ตายโหง

24 entries have been tagged with ตายโหง.

วิญญาณนรกมาเยือน

พูดถึง “ผีอำ” นี่ผมว่าทุกคนคงเคยโดนมาแล้วทั้งนั้น อธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ว่าเรานอนทับเส้น เลือดลมเดินไม่สะดวกเลยเกิดอาการคล้ายอัมพาตชั่วคราว บวกกับอาการสะลึมสะลือ อยากตื่นแต่ขยับตัวไม่ได้ ลุกไม่ขึ้น และตกอยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น คราวนี้พอมองเห็นอะไรอย่าง เงา หรือเสื้อผ้าที่แขวนอยู่มืดๆ จิตก็เอาไปจินตนาการเห็นเป็นผีเป็นสางไป…พูดง่ายๆ ว่าประสาทหลอนนั่นเอง

สยอง ยิ่งกว่านั้น คือความหนาวเหน็บจับใจ แทงเข้าไปถึงกระดูกดำทั้งร่าง หนาวอย่างบอกไม่ถูก คล้ายกับความอบอุ่นแห่งชีวิตทั้งหมดถูกสูบออกไปอย่างฉับพลัน

ทันใด นั้น ผมมองเห็นร่างที่น่ากลัวที่สุดร่างหนึ่งนั่งอยู่บนเตียง ที่แม่กับป้ากำลังคุยกันอยู่…มันก้มลงมองผม ใบหน้ามีแต่เนื้อแห้งๆ ติดกระดูกเป็นหย่อมๆ ตากลวงโบ๋ จมูกโหว่ และปากก็น่าเกลียดน่ากลัวเหลือเกิน…

มันมีปากครับ แต่แห้งและร่นขึ้นไปจนฟันยื่นออกมา ผมเผ้าของมันเกรอะกรังรุงรัง และนั่น…รอบคอของมันมีเชือกเปื้อนเลือดเปื้อนน้ำเหลืองรัดอยู่แน่น มันครางเสียงแหบๆ และก้มลงมาเรื่อยๆ จนห่างจากหน้าผมแค่คืบ กลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งแทบสำลัก มือสองข้างของมันยืดออกมายึดแขนผมไว้แน่นจนผมเจ็บ….

รู้สึกว่าตัว เองอยู่ในอีกมิติหนึ่ง ทั้งๆ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องยังชัดเจนราวกับผมไม่ได้หลับ…แม่กับป้าคุยกัน พี่เอ้กับอั๋นทำท่าง่วง แล้วลงมานอนข้างผม

 

น่ากลัวอยู่เหมือนกัน แต่มันไม่ใช่ผี! เวลาใครมาเล่าเรื่องผีอำ ผมก็ฟังไปงั้นๆ เพราะไม่คิดว่าเป็นผีเป็นสางซักนิดเดียว

จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นกับตัวผมเมื่อต้นปีนี้เอง!

ผมไปค้างบ้านคุณป้าที่นครสวรรค์ ตอนนั้นเราไปทำบุญกัน มีผม แม่ พี่สาวและน้องชาย เรานอนรวมกันในห้องของคุณป้า ส่วนลุงเขยซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เสียสละย้ายไปนอนห้องรับแขก

จริงๆ แล้วบ้านนี้เป็นบ้านเช่าครับ คุณป้ากับคุณลุงเป็นคนกรุงเทพฯ แต่เมื่อมาทำงานที่นี่ก็เลยหาบ้านที่อยู่สะดวกสบายอยู่กันสองคนตายาย เพราะลูกสาวยังเรียนอยู่อเมริกา

คืนนั้นผมปูที่นอนลงกับพื้นข้างเตียง วางเรียงไปสามที่คือผมกับพี่สาวและน้องชาย ส่วนคุณป้ากับแม่นอนบนเตียง

ดึกมากแล้วครับ..สองยามกว่าเห็นจะได้ แม่ยังคุยกับคุณป้าโดยมีพี่เอ้และน้องอั๋นนั่งร่วมวงด้วย ส่วนผมนอนฟังเขาคุยกัน รู้สึกเหมือนจะไม่สบายยังไงไม่รู้ อาจเป็นเพราะนั่งรถไฟมาตั้งห้าชั่วโมงกว่า แล้วยังมาช่วยคุณป้าซื้อของทำบุญสำหรับพรุ่งนี้อีก

ผมรู้สึกง่วงงุนอย่างประหลาด จำได้ว่าตัวเองนอนหงาย มือขวาวางบนอก และทันทีที่หลับตาก็รู้สึกเหมือนมีแรงแม่เหล็กดึงจิตใจผมให้ดิ่งลง…ดิ่ง ลง…

ผมไม่เคยเป็นแบบนี้เลยครับ ก็เลยพยายามดิ้นรนและลืมตาขึ้น ทุกอย่างในห้องยังปกติ…เสียงแม่กับคุณป้าคุยกัน สลับกับเสียงหัวเราะของพี่เอ้กับน้องอั๋น ผมถอนใจแล้วหลับตาลงอีก…ความรู้สึกเดิมก็กลับมา! มันน่ากลัวจริงๆ เหมือนมีอะไรฉุดดึงให้เราดิ่งลิ่วๆ ลงไปในหุบเหวที่มืดมน…

คราวนี้ผมไม่สามารถช่วยให้ตัวเองหลุดพ้นจากมัน ได้เลย!

“อ๊อด” เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากผีอำ

ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบฟัง เรื่องผีมาก ฟังแล้วก็กลัวจนอยู่คนเดียวไม่ได้ จนตอนนี้อายุ 20 ปีแล้วก็ยังเหมือนเดิมครับ แต่ผมไม่เชื่อเรื่องผีอำ นอกจากจะคิดไปเองเท่านั้น

 

ด้วยเรี่ยวแรงที่เหลือเพียงน้อยนิด ผมร้องออกมาและเห็นพี่เอ้ชะงักจากการปัดหมอนปัดที่นอน เธอมองผมแล้วหัวเราะ คล้ายขำว่าผมนอนกัดฟัน นอนละเมอ! โธ่เอ๋ย…ผมกำลังจะขาดใจตายอยู่แล้ว!

ขอนิดเดียว…ขอให้เธอจับตัวผมเขย่า…

คำภาวนาของผมได้ผล!

พี่เอ้จับแขนผมเขย่าเบาๆ เท่านั้นละครับ ผมตื่นขึ้นมาเต็มที่ ผีร้ายหายไป แต่ผมยังเจ็บแขนไม่หายเลย…เจ็บทั้งสองข้าง! ผมร้องว่าถูกผีอำ ผีหลอกเกือบตาย…

ปรากฏว่าบ้านที่คุณป้ามาเช่านี้ ชาวบ้านเขาลือกันว่าเป็นบ้านผีสิง เพราะเจ้าของบ้านผูกคอตายอยู่เดียวดาย กว่าจะมีคนมาพบศพก็เป็นเดือนแน่ะครับ

คุณลุงคุณป้าไม่กลัวผี ส่วนผีตนนั้นก็ไม่มาหลอกท่าน เพิ่งจะมาโดนแจ๊กพอตที่ผมนี่แหละ ผู้ใหญ่บอกว่าเขาคงมาขอส่วนบุญน่ะ

ผมเชื่อว่างานนี้ผีมาจริงๆ ก็เพราะผมไม่เคย รู้เรื่องคนผูกคอตายมาก่อนเลย แต่สิ่งที่ผม เจอน่ะมันตรงกับข้อมูลประวัติของบ้านนี้อย่างน่าขนลุกครับ!

ผีหลอกหลอนเมื่อเล่นบาคาร่า

คืนนั้นดึกแล้ว พี่เดือนอ่อนแรงลงทุกทีบาคาร่า นอนหลับๆ ตื่นๆ และมักร้องครางด้วยความเจ็บปวด ดิฉันรู้ดีว่าเธอทำใจได้แล้ว ยินดีต้อนรับความตายอย่างหน้าชื่น…แต่ร่างกายของเธอล่ะ มันจะยินยอมพร้อมใจด้วยหรือเปล่าหนอ?

แว่วเสียงคราง ดิฉันรีบลุกไปยืนข้างเตียงคนไข้ทันที เปิดไฟสว่างขึ้น ร้องเรียกชื่อเธอตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นพี่เดือนกระสับกระส่าย ดิ้นรน…แม้จิตใจจะยินยอม แต่ร่างกายยังต่อสู้กับความตายตามสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิต หวงแหนลมหายใจของตนจนถึงวาระสุดท้ายดิฉันกดกริ่งเรียกพยาบาล ร้องร่ำเรียกชื่อพี่เดือนซ้ำๆ กัน เห็นหน้าเธอขาวซีดเหมือนสีผึ้ง หอบหายใจลึกๆ สั้นๆ ก่อนจะหยุดนิ่ง เช่นเดียวกับอาการกระตุกที่ไหล่ทั้งสอง…ขณะที่พยาบาลสองคนผลุนผลันเข้ามา

มนุษย์ทุกคนย่อมจะไม่มีใครหนีพ้นการเกิด แก่ เจ็บ ตายไปได้เด็ดขาด แต่ที่น่าสยดสยองก็คือความตาย-เวลาอันสุดโหดของมนุษย์เราทุกคน “โชคดีที่ตายก่อน” คือสัจจธรรมค่ะ

เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ต้องตายแน่ๆ แล้ว ใครบาคาร่าตายเร็วก็ทรมานน้อย แต่ถ้าใครต้องรอแล้วรออีก กระสับกระส่าย ดิ้นรน ครวญคราง…หรือแม้ว่าจะพูดได้ แต่อาการสั่นกระตุก เกร็ง นัยน์ตาเหลือกลาน ก่อนจะวางวาย มีประกายชีวิตเหลืออยู่น้อยนิดเต็มทีแล้ว

ขอยืนยันว่าคนเราก่อนตายนั้น น่าสยดสยองยิ่งกว่าตายแล้วด้วยซ้ำไป!

