ซาตาน

15 entries have been tagged with ซาตาน.

ผีสัตว์ร้าย

ป้าและน้าผมเห็นหนอนยั้วเยี้ยในลังก็ร้องลั่นแล้ว ไม่ต้องพูดถึงงูหรอกครับ

เมื่อ 3 ปีก่อนผมก็เลี้ยงอีกัวน่ากับเต่าดาวอินเดีย!

อีกิวน่าเห็นบ่อยเลยไม่น่าตื่นเต้นอย่างมังกรโคโม แต่ผมไม่ชอบสัตว์ใหญ่ บ้านที่ถนนระนองก็ไม่ใช่กว้างขวางนัก ผมเลยซื้อเต่าดาวอินเดียมาเลี้ยง Star of India แปลตรงตัวเลย ซื้อมาตัวละ 1,500 บาทแน่ะ อย่านึกว่าตัวใหญ่โตนะครับ ยาวแค่ 4-5 ซ.ม.เอง คนใจเดียวกันน่ะรู้แน่ แต่หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมแพงจัง?

เต่าตัวน้อยๆ นี่มาจากอินเดีย แม้เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก แต่พวกดาวอินเดียชอบอยู่ในป่าดง ไม่ชอบน้ำ กระดองนูนหนากว่าเต่าทั่วไปราว 2 เท่า มีสีเหลืองโดดเด่นถึงได้ชื่อดาวอินเดีย ตัวไหนกระดองเหลืองมากยิ่งแพงมาก ถ้าตัวโตราว 5-6 นิ้วจะเป็นหมื่นขึ้นไป

น่าแปลกอย่างตรงที่…ถ้ากระดองขาวผ่องราคายิ่งสูงอีกเท่าตัว!

ดาวอินเดียเป็นเต่ารักสงบ ไม่ชอบน้ำ แถมเป็นมังสวิรัติกินแต่พืชผัก เช่น แครอต แตงกวา ผักกาด… เลี้ยงง่ายและน่ารักด้วย ใส่ลังไว้หลังตู้เย็น ดูแล้วเพลินใจจริงๆ

เรื่องน้ำกินไม่ต้องห่วง เพราะมันได้น้ำจากพืชผักที่กินอยู่แล้ว

พ่อบอกว่าเต่าเป็นสัตว์มงคล สมัยก่อนมียันต์เต่าเรือน เอาไว้คุ้มครองบ้านจากอัคคีภัยและภัยโจร!

เคยเห็นในทีวีว่าเต่าทะเลคลานขึ้นมาวางไข่ น้ำตาไหลพรากน่าสงสาร…มันทั้งเหน็ดเหนื่อยและเจ็บปวดเหมือนคนคลอดลูกนั่น แหละ! เขาว่ามันหลั่งสารเกลือจากนัยน์ตา เพราะกระดองทั้งแข็งและหนาเป็นอุปสรรค บ้างก็ว่ามีน้ำเค็มติดมาจนต้องหลั่งน้ำตาไล่น้ำเค็มที่จะกลายเป็นเกลือปิด นัยน์ตา

“ดาวอินเดีย” ตัวน้อยๆ แสนน่ารักของผม ซื้อมาเลี้ยงให้ชื่นอกชื่นใจได้แค่ 5-6 เดือน ก็มีเด็กซนข้างบ้านดอดมาเล่นตอนผมเผลอ เอาน้ำให้มันกินมั่ง จับหยอดน้ำใส่ปากมั่งด้วยความหวังดี เจ้าเต่าแสนสวยของผมเซื่องซึมอยู่ไม่กี่วันก็ตาย

ไม่ใช่นักสะสมเปลือกหอยหรือกระดองเต่า รวมทั้งซากสัตว์ทั้งหลาย…ผมเลยเอาเจ้าดาวอินเดียที่ไม่มีลมหายใจไปวางไว้ โคนต้นโมกออกดอกขาวสะพรั่ง

นัยน์ตาแสบร้อนตอนที่บอกว่า…เฝ้าบ้านอยู่ที่นี่นะเจ้าเต่าน้อย!

