ซิกเซ้นส์

12 entries have been tagged with ซิกเซ้นส์.

วิธีสู้ผีพนันออนไลน์

เวลาออกไปสอนหนังสือก็มีแต่กุญแจเฝ้าบ้าน โชคดีที่ฝากฝังเพื่อนบ้านช่วยดูแลให้ แม้ว่าเราจะไม่มีสมบัติพัสถานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ตามแต่จู่ๆ ก็เกิดเรื่องสยดสยองขึ้นในตอนกลางดึกนั่นเอง!

คืน แรกดิฉันไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยเลย รู้สึกกึ่งฝัน กึ่งจริงว่าได้ยินเสียงใครปล้ำกันอึกอัก หอบหายใจแรง ห้องนอนสะท้านสะเทือนนิดๆ แต่แล้วสรรพสิ่งก็ค่อยจางหายไป…อาจเป็นเพราะความง่วงงุนที่ทำให้ฝืนความ รู้สึกไม่ไหวก็เป็นได้…แต่พอรุ่งเช้าถึงได้พบกับสาเหตุแท้จริง!นั่น คือพิสมัยนอนคว่ำหน้าสะอึกสะอื้นอยู่บนเตียง เล่นเอาดิฉันตกใจ วิ่งไปเขย่าตัวแรงๆ จนเธอพลิกหน้ามา…คุณพระช่วย! หน้าตาแดงช้ำราวกับถูกทุบตีทารุณ เสื้อแสงก็ขาดกระเจิงจนเห็นก้อนเนื้อขาวๆ บางส่วน พิสมัยร้องร่ำอีกครั้งก่อนจะคว้าผ้าห่มมาคลุมร่าง ร้องไห้โฮ…

ดิฉันสับสนไปหมด ใจเต้นแรง ถามซ้ำๆ ซากๆ ว่า…เธอเป็นอะไร? เกิดอะไรขึ้น?ในที่สุด เพื่อนสาวก็เช็ดน้ำตาจนแห้งแล้วหลุดปากว่า…ไอ้ผีนรกมันมาข่มขืนฉันน่ะซี!ส่วนดิฉันเป็นคนปทุมธานีนี่เอง รูปร่างหน้าตาพื้นๆ แต่เราก็รักใคร่กันมากที่สุด ตอนเช้าก็ขึ้นรถศิริมิตรไปสอนหนังสือที่โรงเรียนเดียวกันแถวบางซ่อน ตอนเย็นก็กลับมาหาอาหารกินก่อนเข้าห้องพัก ส่วนมากจะหนีไม่พ้นจากหน้าโรงหนังบางกระบือเธียเตอร์

พวกวัยรุ่นชอบเรียกกันอย่างคะนองปากว่า”คาสิโนออนไลน์เฉลิมบือ”เรานอนในห้องชั้นล่างซึ่งค่อนข้างกว้างและติดกับห้องน้ำ ฉันนอนเตียงเล็กๆ ข้างฝาถัดไปด้านในเป็นเตียงพิสมัย สมัยนั้นราวสองทุ่มเศษก็ดูเงียบเชียบไปเกือบ หมดแล้ว มีแสงไฟฟ้าข้างทางส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาเพียงสลัวๆ เท่านั้น

ตอนมาอยู่ใหม่ๆ ฉันใจคอไม่ค่อยดีเหมือนกันเพราะกลัวทั้งผีทั้งคน!เรื่องผีพอจะอุ่นใจที่แม่ให้ยันต์หลวงพ่อศรีเทพจากวัดเทพนารีบางพลัดมาคุ้ม ครองgclub แต่เรื่องคนต้องคอยระวังตัวเอาเอง เพราะซอยองครักษ์ตอนนั้นยังมีบ้านเรือนไม่กี่สิบหลัง สุดซอยเป็นสวนลึกที่ได้ข่าวว่ามีพวกติดยามาซ่องสุมสูบเฮโรอีน หรือเรียกว่า”ไอระเหย” ตั้งฉายาว่า”สิงห์แค็ป”

ฉันอ้าปากค้าง พิสมัยก็พยุงกายขึ้นมาเสยผม นัยน์ตาแดงช้ำ เล่าว่า…ขณะที่เธอหลับสนิทก็ต้องตกใจตื่นเมื่อมีร่างดำทะมึน เหม็นสาบเหม็นสางกำลังโถมเข้ากอดรัดปลุกปล้ำ ทั้งจูบไปทั่วหน้าและทรวงอก คลึงคลำขยำขยี้ไม่ปรานี ปราศรัยจนเธอหวีดร้องด้วยความเจ็บปวดแทบขาดใจ

เดนนรกตนนั้นยิ่งหอบหายใจหนักหน่วง คำรามฮึ่มฮั่ม อย่างสะใจ มือหยาบหนาอุดปากไว้ อีกข้างหนึ่งฉีกกระชากผ้าผ่อนจนเธอแทบจะเหลือแต่ตัวล้อนจ้อน ลมหายใจเหม็นๆ พลุ่งเข้าใส่ ร่างอุบาทว์เบียดเสียด ยัดเยียดความเป็นผัวให้จนเธอสิ้นสติไป

ฉันประคองเธอไปอาบน้ำชำระกาย พิสมัยนิ่วหน้า บ่นพร่ำแต่ว่าอยากจะฆ่าตัวตายให้พ้นทุกข์ ฉันก็ปลอบโยนไปตามเรื่อง แต่พิสมัยน้ำตาร่วงพรูเมื่อหลุดปากว่า…มันบอกคืนนี้จะมาหาอีก!

“ถ้างั้นก็ต้องเจอดี ไอ้ผีนรก!” ฉันคำรามอย่างลืมตัว

นรกเป็นพยาน! ห้องเราไหวเอี๊ยด กลิ่นเหม็นสาบสางแผ่ซ่าน พิสมัยใช้ฟันกัดขอบผ้าห่มแน่น เบิกตาโพลง…ฉันเพิ่งเห็นร่างกำยำดำทะมึน สูงตระหง่านผิดมนุษย์กำลังย่างสามขุมเข้าไปหาเธอ ยอมรับว่าใจระทึก ปากคอแห้งผาก ควานมือสั่นๆ ไปใต้หมอนจนพบกับgclubผ้ายันต์หลวงพ่อศรีเทพ

เกือบพร้อมๆ กับที่มันโถมเข้าใส่พิสมัย เสียงเธอร้องกรี๊ด ฉันก็โดดผึง กางผ้ายันต์ลงอักขระตะปบเข้าที่แผ่นหลังมันทันที ร่างนั้นผวาเยือก กระตุกเร่าๆ เหมือนโดนจี้ด้วยไฟฟ้าแรงสูง

ยันต์วิเศษของหลวงพ่อศรีเทพไงคะ! แม่บอกว่าท่านขลังทางเมตตามหานิยม ทำมาหากินเจริญดี มีแต่คน รักใคร่…กับมีอิทธิฤทธิ์เหนือภูตผีปีศาจบาคาร่าทั้งหลายอีกด้วย!

วันนั้น เราโทรศัพท์ไปลางานทั้งคู่ ดิฉันไปหาซื้ออาหารมาแบ่งปันกันกิน ชวนเพื่อนพูดคุยเรื่องสนุกๆ ให้เพลิดเพลิน จะได้ไม่หมกมุ่นกับราตรีสยองขวัญที่กำลังจะใกล้เข้ามาทุกที

“คิดแล้ว ก็แปลกนะ” ฉันพูดขำๆ”ไอ้เราอุตส่าห์นอนใกล้ประตูแท้ๆ หน็อย! ไอ้ผีตาเซ่อดันมองไม่เห็นคนสวยซะงั้นแหละ ดีล่ะ! คืนนี้ต้องสั่งสอนมันซะหน่อย”

เลยค่ำไปนานแล้ว…เราดับไฟเข้านอนตาม ปกติ ฉันตระเตรียมยันต์วิเศษไว้ใต้หมอน…ถ้าไอ้เดนนรกบ้ากามบุกบั่นมาด้วยความ ย่ามใจ หมายจะตักตวงรสสวาทดูดดื่มให้หนำใจจากเพื่อนฉันอีก สาบานได้ว่าฉันจะตะเพิดมันกลับลงขุมนรกตามเดิมแน่นอน!

“อ๊ากซ์!! โอ๊ยยย…” มันพลิกหน้ามาเห็นนัยน์ตาแดงจ้า แต่แล้วก็ต้องสั่นเทิ้มไปทั้งตัว…พิสมัยร้องกรี๊ดๆ ไม่ขาดเสียง จนร่างปีศาจนรกเลือนรางจางหาย…เราโผเข้ากอดกันร้องไห้โฮเลยค่ะ!