บ้านเดิมดิฉันอยู่ชนบท เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าคนดุ ดงนักเลง มีการตีรันฟันแทงกันเป็นประจำ มือปืนขวักไขว่ ฆ่าแกงกันไป-มา ล้างแค้นกันจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

คนที่โดนยิงโดนแทงตายคาที่ หรือไปตายโรงพยาบาลมีหลายราย แต่คนที่เพิ่งโดนอาวุธเจ็บสาหัสใกล้ตาย แต่กระเสือกระสนดิ้นรนอยู่ท่ามกลางชาวบ้านและญาติมิตรที่ตระหนกตกใจจนทำอะไร ไม่ถูก…ดิฉันคิดว่าโดนผีหลอกคงไม่น่ากลัวขนาดนี้หรอกค่ะ

ในชีวิตเคยเห็นคนดิ้นรนก่อนตายไปต่อหน้าถึงสามรายแล้ว!

น้าช้วนโดนคู่อริแทงลิ้นปี่ที่ร้านชำข้างบ้านบาคาร่า มือมีดขึ้นรถหนีไปแล้ว พวกเราได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็วิ่งมาดู ตกตะลึงพรึงเพริดไปตามๆ กันจนทำอะไรไม่ถูกแม้แต่คนเดียว

คนเจ็บนอนดิ้นรนอยู่บนพื้นซีเมนต์หน้าร้าน เลือดเปรอะเต็มอก นัยน์ตาลอยคว้างคล้ายจะไม่รู้ตัว กล้ามเนื้อกระตุกทำให้เกิดอาการดิ้นรนก่อนตาย…ประกายตาดับวูบ แววตาหมองลงทันใด

เมื่อญาติๆ น้าช้วนมาถึงบาคาร่าออนไลน์ จะช่วยกันอุ้มส่งโรงพยาบาล ท่ามกลางเสียงร้องไห้คร่ำครวญ ดวงตาของแกก็เลื่อน ลอยขุ่นมัวราวมีเมฆหมอกสีเทามาปกคลุม น้าชวนหยุดดิ้น…วิญญาณล่องลอยไป

มีเสียงร่ำลือว่าผีน้าช้วนดุนัก แต่ดิฉันไม่เคยเห็นเลย สักครั้ง!

ต่อมาลุงโหมดโดนยิงมาจากดงตาล แกกระเซอะกระเซิงมาจนถึงบ้าน เห็นหน้าขาวซีด หอบฮั่กๆ พี่กิ่งแก้วเป็นพยาบาลสถานีอนามัยออกเวรมาพอดี บอกว่าเสียเลือดมากจนความดันตก หัวใจเต้นเร็วขึ้นเพื่อชดเชยเลือดที่ลดตัวในการบีบของหัวใจแต่ละครั้ง

ในที่สุดร่างกายก็ปรับตัวไม่ได้ ลุงโหมดหายใจหอบๆ แผ่วลงทุกที แต่แล้วกลับดิ้นรนเหมือนชักกระตุก พี่กิ่งแก้วบอกว่าหัวใจไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยงแล้ว…สิ้นเสียง ลุงโหมดก็สิ้นลมหายใจ

รายสุดท้ายคือพี่เดือน-ลูกผู้พี่ของดิฉันเอง!

พี่เดือนรับราชการอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นที่พึ่งของน้องๆ ที่มาเรียนหนังสือ เธอครองโสดจน 47 ปีก็เป็นมะเร็งตับระยะที่ 4 รักษาตัวได้ไม่กี่เดือนก็รู้ว่าใกล้จะถึงวาระสุดท้ายแล้ว

ดิฉันแอบร้องไห้นับครั้งไม่ถ้วน พี่เดือนมีบาคาร่าบุญคุณเหมือนแม่คนที่สอง ถ้าไม่ใช่เพราะความเมตตาของเธอทั้งให้ที่อยู่ ทั้งช่วยเหลือเรื่องเงินเมื่อทางบ้านส่งมาไม่ทัน รวมทั้งการแนะนำสั่งสอนต่างๆ ดิฉันคงไม่ได้มาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ จนจบมหาวิทยาลัยแน่นอน

ประมาณสองอาทิตย์สุดท้าย ดิฉันลางานไปเฝ้าพี่เดือนทั้งวันทั้งคืนเพื่อทดแทนบุญคุณของเธอ…แม้ว่าเรา จะไม่ได้ปริปากเรื่องนี้ต่อกันเลย แววตาพี่เดือนที่มองมาก็บอกว่าเธอรู้ดี และขอบอกขอบใจอย่างลึกซึ้ง

“อย่าคิดมากไปเลยลิน…ความตายคือการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง คือเริ่มไปเกิดใหม่ แต่เกิดเป็นอะไรยังไม่รู้นะ”

พี่เดือนเคยบอกยิ้มๆ ดิฉันแสบร้อนนัยน์ตา นึกภาวนาให้เธอจากไปอย่างสงบด้วยเถิด แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้อดสยองล่วงหน้าไม่ได้หรอกค่ะ…จนกระทั่ง วาระสุดท้ายมาถึง!

 

 

รวมพลคนกลัวผี

ตอนแรกเป็นผีในทุ่งนา คนเดินผ่านได้ยินเสียงท่องน้ำจ๋อมๆ พอหันไปดูก็เงียบ แต่เดินต่อเมื่อไหร่เป็นได้ยินเสียงจ๋อมๆ เมื่อนั้น ในที่สุดก็ต้องวิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานแทบเสียสติไปเลย

บางคนเล่าว่าขับ รถกลับบ้านตอนกลางคืน เห็นคนกลุ่มหนึ่งยกโขยงมาจากสวนส้ม เดินตัวแข็งทื่อเหมือนหุ่นยนต์ บางคนบอกว่าเด็กเล็กๆ เดินแก้ผ้าล่อนจ้อนข้างทาง พอนึกได้ว่าเด็กเล็กๆ ที่ไหนจะมาเดินคนเดียวตอนดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้?

คุณพระช่วย! เด็กเจ้ากรรมนั่นก็หายไปแล้ว!

ต่อให้ใจแข็งเป็นเหล็กเป็นไหลแค่ไหน แต่เรื่องกลัวผีนี่ไม่เข้าใครออกใครนะครับ นึกขึ้นได้ก็เผ่นอ้าวจนออกหูหึ่งๆ เรียบร้อยแล้ว

ยิ่ง มีรถเกิดอุบัติเหตุคนตายบ่อยๆ ภูตผีปีศาจก็ยิ่งเฮี้ยนจัดขึ้นทุกที ก็มีคนเห็นร่างดำๆ เดินไปมาอยู่ข้างถนน บ้างก็นั่งร้องไห้อยู่ริมคลอง…ชะลอรถดูก็เห็นตัวเปียกโชกเชียว!

คน ที่ขับรถกลับบ้านดึกๆ เห็นใครวิ่งตัดหน้าหายวูบลงไปในคลอง บางทีเห็นผู้หญิงยืนโบกรถ แต่พอจอดดูก็เห็นร่างเหวอะหวะ หน้าตาเนื้อตัวเปรอะด้วยเลือดสดๆ เล่นเอาแทบสติแตกไปเลยก็มี

ผมเคยเจอ เข้ากับตัวเองจังๆ เมื่อขับรถมากับพี่น้องอีกสองคน กลับจากงานศพที่วัดพระศรีมหาธาตุ กำลังจะเลี้ยวเข้าซอยบ้านอยู่แล้ว พอดีเห็นไฟพุ่งสวนมา แถมใช้ไฟสูงอีกต่างหาก เกือบจะร้องด่าอยู่แล้วเชียว แต่ก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นรถเจ้ากรรมนั่นก็หักพรวดลงคลองไปดื้อๆ เสียงตูมสนั่น!