พวกหมากับแมวถือว่าเป็นสัตว์ประจำบ้าน ผมเริ่มเลี้ยงผีเสื้อตั้งแต่ยังเป็นไข่ จับมาจากต้นยี่โถหน้าบ้าน เปลี่ยนเป็นเส้นเล็กๆ เท่าเส้นด้าย เติบโตเป็นตัวหนอน มันกินใบยี่โถจุมากๆ ก่อนเป็นดักแด้ ชักใยออกมาเป็นผีเสื้อ

พอมันกลายเป็นผีเสื้อสวยๆ มักจะเกาะตามบ่าและแขนผมเป็นประจำ ราว 2-3 วันถึงจะโบยบินออกไปหากินตามธรรมชาติ แม่บอกว่ามันรู้ตัวว่าผมเป็นคนดูแลมันตั้งแต่ยังเป็นไข่แน่ะ!

จะจริงหรือเปล่าไม่รู้ซีครับ แต่ตอนไปเที่ยวน้ำตกละอูที่หัวหินกับพ่อแม่น่ะ มีผีเสื้อฝูงใหญ่นับร้อยตัวพันตัวบินว่อนลานตา…มันชอบมาบินเกาะผมเพียบเลย

พ่อแซวว่าชาติก่อนผมคงเคยเป็นผีเสื้อละมั้ง?

แต่ไม่ใช่หรอก เพราะต่อมาผมก็เลี้ยงงู เลี้ยงหนู เลี้ยงด้วงตัวกว่าง ตั้งแต่มันยังเป็นหนอนยึกยืดอยู่แน่ะ ส่วนมากไปซื้อร้านอาหนูที่สวนจตุจักร หรือไม่ก็ตลาดนัดซันเดย์วันเสาร์อาทิตย์ ทั้งซื้อสัตว์และอาหารสัตว์จนกลายเป็นขาประจำ

งูเขียวปากจิ้งจก งูสายม่าน พวกนี้น่ารักครับ ลำบากตรงที่ต้องหาจิ้งจกให้มันกิน ต้องเป็นๆ ด้วยนะ! หนูแฮมสเตอร์ซื้อมาเลี้ยงคู่เดียว เดือนกว่าๆ มันก็ออกลูกมา 3-4 ตัว เผลอหน่อยมันออกมาอีกโขยงแล้ว ต้องแจกเพื่อนฝูงไป…เลี้ยงไม่ไหวน่ะซีครับ

เพื่อนนักเรียนเอาปลากัดสวยๆ มาให้หลายตัว บอกว่าตอบแทนที่ผมแบ่งลูกหนูแฮมสเตอร์ไปให้เดือนก่อน ผมก็เอาใส่ขวดเรียงรายไว้ที่ระเบียงใกล้ๆ ต้นโมกนั่นเอง

เรื่องน่าขนหัวลุกเกิดขึ้นเมื่อมีเพื่อนมาซ้อมกีตาร์ มาเล่นวิดีโอเกมที่บ้านแล้วถามว่า…ไหนลื้อบอกเต่าตาย? เมื่อกี้ยังเห็นมันคลานต้วมเตี้ยมอยู่ที่ต้นโมกเลย

ผมหัวเราะไม่สนใจ แต่อาทิตย์ต่อมาป้าฉวี-ครูเก่าในซอยแวะมาฝากมังคุดให้แม่ แกเรียกลูกมังคุดเพราะลูกเล็กๆ แต่หอมหวานแทบไม่มีเม็ด แกบอกว่าเมื่อเดินเข้ามาก็เห็นเต่าตัวใหญ่หลังนูนยาวเท่าแขน…ถามว่า

“วศินเลี้ยงไว้หรือลูก? โอย…ป้าเห็นแล้วกลัวแทบตาย”

ผมออกไปดูก็ไม่เห็นอะไร นอกจากซากเจ้าดาวอินเดียอยู่ที่เดิม!

แม่ถึงกับขนลุกซ่า หันมามองผม…สัตว์ที่ตายแล้ว จะเป็นผีเหมือนคนหรือเปล่าก็ไม่รู้? แต่ถ้ามีขโมยเข้าบ้านอาจจะเผ่นหนีเพราะเห็นเต่ายักษ์ยืนจังก้า ยืดหัวขึ้นอ้าปากคมกริบ น่ากลัวก็เป็นได้…ผมก็ได้แต่นึกหวังไป….