ปลุกวิญญาณผีตายโหง

วันเกิดเหตุตรงกับวันเสาร์ ตอนบ่ายมีน้องแจง-นักร้องสาวสวยจากแถวปิ่นเกล้าแวะเอาหอยทอดมาฝาก…เราคบ กันมาเกือบเดือนแล้วครับ มีความสุขตามประสาหนุ่มสาวที่ยังไม่มีพันธะผูกพัน ผมเปิดเบียร์จากตู้เย็นมากินกับหอยทอด แจงก็ช่วยจัดบ้านช่องให้เหมือนทุกครั้ง ตกเย็นก็แต่งตัวออกไปหาซื้ออาหารที่ปากซอย โดยสารมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ผ่านไปมาบ่อยๆ

ผมงีบหลับไปตั้งแต่ก่อนแจง จะออกจากบ้านแล้ว…ตื่นขึ้นมาอาบน้ำอาบท่าก็พอดี ได้ยินเสียงบันไดลั่นเอี๊ยดๆ แล้วเดินเข้าห้องนอนโดยไม่พูดไม่จา ผมเกิดระแวงยังไงชอบกลเลยร้องถามออกไปว่า…แจง! แจงเหรอ?

คำตอบคือเสียงเยือกเย็นน่ากลัวพิลึก…จะมีใครล่ะค้า…

เอ๊ะ! แจงเกิดมีลูกเล่นอะไรขึ้นมาล่ะ? ผมรีบล้างสบู่ซ่กๆ แล้วนุ่งผ้าเช็ดตัวออกจากห้องน้ำ…เห็นแจงในความสลัวกำลังเดินช้าๆ ไปทางประตูห้องนอนที่เปิดโล่ง ผมร้องถามว่า…จะไปไหนล่ะ? กลับมานานแล้วเหรอ? แต่ก็ไม่มีคำตอบใดๆ แม้แต่คำเดียว

จู่ๆ ผมก็ขนลุกซ่าไปทั้งตัว รู้สึกว่าอากาศในห้องเยือกเย็นผิดปกติ รีบจ้ำอ้าวตามไปติดๆ แต่ก็ไม่เห็น โผล่เข้าไปดูในครัวก็ไม่มีวี่แววของเธอแม้แต่เงา!

แจงหายไปไหนรวดเร็วปานนี้? เสียงรถแล่นผ่านไปมา ผมใจหายวูบเมื่อนึกถึงแจงที่ซ้อนมอเตอร์ไซค์ทั้งขาไปและขากลับ! หรือว่า…

ปัญหานี้แหละสำคัญ เพราะไม่รู้ว่าจะโดนผีหลอกที่ไหน เมื่อไหร่? ขนาดกลางวันแสกๆ ยังมีคนโดนหลอกมาแล้วนี่นา ถ้าผีมีจริงก็คงจะอยู่ในมิติที่ซ้อนอยู่กับเรานี่แหละ! คนที่เชื่อเรื่องผีมากๆ ยืนยันว่า รอบๆ ตัวเรามีแต่ผี…ผู้ไม่มีร่างกายทั้งนั้นแหละ นับสิบนับร้อยด้วยซ้ำไป!

ผมเป็นคนแถวบางพลัด ถนนจรัญสนิทวงศ์นี่เอง ในซอยยังมีโรงแรมม่านรูดทั้งเล็กและใหญ่ตั้งมาเกิน 30 ปีทั้งนั้น…ใครไม่เชื่อเรื่องผีเต็มร้อยลองมาอยู่แถวบ้านผมดูซีครับ แล้วจะซึ้งว่าความหวาดระแวงจนถึงกลัวผีสุดๆ น่ะเป็นยังไง?

เสียงร่ำลือว่าซอยนี้ผีดุเหลือหลายนั้น พอจะรับฟังได้อยู่ครับ

ในซอยลึกที่เต็มไปด้วยบ้านช่องและผู้คนคึ่กๆ นับวันก็ยิ่งมากหน้าหลายตาขึ้นทุกที มีพวกวัยรุ่นและขาเมายกพวกตีรันฟันแทงกันจนถึงล้มตาย ไหนจะรถราชนกัน เลือดสาดเต็มถนน โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ทั้งส่วนตัวและรับจ้างเกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ ยิ่งรถในซอยไม่แยแสหมวกนิรภัยด้วยแล้ว…ตายมากกว่ารอดครับ!

เมื่อตอนต้นปีก็มีสาวก้นซอยซ้อนมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หักหลบเด็กที่วิ่งเล่นเจี๊ยวจ๊าวไปเสยตูมเข้ากับกำแพงบ้าน…คนขับขาหักทั้ง สองข้าง ผู้โดยสารกะโหลกแตก ทั้งเลือดและมันสมองไหลเยิ้ม…ไม่ช้าก็มีคนเห็นเธอเดินร้องไห้ตอนดึก เล่นเอาเผ่นกระเจิงไปตามๆ กัน

ถัดมาไม่นานก็มีข่าวหญิงสาวโดนฆ่าหมกศพไว้ใต้เตียงในโรงแรมม่านรูด…ช่วง นั้นเกิดเหตุแบบนี้บ่อยครับ ไม่ว่าในฝั่งธนบุรีหรือกรุงเทพฯ จะกลัวผีหรือไม่กลัวก็ตาม ได้ยินข่าวก็ขนหัวลุกแล้ว

ยิ่งหนุ่มสาวที่ไปเคยหลับนอนกันบนเตียงที่มีศพถูกซุกอยู่ข้างล่าง เห็นข่าวแล้วแทบจะสติแตกแค่ไหน ก็คงจะมองเห็นภาพกันได้ง่ายๆ

ผมเองก็อยู่บ้านคนเดียวเสียด้วยซี!

เป็นบ้านชั้นเดียวใต้ถุนเตี้ย มีรั้วรอบขอบชิดอยู่ในซอยแยก พ่อแม่ซื้อที่ปลูกบ้านมาเกือบ 40 ปีแล้ว ผมเองเป็นลูกโทนครับ เมื่อสิ้นบุญพ่อแม่ก็อยู่คนเดียว…แต่ก็ไม่ถึงกับเปลี่ยวใจอะไรนักหนา เพราะมีสาวที่รู้ใจแวะมาพูดคุย…ถูกใจก็อยู่นานหน่อย ไม่ถูกใจก็อำลากันไปอย่างรวดเร็ว

 

เสียงบันไดลั่นเอี๊ยดๆ จนผมสะดุ้งเฮือก รีบปราดเข้าไปมองก็เห็นแจงกำลังหอบหิ้วถุงอาหารพะรุงพะรังขึ้นบันไดมา ปากคอผมแห้งผากแต่ครางออกมาเบาๆ…แจง! เพิ่งมาเหรอ? เล่นเอาเธออดหัวเราะไม่ได้…แน้! เห็นก็เห็นยังจะถามอีก!

รีบเข้าไปช่วยหิ้วถุงโดยไม่ยอมปริปากว่า…มีผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นบันไดเข้า ห้องนอนเพิ่งหายไปเมื่อตะกี้เอง กลัวว่าแจงจะหวาดกลัวเปล่าๆ ได้แต่สงสัยว่าวิญญาณเร่ร่อนของใครหนอที่แวะเข้ามาหา หรือจะเป็นลางว่า ผมต้องชวนแจงมาอยู่เป็นเพื่อนตลอดไปก็ไม่รู้ซีครับ! บรื๋อออ….

ฆาตกรรมจิตโหด

โทรศัพท์เครื่องที่ผมจะใช้อยู่กลางระหว่างบันไดกับคุณตา ผมเอ่ยปากอย่างสุภาพที่สุดว่าขออนุญาตโทรศัพท์ ท่านผายมือไปทางนั้นแล้วยิ้มให้ ผมค่อย โล่งใจแล้วย่องๆ ไปยืนโทรศัพท์ ตัวลีบเชียว

พอบอกแม่เสร็จก็วางหูเรียบร้อย แล้วหันไปไหว้ คุณตา คราวนี้ท่านยกมือรับไหว้

อ้าว? ท่านรับไหว้พร้อมๆ กับสลายไปในอากาศซะงั้น!

ผมแหกปากลั่น ไม่รู้โจนลงบันไดได้อีท่าไหน คนแตกตื่นกันทั้งบ้าน

ปรากฏ ว่าชายชราท่านนั้นเป็นคุณตาของเพื่อนผมจริงๆ แหละ ท่านตายไปตั้งหลายปีแล้ว ผมว่าคืนนั้นคนบ้านเพื่อนคงไม่เป็นอันหลับอันนอนกันล่ะ…แต่อย่าคิดว่าผีจะ มาเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้ผมไปบ้านนั้นนะครับ ผมยัง ไปเล่นกับเพื่อนเหมือนเดิม แต่ไม่ยอมอยู่จนค่ำมืดอีกเลย

ผมเป็นคนที่เจอผีบ่อยมาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะครับ ไม่รู้เป็นเวรกรรมอะไรซีน่า! บางคนพอรู้เข้าก็มองผมอย่างอิจฉา เขาบอกว่าผมเท่ซะไม่มี! ก็เพราะผมมีซิกธ์เซนส์หรือสัมผัสที่หกไงล่ะครับ

เขาหาว่าผมมีอำนาจจิตพิเศษยิ่งกว่าคนอื่น!

