งานศพ

8 entries have been tagged with งานศพ.

การพนันเมืองผีโหง

จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นใกล้ๆ เล่นเอาหวิดสะดุ้ง หันไปเห็นสาวผมยาวในชุดสีดำ แสงสลัวและวูบวาบจากจอทำให้เห็นใบหน้าสะสวยพอใช้ อายุมากกว่าผมนิดหน่อย กำลังนั่งข้างๆ พร้อมกับชะโงกหน้ามายิ้ม นัยน์ตาเป็น ประกาย…อดสงสัยไม่ได้ว่าเธอเข้ามาหาผมจากตรง ไหนกัน?

ขณะที่ผมกำลัง อึกอัก เธอก็ยิ้มมุมปาก เอื้อมมือมาวางบนโคนขาผมพลางบีบเบาๆ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาช้าๆ แล้วก็เอนศีรษะอิงไหล่ผมจนได้กลิ่นกรุ่นจากสาบสาว ทำให้ผมใจเต้นแรงกว่าเดิม

รู้อยู่เต็มอกว่าเธอเป็นผู้หญิงอย่างว่า มาคอยล่าเหยื่อในโรงหนัง พวกเพื่อนๆ เคยเล่าให้ฟังมาแล้ว ผมเคยเห็นก็จริง แต่ยังไม่เคยโดนจู่โจมจนถึงตัวอย่างนี้มาก่อนเลย

ด้วยความที่ไม่อยาก ให้เธอว่าตัวเองคือไก่อ่อน ทำให้ผมนั่งเฉยราวกับเจนจัดมามาก เธอชมว่าผมรูปหล่อ อยากมีแฟนหน้าตาอย่างนี้…ก่อนจะลงเอยว่าเราไปหาความสุขกันดีกว่า!

ผมทำเป็นใจกับภาพพิศวาสในจอ ถามยิ้มๆ ว่าไม่คิดเงินใช่มั้ย?

เธอทำท่าออเซาะ บอกว่าขอสองร้อยเอง ผมนิ่ง แต่ใจเต้นแรงยิ่งขึ้นเมื่อเธอใช้มือกระตุ้นอารมณ์ชายอย่างช่ำชอง

ใน ที่สุดเธอบอกว่าร้อยเดียวก็ได้ แล้วจัดการกับซิปกางเกงผม ผมรีบปัดมือเธอออก เธอพึมพำว่างั้นก็ไปห้องน้ำ แล้วออกเดินนำหน้าผมที่ลุกเดินตามไปอย่างว่าง่าย…ในตัวผมมีเงินอยู่ร้อย บาทเศษๆ เท่านั้นเอง

 

ตอนนั้นหนังเอ็กซ์หนังอาร์กำลังฮิต ค่าเช่าวิดีโอก็ปาเข้าไปม้วนละ 50 บาทในยุคแรกๆ เสาร์อาทิตย์ผมมักจะแวบไปดูหาประสบการณ์บ่อยๆ ยอมรับว่าใจยังไม่ถึงอย่างพวกเพื่อนๆ ที่เข้าไปดูทั้งชุดนักเรียนเลย กลัวสารวัตรนักเรียนจับได้อย่างจับเด็กโดดเรียนเล่นเน็ตในสมัยนี้…เดี๋ยว พ่อตีตาย!

วันนั้นสบโอกาส ผมก็ออกจากบ้านไปเดินเที่ยวห้างเมอร์รี่คิงส์ก่อน ดูนั่นดูนี่พอเพลินๆ ใจ พอราวบ่ายสองโมงก็มุ่งหน้าไปโรงหนังที่หมายตาไว้เมื่อวาน เป็นหนังฝรั่งทั้งสองเรื่องเลย

คนดูค่อนข้างบางตา อาจจะเป็นเพราะฉายมาหลายวันแล้วก็ได้ ผมเลือกที่นั่งห่างจากคนอื่นๆ จะได้ดูสบายๆ มีสมาธิเต็มที่

ก็เป็นหนังเรตอาร์ธรรมดา แต่ทำให้วัยรุ่นอย่างผมใจเต้นแรงได้เอาการ

ผมดูหนังบ้าง ดูคนอื่นๆ บ้าง ทุกคนดูคล้ายไม่สนใจนัก แต่บางคู่ก็มีกอดจูบและอาจจะลูบคลำกันบ้าง อันที่จริงผมก็เคยเห็นมาหลายครั้งแล้ว แต่ทำไมถึงใจเต้นผิดจังหวะทุกครั้งก็ไม่รู้ซีครับ?

“พี่ๆ มาคนเดียวเหรอ?”

 

ใจจริงอยากรู้มากกว่า ว่าเสียงเล่าลือที่ฟังมามากถึงเรื่องแบบนี้ในโรงหนังจะเป็นยังไง?

ในห้องน้ำชายมีกลิ่นไม่สะอาดเลย แต่ก็ไม่มีคนอื่นๆ เลยเช่นกัน!

“ขอเข้าส้วมแป๊บนึงนะพี่” เธอบอกยิ้มๆ เพิ่งสังเกตว่าเธอนุ่งกระโปรงสั้น สวมเสื้อยืดคอกลม รูปร่างเล็กบางแต่ก็สมส่วนพอใช้ ผมพยักหน้าส่งเดช แต่ใจเต้นระทึก คอยเหลียวมองว่าจะมีใครเข้ามาหรือเปล่า?

จะทำยังไง? ที่ไหน?

พักใหญ่ๆ แล้วเธอก็ยังไม่ออกมา คล้ายกับว่าจะหายสาบสูญเข้าไปในนั้นเลย กลิ่นสกปรกฉุนเฉียวแสบจมูก ขณะที่อากาศเย็นเฉียบกว่าเดิมจนขนลุกซ่า ยิ่งทำให้ผมกระสับกระส่ายมากขึ้น…กลัวว่าคนอื่นจะโผล่เข้าเมื่อไหร่ก็ไม่ รู้ ไม่ว่าจะมาคนเดียว หรือควงกันมาเป็นคู่อย่างผมกับเธอ…

เงียบกริบ ไม่มีสุ้มเสียงอะไรเลย!!

เธอเข้าห้องน้ำริมสุดด้านใน อีก 3-4 ห้องแง้มประตูไว้ ผมชักอึดอัดมากขึ้นเพราะต้องยืนรอแกร่วนานเกือบสิบนาทีแล้ว อดรนทนไม่ไหวเลยร้องถามเข้าไปว่า…เสร็จรึยัง ทำไมเข้าไปนานจัง เดี๋ยวไม่คอยแล้วนะ…

คำตอบคือความเงียบ ผมสุดจะทนแล้ว ตัดสินใจก้าวเข้าไปเคาะประตูเบาๆ แต่มันเปิดผลัวะเข้าไปบัดดล!