ผีคิดถึง

บุหงาเดินตัวปลิวเข้ามา ไหว้ท่านประธานและรุ่นใหญ่ ก่อนจะรับไหว้รุ่นน้อง…พวกเราพูดคุยดื่มกินกันสนุกสนานตามเคย ทั้งยั่วเย้าและย้อนความหลังกันเป็นประจำ…ก็โถ! อายุปูนเราแล้วจะมีความหน้าอะไรให้ฝันถึงพูดถึงอีกละคะ ยกเว้นแต่คาดเดากันว่าจะเข้าโลงวันไหน? ด้วยโรคอะไร? เพราะหลายๆ คนก็มีหลายโรคเหลือกำลัง

ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ สมจิตรนึกยังไงไม่รู้ ชวนเพื่อนกลุ่มเดียวกันไปเดินบางลำพู หาของกินไปฝาก ลูกหลาน ป้ากับวันเพ็ญตกลง แต่บุหงาขอตัวอ้างว่ามีธุระด่วน

เย็นนั้นเองก็ได้ ทราบว่าธุระด่วนของบุหงาก็คือกลับไปดูแลสามีและลูกหลานที่กำลังวุ่นวาย เพราะเธอเกิดอุบัติเหตุถูกรถชนตายที่ปากซอยเพื่อรีบมาตามนัดของพวกเรานั่น เอง…ขนลุกค่ะ!

วัยรุ่นแรกแย้ม ฝาโลงนี่แหละ ถึงได้เจอะเจอเข้าจังๆ บางคนบอกว่าดีแล้ว…เกิดมาทั้งทีไม่เคยโดนผีหลอกเอาเลยน่ะ เสียชาติเกิดเปล่าๆ ฟังมันเถอะคุณ!

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่โรงแรมใหญ่เก่าแก่ ถนนราช ดำเนินกลาง กรุงเทพฯ นี่เอง

สาเหตุ มาจากพวกเราวัยดึก แต่หลายๆ คนยังนึกว่าวัยเย็นๆ ไม่เกินหัวค่ำอยู่ก็นัดหมายกันไปพบปะ ดื่มกิน พูดคุยเรื่องเก่าๆ ตามประสาศิษย์เก่าริมคลองหลอด ด้วยกันทุกเดือน ก่อนวันเงินเดือนออกหนึ่งวัน

อ้าง ว่าถ้านัดวันเงินเดือนออกเดี๋ยวรถติด กับจะเกิดเรื่องเปล่าๆ เพราะผู้หญิงก็จะลืมแก่ชวนกันไปช็อปปิ้ง พวกผู้ชายก็ลืมตาย…โดยเฉพาะพวกศีรษะอสรพิษเดี๋ยวจะชักชวนกันไปเที่ยวสัปดน ต่อ…ไอ้เรื่องไปบ้านเล็กบ้านน้อยน่ะแทบจะไม่เหลือแล้วล่ะค่ะ ต่อให้ทำเต๊ะท่าแค่ไหนก็ยังเดินแทบไม่ไหวกันทั้งนั้น ยกเว้นพวกที่เกษียณมาใหม่ๆ

“ชมรมสามัคคีบำนาญมหาดไทย” คือชื่อกลุ่มพวกเราค่ะ

พวก เราจัดกันมาหลายปีแล้วค่ะ มีท่านประธานใหญ่ใจดี (ขอสงวนนาม) อายุใกล้จะ 90 รอมร่อ หรือ จะมากกว่านั้นนิดหน่อยก็ไม่ทราบ เมื่อตอนที่เกิดเหตุ 5 ปีก่อน

เพื่อนๆ ทั้งชายและหญิงที่อายุเลยเลข 7 ก็อำลาไปเกิดใหม่ปีละคนสองคนเป็นประจำ ยิ่งใครอายุใกล้เลข 8 ยิ่งทยอยกันบ๊ายบายเป็นว่าเล่น…แต่ก็มีสมาชิกใหม่เข้ามาทดแทนเรื่อยๆ อย่างที่เพลงเขาว่า…ชีวิตที่ผ่าน พบ มีลบย่อมมีเพิ่ม! นั่นไงคะ

เพื่อน เลิฟรุ่นเดียวกับป้ามีสามคนคือ สมจิตร, บุหงา, วันเพ็ญ…ตอนสาวๆ ถือว่าชื่อทันสมัย ไม่ใช่ ละเอียด, บุญผัน, บัวเผื่อน…แต่มายุคหลังๆ นี่ชื่อของพวกเรากลายเป็นตกยุคเหมือนคนหลังเขาไปเลยค่ะ! มีแต่ชื่อภาษาแขก นิกเนมก็ฝรั่งมังค่าไปหมด

อีก 20-30 ปีจะเป็นยังไงไม่รู้ อาจจะชื่อเก๋สุดๆ อย่าง จาด, เพี้ยน, ปั้น, หุ่น, นุ่น, ฉ่ำ ฯลฯ ก็ได้มั้งคะ?