บางคนก็เรียกผมว่า “คนเห็นผี” โธ่…คุณ! มันสยองสิ้นดีละไม่ว่า

การเจอผีของผมนี่ไม่นับที่มาเข้าฝัน หรือ “ผีอำ” ที่เราอาจแย้งได้ว่าเป็นจิตใต้สำนึกหรือประสาทหลอน จริงๆ แล้วผมฝันถึงผีเป็นเรื่องเจ๋งๆ ทั้งนั้นเลย

ผีที่ผมเจอชนิดที่นับว่าเป็นผีจริงๆ อย่างเถียงไม่ออก ก็ต้องเป็นประเภทที่เจอโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ยกตัวอย่างก็แล้วกันครับ…เอาเรื่องที่ผมประทับใจที่สุด!

เมื่อตอน 10 ขวบเป็นเด็กแสนซน ทุกเย็นเวลาเลิกเรียนแล้วผมชอบไปเล่นที่บ้านเพื่อนจนใกล้ค่ำถึงกลับบ้าน วันหนึ่งผมเล่นเพลินไปหน่อย เงยหน้าขึ้นอีกที…อ้าว? ฟ้ามืดตึ๊ดตื๋อ ตายละวา…รีบโทร.หาแม่ก่อนดีกว่า ป่านนี้เป็นห่วงแย่เลย

แม่ของเพื่อนอนุญาตให้ไปใช้โทรศัพท์ที่ชั้นบน เพราะเครื่องที่อยู่ข้างล่างมันเสีย ชั้นบนบ้านเพื่อนเย็นนั้นยังไม่มีใครขึ้นไป ทุกคนอยู่ชั้นล่างหมด ข้างบนเลยมืดๆ ผมขึ้นบันไดไปสู่ความมืดแล้วกดสวิตช์ไฟแก๊ก…

อุ๊ย! มีคุณตานุ่งกางเกงแพรสีเขียว ใส่เสื้อป่านคอกลมสีขาวๆ นั่งบนเก้าอี้โยก!

ลองนึกภาพตามนะครับ…พอขึ้นไปสุดบันไดก็เป็นที่โล่งกว้าง มีห้องนอนอยู่สองด้าน ตรงกลางเป็นลานที่เราสามารถเดินออกไปสู่ระเบียง…เป็นบ้านที่เย็นสบายเชียว แหละ

คุณตานั่งเก้าอี้โยกตรงสุดทางด้านโน้น คือใกล้ประตูที่จะออกระเบียง ท่านโยกเก้าอี้ดังออดแอดๆ แล้วมองผมเขม็ง…ผมยกมือไหว้ ท่านยกมือขึ้นข้างหนึ่ง พยักหน้า และมีสีหน้าอ่อนโยนลง

 

พอใกล้โพล้เพล้ก็ตัวใครตัวมัน ผมรีบกลับบ้านก่อนมืด แม่ก็สบายใจขึ้นด้วย

อีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นตอนผมอายุ 28 แล้วล่ะครับ ไปเที่ยวบ้านเพื่อนอีกคนที่เชียงใหม่…บ้านเพื่อนคนนี้อยู่นอกตัวเมืองไป ราว 10 กิโลเมตร แต่ก็ยังเจริญ ไม่เป็นบ้านนอกแต่อย่างใด คือยังมีตรอกซอกซอย หมู่บ้าน ตึกแถว ร้านค้า ฯลฯ

คืนนั้นเพื่อนๆ ดื่มเหล้าเบียร์ ทำกับแกล้มกันสนุกสนาน เบียร์ที่ผมชอบเกิดหมดตอน 3 ทุ่ม…อ๊ะ! ไม่เป็นไร ผมไปซื้อที่ปากซอยได้ เพื่อนบอกให้เอาจักรยานไปแต่ผมอยากเดิน มันไม่ไกลนี่ครับ ราว 200 เมตรกว่าๆ เท่านั้นเอง

 

จริงอยู่ที่ตลอดซอยมีบ้านช่องสะพรั่งไปหมด แต่ 3 ทุ่ม เนี่ยชาวบ้านเขาเข้าบ้านนอนเงียบกันเกือบหมดแล้ว…มันก็เหมือนผมเดินเดียว ดายอยู่ปลายโลกร้างยังไงยังงั้น!

ระหว่างบ้านเพื่อนกับกลางซอยมีต้นมะขามสูงใหญ่ อายุคงจะหลายสิบปี เผลอๆ อาจจะเกือบร้อยปีก็ได้ ระดับ “มะขามเฒ่า” กิ่งก้านสาขาดูมันแข็งแกร่ง ใบดกหนา ร่มครึ้มมากๆ เลย

ขาไปผมเดินผ่านต้นมะขามได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ แต่ผมคิดว่าเป็นเสียงวิทยุหรือทีวีแว่วมา ก็ไม่ได้คิดอะไร แม้ว่าอากาศในฤดูหนาวค่อนข้างเยือกเย็น เล่นเอาขนลุกซู่บ่อยๆ ก็เถอะน่า

ขากลับ พอเดินผ่านมะขามต้นนั้น ผมเห็นอะไรสีขาวแวบๆ ทางหางตา ไม่อยากคิดว่าเหมือนคนนั่งบน กิ่งมะขามและห้อยขาลงมา…เมื่อไม่คิดก็ก้มหน้าซะ ไม่สนใจมอง

แต่พอเดินคล้อยหลังไม่กี่ก้าว ก็มีเสียงอะไรหนักๆ ตกจากต้นมะขามดังตุ้บ!

หันขวับไปดูตามสัญชาตญาณ ปรากฏว่าเป็นผู้หญิง ผมยาวแต่งชุดนอนขาวๆ โอ้โฮ! ผมโกยแน่บไม่คิดชีวิต ต่อมอะดรีนาลีนขับพลังเหนือมนุษย์ ทำให้ผมวิ่งได้ราว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็มาหอบแฮกๆ ที่บ้านเพื่อน

 

คืนหลอนนรกแตก

ผมปิดไฟในห้องทั้งหมด เหลือไว้แต่ไฟในห้องน้ำที่แง้มประตูให้แสงลอดเข้ามารางๆ

หลัง จากนอนหนุนหมอน ห่มผ้าอย่างสบายผมก็เคลิ้มใกล้หลับ…ทันใดนั้นก็มีเสียงทุบประตูดังมาก มันดังเหมือนมีใครกำลังจะพังประตูเข้ามายังงั้นแหละครับ

ผมผุดลุกขึ้นนั่งงงๆ เกิดอะไรขึ้นเหรอ? ใครเป็นอะไร…หรือว่าไฟไหม้?!

ยัง ไม่ทันจะขยับตัว ผมก็เห็นกับตาว่ามีชายร่างใหญ่ สูงทะมึนราวยักษ์ปักหลั่นใส่ชุดคนไข้โรงพยาบาล เดินทะลุประตูที่ล็อกไว้แน่นหนาเข้ามาดื้อๆ

เขาเข้ามาถึงเตียงก็ทิ้ง ตัวลงนอนข้างๆ ผม ส่วนผมเองยังนั่งตาแป๋วแต่ขยับตัวไม่ได้เลยครับ…เคยได้ยินคนโดนผีอำเล่า ว่าพวกเขาจะนอนตัวแข็ง แต่ผมโดนผีอำในท่านั่งเรอะเนี่ย?

ผมว่าผีอำเพราะเลือดลมในตัวไหลไม่สะดวก ไม่ใช่มีผีมาอำแต่ประการใด!

แต่นี่แปลกมากๆ เลย…

ผม กำลังฝันไปรึไง? ชายร่างใหญ่นอนแข็งทื่อ หอบหายใจยาวๆ แรงๆ สัก 2-3 ทีก็มีเสียงคร่อก…นัยน์ตาเหลือกค้าง จากนั้นก็มีบุรุษพยาบาลโผล่มาจากไหนไม่รู้ มาฉีดยากันเน่าเข้าที่เส้นเลือดที่เขาผ่าบริเวณขา พวกเขาปั๊มยาเสียงฟืดๆ แล้วก็ช่วยกันแต่งตัวศพ…

สรรพสิ่งเงียบเชียบเยือกเย็น จนผมพยายามบอกตัวเองว่าเรากำลังฝันไปเอง!

