ฆาตกรรม

3 entries have been tagged with ฆาตกรรม.

วิญญาณไม่คืนถิ่น

เมื่อประมาณสองปีมาแล้ว ผมย้ายไปทำงานที่นิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี มีหน้าที่ไปทุกนิคมเพื่อตรวจตราความปลอดภัยในการทำงาน รวมทั้งงานเอกสารซื้อ-ขาย บางครั้งก็ส่งตัวอย่างของให้ทางไซต์งานดู

ตอน เย็นวันนั้น ทางไซต์งานกบินทร์บุรี ต้องการอุปกรณ์ด่วนมาก จำเป็นต้องใช้ในเช้าวันรุ่งขึ้น ต้องรีบหาซื้อและจัดส่งโดยเร็วที่สุด ผมไม่รอช้า จัด การจนเรียบร้อยเมื่อใกล้จะหกโมงเย็น เส้นทางที่ใช้ต่อจากทาง ด่วนก็คือเส้น 304 จากแปดริ้วไปโคราช ออกจากบริษัทแล้ววิ่งรถไปได้ค่อนข้างช้า เพราะว่าหลายเดือนแล้วที่ไม่ได้มานิคมแห่งนี้เลยครับ

โรงงานเหล่านี้ล้วนแต่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง เช่น นิคมอมตะ ชลบุรี, นิคมนวนคร ปทุมธานี หรือนิคมเกตเวย์ ในฉะเชิงเทรา เป็นต้น

คิดถึงครั้งหนึ่งที่เคยมาแวะซื้อข้าวโพดต้มจากแม่ค้าเจ้าหนึ่ง ตั้งแผงอยู่ใกล้ๆ เชิงสะพาน ติดกับต้นไม้ใหญ่ริมทาง…หน้าคมผมยาวดูสะดุดตาไม่หยอก ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปหลายเดือนแล้วเธอจะยังขายข้าวโพดต้มอยู่หรือเปล่าหนอ?

ทันใดนั้น เมื่อรถแล่นมาเกือบใกล้สะพาน ที่มีต้นยางใหญ่สูงตระหง่านอยู่ข้างถนน ผมก็เหลือบไปเห็นแม่ค้าสาวคนที่ผมกำลังนึกถึงพอดี!

แผงอื่นๆ เลิกไปหมดแล้ว เหลืออยู่แต่แผงของเธอเพียงเจ้าเดียวเท่านั้น

ผมจอดรถแล้วเดินไปเพื่อจะซื้อข้าวโพดแปดแถวที่ตั้งใจไว้ มีเพียงแสงตะเกียงโป๊ะที่เธอไว้เพื่อส่องสว่างพอเห็นกันได้ ผมบอกซื้อข้าวโพดพวงหนึ่งประมาณ 4-5 ฝัก เธอยิ้มให้แล้วถามยิ้มๆ ว่า…คุณไม่ได้มานานแล้วใช่ไหมจ๊ะ?

เอ๊ะ! เธอจำผมได้ด้วยหรือนี่? เลยยอมรับว่าใช่…ไม่ได้มาหลายเดือนแล้ว ถามเธอบ้างว่าสบายดี…ขายดีนะ เธอตอบว่า จ้ะ! สบายดี…

ไปถึงจุดหมายสองทุ่มเห็นจะได้…หลังจากส่งของให้ทีมงานเรียบร้อยแล้วก็ รีบ บึ่งรถกลับ เพราะดูท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนตั้งเค้าทะมึน จะเทโครมครามลงมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

ออกจากนิคมผ่านตัวเมืองกบินทร์ฯ ถนนค่อนข้างเปล่าเปลี่ยว ทำให้เยือกเย็นหัวอกหัวใจอย่างบอกไม่ถูก…ผ่านแผงขายข้าวโพดต้มแปดแถวที่ แสนอร่อย รสชาติหอมหวานมีที่เดียวที่นี่…แหม! ถ้าไม่มืดค่ำขนาดนี้ คงได้แวะซื้อข้าวโพดกินเล่นแน่นอน

เสียงเย็นๆ ของเธอกับบรรยากาศเปล่าเปลี่ยว รอบตัวทำให้ผมรู้สึกขนลุกซ่าอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ถามเธอว่าทำไมจึงยังขายอยู่จนมืดค่ำป่านนี้ล่ะ? เธอยิ้มเศร้าๆ ตอบว่าวันนี้ขายไม่ค่อยดี เลยอยู่จนมืดค่ำจ้ะ! ผมล่ำลาเธอ ก่อนจะบอกว่า…แล้วจะแวะมาซื้ออีกนะ! เธอยิ้มหวาน แต่ดวงตาดูเศร้าสร้อยภายใต้แสงตะเกียงแดงๆ นั้น!

