จมน้ำตาย

11 entries have been tagged with จมน้ำตาย.

การพนันเมืองผีโหง

จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นใกล้ๆ เล่นเอาหวิดสะดุ้ง หันไปเห็นสาวผมยาวในชุดสีดำ แสงสลัวและวูบวาบจากจอทำให้เห็นใบหน้าสะสวยพอใช้ อายุมากกว่าผมนิดหน่อย กำลังนั่งข้างๆ พร้อมกับชะโงกหน้ามายิ้ม นัยน์ตาเป็น ประกาย…อดสงสัยไม่ได้ว่าเธอเข้ามาหาผมจากตรง ไหนกัน?

ขณะที่ผมกำลัง อึกอัก เธอก็ยิ้มมุมปาก เอื้อมมือมาวางบนโคนขาผมพลางบีบเบาๆ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาช้าๆ แล้วก็เอนศีรษะอิงไหล่ผมจนได้กลิ่นกรุ่นจากสาบสาว ทำให้ผมใจเต้นแรงกว่าเดิม

รู้อยู่เต็มอกว่าเธอเป็นผู้หญิงอย่างว่า มาคอยล่าเหยื่อในโรงหนัง พวกเพื่อนๆ เคยเล่าให้ฟังมาแล้ว ผมเคยเห็นก็จริง แต่ยังไม่เคยโดนจู่โจมจนถึงตัวอย่างนี้มาก่อนเลย

ด้วยความที่ไม่อยาก ให้เธอว่าตัวเองคือไก่อ่อน ทำให้ผมนั่งเฉยราวกับเจนจัดมามาก เธอชมว่าผมรูปหล่อ อยากมีแฟนหน้าตาอย่างนี้…ก่อนจะลงเอยว่าเราไปหาความสุขกันดีกว่า!

ผมทำเป็นใจกับภาพพิศวาสในจอ ถามยิ้มๆ ว่าไม่คิดเงินใช่มั้ย?

เธอทำท่าออเซาะ บอกว่าขอสองร้อยเอง ผมนิ่ง แต่ใจเต้นแรงยิ่งขึ้นเมื่อเธอใช้มือกระตุ้นอารมณ์ชายอย่างช่ำชอง

ใน ที่สุดเธอบอกว่าร้อยเดียวก็ได้ แล้วจัดการกับซิปกางเกงผม ผมรีบปัดมือเธอออก เธอพึมพำว่างั้นก็ไปห้องน้ำ แล้วออกเดินนำหน้าผมที่ลุกเดินตามไปอย่างว่าง่าย…ในตัวผมมีเงินอยู่ร้อย บาทเศษๆ เท่านั้นเอง

 

ตอนนั้นหนังเอ็กซ์หนังอาร์กำลังฮิต ค่าเช่าวิดีโอก็ปาเข้าไปม้วนละ 50 บาทในยุคแรกๆ เสาร์อาทิตย์ผมมักจะแวบไปดูหาประสบการณ์บ่อยๆ ยอมรับว่าใจยังไม่ถึงอย่างพวกเพื่อนๆ ที่เข้าไปดูทั้งชุดนักเรียนเลย กลัวสารวัตรนักเรียนจับได้อย่างจับเด็กโดดเรียนเล่นเน็ตในสมัยนี้…เดี๋ยว พ่อตีตาย!

วันนั้นสบโอกาส ผมก็ออกจากบ้านไปเดินเที่ยวห้างเมอร์รี่คิงส์ก่อน ดูนั่นดูนี่พอเพลินๆ ใจ พอราวบ่ายสองโมงก็มุ่งหน้าไปโรงหนังที่หมายตาไว้เมื่อวาน เป็นหนังฝรั่งทั้งสองเรื่องเลย

คนดูค่อนข้างบางตา อาจจะเป็นเพราะฉายมาหลายวันแล้วก็ได้ ผมเลือกที่นั่งห่างจากคนอื่นๆ จะได้ดูสบายๆ มีสมาธิเต็มที่

ก็เป็นหนังเรตอาร์ธรรมดา แต่ทำให้วัยรุ่นอย่างผมใจเต้นแรงได้เอาการ

ผมดูหนังบ้าง ดูคนอื่นๆ บ้าง ทุกคนดูคล้ายไม่สนใจนัก แต่บางคู่ก็มีกอดจูบและอาจจะลูบคลำกันบ้าง อันที่จริงผมก็เคยเห็นมาหลายครั้งแล้ว แต่ทำไมถึงใจเต้นผิดจังหวะทุกครั้งก็ไม่รู้ซีครับ?

“พี่ๆ มาคนเดียวเหรอ?”

 

ใจจริงอยากรู้มากกว่า ว่าเสียงเล่าลือที่ฟังมามากถึงเรื่องแบบนี้ในโรงหนังจะเป็นยังไง?

ในห้องน้ำชายมีกลิ่นไม่สะอาดเลย แต่ก็ไม่มีคนอื่นๆ เลยเช่นกัน!

“ขอเข้าส้วมแป๊บนึงนะพี่” เธอบอกยิ้มๆ เพิ่งสังเกตว่าเธอนุ่งกระโปรงสั้น สวมเสื้อยืดคอกลม รูปร่างเล็กบางแต่ก็สมส่วนพอใช้ ผมพยักหน้าส่งเดช แต่ใจเต้นระทึก คอยเหลียวมองว่าจะมีใครเข้ามาหรือเปล่า?

จะทำยังไง? ที่ไหน?

พักใหญ่ๆ แล้วเธอก็ยังไม่ออกมา คล้ายกับว่าจะหายสาบสูญเข้าไปในนั้นเลย กลิ่นสกปรกฉุนเฉียวแสบจมูก ขณะที่อากาศเย็นเฉียบกว่าเดิมจนขนลุกซ่า ยิ่งทำให้ผมกระสับกระส่ายมากขึ้น…กลัวว่าคนอื่นจะโผล่เข้าเมื่อไหร่ก็ไม่ รู้ ไม่ว่าจะมาคนเดียว หรือควงกันมาเป็นคู่อย่างผมกับเธอ…

เงียบกริบ ไม่มีสุ้มเสียงอะไรเลย!!

เธอเข้าห้องน้ำริมสุดด้านใน อีก 3-4 ห้องแง้มประตูไว้ ผมชักอึดอัดมากขึ้นเพราะต้องยืนรอแกร่วนานเกือบสิบนาทีแล้ว อดรนทนไม่ไหวเลยร้องถามเข้าไปว่า…เสร็จรึยัง ทำไมเข้าไปนานจัง เดี๋ยวไม่คอยแล้วนะ…

คำตอบคือความเงียบ ผมสุดจะทนแล้ว ตัดสินใจก้าวเข้าไปเคาะประตูเบาๆ แต่มันเปิดผลัวะเข้าไปบัดดล!

นรกเป็นพยาน! ในนั้นมีแต่ความว่างเปล่า ผมรู้สึกคล้ายโดนตีเข้าตรงแสกหน้าจังๆ ม่านตาพร่าพราย ร้องเฮ้ย…! ออกมาคำเดียวก็เผ่นออกจากห้องน้ำนรกจกเปรตนั่นราวกับลมพัด หัวใจเต้นระทึกเหมือนจะแตกทำลายไป

เด็กส่องไฟวิ่งมาที่หน้าประตู เราชนกันจังๆ เขาคว้าแขนผมไว้ได้ทันท่วงทีก่อนจะเสียหลักล้มลงไป แล้วร้องออกมาว่า… เอาอีกแล้วเรอะเนี่ย?

ผมเผ่นกลับบ้านตัวสั่น เข้าห้องปิดประตูยังใจเต้นโครมคราม มือตีนเย็น รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ คล้ายจะเป็นไข้…ประสาทกินจนหวาดระแวงห้องน้ำนอกบ้านทุกแห่ง มาตั้งเกือบปีกว่าจะหาย

ตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงวันนี้ยี่สิบกว่าปีแล้ว ผมยังไม่เคยเข้าโรงหนังชั้นสองอีกเลยครับ!

