ตายโหง

24 entries have been tagged with ตายโหง.

สุสานร้าง

คนงานก่อสร้างเล่าให้แม่ค้าส้มตำฟังว่า ตอนดึกๆ เขาเคยได้ยินเสียงคล้ายแมวร้อง แต่ฟังอีกทีก็เหมือนเด็กทารกกำลังร้องไห้อย่างทุกข์ทรมาน เขากับเมียที่นอนอยู่ด้วยกันในเพิงก่อสร้างก็เลยเป็นห่วง ชวนกันลุกออกมาดูให้รู้แน่

ตอนแรกสงสัยว่าจะมีคนเอาลูกมาโยนทิ้งแบบ ที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ แต่เสียงนั้นกลับหายเงียบไป แต่ทั้งสองยังไม่ละความพยายามเพราะกลัวว่าเป็นเด็กจริงๆ คงจะแย่แน่เลย

ผลก็คือแว่วเสียงหัวเราะเบาๆ แต่เซ็งแซ่เหมือนหริ่งหรีดดังไปทั่วบริเวณ แล้วมีเสียงกระซิบว่า ขอบคุณนะ! ขอบคุณนะ…

สอง ผัวเมียสะดุ้งโหยง ร้องอุทานด้วยความตกใจ เผ่นกลับไปนอนคลุมโปงตัวสั่นงันงก แต่จากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น มิหนำซ้ำยังถูกลอตเตอรี่เลขท้ายสามตัวตั้งสองใบแน่ะครับ!

ผมเองก็เคยเจอเหมือนกัน…

ตอนพลบ ค่ำวันหนึ่ง ฝนตกพรำๆ ผมดูหนังสือสอบจนล้า เลยปิดแอร์แล้วเปิดหน้าต่างเพื่อรับลมเย็นฉ่ำ หอมกลิ่นไอฝนแล้วยังได้พักสายตาด้วยการมองออกไปไกลๆ ในช่วงก่อสร้างนี้ ตอนเย็นๆ พวกช่างจะมาก่อกองไฟ ปิ้งปลา ทำกับข้าวกินกัน เห็นแสงไฟสีส้มวับๆ แวมๆ

แต่คืนนั้น…ท่ามกลางแสงไฟวูบวาบ ผมเห็นเด็กๆ วิ่งเล่นกันอยู่ชั้นบนของบ้านที่กำลังสร้าง…เอาละซี ผมเจอของจริงแน่ๆ เลย! มีทั้งเด็กหญิงและเด็กชายตัวโตไม่เกินเด็กอนุบาล มี 4-5 คน กำลังเล่นซ่อนแอบกัน!

ใครว่าบ้านปลูกใหม่ไม่มีผีสิง?

ผมคนหนึ่งละครับที่ขอเถียงหัวชนฝา เพราะถ้ามองออกจากหน้าต่างห้องนอนของผมเอง ก็จะมองเห็นบ้านที่สร้างยังไม่ทันเสร็จหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ในความมืด สลัว เห็นแล้วเยือกเย็นหัวใจยังไงบอกไม่ถูก

บ้านหลังนี้อยู่เยื้องๆ กับบ้านผม คนละฝั่งถนนของซอยแคบๆ เมื่อก่อนที่ดินตรงนี้เป็นที่รกร้าง ทั้งๆ ที่ตลอดซอยก็มีบ้านช่องเต็มไปหมดแล้ว ผมอยู่ตั้งแต่เกิดมาเกือบ 20 ปี ชินตากับแผ่นฟ้าที่เปิดโล่งเพราะไม่มีอะไรมาบัง แล้วจู่ๆ เขาก็มาลงหลักปักเสาสร้างตึก 3 ชั้น

แม่เล่าสมัยก่อนบริเวณใกล้ๆ กันนี้มีคลินิกเถื่อนทำแท้ง เมื่อเอาทารกออกจากครรภ์แม่แล้ว เขาก็เอาซากใส่ถุงขยะสีดำมาโยนทิ้งที่พงหญ้ารกนั่นบ่อยๆ คิดแล้วคงไม่ต่ำกว่าพันศพแน่ๆ

ไม่ไกลจากบ้านผมก็เป็นศูนย์ของคุณมีชัย ทำไมไม่ไปที่นั่นก็ไม่รู้ สะดวก ปลอดภัยดีที่สุด ไม่แพงด้วย! ที่ผมรู้เพราะมีสาวใช้บ้านผมต้องไปเรียนวิชา “ตัวเบา”ที่นั่น…ไม่มีสามีแต่อยากมีลูกเฉยเลย

ทุกวันนี้คลินิกเถื่อนนั่นโดนตำรวจซิวไปเรียบร้อยแล้ว!

ได้ข่าวว่าคนที่รับทำแท้งกับเจ้าของคลินิกประสบอุบัติเหตุสยองตายหมู่ไปแล้ว ด้วย ทุกอย่างดูเหมือนจะจบสิ้นเสียที แต่ความสยดสยองยังอยู่ คนเก่าๆ ในซอยรู้ดีกันทั้งนั้นแหละครับ

เมื่อเจ้าของที่ที่เคยร้างมาปลูกบ้าน พวกเราเลยมองๆ กันแบบว่า…น่าเป็นห่วง!

 

ผมขนลุกซ่าไปทั้งตัว…ไม่ใช่คนแน่นอน! ใครจะให้ลูกไปวิ่งบนบ้านที่ยังไม่มีไฟฟ้า ยังไม่ได้สร้างลูกกรงกั้นราวระเบียงเลย มันอันตรายออกจะตายไป

ทันใดนั้น เหมือนจะรู้ว่าผมมอง หรืออาจจะเป็นเพราะเราสื่อกันได้แค่นั้น เพียงไม่กี่วินาทีทุกอย่างก็เงียบสงบ…ผมเล่าให้แม่ฟังคืนนั้นเอง แม่บอกว่าถ้าเห็นแบบนี้ต้องอุทิศส่วนกุศลให้เขาพ้นทุกข์นะ…ก่อนนอนผมก็สวด มนต์แผ่ส่วนกุศลให้ครับ

เรื่องผีที่บ้านใหม่นี้ยังมีอีก คือคนงานคนหนึ่งตื่นขึ้นมากลางดึก มองขึ้นไปบนระเบียงบ้านที่ยังไม่ได้ติดลูกกรง เห็นผู้หญิงผมยาวมาก แต่งชุดขาวตลอดตัว ยืนอุ้มห่อผ้าคล้ายเด็กทารกร้องครวญครางเบาๆ ดังแว่วมา

ผมสงสัยจังเลยว่าบ้านนี้ผียุ่บยั่บไปหมด เจ้าของบ้านเขาจะอยู่กันยังไง?

เรื่องนี้น่ากลัวสุดๆ คือที่ช่างโบกปูนเจอเต็มตา จนต้องลาออกก่อนจะสติแตกไปจริงๆ

กลางวันแสกๆ เธอผู้นี้กำลังโบกปูนเพลินเชียว ทันใดนั้นเธอรู้สึกว่ามีใครมาจ้องก็เลยหันขวับไปมอง…

คุณพระคุณเจ้า! ผู้หญิงชุดขาว ผมยาวกำลังทำตาโตเต็มที่เหมือนแกล้งหลอก ยืนตัวแข็งทื่อ อ้าปากพะงาบๆ ในปากมีแต่เลือดสดๆ แดงฉานเต็มปาก

ช่างโบกปูนเคราะห์ร้ายกรีดร้องสุดเสียง จนคนอื่นๆ ตกอกตกใจไปหมด

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าโดนผีหลอกอย่างจังๆ เพราะห้องที่เธอฉาบปูนนั้นมันอยู่ชั้นสอง แล้วผู้หญิงนั่นมายืนอยู่นอกหน้าต่าง…เธอยืนอยู่ได้ยังไงในเมื่อมันเป็น ผนังเรียบๆ

คืนต่อๆ มาผมไม่กล้าเปิดม่านหน้าต่างห้องนอนอีกเลย กลัวว่าจะเห็นอะไรจังๆ ที่ทำให้ช็อกตายน่ะซีครับ! บรื๋อออ…

เก้าอี้ผีดุ

ทีแรกดิฉันคิดว่าเป็นคนเดียว แต่พอมาคุยกันถึงได้ รู้ว่า สามี ลูกสาวและลูกชายก็เห็นภาพแบบเดียวกับที่ดิฉันเห็น บางทียังไม่หลับด้วยซ้ำ แค่เคลิ้มๆ จิตก็ดิ่งราวถูกแม่เหล็กดูดไปเลย…แล้วก็จะกลับไปอยู่ในมิติของเรือนน้ำอีก แล้ว!

ถ้าถามว่ากลัวไหม? ตอบได้ว่าทุกคนไม่กลัว อาจจะกังวลใจนิดๆ ว่าเรากำลังถูกอะไรบางอย่างครอบงำ…พูดง่ายๆ ก็ประเภทผีสิงหรือผีเข้า ทำนองนั้น

เราแน่ใจว่าเก้าอี้โยกตัวนี้ต้องเป็นของเก่าแก่จริงๆ เจ้าของเดิมก็คงรักและหวงน่าดู…เธอสิงอยู่ที่เก้าอี้ หรือคะ?