นรกเป็นพยาน! ในนั้นมีแต่ความว่างเปล่า ผมรู้สึกคล้ายโดนตีเข้าตรงแสกหน้าจังๆ ม่านตาพร่าพราย ร้องเฮ้ย…! ออกมาคำเดียวก็เผ่นออกจากห้องน้ำนรกจกเปรตนั่นราวกับลมพัด หัวใจเต้นระทึกเหมือนจะแตกทำลายไป

เด็กส่องไฟวิ่งมาที่หน้าประตู เราชนกันจังๆ เขาคว้าแขนผมไว้ได้ทันท่วงทีก่อนจะเสียหลักล้มลงไป แล้วร้องออกมาว่า… เอาอีกแล้วเรอะเนี่ย?

ผมเผ่นกลับบ้านตัวสั่น เข้าห้องปิดประตูยังใจเต้นโครมคราม มือตีนเย็น รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ คล้ายจะเป็นไข้…ประสาทกินจนหวาดระแวงห้องน้ำนอกบ้านทุกแห่ง มาตั้งเกือบปีกว่าจะหาย

ตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงวันนี้ยี่สิบกว่าปีแล้ว ผมยังไม่เคยเข้าโรงหนังชั้นสองอีกเลยครับ!

เพื่อนฆ่าเพื่อน

กฤตไปทำธุระที่หัวหิน เขาทำงานให้กับโรงแรมเปิดใหม่แห่งหนึ่ง ต้องข้ามทางรถไฟบริเวณใกล้ๆ วัดลั่นทม ทางรถไฟแห่งนี้มีอุบัติเหตุบ่อย เพราะมีต้นไม้ข้างทางบังสายตา คนขับมักมองไม่เห็นว่ารถไฟจะมาเมื่อไหร่

วันที่เกิดเหตุสัญญาณไฟเสียค่ะ!

รถของกฤตอยู่บนรางรถไฟพอดีกับที่หัวรถจักรเสยเข้ามา!!

3 ปีผ่านไป ดิฉันเผอิญต้องไปสัมมนาที่นั่น และต้องขับรถผ่านทางรถไฟนี้

ตอน นั้นเป็นเวลากลางวัน แดดเปรี้ยง ดิฉันง่วงนอนและเปิดเพลงโปรดดังลั่น หวังจะปลุกอารมณ์ให้ตื่นตัว เปิดไม่เปิดเปล่ายังร้องตามไปด้วยชนิดแหกปากร้อง…มันส์ในอารมณ์เหลือเกิน

รถแล่นไปอยู่บนรางรถไฟโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้นนอกจากเสียงเพลง!

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกฤตดังก้องอยู่ใกล้ๆ หู “ระวัง…รถไฟมา!!”

โดยสัญชาตญาณ ดิฉันหันซ้ายหันขวา…ไหน? ไม่เห็นมีรถไฟ!

และแล้ว ดิฉันก็ต้องตกตะลึงจนตัวชา…หัวรถจักรอยู่ห่างจากดิฉันไม่เท่าไหร่เลย มันต้องชนดิฉันแน่ๆ นี่ล่ะ…ฉากความตายของเราเอง

เวลาที่อยู่ในนาทีวิกฤต ทุกอย่างเชื่องช้าเหมือนหนังสโลว์โมชั่น มันอาจจะแค่เสี้ยววินาที แต่ดิฉันรู้สึกเหมือนนิรันดร์กาล!

กฤต-เป็นเพื่อนผู้ชายที่เรียนหนังสือด้วยกันตั้งแต่ ป.1 จนจบมัธยมปลายที่โรงเรียนสาธิตค่ะ ความรู้สึกจึงผูกพันแบบคนที่โตมาด้วยกัน เราสนิทสนมกันมากตอนเรียนมัธยม พอเรียนจบเราต่างคนก็ต้องแยกย้ายกันไป

ดิฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ แต่พ่อแม่ส่งไปเรียนต่อที่อเมริกา ขณะที่กฤตเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองไทย รวมเวลาแล้วเราห่างเหินกันคนละซีกโลกตั้งเกือบ 5 ปีแน่ะ เราติดต่อกันแค่ไม่กี่ครั้ง เขียนจดหมายถึงกันแค่ 2-3 ฉบับ แต่ใจเรายังไม่ลืมกัน!

หลังเรียนจบ ดิฉันกลับมาทำงานที่เมืองไทย กฤตมีธุรกิจส่วนตัวของครอบครัวเกี่ยวกับการทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่งบ้าน เราต่างคนต่างแต่งงานมีครอบครัว เมื่อมีภาระยิ่งทำให้ไม่ได้ติดต่อกัน ทั้งที่อยู่ห่างกันแค่เอื้อม คนเราก็เป็นแบบนี้ล่ะค่ะ…เพื่อนเก่าๆ จะจากกันไปมีชีวิตของตนแต่ละวันก็มัวยุ่งอยู่กับลูกกับเมียหรือสามี

วันคืนผ่านไปเป็นเดือนเป็นปี และก็หลายๆ ปี มันเหมือนเราลืมกันสนิท แต่ถ้าเกิดเจอกันเราจะกระดี๊กระด๊า ความรู้สึกรักและผูกพันยังเหมือนเดิมทุกอย่าง!

กฤตกับดิฉันพบกันนานๆ ครั้งในงานเลี้ยงรุ่น ดิฉันไม่ได้ไปทุกปีหรอกค่ะ กฤตเองก็เช่นกัน ฉะนั้นเราก็ ไม่ได้พบกันทุกปีหรอก แต่เมื่อเกือบ 3 ปีก่อนเราไป งานเลี้ยงรุ่นกันทั้งคู่…และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน!

ดิฉันขับรถไปส่งกฤตที่บ้านของเขาในคืนนั้น…ระหว่างทางเราพูดคุยกัน กฤตห่วงว่าดิฉันทำงานหนัก กลับบ้านก็ดึก บ้านอยู่ไกลถึงพุทธมณฑลสาย 4 โน่น บ้านสามีของดิฉันน่ะค่ะ

ที่จริงบ้านดิฉันอยู่ลาดพร้าวตอนกลางๆ ถนนสาย เดียวกับบ้านของกฤต เขาห่วงว่าดิฉันจะง่วงและหลับใน อีกอย่างหนึ่ง ดิฉันชอบเปิดวิทยุในรถเสียงดังๆ กฤตบอกว่าไม่ดีเลย…เขาดุเพราะห่วงใยดิฉันมากนั่นเอง

แต่แล้ว…เขากลับต้องเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุร้ายแรงหลังจากคืนนั้นไม่กี่วัน!

 

ขณะกำลังตกตะลึง ทำอะไรไม่ถูก ดิฉันรู้สึกว่ามีใครกระทืบบนหลังเท้าข้างที่เหยียบคันเร่ง…รถพุ่งปราดออก ไปเต็มแรงเหมือนลูกธนู ดิฉันรอดตายอย่างหวุดหวิด…รถไฟพุ่งผ่านท้ายรถไปชนิดฉิวเฉียด…คุณพระ ช่วย! กฤตนั่งอยู่บนเบาะที่นั่งข้างคนขับนี่เอง

ใบหน้าของเขาดูกระจ่างใส เขายิ้มให้ดิฉันก่อนจะเลือนหายไป…

ดิฉันหยุดรถ หมดแรงที่จะขับต่อคาสิโน ต้องรวบรวมสติอีกพักใหญ่จึงจะค่อยๆ ประคองรถไปให้ถึงโรงแรมที่พักได้…ตลอดเวลาก็คิดทบทวนว่ามันเกิดอะไรขึ้น?