ภาพที่ผมเห็นมันสว่างเหมือนเราดูหนัง แต่พวกเขาห่อศพเสร็จ แสงสว่างนั้นก็ค่อยๆ จางลง…ห้องผมกลับมืดสลัวตามเดิม

ยอมรับว่าผมงงมาก แต่ก็นึกว่านี่เราคงฝันร้าย เพราะจิตรับรู้ว่าโรงแรมนี้เคยเป็นโรงพยาบาลร้างมาก่อน

ผม ลุกขึ้นมาดื่มน้ำ แล้วกลับมานอนคิดไปคิดมาอยู่นาน หัวใจที่เต้นแรงตอนที่รู้สึกตัวใหม่ๆ เริ่มจะเป็นปกติ…ในที่สุดก็ผล็อยหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้เนื้อรู้ตัว

 

แต่เบื้องหลังที่นี่คือโรงพยาบาลร้างที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ซะให้โก้หร่านสว่างไสว

บอกตรงๆ ว่าผมเองน่ะไม่เคยเชื่อถือเรื่องผีๆ สางๆ เลยครับ!

มิไยที่มีคนกระซิบว่าที่นี่ผีดุจนลือลั่น ผมก็ไม่หวั่นไหว ผีเผออะไรกันคิดไปเองทั้งนั้น! ผมว่าเรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ใจ คนกลัวผีก็มักจะเจอผี จริงมั้ยครับ?

คืนนั้นผมนอนคนเดียวในห้องเตียงเดี่ยว ห้องสวยๆ บรรยากาศดีๆ ทำให้สบายใจมากๆ รู้สึกว่าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แสนสุโข…ดีล่ะ! พรุ่งนี้ผมจะได้ประชุมอย่างปลอดโปร่งและมีประสิทธิภาพ

ผมกินมื้อค่ำกับเพื่อนร่วมงานทั้งฝ่ายกรุงเทพฯ และอุบลฯ อิ่มหนำสำราญตั้งแต่สองทุ่มเศษๆ ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใดๆ ทั้งสิ้น จากนั้นต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย บางคนขอเข้าห้องพัก แต่บางคนก็หัวเราะต่อกระซิก ชักชวนกันออกไปชมชีวิตราตรีตามประสาผู้ชาย

ส่วนผมขอตัวกลับขึ้นห้อง ตั้งใจจะดูทีวีซักหน่อยแล้วก็อาบน้ำเข้านอนแต่หัวค่ำ

ตอนที่ผมเปิดประตูห้องพักเข้าไปน่ะรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวโดยไม่มีเหตุผล ไฟในห้องก็กะพริบวูบๆ ทำท่าเหมือนจะดับแหล่ไม่ดับแหล่ แต่ก็กลับสว่างเป็นปกติ

ผมไม่ได้ใส่ใจกับทั้งสองเหตุการณ์นี้เลย ที่ผมขนลุกอาจจะเป็นเพราะปะทะกับไอเย็น ส่วนไฟที่กะพริบก็อาจเป็นเพราะกระแสไฟตกอันเป็นสาเหตุธรรมดา

ผมเดินเข้าไปอาบน้ำสระผมอย่างไม่รีบร้อน แล้วก็แต่งชุดนอนมานั่งพิงพนักหัวเตียงดูทีวี แต่แล้วก็เบื่อ เป็นอันว่าปิดไฟนอนดีกว่า

 

เมื่อผมเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเขาก็ขนลุก แล้วบอกว่าผมโดนผีหลอกอย่างน่าสยดสยองที่สุด แต่ผมก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี และคิดว่าตัวเองฝันร้ายอยู่นั่นแหละ…คุณผู้อ่านล่ะครับ คิดว่าสิ่งที่ผมได้ประสบคืนนั้นมันคืออะไรแน่?!

ไฟคลอกตาย

เย็นนั้น ดิฉันออกไปเล่นซ่อนแอบกับเพื่อนๆ ที่ถนนหน้าบ้าน ร่มรื่นด้วยกิ่งก้านของต้นลิ้นจี่ที่ออก ลูกแดงอร่าม ฝั่งตรงข้ามเป็นคูน้ำกั้นสวนส้มโอที่ดูหนาทึบ คล้ายๆ จะมีความเร้นลับซ่อนเร้นอยู่อย่างนั้นแหละค่ะ

ขณะนั้นเอง ป้ากลีบก็เดินถือฟืนท่อนหนึ่งออกจากบ้าน แกนุ่งผ้าดำสวมเสื้อขาว ดิฉันถามว่ายายจะไปไหน? แกก็บอกว่า…ไปเผาผี!

อ้อ! ส้มโออัมพวาก็ขึ้นชื่อลือชาเหมือนกัน นะคะ

คุณครูสมทรงมีสวนส้มโอมากมาย ก่อนนั้นก็เป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่ปลูกกันมาสมัยปู่ย่าตายาย เมื่อได้ศึกษาค้นคว้าอยู่หลายปีก็พบว่าส้มโอพันธุ์ขาวพวงหรือขาวแป้นอะไรพวก นี้จะเหมาะกับดินและน้ำแถวนครชัยศรี นครปฐมมากกว่าที่อัมพวา

ก็เลยได้พันธุ์ขาวใหญ่มาปลูกแพร่หลาย ใช้ปุ๋ยชีวภาพที่ไม่มีอันตราย กับดินจากนาเกลือมาโรยโคนต้น เขาเรียกเสียไพเราะน่าฟังว่า “ดอกเกลือ”

แหม! ดิฉันก็มัวแต่พูดถึงผลไม้ดังๆ ของอัมพวาเสียเพลิน แต่รับรองว่าไม่ลืมเรื่องขนหัวลุกหรอกค่ะ!

สมัยเด็กๆ ดิฉันมีเพื่อนบ้านที่สนิทกันคือลุงป่วนกับป้ากลีบ สองผัวเมียอายุเกือบห้าสิบแล้วค่ะ แต่ก็ยังแข็งแรงไม่แพ้หนุ่มสาว เพราะอาชีพชาว สวนทำให้ได้ออกกำลังเกือบทั้งวัน มีลูกชายคนเดียวชื่อพี่เปลวก็ไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ

ตอนที่ดิฉันใกล้จะขึ้นป.4 พ่อแม่ก็พาไปเยี่ยมญาติที่วงเวียนใหญ่ ยังได้มีโอกาสพบกับพี่เปลวเลยค่ะ เพราะคนบ้านเราไปอยู่ที่นั่นหลายคน

…พ่อแม่พาดิฉันไปไหว้พระวัดพระแก้ว, วัดโพธิ์และเที่ยวตลาดนัดท้องสนามหลวงน่าตื่นเต้นมากเลย…เกิดมาไม่เคยเห็น ตลาดอะไรจะใหญ่โตเหมือนที่นั่นมาก่อน

แต่เมื่อกลับไปถึงบ้านได้แค่วันเดียว รุ่งขึ้นก็โดนผีหลอกอย่างจัง!

“ไปเผาผียายทองห่อน่ะซี!”

“ยายทองห่อเดินมากับป้าหยกๆ นี่นา” ดิฉันบอกเสียงสั่นๆ “นั่นไง! แกยืนตัวแข็งอยู่ที่นั่น!”

“เฮ้ย!” ป้ากลีบร้องลั่น กลับเป็นฝ่ายกอดดิฉันแน่นขณะที่หันไปดู…ท่ามกลางเสียงหมาหอนมาจากวัด ยอดลิ้นจี่ไหวซ่าอยู่กับสายลม…ร่างของยายทองห่อค่อยๆ เลือนรางจางหายไปต่อหน้าต่อตาเรา ป้ากลีบนึกขึ้นได้ก็ควักผ้าสีแดงออกมาเช็ดน้ำตา

ที่ อัมพวาไม่ได้พูดว่า “ไปเผาศพ” หรอกนะคะ แต่นิยมพูดว่า “ไปเผาผี” กันแทบทั้งนั้น คนที่ไปเผาผีก็มักจะมีฟืนติดมือไปด้วยคนละท่อน คล้ายจะเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดกันมานมนานแล้วว่าต้องถือฟืนไปช่วยเผาผีกัน ทุกคน

พวกเราเล่นซ่อนแอบกันต่อไป…คิดว่าเดี๋ยวป้ากลีบคงจะเดินกลับบ้านเพราะวัดตาพรหมอยู่ใกล้ๆ นั่นเอง

อีก ราว ครึ่งชั่วโมง ดิฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพ่อแม่คงจะไปเผาผีกับเขาด้วย เลยเดินย้อนไปที่บ้าน…แต่กลับเห็นป้ากลีบเดินมากับยายทองห่อ รูปร่างผอมสูง ผิวดำ แต่งตัวดำขาวคล้ายๆ กัน ยายทองห่อทำท่าจะเลี้ยวไปบ้านแกก่อน ดิฉันก็ถามป้ากลีบว่า…ไปเผาผีใครมาล่ะป้า?