วัน นัดพบเดือนละครั้งของพวกเราน่ะ ป้ายอมรับว่ามีความสุขมากๆ ก่อนนั้นเคยพบกันเดือนละ 2-3 หน แต่ตอนหลังถ้าไม่ต้องเลี้ยงหลาน ดูแลบ้านเพราะห่วง ใยไปหมด ก็โดนโรคภัยไข้เจ็บเล่นงาน แต่เป็นตายร้ายดียังไงก็ต้องไปพบศิษย์เก่าหลากหลายรุ่นเดือนละหนจนได้

วัน เกิดเหตุน่ะท่านประธานมาถึงก่อนเพื่อน บุหงามาหลังสุด เจ้านี้ขาวสวยรูปทรงอรชรอ้อนแอ้นมาตั้งแต่สาวๆ แล้ว ไม่กลายเป็นกระสอบข้าวสารเหมือนพวกเราอีกหลายๆ คน…ผิวพรรณเจ้าหล่อนก็มีน้ำมีนวล สุภาพเรียบร้อย พูดหวานขานเพราะ ได้ตำแหน่งผู้อำนวยการก่อนเกษียณราว 2-3 ปี

โทรศัพท์ผีสิง

ตอนเลิกงานเรามักจะไปหาอะไรดื่มกินกันก่อนกลับบ้าน น้องแพรจะชวนเพื่อนๆ ขึ้นรถไปยังจุดหมาย เราไม่ได้ไปเฉพาะคนในบริษัทเดียวกัน แต่มีเพื่อนฝูงที่ไหนใครสะดวกก็แวะมา ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ถึงเวลาจ่ายเงินก็แชร์กัน ไม่มีปัญหาอะไร

ถ้าจะมีก็คือปัญหาที่น้องแพรชอบพูดโทรศัพท์ขณะขับรถนี่แหละค่ะ!

ต้องยอมรับว่าเธอไม่ได้โทร.ไปหาใครก่อน แต่มีเสียงเข้าสายเป็นประจำ มีทั้งถามจุดนัดพบให้แน่นอนบ้าง เพื่อนๆ โทร.มาคุยบ้าง ส่วนมากมักจะเป็นเรื่องไร้สาระและคุยกันครั้งละนานๆ ทำให้ดิฉันที่นั่งคู่กับเธอไม่ค่อยสบาย ใจนัก

พยายามมองโลกในแง่ดีว่า ในกรุงเทพฯ รถราติดขัด โดยเฉพาะย่านนั้น ไม่อาจจะขับปรู๊ดปร๊าดได้หรอก แต่ก็อดเตือนไม่ได้ว่าอย่าพูดโทรศัพท์ในรถ ถ้าจำเป็นก็อย่าคุยนานนัก…อันตราย!

“แหม! พี่แน็ตก็…” น้องแพรยิ้มฟันขาว ตาใสเชียว “คุยแป๊บเดียวเองค่ะ”

เธอชอบเรียกชื่อดิฉันติดปาก แถมยังหันมามองด้วย เล่นเอาใจหายวูบ…ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นก็ไม่ใช่เพราะโทรศัพท์ แต่มาจากดิฉันที่เอ่ยปากทักท้วงเธอน่ะเอง

ดิฉันมีเรื่องน่ากลัวมากๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อน มาเล่าสู่กันฟังค่ะ

“น้องแพร” เป็นเพื่อนร่วมงานที่บริษัทเดียวกัน อยู่ถนนอโศก เธออายุราว 24-25 ปี แสนสวย หุ่นดีและยังโสด ร่าเริงน่ารัก แถมช่างพูดช่างคุยเรื่องสนุกๆ น่าเพลิดเพลิน พ่อแม่เป็นเศรษฐีอยู่ต่างจังหวัด ซื้อรถยนต์ให้ลูกสาวใช้ตั้งแต่เธอได้งานทำ ผิดกับเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ที่ต้องผ่อนรถเอง หรือไม่ก็อาศัยรถเมล์กับแท็กซี่ เช่น ดิฉันเอง เป็นต้น