เปล่า เลย! เวลาลุกมาเดินเปิดตู้เย็นดื่มน้ำตอนดึกๆ ต้องเดินผ่านเก้าอี้ตัวนี้ ไฟก็ไม่ได้เปิดเพราะมีแสงสลัวจากภายนอก เราไม่เคยเห็นผี เห็นวิญญาณ แถมไม่เคยหวาดหวั่น ขนลุกขนชันหนาวเยือกอีกด้วย…ทุกอย่างเป็นปกติดี!

ดิฉันเองยังอยู่ในวัย 40 กว่าๆ ยังจำได้ถึงเก้าอี้ไม้รูปทรงสง่างาม ขาทั้งสี่ติดอยู่บนแผ่นไม้ที่ดัดขัดเกลาให้โค้ง คุณปู่และคุณพ่อดิฉันชอบนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ จิบกาแฟ ดูทีวี หรือดูหลานๆ วิ่งกันจากเก้าอี้โยกนี้แหละค่ะ

เมื่อเวลาผ่านไปก็ไม่เห็นใครนิยมนั่งเก้าอี้โยกเหมือนเดิม

พวกเรามักจะชอบโซฟานุ่มๆ ขดตัวสบายๆ เผลอๆ ก็เหยียดตัวนอนหลับ หรือไม่ก็เป็นเบาะอันใหญ่ สูง ภายในยัดเม็ดโฟมกลมๆ เวลานั่งจะจมอยู่ในนั้น…เป็นความสุขไปอีกแบบหนึ่ง

ปกติดิฉันไม่ชอบเก้าอี้โยกหรอกค่ะ เพราะนั่งแล้วเวียนหัว อายุปูนนี้เกือบจะ 50 อยู่รอมร่อ ที่เขาเรียกว่า…เลือดจะไปลมจะมานั่นไงคะ!

กระทั่งเมื่อผ่านร้านขายของเก่าย่านสุขุมวิท ดิฉันเห็นเก้าอี้โยกตัวหนึ่ง มันดูดึงดูดใจบอกไม่ถูก อาจจะเพราะรูปทรง เนื้อไม้และสีธรรมชาติงดงามนั้น ทำให้หวนกลับไปคิดถึงความสุขความอบอุ่นในวัยเยาว์

ดิฉันซื้อเก้าอี้ตัวนั้นอย่างไม่ลังเล รู้สึกเหมือนพบส่วนหนึ่งของตนที่ทำหายไปนานแล้ว!

เมื่อนำเก้าอี้โยกมาตั้งไว้ในห้องดูทีวี ลูกสาวลูกชายวัยรุ่นกับสามีดูจะชอบอกชอบใจไม่เบา ถึงกับแย่งกันนั่งแน่ะค่ะ บอกว่าสนุกแปลกๆ ดี

ส่วนดิฉันเองนั่งแล้วเวียนหัว ที่ซื้อมาก็เพราะความสุขในใจ และก็คิดไม่ผิด เพราะลูกๆ ดูจะรักเก้าอี้โยกตัวนี้เป็นพิเศษ ลูกสาวถึงกับหาเบาะมารองนั่งและที่พิงพนัก…น่านั่งขึ้นอีกเยอะเลย

เผลอๆ ดิฉันยังหย่อนตัวลงไป มันเหมือนเก้าอี้โอบอุ้มเนื้อตัวเอาไว้ ที่วางแขนทั้งสองข้างก็คล้ายท่อนแขนที่กำลังจะโอบกอด พอหลับตาเอาปลายเท้าแตะพื้น เก้าอี้ก็โยกเบาๆ ช่างนุ่มนวลดีจริง…ไปๆ มาๆ เผลอหลับไปบนเก้าอี้ตัวนี้บ่อยมาก

แต่แล้วก็มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นค่ะ!

ดิฉันมักจะฝันว่านั่งอยู่ในเรือนริมแม่น้ำ บนเก้าอี้ตัวนี้เลย…ขณะที่โยกเก้าอี้เบาๆ พลางมองดูสายน้ำไหลผ่านหน้า มีเรือพาย มีกอผักตบชวา…ทุกอย่างดูสะอาด ปราศ จากมลพิษ คิดๆ แล้วคงเป็นช่วงเวลาเมื่อ 50-60 ปีก่อนแน่เลย

บางทีก็เป็นยามเช้า มีพระพายเรือบิณฑบาต แม่น้ำเป็นประกายสีชมพูกุหลาบและแสงเงินแสงทอง บางครั้งก็ยามบ่ายแสนเงียบสงบ

ในฝันนั้นคล้ายกับดิฉันเป็นผู้หญิงอีกคนที่ไม่ใช่ตัวเอง บางทีเวลาตื่นยังงงๆ พิกล มันปรับเวลาไม่ถูกค่ะ…ลืมตาตื่นขึ้นมาก็กลายเป็นปัจจุบัน…

 

ดิฉันเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย สอนประวัติศาสตร์ เชื่อทั้งเรื่องวิญญาณและบาปบุญคุณโทษ เคยพูดคุยกับผู้รู้…ท่านบอกว่าบางทีก็ไม่ใช่ผีสางนางไม้ แต่เป็นพลังบางอย่างที่ประทับรอยอยู่ที่นั่น อาจจะเป็นเก้าอี้ เตียง รถยนต์ หรือแม้แต่รถเข็น

กระแสพลังนั้นอาจจะเป็นความสุขที่ล้ำลึก เมื่อเจ้าของเก้าอี้โยกนั่งตรงนี้ รู้สึกแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่านับเป็นปีๆ หรือสิบๆ ปี มันสุขปนเศร้าบอกไม่ถูก…

เธออาจกำลังคิดถึงใคร หรือดื่มด่ำ รักสถานที่ ผูกพันกับชีวิตเงียบสงบเช่นนั้นก็เป็นได้

โชคดีที่พลังบนเก้าอี้โยกตัวนี้เป็นพลังบวก พลังที่ดีงาม ถ้าเป็นพลังลบละก็แย่เลย…สมมติว่าเจ้าของเดิมหดหู่ซึมเศร้า เหงาหงอย อยากตาย! พวกเราก็จะได้รับความรู้สึกนั้นด้วยแน่นอน!

หรือถ้าเป็นเรื่องผี เจ้าของเขาหวง ไม่อยากให้เราครอบครองสมบัติของเขาแล้วปรากฏตัวหลอกหลอนทวงคืนละก็หัวโกร๋น กันทั้งบ้านแน่ๆ น่าขนลุกเอาการ

ดิฉันแน่ใจว่าวิญญาณเจ้าของไม่ได้อยู่ที่เก้าอี้โยกนี้หรอกค่ะ มันเป็นเพียงพลังหรือกระแสจิตที่สวยงาม…เป็นเรื่องที่แปลกดีนะคะ!

ถ้ำใต้ดิน

เหวนรกนั้นชื่อก็บอกตรงตัวอยู่แล้ว ที่แน่ๆ ก็คือมี สัตว์ตกลงไปตายมากมายเพราะพลาดพลั้ง หรือลื่นพรวดพราด ลอยละลิ่วลงไปแหลกเหลวกับก้อนหินก้นเหวนั่นปะไร!

ถ้าไม่มีคนตาย หรือตายแค่ 2-3 คน ก็คงไม่มีใครยกย่องว่าเป็นเหวนรกหรอกน่า…จริงมั้ยครับ?

ถ้ำมรณะก็เหมือนกัน!

อาจ จะมีสัตว์ร้ายสิงสู่อยู่ในถ้ำ ตั้งแต่เสือ หมี จนถึงงูเห่า งูจงอาง พิษสงขนาดฉกปั๊บเข้าให้ก็ไม่ต้องไปหาหมอให้เสียเวลา…ขุดหลุมฝังได้เลย! เพราะพิษร้ายจากเขี้ยวอสรพิษชนิดนี้แม้ว่าจะไม่รุนแรงเท่างูเห่า แต่มีจำนวนมากมายกว่างูเห่าราวสองเท่าตัว

หมองูที่เสาวภาท่านยืนยันว่า พิษงูจงอางสามารถฆ่าช้างได้ 1 ตัว ฆ่าคนได้ 20 คน!

สาเหตุก็เพราะในป่าเขาลำเนาไพรแสนเปล่าเปลี่ยวนั่นน่ะ เป็นที่สิงสู่ของบรรดาอสุรกายสารพัดชนิด ไม่ว่าผีมีระดับอย่างเจ้าป่าเจ้าเขา รวมทั้งเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่สิงสถิตอยู่ตามต้นไม้และภูเขา ส่วนมากน่ะจ้องจะเอาชีวิตคนท่าเดียว จนใครที่ผ่านไปมาต้องเซ่นวักตั๊กแตนกัน ถึงจะรอดชีวิตไปได้

อ้อ! ที่อยู่ใกล้ถนนรนแคมหน่อย ก็มีคนสร้างศาลให้อยู่เป็นที่เป็นทาง ต้องจุดธูปเทียนบูชา มีผ้าเหลืองผ้าแดงพันไว้อร่ามไปแทบทั้งต้น

ท่านที่ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดไกลๆ คงจะเคยผ่านศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่เหล่านี้มาแล้ว คนเดินทางจะต้องแสดงความเคารพนบไหว้กันแปลกๆ ตามที่ได้ยินว่า “ท่านโปรด”

เช่นจุดประทัดสนั่นหวั่นไหวเมื่อถึงศาล จนคนที่ขับรถตามมาข้างหลังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ พานนึกว่าเกิดปล้นสะดมขึ้นแล้วก็มี!