ผมกลับขึ้นรถขับมาเรื่อยๆ จนถึงสี่แยกศรีมหาโพธิ ฝนตั้งเค้าทะมึนดูหนักหน่วงขึ้นทุกที ลมพัดอู้ๆ น่ากลัว…รู้สึกมีกลิ่นเหม็นติดจมูกเรื่อยมาตั้งแต่แวะซื้อข้าวโพดแล้วแต่ คิดว่ารถคงขนพวกปลาป่นหรือกระดูกสัตว์เข้าโรงงานอะไรสักอย่าง ทั้งที่ในรถปิดกระจกเปิดแอร์…ลืมคิดถึงเรื่องข้าวโพดไปสนิท

ฝนเริ่มโปรยเม็ดลงมาแล้ว ฟ้าแลบแปลบ สองข้างทางที่เลยสี่แยกศรีมหาโพธิมาแล้วมีต้นไม้น้อยใหญ่หนาทึบ สรรพสิ่งแทบจะมืดมิด มีแต่แสงไฟจากรถผมเท่านั้นที่ส่องสว่างตัดสายฝนที่เริ่มหนาเม็ดขึ้นทุกที

แรงลมทำให้ต้นไม้โอนเอนไปมาในเงามืดเหมือนมือของผีเปรตที่กำลังร้องขอส่วน บุญ ฟ้า แลบวูบวาบ ผ่าเปรี้ยงปร้างคึกคะนองคล้ายจะเผาไหม้ผีเปรตเหล่านี้ให้วอดวายไป

บรรยากาศมันน่ากลัวมากๆ แม้จะอยู่ในรถก็เถอะ แต่อยู่คนเดียวนะครับ!

เปิดวิทยุก็ไม่ติด มีแต่เสียงฟ้าร้องครืนๆ เข้าคลื่นจนต้องปิด จะหยุดรถก็ใช่ที่เพราะมันเปลี่ยวมากๆ แข็งใจขับรถฝ่าสายฝนที่โหมกระหน่ำหนักหน่วง ฟ้าแลบฟ้าผ่าเป็นระยะๆ จนหูอื้อไปหมด เหมือนขับรถอยู่ในนรกอเวจีก็ปานกัน

ผ่านศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน ถึงแยกที่ไปสัตหีบและแยกมาฉะเชิงเทรา ขึ้นเนินซักพักก็ถึงปั๊มปตท.ซ้ายมือ ที่มีนักเล่นจากบ่อนปอยเปตมาแวะซื้อของ กินข้าวกันคึกคักทุกวัน…พอเห็นแสงไฟจากป้ายปั๊มแล้วฝนก็หยุดตก ลมสงบ กลิ่นเหม็นติดจมูกก็หายไป

เมื่อเลี้ยวเข้าปั๊ม จอดรถแล้วควานหาพวงข้าวโพดที่วางไว้ใกล้ๆ เอ๊ะ! ไม่เห็นมี แปลกใจมากๆ ก็วางไว้กับมือแท้ๆ มันจะหายไปได้ยังไง?

ช่างเถอะ! ลงไปหาอะไรกินดีกว่า

อีก 3-4 วันต่อมา ผมมีโอกาสไปที่ไซต์งานกบินทร์บุรีอีก คราวนี้ไปตอนเช้า ได้มีเวลาคุยกับหัวหน้างาน ผมเล่าให้ฟังถึงเรื่องข้าวโพดต้ม แต่เขากลับบอกว่าเมื่อต้นเดือนก่อนมีสิบล้อเสยตายคาที่ไปหนึ่งราย อยู่ใกล้สะพานที่มีต้นยางใหญ่นั่นเอง…ผมขนหัวลุกเลยครับ!