ขากลับราว 3-4 ทุ่ม เธอก็จะขับรถไปส่งเพื่อนชื่อแตนที่อุรุพงษ์ ส่งดิฉันที่ราชวิถี ตัวเองก็ขับรถข้ามสะพานกรุงธนกลับอพาร์ตเมนต์แถวบางพลัด…เป็นประจำราว สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ตอนนั้นก็ไม่วายมีโทรศัพท์เข้ามาค่ะ

ช่วงที่รถแล่นเร็วได้ดิฉันต้องห้ามปรามตรงๆ ว่าอย่าพูดโทรศัพท์ตอนขับรถ อันตรายมาก! น้องแพรก็จะหันมายิ้มหวานเช่นเคย…แหม! พี่แน็ตก็…พูดคุยกับเพื่อนทั้งชายและหญิงว่า…ตอนนี้ขับรถพี่แน็ตห้าม เม้าธ์ เอาไว้ถึงห้องแล้วค่อยคุยกันต่อ! แต่บางครั้งเธอจะหัวเราะเฉยเสียดื้อๆ ดิฉันต้องยื่นคำขาดเสียงแข็งว่าให้หยุดรถเดี๋ยวนี้ พี่จะลงต่อแท็กซี่ไปเอง!

นั่นแหละค่ะน้องแพรจึงยอมบ๊ายบายกับเพื่อน

ครั้งหนึ่ง ดิฉันบอกให้จอดแต่น้องแพรไม่สนใจ พอถึงไฟแดงดิฉันก็ปลดซีตเบลต์ปิดประตูลงไปเอง…น้องแพรออกรถได้ก็รีบขับมา จอดรับ ยกมือไหว้ขอโทษจนดิฉันใจอ่อน กลับไปขึ้นรถใหม่

ไม่ถึงอึดใจก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ดิฉันหยิบมือถือขึ้นรับ แต่ไม่ได้ยินเสียงใครพูดอะไรเลย…ขนลุกซ่าไปทั้งตัวที่พบกับความเงียบน่า สยดสยองสุดขีด ม่านตาลายพร่า หูแว่วไปเองว่าได้ยินเสียงเคล้าสะอื้นดังขึ้น…พี่แน็ตขา ลาก่อนนะคะ!

ดิฉันกลืนน้ำลายก่อนพึมพำเสียงสั่นเครือ…ลาก่อนจ้ะ น้องแพร…

คืนหนึ่ง น้องแพรก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตคาที่ เพราะการพูดโทรศัพท์ขณะขับรถ ขณะที่ออกมาจากงานวันเกิดเพื่อนรุ่นมัธยม ที่ภัตตาคารแถวบางอ้อใกล้จะถึงที่พักอยู่แล้ว…โทรศัพท์ที่เปิดสัญญาณอยู่ คือหลักฐานค่ะ

น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นก็คือ คนที่โทร.คุยกับน้องแพรคือแตนนั่นเอง!

ในคืนสวดศพแตนยังร้องไห้ไม่หยุด รำพันว่าเป็นเพราะเธอเองแท้ๆ ที่คิดถึงเพื่อน ที่โทร.ไปหาก็คิดว่าน้องแพรกลับถึงห้องพักแล้ว…เธอเป็นต้นเหตุที่ทำให้ เพื่อนตาย! แต่ไม่มีใครโทษแตนหรอกค่ะ นอกจากสยองแทนที่กำลังคุยกับ เพื่อนดีๆ ก็มีเสียง…โครม! ดังก้องอยู่ในหูไม่รู้จักจบสิ้น

วันเผาน้องแพรซีคะ เกิดเรื่องสยองขวัญเมื่อดิฉันกลับบ้าน รู้สึกใจหายและวังเวงใจอย่างบอกไม่ถูก…ต่อไปนี้ไม่มีน้องแพรแล้ว! พอดีมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