ต้องกดแตรแป๊นๆๆ แสบแก้วหูคันละ 3 ครั้งติดๆ กันก็มี คิดดูเถอะว่าตอนที่มีรถราผ่านไปมาหลายๆ คัน บรรดาโชเฟอร์กดแตรบูชาเจ้าพ่อหลักหลวง เจ้าแม่เขาชะโงก ดังสนั่นหวั่นไหวติดๆ กันแบบนั้น คนที่ไม่เคยระแคะระคายมาก่อนจะอกสั่นขวัญแขวนขนาดไหน

ที่ไม่เคยกดแตรก็ต้องกด! ที่ไม่ได้ตั้งใจก็สะดุ้งโหยง พลอยบ้าจี้กดแตรลั่นรถ จนคนที่มาด้วยวี้ดว้ายกันระงมก็เคยปรากฏมาแล้ว!

ตกใจจนกดติดๆ กันเกือบสิบทีกว่าจะหยุดได้ ก็ไม่เป็นไร…เผื่อเหลือเผื่อขาดครับของพรรค์นี้ กด แล้วสบายใจ เข้าทำนอง “เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม”

เหวนรก! ถ้ำมรณะ! ต้นไม้ผีสิง…ของพวกนี้ก็ต้องอยู่ในป่าดงเป็นของธรรมดา

 

นอกจากสัตว์ร้ายต่างๆ แล้วก็อาจจะมีถ้ำนรกหลบซ่อนอยู่ตามหลืบถ้ำมืดสลัว ไม่มีปล่องให้แสงแดดส่องลงมาถึง มัวแต่เดินเก้ๆ กังๆ เหลียวซ้ายแลขวาก็อาจจะหล่นวูบ…รู้สึกคล้ายโดนธรณีสูบเมื่อไหร่ไม่รู้ตัว

ลืมตาอีกทีก็เห็นยมบาลแยกเขี้ยวรอคอยอยู่แล้ว อย่าทำล้อเล่นกับถ้ำนรกไปเชียว!

ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ก็คือเรื่องอื้อฉาว “ขุมทองเมืองกาญจน์” ในถ้ำลิเจีย ที่ใครๆ ไปขุดหากันมาหลายสิบปีแล้ว แม้แต่ทุกวันนี้ก็ยังแยกย้ายกันขุดหาทองคำที่เชื่อว่าทหารญี่ปุ่นฝังไว้ก่อน แพ้สงคราม เรียกว่า “ขุมทองโกโบริ” จนกลายเป็น “ขุมทองโกโบเลอะ” ไปแล้ว

ดูในข่าวทีวีจะเห็นมีการตั้งศาลเพียงตา บูชาบัตรพลีด้วยหัวหมูบายศรี แถมเหล้าตามธรรมเนียมไทยๆ เป็นการบอกกล่าวกับขอขมาลาโทษเจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขาเสียก่อน จะได้ไม่เกิดเรื่องอัปมงคล…พูดตรงๆ ว่าไหว้ผีกันละครับ

ไหว้ไปทำไมกัน?

ก็เพราะเชื่อว่ามีวิญญาณเก่าใหม่สิงสู่ซับซ้อนอยู่ในนั้นมากมาย คือในถ้ำนั่นย่อมเคยมีคนยุคก่อนประวัติ ศาสตร์อาศัยอยู่ จนถึงยุคหลังๆ ที่คนเข้าไปหลบแดดหลบฝน หรือแม้แต่หลบสัตว์ร้าย แล้วก็ต้องล้มตายในถ้ำเพราะเจ็บป่วยบ้าง ถูกฆ่าตายจากคนหรือสัตว์บ้าง

ที่น่าสยดสยองกว่านั้นก็คือ…ถูกผีหักคอตาย!!

โดยเฉพาะพวกที่ไปขุดหาสมบัติ ขุดทอง แต่ต้องมาจบชีวิตเพราะตกเหวตาย เป็นไข้ป่าตาย หลงทางหลงถ้ำจนหมดแรงขาดใจตายไปเอง ขนาดระบุชื่อว่าคนนั้นคนนี้ตายเมื่อใด

ในถ้ำนรกที่ว่าก็ต้องตั้งศาลพร้อมเครื่องบัตรพลีอย่างที่ว่า เพื่อให้วิญญาณหลากหลายเหล่านั้นได้มากินเครื่องเซ่นจนอิ่มหนำสำราญ จะได้ไม่โกรธเกรี้ยว มารบกวนการทำงานให้ยุ่งยากเปล่าๆ

แหม! เป็นผีแล้วยังชอบเครื่องเซ่น คนเป็นๆ จะไม่ให้ชอบ “ส่วย” ได้ยังไงกัน?

ปลาปีศาจ

ปลาสังกะวาดก็ชุมชะมัด เราเรียกกันว่า “ปลาแขยง” หว่านแหโครมหรือไม่ก็ใช้สวิงตักได้ทีละหลายสิบตัว แม้ว่าจะไม่ค่อยมีราคาค่างวดอะไรเพราะตัวมันขนาดหัวแม่มือ แต่เอามาผัดเผ็ดกินกับข้าว หรือให้พ่อแกล้มเหล้าก็รับรองว่าอร่อยที่ซู้ดดด…

ปลากระทิงชอบอยู่ น้ำลึก เนื้อก็เหนียวเป็นบ้า จนพวกเราไม่อยากยุ่งกับมัน แต่ปลาสวายนี่ซีครับที่น่าสนใจ นอกจากเนื้อหวาน มันย่องแล้วยังชุกชุมอยู่ไม่เบา ตอนนั้นน่ะ

ผมกับเพื่อนๆ ชอบจับปลาสวายกัน แม้กรรมวิธีจะยุ่งยากนิดหน่อยแต่ก็ไม่เกี่ยงงอนอะไร…ไม่นึกว่าจะโดนผีหลอก เข้าเต็มเปาจนหวิดหัวโกร๋นไปตามๆ กัน!

วันเกิดเหตุตอนบ่ายในฤดูหนาวเหมือนตอนนี้แหละครับ

เคยเป็นชุมทางผีเสื้อราตรีกับดงนักเลง มีเรื่องยกพวกเข้าห้ำหั่นกับทหารม้า หรือเหล่ายานเกราะบ่อยครั้ง ไล่ตีกันกระเจิดกระเจิงไปถึงศาลานกกระจอกหน้าโรงเรียนราชินีบน ซึ่งเป็นปลายทางของรถรางสายบางซื่อ-บางกระบือ ระยะสั้นๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของรถรางสายยาวที่มี 2 ตู้คือ บางกระบือ-วิทยุ

ตอนนั้นผมยังเล็กมาก พอรู้ความเขาก็เลิกรถรางไปตั้งปีมะโว้แล้วครับ

นอกจากท่าเขียวไข่กาที่มีเรือจ้างข้ามฟากไปฝั่งธนฯ ส่วนมากเป็นย่านบางอ้อ กับเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาไปถนนทหาร เกียกกาย หรือไม่ก็ท่าตาแหนวัดแก้วฟ้า ถ้าจะข้ามไปวัดเทพนารีแถวบางพลัดก็ไปลงเรือจ้างที่ท่าน้ำสามเสนดีกว่า

บ้านผมอยู่ริมน้ำ คล้อยไปทางท่าวัดจันทร์สโมสรที่ทางเข้าอยู่ตรงข้ามกับตลาดบางกระบือ พวกเพื่อนๆ ทโมนไพรก็อยู่บ้านช่องใกล้ๆ กันทั้งนั้น

อ้อ! ไม่ใช่ว่าเที่ยวเตร่หรือซุกซนไร้สาระเท่า นั้นนะครับ พวกผมยังช่วยพ่อแม่ทำมาหากินอีกต่างหาก!