ผีหลอกในโรงแรมคาสิโน

มีพระบวชใหม่อยู่ห้องติดกัน คืนแรกผมก็กำชับให้สวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน แต่เมื่อผมไปธุระที่บ้านเดิม 2-3 วันกลับมา พระรูปนั้นก็เข้ามาบอกเสียงสั่นเครือ หน้าตาซีดเซียวแทบจะเป็นคนละคน

“พอหลวงตาไม่อยู่ผมนอนไม่ได้เลย ต้นมะม่วงหลังห้องเขย่าโครมๆ จนผมต้องนอนคลุมโปงทั้งคืน”

ถามว่าสวดมนต์ทุกคืนหรือเปล่าก็ก้มหน้า ตอบ อ่อยๆ ว่าลืมไป! ในบาคาร่าออนไลน์ที่สุดก็ต้องย้ายไปอยู่ร่วมกับพระอีกด้านหนึ่ง

ทุก วันนี้กุฏิผมยังมีพระบวชใหม่มาอยู่ 7-15 วัน อย่างมากก็เกือบเดือน บางครั้งเอาไว้เก็บพัสดุต่างๆ มันเงียบสงบดีแม้ค่อนข้างจะเยือกเย็นน่าวังเวงใจก็ตามผมเองก็เหมือนกัน ถ้าคืนไหนลืมสวดมนต์ จิ้งจกจะร้องนอกห้องเพื่อมาขอส่วนบุญต้องแผ่เมตตาไปให้…จะเชื่อเรื่องผีๆ สางๆ หรือความเร้นลับเหนือธรรมชาติหรือไม่ โปรดพิจารณาด้วยตนเองเถิด!

สถานที่เกิดเหตุก็วนเวียนอยู่จังหวัดพิษณุโลกนี่แหละ แก่งโสภา วังทอง ทรัพย์ไพรวัลย์ เพราะผมบวชเรียนที่นั่นมานมนานกาเลแล้ว…วันนี้ก็มีเรื่องขนหัวลุกมาเล่า สู่กันฟังตามเคย

หลังจากเปลี่ยนสถานที่ ได้เปิดหูเปิดตาที่วัดเผ่าไทยเป็นเวลาพอสมควรแล้วกราบลาเจ้าอาวาสกลับมาอยู่ วัดเดิมของตน ต่อมาหลวงพ่อให้ผมมาอยู่วัดโสภาราม ตำบลแก่งโสภา ซึ่งใกล้ถนนใหญ่หน่อย

เมื่อผมไปกราบนมัสการเจ้าอาวาสท่านก็ดีใจหาย ให้ผมไปอยู่ท้ายสุดใกล้เมรุราว 20 เมตรได้ ท่านบอกว่าเงียบสงบดี ผมก็เห็นดีด้วยเพราะห่างไกลจากความวุ่นวายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเสียงเอะอะหนวกหูอันไม่พึงประสงค์คาสิโน

ครั้นเข้าไปเปิดห้องแล้วทำความสะอาด เล่นเอาอดสะอึกไม่ได้เมื่อนึกถึงเมรุเผาผีที่ว่า…พอเปิดหน้าต่างก็เจอแล้ว!

การทำความสะอาดกุฏิยังไม่เรียบร้อยดี ก็บังเอิญมีงานศพที่ศาลาสังเวชหน้าเมรุใกล้ๆ กันนั่นเอง

คืนแรกต้องมีการสวดพระธรรมแต่พระสวดไม่พอ ต้องไปนิมนต์พระจากวัดทรัพย์ไพรวัลย์มาจนครบ 8 รูปตามที่เจ้าภาพขอร้อง…งานสวดจะเริ่ม 2 ทุ่มตรง!

“ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น” คือป้ายติดตาลปัตรที่พระเริ่มสวด

“กุสะลา ธัมมา…” เสียงเยือกเย็นชวนให้วังเวงใจดังขึ้นในความเงียบ ญาติโยมทุกคนพนมมือนิ่งฟัง…อาจจะนึกปลงอนิจจังได้ในความเป็นปกติธรรมดาของ สัตว์โลกทั้งหลายที่ไม่มีใครหลบหนีได้สำเร็จ

เมื่อสวดจบแล้ว พระก็แยกย้ายกันกลับกุฏิของตน ญาติโยมก็กินของว่าง บ้างก็หันหน้าพูดคุยกัน และบ้างก็งัดเอากระดานหมากรุกขึ้นมา…ส่วนหนึ่งจะหาอะไรทำแก้เหงาเพื่ออยู่ เป็นเพื่อนศพตามธรรมเนียม

ผมเองเมื่อเปิดกุฏิ เปิดไฟก็ถึงกับยืนคาสิโนตะลึงเมื่อเห็นจิ้งจกเต็มเพดานสิบกว่าตัว สายตาทุกคู่คล้ายจะจ้องมองผมเขม็ง พยายามทำใจให้เป็นปกติ นึกเสียว่าเป็นเพื่อนร่วมโลก ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายเหมือนเรา…แล้วสวดมนต์เข้านอนตามเคย

งานสวดศพ 3 คืนผมก็ไปทุกคืน ตอนเช้าฉันเช้า ตอนเพลเลี้ยงอาหารพระ 20 รูป ตกบ่ายสวดมาติกาให้แก่ผู้ตาย แล้วนำศพเวียนเมรุ 3 รอบ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) แล้วนำศพไปวางบนหน้าเตาเพื่อให้ญาติวางดอกไม้จันทน์ (จุติ จุตัง ปรมัง สุขัง)

พอเสร็จเรียบร้อยจุดไฟเผา พระก็เริ่มสวดหน้าไฟ กุสะลา ธัมมา เป็นเสร็จพิธี!

หลังจากอาบน้ำในตอนค่ำ อ่านหนังสือพิมพ์ที่ซื้อมา

ตามปกติ 2 ทุ่มผมจะเริ่มสวดมนต์ แต่คืนนั้นลืม พอผมมองดูเพดานก็รู้สึกใจวูบวาบพิกล…จิ้งจกไม่รู้มาจากไหนมากมายจนแทบจะดำ มืดไปหมด ผมจึงตั้งสติสวดมนต์แผ่เมตตาไปให้สรรพสัตว์มันก็จากไปเงียบๆ

น่าแปลกที่มองไม่ทันว่ามันหายไปทางไหนเร็วนัก หนา คล้ายๆ กับว่าพวกมันจะละลายหายไปในอากาศธาตุยังงั้นแหละ

ถ้าคืนไหนไม่สวดหรือสวดดึกบาคาร่าออนไลน์ มันจะร้องจนรำคาญ ต้องยอมแพ้มัน!

มีพระบวชใหม่อยู่ห้องติดกัน คืนแรกผมก็กำชับให้สวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน แต่เมื่อผมไปธุระที่บ้านเดิม 2-3 วันกลับมา พระรูปนั้นก็เข้ามาบอกเสียงสั่นเครือ หน้าตาซีดเซียวแทบจะเป็นคนละคน

“พอหลวงตาไม่อยู่ผมนอนไม่ได้เลย ต้นมะม่วงหลังห้องเขย่าโครมๆ จนผมต้องนอนคลุมโปงทั้งคืน”

ถามว่าสวดมนต์ทุกคืนหรือเปล่าก็ก้มหน้า ตอบ อ่อยๆ ว่าลืมไป! ในบาคาร่าออนไลน์ที่สุดก็ต้องย้ายไปอยู่ร่วมกับพระอีกด้านหนึ่ง

ทุกวันนี้กุฏิผมยังมีพระบวชใหม่มาอยู่ 7-15 วัน อย่างมากก็เกือบเดือน บางครั้งเอาไว้เก็บพัสดุต่างๆ มันเงียบสงบดีแม้ค่อนข้างจะเยือกเย็นน่าวังเวงใจก็ตามผมเองก็เหมือนกัน ถ้าคืนไหนลืมสวดมนต์ จิ้งจกจะร้องนอกห้องเพื่อมาขอส่วนบุญต้องแผ่เมตตาไปให้…จะเชื่อเรื่องผีๆ สางๆ หรือความเร้นลับเหนือธรรมชาติหรือไม่ โปรดพิจารณาด้วยตนเองเถิด!

เพื่อนฆ่าเพื่อน

กฤตไปทำธุระที่หัวหิน เขาทำงานให้กับโรงแรมเปิดใหม่แห่งหนึ่ง ต้องข้ามทางรถไฟบริเวณใกล้ๆ วัดลั่นทม ทางรถไฟแห่งนี้มีอุบัติเหตุบ่อย เพราะมีต้นไม้ข้างทางบังสายตา คนขับมักมองไม่เห็นว่ารถไฟจะมาเมื่อไหร่

วันที่เกิดเหตุสัญญาณไฟเสียค่ะ!