กฤตตายตรงนี้!! เขาถูกรถไฟชนตายตรงที่ดิฉันเพิ่งผ่านมาหยกๆ และดิฉันก็เกือบพบกับมรณะแบบเดียวกับเขานั่นเอง!

นี่เป็นเพราะความตกใจทำให้ดิฉันเห็นภาพ และได้ยินเสียงเขาหรือคะ?

ดิฉันได้คำตอบอีกไม่กี่อึดใจต่อมา…นั่นคือ ที่หลังเท้าของดิฉันเจ็บมากๆ จริงสินะ! เมื่อตะกี้เขากระทืบคันเร่ง โดยเหยียบลงบนหลังเท้าของดิฉันแรงๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! วันรุ่งขึ้น หลังเท้าของดิฉันเขียวช้ำเป็นรอยใหญ่…มันเกิดขึ้นได้ยังไงคะ? หรือนี่คือร่องรอยที่กฤตฝากไว้จริงๆ?!

ผีใต้น้ำ

พี่รุ่งจ้วงพายลงน้ำเสียงจ๋อมๆ จนกระทั่งเลยไปถึงคุ้งน้ำที่มีพงอ้อกอหญ้าขึ้นรกครึ้ม… แถวนั้นน่ะเขาลือกันว่าเคยเป็นป่าช้ามาก่อน แต่เกิดโรคไข้ทรพิษระบาดตั้งแต่ก่อนสงครามจนผู้คนอพยพหนีกันจ้าละหวั่น กลายเป็นหมู่บ้านร้างมานับสิบๆ ปีแล้ว… ขนาดป่าช้ายังพลอยร้างไปด้วยเลยครับ

…เราได้ปลาสร้อยปลาซ่ามากโขจนเรือหนักอึ้ง ตกลงใจกันว่ากลับบ้านได้แล้ว ก็พายเรือย้อนกลับมาตามทางเดิม

จน กระทั่งถึงใต้กิ่งไม้ขนาดใหญ่ที่โน้มลงมาเหนือน้ำ แสงจันทร์ที่ระยิบระยับอยู่บนระลอกคลื่นไม่อาจจะส่องทะลุเข้าไปถึงภายในที่ มืดครึ้ม ดูเยือกเย็น เร้นลับ คล้ายกับจะซุกซ่อนความชั่วร้ายน่าสะพรึงกลัวอยู่ในนั้น…

ผมรู้สึกว่าเรือของเราชักจะหนักอึ้งขึ้นทุกที!

“พี่ รุ่ง…เรือติดอะไรหรือเปล่า?” ผมหันไปถาม แต่เห็นพี่ชายกำลังผงะหน้าเบิกตาโพลง จ้องมองอะไรบางอย่างกลางลำเรือ ครั้นมองตามสายตานั้นก็พลันตัวแข็งทื่อในบัดดล!

นรกเป็นพยาน! สิ่งที่เห็นชัดอยู่ในแสงจันทร์ก็คือปลาตัวใหญ่ขนาดศอกเศษ ดูไม่ออกว่าเป็นปลานรกจกเปรตอะไรแน่…แต่มันกำลังขยายใหญ่ขึ้นทุกที ท่ามกลางนัยน์ตาที่เบิกโพลงด้วยความตื่นตะลึงของเรา

คุณพระคุณเจ้า ช่วยลูกด้วยเถิด! ปลาอุบาทว์ตัวนั้นดิ้นกระแด่วๆ พลางร้องอุแว้ๆ เหมือนทารกแรกเกิด เล่นเอาเราผงะหน้า แทบจะตะพลัดตกเรือ ขณะที่เสียงสยองดังถี่เร็วก่อนจะดีดตัวลงน้ำเสียงตูมสนั่น…เสียงพี่รุ่ง ตะโกนลั่น…ผีหลอกโว้ย!!

จ้ำ เรือกันน้ำบานน่ะซีครับ ไม่ตกน้ำตกท่าจนมีหวังช็อกตายก็บุญโขแล้ว…ต่อมาเราก็เลิกหาปลาด้วยเรือผี หลอกเด็ดขาด ขนหัวลุกครับ! บรื๋อออ…

ปากน้ำโพเคยได้ชื่อว่าเป็นเมืองเศรษฐกิจในสมัยก่อน การคมนาคมใช้ทางน้ำเป็นส่วนใหญ่ สินค้าจากเหนือล่องมาที่นั่นเหมือนตลาดนัด พ่อค้าจากกรุงเทพฯ ก็ขึ้นไปซื้อหาสินค้าสารพัดอย่าง ตั้งแต่ขี้ไต้ไปจนถึงไม้ซุงโน่นแน่ะ

ว่ากันว่า ถึงหน้าน้ำหลากเมื่อไหร่ ปากน้ำโพก็คือเมืองสวรรค์ ของนักเผชิญโชคเมื่อนั้น!

เงินทองสะพัดเป็นว่าเล่น ผู้คนพลุกพล่าน ไม่ว่าพ่อค้าใหญ่ นักเลงหัวไม้และการพนันที่มีแทบทุกชนิด ร้านเหล้าคึกคัก ผีเสื้อราตรีก็โบยบินจากทุกสารทิศไปขุดทองที่นั่น เดินขึ้นเดินลงโรงแรมกันขวักไขว่

วันนี้ผมมีประสบการณ์ขนหัวลุกสุดสยองมาเล่าสู่กันฟังครับ

ครอบครัวเราเป็นประมงน้ำจืดมาตั้งแต่รุ่นก่อนๆ เมื่อพ่อแม่แก่เฒ่าก็เหลือแต่ผมกับพี่ชายสองคนที่เจริญรอยตาม เพราะเคยติดเรือไปกับพ่อตั้งแต่เด็กๆ ไม่ว่าตกปลา ทอดแห…แต่เมื่อมาถึงรุ่นพวกผมก็ออกหาปลาด้วยเรือผีหลอกเป็นประจำ

สมัยนั้นปลาชุมมาก ขอแต่รู้จักทำเลเหมาะๆ ค่อนข้างเงียบสงบก็แล้วกัน ยิ่งแถวท้ายเกาะยมที่จะไปทางบึงบอระเพ็ด เลยค่ำไปแล้วไม่ค่อยมีเสียงเรือยนต์รบกวน…คืนไหนโชคดีก็ได้ปลาตั้งครึ่ง ค่อนลำ

จนกระทั่งถึงคืนสยองขวัญ!!