คำตอบของแกทำให้ดิฉันใจหายวาบ ผวาไปกอดเอวป้ากลีบอย่างลืมตัว

“โถ…อุตส่าห์มาส่งถึงบ้านเชียวหรือพี่ทองห่อ? ขอบใจละนะ ขอให้ไปที่ชอบๆ เถอะ อย่ามาให้เด็กเล็กเห็นอีกเลย เดี๋ยวมันจะขวัญหนีดีฝ่อตาย”

ดิฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น…ต้องยกมือไหว้ให้ป้ากลีบไปส่งบ้าน พ่อกับแม่เพิ่งกลับมาจากวัดพอดี…ดิฉันนึกถึงหน้าตาของยายทองห่อดิฉันก็ ปล่อยโฮออกมาตอนนั้นเอง!

ถ้ำใต้ดิน

เหวนรกนั้นชื่อก็บอกตรงตัวอยู่แล้ว ที่แน่ๆ ก็คือมี สัตว์ตกลงไปตายมากมายเพราะพลาดพลั้ง หรือลื่นพรวดพราด ลอยละลิ่วลงไปแหลกเหลวกับก้อนหินก้นเหวนั่นปะไร!

ถ้าไม่มีคนตาย หรือตายแค่ 2-3 คน ก็คงไม่มีใครยกย่องว่าเป็นเหวนรกหรอกน่า…จริงมั้ยครับ?

ถ้ำมรณะก็เหมือนกัน!

อาจ จะมีสัตว์ร้ายสิงสู่อยู่ในถ้ำ ตั้งแต่เสือ หมี จนถึงงูเห่า งูจงอาง พิษสงขนาดฉกปั๊บเข้าให้ก็ไม่ต้องไปหาหมอให้เสียเวลา…ขุดหลุมฝังได้เลย! เพราะพิษร้ายจากเขี้ยวอสรพิษชนิดนี้แม้ว่าจะไม่รุนแรงเท่างูเห่า แต่มีจำนวนมากมายกว่างูเห่าราวสองเท่าตัว

หมองูที่เสาวภาท่านยืนยันว่า พิษงูจงอางสามารถฆ่าช้างได้ 1 ตัว ฆ่าคนได้ 20 คน!

สาเหตุก็เพราะในป่าเขาลำเนาไพรแสนเปล่าเปลี่ยวนั่นน่ะ เป็นที่สิงสู่ของบรรดาอสุรกายสารพัดชนิด ไม่ว่าผีมีระดับอย่างเจ้าป่าเจ้าเขา รวมทั้งเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่สิงสถิตอยู่ตามต้นไม้และภูเขา ส่วนมากน่ะจ้องจะเอาชีวิตคนท่าเดียว จนใครที่ผ่านไปมาต้องเซ่นวักตั๊กแตนกัน ถึงจะรอดชีวิตไปได้

อ้อ! ที่อยู่ใกล้ถนนรนแคมหน่อย ก็มีคนสร้างศาลให้อยู่เป็นที่เป็นทาง ต้องจุดธูปเทียนบูชา มีผ้าเหลืองผ้าแดงพันไว้อร่ามไปแทบทั้งต้น

ท่านที่ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดไกลๆ คงจะเคยผ่านศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่เหล่านี้มาแล้ว คนเดินทางจะต้องแสดงความเคารพนบไหว้กันแปลกๆ ตามที่ได้ยินว่า “ท่านโปรด”

เช่นจุดประทัดสนั่นหวั่นไหวเมื่อถึงศาล จนคนที่ขับรถตามมาข้างหลังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ พานนึกว่าเกิดปล้นสะดมขึ้นแล้วก็มี!

ต้องกดแตรแป๊นๆๆ แสบแก้วหูคันละ 3 ครั้งติดๆ กันก็มี คิดดูเถอะว่าตอนที่มีรถราผ่านไปมาหลายๆ คัน บรรดาโชเฟอร์กดแตรบูชาเจ้าพ่อหลักหลวง เจ้าแม่เขาชะโงก ดังสนั่นหวั่นไหวติดๆ กันแบบนั้น คนที่ไม่เคยระแคะระคายมาก่อนจะอกสั่นขวัญแขวนขนาดไหน

ที่ไม่เคยกดแตรก็ต้องกด! ที่ไม่ได้ตั้งใจก็สะดุ้งโหยง พลอยบ้าจี้กดแตรลั่นรถ จนคนที่มาด้วยวี้ดว้ายกันระงมก็เคยปรากฏมาแล้ว!

ตกใจจนกดติดๆ กันเกือบสิบทีกว่าจะหยุดได้ ก็ไม่เป็นไร…เผื่อเหลือเผื่อขาดครับของพรรค์นี้ กด แล้วสบายใจ เข้าทำนอง “เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม”

เหวนรก! ถ้ำมรณะ! ต้นไม้ผีสิง…ของพวกนี้ก็ต้องอยู่ในป่าดงเป็นของธรรมดา

 

นอกจากสัตว์ร้ายต่างๆ แล้วก็อาจจะมีถ้ำนรกหลบซ่อนอยู่ตามหลืบถ้ำมืดสลัว ไม่มีปล่องให้แสงแดดส่องลงมาถึง มัวแต่เดินเก้ๆ กังๆ เหลียวซ้ายแลขวาก็อาจจะหล่นวูบ…รู้สึกคล้ายโดนธรณีสูบเมื่อไหร่ไม่รู้ตัว

ลืมตาอีกทีก็เห็นยมบาลแยกเขี้ยวรอคอยอยู่แล้ว อย่าทำล้อเล่นกับถ้ำนรกไปเชียว!

ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ก็คือเรื่องอื้อฉาว “ขุมทองเมืองกาญจน์” ในถ้ำลิเจีย ที่ใครๆ ไปขุดหากันมาหลายสิบปีแล้ว แม้แต่ทุกวันนี้ก็ยังแยกย้ายกันขุดหาทองคำที่เชื่อว่าทหารญี่ปุ่นฝังไว้ก่อน แพ้สงคราม เรียกว่า “ขุมทองโกโบริ” จนกลายเป็น “ขุมทองโกโบเลอะ” ไปแล้ว

ดูในข่าวทีวีจะเห็นมีการตั้งศาลเพียงตา บูชาบัตรพลีด้วยหัวหมูบายศรี แถมเหล้าตามธรรมเนียมไทยๆ เป็นการบอกกล่าวกับขอขมาลาโทษเจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขาเสียก่อน จะได้ไม่เกิดเรื่องอัปมงคล…พูดตรงๆ ว่าไหว้ผีกันละครับ

ไหว้ไปทำไมกัน?

ก็เพราะเชื่อว่ามีวิญญาณเก่าใหม่สิงสู่ซับซ้อนอยู่ในนั้นมากมาย คือในถ้ำนั่นย่อมเคยมีคนยุคก่อนประวัติ ศาสตร์อาศัยอยู่ จนถึงยุคหลังๆ ที่คนเข้าไปหลบแดดหลบฝน หรือแม้แต่หลบสัตว์ร้าย แล้วก็ต้องล้มตายในถ้ำเพราะเจ็บป่วยบ้าง ถูกฆ่าตายจากคนหรือสัตว์บ้าง

ที่น่าสยดสยองกว่านั้นก็คือ…ถูกผีหักคอตาย!!

โดยเฉพาะพวกที่ไปขุดหาสมบัติ ขุดทอง แต่ต้องมาจบชีวิตเพราะตกเหวตาย เป็นไข้ป่าตาย หลงทางหลงถ้ำจนหมดแรงขาดใจตายไปเอง ขนาดระบุชื่อว่าคนนั้นคนนี้ตายเมื่อใด

ในถ้ำนรกที่ว่าก็ต้องตั้งศาลพร้อมเครื่องบัตรพลีอย่างที่ว่า เพื่อให้วิญญาณหลากหลายเหล่านั้นได้มากินเครื่องเซ่นจนอิ่มหนำสำราญ จะได้ไม่โกรธเกรี้ยว มารบกวนการทำงานให้ยุ่งยากเปล่าๆ

แหม! เป็นผีแล้วยังชอบเครื่องเซ่น คนเป็นๆ จะไม่ให้ชอบ “ส่วย” ได้ยังไงกัน?

ซอยนี้มีผี

ผมจำได้แม่นว่าแกนุ่งกางเกงยีนส์ สวมแจ๊กเกตดำ เสื้อตัวในสีส้ม ผมยาวปรกหน้าผาก คาบบุหรี่ติดปากเหมือนที่เคยเห็นทุกครั้ง!

ลม พัดอู้จนเศษกระดาษปลิวว่อน ผมรีบเผ่นกลับบ้าน คิดว่าช่วยเตี่ยปิดร้านแล้วจะได้อาบน้ำ เข้าห้องดูทีวีให้สบายใจ…แต่พอไปถึงก็เห็นเตี่ยท่าทางซึมๆ บอกว่าเพิ่งได้ข่าวเฮียอ๋าโดนคู่อริดักรุมแทงที่สวนมะลิเมื่อตอนเย็น อาการเป็นตายเท่ากัน ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลกลาง!