รถของกฤตอยู่บนรางรถไฟพอดีกับที่หัวรถจักรเสยเข้ามา!!

3 ปีผ่านไป ดิฉันเผอิญต้องไปสัมมนาที่นั่น และต้องขับรถผ่านทางรถไฟนี้

ตอน นั้นเป็นเวลากลางวัน แดดเปรี้ยง ดิฉันง่วงนอนและเปิดเพลงโปรดดังลั่น หวังจะปลุกอารมณ์ให้ตื่นตัว เปิดไม่เปิดเปล่ายังร้องตามไปด้วยชนิดแหกปากร้อง…มันส์ในอารมณ์เหลือเกิน

รถแล่นไปอยู่บนรางรถไฟโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้นนอกจากเสียงเพลง!

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกฤตดังก้องอยู่ใกล้ๆ หู “ระวัง…รถไฟมา!!”

โดยสัญชาตญาณ ดิฉันหันซ้ายหันขวา…ไหน? ไม่เห็นมีรถไฟ!

และแล้ว ดิฉันก็ต้องตกตะลึงจนตัวชา…หัวรถจักรอยู่ห่างจากดิฉันไม่เท่าไหร่เลย มันต้องชนดิฉันแน่ๆ นี่ล่ะ…ฉากความตายของเราเอง

เวลาที่อยู่ในนาทีวิกฤต ทุกอย่างเชื่องช้าเหมือนหนังสโลว์โมชั่น มันอาจจะแค่เสี้ยววินาที แต่ดิฉันรู้สึกเหมือนนิรันดร์กาล!

กฤต-เป็นเพื่อนผู้ชายที่เรียนหนังสือด้วยกันตั้งแต่ ป.1 จนจบมัธยมปลายที่โรงเรียนสาธิตค่ะ ความรู้สึกจึงผูกพันแบบคนที่โตมาด้วยกัน เราสนิทสนมกันมากตอนเรียนมัธยม พอเรียนจบเราต่างคนก็ต้องแยกย้ายกันไป

ดิฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ แต่พ่อแม่ส่งไปเรียนต่อที่อเมริกา ขณะที่กฤตเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองไทย รวมเวลาแล้วเราห่างเหินกันคนละซีกโลกตั้งเกือบ 5 ปีแน่ะ เราติดต่อกันแค่ไม่กี่ครั้ง เขียนจดหมายถึงกันแค่ 2-3 ฉบับ แต่ใจเรายังไม่ลืมกัน!

หลังเรียนจบ ดิฉันกลับมาทำงานที่เมืองไทย กฤตมีธุรกิจส่วนตัวของครอบครัวเกี่ยวกับการทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่งบ้าน เราต่างคนต่างแต่งงานมีครอบครัว เมื่อมีภาระยิ่งทำให้ไม่ได้ติดต่อกัน ทั้งที่อยู่ห่างกันแค่เอื้อม คนเราก็เป็นแบบนี้ล่ะค่ะ…เพื่อนเก่าๆ จะจากกันไปมีชีวิตของตนแต่ละวันก็มัวยุ่งอยู่กับลูกกับเมียหรือสามี

วันคืนผ่านไปเป็นเดือนเป็นปี และก็หลายๆ ปี มันเหมือนเราลืมกันสนิท แต่ถ้าเกิดเจอกันเราจะกระดี๊กระด๊า ความรู้สึกรักและผูกพันยังเหมือนเดิมทุกอย่าง!

กฤตกับดิฉันพบกันนานๆ ครั้งในงานเลี้ยงรุ่น ดิฉันไม่ได้ไปทุกปีหรอกค่ะ กฤตเองก็เช่นกัน ฉะนั้นเราก็ ไม่ได้พบกันทุกปีหรอก แต่เมื่อเกือบ 3 ปีก่อนเราไป งานเลี้ยงรุ่นกันทั้งคู่…และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน!

ดิฉันขับรถไปส่งกฤตที่บ้านของเขาในคืนนั้น…ระหว่างทางเราพูดคุยกัน กฤตห่วงว่าดิฉันทำงานหนัก กลับบ้านก็ดึก บ้านอยู่ไกลถึงพุทธมณฑลสาย 4 โน่น บ้านสามีของดิฉันน่ะค่ะ

ที่จริงบ้านดิฉันอยู่ลาดพร้าวตอนกลางๆ ถนนสาย เดียวกับบ้านของกฤต เขาห่วงว่าดิฉันจะง่วงและหลับใน อีกอย่างหนึ่ง ดิฉันชอบเปิดวิทยุในรถเสียงดังๆ กฤตบอกว่าไม่ดีเลย…เขาดุเพราะห่วงใยดิฉันมากนั่นเอง

แต่แล้ว…เขากลับต้องเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุร้ายแรงหลังจากคืนนั้นไม่กี่วัน!

 

ขณะกำลังตกตะลึง ทำอะไรไม่ถูก ดิฉันรู้สึกว่ามีใครกระทืบบนหลังเท้าข้างที่เหยียบคันเร่ง…รถพุ่งปราดออก ไปเต็มแรงเหมือนลูกธนู ดิฉันรอดตายอย่างหวุดหวิด…รถไฟพุ่งผ่านท้ายรถไปชนิดฉิวเฉียด…คุณพระ ช่วย! กฤตนั่งอยู่บนเบาะที่นั่งข้างคนขับนี่เอง

ใบหน้าของเขาดูกระจ่างใส เขายิ้มให้ดิฉันก่อนจะเลือนหายไป…

ดิฉันหยุดรถ หมดแรงที่จะขับต่อคาสิโน ต้องรวบรวมสติอีกพักใหญ่จึงจะค่อยๆ ประคองรถไปให้ถึงโรงแรมที่พักได้…ตลอดเวลาก็คิดทบทวนว่ามันเกิดอะไรขึ้น?

กฤตตายตรงนี้!! เขาถูกรถไฟชนตายตรงที่ดิฉันเพิ่งผ่านมาหยกๆ และดิฉันก็เกือบพบกับมรณะแบบเดียวกับเขานั่นเอง!

นี่เป็นเพราะความตกใจทำให้ดิฉันเห็นภาพ และได้ยินเสียงเขาหรือคะ?

ดิฉันได้คำตอบอีกไม่กี่อึดใจต่อมา…นั่นคือ ที่หลังเท้าของดิฉันเจ็บมากๆ จริงสินะ! เมื่อตะกี้เขากระทืบคันเร่ง โดยเหยียบลงบนหลังเท้าของดิฉันแรงๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! วันรุ่งขึ้น หลังเท้าของดิฉันเขียวช้ำเป็นรอยใหญ่…มันเกิดขึ้นได้ยังไงคะ? หรือนี่คือร่องรอยที่กฤตฝากไว้จริงๆ?!

ผีเพื่อน

เวลาที่อยู่ในนาทีวิกฤต ทุกอย่างเชื่องช้าเหมือนหนังสโลว์โมชั่น มันอาจจะแค่เสี้ยววินาที แต่ดิฉันรู้สึกเหมือนนิรันดร์กาล!

ขณะกำลังตกตะลึง ทำอะไรไม่ถูก ดิฉันรู้สึกว่ามีใครกระทืบบนหลังเท้าข้างที่เหยียบคันเร่ง…รถพุ่งปราดออก ไปเต็มแรงเหมือนลูกธนู ดิฉันรอดตายอย่างหวุดหวิด…รถไฟพุ่งผ่านท้ายรถไปชนิดฉิวเฉียด…คุณพระ ช่วย! กฤตนั่งอยู่บนเบาะที่นั่งข้างคนขับนี่เอง

ใบหน้าของเขาดูกระจ่างใส เขายิ้มให้ดิฉันก่อนจะเลือนหายไป…

ดิฉันหยุดรถ หมดแรงที่จะขับต่อ ต้องรวบรวมสติอีกพักใหญ่จึงจะค่อยๆ ประคองรถไปให้ถึงโรงแรมที่พักได้…ตลอดเวลาก็คิดทบทวนว่ามันเกิดอะไรขึ้น?