เราสองคนออกเรือกันตามปกติ สรรพสิ่งค่อนข้างเงียบเชียบ จันทร์ครึ่งดวงลอยพ้นทิวไม้มืดครึ้มขึ้นมา ระลอกคลื่นเล่นไล่เข้าหาฝั่ง สายลมพัดวู่หวิวเหมือนเสียงใครถอนใจยาวด้วยความเหน็ดเหนื่อยเต็มประดา

พี่รุ่งถือท้าย ผมประจำหัวเรือ มองดูกิ่งไม้ชายน้ำที่โน้มลงมาเหนือฟองผุดพราย…ครั้นพี่รุ่งพยักหน้าให้ สัญญาณ ผมก็เอนตัวไปทางแผ่นกระดานทาสีขาวขนาบลำเรือ แหวกน้ำจนกระเซ็นเป็นฟอง…

พวกปลาเล็กปลาน้อยเห็นสีขาวเว่อวูบวาบลงมาดื้อๆ ก็ตระหนกตกใจ กระโดดแผล็วขึ้นมาเหนือน้ำ…ส่วนหนึ่งหล่นลงในเรือที่เอียงกราบรอ ส่วนหนึ่งโชคดีก็ตกลงไปในน้ำตามเดิม…

เสียงซ่า…ดังมาจากกิ่งไม้ใหญ่ที่โน้มลงมาเหนือหัว!

“เอ๊ะ…เสียงอะไรวะ?” พี่รุ่งร้องถามเบาๆ ผมก็ส่ายหน้า รู้สึกอากาศเย็นยะเยือกชอบกล ขนอ่อนที่ต้นคอลุกซ่า ปากคอแห้งผากไปถนัด

 

คืนเรียกผี

ป้าแจ่มร่างเล็กบาง ผมดัดสั้นๆ ขาวโพลนเหมือนปุยสำลี…ยายเคยชมป้าแจ่มต่อหน้า ยังติดหูติดใจดิฉันมาจนถึงทุกวันนี้

“แม่แจ่มผมขาวสวย น่าอิจฉาจริงๆ เพราะฉันใจไม่ถึงเหมือนแม่แจ่ม ไม่กล้าปล่อยขาว เลยต้องย้อมผมเดือนละครั้ง”

สามี ป้าแจ่มเสียชีวิตไปเกือบสิบปี อยู่กับลูกๆ หลานๆ อีกหลายคน ตัวเองเป็นครูเก่า ออกมารับบำนาญกินทุกเดือนไม่เดือดร้อน ถึงสิ้นเดือนก็แต่งตัวออกไปรับบำนาญ ขากลับจะมีขนมและผลไม้มาฝากหลานๆ และเด็กข้างบ้านอย่างดิฉันกับพี่น้องเป็นประจำ

บ้านติดกันคือบ้านป้าแจ่ม อายุ 70 เศษ รุ่นเดียวกับยายดิฉัน แต่แม่เรียกว่าป้าแจ่ม ดิฉันกับพี่ๆ น้องๆ ก็พลอยเรียกป้าแจ่มไปด้วย สังเกตว่าถ้าได้ยินพวกเราเรียกแบบนี้ทีไร ป้าแจ่มจะยิ้มละไม นัยน์ตาเป็นประกายด้วยความขบขันระคนพออกพอใจมากๆ เลย

 

เมื่อดิฉันเรียน ม.ปลาย ป้าแจ่มก็ไม่ต้องไปรับบำนาญแล้ว แกบอกว่าตอนนี้เขาโอนเงินเข้าบัญชีให้เลย ดิฉันกับเพื่อนๆ ที่เคยไปวิ่งเล่นที่บ้านป้าแจ่ม ไปมาหาสู่กันเป็นประจำตั้งแต่เด็กจนรุ่นสาว ก็ยังไปหาป้าแจ่มตอนเย็น หรือไม่ก็วันเสาร์วันอาทิตย์อยู่เสมอ

ป้าแจ่มมีเก้าอี้นวมตัวโปรดอยู่ที่เฉลียงร่มรื่น มีทั้งกระดังงา, การะเวก, มหาหงส์ และสายน้ำผึ้งเลื้อยขึ้นตามค้าง ตอนหลังมีไม้เลื้อยพันธุ์ใหม่ ดอกสีขาวเป็นช่อหอมกรุ่น เราเรียกราชาวดี แต่ป้าแจ่มบอกเสียงหัวเราะว่า…ต้องเรียกไลแล็กซีจ๊ะ ถึงจะไม่เชย!

พวกเราขำกลิ้งไปตามๆ กัน ชอบฟังคำพูดแปลกๆ แต่น่าคิดน่าขำของป้าแจ่มทุกคนแหละค่ะ อย่างพูดถึงสวรรค์หรือเทวดา ป้าแจ่มก็จะบอกว่า

“ป้ารอว่าเมื่อไหร่จะได้พบคนที่ป้ารักเสียที! ไม่ว่าพ่อ แม่ ญาติมิตรสนิทสนม สามีกับลูกชายคนโตที่ตายจากไปตั้งแต่เด็กๆ ป้าไม่เชื่อเรื่องสวรรค์-นรก แต่เชื่อว่าโลกหน้ามีจริง ใครอยากไปที่ไหนก็ได้ไปที่นั่น! คืนก่อนลูกชายป้าก็มาหา…”

ขณะนั้นราวห้าโมงเย็นกว่าๆ อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนจนดูเหมือนใกล้ค่ำ ลมพัดวูบ ยอดไม้ไหวซ่า เล่น เอาพวกเราเหลียวซ้ายแลขวาลอกแลก เสียงเยือกเย็นของป้าแจ่มก็ดังวู่หวิวคล้ายจะคละเคล้ามากับสายลม

“เขาบอกว่ามาหาแม่ มารอรับแม่…เวลาของแม่เหลือน้อยลงทุกทีแล้ว! พ่อกับตายายก็จะมารับแม่ด้วย…พวกเราจะได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง! พวกเพื่อนๆ ของแม่อีกหลายคนก็จะมารับเหมือนกัน…ไปด้วยกันเถอะแม่! เราจะได้มีความสุขเหมือนวันคืนเก่าๆ ไงล่ะ…”

“ต๊ายตาย!” ยุพดียกมือทาบอก ทำตาโต “น่ากลัวจังค่ะ”

ดิฉันกลืนน้ำลาย ขนลุกซ่าไปทั้งตัว มองดูนัยน์ตาอมสุขของป้าแจ่มแล้วใจหาย…เป็นนัยน์ตาของคนที่พร้อมจะอำลาโลก นี้ไปสู่โลกหน้า ด้วยความสุขและความหวังเต็มเปี่ยม

วันต่อๆ มาป้าแจ่มดูสดชื่นแจ่มใส มองพวกเราด้วยแววตายั่วเย้าและเอ็นดู

“จวนจะได้เวลาของป้าแล้ว อย่าคิดอะไรมากเลยหนู เมื่อคืนสามีป้าก็มาหา พ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงอีกหลายคน…เกิดมาแล้วก็ต้องตาย ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าได้หรอก! ความตายก็เหมือนการนอนหลับหรือฉากผ่านของชีวิต เป็นความฝันที่ไม่มีวันสิ้นสุดของคนเราเท่านั้นเอง”