ร้านแปะเตียงอยู่ในซอยบำรุงรัตน์มาตั้งแต่เตี่ยยังหนุ่ม ปาเข้าไปราว 70 ปี โด่งดังมากเรื่องลูกชิ้นปลาหลายแบบ ล้วนแต่ทำเองทั้งนั้น ลูกชิ้นเหนียวนุ่มน่ากินนักหนา เขาว่าทำจากปลาดาบกับปลาอินทรี ลูกชิ้นกุ้งก็ลือชื่อเช่นกัน รับรองว่าได้กินเนื้อกุ้งล้วนๆ ไม่มีแหกตาผสมแป้งให้เสียยี่ห้อ

ร้านข้าวเสียโปที่ปากซอยเจริญกรุง 19 ฝั่งเดียวกับบ้านผมก็อร่อยเฉียบขาดนัก สมัยก่อนได้ยินเขาเถียงกันว่า ที่ถูกแล้วเรียกว่า “ข้าวเฉียโป” หรือ “ข้าวเสียโป” กันแน่?

คนที่เรียกว่าข้าวเฉียโปก็เพราะเป็นชื่ออาหารจีนอย่างหนึ่ง แต่คนที่ยืนยันว่าเป็นข้าวเสียโปก็เพราะแถวสามยอดสมัยก่อนมีโรงหวย นักพนันที่เสียโปแทบหมดกระเป๋าก็เลยมาหาอาหารถูกๆ ที่หาบขายมากินกันตาย เลยเรียกว่าข้าวเสียโป!

คิดแล้วก็เป็นงงเอาการนะครับ!

ไม่ใช่ข้าวหน้าเป็ด ข้าวหมูแดงหมูกรอบ เพราะเป็นทั้งข้าวหน้าเป็ดผสมกับหมูแดงหมูกรอบ ไหนจะใส่กุนเชียง กระเพาะหมู หูหมู ลิ้นหมู ตับแก้ว (ตับที่ยัดด้วยมันหมู) ราดด้วยน้ำเป็ดย่าง รสชาติหวานมันและเค็มพร้อมสรรพ

ผักที่แนมมาก็ไม่ใช่แตงกวาหรือไช้เท้ากรอบๆ แต่เป็นผักลวก มีทั้งถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง น้ำจิ้มน้ำซีอิ๊วผสมน้ำส้มสายชูรสเด็ดจริงๆ ให้ดิ้นตาย …จานเดียวอิ่มตื้อไปทั้งวัน

ตกลงว่าชื่อข้าวเฉียโปหรือเสียโปกันแน่?

เจ้าของร้านเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนจะมีส่ำเซียนพกอุปกรณ์เล่นพนันเป็นไม้กระบอกใส่ติ้วเป็นสีๆ มีแต้มคล้ายเซียมซี ใครดึงได้แต้มมากถือว่า “เสียโป” ต้องเสียเงินให้นักเล่นคนอื่นๆ แต่ถ้ามีข้าวหาบสารพัดหน้ามาขายก็ต้องควักกระเป๋าเลี้ยง…นี่เองคือที่มา ของคำว่าเสียโป!

เพราะความที่เป็นคนชอบหาของอร่อยๆ กิน นี่แหละครับ ทำให้ผมเจอะเจอประสบการณ์ขนหัวลุกโดยไม่นึกฝัน

วันนั้นผมช่วยเตี่ยขายของตั้งแต่เช้า เป็นกับข้าวที่กินกับข้าวต้มเหมือนตอนเช้า ผมเลยหลบไปร้านแปะเตียง เล็กแห้งลูกชิ้นปลา-เล็กต้มยำใส่ทั้งลูกชิ้นปลากับลูกชิ้นกุ้ง

กลับไปทำงานต่อจนตกค่ำ รีบล้างหน้าล้างตาบึ่งไปเจริญกรุงซอย 19 เพราะหิวเต็มทน

ตอนนั้นราวทุ่มเศษ ผมยืนรอสักครู่ก็ได้โต๊ะว่าง สั่งข้าวเสียโปแบบแยกเครื่องมาหม่ำทันที… มองไปที่หน้าร้านก็เห็นคนมายืนออกันราว 5-6 คน จะทันหรือเปล่าก็ไม่รู้เพราะร้านเขาปิดแค่สองทุ่มเท่านั้นเอง

รู้สึกจะคุ้นหน้าอยู่คนสองคน พอหันไปอีกทีก็ใช่เลย เฮียอ๋า-คนดังย่านพลับพลาไชย แกเป็นเพื่อนรุ่นน้องของเตี่ยผมเอง…เฮียอ๋าพยักหน้าให้ผมยิ้มๆ แบบทักทาย ผมจะเรียกมาร่วมโต๊ะก็ไม่ได้ครับ ไหนจะโต๊ะเล็ก แถมนั่งกันเต็มอีกต่างหาก

ข้างนอกลมพัดแรง ฝนทำท่าจะเทลงมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้!

รีบก้มหน้าก้มตากินอาหารเร็วขึ้น ไม่อยากให้คนหิวต้องรอไส้แขวนนานนักหรอกครับ อกเขาอกเรา! แต่พอจ่ายเงินเสร็จเดินออกมาก็ไม่เห็นเฮียอ๋าซะแล้ว

จะว่าแกขี้เกียจรอเลยไปหากินร้านอื่นก็ไม่ใช่ เพราะเฮียอ๋าเป็นแฟนประจำข้าวเสียโปเหมือนผม แต่จะว่าแกได้โต๊ะว่างเข้าไปตอนผมก้มหน้าควักเงิน…หันไปดูในร้านเล็กๆ นั่นก็ไม่เห็นเฮียอ๋าแม้แต่เงา

 

ผมอ้าปากค้าง ขนหัวลุกเกรียว ร้องแต่ว่าไม่จริงๆ ขณะที่เตี่ยพูดต่อโดยไม่สนใจ

“พรุ่งนี้อั๊วจะไปเยี่ยมมันหน่อย ชั่วๆ ดีๆ มันก็ไม่เคยมาระรานเรา เรียกอั๊วว่าเฮียตั้งแต่เด็กจนโต”

ผมทนไม่ไหวก็ร้องว่า เพิ่งเห็นเฮียอ๋าที่หน้าร้านเสียโปมาหยกๆ…เตี่ยส่ายหน้าโดยไม่พูดไม่จา รุ่งขึ้นไปเยี่ยมเฮียอ๋าแล้วกลับมาบอกว่าโดนแทงสาหัสจนหมอช่วยไม่ไหว เพิ่งสิ้นใจเมื่อตอนกลางดึกนี่เอง

แล้วที่ผมเห็นเมื่อตอนค่ำวานคืออะไรกันแน่ล่ะ?

ถึงตอนนั้นเฮียอ๋ายังไม่สิ้นลมก็ออกจากโรงพยาบาลมารอกินข้าวเสียโปไม่ได้แน่ๆ คิดไม่ออกจริงๆ ได้แต่ขนหัวลุกครับ!

ผียาเสพติด

ผีไทยดิฉัน เช่าห้องอยู่ในซอยลอยมา ข้ามถนนใหญ่มาก็เลี้ยวเข้าซอยได้เลย เพราะยังไม่มีสะพานลอยเหมือนเดี๋ยวนี้ เพื่อนร่วมห้องชื่อแก้ว-คนบ้านหมี่เหมือนกัน แถมทำงานแบบเดียวกันอีกด้วย เพียงแต่อยู่คนละคาเฟ่ที่อยู่ใกล้ๆ กันเท่านั้น

ซอยนั้นจะเรียกว่าเป็นชุมทางห้องแบ่งเช่าก็เห็นจะไม่ผิดนัก!