กฤตตายตรง

นี้!! เขาถูกรถไฟชนตายตรงที่ดิฉันเพิ่งผ่านมาหยกๆ และดิฉันก็เกือบพบกับมรณะแบบเดียวกับเขานั่นเอง!
กฤต-เป็นเพื่อนผู้ชายที่เรียนหนังสือด้วยกันตั้งแต่ ป.1 จนจบมัธยมปลายที่โรงเรียนสาธิตค่ะ ความรู้สึกจึงผูกพันแบบคนที่โตมาด้วยกัน เราสนิทสนมกันมากตอนเรียนมัธยม พอเรียนจบเราต่างคนก็ต้องแยกย้ายกันไป

ดิฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ แต่พ่อแม่ส่งไปเรียนต่อที่อเมริกา ขณะที่กฤตเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองไทย รวมเวลาแล้วเราห่างเหินกันคนละซีกโลกตั้งเกือบ 5 ปีแน่ะ เราติดต่อกันแค่ไม่กี่ครั้ง เขียนจดหมายถึงกันแค่ 2-3 ฉบับ แต่ใจเรายังไม่ลืมกัน!

ดิฉันขับรถไปส่งกฤตที่บ้านของเขาในคืนนั้น…ระหว่างทางเราพูดคุยกัน กฤตห่วงว่าดิฉันทำงานหนัก กลับบ้านก็ดึก บ้านอยู่ไกลถึงพุทธมณฑลสาย 4 โน่น บ้านสามีของดิฉันน่ะค่ะ

ที่จริงบ้านดิฉันอยู่ลาดพร้าวตอนกลางๆ ถนนสาย เดียวกับบ้านของกฤต เขาห่วงว่าดิฉันจะง่วงและหลับใน อีกอย่างหนึ่ง ดิฉันชอบเปิดวิทยุในรถเสียงดังๆ กฤตบอกว่าไม่ดีเลย…เขาดุเพราะห่วงใยดิฉันมากนั่นเอง

แต่แล้ว…เขากลับต้องเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุร้ายแรงหลังจากคืนนั้นไม่กี่วัน!

กฤตไปทำธุระที่หัวหิน เขาทำงานให้กับโรงแรมเปิดใหม่แห่งหนึ่ง ต้องข้ามทางรถไฟบริเวณใกล้ๆ วัดลั่นทม ทางรถไฟแห่งนี้มีอุบัติเหตุบ่อย เพราะมีต้นไม้ข้างทางบังสายตา คนขับมักมองไม่เห็นว่ารถไฟจะมาเมื่อไหร่

วันที่เกิดเหตุสัญญาณไฟเสียค่ะ!

รถของกฤตอยู่บนรางรถไฟพอดีกับที่หัวรถจักรเสยเข้ามา!!

3 ปีผ่านไป ดิฉันเผอิญต้องไปสัมมนาที่นั่น และต้องขับรถผ่านทางรถไฟนี้

ตอนนั้นเป็นเวลากลางวัน แดดเปรี้ยง ดิฉันง่วงนอนและเปิดเพลงโปรดดังลั่น หวังจะปลุกอารมณ์ให้ตื่นตัว เปิดไม่เปิดเปล่ายังร้องตามไปด้วยชนิดแหกปากร้อง…มันส์ในอารมณ์เหลือเกิน

รถแล่นไปอยู่บนรางรถไฟโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้นนอกจากเสียงเพลง!

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกฤตดังก้องอยู่ใกล้ๆ หู “ระวัง…รถไฟมา!!”

โดยสัญชาตญาณ ดิฉันหันซ้ายหันขวา…ไหน? ไม่เห็นมีรถไฟ!

และแล้ว ดิฉันก็ต้องตกตะลึงจนตัวชา…หัวรถจักรอยู่ห่างจากดิฉันไม่เท่าไหร่เลย มันต้องชนดิฉันแน่ๆ นี่ล่ะ…ฉากความตายของเราเอง

หลังเรียนจบ ดิฉันกลับมาทำงานที่เมืองไทย กฤตมีธุรกิจส่วนตัวของครอบครัวเกี่ยวกับการทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่งบ้าน เราต่างคนต่างแต่งงานมีครอบครัว เมื่อมีภาระยิ่งทำให้ไม่ได้ติดต่อกัน ทั้งที่อยู่ห่างกันแค่เอื้อม คนเราก็เป็นแบบนี้ล่ะค่ะ…เพื่อนเก่าๆ จะจากกันไปมีชีวิตของตนแต่ละวันก็มัวยุ่งอยู่กับลูกกับเมียหรือสามี

วันคืนผ่านไปเป็นเดือนเป็นปี และก็หลายๆ ปี มันเหมือนเราลืมกันสนิท แต่ถ้าเกิดเจอกันเราจะกระดี๊กระด๊า ความรู้สึกรักและผูกพันยังเหมือนเดิมทุกอย่าง!

กฤตกับดิฉันพบกันนานๆ ครั้งในงานเลี้ยงรุ่น ดิฉันไม่ได้ไปทุกปีหรอกค่ะ กฤตเองก็เช่นกัน ฉะนั้นเราก็ ไม่ได้พบกันทุกปีหรอก แต่เมื่อเกือบ 3 ปีก่อนเราไป งานเลี้ยงรุ่นกันทั้งคู่…และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน!
นี่เป็นเพราะความตกใจทำให้ดิฉันเห็นภาพ และได้ยินเสียงเขาหรือคะ?

ดิฉันได้คำตอบอีกไม่กี่อึดใจต่อมา…นั่นคือ ที่หลังเท้าของดิฉันเจ็บมากๆ จริงสินะ! เมื่อตะกี้เขากระทืบคันเร่ง โดยเหยียบลงบนหลังเท้าของดิฉันแรงๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! วันรุ่งขึ้น หลังเท้าของดิฉันเขียวช้ำเป็นรอยใหญ่…มันเกิดขึ้นได้ยังไงคะ? หรือนี่คือร่องรอยที่กฤตฝากไว้จริงๆ?!

ปลาปีศาจ

ปลาสังกะวาดก็ชุมชะมัด เราเรียกกันว่า “ปลาแขยง” หว่านแหโครมหรือไม่ก็ใช้สวิงตักได้ทีละหลายสิบตัว แม้ว่าจะไม่ค่อยมีราคาค่างวดอะไรเพราะตัวมันขนาดหัวแม่มือ แต่เอามาผัดเผ็ดกินกับข้าว หรือให้พ่อแกล้มเหล้าก็รับรองว่าอร่อยที่ซู้ดดด…

ปลากระทิงชอบอยู่ น้ำลึก เนื้อก็เหนียวเป็นบ้า จนพวกเราไม่อยากยุ่งกับมัน แต่ปลาสวายนี่ซีครับที่น่าสนใจ นอกจากเนื้อหวาน มันย่องแล้วยังชุกชุมอยู่ไม่เบา ตอนนั้นน่ะ

ผมกับเพื่อนๆ ชอบจับปลาสวายกัน แม้กรรมวิธีจะยุ่งยากนิดหน่อยแต่ก็ไม่เกี่ยงงอนอะไร…ไม่นึกว่าจะโดนผีหลอก เข้าเต็มเปาจนหวิดหัวโกร๋นไปตามๆ กัน!

วันเกิดเหตุตอนบ่ายในฤดูหนาวเหมือนตอนนี้แหละครับ

เคยเป็นชุมทางผีเสื้อราตรีกับดงนักเลง มีเรื่องยกพวกเข้าห้ำหั่นกับทหารม้า หรือเหล่ายานเกราะบ่อยครั้ง ไล่ตีกันกระเจิดกระเจิงไปถึงศาลานกกระจอกหน้าโรงเรียนราชินีบน ซึ่งเป็นปลายทางของรถรางสายบางซื่อ-บางกระบือ ระยะสั้นๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของรถรางสายยาวที่มี 2 ตู้คือ บางกระบือ-วิทยุ

ตอนนั้นผมยังเล็กมาก พอรู้ความเขาก็เลิกรถรางไปตั้งปีมะโว้แล้วครับ

นอกจากท่าเขียวไข่กาที่มีเรือจ้างข้ามฟากไปฝั่งธนฯ ส่วนมากเป็นย่านบางอ้อ กับเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาไปถนนทหาร เกียกกาย หรือไม่ก็ท่าตาแหนวัดแก้วฟ้า ถ้าจะข้ามไปวัดเทพนารีแถวบางพลัดก็ไปลงเรือจ้างที่ท่าน้ำสามเสนดีกว่า

บ้านผมอยู่ริมน้ำ คล้อยไปทางท่าวัดจันทร์สโมสรที่ทางเข้าอยู่ตรงข้ามกับตลาดบางกระบือ พวกเพื่อนๆ ทโมนไพรก็อยู่บ้านช่องใกล้ๆ กันทั้งนั้น

อ้อ! ไม่ใช่ว่าเที่ยวเตร่หรือซุกซนไร้สาระเท่า นั้นนะครับ พวกผมยังช่วยพ่อแม่ทำมาหากินอีกต่างหาก!