ขณะนั้นรถราบางตาแล้ว แต่ไม่มีใครแยแสหรือจอดถามไถ่เหตุการณ์เลย พวกเราผู้ชายล้วนๆ รีบลงจากรถไปดูเพื่อช่วยเหลือ ท่ามกลางอากาศเย็นยะเยือกในฤดูฝน…แต่มองเท่าไหร่ก็ไม่เห็นรถคันนั้น…

ไม่เห็นแม้แต่วงน้ำกระเพื่อมที่น่าจะปรากฏให้เห็นในแสงไฟ นอกจากสายลมพัดวูบจนหนาวสะท้านไปทั้งตัว!

เผ่น กันขึ้นรถแทบไม่ทัน ต่างคนต่างนั่งตัวแข็ง ไม่มีใครกล้าปริปากอะไรตลอดทางจนถึงบ้าน รีบเอาน้ำมนต์มาแจกกันล้างหน้าที่ยังซีดเซียวเป็นไก่ต้มอยู่ไม่หาย…ขอให้ ไปที่ชอบๆ เถอะ เจ้าประคุณเอ๋ย…

แค่นี้ก็ขนหัวลุกซู่ซ่าไปตามๆ กันแล้วครับ! บรื๋อออ…

น่าสงสารแต่บรรดา “คุณหูทิพย์” หรือโขลงช้างป่าที่ถือว่าเป็นเจ้าถิ่นตัวจริงเสียงจริงเคยอยู่กินสุขสบายมา นับร้อยปีก็จำเป็นต้องถอยร่น หลบเข้าป่าลึกไปทุกทีจนถึงเขาเขียว นครนายก ปราจีนบุรีโน่น

ทุ่งรังสิตเคยรกร้างในอดีตก็โปรดเกล้าฯ ให้เป็นเมืองธัญบุรี ในปี 2444 อีก 30 ปีต่อมาก็กลายเป็นอำเภอธัญบุรี ขึ้นต่อจังหวัดปทุมธานีในปี 2474 มาจนถึงทุกวันนี้

หนองเสือ ธัญบุรีบ้านผมนี่ แหม…เขาลือกันว่า ผีดุบรรลัยเลยล่ะครับ!

ช่วงนั้นบ้านเรือนชักจะหนาตา บ้านจัดสรรก็ผุดขึ้นหลายแห่ง ผู้คนและรถราคึกคักขึ้นทุกที แม้ว่าด้านหลังจะมีสวนส้มเขียวหวานอยู่นับร้อยไร่ เห็นว่าหนีน้ำเค็มจากบางมดมาปักหลักที่นี่ ต่อมาก็ต้องอพยพไปอยู่สิงห์บุรีบ้าง พิจิตรบ้าง เมื่อดินจืดกับความเจริญจากเมืองหลวงแผ่ขยายมาถึงรวดเร็วแทบตั้งตัวไม่ติด

ถนนเลียบคลองจากรังสิต กลายเป็นทางลัดไปนครนายก เสาร์อาทิตย์มีรถนักท่องเที่ยวผ่านไปมาขวักไขว่ อุบัติเหตุทางถนนก็เกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว

ชนโครมเข้าถ้าไม่ตายก็คางเหลืองไปตามๆ กัน!

ที่น่าขนพองสยองเกล้ากว่านั้นคือ พวกที่ขับรถพุ่งชนต้นไม้เสียงเหมือนฟ้าผ่า หรือไม่ก็พุ่งลงคลอง ส่วนมากกลายเป็นศพทั้งนั้น ผมเคยเห็นพวกมูลนิธิเขางมศพขึ้นมา มีทั้งผู้หญิงผู้ชายแม้แต่เด็กๆ ก็ต้องพลอยจบชีวิตอย่างน่าเศร้าใจ

 

ชำแหละศพ

ความโลภที่เป็นความอ่อนแอของมนุษย์ทำให้คิดว่า ถ้าทิ้งไว้คนอื่นก็ต้องมาเอาไปแน่ๆ อย่ากระนั้นเลย นึกเสียว่าเป็นค่าป่วยการที่จะต้องไปแจ้งตำรวจ หรือผู้ใหญ่บ้านให้มาช่วยเก็บศพละกัน

คิดได้อย่างนั้น โตก็รูดแหวนจากนิ้วศพ…มันแค่สองสลึงละมั้ง? แต่เบาะๆ ก็ขายได้หมื่นบาท! แค่นี้ไม่บาปหรอก ไม่ได้ขโมยนี่…เจ้าของก็ตายแล้วนี่นา!

คืนนั้นหมาหอนค่ะ…โตอยู่กับแม่, ยายและพี่สาวชื่อแตง ทุกคนไม่รู้หรอกว่าโตได้อะไรมา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้สึกรู้สาอะไร

ทัน ใดนั้นยายก็เขม้นมองไปที่ประตูรั้วแล้วร้องว่าเดี๋ยวนะ! โตมองตามก็ไม่เห็นใคร หมายังหอนโหยหวน โตหนาวเยือก แหวนคนตายยังอยู่ในกระเป๋าเสื้อ…สักพักยายก็เรียกโตให้ไปหา

ดิฉันไม่ถือสาหรอกค่ะ ให้ความสำคัญที่ว่าเจ้าหล่อนนิสัยใช้ได้ ไม่มือไวและเคารพเชื่อฟังดิฉันอย่างดี ตุ่นเหมือนดิฉันที่ชอบคุยเรื่องผี ฟังไปกลัวไปทั้งที่วัยห่างกันเกือบยี่สิบปี!

เวลาที่ดิฉันกลับจากทำงานตอนค่ำ หรือยามว่างเสาร์อาทิตย์ ตุ่นจะคอยดูแลรับใช้อยู่ใกล้ชิด สามีและลูกๆ ต้องการอะไร เธอจะกุลีกุจอไปหยิบไปหา หรือไปตลาดให้อย่างรวดเร็วทันใจ

วันก่อนสามีพาลูกๆ ไปเรียนพิเศษ ตุ่นช่วยดิฉันรื้อ-จัดห้องหนังสือ พลางเล่าเรื่องน่าสยดสยองให้ฟัง…เป็นเรื่องน้องชายวัยรุ่นของเธอเอง!

เมื่อปลายเดือนที่แล้วนี่เอง โต-หนุ่มวัย 18 ปีขี่มอเตอร์ไซค์มาตามถนนที่แยกจากสายใหญ่ มันเป็นทางเปลี่ยวยาวไกลมุ่งมาบ้านตุ่น ระหว่งทางมีรถมอเตอร์ไซค์อีกคันหนึ่งคว่ำเค้เก้อยู่ริมทาง…ตอนนั้นถนนโล่ง ว่างตลอดสาย

นี่ต้องเป็นอุบัติเหตุแน่ๆ โตเห็นรอยเบรกไหม้ผิวถนนเป็นทางยาว…คู่กรณีหนีไปได้อย่างลอยนวล…โตจอดรถเพื่อลงไปดูเหตุการณ์ทันที

เธอเป็นผู้หญิงรูปร่างสูงโปร่ง นุ่งยีนส์สวมเสื้อสายเดี่ยวสไตล์เดียวกับตุ่น ผมยาวสยายเปื้อนเลือดที่ไหลทะลักพรั่งๆ ออกมาจากกกหู ปากและจมูก นัยน์ตาจ้องหน้าโตเขม็งคล้ายขอความช่วยเหลือ…นัยน์ตาก็บ่งบอกความเจ็บปวด ทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส!

ขณะที่โตหันรีหันขวาง ตาคู่นั้นก็ลอยคว้างเหลือกกลับจนเห็นแต่ตาขาว ร่างกระตุกอยู่ไม่ถึงครึ่งนาทีก็เงียบไป! โตกลัวแทบขาดใจจริงๆ เกิดมายังไม่เคยเห็นคนตายสักครั้งเดียว แล้วนี่ก็มาตายใส่เขา…ตายอยู่กับเขาเพียงลำพัง บนถนนที่โล่งโจ้งไกลสุดลูกหูลูกตา

ตอนแรกหนุ่มโตคิดจะเผ่น เขาจะต้องรีบไปแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านมาดู…แต่เอ๊ะ! ทองคำสุกปลั่ง สะท้อนแสงแดดเห็นจ้า เป็นประกายที่นิ้วกำเกร็ง หงิกหงอ

“ใครน่ะยาย?” โตร้องถาม ใจสั่นคล้ายจะเป็นลม ยายเดินกลับมา…พลางพูดคุยกับอากาศว่างเปล่าข้างๆ กาย

แม่, ยาย, แตงและน้องโตต้องถ่อไปถึงงานศพของสาวนั้น เอาแหวนไปคืนและขอโทษขอโพยญาติๆ จนเรียบร้อย โล่งอกโล่งใจไปตามๆ กัน

ตุ่มสรุปท้ายว่าสมน้ำหน้าไอ้โตมันจริงๆ แต่โชคดีของมันที่ผีมาทวงของคืน มันจะได้เข็ด…ไม่งั้นต่อไปคงต้องสะสมสันดานขโมยขโจรแน่นอน

แล้ว ตุ่มก็แถมท้ายว่า…ผีดุขนาดหวงแหวนวงเดียว คงจะติดตามไปทวงชีวิตจากฆาตกรบนถนนผู้ฆ่าเธอแน่ๆ เพราะไม่มีอะไรที่คนเราจะหวงแหนมากกว่าชีวิตของตัวเอง จริงไหมคะ?