แหม…คนแม่น้ำซะอย่าง อะไรมันจะถนัดไม้ถนัดมือยิ่งกว่าการหากุ้งหาปลาล่ะครับ? แถมสนุกสนานตื่นเต้นอย่าได้บอกใครเชียว

สมัยนั้นกุ้งปลาชุกชุมมาก แม่น้ำก็ไม่สกปรกเหมือนทุกวันนี้ พวกเราดำน้ำลงไปตามเสา ไม่ช้าก็คว้ากุ้งก้ามกรามตัวโตๆ ติดมือขึ้นมาแล้ว ส่วนพวกมืออาชีพที่เขาหากินทางตกกุ้งอย่างเดียวก็จอดเรือบดขวางน้ำ นั่งนิ่งเป็นรูปปั้น ได้ทั้งกุ้งนางกับก้ามกรามมาขายเป็นกอบเป็นกำ เลี้ยงลูกเมียได้สบายมาก

 

วันนั้นฟ้าครึ้มจนไม่เห็นแดด ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้ฝนหลงฤดูหรือฝนสั่งฟ้าจะเทกระหน่ำลงมา…ไอ้โหนกกับ ไอ้แป้นพายเรือไปวางลอบลอยไม่ไกลจากฝั่งนัก ส่วนผมกับไอ้โก้รอคอยทำหน้าที่สำคัญอยู่ที่ชายน้ำ…นั่นคือการช้อนปลาสวาย ตัวโตๆ เกือบเท่าปลากดคังที่มันเล่นน้ำมาจนพลัดเข้าไปในลอบลอยของเรา

เข้าไปแล้วว่ายหนีไม่สำเร็จหรอกครับ แถม เงี่ยงยังติดตาข่ายพลางดิ้นโผงผางให้เห็นกระจะตาอีกด้วย…

ไอ้สองเกลอนั่นพายเรือเข้าฝั่งแล้ว เดี๋ยวเดียวก็เห็นเหยื่อติดลอบดิ้นน้ำกระจายเล่นเอาผมกับไอ้โก้พยักพเยิดให้ กัน…ลงเรือไปพร้อมกับสวิงขนาดเหมาะมือเพื่อจะช้อนเหยื่อตัวอ้วนๆ ใส่เรือ

ไอ้โก้ถือท้าย ผมคุกเข่าอยู่หัวเรือ ส่วนไอ้สองคนแรกคงยืนลุ้นแทบไม่วางตา…ปลาสวายหลายตัวกำลังตกคลักอยู่ในลอบ จนแทบไม่เชื่อตาตัวเอง รีบเงื้อสวิงจ้วงพรวดแล้วตวัดขึ้นมา รับรองว่าไม่มีทางดิ้นหลุดลงน้ำไปได้เด็ดขาด…

แต่ไหงในสวิงมีแต่ความว่างเปล่าก็ไม่รู้?

“เอ๊ะ! อะไรกันวะ” ผมกับไอ้โก้ร้องเกือบพร้อมๆ กัน เสียงฟ้าร้องครืน รับกันเป็นทอดๆ ไม่ได้ทำให้เราสะดุ้งสะเทือนอะไรหรอกครับ แต่ที่ทำให้เราตกตะลึงพรึงเพริดก็คือ เห็นแต่หัวกะโหลกตาโบ๋ อ้าปากปะหงับๆ คล้ายจะหัวเราะร่าอยู่ในอวนลอยนับสิบๆ หัว!

ผมตกใจสุดขีดจนทิ้งสวิง โดดน้ำตูม ไอ้โก้โดดตามพลางแหกปากจ้า…รอด้วย…รอกูด้วย! แต่ผมหูอื้อตาลาย จ้วงน้ำพรวดๆ ตะกายขึ้นฝั่งได้ยังไงก็ไม่รู้ตัว

ส่วนไอ้แป้นกับไอ้โหนกคงเห็นเหตุการณ์น่าขนลุกทุกอย่างแล้ว…โธ่! ก็พวกมันนั่งก้นจ้ำเบ้า อ้าปากค้าง เบิกตาโพลง…เล่นเอาเราเข็ดหลาบการออกไปหากุ้งหาปลาตั้งแต่นั้นมา ขนาดทุกวันนี้นึกถึงภาพนั้นผมยังขนหัวตั้งอยู่เลยครับ! บรื๋อออ….

น้องชายถูกฆ่า

ในงานสวดศพแตนยังร้องไห้ไม่หยุด รำพันว่าเป็นเพราะเธอเองแท้ๆ ที่คิดถึงแพร ไม่ได้ไปงาน คืนนั้นเพราะเป็นเพื่อนคนละกลุ่ม ที่โทร.ไปหา ก็คิดว่าน้องแพรกลับถึงที่พักแล้ว..เธอเป็นต้นเหตุ ให้เพื่อนตาย!

แต่ไม่มีใครโทษเธอหรอกค่ะ นอกจากสยองแทนที่กำลังคุยกับเพื่อนดีๆ ก็มีเสียง…โครม! ดังก้องอยู่ในหูไม่รู้จบสิ้น

คืนวันเผาน้องแพรซีคะ เกิดเรื่องสยองขวัญ เมื่อดิฉันกลับบ้าน รู้สึกใจหายและวังเวงใจอย่างบอกไม่ถูก…ต่อไปนี้ไม่มีน้องแพรอีกแล้ว! พอดีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น!

มีผลสำรวจว่า ผู้ที่พูดโทรศัพท์ขณะขับขี่รถยนต์ แม้จะใช้แฮนด์ฟรีก็ตาม สติสัมปชัญญะและสมาธิจะมีน้อย ความรู้สึกตอบสนองต่างๆ จะเชื่องช้าลงพอๆ กับการดื่มสุรา

“ไม่ดื่ม ไม่โทรศัพท์ ไม่รับสาย ขณะขับรถ”

ห้ามผู้ที่ขับขี่ยานยนต์มีแอลกอฮอล์ ในเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถ้าตรวจพบก็จะโดนจับกุม มีโทษปรับจนถึงทำงานรับใช้สังคม…ถ้าทำผิดซ้ำอาจจะโดนห้ามขับรถตลอดไปก็ เป็นได้ เพราะผู้ที่ขับรถ พร้อมกับพูดโทรศัพท์ เปรียบเทียบกับผู้ดื่มเหล้าเบียร์ที่มีแอล กอฮอล์ในเลือด ถึง 78 มิลลิกรัมเปอร์ เซ็นต์…เป็นเรื่องน่ากลัวขนาดไหนคงนึกภาพออกนะคะ

ดิฉันมีประสบการณ์ขนหัวลุกเมื่อปีก่อนมาเล่าสู่กันฟังค่ะ!

“น้องแพร” เป็นเพื่อนร่วมงานบริษัทเดียวกันที่อโศก อายุราว 25 ปี แสนสวยและยังโสด พ่อแม่ที่ต่างจังหวัดฐานะดี ซื้อรถยนต์ให้น้องแพรใช้ตั้งแต่เธอ ได้งานทำ ผิดกับเพื่อนส่วนใหญ่ที่ต้องผ่อนรถเอง หรือไม่ก็อาศัยรถเมล์กับแท็กซี่เป็นประจำ เช่นดิฉันเองเป็นต้น

ตอนเลิกงานเรามักไปหาอะไรดื่มกินกันก่อน กลับบ้าน น้องแพรชอบชวนเพื่อนๆ ขึ้นรถไปยังจุดนัดหมาย มีทั้งเพื่อนร่วมงานกันและบริษัทอื่นทั้งหญิงและชาย แต่ไม่เคยมีปัญหาอะไร

ถ้าจะมีก็คือปัญหาที่น้องแพรชอบพูดโทรศัพท์ขณะขับรถยนต์นี่แหละค่ะ!

แม้เธอไม่ได้โทร.ไปหาใครก่อน แต่มีเสียงเข้าสายประจำ มีทั้งถามจุดพบให้แน่นอนบ้าง เพื่อนๆ โทร. มาคุยบ้าง และมักจะคุยครั้งละนานๆ จนทำให้ดิฉัน ไม่ค่อยสบายใจ

มองโลกในแง่ดีว่ากรุงเทพฯ รถติดโดยเฉพาะ ย่านนั้น ไม่อาจขับปรู๊ดปร๊าดได้หรอก แต่ก็อดเตือน ไม่ได้ว่าอย่าพูดโทรศัพท์ในรถ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าคุยนานนัก…อันตราย!

“แหม! พี่แน็ตก็..” น้องแพรยิ้มฟันขาว ตาใสเชียว “คุยแป๊บเดียวเองค่ะ”

เธอชอบเรียกชื่อดิฉันติดปาก แถมยังหันมามองด้วย เล่นเอาใจหายวูบ..ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นก็ไม่ใช่เพราะโทรศัพท์ แต่มาจากดิฉันที่เอ่ยปากทักท้วง เธอนั่นเอง!

เรากลับราว 3-4 ทุ่ม เธอก็จะขับมาส่งเพื่อนชื่อแตนที่อุรุพงษ์ ส่งดิฉันที่ราชวิถี แล้วขับรถข้ามสะพานกรุงธนฯ กลับห้องพักแถวบางพลัด…เป็นประจำราวสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

ตอนนั้นก็ไม่วายมีโทรศัพท์เข้ามาค่ะ!

ช่วงที่รถแล่นเร็วได้ ดิฉันต้องเอ่ยปากห้ามตรงๆ ว่าอย่าพูดโทรศัพท์ตอนขับรถ อันตรายมาก! น้องแพรก็จะหันมายิ้มหวานเช่นเคย…แหม! พี่แน็ตก็…

ส่วนมากเธอจะเชื่อฟังค่ะ บอกคู่สนทนาที่มีทั้งชายและหญิงว่า…ตอนนี้ขับรถ พี่แน็ตห้ามเม้าธ์ เอาไว้ถึงห้องแล้วค่อยคุยต่อ…แต่บางครั้งเธอจะหัวเราะเฉยเสีย ดิฉันต้องยื่นคำขาดว่าให้หยุดรถ จะลงแท็กซี่ต่อไปเอง! นั่นแหละค่ะน้องแพรจึงยอมบ๊ายบายกับเพื่อน

ครั้งหนึ่งดิฉันบอกให้จอดแต่เธอไม่สนใจ พอถึงไฟแดงก็ปลดซิตเบลต์เปิดประตูลงไปเดินเอง… น้องแพรออกรถได้รีบขับมาจอดรับ ยกมือไหว้ขอโทษจนดิฉันใจอ่อนยอมขึ้นรถ

คืนหนึ่ง น้องแพร ก็ประสบอุบัติเหตุ เสียชีวิตคาที่ เพราะ การพูดโทรศัพท์ขณะ ขับรถ ขณะออกมาจากงานวันเกิดเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ที่ภัตตาคารริมน้ำแถวบางอ้อ…ใกล้จะถึงที่พักของเธออยู่แล้ว

โทรศัพท์ที่เปิดสัญญาณอยู่คือหลักฐานค่ะ!