แหม…คนแม่น้ำซะอย่าง อะไรมันจะถนัดไม้ถนัดมือยิ่งกว่าการหากุ้งหาปลาล่ะครับ? แถมสนุกสนานตื่นเต้นอย่าได้บอกใครเชียว

สมัยนั้นกุ้งปลาชุกชุมมาก แม่น้ำก็ไม่สกปรกเหมือนทุกวันนี้ พวกเราดำน้ำลงไปตามเสา ไม่ช้าก็คว้ากุ้งก้ามกรามตัวโตๆ ติดมือขึ้นมาแล้ว ส่วนพวกมืออาชีพที่เขาหากินทางตกกุ้งอย่างเดียวก็จอดเรือบดขวางน้ำ นั่งนิ่งเป็นรูปปั้น ได้ทั้งกุ้งนางกับก้ามกรามมาขายเป็นกอบเป็นกำ เลี้ยงลูกเมียได้สบายมาก

 

วันนั้นฟ้าครึ้มจนไม่เห็นแดด ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้ฝนหลงฤดูหรือฝนสั่งฟ้าจะเทกระหน่ำลงมา…ไอ้โหนกกับ ไอ้แป้นพายเรือไปวางลอบลอยไม่ไกลจากฝั่งนัก ส่วนผมกับไอ้โก้รอคอยทำหน้าที่สำคัญอยู่ที่ชายน้ำ…นั่นคือการช้อนปลาสวาย ตัวโตๆ เกือบเท่าปลากดคังที่มันเล่นน้ำมาจนพลัดเข้าไปในลอบลอยของเรา

เข้าไปแล้วว่ายหนีไม่สำเร็จหรอกครับ แถม เงี่ยงยังติดตาข่ายพลางดิ้นโผงผางให้เห็นกระจะตาอีกด้วย…

ไอ้สองเกลอนั่นพายเรือเข้าฝั่งแล้ว เดี๋ยวเดียวก็เห็นเหยื่อติดลอบดิ้นน้ำกระจายเล่นเอาผมกับไอ้โก้พยักพเยิดให้ กัน…ลงเรือไปพร้อมกับสวิงขนาดเหมาะมือเพื่อจะช้อนเหยื่อตัวอ้วนๆ ใส่เรือ

ไอ้โก้ถือท้าย ผมคุกเข่าอยู่หัวเรือ ส่วนไอ้สองคนแรกคงยืนลุ้นแทบไม่วางตา…ปลาสวายหลายตัวกำลังตกคลักอยู่ในลอบ จนแทบไม่เชื่อตาตัวเอง รีบเงื้อสวิงจ้วงพรวดแล้วตวัดขึ้นมา รับรองว่าไม่มีทางดิ้นหลุดลงน้ำไปได้เด็ดขาด…

แต่ไหงในสวิงมีแต่ความว่างเปล่าก็ไม่รู้?

“เอ๊ะ! อะไรกันวะ” ผมกับไอ้โก้ร้องเกือบพร้อมๆ กัน เสียงฟ้าร้องครืน รับกันเป็นทอดๆ ไม่ได้ทำให้เราสะดุ้งสะเทือนอะไรหรอกครับ แต่ที่ทำให้เราตกตะลึงพรึงเพริดก็คือ เห็นแต่หัวกะโหลกตาโบ๋ อ้าปากปะหงับๆ คล้ายจะหัวเราะร่าอยู่ในอวนลอยนับสิบๆ หัว!

ผมตกใจสุดขีดจนทิ้งสวิง โดดน้ำตูม ไอ้โก้โดดตามพลางแหกปากจ้า…รอด้วย…รอกูด้วย! แต่ผมหูอื้อตาลาย จ้วงน้ำพรวดๆ ตะกายขึ้นฝั่งได้ยังไงก็ไม่รู้ตัว

ส่วนไอ้แป้นกับไอ้โหนกคงเห็นเหตุการณ์น่าขนลุกทุกอย่างแล้ว…โธ่! ก็พวกมันนั่งก้นจ้ำเบ้า อ้าปากค้าง เบิกตาโพลง…เล่นเอาเราเข็ดหลาบการออกไปหากุ้งหาปลาตั้งแต่นั้นมา ขนาดทุกวันนี้นึกถึงภาพนั้นผมยังขนหัวตั้งอยู่เลยครับ! บรื๋อออ….

คืนอาถรรณ์

นักจิตวิทยาพบว่า ในบางคนจะมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุหรือล้มป่วยในวันศุกร์ที่ 13 ซึ่งมีการให้เหตุผลเอาไว้ว่าเป็นเพราะบางคนรู้สึกวิตกจริตเป็นอย่างมากในวัน ศุกร์ที่ 13 โดยทางศูนย์จัดการความเครียดและสถาบันอาบำบัดการกลัวในเมืองแอชวิลล์ มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา ประเมินว่าในแต่ละครั้งที่มีวันศุกร์ที่ 13 สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นเงิน 800 – 900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทีเดียว เพราะว่าประชาชนบางคนไม่กล้าเดินทางไปไหนและไม่กล้าแม้แต่จะไปทำงาน

ว่า กันว่าความเชื่อที่ว่าถ้าวันศุกร์เกิดไปตรงกับวันที่ 13 ของเดือนใดก็ตามแล้ว จะกลายเป็นวันแห่งความโชคร้ายนั้นเป็นความเชื่อของชาวตะวันตก โดยต้นตอแห่งความเชื่อนี้มาจาก อาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซู (The Last Supper) โดยเชื่อกันว่าในอาหารมื้อนั้นมีผู้ร่วมรับประทานอาหารกับพระองค์ 13 คนก่อนที่พระองค์จะถูกนำตัวไปตรึงบนไม้กางเขนใน วันศุกร์ประเสริฐ (Good Friday)

ในขณะที่มีอีกความเชื่อหนึ่งกล่าวว่าวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 1307 เป็นวันที่พระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศส ทำการจับกุมตัวบรรดาอัศวินเทมพลาร์ชาวฝรั่งเศสจำนวนหลายร้อยคนไป ก่อนจะนำตัวไปทรมานและสังหาร เพื่อนำทรัพย์สินของพวกเขามาเป็นของฝรั่งเศส

จน ทำให้เกิดโรคกลัววันศุกร์ที่ 13 มีชื่อเรียกว่า Paraskavedekatriaphobia หรือ paraskevidekatriaphobia หรือfriggatriskaidekaphobia ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของโรค triskaidekaphobia คือ โรคกลัวหมายเลข 13

และ ที่มาที่ทำให้วันศุกร์ 13 กลายเป็นวันโชคร้ายไปทั่วนั้นน่าจะมาจากภาพยนตร์สยองขวัญอย่าง ศุกร์ 13 ฝันหวาน หรือ “Friday the 13th” ซึ่งเรื่องเกี่ยวกับฆากรต่อเนื่องในสหรัฐอเมริกา ซึ่งตัวเอกของเรื่องมีเอกลักษณ์เด่นคือการสวมหน้ากากฮ็อกกี้ เพื่อปกปิดใบหน้า ก่อนทำการฆาตกรรมเหยื่อ

สำหรับความเชื่อเรื่อง ศุกร์ 13 เป็นวันไม่ดีนั้นส่วนใหญ่จะเชื่อกันในหมู่ชาวตะวันตกเสียเป็นส่วนมาก ซึ่งเรื่องแบบนี้นั้นถือเป็น

วิญญาณไม่คืนถิ่น

เมื่อประมาณสองปีมาแล้ว ผมย้ายไปทำงานที่นิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี มีหน้าที่ไปทุกนิคมเพื่อตรวจตราความปลอดภัยในการทำงาน รวมทั้งงานเอกสารซื้อ-ขาย บางครั้งก็ส่งตัวอย่างของให้ทางไซต์งานดู