โตล้มตึง หน้ามืดวูบ…พอรู้ตัวอีกทีก็ค่อยๆ ลืมตา ภาพเบื้องหน้าพร่าพราย หมุนวน มองหน้ายาย หน้าแม่ หน้าพี่แตง…และหน้าซีดขาวของผู้หญิงผมยาวที่ไม่มีตาดำ…

โตแผดร้องสุดเสียง สิ้นสติไปอีกครั้ง!

เช้ามืด น้องชายตัวแสบของตุ่นฟื้น แต่จับไข้สูง แถมมองเห็นแต่ผู้หญิงผมยาวเปื้อนเลือดมาเดินวนเวียนอยู่รอบๆ เตียง…เดี๋ยวหายไป เดี๋ยวก็โผล่มา

โตแทบสติแตก ทนไม่ไหวอีกแล้ว…ร้องไห้สารภาพว่ารูดแหวนมาจากนิ้วศพ โถ! เด็กไม่มีนิสัยขี้ขโมย แต่ตอนนั้นมันคิดอะไรก็ไม่รู้ ถึงได้ลงมือทำอุบาทว์ขนาดนั้นไปได้ลงคอ

ยายกับแม่จุดธูปขอขมา บอกกล่าววิญญาณของสาวตายโหง สัญญาว่าจะนำแหวนไปคืนให้ถึงบ้านเลย!

คราวนี้ลำบากละซิ ต้องสืบถามว่าเธอเป็นคนโพนทองยังเป็นนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ แล้วกลับมาเยี่ยมบ้าน ถึงคราวชะตาขาด โดนรถชนตายข้างถนนสายเปลี่ยว

 

ผีกับวิญญาณ

คืนนั้นรถในกรุงเทพฯ ติดสาหัสสากรรจ์ กว่าจะหลุดออกมาได้ก็สองยามเศษแล้ว โอ๊ตแนะนำว่าให้ไปเช้าวันเสาร์ดีกว่ามั้ย? แต่ผมบอกว่าไปคืนนี้แหละน่า เรายังหนุ่มไฟแรงจะกลัวเหนื่อยกลัวเพลียไปทำไม!

อีกอย่างหนึ่งผมก็คน นอนดึก ถ้าโอ๊ตง่วงก็นอนไปในรถแล้วกัน เราคงไปถึงปากช่องราวตีสองไม่เกินตีสาม สบายมาก! ถึงที่นั่นแล้วจะนอนให้สบาย ตื่นสายๆ สักเก้าโมงสิบโมงก็ยังได้

ขับรถตอนกลางคืนน่ะผมชอบมากเลย ไม่ร้อนและรู้สึกสงบลึกลับบอกไม่ถูกครับ

ตอน เข้าเขตปากช่องเครื่องยนต์เกิดสะดุดจนดับไปพักหนึ่ง ขณะนั้นราวตีสอง…บริเวณนั้นมืดสลัว…น่าแปลกที่แทบไม่มีรถร่วมทางเลย! มันน่าจะมีรถบรรทุก รถทัวร์บ้าง แต่นี่ว่างจริงๆ ถนนโล่งมองเห็นแล้วนึกถึงบรรยากาศในแดนสนธยา…ลมหนาวพัดวูบเล่นเอาผมขนลุก เกรียว

จู่ๆ เครื่องก็ติด เฮ้อ…โล่งอกไปที!

ผมออกรถแล่นไปได้ เดี๋ยวเดียว แสงไฟหน้ารถก็ส่องกระทบกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ใส่เสื้อยืดสีขาวๆ กางเกงสามส่วนสีดำๆ เขาเป็นคนตัวเล็ก เตี้ยล่ำ ผมคงไม่ลืมใบหน้านั้นไปอีกนาน…หน้าที่แป้นกว้าง ผมกระเซิง จมูกแบน ตาโตและดำมากด้วย

ที่ผมมีเวลาพิศดูเขาขนาดนั้น เพราะทันทีที่แสงไฟส่องเขา หนุ่มนั่นก็โบกมือขอติดรถไปด้วย ผมชะลอรถทำท่าจะให้เขาขึ้นมา แต่โอ๊ตตบไหล่ผมอย่างแรง

“อย่าหยุด! ไปเลยๆ ไปเดี๋ยวนี้!”

ผม ได้สติก็บึ่งรถฉิว ความรู้สึกตอนนั้นบอกไม่ถูกเลยครับ คือจำได้ว่าเมื่อเห็นเขาโบกรถน่ะผมมึนๆ งงๆ เหมือนเคลิ้มฝัน จนได้ยินเสียงโอ๊ตสติก็กลับมา ครั้นแล้วก็อดรู้สึกผิดไม่ได้…ผมน่าจะรับเขาขึ้นมาด้วย เหมือนคนใจร้ายจริงๆ

“ไม่เห็นเหรอ…” โอ๊ตเสียงสั่น “ตอนแกจอดรถน่ะ แสงไฟกระทบตามันแดงจ้าออกมาเลย น่ากลัวเป็นบ้า..ท่าจะไม่ใช่คน!”

ฟัง แล้วสยอง…ผมไม่ได้เห็นแสงจากนัยน์ตาคู่นั้นหรอกครับ เพียงแต่สะกิดใจว่ามันดำเหลือเกิน…เป็นลูกตาที่ดำใหญ่เกือบเต็มรูปตา ยอมรับเลยครับว่ามือไม้อ่อน เสียวที่มือและฝ่าเท้าแต่ก็ตั้งสติให้มากขึ้น ไม่ขับตะบึงแบบคนเสียสติ ตาก็มองกระจกหลังตลอด

ผมกับโอ๊ตเสียวสันหลังจนกระทั่งรถเลี้ยวเข้ารีสอร์ตของเรา แต่ความกลัวก็ยังอยู่ในใจ

 

หลังจากนั้นก็จัดการปรับปรุงพื้นที่ ปลูกต้นไม้ ดอกไม้และทำสระว่ายน้ำกับบังกะโลสิบกว่าหลัง ทางด้านตะวันตกยังมีภูเขาซึ่งระเบิดทำหิน จนกลายเป็นเนินเขาเตี้ยๆ ดูสวยไปอีกแบบ

ผมมีอาชีพทางนี้อยู่แล้วก็เลยไปช่วยดูแลการเริ่มต้นของกิจการด้วยความเต็มใจ

ทีแรกกะว่าจะเปิดรีสอร์ตนี้ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเปิดเทอมภาคกลาง และต้อนรับการท่องเที่ยวป่าเขาในฤดูหนาว แต่ด้วยปัญหาการก่อสร้างทำให้ทุกอย่างล่าช้าก็เลยต้องเลื่อนไปเปิดตัวเอา เดือนธันวาคม ช่วงเทศกาลปีใหม่

ระหว่างนั้น ผมกับโอ๊ตก็ขึ้นๆ ล่องๆ กรุงเทพฯ กับปากช่องแทบทุกสัปดาห์ โดยผมพยายามเคลียร์งานให้เสร็จภายในวันศุกร์ โอ๊ตจะมาหาที่ทำงานและใช้รถผมขับไปปากช่องด้วยกัน…

ศุกร์สุดท้ายของเดือนนั้นก็ตรงกับคืนฮัลโลวีนพอดี!

ผมไม่ได้คิดอะไรมาก แต่กว่าจะเสร็จงานก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่มแล้วครับ

 

ถ้าผมหยุดรับเขาขึ้นมาล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?

เราเอาของออกจากรถ แล้วเดินเข้าบังกะโลหลังหนึ่งที่แม่บ้านเตรียมเปิดห้องไว้ให้แอร์เย็นฉ่ำ เชียว…ขณะเดินออกมาเพื่อจะหยิบแล็ปท็อปในรถ ผมเห็นใครคนหนึ่งด้อมๆ มองๆ อยู่ข้างนอกรั้ว…เห็นหน้าแล้วเข่าแทบทรุดฮวบเลยครับ!

ผู้ชายคนนั้นเอง! ตาผมไม่ได้ฝาดแน่ รีบเรียกให้เพื่อนดู โอ๊ตก็เห็น…รีบบอกยามที่อยู่ตรงนั้น ยามหันไปมองแต่ไม่มีใครที่รั้วเลยสักคนเดียว

นับแต่วินาทีนั้น ผมไม่ได้เห็นเขาอีกเลย!