ปาก ซอยมีร้านขายหอยทอดสวัสดี เข้าไปหน่อยก็มีร้านซักรีดเสื้อผ้า ร้านเสริมสวยที่อยู่ตรงข้ามห้องเช่าของเราพอดี ถัดเข้าไปยังมีบ้านแบ่งห้องเช่าอีกไม่ต่ำกว่าสิบแห่ง ของเราถือว่าใกล้ที่สุด สะดวกและปลอดภัยพอสมควร เพราะมีประตูใหญ่ที่ล็อกด้านใน 24 ชั่วโมง คนเช่าถึงจะมีกุญแจไขเข้าไปได้ค่ะ

ถ้ามีเพื่อนหรือแฟนมาหาก็ต้องกด กริ่ง บอกชื่อเสียงว่าจะพบใครแล้วเขาถึงจะเปิดประตูรับ…เดินเข้าไปก็จะพบห้องของ พนักงานด้านหน้าที่มักง่วนอยู่กับการรับโทรศัพท์แทบตลอดทั้งวัน

สมัย นั้นที่ห้องเช่าดิฉันยังไม่มีโทรศัพท์หรอกค่ะ ไม่ใช่มือถือเกลื่อนเมืองอย่างปัจจุบัน ถ้ามีใครโทร.มาหา ผู้ช่วยพนักงานก็จะวิ่งมาเคาะประตูห้องเรียก…ค่าตามไปรับโทรศัพท์คือ 5 บาท ใครขี้เหนียวและรู้ว่าจะมีแฟนโทร.มาหาก็จะไปยืนเกร่แถวหน้าห้องนั้นเลย

มีโรงหนัง 5-6 โรง มากพอๆ กับโรงแรมม่านรูด ไหนจะบาร์ผีที่มีสาวเต้นอะโกโก้ ซึ่งถือว่าเป็นโชว์ยอดฮิตที่ขาดไม่ได้ ตั้งแต่เต้นธรรมดาจนถึงการโชว์วิตถารต่างๆ นานา…ก่อนจะถึงยุคของสาวโคโยตี้ในยุคต่อมาจนถึงทุกวันนี้

คน เช่าส่วนมากไม่ทำงานคาเฟ่ก็โรงแรม ใช้ชีวิตกลางคืนกันแทบทั้งนั้น นอนตื่นเที่ยงหรือบ่าย อาบน้ำล้างหน้าในห้องรวมแล้วก็แต่งตัวง่ายๆ หลายคนก็เล่นชุดนอนไปแวะส่งเสื้อผ้าให้ร้านซักรีด หาอะไรกินที่ปากซอย หรือแผงข้าวเหนียว ไก่ย่าง ส้มตำ แล้วก็มาแวะร้านทำผมก่อนเข้าห้อง เปิดเทปฟังเพลงบ้าง ซ้อมเพลงบ้างสำหรับพวกนักร้อง

พักผ่อนได้ไม่นานก็ถึงเวลาเย็น ต้องอาบน้ำแต่งตัวไปทำงานกันแล้ว!

ห้อง เช่าของเรามีข้อเสียนิดหน่อยตรงที่ผ่านหลังตึกแถวตอนกลางคืนมาถึงประตูรั้ว ค่อนข้างมืดและเปลี่ยว แต่พวกเราอยู่กันมาหลายเดือนจนไม่ค่อยหวาดกลัวอะไรนัก

บางคืนกลับมา สองคนเห็นเงาใครตะคุ่มๆ นั่งบ้างยืนบ้างอยู่ข้างรั้วก็นึกหวาดๆ อยู่เหมือนกัน เพราะปาเข้าไปตีสามกว่าๆ แล้วนี่คะ ต้องรีบเดินพร้อมกับเตรียมลูกกุญแจมาไขไว้ก่อน…สังเกตว่าคนที่ซุกตัวอยู่ มืดๆ เงียบๆ หันมามองจนน่าเสียวสันหลังเอาการ

พวกทาสยาเสพติดน่ะแหละ ค่ะ นึกแล้วก็น่าสงสารเหมือนกัน…พวกเขาคะนองตามเพื่อน อยากโชว์หรืออวดศักดิ์ศรีว่าตัวเองเก่ง เสพยาก็ไม่ติด! จะเลิกเมื่อไหร่ก็ได้! เฮ้อ…

คืนหนึ่ง เราก็พบกับเรื่องน่าตื่นเต้นเข้าจังๆ

แก้ว เดินหน้าก้าวยาวๆ ไปที่ประตู ดิฉันมัวแต่หันไปมองร่างผ่ายผอมในชุดสีทึบ กลิ่นเหงื่อไคลสาบๆ กระทบจมูกจนเกือบจะเบือนหน้าหนี พอดีเขายื่นมือสั่นเทามาดักหน้า พึมพำแหบเครือว่า…พี่ ขอตังค์ผมกินข้าวหน่อยเถอะครับ ผมหิว…

ดิฉันใจอ่อนยวบ โถ…เด็กหนุ่มอายุราวยี่สิบแท้ๆ ต้องตกอยู่ในสภาพครึ่งผีครึ่งคน เพราะเฮโรอีนแท้ๆ เลยควักแบงก์ใบละ 20 บาทส่งให้ เขายกมือไหว้ท่วมหัว ขอบคุณ เสียงปนสะอื้น รีบก้าวยาวๆ ไปทางก้นซอย… เขาคงรีบร้อนไปหาซื้อยาเสพติดฉีดเข้าเส้นที่นั่น

ตอนนั้นยังไม่มียาบ้าค่ะ…ถ้าไม่มีเงินจริงๆ เขาอาจจะก่ออาชญากรรมอะไรก็ได้ หรือแม้แต่ลงแดงตายตามที่เคยได้ยินข่าวบ่อยครั้ง

“ทีหลังอย่าไปให้มัน” แก้วพูดเสียงดุ “ไอ้พวกนี้เคยตัว เดี๋ยวก็มาไถเงินอีก”

คืนต่อมา ดิฉันเห็นเขานั่งพิงรั้ว ท่าทางทอดอาลัยตายอยาก นึกจะควักเงินให้สัก 20 บาท ก็พอดีเขายกมือทั้งสองขึ้นปิดหน้า สะอื้นเบาๆ อยู่ในความสลัวและเยือกเย็น เล่นเอาดิฉันชะงัก หยิบเงินออกมาถือค้าง…ขณะที่ภาพนั้นค่อยๆ เลือนรางจางหายไปต่อหน้าต่อตา

เสียงหมาจรจัดหอนโหยหวนมาจากก้นซอย ดิฉันออกวิ่งตามหลังแก้วที่ยืนหน้าซีดเซียว พึมพำว่า…ถ้าเมื่อคืนเธอให้เงินมันไปเสพยาก็คงยังไม่ตาย…ขนหัวลุกค่ะ!

ปรากฏ ว่าจริงอย่างที่แก้วพูดเลยค่ะ คืนรุ่งขึ้นก็เห็นเขามายืนรอเรา ยื่นมือสั่นริกมาหา พูดคำเดิมๆ ว่าขอเงินไปกินข้าว ดิฉันสองจิตสองใจ หันมองเพื่อนก็เห็นเธอจ้องเขม็งเลยตัดสินใจส่ายหน้า รีบเดินตามแก้วเข้าประตูแล้วรีบปิดทันที

แก้วเล่าว่า พอดิฉันผละมา เขาก็หันไปหาเพื่อนพูดอะไรพึมพำ ยกสองมือขึ้นปิดหน้า ทำท่าเหมือนกำลังสะอื้นด้วยความผิดหวัง เจ็บปวดสุดขีด…คืนนั้นดิฉันนอนลืมตาโพลงหลับตาก็เห็นแต่ภาพน่าเวทนานั้น บีบคั้นความรู้สึกให้สลดหดหู่อย่างบอกไม่ถูก

เจดีย์ผี

ผีดุวันเผาศพเกิดดินฟ้าอากาศแปรปรวน เมฆหนาทึบลอยลงต่ำ ลมพัดแรงจนกลายเป็นพายุอื้ออึง ต้นไม้ใหญ่น้อยไหวโยก ตามแรงลมโหมกระหน่ำ ทำท่าจะถอนรากถอนโคนจนคน มาเผาศพหน้าถอดสี นัยน์ตาเลิ่กลั่กไปตามๆ กัน พวกเด็กๆ ล้วนกอดแขนพ่อแม่แน่นด้วยความหวาดหวั่น บางคนถึงกับร้องไห้ก็มี

ในยามค่ำคืนจะแว่วเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังแว่วมาตามสายลม หมูหมาก็หอนเสียงโหยหวน เยือกเย็นจับใจ พระเณรเล่าว่าเคยเห็นน้าคำอุ้มลูกออกมาจากเจดีย์ แล้วหยุดยืนอยู่ข้างกุฏิ แหงนหน้าขาวซีดขึ้นมาจ้องมอง…เห็นชัดในแสงจันทร์เล่นเอาต้องปิดหน้าต่าง โครมครามเข้ามุ้งคลุมโปงทันที

บางคืนตอนดึกๆ จะได้ยินเสียงบันไดเก่าๆ ลั่นเอี๊ยดอ๊าด บ่งบอกว่าปีศาจตายทั้งกลมกำลังก้าวขึ้นมา โดยไม่ได้แยแส ว่าเป็นกุฏิของพระเณรแต่อย่างใด

เสียงสลัดเสื่อพึ่บพั่บ กับเสียงม้วนเสื่อตอนค่อนรุ่ง ไม่ช้าก็มีเสียงหมาหอนจากใต้ถุนกุฏิตามไปจนถึงเจดีย์อันเป็นที่เก็บกระดูก ของน้าคำ…แสดงว่าผีแม่ลูกมาอาศัยหลับนอนในกุฏิพระนั่นเอง!