ตอน เย็นวันนั้น ทางไซต์งานกบินทร์บุรี ต้องการอุปกรณ์ด่วนมาก จำเป็นต้องใช้ในเช้าวันรุ่งขึ้น ต้องรีบหาซื้อและจัดส่งโดยเร็วที่สุด ผมไม่รอช้า จัด การจนเรียบร้อยเมื่อใกล้จะหกโมงเย็น เส้นทางที่ใช้ต่อจากทาง ด่วนก็คือเส้น 304 จากแปดริ้วไปโคราช ออกจากบริษัทแล้ววิ่งรถไปได้ค่อนข้างช้า เพราะว่าหลายเดือนแล้วที่ไม่ได้มานิคมแห่งนี้เลยครับ

โรงงานเหล่านี้ล้วนแต่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง เช่น นิคมอมตะ ชลบุรี, นิคมนวนคร ปทุมธานี หรือนิคมเกตเวย์ ในฉะเชิงเทรา เป็นต้น

คิดถึงครั้งหนึ่งที่เคยมาแวะซื้อข้าวโพดต้มจากแม่ค้าเจ้าหนึ่ง ตั้งแผงอยู่ใกล้ๆ เชิงสะพาน ติดกับต้นไม้ใหญ่ริมทาง…หน้าคมผมยาวดูสะดุดตาไม่หยอก ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปหลายเดือนแล้วเธอจะยังขายข้าวโพดต้มอยู่หรือเปล่าหนอ?

ทันใดนั้น เมื่อรถแล่นมาเกือบใกล้สะพาน ที่มีต้นยางใหญ่สูงตระหง่านอยู่ข้างถนน ผมก็เหลือบไปเห็นแม่ค้าสาวคนที่ผมกำลังนึกถึงพอดี!

แผงอื่นๆ เลิกไปหมดแล้ว เหลืออยู่แต่แผงของเธอเพียงเจ้าเดียวเท่านั้น

ผมจอดรถแล้วเดินไปเพื่อจะซื้อข้าวโพดแปดแถวที่ตั้งใจไว้ มีเพียงแสงตะเกียงโป๊ะที่เธอไว้เพื่อส่องสว่างพอเห็นกันได้ ผมบอกซื้อข้าวโพดพวงหนึ่งประมาณ 4-5 ฝัก เธอยิ้มให้แล้วถามยิ้มๆ ว่า…คุณไม่ได้มานานแล้วใช่ไหมจ๊ะ?

เอ๊ะ! เธอจำผมได้ด้วยหรือนี่? เลยยอมรับว่าใช่…ไม่ได้มาหลายเดือนแล้ว ถามเธอบ้างว่าสบายดี…ขายดีนะ เธอตอบว่า จ้ะ! สบายดี…

ไปถึงจุดหมายสองทุ่มเห็นจะได้…หลังจากส่งของให้ทีมงานเรียบร้อยแล้วก็ รีบ บึ่งรถกลับ เพราะดูท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนตั้งเค้าทะมึน จะเทโครมครามลงมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

ออกจากนิคมผ่านตัวเมืองกบินทร์ฯ ถนนค่อนข้างเปล่าเปลี่ยว ทำให้เยือกเย็นหัวอกหัวใจอย่างบอกไม่ถูก…ผ่านแผงขายข้าวโพดต้มแปดแถวที่ แสนอร่อย รสชาติหอมหวานมีที่เดียวที่นี่…แหม! ถ้าไม่มืดค่ำขนาดนี้ คงได้แวะซื้อข้าวโพดกินเล่นแน่นอน

เสียงเย็นๆ ของเธอกับบรรยากาศเปล่าเปลี่ยว รอบตัวทำให้ผมรู้สึกขนลุกซ่าอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ถามเธอว่าทำไมจึงยังขายอยู่จนมืดค่ำป่านนี้ล่ะ? เธอยิ้มเศร้าๆ ตอบว่าวันนี้ขายไม่ค่อยดี เลยอยู่จนมืดค่ำจ้ะ! ผมล่ำลาเธอ ก่อนจะบอกว่า…แล้วจะแวะมาซื้ออีกนะ! เธอยิ้มหวาน แต่ดวงตาดูเศร้าสร้อยภายใต้แสงตะเกียงแดงๆ นั้น!

ผมกลับขึ้นรถขับมาเรื่อยๆ จนถึงสี่แยกศรีมหาโพธิ ฝนตั้งเค้าทะมึนดูหนักหน่วงขึ้นทุกที ลมพัดอู้ๆ น่ากลัว…รู้สึกมีกลิ่นเหม็นติดจมูกเรื่อยมาตั้งแต่แวะซื้อข้าวโพดแล้วแต่ คิดว่ารถคงขนพวกปลาป่นหรือกระดูกสัตว์เข้าโรงงานอะไรสักอย่าง ทั้งที่ในรถปิดกระจกเปิดแอร์…ลืมคิดถึงเรื่องข้าวโพดไปสนิท

ฝนเริ่มโปรยเม็ดลงมาแล้ว ฟ้าแลบแปลบ สองข้างทางที่เลยสี่แยกศรีมหาโพธิมาแล้วมีต้นไม้น้อยใหญ่หนาทึบ สรรพสิ่งแทบจะมืดมิด มีแต่แสงไฟจากรถผมเท่านั้นที่ส่องสว่างตัดสายฝนที่เริ่มหนาเม็ดขึ้นทุกที

แรงลมทำให้ต้นไม้โอนเอนไปมาในเงามืดเหมือนมือของผีเปรตที่กำลังร้องขอส่วน บุญ ฟ้า แลบวูบวาบ ผ่าเปรี้ยงปร้างคึกคะนองคล้ายจะเผาไหม้ผีเปรตเหล่านี้ให้วอดวายไป

บรรยากาศมันน่ากลัวมากๆ แม้จะอยู่ในรถก็เถอะ แต่อยู่คนเดียวนะครับ!

เปิดวิทยุก็ไม่ติด มีแต่เสียงฟ้าร้องครืนๆ เข้าคลื่นจนต้องปิด จะหยุดรถก็ใช่ที่เพราะมันเปลี่ยวมากๆ แข็งใจขับรถฝ่าสายฝนที่โหมกระหน่ำหนักหน่วง ฟ้าแลบฟ้าผ่าเป็นระยะๆ จนหูอื้อไปหมด เหมือนขับรถอยู่ในนรกอเวจีก็ปานกัน

ผ่านศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน ถึงแยกที่ไปสัตหีบและแยกมาฉะเชิงเทรา ขึ้นเนินซักพักก็ถึงปั๊มปตท.ซ้ายมือ ที่มีนักเล่นจากบ่อนปอยเปตมาแวะซื้อของ กินข้าวกันคึกคักทุกวัน…พอเห็นแสงไฟจากป้ายปั๊มแล้วฝนก็หยุดตก ลมสงบ กลิ่นเหม็นติดจมูกก็หายไป

เมื่อเลี้ยวเข้าปั๊ม จอดรถแล้วควานหาพวงข้าวโพดที่วางไว้ใกล้ๆ เอ๊ะ! ไม่เห็นมี แปลกใจมากๆ ก็วางไว้กับมือแท้ๆ มันจะหายไปได้ยังไง?

ช่างเถอะ! ลงไปหาอะไรกินดีกว่า

อีก 3-4 วันต่อมา ผมมีโอกาสไปที่ไซต์งานกบินทร์บุรีอีก คราวนี้ไปตอนเช้า ได้มีเวลาคุยกับหัวหน้างาน ผมเล่าให้ฟังถึงเรื่องข้าวโพดต้ม แต่เขากลับบอกว่าเมื่อต้นเดือนก่อนมีสิบล้อเสยตายคาที่ไปหนึ่งราย อยู่ใกล้สะพานที่มีต้นยางใหญ่นั่นเอง…ผมขนหัวลุกเลยครับ!

ผีม่านหมอก

แสงไฟเริ่มเรืองรองขึ้นมาแล้ว ผมเดินไปที่คิวตุ๊กตุ๊ก ก็เห็นลุงหมาดกำลังคุยกับเพื่อนร่วมอาชีพ พอเห็นผมก็ปราดมาหา ผมขึ้นรถได้ก็เอนหลัง ถอนใจ…ลางไม่ค่อยดีแฮะ

สักพักนึกเอะใจก็เหลียวซ้ายแลขวา เอ๊ะ! ผ่านหน้ากรมสรรพสามิตไปทางวัดไพรงามนี่นา! ลุงหมาดเล่นตลกอะไรไม่ทราบ ร้องถามว่า…ลุงจะไปไหนน่ะ?