น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นก็คือ คนที่โทร.คุยกับน้องแพรคือแตนนั่นเอง

มือถือของแตน! เธอรีบกดรับแล้วยกหูรับฟัง ก่อนจะตาเหลือกละล่ำละลักว่าน้องแพรโทร. มา บอกว่าเราคุยกันต่อนะจ๊ะ! แตนพูดแล้วร้องไห้โฮ ย้ำแต่ว่าประสาทจะกินแล้วค่ะ ดิฉันต้องปลอบใจว่าอย่าคิดมาก ทางที่ดีควรปิดมือถือไปเลยจะได้หมดปัญหา

ไม่ถึงอึดใจ มือถือของดิฉันก็ดังขึ้นบ้าง ครั้นกดรับก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย…ขนลุกซ่าไปทั้งตัวที่พบกับความเงียบ เชียบน่าสยดสยองสุดขีด ม่านตา ลายพร่า หูแว่วไปเองว่าได้ยินเสียง…พี่แน็ตขา ลาก่อนนะคะ…

 

ที่มีของ

เรื่องราวของ “ผีตาฮก” เป็นคำตอบที่ชัดเจนอย่างยิ่งเลยละครับ ท่านที่เคารพ

ตาฮกเป็นคนหาปลาในย่านนั้น วันเกิดเหตุแกก็ไปทอดแหหาปลากับลูกชายตามปกติ โดยแกเหวี่ยงแหลากลงไปในแถวถิ่นปลาชุม ลูกชายเป็นคนถือท้าย

วันเกิดเหตุ สองพ่อลูกก็ไปหาปลาตามเคย!

พอ ตาฮกเหวี่ยงแหโครม ก่อนจะลากขึ้นเรือ…ปรากฏว่าพญากุมภีล์ตัวยาวหลายวาก็ทะลึ่งพรวดขึ้นมาอ้า ปากกว้าง งับผางเข้ากลางลำตัวคนชะตาขาดผู้ยังตะลึงงัน แล้วโดดผึงตึงตังลงน้ำเสียงโครมคราม สะท้านสะเทือนจนลูกชายตาฮกตกใจแทบจะตกน้ำตายไปอีกคน

ผีตาฮกดุร้ายสาหัสเพราะแกตายโหงน่าสยดสยองเหลือหลาย!

แม่ ผมเล่าว่าตอนดึกๆ ชาวบ้านใกล้เคียงแกไม่เป็นอันหลับอันนอน เพราะเสียงตึงตังโครมครามเหมือนแผ่นกระดานตีกันดังสนั่น คนที่ได้ยินก็พากันขนลุกขนพองด้วยความสยดสยองไปตามๆ กัน

วันนี้จะเล่าเรื่อง “ศาลเจ้าพระยา” ที่หน้าวัดท่าข้ามสู่กันฟังครับ

ที่นั่นอยู่ใน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ฯ บ้านเกิดเมืองนอนของผมเอง มีเรื่องราวน่าขนหัวลุกหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำตาปี ที่ขึ้นชื่อลือชาว่าจระเข้ชุกชุมนักหนาในอดีต แถมเรื่องของโจรผู้ร้ายฉกาจฉกรรจ์ รวมทั้งเรื่องฆ่าฟันกันชนิดไม่ปรานีปราศรัยของคนที่แตกต่างกันในลัทธิอีก ต่างหาก

นั่นคือตอนหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม อันน่าขนพองสยองเกล้า แถบถิ่นนั้นกลายเป็นพื้นที่สีแดงที่เจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองก็ทำอะไรมากไม่ ได้หรอกครับ

โดยเฉพาะเรื่องราวแถวย่านวัดท่าข้าม ที่พวกเรานิยมเรียกกันว่า “วัดหัวแหลม”

สาเหตุก็คือ วัดนั้นตั้งอยู่ตรงหัวมุมที่แม่น้ำตาปีมาบรรจบกับแม่น้ำพันดุง หรือเรียกตามภาษาทางการว่า “แม่น้ำคีรีรัฐ” ก่อนจะไหลลงสู่ทะเลระยะทางราว 20 กิโลเมตร

สมัยนั้นเป็นทั้งถิ่นนักเลงโตที่ทางการทำอะไรไม่ได้ ตอนหลังต้องใช้วิธีเกลือจิ้มเกลือ โดยแต่งตั้งหัวหน้าใหญ่ให้เป็นกำนันซะเลย เพราะไหน จะเป็นพื้นที่สีแดงอย่างที่ว่า จนมีการฆ่าแกงกัน ดุเดือดเลือดพล่าน…

ประจักษ์พยานคือมีศพลอยน้ำมาตามแม่น้ำทั้งสองสาย ผ่านวัดหัวแหลมแทบไม่เว้นตะละวัน!

ทุกศพล้วนแต่มีร่องรอยโดนยิงโดนฟัน หรือโดนแทงมาทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่ว่าตกน้ำตายธรรมดาๆ เสียที่ไหนเล่า

“ศาลเจ้าพระยาท่าข้าม” ที่ว่านั้น เชื่อถือกันมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายายว่าเป็นที่สิงสถิตของพญาชาละวัน หรือจระเข้ยักษ์ผู้เป็นใหญ่แห่งลุ่มน้ำตาปี มีถ้ำอยู่ใต้น้ำ อิทธิฤทธิ์สูงส่งน่าเกรงขามครั่นคร้ามเป็นยิ่งนัก เรียกขานกันอีกแบบหนึ่งว่า “ศาลเจ้าพญาท่าข้าม” ซึ่งหมายถึงพญาจระเข้นั่นเอง

จระเข้ชุกชุมขนาดขึ้นมานอนเกยตลิ่งอาบ แดด เป็นประจักษ์พยานอันดีว่าที่นั่นมีชาละวันชุกชุมปานใด!

เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า เรือที่ขึ้นล่องในยุคนั้นต้องทำลูกกรงล้อมประทุนไว้แม้แต่คนแจวเรือก็ต้อง เอาไม้ไผ่มาล้อมคอกไว้ เพื่อป้องกันจระเข้ไม่ให้พุ่งพรวดจากใต้น้ำ โดดโผงผางขึ้นมาขย้ำกลางตัว ลากลงไปเป็นเหยื่อได้ง่ายๆ

หลายๆ คนในภาคอื่นเคยกังขาว่าจระเข้ลุ่มตาปีดุร้ายฉกาจฉกรรจ์ถึงปานนั้นเชียวละหรือ?

เท่านั้นยังไม่พอ!!

ตอนกลางวันแสกๆ เสียงอุบาทว์นั่นก็ดังขึ้นอีกหลายครั้ง แม่เล่าว่าชาวบ้านพากันแห่ไปดูก็เห็นกระดานท้องเรือของตาฮกกระดกขึ้นมาทุก แผ่น แล้วฟาดปังๆ ลงไปเหมือนมีใครจับกระแทกกระทั้นให้เห็นคาตา…

รายการนี้เล่นเอาคนขวัญอ่อนเป็นลมเป็นแล้งไปหลายราย!

เมื่อราวๆ สามสิบกว่าปีมาแล้ว ชาวบ้าน สร้างศาลเจ้าพระยาท่าข้ามไว้ที่หน้าวัดหัวแหลม…เมื่อความเจริญแผ่กระจาย เข้ามาเรื่อยๆ ก็เหลือแต่เรื่องราวน่าขนหัวลุกไว้เล่าสู่กันฟังเท่านั้นครับ

มหาสทุทรกลืนคน

ปีนี้ฝนแรงเหลือเกิน ตั้งแต่เหนือลงมาโน่น เหมือนเทวดากริ้วโกรธจนสาดน้ำลงมาจนหมดฟ้า โหมกระหน่ำทั้งวันทั้งคืน อย่าว่าแต่ดินโคลนจากภูเขาจะถล่มทลายย่อยยับ ก้อนน้ำยิ่งรวมตัวกันเป็นเกลียวคลื่นมหึมา บ้าคลั่ง ไหลหลั่งถาโถมลงมาตามแม่น้ำลำคลองจนเอ่อท้น แผ่กระจายไปทุกทิศทุกทาง

รุ่งขึ้น ตะวันสาดแสงเจิดจ้า สว่างไสว มองเห็นสายชลเวิ้งว้างแทบสุดลูกหูลูกตาตามเดิม!

เรือ บรรเทาทุกข์ขนอาหารและของใช้มาแจกจ่ายผู้คนที่ยังจับเจ่ารอคอย อยู่ตามหน้า ต่างและหลังคา…ล้วนแต่ยกมือท่วมหัวไปตามๆ กัน ด้วยความซาบซึ้งและระลึกถึงน้ำจิตน้ำใจที่เผื่อแผ่แก่เพื่อนมนุษย์ของคนร่วม ชาติ ร่วมเผ่าพันธุ์…

เมื่อจะแวะไปที่บ้านโย้เย้หลังนั้น ใครคนหนึ่งก็บอกว่าสองแม่ลูกจมน้ำตายไปสองวันแล้ว…เหลือแต่บ้านร้างไม่มี ใครอยู่เลยแม้แต่ชีวิตเดียว!