จนกระทั่งคืนนั้น…เสียงหัวเราะเริงร่าดังมากระทบหูจนดิฉันสะดุ้งตื่น อากาศยามดึกเย็นยะเยือก เหมือนมีอะไรดลใจให้ลุกไปดูที่หน้าต่าง ตรงกับหน้าบ้านป้าแจ่มพอดี

“โอ๊ย! อย่าไปสนใจเลยว่าข้างบนโน้นจะมีจริงหรือเปล่า หรือถ้าเกิดมีจริงๆ ป้าก็คิดว่าเขาคงไม่อยากยุ่งกับพวกเราหรอก”

แต่ พวกเราก็มักจะมีปัญหาเรื่องการเรียน ทั้งการสอบไล่บ้าง สอบเอ็นท์ บ้าง…บางคนก็ผิดหวัง ทำ หน้าเศร้ามาหาป้าแจ่ม บางคนเงียบๆ เฉยๆ แต่บางคนหน้าตาซึมเซาเศร้าหมอง เอ่ยปากว่าจะทำยังไงดี ในเมื่อชีวิตมันไม่เป็นไปอย่างที่เราคิดเลย!

ป้าแจ่มถอนใจยาว บอกกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มละไม

“เรา ก็ต้องฟันฝ่ามันไปน่ะซีจ๊ะ ถึงชีวิตจะผิดหวัง หม่นหมองแค่ไหน เราก็ต้องต่อสู้ต่อไป…ถ้าตอนนี้ยังยิ้มไม่ได้ ก่อนตายเราจะหัวเราะได้ยังไง? แต่ถ้าตายเมื่อไหร่ก็เป็นอันว่าได้หยุดพักไปตลอดกาลเมื่อนั้น”

ยุพดี เพื่อนรุ่นพี่ถามว่าตอนนี้ป้าแจ่มมีความหวังอะไรในชีวิตบ้างล่ะคะ?

คน อื่นๆ เงียบไปหมด แต่ก็อยากรู้คำตอบตรงกัน ป้าแจ่มถอนใจอีกครั้ง นัยน์ตาสีน้ำข้าวเหม่อลอย เหมือนกับกำลังมองหาบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีตัวตน ก่อนจะฝืนยิ้ม

หญิงชายกลุ่มใหญ่ยืนพูดคุยปนหัวเราะกันอยู่ที่ระเบียง ป้าแจ่มแต่งตัวเรียบร้อยเดินยิ้มแย้มออกมา ผมสีเงินยวงดูเป็นประกายอยู่ในแสงจันทร์…แล้วภาพเหล่านั้นก็ค่อยๆ เลือนรางจางหายไปจากม่านน้ำตาของดิฉันเอง!

คืนหลอนศพ

คืนนั้นเอง ก็ได้ข่าวว่ามีการท้าทายกันว่าใครจะกล้าเข้าไปกุดังเก็บศพคนเดียว มีนมกระป๋องตราเรือใบกับบุหรี่เกล็ดทองเป็นเดิมพัน…แต่ของสองอย่างนั้นจะ วางไว้ในโลงศพ ใครกล้าหยิบนมกับบุหรี่มาได้ถือว่าชนะ และได้รับรางวัลไป

จำได้ว่ามีพระรูปหนึ่งชื่อหลวงพี่หนุ่ยรับคำท้าทันที!

หลวงพี่รูปนี้มีนิสัยแปลกๆ ชอบเล่นเครื่องรางของขลัง สวมประคำพวงใหญ่ วางตัวเหนือผู้อื่นทั้งๆ ที่เพิ่งบวชพรรษาแรก พอกลับจากพายเรือบิณฑบาต ฉันเช้าเสร็จก็เก็บตัวเงียบในกุฏิท่องบ่นคาถาอาคมงึมงำแทบทั้งวัน

พระรูปอื่นไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ จึงหาวิธีลองของเหมือนจะท้าพิสูจน์ หรือแกล้งกันในทีว่าจะมีคาถาอาคมแก่กล้าจริงหรือเปล่า?

เลยค่ำไปไม่นานก็ได้เวลาเปิดโกดังและเปิดโลง

คืนนั้นเดือนมืด ท้องฟ้ามีเมฆหนาทึบ ไม่เห็นดาวเลยแม้แต่ดวงเดียว

เด็กวัดก็ตามแห่ไปด้วย ท่ามกลางบรรยากาศเยือกเย็นน่าวังเวงใจ สายลมพัดโชยวู่หวิวเสียงแมลงกลางคืนระงมเซ็งแซ่ พอเราเดินผ่านก็เงียบกริบ ครั้นคล้อยหลังก็ดังขึ้นมาอีก

หลวงพี่หนุ่ยถือเทียนเดินนำหน้า ไม่ช้าก็เปิดประตูเหล็กดังบาดหู หายเงียบเข้าไปในนั้น พระรูปอื่นๆ กับเด็กวัดจับกลุ่มรอกันอยู่เงียบๆ สายลมคร่ำครวญ ไม่มีใครหัวเราะต่อกระซิกกันเลย

จู่ๆ เสียงเอะอะโวยวายก็ดังออกมาจากโกดังศพ เล่นเอาสะดุ้งเฮือกไปตามๆ กัน

หลวงพี่หนุ่ยเผ่นอ้าวจีวรปลิวออกมา หน้าตาตื่นตกใจสุดขีดปรากฏในแสงไฟฉาย…ในมือไม่มีทั้งเทียน บุหรี่ และนมกระป๋อง วิ่งเตลิดขึ้นกุฏิเงียบกริบ…พอออกพรรษาก็รีบหาฤกษ์สึกทันที!

แม้ว่าจะไม่ยอมปริปากบอกใครว่าพบเห็นอะไรในโกดังศพ แต่พวกเราก็พอเดาได้ว่าหลวงพี่หนุ่ยเจอประสบการณ์น่าขนหัวลุกขนาดไหน…จริง ไหมครับ?

ที่วัดใต้ค่อนข้างเปล่าเปลี่ยว ไม่มีบ้านผู้คนซักหลัง มีแต่ท้องนาอ้างว้างไปลิบๆ แถมยังติดป่าช้าอีกต่างหาก…มีเมรุเผาศพแบบโบราณที่เรียกว่า “เมรุปูน”

ใกล้ๆ กันนั้นมีตึกเก่าแก่ บานประตูเหล็กขึ้นสนิม มีต้นไทรใหญ่หลายต้นขึ้นร่มครึ้ม แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมตึกหลังนั้นให้ดูเยือกเย็น น่าวังเวงใจ แม้จะเป็นตอนกลางวันแสกๆ ก็เถอะเอ้า!