“อ้าว?” แกร้อง เงยหน้ามองผมทางกระจกหลัง “ตายห่…ขอโทษทีคุณ”

ความเร็วของรถทำให้เลี้ยวเข้าซอยคับแคบเหลือเชื่อไปแล้ว ขนาดครือๆ กับรถตุ๊กตุ๊กก็ว่าได้ แท็กซี่หมดสิทธิ์เข้า จะถอยก็สายเกินไปเพราะมีมอเตอร์ไซค์แล่นตามหลังมาติดๆ อาศัยว่าลุงหมาดขับรถหากินย่านนั้นมาหลายปี แกเลยขับต่อไปเรื่อยๆ พลางร้องบอกผมว่า…เดี๋ยวจะไปกลับรถข้างใน

ผีหลอก มักมีลางบอกเหตุล่วงหน้า เช่นอ่อนเปลี้ยเพลียแรงบ้าง จู่ๆ ก็เกิดปวดหัวตัวร้อนบ้าง ส่วนมากมักจะหงุดหงิด อารมณ์เสียง่ายๆ จิตใจฟุ้งซ่าน ขุ่นมัว ขาดสติ ถือว่าเป็นลางไม่ดี ทำให้ลมปราณแตก แยก วิญญาณต่างๆ ก็จะปรากฏให้เห็นง่ายที่สุด

ผมเคยประสบกับตัวเองมาแล้วครับ!

วันเสาร์อาทิตย์หยุดงาน ผมชอบเดินออกจากบ้านในซอยเล็กๆ ริมถนนพระราม 5 ตรงข้ามวัดน้อยนพคุณ เลี้ยวซ้ายมาทางราชวัตร ส่วนมากจะไปซื้อผลไม้ นมขวดและโยเกิร์ตกับหนังสือพิมพ์กรอบบ่าย ค่อนข้างพะรุงพะรังเอาการ เลยต้องเรียกตุ๊กตุ๊ก ไปส่งบ้าน

เมื่อต้นปีผมนั่งรถลุงหมาดบ่อยๆ จนกลายเป็นขาประจำกันไปเลย

ลุงหมาดอายุราวห้าสิบเศษ ผอมสูงผิวดำ ตาดุแต่อัธยาศัยดี พอขึ้นรถก็บึ่งไปทางสี่แยกเพื่อเลี้ยวขวาทันที ไม่ต้องบอกทางกันละเพราะส่งกันบ่อยๆ จนแกจำบ้านผมได้แล้ว

จนกระทั่งวันขนหัวลุก!

ฟ้าครึ้มมาตั้งแต่บ่าย แดดหุบโดยไม่มีทีท่าว่าจะโผล่ ดูคล้ายฝนจะตกแต่ก็ไม่ตกซักที ผมนึกได้ว่ารุ่งขึ้นเป็นวันจันทร์ เลยหยิบร่มเดินออกจากบ้านตอนเย็น กะจะรีบไปรีบกลับ

แวะร้านเครื่องเขียนหรูหราใกล้สี่แยก เข้าไปขอเติมหมึก (100 บาท) สาวสวยคนขายกำลังยืนเม้าธ์กับเพื่อนเพลิน หันมาบอกอย่างรำคาญว่า…ช้าหน่อยนะ กว่าจะได้ก็เย็นๆ

พูดเสร็จก็หันไปคุยกับเพื่อนต่อทันที ผมถามว่าเย็นไหน? เพราะตอนนี้ก็หกโมงเย็นแล้ว! เย็นนี้หรือเย็นพรุ่งนี้? เธอคงนึกได้เลยหันมาทำหน้าแหยๆ บอกว่าพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่แล้วกัน! ผมอารมณ์บูดทันใดบอกว่าซื้อของที่นี่มาหลายปีแล้ว เพิ่งเคยได้ยินคนค้าขายพูดจาแบบนี้

“อย่ามาขายเครื่องเขียนเลยหนู ไปขายเครื่องเคราอย่างอื่นเถอะ”

แล้วผมก็ออกจากร้านทันที หน้าตาร้อนวูบวาบไปหมด คิดอีกทีก็ไม่น่าจะไปว่าแกแรงๆ แบบนั้น แต่ก็อย่างที่ว่า…ก่อนพูดเราเป็นนาย พูดไปแล้วคำพูดก็เป็นนายเรา!

พอไปซื้อที่เซเว่นก็เจออีก กำลังหิ้วถุงออกจากร้าน พอดีเห็นไฟฉายน่ารักแต่ป้ายบอกราคาตัวนิดเดียว แถมเลอะ เทอะอีกด้วย เลยหยิบให้สาวคนขายดู ถามว่าราคาเท่าไหร่? เธอดูๆ แล้วหันไปร้องลั่นร้านว่า…เฮ้ย! ไฟฉายนี่ราคาเท่าไหร่วะ?

ผมยั้งปากไม่อยู่ก็ร้องสวนไปว่า…ไม่รู้เหมือนกันโว้ย!

เธอหัวเราะกิ๊กกั๊ก คนอื่นๆ หันมามอง เพื่อนคว้าไปดูแล้วบอกราคา ผมสั่นหน้า…ไม่ซื้อว่ะ! ก่อนจะผลักประตูออกก็ได้ยินเสียงเหมือนเปิดเทป…วันหลังเชิญใหม่นะคะ!

ว่าแต่วันนี้เป็นอะไรหนอ…

ต้นโพธิ์ใหญ่ยืนทะมึนอยู่ตรงหน้าพอดี!

ท่าทางจะเป็นซอยตัน แต่โชเฟอร์หมาดหักซ้ายวูบแล�วเลี้ยวขวาอีกที…ชะลอรถให้มอเตอร์ไซค์แซงหน้าไป ก่อนจะเลี้ยวรถกลับ

สรรพสิ่งเงียบเชียบและเยือกเย็น ทั้งๆ ที่เพิ่งจะพลบค่ำไปไม่นาน…

ยอดโพธิ์พลิกใบล้อลม บางทีก็ส่งเสียงซู่ซ่าน่าใจหาย…ปรากฏว่าลุงหมาดหาทางกลับไม่เจอ เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาตันไปหมด ร้องแต่ว่าเอาละวะ! แล้วตัดสินใจบึ่งไปข้างหน้าจนทะลุซอยใหญ่ตรงข้ามสถานีรถไฟสามเสน ซิกแซ็กมาจนถึงกองขยะท่วมหัวที่มีทางเข้าบ้านผมได้…เรียกว่าซอยฟักไข่

เมือถึงจุดหมาย ผมเลยให้แกไป 50 บาท ถือว่าเป็นค่าทิป 20 บาท

ลุงหมาดยกมือท่วมหัว บอกว่ามีอะไรดลใจให้ผมไปผิดทางก็ไม่ทราบ? จู่ๆ ก็ดันไปทางขวาแทนที่จะเป็นทางซ้าย แถมเลี้ยวเข้าไปในซอยแคบสุดๆ นั่นได้ยังไงก็ไม่รู้…สงสัยว่าผีบังตาจนแกเลี้ยวเข้าซอยเปลี่ยวใจ?

ข้างผมนึกถึงลางสังหรณ์ของตัวเอง ก็ได้แต่นึกอยู่ว่า…มิน่าล่ะ!

ผีคิดถึง

บุหงาเดินตัวปลิวเข้ามา ไหว้ท่านประธานและรุ่นใหญ่ ก่อนจะรับไหว้รุ่นน้อง…พวกเราพูดคุยดื่มกินกันสนุกสนานตามเคย ทั้งยั่วเย้าและย้อนความหลังกันเป็นประจำ…ก็โถ! อายุปูนเราแล้วจะมีความหน้าอะไรให้ฝันถึงพูดถึงอีกละคะ ยกเว้นแต่คาดเดากันว่าจะเข้าโลงวันไหน? ด้วยโรคอะไร? เพราะหลายๆ คนก็มีหลายโรคเหลือกำลัง

ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ สมจิตรนึกยังไงไม่รู้ ชวนเพื่อนกลุ่มเดียวกันไปเดินบางลำพู หาของกินไปฝาก ลูกหลาน ป้ากับวันเพ็ญตกลง แต่บุหงาขอตัวอ้างว่ามีธุระด่วน

เย็นนั้นเองก็ได้ ทราบว่าธุระด่วนของบุหงาก็คือกลับไปดูแลสามีและลูกหลานที่กำลังวุ่นวาย เพราะเธอเกิดอุบัติเหตุถูกรถชนตายที่ปากซอยเพื่อรีบมาตามนัดของพวกเรานั่น เอง…ขนลุกค่ะ!