เขาเป็นใครก็ไม่รู้ แต่ทบทวนดูแล้วไม่น่าจะใช่คนแน่ จะว่าเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาก็ไม่น่าจะใช่ หรือเป็นคนที่ประสบอุบัติเหตุตรงนั้นแล้วไม่รู้จะไปไหน… เอ๊ะ! หรือว่าเขาต้องการตัวตายตัวแทน

แต่ที่แน่ๆ คือผมจะพยายามไม่ขับรถผ่านเส้นทางนั้นตอนกลางคืนเด็ดขาด ถ้าเกิดเจอเขาเข้าอีกครั้งในยามค่ำคืน เผลอๆ ก็อาจจะช็อกตายคาที่ก็ได้ครับ! บรื๋อออ…

คืนหลอนนรกแตก

ผมปิดไฟในห้องทั้งหมด เหลือไว้แต่ไฟในห้องน้ำที่แง้มประตูให้แสงลอดเข้ามารางๆ

หลัง จากนอนหนุนหมอน ห่มผ้าอย่างสบายผมก็เคลิ้มใกล้หลับ…ทันใดนั้นก็มีเสียงทุบประตูดังมาก มันดังเหมือนมีใครกำลังจะพังประตูเข้ามายังงั้นแหละครับ

ผมผุดลุกขึ้นนั่งงงๆ เกิดอะไรขึ้นเหรอ? ใครเป็นอะไร…หรือว่าไฟไหม้?!

ยัง ไม่ทันจะขยับตัว ผมก็เห็นกับตาว่ามีชายร่างใหญ่ สูงทะมึนราวยักษ์ปักหลั่นใส่ชุดคนไข้โรงพยาบาล เดินทะลุประตูที่ล็อกไว้แน่นหนาเข้ามาดื้อๆ

เขาเข้ามาถึงเตียงก็ทิ้ง ตัวลงนอนข้างๆ ผม ส่วนผมเองยังนั่งตาแป๋วแต่ขยับตัวไม่ได้เลยครับ…เคยได้ยินคนโดนผีอำเล่า ว่าพวกเขาจะนอนตัวแข็ง แต่ผมโดนผีอำในท่านั่งเรอะเนี่ย?

ผมว่าผีอำเพราะเลือดลมในตัวไหลไม่สะดวก ไม่ใช่มีผีมาอำแต่ประการใด!

แต่นี่แปลกมากๆ เลย…

ผม กำลังฝันไปรึไง? ชายร่างใหญ่นอนแข็งทื่อ หอบหายใจยาวๆ แรงๆ สัก 2-3 ทีก็มีเสียงคร่อก…นัยน์ตาเหลือกค้าง จากนั้นก็มีบุรุษพยาบาลโผล่มาจากไหนไม่รู้ มาฉีดยากันเน่าเข้าที่เส้นเลือดที่เขาผ่าบริเวณขา พวกเขาปั๊มยาเสียงฟืดๆ แล้วก็ช่วยกันแต่งตัวศพ…

สรรพสิ่งเงียบเชียบเยือกเย็น จนผมพยายามบอกตัวเองว่าเรากำลังฝันไปเอง!

ภาพที่ผมเห็นมันสว่างเหมือนเราดูหนัง แต่พวกเขาห่อศพเสร็จ แสงสว่างนั้นก็ค่อยๆ จางลง…ห้องผมกลับมืดสลัวตามเดิม

ยอมรับว่าผมงงมาก แต่ก็นึกว่านี่เราคงฝันร้าย เพราะจิตรับรู้ว่าโรงแรมนี้เคยเป็นโรงพยาบาลร้างมาก่อน

ผม ลุกขึ้นมาดื่มน้ำ แล้วกลับมานอนคิดไปคิดมาอยู่นาน หัวใจที่เต้นแรงตอนที่รู้สึกตัวใหม่ๆ เริ่มจะเป็นปกติ…ในที่สุดก็ผล็อยหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้เนื้อรู้ตัว

 

แต่เบื้องหลังที่นี่คือโรงพยาบาลร้างที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ซะให้โก้หร่านสว่างไสว

บอกตรงๆ ว่าผมเองน่ะไม่เคยเชื่อถือเรื่องผีๆ สางๆ เลยครับ!

มิไยที่มีคนกระซิบว่าที่นี่ผีดุจนลือลั่น ผมก็ไม่หวั่นไหว ผีเผออะไรกันคิดไปเองทั้งนั้น! ผมว่าเรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ใจ คนกลัวผีก็มักจะเจอผี จริงมั้ยครับ?

คืนนั้นผมนอนคนเดียวในห้องเตียงเดี่ยว ห้องสวยๆ บรรยากาศดีๆ ทำให้สบายใจมากๆ รู้สึกว่าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แสนสุโข…ดีล่ะ! พรุ่งนี้ผมจะได้ประชุมอย่างปลอดโปร่งและมีประสิทธิภาพ

ผมกินมื้อค่ำกับเพื่อนร่วมงานทั้งฝ่ายกรุงเทพฯ และอุบลฯ อิ่มหนำสำราญตั้งแต่สองทุ่มเศษๆ ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใดๆ ทั้งสิ้น จากนั้นต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย บางคนขอเข้าห้องพัก แต่บางคนก็หัวเราะต่อกระซิก ชักชวนกันออกไปชมชีวิตราตรีตามประสาผู้ชาย

ส่วนผมขอตัวกลับขึ้นห้อง ตั้งใจจะดูทีวีซักหน่อยแล้วก็อาบน้ำเข้านอนแต่หัวค่ำ

ตอนที่ผมเปิดประตูห้องพักเข้าไปน่ะรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวโดยไม่มีเหตุผล ไฟในห้องก็กะพริบวูบๆ ทำท่าเหมือนจะดับแหล่ไม่ดับแหล่ แต่ก็กลับสว่างเป็นปกติ

ผมไม่ได้ใส่ใจกับทั้งสองเหตุการณ์นี้เลย ที่ผมขนลุกอาจจะเป็นเพราะปะทะกับไอเย็น ส่วนไฟที่กะพริบก็อาจเป็นเพราะกระแสไฟตกอันเป็นสาเหตุธรรมดา

ผมเดินเข้าไปอาบน้ำสระผมอย่างไม่รีบร้อน แล้วก็แต่งชุดนอนมานั่งพิงพนักหัวเตียงดูทีวี แต่แล้วก็เบื่อ เป็นอันว่าปิดไฟนอนดีกว่า

 

เมื่อผมเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเขาก็ขนลุก แล้วบอกว่าผมโดนผีหลอกอย่างน่าสยดสยองที่สุด แต่ผมก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี และคิดว่าตัวเองฝันร้ายอยู่นั่นแหละ…คุณผู้อ่านล่ะครับ คิดว่าสิ่งที่ผมได้ประสบคืนนั้นมันคืออะไรแน่?!

ไฟคลอกตาย

เย็นนั้น ดิฉันออกไปเล่นซ่อนแอบกับเพื่อนๆ ที่ถนนหน้าบ้าน ร่มรื่นด้วยกิ่งก้านของต้นลิ้นจี่ที่ออก ลูกแดงอร่าม ฝั่งตรงข้ามเป็นคูน้ำกั้นสวนส้มโอที่ดูหนาทึบ คล้ายๆ จะมีความเร้นลับซ่อนเร้นอยู่อย่างนั้นแหละค่ะ

ขณะนั้นเอง ป้ากลีบก็เดินถือฟืนท่อนหนึ่งออกจากบ้าน แกนุ่งผ้าดำสวมเสื้อขาว ดิฉันถามว่ายายจะไปไหน? แกก็บอกว่า…ไปเผาผี!

อ้อ! ส้มโออัมพวาก็ขึ้นชื่อลือชาเหมือนกัน นะคะ

คุณครูสมทรงมีสวนส้มโอมากมาย ก่อนนั้นก็เป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่ปลูกกันมาสมัยปู่ย่าตายาย เมื่อได้ศึกษาค้นคว้าอยู่หลายปีก็พบว่าส้มโอพันธุ์ขาวพวงหรือขาวแป้นอะไรพวก นี้จะเหมาะกับดินและน้ำแถวนครชัยศรี นครปฐมมากกว่าที่อัมพวา

ก็เลยได้พันธุ์ขาวใหญ่มาปลูกแพร่หลาย ใช้ปุ๋ยชีวภาพที่ไม่มีอันตราย กับดินจากนาเกลือมาโรยโคนต้น เขาเรียกเสียไพเราะน่าฟังว่า “ดอกเกลือ”

แหม! ดิฉันก็มัวแต่พูดถึงผลไม้ดังๆ ของอัมพวาเสียเพลิน แต่รับรองว่าไม่ลืมเรื่องขนหัวลุกหรอกค่ะ!

สมัยเด็กๆ ดิฉันมีเพื่อนบ้านที่สนิทกันคือลุงป่วนกับป้ากลีบ สองผัวเมียอายุเกือบห้าสิบแล้วค่ะ แต่ก็ยังแข็งแรงไม่แพ้หนุ่มสาว เพราะอาชีพชาว สวนทำให้ได้ออกกำลังเกือบทั้งวัน มีลูกชายคนเดียวชื่อพี่เปลวก็ไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ

ตอนที่ดิฉันใกล้จะขึ้นป.4 พ่อแม่ก็พาไปเยี่ยมญาติที่วงเวียนใหญ่ ยังได้มีโอกาสพบกับพี่เปลวเลยค่ะ เพราะคนบ้านเราไปอยู่ที่นั่นหลายคน

…พ่อแม่พาดิฉันไปไหว้พระวัดพระแก้ว, วัดโพธิ์และเที่ยวตลาดนัดท้องสนามหลวงน่าตื่นเต้นมากเลย…เกิดมาไม่เคยเห็น ตลาดอะไรจะใหญ่โตเหมือนที่นั่นมาก่อน

แต่เมื่อกลับไปถึงบ้านได้แค่วันเดียว รุ่งขึ้นก็โดนผีหลอกอย่างจัง!