ไปสู่ความหลัง

 

เมื่อเดือนก่อนผมพาลูกหลานเป็นโขยงไปเยี่ยมบ้าน ได้ข่าวว่าตากรายเป็นโรคปอดตาย เพิ่งเผาไปเมื่อวันก่อนนี่เอง…นึกถึงแล้วใจหายเหมือนกัน เพราะจำได้ว่าสมัยเด็กๆ ชอบฟังนิทานของแก ไม่ว่าเรื่องตลก เรื่องผี เรื่องเพลงพื้นเมืองโด่งดังประจำจังหวัด “เพลงอีแซว” ไงล่ะครับ ตากรายแกเล่าได้สนุกสนานดีนัก

ชื่อแกก็คล้ายกับ “พ่อกร่าย” พ่อเพลงรุ่นพ่อไสว พ่อบัวเผื่อน พ่อโปรย…ตากรายบอกว่าแต่ก่อนเพลงอีแซวที่พ่อไสวสันนิษฐานว่าคงจะมาจากการ “ร้องแซวกันทั้งคืน” แต่เดิมขึ้นต้นว่า…ตั้งวงไว้เผื่อ ปูเสื่อไว้ท่า เอย…จะให้วงฉันราซะแล้วทำไม เอย…

ตากร่ายเป็นคนทำให้มีการเปลี่ยนคำขึ้นต้นเป็น…เอ้ามาเถอะหนากระไรแม่มา… แล้วแตกช่อต่อดอกไปตามใจชอบ เช่น แม่คุณอย่าช้านะแม่หน้านวลใย, แม่จะมัวชักช้าอยู่ทำไม

จนกระทั่งเอามาเล่นมุขโลดโผน เช่น ไหนๆ พี่ก็มาหาถึงที่ แล้วน้องจะมัวยืนคลำเก้าอี้อยู่ทำไม? เพื่อเรียกเสียงฮาจากท่านผู้ชม

อาศัยว่าบ้านเดิมอยู่ใกล้ๆ แค่นี้ รถแล่นสองชั่วโมงจนเหลือแค่ชั่วโมงกว่าก็ถึงแล้ว ผมเลยไปเยี่ยมบ้านบ่อย อย่างน้อยก็เดือนละครั้งให้พ่อแม่ชื่นใจ ไหนจะได้เจอะเจอเพื่อนฝูงทั้งหญิงและชายที่เติบโตมาด้วยกัน พูดคุยกันถึงความหลังตั้งแต่สมัยเด็ก จนแตกหนุ่มแตกสาว มีผัวมีเมีย ลูกเต้าเป็นพรวนไปหมดแล้ว

นอกจากนั้น ยังมีญาติมิตรกับคนอื่นๆ ที่เราเรียกขานกันว่า “พวกบ้าน” สำเนียงสุพรรณเซ็งแซ่ไปหมด คนกรุงเทพฯ เขาว่าพวกเราพูดเหน่อ แต่คนเก่าแก่บ้านผมกลับออกปากว่า…กรุงเทพฯ ก็อยู่ไม่ไกล ทำไมคนที่นั่นมันถึง “พูดเยื้อง” กันทุกคนเลยวะ ไอ้หม่า?

“พูดเยื้อง” ก็หมายถึง “พูดเหน่อ” นั่นแหละครับ

จำได้ว่าแม่เพลงดังๆ รุ่นนั้นก็มีแม่ตลุ่ม แม่บัวผัน ลงมาถึงแม่ขวัญจิตที่เล่นอีแซวมาตั้งแต่เด็ก จนโด่งดังได้เป็นศิลปินแห่งชาติแบบแม่บัวผัน เดี๋ยวนี้ก็ปาเข้าไปหกสิบกว่าแล้ว แต่ยังมีชื่อเสียงไม่ลดราลงไปเลย

“เอย…เขาว่าคนเราเกิดมาย่อมจะมีขันธ์ 5 ไม่ว่าทั้งหญิงทั้งชาย หนุ่มตายก่อนแก่ แก่ตายก่อนหนุ่ม เขาตายกันเสียออกกลุ้มเอ็งรู้ไหม เขาเวียนเจ็บเวียนไข้เวียนตายเวียนเกิด เอากำหนัดมากำเนิดแต่ไหน เราเวียนเจ็บไข้ในวัฏสงสาร ชีวิตของเรามันจะนานไปซักแค่ไหน เอ็งจะหลงระเริงเพลิงมันจะเผา ชีวิตเอ็งจะเข้ากองไฟ เอ่ชา…”

