั้นเอง

จ่าตำรวจกับ พขร.เดินเข้ามาทิ้งกายอ่อนล้าที่โต๊ะหน้าเคาน์เตอร์ ร้องสั่งข้าวผัดคนละจาน น้ำดื่มคนละขวด…ไม่ยักมีเหล้าเบียร์แก้เหนื่อยแฮะ!

หนุ่ม วัยค่อนคน ผิวดำ ผมขาวโพลนปลิวกระจายเต็มหัวยังนั่งซดเหล้าอย่างทองไม่รู้ร้อน ทำให้ผมหันไปถามพนักงานที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ว่า…ลุงคนนั้นเป็นเจ้าหน้าที่รถไฟเรอะ ถึงนั่งต่อได้น่ะ?

“คนไหนครับ?” เขาทำหน้างุนงง ผมอดหัวเราะไม่ได้ ชี้มือให้เขาดูด้วย

“นั่น ไง…” เสียงผมขาดหายไปเมื่อไม่เห็นชายผิวดำผมขาวที่เห็นอยู่หยกๆ ทั้งที่แกนั่งอยู่โต๊ะในสุดแท้ๆ ไม่มีทางหลบไปไหนโดยไม่ผ่านผมได้เด็ดขาด…แต่พนักงานตู้เสบียงหน้าขาวซีด อ้าปากค้าง เกาะเคาน์เตอร์คล้ายจะพยุงตัวไม่ให้ล้มลงไป
อ้าว? ฝรั่งหัวแดงกับหนุ่มกำยำลุกออกไปแล้ว ผมรินเบียร์ใส่แก้วจนหมดขวดรู้สึกมึนกำลังดี…พนักงานก็เข้ามาบอกว่าหมด เวลาแล้ว ต้องปิดตู้เสบียง ผมไม่ขัดข้องอะไร สั่งให้เขาคิดเงิน…เรียบร้อยแล้วก็ซดเบียร์จนเกลี้ยงก่อนจะลุกขึ้นเดินไป ที่ประตู

ขณะที่ถึงเคาน์เตอร์ เจ้าหน้าที่สองคนกำลังกินข้าวผัดโปะไข่ดาวอย่างเอร็ดอร่อย ผมเกิดหันไปดูท้ายรถเสบียงอีกครั้งเหมือนมีอะไรดลใจ

“เอาอีกแล้ว เรอะเนี่ย? โธ่” เขากระเดือกน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะเล่าว่าเมื่อปีกลายมีผู้โดยสารที่ว่ามาดื่ม เหล้าจนหัวใจวายคารถเสบียงโบกี้นี้เอง…เคยมีคนเห็นมาหลายรายตอนหลังนี่ซา ไป นึกว่าไปผุดไปเกิดแล้ว!

ทำเลผี

ผีดุ

เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมบ้านบางหลังถึงมีคนเจอผีบางหลังไม่เคยเจอ เป็นไปได้มั้ยว่าลักษณะของบ้านที่แตกต่างกันเป็นตัวกำหนด เหมือนกับคนเราบางคนชอบบรรยากาศแบบภูเขา บางคนชอบทะเล ผีเองก็เคยเป็นคนมาก่อนรสนิยมที่ว่าก็เลยติดตัวไป ทำให้ผีเลือกบ้านที่ตัวเองชอบ และนี่คือสุดยอดเคล็ดลับ “จัดบ้านอย่างไรให้ผีชอบอยู่ หรือวิธีการสร้างบ้านผีสิง นั่นเอง” พร้อมแล้วไปดูกันเลย   1.เลือกทำเลอาถรรพ์เช่น บ้านตรงกันข้ามโบสถ์ วิหาร วัด ศาลเจ้า โรงพยาบาล สุสาน เสา เครื่องหมายจราจร มีปล่องไฟ เป่าลมพุ่งมาหาบ้าน หรือที่เปลี่ยวๆห่างจากชุมชน ถ้าบ้านใครอยู่ในที่ดังกล่าว เรียกได้ว่ามีชัยไปกว่าครึ่งในการเชิญผีมาอยู่เลยทีเดียวล่ะ   2.สร้างด้วยไม้เป็นหลัก สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเรื่องของความเป็นธรรมชาติ เพราะต้นไม้ก็เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งเหมือนกัน และในบ้านมีเสาเอกให้ด้วยก็แหล่มเลย   3.ทำบริเวณบ้านให้รกครึ้มไปด้วยแมกไม้พฤกษานานาพันธุ์ แถมด้วยต้นไม้ต้องห้ามประเภท ตะเคียน ไทร ซ่อนกลิ่น อะไรพวกนี้ยิ่งถูกใจสุดๆ   4. ฝืนหลักฮวงจุ้ยเท่าที่สามารถทำได้ ยิ่งเยอะยิ่งชอบอยู่ ในศาสตร์ทางวิชาฮวงจุ ้ยได้กล่าวถึงลักษณะของบ้านที่มักจะมีผีหรือคนในบ้านมักจะเห็นผี ดังนี้   – ประตูหน้าบ้านมีพลังอิมมาก หมายถึงมีความมืดมาก และทิศทางของหน้าบ้านหันไปทางทิศ ตะวันตกเฉียงใต้ ตรงช่วง 210 องศา-240 องศา หรือหันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตรงช่วง 30 องศา-60 องศา ซึ่งทางฮวงจุ้ยจะเรียก 2 ทิศทางนี้ว่า ประตูผี     – บ้านที่มีแสงสว่างไม่พอ ภายในบ้านมีบรรยากาศมืด ๆ สลัว ๆ โดยเฉพาะทิศ ตะวันตกเฉียงใต้และทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือมีความมืดมาก ก็จะกระตุ้นให้เกิดพลังอิมมากขึ้น โอกาสเจอผีก็มีสูงตามไปด้วย