ยิ่งมีสายลมพัดซ่า…แหม! มันเกิดเสียงพิลึกพิลั่นบอกไม่ถูก บางทีฟังเหมือนเสียงคนหัวเราะเกรียวกราว แต่บางทีก็ฟังคล้ายใครกลุ่มหนึ่งกำลังสะอึกสะอื้น หรือไม่ก็ทอดถอนใจใหญ่ด้วยความทุกข์โศกเต็มประดา

ตึกอะไรล่ะ? อ๋อ…โกดังเก็บศพน่ะซีครับ!! บางคนเรียก “กุดัง” มั่ง “โรงทึม” มั่ง…แต่ของจริงๆ ก็คือสถานที่เก็บศพสารพัดชนิด ทุกเพศทุกวัย…ใครบอกว่าไม่กลัวผมว่าปากแข็งละมั้ง?

คนที่บอกว่ากลัวๆ น่ะจะฉุกคิดหรือเปล่าก็ไม่รู้ ว่าวันหนึ่งตัวเองก็ต้องมานอนแหงแก๋อยู่ในกุดัง ทำให้คนอื่นๆ เขากลัวเหมือนกัน หรือไม่ตัวเองก็กลับนอนกลัวผีตัวสั่นเทาอยู่ในโลงก็ไม่ทราบนะครับ!

วันดีคืนดี เจ้าอาวาสไม่อยู่ ก็มีพระหนุ่มๆ ดอดเอากุญแจไปเปิดโกดังเก็บศพ เปิดโลงศพดูกัน ไม่รู้ว่ามีอะไรน่าดูตรงไหนซีน่า พวกเด็กวัด 2-3 คนก็ตามหลังพระเข้าไปดูด้วย

ผมเองยอมรับว่าตั้งหลักอยู่ห่างๆ เพื่อนชวนเข้าไปก็ส่ายหน้าดิก อ้างว่าไม่สนุก…ความจริงก็กลัวผีนั่นแหละครับ

ผมว่าตัวเองคิดถูกแฮะ! ขนาดอยู่ห่างๆ ยังได้กลิ่นเหม็นหืนโชยมาตามสายลม แว่วเสียงฝาโลงเอี๊ยดอ๊าดตอนช่วยกันเปิดน่ะ กลิ่นเหม็นยิ่งรุนแรงมากขึ้น ขนาดอยู่ในที่โล่งๆ ยังต้องอุดจมูกเลยนี่นา…ไม่รู้ว่าภาพศพขึ้นอึ้ดทึ่ดในโลงจะน่าทัศนาที่ตรง ไหน?

ตอนนั้นตะวันขึ้นสูงใกล้จะเพล ผมเงยหน้าขึ้นมองต้นไทรเหนือกุดังโดยไม่ได้ตั้งใจ

คุณพระช่วย! ร่างดำๆ นับสิบเกาะอยู่ตามกิ่งไทร จ้องมองลงมาด้วยดวงตาลุกวาว บ่งบอกว่าขัดเคืองที่ถูกรบกวน ล่วงเกินในยามที่พวกเขากำลังนอนพักอย่างสงบสุขเป็นครั้งสุดท้าย

ม่านตาพร่าพราย ลิ้นแข็งคับปากจนพูดอะไรไม่ออก ก่อนที่สายลมจากทุ่งนาจะพัดซ่ามาเยือกเย็น ซาบซ่านตามแผ่นหลังชุ่มเหงื่อ…ภาพน่ากลัวเหล่านั้นหายไปหมดแล้ว!

ผีพาพัก

เธอเป็นลูกคนโต รับกรรมเช่นนี้คนเดียว น้องอีกสองคนเป็นผู้ชายแท้ๆ แต่พ่อไม่เคี่ยวเข็ญ…เรียนเก่งเลิศอย่างเธอน่าจะเข้ามหาวิทยาลัยรัฐบาล แต่คุณพ่อเธอบอกว่ามหาวิทยาลัยนี้ดีเด่นด้านธุรกิจ จึงส่งลูกมาเรียนเอาวิชา

พี่อ้อเป็นที่รักของเพื่อนฝูงและอาจารย์ พ่อค้าแม่ค้าก็รักเธอทุกคน แต่แล้วเมื่อกลางเทอมสุดท้ายปีก่อน เธอป่วยค่ะ…ไม่ใช่ป่วยทางกาย แต่ป่วยทางจิตอย่างรุนแรง!

เริ่มจากที่เธอร้องไห้ตาแดงทุกครั้งเมื่อถึงวิชาเรียนชั่วโมงสุดท้าย ตอนแรกไม่มีใครรู้ว่าเป็นอะไรก็ปลอบถามกัน เธอสะอื้นเลย…บอกว่าไม่อยากออกจากมหาวิทยาลัยกลับไปบ้านค่ะ…เธอบอกว่าเวลา 5-6 โมงเย็น ตะวันตกดิน เป็นเวลาที่เธอเศร้ามาก

พวกเราปรึกษาอาจารย์ ทุกคนเป็นห่วง อยากคุยกับทางบ้านเพื่อช่วยแก้ปัญหาแต่สายเกินไปค่ะ…เราทราบว่าเธอพยายามฆ่าตัวตาย เธอแขวนคอแต่น้องชายมาเห็นช่วยไว้ได้ ไม่ช้าเธอก็กรีดข้อมือเป็นแผลเหวอะหวะ ตอนนี้เธออยู่โรงพยาบาล

เช้าวันหนึ่ง หนูแทบช็อกเมื่อเห็นประกาศติดบอร์ด… เชิญชวนไปงานศพพี่อ้อ

สาเหตุที่บอกไว้ในบอร์ดคืออุบัติเหตุ แต่เรื่องจริงคือ เธอทุบบานเกล็ดหน้าต่างโรงพยาบาลมาเชือดคอ เชือดข้อมือ ตายอย่างน่าสงสารที่สุด

พี่อ้อบอบบางราวกับต้นอ้อจริงๆ เรียนเก่งมาก เรียบร้อยนุ่มนวล ยังไม่มีแฟน แต่ดูเศร้าๆ พิกล คนอื่นๆ นินทาว่าพี่อ้อน่าสงสาร คุณพ่อเป็นทหาร ดุมาก เคี่ยวเข็ญอยากให้ลูกได้ดี มีการศึกษาสูงๆ ลูกต้องเรียนเก่ง คะแนนเป็นเลิศ ซึ่งพี่อ้อก็ทำได้มาตั้งแต่ต้น…เธอได้ที่หนึ่งของชั้นมาตลอด หากเป็นที่สองขึ้นมาละก็โดนพ่อตีน่วมเลย

พี่อ้อตายไม่ถึง 24 ชั่วโมงเธอก็มามหาวิทยาลัยแล้วค่ะ!