ผมกระเดือกน้ำลายลงคอยากเย็น สายลมพัดผ่านยอดไม้ร่มครึ้มอยู่ในแสงจันทร์เหมือนจะโบกสะบัดเอาเสียงเพลง พื้นเมืองเก่าแก่ที่ซึมซับไว้หลายสิบปี ให้ล่องลอยออกมาขับกล่อมผู้คนในยามราตรีอันเยือกเย็นจับใจ!

เสียงพ่อเพลงตอบโต้ ผสมผสานกับเสียงคอสอง คอสาม ร้องขัดเข้าจังหวะ ดังกระท่อนกระแท่นเต็มที ไม่ชัดเจนเหมือนเสียงแม่เพลงเก่าแก่ ถ้าจำไม่ผิดก็คือแม่ตลุ่ม คู่ปรับตัวลือของพ่อกร่าย

คืนนั้นผมแยกย้ายจากเพื่อนฝูงเก่าๆ ที่ร้านในตลาดกลับบ้าน แสงจันทร์ขาวนวลอย่างที่เขาเรียกว่า “แทบจะจับมดได้” มาถึงบ้าน ลมเย็นฉ่ำพัดโชยไม่ขาดสายทำให้อาการมึนนิดๆ แทบจะหายไปจนหมดสิ้น ขณะที่เสียงอะไรคุ้นๆ หูดังล่องลอยมาตามลม…

เสียงเพลงพื้นบ้านแน่ๆ แต่แทนที่จะเป็นอีแซว กลับเป็นเพลงฉ่อยที่ไม่มีรำมะนา แต่เป็นเสียงกลองสองหน้า ฉิ่ง กรับและการตบมือให้จังหวะครึกครื้น

คุณพระช่วย! เสียงแม่บัวผันครับ สุดยอดแม่เพลงอีแซวแห่งเมืองสุพรรณบุรี!

“เอย…เอ็งมีเงินกี่กอง มีทองกี่หาบ มาถึงก็จะคาบเม็ดใน เอ่ชา…”

เสียงแม่บัวผันดังขึ้นชัดเจนอีกครั้ง สำเนียงละห้อยหวนคล้ายจะกล่าวคำอำลาอยู่ในที…

“วิสัยไก่ดีมันต้องตีกันด้วยแข้ง ถ้าเพลงดีว่า แดงค่อยกันไม่ได้…เราว่ากันพอนวลๆ พอหอมหวนปลายหู ผู้คนเขาก็ดูกันได้ เอ่ชา…”

ผมยืนนิ่งงันอยู่ที่ระเบียงบ้านเหมือนกลายเป็นรูปปั้น สายลมเย็นยะเยือกหอบเอาเสียงเพลงและเสียงดนตรีคึกคักระคนกับเสียงหัวเราะ เฮฮา ล่องลอยไปกับสายลมยามดึกเหมือนการทักทายของอดีตกาลไม่ผิดเลย…

ขอยืนยันว่าไม่ได้หวาดกลัวต่อเสียงเพลงเก่าๆ เหล่านั้นหรอกครับ ตรงกันข้าม กลับซาบซึ้งต่อเสียงเพลงแห่งความหลังสมัยเด็กและวัยหนุ่มด้วยซ้ำ แต่ทำไมขนหัวลุกก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ!