ไร่ นาสาโทจมหายไปใต้น้ำ บ้านเล็กเรือนน้อยจ่อมจมถึงหลังคา หลายสิบหลายร้อยหลังคาเรือนถูกกระแสน้ำรุนแรง เชี่ยวกราก พัดกระเจิงไปในสายชลขุ่นข้น เช่นเดียวกับต้นไม้ที่ถูกถอนรากถอนโคนล่องลอยไปลิบๆ

แม่ยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาอันไหลรินไม่ต่างกับความทุกข์ทนของแม่พระธรณี…

แม่กอดลูกชายตัวน้อยไว้กับอก เหม่อมองไปยังกระแสเชี่ยวกรากเหมือนจะถล่มทลายสรรพสิ่งที่ขวางหน้าให้พินาศวอดวายไปในพริบตา

“เดี๋ยวพ่อก็จะกลับมาแล้ว” แม่บอกลูกด้วยเสียงปลอบโยน แต่คล้ายจะบอกกล่าวตัวเองมากกว่า “อีกไม่นานหรอกลูก พ่อต้องได้ข้าวได้น้ำมาให้เรา อย่ากลัวไปเลยลูกเอ๋ย…”

เสียงนั้นขาดหายไปเพราะก้อนสะอื้นที่ประดังขึ้นมาจุกลำคอ เหลืออยู่แต่เสียงสายน้ำสาดซ่าครึกโครมราวกับจะประกาศก้องถึงชัย ชนะยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ที่ทรงพลังเหนือมวลมนุษย์ตัวกระจ้อยร่อยเสมอมา!

ท้องฟ้ามืดครึ้ม หนักอึ้งด้วยเมฆฝน มีเสียงคำรามครืนครัน สะท้านสะเทือนไปถึงหัวอกหัวใจของทุกคนที่ได้ยิน

แม่กอดกระชับลูกน้อยแน่นหนามากกว่าเดิม…

วันก่อนนั้นยังเห็นบ้านช่องที่ลดหลั่นลงไปวิ่งวุ่นขนของหนีน้ำ แต่ไม่ช้าไม่นานก็ต้องตะเกียกตะกายป่ายปีนขึ้นไปบนหลังคา บ้างก็ลงเรือจ้าละหวั่นหลบหนีมหันตภัยที่จู่โจมเข้าใส่จนตั้งตัวไม่ทัน

อีกไม่กี่วันต่อมา บ้านที่สูงขึ้นหน่อยก็ประสบ ชะตากรรมแบบเดียวกัน!

อาหารการกินเริ่มหมดไป แม้แต่น้ำในตุ่มก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว พ่อต้องบุกบั่นออกไปด้านหลังเพื่อหาอาหารมาให้ลูกเมีย…

ได้ข่าวว่าทางการเขาเริ่มเอาอาหารกับน้ำลงเรือมาแจกผู้คนแล้ว…ผู้คนนับ ร้อยๆ ในหมู่บ้านนี้ที่กำลังอดอยาก หิวโหย ทนทุกข์ทรมาน จนหลายๆ คนซึมเศร้าไม่ค่อยพูดค่อยจา มีวี่แววว่าอยากจะฆ่าตัวตาย ทำลายชีวิตตัวเองที่ยากแค้นแสนลำเค็ญเต็มประดา!

ไหนจะงูเงี้ยวเขี้ยวขอที่ล่องลอยมาตามน้ำ ตะขาบและแมงป่องพิษสงร้ายกาจจนต้องไล่ทุบไล่ตีกันวุ่นวายแทบไม่หยุดหย่อน

ฟ้าหมองมัว มืดครึ้มลงทุกทีแล้ว แต่พ่อก็ยังไม่กลับมา…

หรือจะโดนงูร้ายขบกัดจนสิ้นใจไม่มีใครรู้เห็น?

หรือจะเฝ้ารอข้าวปลาอาหาร ที่เขาว่ามีทั้งถุงยังชีพกับข้าวกล่อง น้ำกิน พอประทังชีวิตให้อยู่รอดไปวันๆ

ฟ้ามืดมัวเต็มที…น้ำตาแม่ไม่มีจะไหลแล้ว ได้แต่กอดลูกชะเง้อชะแง้แลหาพ่อ… เมื่อไหร่หนอพ่อจะกลับมา? ก่อนที่ลูกเมียจะอดตาย หรือไม่ก็น้ำท่วมจนต้องตะกายหนีขึ้นไปอยู่บนหลังคาเหมือนบ้านที่อยู่ต่ำลง ไป…

แต่บ้านพวกนั้นหลายสิบหลังก็จมหายไปใต้น้ำจนหมดสิ้นแล้ว!

ปีกมืดดำของราตรีกางออกปกคลุมสรรพสิ่ง โดยเฉพาะความหมองเศร้าระคนกับน่าอัปยศอดสู ทิ้งไว้แต่เสียงสะอื้นไห้กับเสียงหัวเราะครื้นเครงของสายน้ำบ้าคลั่ง ที่กระทำย่ำยีมวลมนุษย์ได้สาสมใจ

 

ทูตนรกเดือด

มันไม่ได้ใช้เวลานานสำหรับข่าวลือที่จะกวาดผ่านเมืองและรอบชนบท พวกเขาบอกว่ารูปปั้น – ชื่อเล่นดำ Aggie – ตามมาหลอกหลอนจิตวิญญาณของภรรยาทำร้ายซึ่งนอนอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเธอ เรืองแสงสีแดงที่นิ้วของเที่ยงคืนและมีชีวิตคนที่กลับจ้องมองรูปปั้นจะดวงตารูปปั้นจะถูกฟ้าผ่าได้ทันทีตาบอด หญิงตั้งครรภ์ใด ๆ ที่ผ่านเงาของเธอจะแท้ง หากคุณนั่งอยู่บนตักของเธอในเวลากลางคืน, รูปปั้นจะเข้ามาในชีวิตและความสนใจที่คุณจะตายในอ้อมกอดสีดำของเธอ ถ้าคุณพูดชื่อดำ Aggie สามครั้งในเวลาเที่ยงคืนที่หน้ากระจกมืด, นางฟ้าชั่วร้ายจะปรากฏและดึงคุณลงไปสู่นรก พวกเขายังกล่าวว่าวิญญาณของคนตายจะลุกขึ้นมาจากหลุมศพของพวกเขาในคืนมืดเพื่อรวบรวมรูปปั้นรอบในเวลากลางคืน

ผู้คนก็เริ่มไปเยี่ยมสุสานเพียงเพื่อดูรูปปั้นและตอนนั้นเองที่สมาคมท้องถิ่น ตัดสินใจที่จะทำให้รูปปั้นของความเศร้าโศกเป็นส่วนหนึ่งของพิธีอุปสมบทของ พวกเขา “แบ ล็กแอ็กกี้” นั่งซึ่งผู้สมัครเป็นสมาชิกมีการใช้จ่ายคืนหมอบอยู่ใต้รูปปั้นกับหลังของพวก เขาไปที่หลุมศพของนายพลตัวแทนกลายเป็นที่นิยม

หนึ่งคืนที่มืดสองสมาชิกสมาคมพร้อมกับความหวังใหม่ไปยังสุสานและเฝ้าดูขณะที่เขานั่งอยู่ใต้รูปปั้นน่าขนลุก เมฆบดบังดวงจันทร์ได้ในคืนนั้นและพื้นที่ทั้งหมดโดยรอบรูปปั้นมืดที่เต็มไปด้วยความรู้สึกของความโกรธและอาฆาตพยาบาท มัน ให้ความรู้สึกราวกับว่าพายุกำลังตั้งเค้าในส่วนของสุสานนั้นและเพื่อความผิด หวังของพวกเขาทั้งสองคนเป็นพี่น้องสังเกตเห็นว่าเงาสีเทาที่ดูเหมือนจะจัด กลุ่มไปทั่วร่างกายของผู้สมัครเป็นพี่น้องกลัวหมอบอยู่ในด้านหน้าของรูปปั้น

สิ่งที่ได้รับพระราชพิธีอุปสมบทตลกก็เอาอากาศที่เป็นอันตราย หนึ่งในพี่น้องพี่น้องก้าวไปข้างหน้าในการปลุกโทรออกไปเริ่มต้น ขณะที่เขาทำรูปปั้นดังกล่าวข้างต้นเด็กกวนลาง สองพี่น้องพี่น้องแข็งในช็อตเป็นหัวหุ้มหันไปทางผู้สมัครใหม่ พวกเขาเห็นประกายจากดวงตาสีแดงที่อยู่ใต้ฝากระโปรงปกปิดเป็นแขนรูปปั้นเอื้อมมือออกไปเด็ก cowering