มีหลายๆ คนเห็นใครๆ คล้ายเธอไปหมด พวกเราหัวเราะสนุกว่าตาฝาด

แต่ตอนเย็นวันนั้น ภารโรงอายุราว 50 แกร้องโวยวายออกมาจากห้องสมุดหน้าตาท่าทางขวัญเสียมากๆ เล่นเอาเด็กที่อยู่เกือบทุ่มวันนั้นตกใจแตกตื่นกันใหญ่

แกเล่าว่า ขณะกำลังจะปิดห้องสมุด แกเข้าไปสำรวจดู เห็นเด็กนักศึกษาหญิงนั่งอยู่คนเดียว แกเลยว่าให้กลับบ้านเถอะ แกจะล็อกห้อง เด็กคนนั้นหันมา แกมองหน้าไม่ชัด…แต่หัวเด็กผู้หญิงนักศึกษาค่อยๆ โตขึ้นๆ ขยายใหญ่จนแกรู้ว่าถูกผีหลอก

พวกเราที่ไปใช้ห้องสมุดจะเจอกับพี่อ้อบ่อยมาก ทั้งที่เป็นกลางวันแสกๆ และคนก็ไปใช้ห้องสมุดกันเนืองแน่น

บางคนจะพบเธอนั่งกับพื้น ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออยู่ตามซอกชั้นต่างๆ

บางทีก็หลบมุมหันหลังนั่งคนเดียว ปะปนกับคนเป็นๆ

วิญญาณพี่อ้อวนเวียนอยู่ในมหาวิทยาลัย ราวกับเธอยังมีชีวิตอยู่กระนั้น!

ต่อให้รักขนาดไหนเราก็ขยาดนะคะ เวลาเดินๆ อยู่หากเจอใครเดินอยู่ข้างหน้าคล้ายๆ พี่อ้อละก็เราจะผวากันเป็นแถว…กลัวเธอหันมายิ้มให้ละเป็นวิ่งเปิดเปิงแน่

เรื่องที่ร้ายที่สุดเกิดขึ้นวันสุดท้ายที่สอบเสร็จ

วันนั้นพวกเราหลายคนอยู่เย็นเพราะนัดจะไปเที่ยวกันเกือบทุ่มแล้ว นักศึกษาภาคค่ำหยุดเรียน ทำให้บรรยากาศวังเวง ตอนนั้นไม่ยักมีใครนึกถึงพี่อ้อ…ลืมด้วยซ้ำค่ะ

เราพูดไม่ออก แล้วพี่อ้อก็หายไปในความมืด เชื่อเลยค่ะว่าผีมีจริง พี่อ้อมีความสุข และคงจะสิงสู่อยู่ในมหาวิทยาลัยที่เธอรักไปตราบนานเท่านาน!
แต่แล้วเจ้าแซม เพื่อนที่ทะลึ่งกว่าเพื่อนเกิดเงยมองบนห้องสมุดซึ่งอยู่ชั้น 5 โน่น มันมองแล้วตาค้าง…ค้างอยู่อย่างนั้น ทำให้พวกเราพลอยมองตามสายตามันไปมั่ง…พวกเราเกือบ 10 คนมองภาพนั้นแล้วตกตะลึงพรึงเพริดไปตามๆ กัน

พี่อ้อยืนหน้าห้องสมุด แม้จะมืดเราก็จำเธอได้ เธอยิ้มฟันขาว แต่งชุดนักศึกษา ท่าทางเหมือนยังมีชีวิตอยู่ไม่มีผิด เธอยิ้มและโบกมือให้พวกเราอย่างร่าเริง สดใส

เจ้าแซมถามเสียงสั่นว่า…เห็นมั้ย?

ทำเลผี

ผีดุ

เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมบ้านบางหลังถึงมีคนเจอผีบางหลังไม่เคยเจอ เป็นไปได้มั้ยว่าลักษณะของบ้านที่แตกต่างกันเป็นตัวกำหนด เหมือนกับคนเราบางคนชอบบรรยากาศแบบภูเขา บางคนชอบทะเล ผีเองก็เคยเป็นคนมาก่อนรสนิยมที่ว่าก็เลยติดตัวไป ทำให้ผีเลือกบ้านที่ตัวเองชอบ และนี่คือสุดยอดเคล็ดลับ “จัดบ้านอย่างไรให้ผีชอบอยู่ หรือวิธีการสร้างบ้านผีสิง นั่นเอง” พร้อมแล้วไปดูกันเลย   1.เลือกทำเลอาถรรพ์เช่น บ้านตรงกันข้ามโบสถ์ วิหาร วัด ศาลเจ้า โรงพยาบาล สุสาน เสา เครื่องหมายจราจร มีปล่องไฟ เป่าลมพุ่งมาหาบ้าน หรือที่เปลี่ยวๆห่างจากชุมชน ถ้าบ้านใครอยู่ในที่ดังกล่าว เรียกได้ว่ามีชัยไปกว่าครึ่งในการเชิญผีมาอยู่เลยทีเดียวล่ะ   2.สร้างด้วยไม้เป็นหลัก สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเรื่องของความเป็นธรรมชาติ เพราะต้นไม้ก็เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งเหมือนกัน และในบ้านมีเสาเอกให้ด้วยก็แหล่มเลย   3.ทำบริเวณบ้านให้รกครึ้มไปด้วยแมกไม้พฤกษานานาพันธุ์ แถมด้วยต้นไม้ต้องห้ามประเภท ตะเคียน ไทร ซ่อนกลิ่น อะไรพวกนี้ยิ่งถูกใจสุดๆ   4. ฝืนหลักฮวงจุ้ยเท่าที่สามารถทำได้ ยิ่งเยอะยิ่งชอบอยู่ ในศาสตร์ทางวิชาฮวงจุ ้ยได้กล่าวถึงลักษณะของบ้านที่มักจะมีผีหรือคนในบ้านมักจะเห็นผี ดังนี้   – ประตูหน้าบ้านมีพลังอิมมาก หมายถึงมีความมืดมาก และทิศทางของหน้าบ้านหันไปทางทิศ ตะวันตกเฉียงใต้ ตรงช่วง 210 องศา-240 องศา หรือหันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตรงช่วง 30 องศา-60 องศา ซึ่งทางฮวงจุ้ยจะเรียก 2 ทิศทางนี้ว่า ประตูผี     – บ้านที่มีแสงสว่างไม่พอ ภายในบ้านมีบรรยากาศมืด ๆ สลัว ๆ โดยเฉพาะทิศ ตะวันตกเฉียงใต้และทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือมีความมืดมาก ก็จะกระตุ้นให้เกิดพลังอิมมากขึ้น โอกาสเจอผีก็มีสูงตามไปด้วย

อาถรรพณ์ งานศพ

ผีไทย

สวัสดีครับเรื่องราวเล้นลับวันนี้เป็นเรื่องงานศพจากทางบ้าน ที่ได้ไปงานและได้ทำสิ่งที่ไม่ควรเรื่องนี้อ่านเป็นอุทหรณ์กันครับ

ฝนตกลงมาห่าใหญ่ ทำให้เพื่อนๆที่มาร่วมงานกลับบ้านไม่ได้ จึงถือโอกาสนั่งคุยกันต่อขณะนั้นเอง “สุชาติ”เพื่อนจอมซ่า ได้โพลงพูดขึ้นมาว่า นี่นะงานนี้เลี้ยงแค่ “ข้าวต้ม” ถ้าเป็นงานเขานะ จะเลี้ยง “พิซซ่า”