กดรับก็ได้ยินเสียงแตนละล่ำละลักมาว่า น้องแพรโทร.มาหา บอกว่าเราคุยกันต่อนะจ๊ะ! แตนพูดแล้วก็ร้องไห้โฮ ย้ำแต่ว่าประสาทจะกินแล้วค่ะ ดิฉันต้องปลอบใจว่าอย่าคิดมาก ทางที่ดีควรปิดมือถือไปเลยจะได้หมดปัญหา

ชาติหน้ามีจริง

Ghostผีมีอำนาจแม่เหล็กไฟฟ้าจึงถูกบันทึกภาพได้ อย่าว่าแต่ถ่ายรูปเลย การมีพลังเช่นนี้อาจจะทำได้ถึงขนาดออกแรงเปิด-ปิดประตูหน้าต่าง หรือทำให้วัตถุเคลื่อนที่ แม้แต่การส่งเสียง ส่งกลิ่น ก็ต้องใช้พลังในกรณีนี้เช่นกัน

ถามว่า ฟิสิกส์ของผี วิญญาณ หรือผู้ไร้ร่างกายคืออะไรกันแน่?

นัก วิทยาศาสตร์ได้ตั้งทฤษฎีไว้หลายอย่าง เช่น ข้อแรกเขาว่า เหตุการณ์บางอย่างที่เราคิดว่าเป็นผี แท้จริงคือพลังจากสิ่งของ หรือผู้คนที่กระจายผ่านทะลุมิติแห่งกาลเวลา ในระยะเวลาพิเศษเป็นช่วงสั้นๆ

ภาพที่เห็นอาจจะมาได้ทั้งจากอดีตและอนาคต!

ทฤษฎี ที่สอง เขาว่าสิ่งที่เราเห็นและคิดว่าผี คืออำนาจของพลังแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีอยู่เป็นปกติในสิ่งของและคนเรา บางครั้งพลังดังกล่าวก็ถูกบันทึกไว้ในบรรยากาศแล้วปรากฏเป็นภาพเมื่อสิ่งแวด ล้อมเหมาะสม เหมือนกับการบันทึกเทปเพลงหรือวิดีโอ

ร่างกายอาจจะดูเหมือนถูกทำลายโดยสิ้นเชิง แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย!
เมื่อ วิทยาศาสตร์และไสยศาสตร์กลับมารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ใครจะรู้…สิ่งนี้อาจเป็นก้าวแรกของวิทยา การชั้นสูง ที่จะนำมนุษย์ออกไปสู่จักรวาลอันยิ่งใหญ่ไพศาลเป็นผลสำเร็จก็ได้!
ใน ขณะที่กระแสแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งเคยทำให้คนเราคิดได้ พูดได้ สัมผัสได้เมื่อครั้งยังมีชีวิต ก็ยังคงอยู่ ไม่ว่าเราจะเรียกกระแสนั้นว่าอะไรก็ตามแต่…จะเป็นดวงจิต, ผี, เจตภูต หรือวิญญาณ

ทฤษฎีสุดท้ายนั้นน่าสนใจไม่ใช่น้อย

เมื่อใดก็ ตามที่วิทยาศาสตร์ยอมรับ หรือพิสูจน์ได้ว่า เรื่องผีที่จริงแล้วเป็นเรื่องอธิบายได้ และมีความเกี่ยวข้องเป็นปกติ อันเป็นวงจรของชีวิต เมื่อนั้นก็เท่ากับว่าวิทยาศาสตร์ได้ไขความลับที่อยู่คู่โลกมาตั้งแต่พื้น พิภพนี้มีมนุษย์

หากคนเรายอมรับเรื่องวิญญาณ การเวียนว่ายตายเกิด และผลแห่งพลังของความดี-ความชั่ว โลกเราและการดำเนินชีวิตจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างคาดไม่ถึง
เช่น เรายังฟังเสียงเพลงของสุนทราภรณ์ หรือบุษยา รังสี ได้ แม้เขาและเธอจะล่วงลับไปแล้วก็ตาม

เมื่อ เปิดเทป (หรือซีดีในปัจจุบัน) ดูพวกเขาในทีวี ก็ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังถูกผีหลอก แต่เรากำลังดูอำนาจแม่เหล็กไฟฟ้าของเขาที่ถูกบันทึกไว้นั่นเอง!