“ไปเผาผียายทองห่อน่ะซี!”

“ยายทองห่อเดินมากับป้าหยกๆ นี่นา” ดิฉันบอกเสียงสั่นๆ “นั่นไง! แกยืนตัวแข็งอยู่ที่นั่น!”

“เฮ้ย!” ป้ากลีบร้องลั่น กลับเป็นฝ่ายกอดดิฉันแน่นขณะที่หันไปดู…ท่ามกลางเสียงหมาหอนมาจากวัด ยอดลิ้นจี่ไหวซ่าอยู่กับสายลม…ร่างของยายทองห่อค่อยๆ เลือนรางจางหายไปต่อหน้าต่อตาเรา ป้ากลีบนึกขึ้นได้ก็ควักผ้าสีแดงออกมาเช็ดน้ำตา

ที่ อัมพวาไม่ได้พูดว่า “ไปเผาศพ” หรอกนะคะ แต่นิยมพูดว่า “ไปเผาผี” กันแทบทั้งนั้น คนที่ไปเผาผีก็มักจะมีฟืนติดมือไปด้วยคนละท่อน คล้ายจะเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดกันมานมนานแล้วว่าต้องถือฟืนไปช่วยเผาผีกัน ทุกคน

พวกเราเล่นซ่อนแอบกันต่อไป…คิดว่าเดี๋ยวป้ากลีบคงจะเดินกลับบ้านเพราะวัดตาพรหมอยู่ใกล้ๆ นั่นเอง

อีก ราว ครึ่งชั่วโมง ดิฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพ่อแม่คงจะไปเผาผีกับเขาด้วย เลยเดินย้อนไปที่บ้าน…แต่กลับเห็นป้ากลีบเดินมากับยายทองห่อ รูปร่างผอมสูง ผิวดำ แต่งตัวดำขาวคล้ายๆ กัน ยายทองห่อทำท่าจะเลี้ยวไปบ้านแกก่อน ดิฉันก็ถามป้ากลีบว่า…ไปเผาผีใครมาล่ะป้า?

คำตอบของแกทำให้ดิฉันใจหายวาบ ผวาไปกอดเอวป้ากลีบอย่างลืมตัว

“โถ…อุตส่าห์มาส่งถึงบ้านเชียวหรือพี่ทองห่อ? ขอบใจละนะ ขอให้ไปที่ชอบๆ เถอะ อย่ามาให้เด็กเล็กเห็นอีกเลย เดี๋ยวมันจะขวัญหนีดีฝ่อตาย”

ดิฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น…ต้องยกมือไหว้ให้ป้ากลีบไปส่งบ้าน พ่อกับแม่เพิ่งกลับมาจากวัดพอดี…ดิฉันนึกถึงหน้าตาของยายทองห่อดิฉันก็ ปล่อยโฮออกมาตอนนั้นเอง!

ผีโลงผุ

ผมย้ายมานอนห้องชั้นล่างที่เดิมเป็นห้องของสาวใช้ เสียอย่างเดียวที่ไม่มีห้องน้ำในตัว ตอนดึกๆ ถ้าปวดท้องก็ต้องเดินออกมาเข้าห้องน้ำที่อยู่ใต้บันได เสียวไส้น่าดู แต่คิดว่าถ้าผีมีจริงเธอคงจะไม่มาหลอกพี่ชายอย่างผมแน่ๆ

บางทีผมไม่กล้ามองไปที่ช่องมืดๆ ของทางขึ้นบันไดเลยครับ!

ที่ ต้องทนอยู่ก็เพราะข้อแรก ในบ้านยังมีข้าวของต่างๆ อีกไม่น้อย โดยเฉพาะหนังสือ ถ้วยโถโอชามที่คุณอาขนไปไม่หมด ท่านเป็นห่วงบ้าน กลัวว่าขโมยขโจรเข้ามาหยิบของไปใช้ตามอำเภอใจ อีกอย่างก็คือกลัวไฟไหม้เพราะไม่มีคนอยู่

ข้อสำคัญคือผมยังไม่มีปัญญาย้ายไปไหน…เงินไม่พอ! อยู่อย่างนี้ไปก่อนแล้วกัน

คืนหนึ่งหลังจากแอนตายไปสามเดือน ผมกำลังเคลิ้มก็พอดีได้ยินเสียงตึงๆ ที่ชั้นบน

เอา แล้วไง…มาล่ะซิ! ผมขนลุกซ่า เอื้อมมือเปิดไฟหัวเตียงแล้วลุกขึ้นนั่ง แหงนมองฝ้าเพดาน…อีกตึงแล้ว! เอ๊ะ…อะไร? จะว่าจิ้งจกตุ๊กแกมันก็ไม่น่าทำได้ขนาดนั้นนี่นา!

ตึ๊กๆๆ…เสียงวิ่ง อยู่บนบ้าน! ชัดแล้ว…ขโมยแน่! ผมจะต้องไล่มันไป ไม่กลัวครับ เชื่อว่ามันมาคนเดียว ฝีเท้ามันแค่หนึ่งคน และคงจะตัวเล็กๆ เบาๆ ด้วย

เสียงนั้นวิ่งไปวิ่งมา ผมมองตาม…มันจะวิ่งไปทำไม?

สักพักก็มีเสียงประตูเปิดแอ๊ด…ประตูห้องนอน! แล้วก็ปึง…เดี๋ยวเถอะ!

แอนทำใจไม่ได้ ดื่มยาล้างห้องน้ำตายอย่างทุรน ทุรายอยู่ในห้องนอนชั้นบนของเธอ!

ความตายของแอนน่าสะเทือนใจนัก คุณอานัยนาร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือดด้วยความรักและเสียดาย…แอนเพิ่ง จะอายุแค่ 22 ปีเท่านั้น เพิ่งเรียนจบปริญญาสาขาบัญชีมาหมาดๆ ได้เกียรตินิยมด้วยครับ

คุณอาเป็นคนไปพบศพในตอนพลบค่ำหลังกลับจากที่ทำงาน…ยาล้างห้องน้ำมีโซดาไฟ ผสมอยู่ มันกัดหลอดอาหารและอวัยวะภายในจนเลือดทะลักออกทางปาก มือกำเกร็ง ตาเหลือกค้าง

เด็กสาวน่ารักกลายเป็นศพเน่าสยดสยอง น่าเวทนา เป็นภาพที่ติดตาคุณอาชนิดไม่รู้ลืม!

คุณอาและสามีกับสาวใช้ขนของออกจากบ้านนี้ไปอยู่คอนโดฯ บอกตรงๆ ว่ากลัวผี…ถึงอยากจะขายบ้านนี้แต่ก็ยังขายไม่ออก ผมเองซึ่งไม่กลัวผีอาสาอยู่เฝ้าบ้านนี้ให้

สรุปแล้ว ผมอยู่ในบ้านสองชั้นที่โอ่โถงนี้เพียงลำพัง ตอนกลางวันก็ปิดไว้เฉยๆ พอเลิกงานก็กลับเข้าบ้านซึ่งมืดตึ๊ดตื๋อไปทั้งหลัง ชาวบ้านชาวช่องถามว่าผมอยู่ได้ยังไง? ไม่กลัวผีเหรอ? ผมตอบว่าผมรักและสงสารแอนจนกลบความกลัว

แต่ถ้าถามว่าหวาดไหม? ต้องยอมรับว่าหวาดครับเพราะบ้านมันเงียบเหลือเกิน…ส่วนใหญ่ในบ้าน โดยเฉพาะชั้นบนทั้งชั้นมืดสนิท

นั่นไง! มันสะดุดอะไรล้มโครมคราม แล้วก็กลิ้งครับ…กลิ้งไปทางโน้นทางนี้

ไม่ใช่คนแล้ว! ผมขนลุกซ่า รู้สึกผมทุกเส้นตั้งชัน ปากคอแห้งผาก ถอยกรูดๆ คนอะไรจะกลิ้งได้ดังลั่นบ้านขนาดนี้! มันกลิ้งแล้วก็ดิ้นตึงๆ จากนั้นก็มีเสียงประตูเปิด มันวิ่งออกมาข้างนอก

ผมเผ่นล่ะ ทั้งที่ยังสวมชุดนอนก็เถอะน่า!

ตะลีตะลานเปิดประตูล็อกกระจก ไม่ยอมหันไปมองบันได พอเปิดประตูได้ก็วิ่งแน่บออกไปที่ถนนในซอย เงินติดตัวก็ไม่มี กุญแจรถก็ไม่ได้เอามา…มันยังอยู่ในห้องนอนโน่น ผมไม่เอาแล้วล่ะครับ

โทรศัพท์มือถือก็อยู่กับกุญแจรถน่ะแหละ สรุปว่าผมวิ่งออกมาตัวเปล่า…เอ๊ย! ไม่ใช่…ใส่แต่ชุดนอน!