การ หยุดชะงักที่เกิดจากรูปปั้นขึ้นเรื่อย ๆ เฉียบพลันซึ่งครอบครัวตัวแทนบริจาคในที่สุดมันก็จะมิ ธ โซเนียนพิพิธภัณฑ์ในกรุงวอชิงตันดีซี ทูตสวรรค์เสียใจนั่งเป็นเวลาหลายปีในการจัดเก็บที่นั่นไม่เคยอีกครั้งเพื่อทำให้เกิดภัยพิบัติประชาชนไปเยือน Druid Hill Park Cemetery

ด้วยเสียงตะโกนปลุกพี่น้องพี่น้องกระโจนไปข้างหน้าเพื่อช่วยในการเริ่มต้น ใหม่ แต่มันก็สายเกินไป เริ่มต้นให้หนึ่งตะโกนตกใจแล้วร่างกายของเขาหายเข้าไปในอ้อมกอดของทูตสวรรค์ มืด พี่น้องพี่น้องไถลไปหยุดว่าเป็นรูปปั้นคิด rested ตาเรืองแสงของพวกเขา อ้าปากค้างกับความหวาดกลัวเด็กหนีออกจากสุสานก่อนรูปปั้นสามารถคว้าพวกเขา มากเกินไป

ได้ยินเสียงกรีดร้องยามคืนรีบไปพล็อตตัวแทน เพื่อความผิดหวังของเขาเขาพบร่างของชายหนุ่มคนโกหกที่เท้าของรูปปั้น ชายหนุ่มคนหนึ่งเสียชีวิตเห็นได้ชัดว่าตกใจ

มนต์เรียกผี

เย็นนั้นป้าก็ออกนำหน้า มีหลานสาวกับเพื่อนเดินตามพลางพูดคุยจ๋อยๆ ไม่ขาดปาก ยังกะจะไปดูหนังหรือกำลังเดินนวยนาดอวดสายตาพวกหนุ่มๆ จนกระทั่งเลี้ยวเข้าสู่เขตป่าช้า เห็นหลังคาเมรุเขรอะสนิมจนเป็นรู…แป้งกับไผ่วิ่งออกหน้าเหมือนเป็นเจ้า ถิ่น ร้องแจ้วๆ ว่า…ถึงป่าช้าผีดิบแล้วโว้ย!

ป้ารีบเดินตามหลัง…ท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยเมฆหนาทึบบดบังแสงอาทิตย์ แต่แม่พวกสาวๆ ไม่แยแสหรือหวาดกลัวหรอกค่ะ ส่งเสียงกิ๊วก๊าวกันอย่างสนุก หลานสาวป้าก็ต้องคอยตอบคำถามเพื่อนที่ดังจ๋อยๆ แทบไม่ขาดปาก

เนี่ยที่เผาผีเหงอ? เมรุหรือเชิงตะกอน? ขี้เถ้าขาวๆ ข้างหลังน่ะอะไร? ว้าย! ขี้เถ้ากระดูกผี! แล้วมีผีอยู่ปะ? โหย…ขนลุกหมดล้าววว…

ผีดิบป่าช้านี่ไม่ได้เผาผีมาหลายปีแล้วล่ะค่ะ เขาย้ายไปป้าช้าที่วัดกันหมด ไม่ว่าผีดิบหรือผีสุก แต่ป่าช้าเก่าก็ยังไม่มีใครมารื้อหรือโก่นถาง ปลูกสร้างอะไรขึ้นมาเสียที… แป้งกับไผ่เดินดูนั่นดูนี่ เห็นอะไรก็ทักดะไปหมด…นั่นหน่อไม้ใช่มั้ย? นี่ต้นอะไร? ข่อยเหรอ…ไม่เคยได้ยินแฮะ ต๊าย! เอาไปเคี้ยวมั่ง ทุบมาสีฟันมั่ง! ทำไมไม่รู้จักใช้แปรงนะ?

บ้านช่องอยู่ใกล้ๆ ป่าช้าผีดิบมาแต่เล็กแต่น้อยแล้ว ไม่คุ้นก็ต้องคุ้นค่ะคุณ ขืนกลัวนั่นกลัวนี่มากไปคนเขาจะหาว่าเราดัดจริตน่ะ ไม่ใช่อะไร

เดี๋ยวก่อน…ป่าช้าผีดิบที่ว่าน่ะไม่เหมือนผีฝรั่งนะคะ แต่เป็นผีที่ตายเพราะความแก่ชรา หรือเจ็บไข้ตาย ไม่ใช่ตายเพราะถูกฆ่าหรือฆ่าตัวตาย รวมทั้งตายเพราะอุบัติเหตุที่เรียกว่าผีตายโหง…ประเภทหลังนี่ต้องไปอยู่ ป่าช้าผีสุกค่ะ คือฝังเอาไว้ก่อนซักปีสองปีถึงจะขุดขึ้นมาเผา

เหลือแต่ซากหรือกระดูกเท่านั้นแหละ เขาถึงเรียกป่าช้าผีสุกไงคะ!

ใครอยากดูป้าก็พาไปดู บรรยากาศที่ค่อนข้างร่มครึ้ม มีกอไผ่ ต้นข่อย กับไม้ล้มลุกขึ้นเกือบรอบเมรุ เสียงแมลงที่ระงมอยู่ในซุ้มไม้กลับเงียบเชียบ เพิ่มความวังเวงจนรู้สึกเสียวหลังชอบกล

วันก่อนหลานสาวจากกรุงเทพฯ ก็พาเพื่อนผู้หญิงสองคนมาเที่ยวอยุธยา ชื่อแป้งกับไผ่ ทาปากทาแป้งเหมือนจะไปเล่นละครชาตรี แต่งตัวชะเวิกชะวากน่าขนลุก เสื้อสายเดี่ยวกับกางเกงขาสั้นจุนจู๋เกือบถึงเป้า…เฮ้อ! ไม่รู้ว่าจะโชว์ขาอ่อนขาวๆ ไปให้ใครดู…

คนต่างถิ่นก็อยากมาดูป่าช้าผีดิบกัน แล้วพูดคุยกันไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าไม่น่ากลัวเพราะเผาจี่ไปหมดแล้ว วิญญาณคงจะไปผุดไปเกิดกันหมด แต่บ้างก็ว่าไม่แน่หรอก เพราะขึ้นชื่อว่าป่าช้าเสียอย่าง ถึงจะไม่มีศพอยู่ในหลุม แต่กองฟอนหรือเถ้ากระดูกที่กระจายอยู่รอบเมรุน่ะเป็นประจักษ์พยานว่าเคยมีศพ ที่โดนเผามาไม่รู้ว่ากี่ร้อยกี่พันศพแล้ว

สงสัยจะมาอวดผีซะละมั้ง?

อยากมาทัศนาจ้อน…เอ๊ย! ทัศนาจรป่าช้าผีดิบกันค่ะ!

ฟังสาวสมัยใหม่พูดคุยกันเล่นเอาป้าเวียนหัวไปหมด เดี๋ยวก็ “เค้าอยากดูจังเงยง่ะ…ผีดุจริงๆ เหงอ?” เดี๋ยวก็ “ต๊าย! ขนลุกหมดล้าววว…” คนแก่ๆ อย่างป้าฟังแล้วพลอยขนลุกขนชัน จะบอกว่า “อย่ากระแดะนักเลย นังหนูเอ๊ย!” ก็คงไม่เข้าใจ “กระแดะ” แปลว่าอะไร?

เอ้า! หลานสาวมันโฆษณาสรรพคุณเอาไว้เยอะนี่ อยากดูนักก็จะพาไปดู เผื่อผีหนุ่มผีแก่ที่ยังไม่ได้ไปผุดไปเกิดจะได้ดูเด็กสาวสวยๆ อกพุ่งสะโพกผาย ก้นงอนๆ แก้เหงามั่ง

เสียงพูดแจ้วๆ แทบไม่หยุดปาก ป้านึกถึงผีๆ สางๆ อย่างช่วยไม่ได้…ถ้าผีมีจริง พวกผีผู้ชายไม่ว่าหนุ่มหรือแก่คงจะจ้องมองอกอวบๆ กับขาขาวๆ อวบอัดอล่องฉ่องของสองสาวชาวกรุงมั่งหรอกน่า….

จู่ๆ สายลมก็พัดฮือขึ้นมาจนยอดไม้ไหวซ่า เกิดเสียงเกรียวกราวบนหลังคาเล่นเอาป้าตกใจ…นึกถึงผีๆ ก็มา เลยรึไง? แต่มีเสียงพึ่บๆ พั่บๆ บาดใจ ก่อนที่สังกะสีเขรอะสนิมจะถูกลมหอบปลิวว่อนลงมาสองแผ่น เรียกเสียงวี้ดว้ายจากพวกสาวๆ ที่หน้าซีดหน้าเซียวไปตามๆ กัน

ความมืดโรยตัวลงมาอย่างรวดเร็ว ตกลงว่ากลับบ้านซะที แต่แป้งกับไผ่เหลียวไปมองข้างหลังไม่หยุดหย่อน ป้าถามว่ามองอะไรก็ถูกถามกลับว่า มีบ้านใกล้ๆ ป่าช้าด้วยเหรอฮ้า? ป้าส่ายหน้าบอกว่าไม่มีหรอก แต่สองสาวย่นคิ้ว หันไปชี้มือให้ป้าดู

“แล้วผู้ชายพวกนั้นมาจากไหนล่ะป้า? เค้าตามเรามาตั้งหลายคนแน่ะ”

ป้าหันไปมองแต่ไม่เห็นอะไร เลยได้แต่อ้าปากค้าง แข้งขาแข็งทื่อไปหมด เสียงแจ๋วๆ ดังอีกว่า…ป้าเห็นใช่มั้ย? ดูเซ่! เค้าเดินมาหาเราแล้วฮ่ะ!