ในที่สุดพระเณรก็ทนไม่ไหว ย้ายหนีไปเกือบหมดสิ้น ผู้ใหญ่พูนรู้ข่าวก็ร้อนใจไปตามหลวงตาโฮมจากอำเภอมาช่วยเหลือ ได้ถามสาเหตุก็ได้ความว่าเจดีย์แตกร้าวไม่อาจจะคุ้มแดดคุ้มฝนได้ วิญญาณได้รับความเดือดร้อนจึงต้องไปอาศัยกุฏิพระอยู่

เรื่องผีๆ สางๆ ค่อนข้างแปลกอยู่อย่าง คือคนไม่กลัวผีแต่อยากเจอผีมักจะผิดหวังไม่ได้เจอะเจอภูตผีตามต้องการ ตรงข้ามกับคนกลัวผี แม้ว่าไม่อยากจะพบเห็นเลยสักครั้งเดียว แต่ภูตผีปีศาจก็มักจะมาปรากฏให้เห็นในรูปแบบต่างๆ เช่น เป็น อสุรกายบ้าง เป็นคนปกติบ้าง

หลายๆ รายก็ปรากฏแต่เสียงที่แปลกประหลาด น่าขนลุกขนพอง หรือไม่เป็นกลิ่นสาบสางจนถึงเหม็นเน่า ทำให้รู้แน่ว่าโดนผีหลอกเข้าให้แล้ว

สาเหตุเพราะมายาการมากมายเช่นนี้เอง จึงเรียกขานกันโดยทั่วไปว่า “ผีหลอก”

ผู้เฒ่าผู้แก่บ้านผมที่มหาสารคามเคยให้ความรู้ว่า ขึ้นชื่อว่าผีแล้วย่อมมีทั้งดุมาก และดุน้อยแตกต่างกันไป ส่วนมากผีที่ตายตามธรรมชาติคือแก่ตาย หรือถึงแก่อายุขัยมักจะไม่ดุร้ายอะไร ตรงข้ามกับผีตายโหง เช่น ถูกฆ่าตายหรือฆ่าตัวตายจะดุร้าย น่ากลัวที่สุด

ผีกำลังตั้งท้องด้วย เรียกว่าตายท้องกลม หรือ “ตายทั้งกลม” จะยิ่งดุร้ายสาหัสเป็นทวีคูณ!

สมัยเด็กผมอยู่ตำบลหนองกุง อำเภอเมือง เคยเกิดเรื่องสยองขวัญเมื่อมีผู้หญิงตายเพราะการคลอดลูก ชื่อน้าคำ เป็นเมียผู้ใหญ่บ้านชื่อลุงพูน ผีน้าคำดุร้ายที่สุด ไม่เลือกว่าพระเณรล้วนโดนแกหลอกแทบปางตายทั้งนั้น

เคยได้ยินว่าเขาไม่นิยมเผาผีตายทั้งกลม แต่จะฝังไว้ก่อน เป็นปี ส่วนบ้านผมเมื่อสวดสามวันแล้วก็นำศพน้าคำไปเผาที่วัด

ผมจำเหตุการณ์วันนั้นได้ติดตามาถึงทุกวันนี้!

เมื่อพระสวดเสร็จก็ทำพิธีเผาศพง่ายๆ ชาวบ้านนั่งยองๆ พนมมือ บ้างก็นั่งกับพื้นมองดูไฟลุกคึ่กๆ ในกองฟอน ควันดำโขมงพลุ่งขึ้นมาเป็นสาย ส่ายพุ่งไปตามลมเหมือนมีชีวิตชีวากระนั้น

จู่ๆ ก็มีเสียงร้องกรี๊ดๆ ออกมาจากกองไฟที่กำลังลุกโชน…เสียงของน้าคำชัดๆ

พวกเด็กร้องไห้จ้า ชาวบ้านผงะหน้า คนที่นั่งยองๆ หงายหลังตึงลงไป ตาเหลือกลานสายลมยิ่งพัดกระหน่ำ เถ้าถ่าน ปลิวว่อนไปหมด เสียงร้องกรี๊ดๆ อย่างเจ็บปวดฟังแล้ว ชวนให้สยดสยองสิ้นดี ผู้หญิงทั้งแก่และสาวเป็นลมเป็นแล้ง ไปหลายคน

ชาวบ้านที่กลัวจนทนไม่ไหวถึงกับยกมือไหว้พระ แล้วจ้ำอ้าวกลับบ้านไปก่อนที่จะเผาศพเสร็จสิ้น!

ในที่สุดก็เผาศพได้เรียบร้อย ผู้ใหญ่พูนนำกระดูกลูกเมียไปใส่ไว้ในเจดีย์ข้างวัดนั่นเอง…แต่วิญญาณดุ ร้ายของผีตายทั้งกลม ก็ออกมาอาละวาด เล่นเอาผู้คนขวัญหนีดีฝ่อไปตามๆ กัน

ตอนโพล้เพล้มีคนเห็นน้าคำนั่งอุ้มลูกพิงเจดีย์ บางวันก็เดินไปมาช้าๆ อยู่รอบเจดีย์นั้น ท่ามกลางเสียงยอดโพธิ์ยอดไทรสะบัดกิ่งใบซู่ซ่าแทบไม่ขาดเสียง

อย่านึกว่าจะกลัวแดดกลัวฝนแต่มนุษย์เท่านั้น แม้จะเหลือเพียงวิญญาณ กลายเป็นผีเป็นสางไปแล้วก็ยังกลัวแดดและเกลียดฝนเหมือนผู้คนทั่วๆ ไปเช่นกัน

หลวงตาจึงให้ผู้ใหญ่พูนทำบุญกระดูกลูกเมีย แล้วซ่อมแซมเจดีย์จนเรียบร้อย…ปีศาจน้าคำก็สงบสุขตั้งแต่นั้นมา!

raising scary

I find it is very impressive. Today we still do not talk about it. It proves that there is a real spirit. And I have another story to tell. As I told him I read in a book.

“Anime” raising experience when Spirits Revisited * I like to read books about spirituality. And various mystery may be because in real life, I find that this is a routine matter.

One day I was writing a book. A bit difficult to read. And the lyrics are perpetuated. But it did not discourage me. Because it is the American spirit he repeated.

I was glad to read it. I have found that I was quite skeptical about ghost spirit … and experience. His strikingly similar to our time. This is not true, however, that a ghost?
Billy said. After the funeral of her mother, she was back at home with his mother, exhausted by fatigue. That is not me. Because her mother is here. I had a baby in one month.

On arrival at home mom. Billy put the baby in the chair. It is a small chair. That looks out over the seat. But strong. End safe and can be placed on the same line with a safety strap. She’s leaning down on the sofa. I put my head down on a pillow. Billy saw the glow of the light, the door is free bright white light and then … and then formed her!

I figure it is clear that some see-through. Bright and glowing light.

Billy’s mother, wearing a white coat is very shiny and beautiful mother, Billy has seen this before …

You walk straight into the cot. It is not attached to the floor. It floats six inches above the feet. Then he looks down at his nephew. Child while putting his hand on his chin and said, “I love kids”.

Stroke on the little kids. He looked up and smiled at her before breaking away.

I told my story first.

As I already said that. I tend to have these very often and tell your friends that Six Senses Health. Or the sixth sense almost be seen as a ghost anyway. But not even then. It was lucky … I’m not buying bare heads and wear wigs.

The coolest place over 30 years ago when I was only 12 years old!

I slept with my sister in our bedroom. Were in separate beds. Table between them. Sister sleeping in the room against the wall.

One night about two. I just woke up. Which seems very strange. Because children tend to sleep, then downed the morning. But that night, and I feel that someone is coming. Normal sleep is unlit fire. I open my eyes in the dark. The door was opened … it was not even open. We locked Dibdi? That’s … not to forget …

One came. I immediately opened fire on the bed. The sisters do not sleep.

Who is “Uncle flour” of my own that I love her a lot. At the time she was 24 years old, is the youngest of my mother, and very likely starch master’s degree. I have a company car salary recognizable luxury brands Jaguar. Brown is shiny. I look back to where I was.

I was relieved to see that it is worth the dough. I wonder why that mirror came late at night like this?

It appears that she came to my bed and sat down beside the bed. I also feel the weight buckled down. Her face is not pretty … but it looks like a mask! It was dry. Bleaching powder also weird … what the touching finger to my mouth, I was quite calm as she said softly, “I will go. I told her that I was fine. No pain, no suffering. Everything is fine “.

She had just stood up and walked out. I looked up the follows. Noticed that her feet on the ground … it’s not like she was floating in mid-air.

Only thing I scuttled to the mother’s mother told me that I was dreaming … but I know that when a car overturned flour. Died when hit one over the other.

The story is a woman from Florida named Billy. I like my name. But is spelled differently spelled B – I – Double L – a – e. Not spelled with a y.

Her mother died at the age of 52 years of cancer!

It is just this kind of activity. But I read it and I was delighted with the spirit of walking the earth like we do not see it?