ทฤษฎี ที่สาม เขาเชื่อว่าวิญญาณมีจริง และล่องลอยอยู่ระหว่าง “ชีวิตในภพนี้กับชีวิตในภพหน้า” พวกเขากำลังรอการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งจะมีขึ้นอีกครั้ง…และอีกครั้งโดยไม่รู้จบสิ้น

การปรากฏของ ผี อาจมีสาเหตุจูงใจมาจากความเป็นห่วง หวงสมบัติ ความรัก อาลัยอาวรณ์ อาฆาตพยาบาท หรือแม้แต่พยายามกลับมาเพื่อแก้ปัญหา แก้ความข้องขัดใจที่ยังค้างคาอยู่ก็เป็นได้

แม้แต่การที่ไม่ยอมรับ และไม่รู้ว่าตัวเองได้ตายไปแล้ว ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผีปรากฏตัวได้

อย่าง ไรก็ตาม เขามีทฤษฎีที่สี่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับวิทยา ศาสตร์เป็นอย่างมาก คือวิทยาศาสตร์สอนว่า วัตถุต่างๆ ในโลกไม่มีวันสูญหาย หรือสาบสูญไปไหน ถ้าเช่นนั้นเมื่อคนเราตายไป ร่างกายและลมหายใจ เลือดเนื้อทั้งมวลก็กลับคืนสู่สภาวะ ดิน น้ำ ลม ไฟ

วิญญาณหลอนทั้งซอย

ผีดุ

สวัสดีเพื่อนผู้รักเรื่องลี้ลับเรื่องผีสางครับ วันนี้ผมนำความดุของผีมาฉแให้ฟังกันครับ แดดตอนเที่ยงๆ สว่างจ้า แต่ในต้นมะม่วงดูมืดครึ้ม ท่าทางจะไม่ร้อนนัก เด็กคนนั้นนั่งอยู่อย่างน่าเสียวไส้ กิ่งมะม่วงนั่นสูงเอาการ…คือสูงกว่าหน้าต่างชั้นสองที่ผมยืนมองอยู่ซะอีก เด็กคนนี้อายุราวสิบขวบ ผมเกรียน ใส่เสื้อกล้ามสีขาวมอๆ นุ่งกางเกงนักเรียนสีกากี เขานั่งห้อยขาอย่างสบาย มือสองข้างถือมะม่วงกัดกินอย่างอร่อย

“เปิ้ล” เป็นเพื่อนข้างห้องเช่าที่ดินแดงนี่เอง นิสัยเราตรงกันตรงที่ชอบอยู่คนเดียว ไม่อยากชวนใครมาเป็นเพื่อนเพื่อแชร์ค่าห้อง ถือว่ารักอิสรเสรีเหนืออื่นใด…แต่สิ่งที่แตกต่างกันสุดขั้วก็คือเปิ้ลเป็น โรคขี้หลงขี้ลืมขนาดหนัก ตอนที่รู้จักกันใหม่ๆ ยังคิดว่าเธอแกล้งทำด้วยซ้ำ

เดี๋ยวลืมกุญแจห้อง เดี๋ยวลืมกุญแจรถ เดี๋ยวลืมกระเป๋าสตางค์…ทั้งในห้องและที่ทำงาน เดี๋ยวลืมรหัส เอทีเอ็ม เดี๋ยวลืมว่ารุ่งขึ้นเป็นวันหยุด เดี๋ยวลืมว่านัดกับเพื่อนที่ศูนย์การค้าจนเพื่อนโทร.มาต่อว่าขณะที่เปิ้ล เข้ามานั่งคุยจ๋อยๆ อยู่ในห้องดิฉัน แต่ไม่มีใครถือโกรธมากมายอะไรเพราะรู้นิสัยขี้ลืมของเธอดี

“ขวัญ” เพื่อนสนิทคนหนึ่งถึงกับแซวว่า…นี่เปิ้ล! ฉันว่าเธอเขียนชื่อแขวนคอไว้ดีกว่าว่ะ เผื่อเกิดลืมว่าตัวเองชื่ออะไรจะได้ดูป้ายไงล่ะ!