คราวนี้ป้าตกใจจนพูดไม่ออก แต่จ้ำอ้าวไม่เหลียวหลัง เสียงหลานสาวร้องว่าพวกเธอแต่งตัวโป๊ๆ เรียกผี เลยโดนผีหลอกน่ะซี! เท่านั้นล่ะค่ะวิ่งกันตูดแป้น แซงป้าไปเลย! เฮ้อ..

ผียาเสพติด

ผีไทยดิฉัน เช่าห้องอยู่ในซอยลอยมา ข้ามถนนใหญ่มาก็เลี้ยวเข้าซอยได้เลย เพราะยังไม่มีสะพานลอยเหมือนเดี๋ยวนี้ เพื่อนร่วมห้องชื่อแก้ว-คนบ้านหมี่เหมือนกัน แถมทำงานแบบเดียวกันอีกด้วย เพียงแต่อยู่คนละคาเฟ่ที่อยู่ใกล้ๆ กันเท่านั้น

ซอยนั้นจะเรียกว่าเป็นชุมทางห้องแบ่งเช่าก็เห็นจะไม่ผิดนัก!

ปาก ซอยมีร้านขายหอยทอดสวัสดี เข้าไปหน่อยก็มีร้านซักรีดเสื้อผ้า ร้านเสริมสวยที่อยู่ตรงข้ามห้องเช่าของเราพอดี ถัดเข้าไปยังมีบ้านแบ่งห้องเช่าอีกไม่ต่ำกว่าสิบแห่ง ของเราถือว่าใกล้ที่สุด สะดวกและปลอดภัยพอสมควร เพราะมีประตูใหญ่ที่ล็อกด้านใน 24 ชั่วโมง คนเช่าถึงจะมีกุญแจไขเข้าไปได้ค่ะ

ถ้ามีเพื่อนหรือแฟนมาหาก็ต้องกด กริ่ง บอกชื่อเสียงว่าจะพบใครแล้วเขาถึงจะเปิดประตูรับ…เดินเข้าไปก็จะพบห้องของ พนักงานด้านหน้าที่มักง่วนอยู่กับการรับโทรศัพท์แทบตลอดทั้งวัน

สมัย นั้นที่ห้องเช่าดิฉันยังไม่มีโทรศัพท์หรอกค่ะ ไม่ใช่มือถือเกลื่อนเมืองอย่างปัจจุบัน ถ้ามีใครโทร.มาหา ผู้ช่วยพนักงานก็จะวิ่งมาเคาะประตูห้องเรียก…ค่าตามไปรับโทรศัพท์คือ 5 บาท ใครขี้เหนียวและรู้ว่าจะมีแฟนโทร.มาหาก็จะไปยืนเกร่แถวหน้าห้องนั้นเลย

มีโรงหนัง 5-6 โรง มากพอๆ กับโรงแรมม่านรูด ไหนจะบาร์ผีที่มีสาวเต้นอะโกโก้ ซึ่งถือว่าเป็นโชว์ยอดฮิตที่ขาดไม่ได้ ตั้งแต่เต้นธรรมดาจนถึงการโชว์วิตถารต่างๆ นานา…ก่อนจะถึงยุคของสาวโคโยตี้ในยุคต่อมาจนถึงทุกวันนี้

คน เช่าส่วนมากไม่ทำงานคาเฟ่ก็โรงแรม ใช้ชีวิตกลางคืนกันแทบทั้งนั้น นอนตื่นเที่ยงหรือบ่าย อาบน้ำล้างหน้าในห้องรวมแล้วก็แต่งตัวง่ายๆ หลายคนก็เล่นชุดนอนไปแวะส่งเสื้อผ้าให้ร้านซักรีด หาอะไรกินที่ปากซอย หรือแผงข้าวเหนียว ไก่ย่าง ส้มตำ แล้วก็มาแวะร้านทำผมก่อนเข้าห้อง เปิดเทปฟังเพลงบ้าง ซ้อมเพลงบ้างสำหรับพวกนักร้อง

พักผ่อนได้ไม่นานก็ถึงเวลาเย็น ต้องอาบน้ำแต่งตัวไปทำงานกันแล้ว!

ห้อง เช่าของเรามีข้อเสียนิดหน่อยตรงที่ผ่านหลังตึกแถวตอนกลางคืนมาถึงประตูรั้ว ค่อนข้างมืดและเปลี่ยว แต่พวกเราอยู่กันมาหลายเดือนจนไม่ค่อยหวาดกลัวอะไรนัก

บางคืนกลับมา สองคนเห็นเงาใครตะคุ่มๆ นั่งบ้างยืนบ้างอยู่ข้างรั้วก็นึกหวาดๆ อยู่เหมือนกัน เพราะปาเข้าไปตีสามกว่าๆ แล้วนี่คะ ต้องรีบเดินพร้อมกับเตรียมลูกกุญแจมาไขไว้ก่อน…สังเกตว่าคนที่ซุกตัวอยู่ มืดๆ เงียบๆ หันมามองจนน่าเสียวสันหลังเอาการ

พวกทาสยาเสพติดน่ะแหละ ค่ะ นึกแล้วก็น่าสงสารเหมือนกัน…พวกเขาคะนองตามเพื่อน อยากโชว์หรืออวดศักดิ์ศรีว่าตัวเองเก่ง เสพยาก็ไม่ติด! จะเลิกเมื่อไหร่ก็ได้! เฮ้อ…

คืนหนึ่ง เราก็พบกับเรื่องน่าตื่นเต้นเข้าจังๆ

แก้ว เดินหน้าก้าวยาวๆ ไปที่ประตู ดิฉันมัวแต่หันไปมองร่างผ่ายผอมในชุดสีทึบ กลิ่นเหงื่อไคลสาบๆ กระทบจมูกจนเกือบจะเบือนหน้าหนี พอดีเขายื่นมือสั่นเทามาดักหน้า พึมพำแหบเครือว่า…พี่ ขอตังค์ผมกินข้าวหน่อยเถอะครับ ผมหิว…

ดิฉันใจอ่อนยวบ โถ…เด็กหนุ่มอายุราวยี่สิบแท้ๆ ต้องตกอยู่ในสภาพครึ่งผีครึ่งคน เพราะเฮโรอีนแท้ๆ เลยควักแบงก์ใบละ 20 บาทส่งให้ เขายกมือไหว้ท่วมหัว ขอบคุณ เสียงปนสะอื้น รีบก้าวยาวๆ ไปทางก้นซอย… เขาคงรีบร้อนไปหาซื้อยาเสพติดฉีดเข้าเส้นที่นั่น

ตอนนั้นยังไม่มียาบ้าค่ะ…ถ้าไม่มีเงินจริงๆ เขาอาจจะก่ออาชญากรรมอะไรก็ได้ หรือแม้แต่ลงแดงตายตามที่เคยได้ยินข่าวบ่อยครั้ง

“ทีหลังอย่าไปให้มัน” แก้วพูดเสียงดุ “ไอ้พวกนี้เคยตัว เดี๋ยวก็มาไถเงินอีก”

คืนต่อมา ดิฉันเห็นเขานั่งพิงรั้ว ท่าทางทอดอาลัยตายอยาก นึกจะควักเงินให้สัก 20 บาท ก็พอดีเขายกมือทั้งสองขึ้นปิดหน้า สะอื้นเบาๆ อยู่ในความสลัวและเยือกเย็น เล่นเอาดิฉันชะงัก หยิบเงินออกมาถือค้าง…ขณะที่ภาพนั้นค่อยๆ เลือนรางจางหายไปต่อหน้าต่อตา

เสียงหมาจรจัดหอนโหยหวนมาจากก้นซอย ดิฉันออกวิ่งตามหลังแก้วที่ยืนหน้าซีดเซียว พึมพำว่า…ถ้าเมื่อคืนเธอให้เงินมันไปเสพยาก็คงยังไม่ตาย…ขนหัวลุกค่ะ!

ปรากฏ ว่าจริงอย่างที่แก้วพูดเลยค่ะ คืนรุ่งขึ้นก็เห็นเขามายืนรอเรา ยื่นมือสั่นริกมาหา พูดคำเดิมๆ ว่าขอเงินไปกินข้าว ดิฉันสองจิตสองใจ หันมองเพื่อนก็เห็นเธอจ้องเขม็งเลยตัดสินใจส่ายหน้า รีบเดินตามแก้วเข้าประตูแล้วรีบปิดทันที

แก้วเล่าว่า พอดิฉันผละมา เขาก็หันไปหาเพื่อนพูดอะไรพึมพำ ยกสองมือขึ้นปิดหน้า ทำท่าเหมือนกำลังสะอื้นด้วยความผิดหวัง เจ็บปวดสุดขีด…คืนนั้นดิฉันนอนลืมตาโพลงหลับตาก็เห็นแต่ภาพน่าเวทนานั้น บีบคั้นความรู้สึกให้สลดหดหู่อย่างบอกไม่ถูก