Devil and the Hat

Ghost

I was putting the finishing touches on a nice big dinner – meatloaf, mashed potatoes, green beans, pumpkin pie – when Charlie blew in the back door. He’d spent the day ice-fishing in the quarry, and I expected him to be in a jolly mood. But he stood there with his gray hair standing on end, his cheeks bright red with rage and his coat and pants covered with snow.

“Charlie, what happened to you?” I gasped. “And where is your new hat?”

I’d bought him a fancy new fishing hat for his birthday not two days ago, and today was the first opportunity Charlie’d had to wear it.

“My hat!” Charlie shouted, his eyes popping out of his head like a fish. “My hat!” He was too speechless to go on. He jumped from one foot to the other in rage and pointed his finger a number of times at the daily newspaper that lay on the counter beside him.

“I’ll tell you where my hat is!” Charlie finally sputtered out. “It’s at the bottom of the quarry pond. And its all because of that blasted creature!”

He banged his fist down on top of the cartoon of the Jersey Devil which adorned the front of the newspaper. The Jersey Devil had been spotted all over the Pinelands region during the last few days. Charlie and I had laughed over the sightings, considering it to be a joke perpetuated by the newspapers.

I gaped at my husband. “You mean its real?” I gasped. “You actually saw the Jersey Devil?”

“That Dad-Blame creature came swooping into the quarry at the very moment I got a big fish on the line,” Charlie said. “I was sitting in my chair, reeling in my line and that fish was fighting like anything. Then I heard a big whooshing sound, and a huge creature swooshed over my head.”

“What did it look like?” I asked incredulously.

“It looked like a dad-blame dragon, with a head like a horse, a snake-like body and bat’s wings,” Charlie said. “Nothing like this crazy picture.” He stabbed his finger down on the newspaper. “Anyhow, it flew over me head so fast that the wind from its long wings knocked me right out of my chair! My new hat went flying into the ice hole, along with my pole. That fish dragged the pole right under the ice, and it took my new hat with it!” Charlie turned purple at the memory. “That Jersey Devil owes me a new hat! And a fishing pole. I aim to see that justice is done!”

So saying, Charlie grabbed his rifle from over the back door and headed out into the yard.

“Charlie, what about dinner?” I called after him.

“I ain’t got time for dinner,” Charlie shouted back to me. “I’m getting up a posse. I’ll teach that Jersey Devil to mess with a man’s new hat!”

And that was the last I saw of my husband for the next three days. Charlie roused the whole neighborhood, and the men went hunting all over creation, racing from town to town following every rumor they heard about the Jersey Devil. They never caught a glimpse of it, though once they followed its strange tracks through the snowy woods for over an hour before the tracks disappeared. Charlie’d come home after I’d gone to bed and leave before I got up in his determination to track down the creature that lost him his hat.

After about a week, the Jersey Devil disappeared back into the Pinelands and Charlie came home to roost. He was still in a bitter rage about losing his hat and his pole, and sat sulking in his study all day. Around suppertime, the mayor stopped by our house and presented him with a new fishing hat and a fancy new pole to replace those he lost when the Jersey Devil flew over the quarry. Charlie was tickled pink, and he went out the very next day to do some ice-fishing. He came back with the biggest fish he’d ever landed and a smile that nearly split his cheeks in two. So maybe the Jersey Devil did him a favor after all.