ซึ่งในกลุ่มเพื่อนก็ได้แต่มองหน้ากันไปมา แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก สักพักจู่ๆ เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่ม ก็เดินไปที่กระดานดำ ซึ่งไว้สำหรับเขียนหมายกำหนดการ งานศพและเจ้าภาพในแต่ล่ะคืน ไม่มีใครรู้ได้ว่า เพื่อนคนนี้เกิด “พิเรน”หรือมีอะไรมา “ดลใจ” จู่ๆก็ใช้ผ้าลบชื่อ “คนตาย”ที่เขียนไว้บนกระดานดำออก และเขียนชื่อ “สุชาติ”เพื่อนจอมซ่าของผมลงไปแทนๆที่มันจะรู้สึกโกธร แต่ “สุชาติ”กลับบอกว่า “นามสกุล”เขียนผิด ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเพื่อนๆในกลุ่ม

เมื่อเรื่องเป็นอย่างนี้ เพื่อนที่เขียนก็เลยเถิด เขียนวันตาย วันเผา เอาไว้ให้เสร็จ แต่ “สุชาติ”ก็ตะโกนบอกลับมาว่า “ตายวันนี้ เผาวันนี้ไม่เอา” ขอเลื่อน “ไปตายอีก 7 วัน”ดีกว่า วันนั้นหลังจากฝนหยุดตกทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น เมื่อเร็วๆนี้ เมื่อ “คุณพ่อ”ของเพื่อนกระผมคนหนึ่ง สมัยเรียนตั้งแต่เรียน “ช่างกลไทยสุริยะ บางเขน” ได้เสียชีวิตลง ด้วยโรคมะเร็ง ปัจจุบันทันด่วน เมื่อเสียชีวิตลงเพื่อนผมในฐานะลูกก็ต้องมีหน้าที่ หาวัดเพื่อต้องสวดพระอภิธรรม ซึ่งวัดแถวบ้านมันบอกกันว่าต้องมีเส้นมีสายพอสมควรถึงจะเอาศพมาตั้งได้
“สุชา ติ” หนึ่งในเพื่อนหัวโจกสมันเรียนก็ได้ เดินทางมาร่วมงานศพพร้อมกับเพื่อนๆกลุ่มหนึ่งจนฟังสวดเสร็จแขกก็ทยอยกลับแต่ “สุชาติ”กับเพื่อนๆยังคงนั่งคุยติดลมกับเพื่อนๆ และ “โอ้”ลูกของผู้เสียชีวิต อย่างออกรสออกชาติ เพราะเพื่อนๆ รวมถึง ไม่ได้เจอะเจอกันมานานมาก การเจอในครั้งนี้ทำให้มีเรื่อง “เม้าท์”กันอย่างเมามันส์

หลังผ่านไปไม่กี่วัน “สุชาติ”ได้โทรมาหา “โอ้”เพื่อนของผมอีกคน และบ่นว่ารู้สึกเหนื่อยๆ นอนไม่ค่อยหลับเลย มักจะฝันแปลกๆบ่อยมาก ในความฝันเห็นมีคนจะชวนไปอยู่ด้วย แต่ไม่รู้ไปไหนคล้ายๆกับวัดที่เคยไปงานศพของ “พ่อโอ้” และ“สุชาติ”บอกต่อว่า  ผีในความฝันก็เดินตามคนๆนั้นไป เจอคนแต่พอทักก็ไม่มีใครคุยด้วยสักคน เลยตัดสินใจวิ่งหนี จนหกล้ม ซึ่งจากการบอกเล่าในเรื่องของความฝัน “โอ้”เองไม่ค่อยเชื่อนัก แต่หลังจาก หลังจาก “สุชาติและโอ้”ได้เจอกัน ทำให้ให้ “โอ้”ถึงกับตกใจ ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

ต่อมาประมาณอาทิตย์กว่าๆ กลุ่มเพื่อนๆได้มีการนัดแนะไปเที่ยว “ย่านเธค” ถนนวิภาวดีรังสิต

ซึ่งมี”สุชาติ”ไปด้วย ตลอดเวลาที่เพื่อนๆกำลังสนุกสนานกัน “สุชาติ”ได้เดินมาบอกกับผมว่า “วันนี้เหนื่อยมาก”

ขอ ตัวกลับบ้านไปคาสิโนก่อน ซึ่งผมและเพื่อนก็เอ๊ะใจว่าทำไหม “สุชาติ” จึงกลับก่อนและมีสีหน้าไม่สู้ดีเลย ทั้งที่เคยเป็นคนที่ร่าเริงและสนุกสนาน แต่ก็ได้เก็บไว้ในใจ เพราะอาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวที่เพื่อนไม่สบายใจอยู่

หลัง จาก “สุชาติ” ตัวกลับออกไป พวกเราก็กลับมาสนุกสนานกันต่อ จนเวลาผ่านไปได้เกือบตี 3 มีโทรศัพท์จากแฟน “สุชาติ” โทรเข้ามาถึง “โอ้”ว่า “สุชาติล้มหัวฟาดพื้น” เสียชีวิตและที่ รพ.พวกราที่กำลังสนุกอยู่หันมามองหน้ากันอย่างงๆว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเราจึงตัดสินใจเดินทางไป รพ.ทันที ซึ่งหมอได้วินิฉัยพบว่า “ปอด”ของ “สุชาติ”แฟบหาย ไปข้างหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติเพราะ “สุชาติ”เป็นคนไม่ดื่ม และไม่สูบบุหรี่ สร้างความเสียใจกับเพื่อนในกลุ่ม แต่ขณะนั้นเพื่อนคนหนึ่งได้ ทักออกมาว่า “เรื่องที่เขียนวันตายในกระดานดำที่วัด เจ้าสุชาติ มันตายก่อน ที่เขียนกำหนดวันตายเอาไว้ 1 วัน “ หลังจากรุ่งขึ้นญาติๆรวมถึงพวกเราก็ไปที่ รพ.เพื่อขอรับศพ “สุชาติ”ออกมาบำเพ็ญกุศล แต่เมื่อติดต่อวัดใกล้ๆบ้านก็ได้รับคำตอบว่าเต็มหมด

“เจ้าโอ้” จึงได้โทรไปติดต่อวัดที่เคยสวดพ่อมัน ก็ปรากฏว่ามีคนจองแล้ว แต่ที่ทุกคนกำลังวุ่นหาวัดอยู่นั้นเอง เจ้าหน้าของวัดที่ “เจ้าโอ้”โทรเข้าไปถามโทรกลับมาว่า “ศาลาว่างแล้ว” เอาศพมาได้ ซึ่งเมื่อถึงวัดเพื่อนทุกคน ก็ต้องตะลึงเมื่อ “เป็นวัดเดียวกับที่สวดศพ พ่อเจ้าโอ้ และเป็นศาลาเดียวกัน ที่ “เพื่อนคนหนึ่งไปลบชื่อคนตาย และใส่ชื่อ สุชาติ และวันตาย วันเผา เมื่ออาทิตย์ก่อนที่ผ่านมา ” เรื่องนี้ใครว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ ก็ตามใจ