วัยรุ่นแรกแย้ม ฝาโลงนี่แหละ ถึงได้เจอะเจอเข้าจังๆ บางคนบอกว่าดีแล้ว…เกิดมาทั้งทีไม่เคยโดนผีหลอกเอาเลยน่ะ เสียชาติเกิดเปล่าๆ ฟังมันเถอะคุณ!

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่โรงแรมใหญ่เก่าแก่ ถนนราช ดำเนินกลาง กรุงเทพฯ นี่เอง

สาเหตุ มาจากพวกเราวัยดึก แต่หลายๆ คนยังนึกว่าวัยเย็นๆ ไม่เกินหัวค่ำอยู่ก็นัดหมายกันไปพบปะ ดื่มกิน พูดคุยเรื่องเก่าๆ ตามประสาศิษย์เก่าริมคลองหลอด ด้วยกันทุกเดือน ก่อนวันเงินเดือนออกหนึ่งวัน

อ้าง ว่าถ้านัดวันเงินเดือนออกเดี๋ยวรถติด กับจะเกิดเรื่องเปล่าๆ เพราะผู้หญิงก็จะลืมแก่ชวนกันไปช็อปปิ้ง พวกผู้ชายก็ลืมตาย…โดยเฉพาะพวกศีรษะอสรพิษเดี๋ยวจะชักชวนกันไปเที่ยวสัปดน ต่อ…ไอ้เรื่องไปบ้านเล็กบ้านน้อยน่ะแทบจะไม่เหลือแล้วล่ะค่ะ ต่อให้ทำเต๊ะท่าแค่ไหนก็ยังเดินแทบไม่ไหวกันทั้งนั้น ยกเว้นพวกที่เกษียณมาใหม่ๆ

“ชมรมสามัคคีบำนาญมหาดไทย” คือชื่อกลุ่มพวกเราค่ะ

พวก เราจัดกันมาหลายปีแล้วค่ะ มีท่านประธานใหญ่ใจดี (ขอสงวนนาม) อายุใกล้จะ 90 รอมร่อ หรือ จะมากกว่านั้นนิดหน่อยก็ไม่ทราบ เมื่อตอนที่เกิดเหตุ 5 ปีก่อน

เพื่อนๆ ทั้งชายและหญิงที่อายุเลยเลข 7 ก็อำลาไปเกิดใหม่ปีละคนสองคนเป็นประจำ ยิ่งใครอายุใกล้เลข 8 ยิ่งทยอยกันบ๊ายบายเป็นว่าเล่น…แต่ก็มีสมาชิกใหม่เข้ามาทดแทนเรื่อยๆ อย่างที่เพลงเขาว่า…ชีวิตที่ผ่าน พบ มีลบย่อมมีเพิ่ม! นั่นไงคะ

เพื่อน เลิฟรุ่นเดียวกับป้ามีสามคนคือ สมจิตร, บุหงา, วันเพ็ญ…ตอนสาวๆ ถือว่าชื่อทันสมัย ไม่ใช่ ละเอียด, บุญผัน, บัวเผื่อน…แต่มายุคหลังๆ นี่ชื่อของพวกเรากลายเป็นตกยุคเหมือนคนหลังเขาไปเลยค่ะ! มีแต่ชื่อภาษาแขก นิกเนมก็ฝรั่งมังค่าไปหมด

อีก 20-30 ปีจะเป็นยังไงไม่รู้ อาจจะชื่อเก๋สุดๆ อย่าง จาด, เพี้ยน, ปั้น, หุ่น, นุ่น, ฉ่ำ ฯลฯ ก็ได้มั้งคะ?

วัน นัดพบเดือนละครั้งของพวกเราน่ะ ป้ายอมรับว่ามีความสุขมากๆ ก่อนนั้นเคยพบกันเดือนละ 2-3 หน แต่ตอนหลังถ้าไม่ต้องเลี้ยงหลาน ดูแลบ้านเพราะห่วง ใยไปหมด ก็โดนโรคภัยไข้เจ็บเล่นงาน แต่เป็นตายร้ายดียังไงก็ต้องไปพบศิษย์เก่าหลากหลายรุ่นเดือนละหนจนได้

วัน เกิดเหตุน่ะท่านประธานมาถึงก่อนเพื่อน บุหงามาหลังสุด เจ้านี้ขาวสวยรูปทรงอรชรอ้อนแอ้นมาตั้งแต่สาวๆ แล้ว ไม่กลายเป็นกระสอบข้าวสารเหมือนพวกเราอีกหลายๆ คน…ผิวพรรณเจ้าหล่อนก็มีน้ำมีนวล สุภาพเรียบร้อย พูดหวานขานเพราะ ได้ตำแหน่งผู้อำนวยการก่อนเกษียณราว 2-3 ปี

ทำเลผี

ผีดุ

เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมบ้านบางหลังถึงมีคนเจอผีบางหลังไม่เคยเจอ เป็นไปได้มั้ยว่าลักษณะของบ้านที่แตกต่างกันเป็นตัวกำหนด เหมือนกับคนเราบางคนชอบบรรยากาศแบบภูเขา บางคนชอบทะเล ผีเองก็เคยเป็นคนมาก่อนรสนิยมที่ว่าก็เลยติดตัวไป ทำให้ผีเลือกบ้านที่ตัวเองชอบ และนี่คือสุดยอดเคล็ดลับ “จัดบ้านอย่างไรให้ผีชอบอยู่ หรือวิธีการสร้างบ้านผีสิง นั่นเอง” พร้อมแล้วไปดูกันเลย   1.เลือกทำเลอาถรรพ์เช่น บ้านตรงกันข้ามโบสถ์ วิหาร วัด ศาลเจ้า โรงพยาบาล สุสาน เสา เครื่องหมายจราจร มีปล่องไฟ เป่าลมพุ่งมาหาบ้าน หรือที่เปลี่ยวๆห่างจากชุมชน ถ้าบ้านใครอยู่ในที่ดังกล่าว เรียกได้ว่ามีชัยไปกว่าครึ่งในการเชิญผีมาอยู่เลยทีเดียวล่ะ   2.สร้างด้วยไม้เป็นหลัก สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเรื่องของความเป็นธรรมชาติ เพราะต้นไม้ก็เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งเหมือนกัน และในบ้านมีเสาเอกให้ด้วยก็แหล่มเลย   3.ทำบริเวณบ้านให้รกครึ้มไปด้วยแมกไม้พฤกษานานาพันธุ์ แถมด้วยต้นไม้ต้องห้ามประเภท ตะเคียน ไทร ซ่อนกลิ่น อะไรพวกนี้ยิ่งถูกใจสุดๆ   4. ฝืนหลักฮวงจุ้ยเท่าที่สามารถทำได้ ยิ่งเยอะยิ่งชอบอยู่ ในศาสตร์ทางวิชาฮวงจุ ้ยได้กล่าวถึงลักษณะของบ้านที่มักจะมีผีหรือคนในบ้านมักจะเห็นผี ดังนี้   – ประตูหน้าบ้านมีพลังอิมมาก หมายถึงมีความมืดมาก และทิศทางของหน้าบ้านหันไปทางทิศ ตะวันตกเฉียงใต้ ตรงช่วง 210 องศา-240 องศา หรือหันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตรงช่วง 30 องศา-60 องศา ซึ่งทางฮวงจุ้ยจะเรียก 2 ทิศทางนี้ว่า ประตูผี     – บ้านที่มีแสงสว่างไม่พอ ภายในบ้านมีบรรยากาศมืด ๆ สลัว ๆ โดยเฉพาะทิศ ตะวันตกเฉียงใต้และทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือมีความมืดมาก ก็จะกระตุ้นให้เกิดพลังอิมมากขึ้น โอกาสเจอผีก็มีสูงตามไปด้วย