สุดท้ายผมก็ไปกดออดเรียกน้าแจ่มเพื่อนบ้าน ถึงจะดึกดื่นเกือบตีสองแล้วก็เถอะ

น้าแจ่มตกอกตกใจ พอเห็นว่าเป็นผมเธอก็เข้าใจโดยไม่ต้องถามสักคำ เปิดบ้านให้ผมไปนอนสั่นเป็นลูกนกโดนลมหนาวเพราะกลัวผีอยู่ในห้องรับแขก

นี่ล่ะครับประสบการณ์ของผม มันจะเป็นอะไรล่ะถ้าไม่ใช่ผี?

ขอสรุปอีกทีว่า คนเราต่อให้รักกันแค่ไหน ตายไปก็เป็นผี มันน่ากลัวสุดขีดเลยล่ะครับ!

ยมทูตใต้ขุมนรก

ตอนกลางวันผู้คนคึ่กๆ แทบจะชนกันตาย รถราขวักไขว่ พ่อค้าแม่ขายเยอะแยะทั้งรถเข็นและแผงลอยบนฟุตปาธ ขนาดรถแล่นเข้ามาแล้วกลับไม่ได้ ต้องเลี้ยวซ้ายเข้าโรงพยาบาลหาทางออกด้านสถานีรถไฟไปโน่นเลย

แหม! ตอนกลางคืนยิ่งดึกยิ่งเปลี่ยว บรรยากาศน่าวังเวงใจชอบกลละคุณ…ผมขึ้นจากเรือแล้วเดินตามบาทวิถีด้านซ้าย เสียงเอะอะจอแจเงียบหาย แต่ก็เดินจนชินแล้วละน่า

พอจะผ่านประตูเข้าตึกใหญ่ด้านข้างอดหันไปมองไม่ได้ซักที!

ตอน นั้นยังมีห้องอุปกรณ์รถเข็น ตรงข้ามกับห้องซ่อมบำรุง ถัดเข้าไปเป็นห้องพักพนักงาน…ถือว่าเป็นชั้นใต้ดินก็ได้ ด้านหน้ามีทางเดินแคบๆ ขนานกับตัวตึก ก่ออิฐถือปูนขนาบข้างปลูกต้นไม้และเป็นที่นั่งพักของคนสูบบุหรี่เรียงรายกัน เป็นตับ

ตอนกลางคืนที่นี่เงียบเชียบเยือกเย็นอยู่ในไฟถนน ประตูที่ถัดห้องซ้ายขวาเข้าไปก็ปิดเงียบแล้ว…ผมเจอประสบการณ์แปลกๆ ที่นั่นบ่อยหน จนกระทั่งชาชินไปเอง

นั่นคือบางคืนผ่านร้านขายยาไป หน่อย อ้าว? ใครมานั่งชันเข่าสูบบุหรี่แดงวาบๆ อยู่น่ะ แต่งชุดขาวแต่หน้าดำปี๋เชียว จู่ๆ ก็ลุกเดิน หายเข้าไปในประตูเหล็กที่ปิดเรียบร้อย เฉยเลย

ไหน…เรื่องผีที่ผมว่าเฉยๆ น่ะหรือคุณ? อาจเป็นเพราะผมอยู่ในย่านที่สมัยก่อนออกจะเปลี่ยว วัดวาอารามเยอะแยะ ไม่ว่าวัดอมรินฯ วัดฉิมฯ วัดวิเศษฯ วัดระฆังฯ ยันวัดอรุณฯ โน่นแน่ะ

เผาผีหรือฝังผีในวัดนี่ครับ ยิ่งวัดเยอะยิ่งมีผีแยะ เขาว่าเปรตก็มี วันดีคืนดีโผล่ขึ้นมาเดินโย่งเย่ง ส่งเสียงกรี๊ดๆ บาดแก้วหูอย่าบอกใครเชียว

ไหนจะโรงพยาบาลศิริราชอีกล่ะ!

นี่ก็คล้ายๆ กับวัดตรงที่มีคนเจ็บคนตาย หนักหนาสาหัสกว่าซะด้วยซ้ำไป เพราะคนใกล้จะตายน่ะ เขาว่าทนทุกข์ทรมานสุดๆ ร้องโอดโอยโหยหวนน่าสมเพชเวทนา แต่ก็ชวนให้ขนลุกขนพองเอาการ…แม้ว่าตัวตายไปแล้วแต่วิญญาณยังอยู่ สิงสู่หลอกหลอนผู้คนจนกว่าจะได้ไปผุดไปเกิดกับเขาซะที!

อ้าว? มีคนล้มตายทุกวัน คงจะเป็นสิบเป็นร้อยละมั้ง? ความจริงผมก็ไม่อยากรู้หรอก เคยเห็นพนักงานเขาห่อผ้าใส่เปลเข็นมาตามทางเดินระหว่างตึกนั้นตึกนี้ ตอนที่ผมเข้าไปเยี่ยมญาติ มิตรน่ะซีครับ…คงจะเอาไปเก็บไว้ในห้องดับจิต รอญาติมารับไปบำเพ็ญกุศลก็เป็นได้

วิญญาณคงจะสิงสู่อยู่ที่ตัวจนสิ้นลม หรือจะตามต้อยๆ ไปถึงในวัดในวาก็ไม่รู้นะครับ เผลอๆ อาจจะมีทั้งสองแบบก็ได้ เพราะเขาเชื่อถือ แถมร่ำลือกันว่าผีดุทั้งโรงพยาบาลทั้งวัดนี่นา!

ในชีวิตไม่เคยเจอผีในวัด แต่ในโรงพยาบาลนี่เล่นเอาขนหัวลุกหลายครั้ง

ความจริงน่ะไม่ค่อยอยากสนใจหรอกครับ เพราะอาชีพผมต้องนั่งเรือข้ามฟากจากท่าพระจันทร์มาขึ้นท่าพรานนกทุกคืนนี่ นา…ทำใจซะว่าต่างคนต่างอยู่ละกัน เป็นวิธีดีที่สุด

 

บางคืนนึกว่าไม่มีใคร แต่พอมองดีๆ ก็เห็นร่างทึบทึมนอนราบอยู่บนขอบรั้วเตี้ยๆ พอจะเดินผ่านก็ลุกพรวดพราดขึ้นนั่งจ้องเขม็ง เล่นเอาหวิดสะดุ้งเหมือน ประสาทอ่อนมีหวังเผ่นแน่ๆ

บางคืนพวกเล่นมาเป็นโขยงเลยครับ นั่งก็มี ยืนก็มี บ้างสูบบุหรี่อัดควันแดงวาบเชียว บ้างก็หัวเราะคิกคัก กลิ่นเหม็นบาดจมูกล่องลอยมาตามลม ผมจ้องมองเคืองๆ นึกอยู่ว่า…อ้อ! คืนนี้มีประชุมนะ หรือจะร่ำลากันไปสู่ภพใหม่ภูมิใหม่ละมั้ง? น่าจะเลี้ยงส่งกันให้ครึกครื้นนะ คุณผี!

 

ผู้ชายตัวสูงๆ เดินอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าชั้นใต้ดิน จู่ๆ เขาก็ข้ามถนนราวกับเผ่นหนีอะไรที่น่าเกลียดน่ากลัวมายังงั้นแหละเอ้า!

“เดี๋ยวๆ รอบด้วย! โอย…” เขาร้องเสียงแหบๆ ชี้ไม้ชี้มือไปยังจุดที่ตัวเองเพิ่งผละมาหยกๆ “นั่น! มันมาเป็นโขยงเลย…”

ผมขนลุกซ่า จ้องมองก็เห็นแต่ความว่างเปล่าในแสงสลัว แต่พอหันมามองเขาให้ถนัดๆ ก็เห็นใบหน้าขาวซีด มีแต่หนังหุ้มกระดูก ดูแล้วเหมือนหัวกะโหลกที่ยังมีหนังหุ้มอยู่งั้นแหละ…สงสัยเพิ่งตายมั้งเลย กลัวผี? ผมเลยต้องเผ่นกระเจิงแทบตับแตกตายในคืนนั่นเอง!