เปิ้ลได้แต่ยิ้มแหยๆ ดูแล้วก็น่าสงสาร เพราะวันนั้นขวัญมาค้างที่ห้องเปิ้ล หาซื้ออะไรมากินกันสามคน พูดคุยปากกว้างเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยๆ แต่ขวัญแซวซะจนดิฉันอดสงสารเปิ้ลไม่ได้…เราแนะนำให้เธอไปหาหมอเพื่อปรึกษา โรคลืมฉกาจฉกรรจ์ แต่เปิ้ลกลับค้อนควักให้

“จะบ้าเรอะ? จู่ๆ จะให้ฉันไปหาจิตแพทย์ เดี๋ยวใครก็นึกว่าฉันเป็นบ้าน่ะซี!”

ป้านิดมีญาติชื่อป้าแขกกับลุงสิทธิ์ เป็นเจ้าของสวนตาล และมีรถกระบะขนลูกตาลสดๆ มานั่งปอกนั่งเฉาะกันริมทาง เวลารถนักท่องเที่ยวผ่านไปมาก็จะแวะซื้อ บางรายสนิทสนมเป็นขาประจำกันเลยเชียว สินค้าที่ขายเป็นผลไม้ตามฤดูกาลและน้ำตาลสดที่ผมกับน้องแก้มชอบมากที่สุด

จริงๆ แล้วผมไม่เคยไปบ้านสวนของป้านิดหรอกครับ แต่ปีนี้ป้านิดมาเยี่ยมคุณปู่ที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ พี่จอยพี่โจมาค้างบ้านผมตั้งหลายวัน แล้วก็เลยชวนผมไปเที่ยวทางโน้นบ้าง ผมกับน้องแก้มนึกสนุก น้องแก้ม น่ะติดพี่จอยคนสวยมากๆ เลยด้วย

ผลก็คือเราได้นั่งรถไฟไปบ้านสวนของป้านิดกัน ขา กลับพ่อแม่จะไปรับ…เราจะเที่ยวหัวหินต่ออีกสองคืนแล้วค่อยกลับบ้าน นับเป็นปิดเทอมที่สนุกมากจริงๆ

บ้านป้านิดน่าอยู่ครับ อบอุ่นดี ชั้นล่างเปิดโล่งตลอด มีจักรเย็บผ้า ทีวีและโต๊ะกินข้าว มีครัวอยู่ด้านหลัง ป้านิดทำอาหารอร่อยมาก นอกจากป้านิดกับลูกๆ แล้วยังมีครอบครัวของน้ากุ้งอาศัยอยู่ด้วยที่ห้องชั้นล่างนี้ อยู่ด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูก น้ากุ้งมีลูกสาวสามขวบน่ารักดี ชื่อน้องเมย์

ผมได้นอนห้องพี่โจซึ่งเป็นห้องนอนเล็ก ส่วนน้องแก้มนอนกับพี่จอยและป้านิดที่ห้องนอนใหญ่ติดกัน บ้านนี้มีแอร์ด้วยครับ แต่ถ้าไม่ร้อนนักจะเปิดพัดลมกัน เปิดแอร์เฉพาะนอนตอนกลางคืน

ต้องยอมรับว่าคนไทยเรายังแยกไม่ออกหรอกค่ะ ทำให้คนที่มีปัญหาทางอารมณ์หรือจิตใจที่อาจรักษาได้ แต่ไม่กล้าไปพบจิตแพทย์เป็นส่วนใหญ่

จนกระทั่งวันหนึ่งก็เกิดเหตุร้าย เมื่อขวัญโดนรถเก๋งชนตายคาที่หน้าบริษัทที่สีลมนั่นเอง ขณะรีบร้อนจะออกไปหาอาหารกลางวันกินกับเพื่อนๆ แต่เธอเคราะห์ร้ายเพียงคนเดียว!

เปิ้ลร้องห่มร้องไห้จนนัยน์ตาบวม เล่าว่าวันนั้นเธอไปกับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง ทั้งที่ส่วนมากจะไปกับขวัญ…พวกเราไม่มีโอกาสได้ไปงานศพเธอ เพราะญาติๆ จากภาคเหนือมารับศพไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด

ความตายอาจจะเป็นการเปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติ หรือไม่ก็เป็นการสาบสูญไปเลยตามความเชื่อของคนบางกลุ่มก็ได้ค่ะ เพราะไม่มีวี่แววว่าใครจะพบเห็น หรือฝันถึงเธอเลยแม้แต่คนเดียว