มือที่มองไม่เห็น

เขาพยายามที่จะพูด แต่ปากของเขาคือแห้งเพื่อด้วยความกลัวว่าเขาจะทำเสียงหอบอ่อน ผีแวมย้ายใกล้ชิดกับเขาใบหน้าที่ครั้งหนึ่งเคยน่ารักของเธอบิดเป็นหน้ากากสี เขียวน่าเกลียด “คุณขโมยชีวิตของฉันและคุณขโมยมือของฉัน. ให้ฉันกลับมือทองของฉัน!” ภรรยาตาย howled เสียงขึ้นสูงขึ้นและสูงขึ้นและผีชีพจรด้วยแสงสีเขียวแหลมแทงที่ดวงตาของเขา ทำให้พวกเขาน้ำ

เขาเดินออกจากทางของเขาไปพบกับเธอและพวกเขาก็มักจะ “ชน” ในแต่ละอื่น ๆ ในถนนและยืนพูดคุย อยู่มาวันหนึ่งขณะที่เธอปัดผมกลับมาจากหน้าผากของเธอเขาจับเหลือบทองภายใต้ถุงมือบนแขนข้างขวาของเธอ เมื่อเขาถามเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้เธอยิ้มแต้และบอกเขาว่าเธอต้องสูญเสียมือข้างหนึ่งไม่กี่ปีหลังและตอนนี้สวมมือทองในสถานที่ ในขณะนั้นสาหัสปรารถนาตื่นในหัวใจของเขา – ไม่ให้มีผู้หญิงตัวเอง แต่จะมีมือทองที่เป็นของแข็งที่เธอสวมถุงมือยาวสีดำของเธอ

มันเป็นคืนที่มืด มีเมฆปกคลุมดวงจันทร์และลมก็ผิวปากลงปล่องไฟและบานประตูหน้าต่างมีชีวิตชีวาของบ้านเมือง เขา เป็นลึกหลับเมื่อประตูห้องของเขากระแทกเปิดกับระเบิดดังขึ้นและลมป่า whipped ไปรอบ ๆ ห้องกระจายเอกสารและหนังสือและ coverings เสื้อผ้าและตารางทุกวิถีทางที่ เขานั่งขึ้นด้วยเสียงตกใจอย่างกะทันหันและชีพจรของเขาเริ่มทุบเมื่อเขาเห็นไฟสีเขียวผลุบ ๆ โผล่ ๆ สีขาวเข้ามาในห้องอย่างช้าๆ ก่อนที่ดวงตาของเขาอย่างช้า ๆ แสงใหญ่ขึ้นการกับรูปร่างของภรรยาของเขาตาย เธอเป็นคนที่หายไปแขนข้างหนึ่ง “ที่มือทองของฉันอยู่ที่ไหน” เธอครางดวงตาสีเข้มของเธอเห็นได้ชัดด้วยไฟสีแดง “Give me มือทองของฉัน!”
เขาติดพันแม่ม่ายกับอุบายรู้จักกับเขาทุกดอกเดินทางไปที่โรงละคร, ของขวัญ, ชมเชย และเขาได้รับรางวัลหัวใจของเธอ ภายในหนึ่งเดือนที่พวกเขากำลังยืนอยู่ด้านหน้าของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สัญญาว่าจะรักคนอื่นจนตายแยกพวกเขา ภายในเดือนอื่นเขาเป็นพ่อหม้ายและได้ฝังภรรยาเขาป่วยในสุสาน – ไม่มือทองของเธอ มันก็เคยมีง่ายดังนั้น พิษช้ายาทุกวันเพื่อมีลักษณะคล้ายกับโรคการสูญเสีย ไม่มีใคร – ไม่ใช่ภรรยาไม่แพทย์ประจำครอบครัวของเขาไม่เพื่อนบ้านของพวกเขา – ฆาตกรรมสงสัย และคืนนั้นหลังจากที่งานศพของเขานอนหลับได้ด้วยมือทองใต้หมอนของเขา

เขา cowered กลับกับหมอนของเขาและรูปร่างอย่างหนักของมือทองกดกับแผ่นหลังของเขา และ แล้วเขาก็รู้สึกว่าชักมือทองใต้เขาเป็นผีสีเขียวแหลกเหลวที่ได้รับภรรยา ของเขาบินโฉบลงมาให้เขากดใบหน้าของเขากับหมอนในเมฆสีเขียวหอบ เขาพยายามที่จะกรีดร้อง แต่มันก็ตัดออกไปทันทีโดยความดันกลัวกับลำคอของเขาตัดลมหายใจของเขา โลกสีดำไป

เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อสาวเข้ามาในห้องพร้อมกับถ้วยตอนเช้าต้นแบบของเธอชาเธอก็พบว่าเขานอนตายอยู่บนพื้นด้วยมือทองกำรอบลำคอของเขา