จนกระทั่งถึงคืนอุบาทว์ชาติชั่ว สาหัสสากรรจ์เหลือใจเข้าจนได้ซีน่า

คืน นั้นฝนเกิดตกตอนดึก พอขึ้นจากเรือก็ซัดจั๊กๆ จนต้องวิ่งเข้าไปหลบในร้านอาหาร ริมแม่น้ำ…จะนั่งเฉยๆ ได้ยังไงล่ะ? เลยต้องสั่งเหล้ากับสั่งแกล้มมากินรอให้ฝนหายน่ะซีครับ

ก่อนจะออกจากร้านได้ก็ดึกโข ฝนยังพรำบางๆ ผมใช้หนังสือพิมพ์คลุมหัวเดินย่ำ

ฟุตปาธแฉะๆ ไปทางสี่แยก…ผู้คนไม่เหลือแล้วครับ สายลมพัดซ่าน้ำฝนร่วงพรูลงมาจนหนาวจับใจ

แสงไฟสะท้อนพื้นถนนเปียกชุ่มเป็นประกายวับ ลมดึกคร่ำครวญวู่หวิวอยู่รอบกาย…ผมเดินไปสักครู่ก็หันไปมองฝั่งขวามือโดยไม่ได้ตั้งใจ

การฝังศพ

หนุ่มนาเกลือ” เล่าประสบการณ์สยองเมื่อเกิดโลงแตกกลางศาลาสวดศพ

สมัยเด็กๆ ผมอยู่สมุทรสงคราม หรือ “แม่กลอง” จังหวัดที่เล็กที่สุด แต่อุดมสมบูรณ์ที่สุด เป็นเมืองที่ทำอุตสาหกรรมอาหารทะเลใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้

อ้อ! อย่าว่ายังงั้นยังงี้เลยครับ ขอโฆษณาประชา สัมพันธ์กันหน่อยว่าเดือนหน้า หรือเมษายน ลิ้นจี่มีลูกสุกสะพรั่งเต็มเมืองแล้ว ขอเชิญท่านผู้อ่านไปชิมลิ้นจี่กันเยอะๆ นะครับ ปีนี้ดกดื่นมากเหลือเกิน นึกว่าช่วยเหลือพี่น้องชาวสวนลิ้นจี่แม่กลองมั่งละกัน

รับประกันการันตีว่าอร่อยถูกใจจริงๆ สาบานให้ไปชิมลิ้นจี่แม่กลองได้เลย

วันนี้จะเล่าเรื่องขนหัวลุกของผีนาเกลือครับ!

แหม! ไม่ต้องโฆษณาขายเกลือก็ยังได้ เพราะเกลือแม่กลองคุณภาพดีเหลือหลายอยู่แล้ว ไม่ว่าเกลือเค็มเกลือจืด ที่เอามาทำเครื่องสำอางพอกหน้าคุณผู้หญิง ขจัดสิวฝ้าหน้าตกกระชะงัดนักหนา

ขอแนะนำนิดเดียว สำหรับท่านที่ขับรถผ่านไปมาระหว่างกรุงเทพฯ ราชบุรี เพชรบุรี หัวหิน…คือถ้าจะแวะซื้อเกลือกลับบ้านก็จงเลือกเกลือเก่านะครับ คุณภาพดีกว่าเกลือใหม่ ไม่ว่าจะนำไปปรุงอาหารหรือดองผักดองปลา อย่าใช้เกลือใหม่เชียว!

วิธีสังเกตคือดูก้นถุงว่าเปียกแฉะหรือเปล่า? ถ้าใช่ก็เป็นเกลือใหม่ อีกวิธีคือลองเอามือกำดู ถ้าไม่ติดมือคือเกลือเก่า เพราะถ้าเอาเกลือใหม่ไปดองผักดองปลาจะทำให้สีสันดำคล้ำ แถมออกรสขมอีกต่างหาก

อ๋อ…ชาวนาเกลือบางคนก็เดือดร้อน รีบเอาเกลือใหม่มาขายน่ะซีครับ!

บ้านผมทำนาเกลือมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายายแล้วละคุณ

คิดถึงเพลงหนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือแล้วอดขำไม่ได้ …นาข้าวน่ะชอบฝน! แต่นาเกลือเห็นฝนตั้งเค้ามาแต่ไกลก็กลุ้มอกกลุ้มใจไปตามๆ กัน เพราะถ้าพระพิรุณเกิดซัดซู่ซ่าลงมา มีหวังขาดทุนย่อยยับแน่นอน เลยต้องทำนาเกลือในฤดูร้อนไงครับ

ปู่ผมเล่าว่าสมัยก่อน เมื่อน้ำทะเลท่วมท้นขึ้นมาหลายๆ วัน จะเหลือตะกอนขาวๆ หรือผลึกเกลือนั่นล่ะครับ พอจับปลากระบอกมาได้เหลือกินก็เอาเกลือคลุกไว้ จะทำให้ปลาอยู่ได้หลายวันไม่เน่าไม่เสีย…ถือว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านล่ะ กัน!

จากน้ำลึกก็มาถึงน้ำตื้น…แค่ 4-5 วันก็ได้ผลึกเกลือแล้ว จึงได้ริอ่านทำนาเกลือขึ้นมาก่อนจะถึงฤดูใหม่ นาเกลือก็จะมีแผ่นดำๆ เกลื่อนกลาด ชาวบ้านเรียกว่า “ดินหนังหมา” ต้องโกยทิ้งไปก่อน ไม่งั้นจะได้ผลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แถมเกลือคุณภาพต่ำอีกต่างหาก

พวกผมจะรู้จัก “เกลือตัวผู้” กับ “เกลือตัวเมีย” ตั้งแต่เด็กๆ เพราะพ่อแม่สอนว่าเกลือตัวผู้จะเม็ดเล็กๆ ยาวคล้ายข้าวสาร แต่เกลือตัวเมียจะออกป้อม สั้น เกลือตัวผู้ใช้ทำยา โดยฝนกับโกร่งหรือฝาละมีก็ได้…แก้เด็กเป็นซางหรือตานขโมยมาตั้งแต่ครั้ง ปู่ย่าตายายโน่นแน่ะคุณ

เรื่องผีๆ สางๆ ก็มีเกลือตัวผู้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นะครับ!

เชื่อถือกันมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วว่า ถ้ามีใครตายก็เอาเกลือตัวผู้โรยสะดือศพไว้เป็นเคล็ด เชื่อว่าจะทำให้ศพนั้นไม่เน่า หรือส่งกลิ่นน่ารังเกียจ ก่อนจะถึงวันเผาราว 3 วัน 7 วัน

จนกระทั่งเกิดเรื่องขนหัวลุกขึ้นมา!

ตากลึง อายุ 70 เศษล้มตายอย่างน่าอิจฉาที่สุด คือแกนอนหลับอยู่ดีๆ ก็เลยหลับตลอดกาล ไม่ต้องเจ็บป่วยทนทุกข์ทรมาน หรือทำให้ลูกหลานเดือดร้อน แต่ก็ทำตกอกตกใจเอาการ…นึกไม่ถึงว่าคนแก่ที่ยังแข็งแรงอย่างตากลึงจะจากไป อย่างกะทันหันแบบนี้

วันสวดศพที่วัด เพื่อนบ้านก็ช่วยงานศพกันพร้อมหน้าพร้อมตา ผมกับพ่อไปฟังสวดทุกคืนเพราะตากลึงมีศักดิ์เป็นน้องชายของปู่ผม แต่เราเรียกตากลึงว่าตาเหมือนคนอื่นๆ ในละแวกนั้น

จนกระทั่งสวดศพถึงคืนที่สาม ก่อนจะเผาวันรุ่งขึ้น!

พระสวดเสร็จก็เหลือพวกคอเหล้ากับคอหมากรุก ล้อมวงโจ้กันเป็นเพื่อนศพ…จู่ๆ ก็มีเสียงกุกกักมาจากโลงผี เล่นเอาเหลียวขวับไปมองเป็นตาเดียวกัน…หรือตากลึงจะฟื้นขึ้นมา?

ท่ามกลางความเปล่าเปลี่ยวและเยือกเย็น หมาหอนโจ๋วบาดใจ ผมเบียดพ่อแจขณะที่เสียงกุกกักเงียบไป…

ทันใดนั้นเอง เกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่าขนหัวลุก นรกเถอะ! โลงผีสั่นพั่บๆ เหมือนตากลึงกำลังดิ้นรนเต็มที่ ในที่สุดก็โลงแตกผาง! ศพตากลึงหล่นโครมครามลงพื้นศาลาน่าสยดสยอง ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งไปหมด ทุกคนเผ่นพรึ่บขึ้นพร้อมๆ กันด้วยความตระหนกตกใจสุดขีด

ผีหลอกโว้ย! เฮ้ย! ฮ้าย! โฮ้ย…ดังระเบ็งเซ็งแซ่จนฟังไม่ได้ศัพท์

กว่าจะจัดการให้หายอุจาดได้ก็ปั่นป่วนกันไปหมด…ชาวบ้านพูดกันว่าลูกหลานคง จะลืมโรยเกลือตัวผู้ใส่สะดือ ศพ ผีตากลึงถึงได้เหม็นเน่า พองอึ้ดทึ่ดจนโลงแตกน่าสยดสยอง…น่าขนหัวลุกไหมล่ะครับ?!

ท่านทำอะไรก็ตามจะได้รับความร่วมมือร่วมแรงจากญาติมิตรเป็นอย่างดี ได้รับของขวัญของรางวัลและรับการชำระหนี้ เพื่อนร่วมงานจะเกิดวิวาทกันเอง เพื่อนคนหนึ่งจะจากท่านไปไม่กลับมาอีก